ระวัง! ยุโรปเตือนวัคซีนปลอมระบาดหลายประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642072

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 17:04 น.ระวัง! ยุโรปเตือนวัคซีนปลอมระบาดหลายประเทศสำนักงานตำรวจสหภาพยุโรปเตือนประชาชนระวังวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ปลอมซึ่งกำลังระบาดหนักในหลายประเทศ

Deutsche Welle สำนักข่าวเยอรมนีรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. สำนักงานตำรวจสหภาพยุโรป หรือยูโรโพลได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับวัคซีนปลอมที่จำหน่ายทางออนไลน์

โดย จาน ออบ เจน ออร์ท (Jan Op Gen Oorth) โฆษกยูโรโพลระบุว่าเนื่องจากขณะนี้มีความต้องการวัคซีนจำนวนมากกระตุ้นให้เกิดอาชญากรรมในหลากหลายรูปแปบบ รวมถึงการจำหน่ายวัคซีนปลอมผิดกฎหมาย หรือวัคซีนที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งการขโมยสินค้าทางการแพทย์ เช่น ขวดใส่วัคซีน

นอกจากนี้เมื่อเดือนมีนาคมองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่อ้างว่าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่สามารถรักษาหรือป้องกันโควิด-19 ได้

เพอร์เนตต์ บอร์ดิลลอน เอสตีฟ (Pernette Bourdillon Esteve) จากองค์การอนามัยโลกเผยว่ามีเว็บไซต์เถื่อนหลายพันเว็บไซต์ที่หลอกขายผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐานและปลอมแปลง เนื่องจากประชาชนจำนวนากนิยมวินิจฉัยตัวเองและซื้อยารักษาด้วยตัวเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

โดยมีเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนและโควิด-19 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบคอลัมน์ขายวัคซีนปลอมจำนวนมาก โดยอ้างว่ามาจากผู้เชี่ยวชาญหรือสถาบันวิทยาศาสตร์พร้อมเก็บข้อมูลของเหยื่ออีกด้วย

ขณะนี้องค์การอนามัยโลกทราบถึงปัญหาวัคซีนปลอมแล้วและมีการดำเนินการตามมาตรการที่เหมาะสม พร้อมกล่าาวถึงประชาชนในยุโรปว่าไม่ควรตื่นตระหนกกับวัคซีนปลอมตราบใดที่ยังมีการแจกจ่ายวัคซีนที่มีมาตรฐานและอยู่ในการควบคุม และเน้นย้ำให้ประชาชนใช้วัคซีนที่ได้รับการรับรองแล้วเท่านั้น

เอสตีฟยังเผยว่าแม้หลายครั้งที่ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค เพียงแต่ไม่สามารถป้องกันหรือรักษาอาการเจ็บป่วยได้ อย่างไรก็ตามบางผลิตภันฑ์ก็สามารถทำให้ผู้บริโภคถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน

ทั้งนี้ วัคซีนปลอมอาจทำให้ประชาชนหมดศรัทธาต่อองค์กรด้านสาธารณสุข แต่เอสตีฟเน้นย้ำว่าอันตรายใดๆ ที่เกิดจากวัคซีนปลอมไม่ได้สะท้อนถึงความล้มเหลวของวัคซีนที่ได้มาตรฐาน เนื่องจากวัคซีนที่ได้มาตรฐานนั้นได้รับการรับรองถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ยังมีรายงานจากรอยเตอร์สว่ามีการหลอกขายวัคซีนทางอีเมล์ และการส่งข้อความออนไลน์ หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ

Photo by Joseph Prezioso / AFP

Bitcoin ลงแรงขึ้นแรง ทะลุ 35,000 ดอลล์หลังลงหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642079

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 15:00 น.Bitcoin ลงแรงขึ้นแรง ทะลุ35,000ดอลล์หลังลงหนักนักลงทุนเริ่มมั่นใจในคริปโตนี้มากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าราคาของมันจะค่อนข้างผันผวนในช่วงไม่กี่วันก็ตาม

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าบิตคอยน์ (Bitcoin) ทำมูลค่าพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดตลอดกาลอีกครั้งในวันพุธเพียงสองวันหลังจากราคาลงการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดหนึ่งวันนับตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว

Bitcoin ซึ่งเป็นคริปโทเคอร์เรนซี (cryptocurrency) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกพุ่งสูงถึง 6% มาอยู่ที่ 35,842 เหรียญสหรัฐซึ่งสูงกว่าระดับสูงสุดก่อนหน้านี้ที่ 34,792 เหรียญสหรัฐเมื่อวันที่ 3 มกราคมแต่หลังจากนั้นราคาร่วงลงมากถึง 17% ในวันที่ 4 มกราคม

มีการอ้างถึงปัจจัยหลายประการที่ทำให้ Bitcoin ราคาขึ้นมา เทรดเดอร์บางรายชี้ไปที่การคาดการณ์ราคาระยะยาวของ JPMorgan Chase & Co. ที่ระบุว่าราคาอาจจะสูงถึง 146,000 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่บางรายก็อ้างถึงบรรยากาศความเสี่ยงโดยรวมในตลาดการเงินทั่วโลกที่ทำให้ Bitcoin เป็นที่ต้องการมากขึ้น

“มันเป็นตลาดกระทิงที่ชัดเจนและราคาจะไม่ลดลง 30% ถึง 40% เหมือนในปี 2017” Vijay Ayyar หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจของบริษัท Luno ซึ่งแลกเปลี่ยนเงินคริปโตในสิงคโปร์กล่าว “ตลาดมีวุฒิมากขึ้นโดยมีผู้ซื้อรายใหญ่ โปรดทราบว่าเราอยู่ในช่วงกราฟพุ่งขึ้นและมันก็พุ่งขึ้นระดับท็อปจริงๆ ”

สถาบันและนักลงทุนที่มีชื่อเสียงมากขึ้นตั้งแต่ Paul Tudor Jones ไปจนถึง Scott Minerd และ Stan Druckenmiller ได้เริ่มจัดสรรเงินเป็น Bitcoin หรือได้กล่าวว่าพวกจะเข้ามาลงทุนกับ Bitcoin

“การเก็บเกี่ยวทำราคาสูงขึ้นเกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะว่านักลงทุนสายอนุรักษ์นิยมรายใหญ่สนใจที่จะลงทุนระยะยาว” Stephen Innes หัวหน้านักยุทธศาสตร์การตลาดระดับโลกของ Axi กล่าว “ทั้งหมดนี้เกี่ยวกับยุคใหม่ของเทคโนโลยีบล็อคเชนที่ Bitcoin เชื่อมโยงกันอย่างมีเอกลักษณ์”

ในขณะที่บางคนโต้แย้งว่าสกุลเงินดิจิทัลช่วยเป็นการลงทุนในช่วงที่เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงและป้องกันความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อในช่วงเวลาที่ทั่วโลกใช้มาตรการกระตุ้นทางการเงินและการคลัง แต่คนอื่น ๆ กล่าวว่านักลงทุนรายย่อยและกองทุนปริมาณตามแนวโน้มกำลังทำให้ฟองสบู่ที่ไม่ยั่งยืน

“Bitcoin ดีกว่าในการเป็นทองคำมากกว่าทองคำคือการเป็นทองคำ” Anthony Scaramucci ผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการของ SkyBridge Capital กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันอังคาร ซึ่งหมายความว่าในช่วงเวลาที่เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่านักลงทุนจะวิ่งเข้าหาทองคำอันเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง แต่ตอนนี้เขาเห็นว่า Bitcoin พึ่งพาได้มากกว่าทองคำเสียอีก

Photo by Ozan KOSE / AFP

สหรัฐออกโรงปกป้องม็อบฮ่องกงหลังโดนกวาดจับครึ่งร้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642062

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 13:30 น.สหรัฐออกโรงปกป้องม็อบฮ่องกงหลังโดนกวาดจับครึ่งร้อยว่าที่รมต.ต่างประเทศสหรัฐโวยฮ่องกงกวาดล้างฝ่ายค้าน มีชาวอเมริกันถูกจับด้วย

วันนี้ (6 ม.ค.) แหล่งข่าวเผยกับเอเอฟพีว่า จอห์น แคลนซี ทนายความประจำสำนักงานกฎหมายโห ซี ว่าย (Ho Tse Wai & Partners) ที่มีชื่อเสียงจากการดำเนินคดีด้านสิทธิมนุษยชน และประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย เป็นบุคคลสัญชาติอเมริกันคนแรกที่ถูกจับกุมในฮ่องกงภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่

โดยมีผู้พบเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นสำนักงานกฎหมายดังกล่าวในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของฮ่องกงยังได้จับกุมสมาชิกพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยรวมทั้งสิ้นราว 50 คนภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเช่นเดียวกัน

ส่งผลให้แอนโทนี บลินเคน ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ภายใต้ฝ่ายบริหารของโจ ไบเดน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทางการฮ่องกงโดยกล่าวบนทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า

“การจับกุมผู้ประท้วงที่สนับสนุนประชาธิปไตยเป็นการทำร้ายผู้ที่สนับสนุนสิทธิสากล ฝ่ายบริหารไบเดน-แฮร์ริสจะยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในฮ่องกงและต่อต้านการปราบปรามประชาธิปไตยของจีน”

The sweeping arrests of pro-democracy demonstrators are an assault on those bravely advocating for universal rights. The Biden-Harris administration will stand with the people of Hong Kong and against Beijing’s crackdown on democracy. https://t.co/nSj8dr3OEg— Antony Blinken (@ABlinken) January 6, 2021

Photo by STEPHANE DE SAKUTIN / AFP

WHO โวยจีนกลับคำไม่ให้ตรวจสอบโควิดในอู่ฮั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642058

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 12:00 น.WHO โวยจีนกลับคำไม่ให้ตรวจสอบโควิดในอู่ฮั่นทีมงานองค์การอนามัยโลกถูกจีนปฏิเสธไม่ให้เข้าตรวจสอบที่มาของไวรัสโคโรนาในอู่ฮั่น

บีบีซีรายงานเมื่อวันที่ 6 ม.ค. ว่าทีมงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ต้องการตรวจสอบที่มาและการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในอู่ฮั่นถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศจีน โดยให้เหตุผลว่าไม่มีวีซ่า

ซึ่งสร้างความผิดหวังให้แก่องค์การอนามัยโลกเป็นอย่างมาก เนื่องจากรัฐบาลจีนได้ตอบตกลงแล้วในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่าจะให้องค์การอนามัยโลกเข้ามาตรวจสอบได้ตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้ หลังจากที่เจรจากันมาเป็นระยะเวลาหลายเดือน

โดยเทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าวว่าผิดหวังอย่างมากที่จีนไม่อนุญาตให้ทีมงานเข้าตรวจสอบเนื่องจากมีทีมงาน 2 คนได้เริ่มเดินทางแล้ว และยังมีทีมงานคนอื่นๆ ที่เตรียมตัวจะเดินทางแต่พวกเขากลับได้รับแจ้งในนาทีสุดท้ายว่าไม่สามารถเดินทางไปได้

เบื้องต้นเกเบรเยซุสได้ดำเนินการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนเพื่อเน้นย้ำว่าภารกิจครั้งนี้มีความสำคัญต่อองค์การอนามัยโลกและนานาชาติเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ มีการตรวจพบไวรัสโคโรนาครั้งแรกในมณฑลหูเป่ย เมืองอู่ฮั่นของจีนเมื่อปลายปี 2019 ที่ผ่านมา โดยในตอนแรกเชื่อกันว่าตลาดขายสัตว์แปลกในอู่ฮั่นเป็นจุดที่ทำให้ไวรัสแพร่ระบาดจากสัตว์สู่คน

อย่างไรก็ตามสาเหตุของการแพร่ระบาดของไวรัสยังเป็นที่ถกเถียงกันเนื่องจากผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าตลาดขายสัตว์แปลกและประเทศจีนอาจไม่ใช่ต้นตอของไวรัสโคโรนา

Photo by World Health Organization / AFP

เพนซ์ไม่เอาด้วย ปัดทรัมป์ยื้ออำนาจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642056

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 10:37 น.เพนซ์ไม่เอาด้วย ปัดทรัมป์ยื้ออำนาจทรัมป์ฝากความหวังสุดท้ายไว้กับเพนซ์ในความพยายามพลิกผลการเลือกตั้งแต่กลับโดนปฏิเสธ

วันที่ 6 ม.ค. สภาคองเกรสของสหรัฐมีกำหนดประชุมเพื่อนับคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งจากทุกรัฐ เพื่อรองรับผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

โดยรองประธานาธิบดีไมก์ เพนซ์ จะเป็นประธานการประชุมของรัฐสภาเพื่อตรวจสอบและลงมติรับรองผลการเลือกตั้งของคณะผู้เลือกตั้ง รวมทั้งประกาศชื่อว่าที่ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาค้านผลการเลือกตั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่ายังได้โพสต์ลงบนทวิตเตอร์ส่วนตัวก่อนหน้านี้ว่า “รองประธานาธิบดีมีอำนาจที่จะปฏิเสธผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ทุจริต”

The Vice President has the power to reject fraudulently chosen electors.

— Donald J. Trump (@realDonaldTrump) January 5, 2021

โดยมีรายงานว่าทรัมป์อาจให้เพนซ์ซึ่งเป็นประธานในการประชุมนับคะแนนครั้งนี้ระงับการนับคะแนนออกไปก่อน

แต่ล่าสุดสำนักข่าวเอบีซี นิวส์รายงานว่า เพนซ์กล่าวกับทรัมป์ขณะรับประทานอาหารกลางวันด้วยกันว่าเขาไม่มีอำนจที่จะพลิกผลการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน แม้ว่าเขาจะเป็นประธานในการประชุมก็ตาม

ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานั้นโจ ไบเดน จะได้รับคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง 306 คะแนนเสียง ขณะที่ทรัมป์จะได้รับ 232 คะแนนเสียง

โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดส่งมอบตำแหน่งให้ว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนที่ชนะการเลือกตั้งในวันที่ 20 ม.ค. ที่จะถึงนี้

Photo by MANDEL NGAN / AFP

เปิดอาณาจักรยาแห่งซีพี กับดีลวัคซีนหมื่นล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642028

วันที่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 08:30 น.เปิดอาณาจักรยาแห่งซีพี กับดีลวัคซีนหมื่นล้าน  เครืออาณาจักรธุรกิจของซีพีในแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงไม่พลาดที่จะดีลกับบริษัทวัคซีนที่กำลังมีอนาคตที่สุดรายหนึ่ง

1. ชื่อของบริษัท Sinovac คงคุ้นหูคนไทยกันโดยทั่วแล้วในฐานะหนึ่งในบริษัทที่ผลิตวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ซึ่งรัฐบาลนำเข้ามาใช้ด้วย (2 ล้านช็อต) และวัคซีนของบริษัทนี้ถูกแจกจ่ายและทดลองฉีดในบางประเทศแล้ว เช่น ที่ตุรกีซึ่งมีระบุว่ามีประสิทธิภาพ 91% และตอนนี้อินโดนีเซียเริ่มฉีดให้ประชาชนทั่วไปแล้ว

2. มีข่าวว่าบริษัท Sino Biopharmaceutical ธุรกิจเวชภัณฑ์ของบริษัท CP Pharmaceutical Group ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงได้ถือหุ้น 15% มูลค่า 515 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 15,400 ล้านบาท ใน Sinovac Life Sciences ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการผลิตวัคซีนโคโรนาแวค (Corona Vac)

3. ถึงแม้จะเป็นบริษัทในกลุ่มซีพี แต่ CP Pharmaceutical Group หรือ CP Pharm คงมีน้อยคนที่จะคุ้นชื่อ บริษัทนี้มีฐานธุรกิจในจีนเป็นหลักมีชื่อในภาษาจีนว่า “เจิ้งต้า เจิ้งเย่า จี๋ถวน” (ซึ่ง CP Group เองในจีนรู้จักกันในชื่อกลุ่มบริษัทเจิ้งต้าหรือเจียไต๋) ซึ่งแปลว่ากลุ่มบริษัทเวชภัณฑ์เจิ้งต้า ก่อตั้งในช่วงทศวรรษที่ 1990

4. CP Pharm เน้นการวิจัยและพัฒนาเวชภัณฑ์โดยมีธุรกิจครอบคลุมด้านเภสัชกรรมการแพทย์สุขภาพและสาขาอื่นๆ มีบริษัทในเครือมากกว่า 20 บริษัท โดยบริษัทหลักของกลุ่มคือ Chia Tai Tianqing Pharmaceutical Group ที่เมืองซูโจว อยู่ในอันดับที่ 6 จาก 100 บริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำในอุตสาหกรรมเคมีและยาของจีนในปี 2019

5. หนึ่งในบริษัทในเครือที่สำคัญคือ Sino Biopharmaceutical หรือ Sino Biopharm ซึ่งตั้งเมื่อปี 2000 จดทะเบียนในฮ่องกงและมีฐานที่ปักกิ่งเป็นผู้ที่เข้าไปลงทุนกับ Sinovac และบริษัทนี้มีส่วนร่วมในการวิจัยพัฒนาผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์สำหรับการรักษาทางการแพทย์โรคตาตลอดจนยาจีนที่ทันสมัยและยาเคมีสำหรับการรักษาโรคตับอักเสบ

6. กลุ่มบริษัท CP Pharm มีฐานการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมระดับนานาชาติหลายแห่ง ในปักกิ่ง เมืองหนานจิง เมืองเหลียนหยุนกั่ง และที่อื่นๆ สถาบันวิจัยมีบุคลากรวิจัยและพัฒนา 3,000 คนซึ่งมากกว่า 63% จบปริญญาเอก, ปริญญาโท และตำแหน่งทางเทคนิคอาวุโส ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาในปี 2019 คิดเป็นรายได้จากการขาย 11% ขึ้นไป

7. ผู้ก่อตั้งและประธานของ CP Pharm คือ “เซี่ยปิ่ง” (Tse Ping) และยังเป็นประธานผู้ก่อตั้ง Sino Biopharm ด้วย แต่ก้าวลงจากตำแหน่งในปี 2015 แล้วยกตำแหน่งให้ลูกสาวคือ “เซี่ยฉีรุ่น” (Theresa Ping) ภายใต้การบริหารของบุตรสาวนี่เองที่พาบริษัทไปซื้อหุ้นของ Sinovac

8. เขาเป็นคนจีนแต้จิ๋ว เกิดเมื่อปี 1952 ที่เขตเฉิงไห่ (เถ่งไฮ่) เมืองซ่านโถว (ซัวเถา) มณฑลกวางตุ้งและญาติใกล้ชิดของ “เจ้าสัวธนินท์” แห่งเครือ CP บิดาของนายธนินท์ เจียรวนนท์ (เซี่ยกั๋วหมิน) คือ นายเอ็กชอ แซ่เจี๋ย (เซี่ยอี้ชู) ซึ่งเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากซัวเถามาวางรากฐานอาณาจักรเจียไต๋ที่เมืองไทย

9. เซี่ยอี้ชูมีบุตรชายอีกคนคือ “เซี่ยเจิ้งหมิน” มีศักดิ์เป็นพี่ชายของนายธนินท์ เซี่ยเจิ้งหมินมีบุตรชายก็คือ “เซี่ยปิ่ง” ในขณะที่นายธนินท์สร้างอาณาจักรซีพีจากรากฐานของเจียไต๋จนรุ่งโรจน์ เซี่ยปิ่งต้องติดอยู่ในแผ่นดินใหญ่และใช้ชีวิตผ่านช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมอันวุ่นวายในประเทศจีนช่วงทศวรรษที่ 60 – 70

10. จนกระทั่งหลังทศวรรษที่ 70 – 80 เมื่อจีนปฏิรูปเศรษฐกิจแล้ว เซี่ยปิ่งจึงได้ติดต่อกับสาขาของซีพีในฮ่องกงและได้ก่อตั้ง Sino Biopharm ขึ้น ซึ่งถือเป็นการแหกธุรกิของเครือตระกูลที่ตอนแรกเน้นที่อุตสาหกรรมเกษตร แต่ปรากฎว่าเขาพาบริษัทรุ่งโรจน์ขึ้นเรื่อยๆ

11. ตระกูลเซี่ย (หรือเจี๋ย) สายของเซี่ยปิ่งกุมบังเหียน CP Pharm ตังแต่ตัวเขาในฐานะประธานา ตามด้วยบุตรสาวคือ เซี่ยฉีรุ่น หรือ Theresa Ping ในฐานะรองประธานมีดีกรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก Wharton School มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซีอีโอของบริษัทคือ “เจิ้งเสียงหลิง” หรือ Cheng Cheung Ling ซึ่งเป็นภรรยาของเซี่ยปิ่ง และกรรมการผู้จัดการคือ “เซี่ยเฉิงรุ่น” หรือ Eric Tse บุตรชายคนเล็กของบ้านจบจาก Wharton School เหมือนพี่สาว

12. นี่คือสาแหรกเครือญาติของซีพีที่แผ่ขยายไม่เฉพาะแค่ในไทยและจีนแต่กำลังจะขยายไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลที่จะมากขึ้นหลังเข้าไปซื้อหุ้น Sinovac

13. เซี่ยฉีรุ่น หรือ Theresa Ping ประธานหญิงของ Sino Biopharm กล่าวหลังจากมีดีลกับ Sinovac ว่า “”Sino Biopharm มีความประสงค์ที่จะช่วยควบคุมการระบาดของโควิด -19 ให้เร็วขึ้นด้วยความพยายามร่วมกันกับพันธมิตรเพื่อสนับสนุนการป้องกันด้านสาธารณสุขในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและทั่วโลกและขยายขอบเขตจากการมุ่งเน้นไปที่การรักษาโรคไปจนถึงการจัดการสุขภาพวงจรชีวิตในที่สุด ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสุขภาพของประชาชนความปลอดภัยในชีวิตและแม้กระทั่งความเป็นอยู่ที่ดีของมวลมนุษยชาติ”

14. Sino Biopharma คาดว่าความต้องการวัคซีนโควิด -19 ทั่วโลกอาจอยู่ในระดับหลายหมื่นล้านโดสในขณะที่กำลังการผลิตวัคซีนขององค์กรในจีนคาดว่าจะมีอย่างน้อย 2,000 ล้านโดสภายในสิ้นปี 2021

15. การใช้ประโยชน์จากขีดความสามารถในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งของกลุ่มการลงทุนของ Sino Biopharm จะช่วยให้ Sinovac สามารถขยายกำลังการผลิตวัคซีนได้อย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการในการจัดหาจากจีนและทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว

พนักงานทำงานจนตายเพื่อให้เจ้าของธุรกิจร่ำรวยมหาศาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642015

วันที่ 05 ม.ค. 2564 เวลา 21:41 น.พนักงานทำงานจนตายเพื่อให้เจ้าของธุรกิจร่ำรวยมหาศาลบริษัทเทคโนโลยีของจีนถูกวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้งถึงการใช้งานพนักงานหนักเกินไปจนถึงแก่ชีวิต

แม้กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นของบริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนที่กำลังมาแรงในขณะนี้อย่าง Pinduoduo Inc. (พินตัวตัว) ที่หุ้นของริษัทครอบคลุมอาณาจักรอีคอมเมิร์ซมูลค่ากว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2020 มีมูลค่าทางการตลาดเติบโตเร็วกว่าคู่แข่งอย่าง Alibaba และ JD.com

ส่งผลให้ผู้ก่อตั้งบริษัทอย่าง “โคลิน หวง” หรือ หวง เจิ้ง นั่งแท่นชายที่ร่ำรวยอันดับ 2 ของจีน แซงหน้านักธุรกิจคนอื่นๆ รวมถึงแจ็ค หม่า โดยมีความมั่งคั่งโดยรวมกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

แต่ก็ไม่วายหุ้นตกฮวบกว่า 6% และถูกชาวเน็ตจวกยับหลังจากที่พนักงานหญิงวัยเพียง 22 ปี เสียชีวิตขณะกำลังเดินทางกลับบ้าน และเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้งเกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานที่มากเกินไปของพนักงานในบริษัทเทคโนโลยีของจีน

ตามรายงานของบลูมเบิร์กระบุว่าพนักงานคนดังกล่าวเริ่มงานกับ Pinduoduo ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2019 ทำงานมาได้ปีกว่าๆ จนกระทั่งวันที่ 29 ธันวาคม 2020 เวลาประมาณ 01.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น เธอล้มลงขณะกำลังเดินกลับบ้านกับเพื่อนร่วมงานก่อนที่จะเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยทีมแพทย์ใช้เวลาราว 6 ชั่วโมงในการเข้าช่วยเหลือแต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้

เหตุการณ์ดังกล่าวจุดชนวนให้ชาวเน็ตออกมาต่อต้านบริษัท Pinduoduo และวิพากษ์วิจารณ์ถึงตารางงานที่ใช้งานพนักงานหนักเกินไป พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการสอบสวน

แฮชแท็กเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพนักงานคนดังกล่าวถูกพูดถึงกว่า 260 ล้านครั้งใน Sina Weibo แพลตฟอร์มออนไลน์คล้าย Twitter และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากที่ทาบริษัทออกมาโพสต์ข้อความว่าทุกคนจากสังคมชนชั้นล่างต้องแลกเปลี่ยนชีวิตของตัวเองเพื่อเงิน ก่อนที่ทางบริษัทจะออกมาขอโทษพร้อมกล่าวว่าข้อความดังกล่าวถูกโพสต์โดยไม่ได้รับอนุญาต

เบื้องต้นสำนักงานทรัพยากรบุคคลและประกันสังคมของเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้จะส่งทีมสืบสวนไปยังบริษัท Pinduoduo เพื่อรวบรวมข้อมูลและสอบสวนชั่วโมงการทำงานของพนักงานและดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ โดยตารางงานของพนักงานในบริษัทด้านเทคโนโลยีในประเทศจีนถูกวิพากษ์วิจารณ์มาหลายต่อหลายครั้งเนื่องจากเคยมีพนักงานบริษัทด้านเทคโนโลยีเสียชีวิตจากการทำงานหนักมาแล้ว

เป็นที่รู้จักกันดีในประเทศจีนถึงตารางเวลาการทำงานที่เรียกว่า “996” คือการทำงานตั้งแต่เวลา 9.00 น. ถึง 21.00 น. เป็นเวลา 6 วันต่อสัปดาห์รวมถึงการทำงานล่วงเวลา กระตุ้นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ถึงกระนั้นมหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีอย่างแจ็ค หม่า เจ้าของ Alibaba Group Holding Ltd. รวมถึงริชาร์ด หลิว นายใหญ่ของ JD.com ยังคงยืนยันการปฏิบัติตามความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง และยังเป็นกุญแจสำคัญในการกอบโกยความมั่งคั่งของตัวเอง

ข้าวแพงจัด เวียดนามถึงกับต้องนำเข้าจากคู่แข่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642019

วันที่ 05 ม.ค. 2564 เวลา 20:01 น.ข้าวแพงจัด เวียดนามถึงกับต้องนำเข้าจากคู่แข่งผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ยังเจอสถานการณ์น่าเป็นห่วง ถึงกับต้องนำเข้าข้าวจากประเทศคู่แข่ง

สำนักข่าว Reuters รายงานว่าเวียดนามซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับสามของโลกได้เริ่มซื้อข้าวจากคู่แข่งอย่างอินเดียเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี หลังจากราคาในประเทศพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 9 ปีท่ามกลางซัพพลายในประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด

การสั่งซื้อข้าวของเวียดนามสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่สูงมรกในเอเชียซึ่งอาจทำให้ราคาข้าวสูงขึ้นในปี 2021 และยังบีบให้ประเทศผู้ซื้อข้าวที่เดิมซื้อจากไทยและเวียดนาม ต้องเปลี่ยนไปซื้อจากอินเดียซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งราคาถูกกว่าแต่คุณภาพข้าวไม่ดีนัก

ผู้ค้าชาวอินเดียได้รับการติดต่อทำสัญญาว่าจะส่งออกข้าวหัก 100% จำนวน 70,000 ตันสำหรับการจัดส่งในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่ประมาณ 310 เหรียญสหรัฐต่อตันให้กับเวียดนาม

“เป็นครั้งแรกที่เราส่งออกไปเวียดนาม” B.V. Krishna Rao ประธานสมาคมผู้ส่งออกข้าวกล่าวกับ Reuters เมื่อวันจันทร์ “ราคาของอินเดียน่าสนใจมาก ความแตกต่างของราคาอย่างมากทำให้การส่งออกเป็นไปได้”

การลดลงของปริมาณข้าวและการซื้อข้าวของฟิลิปปินส์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาข้าวส่งออกของเวียดนามพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 9 ปี

ข้าวหัก 5% ของเวียดนาม มีราคาประมาณ 500 – 505 เหรียญสหรัฐต่อตันซึ่งสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับราคาของอินเดียที่ 381 – 387 เหรียญสหรัฐ

ปริมาณการผลิตที่หดตัวจะเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความไม่มั่นคงด้านอาหารในอนุภูมิภาคซาฮาราแอฟริกาในพื้นที่ที่ความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเนื่องจากการเติบโตของประชากร

ธนาคารโลกระบุว่าความหิวโหยเรื้อรังและเฉียบพลันกำลังเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนที่เปราะบางในเกือบทุกประเทศโดยการระบาดของโควิด -19 ทำให้รายได้ลเลงและทำลายห่วงโซ่อุปทานตาม

ผู้ค้ากล่าวว่าการระบาดทั่วโลกทำให้เวียดนามและประเทศอื่นๆ ต้องกักตุนข้าว โดยเวียดนามประกาศเมื่อปีที่แล้วว่าจะกักตุนข้าว 270,000 ตันเพื่อให้แน่ใจว่ามีอาหารเพียงพอท่ามกลางการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่ขับเคลื่อนด้วยโคโรนาไวรัสทั่วโลก

ผู้ค้าในเวียดนามกล่าวว่าข้าวจากอินเดียถูกกักตุนไว้ในปริมาณสำรองของรัฐบาลตั้งแต่ปี 2016/17 โดยราคาที่ค่อนข้างถูกก็เพราะข้าวอินเดียมีคุณภาพที่ต่ำ

“คุณภาพข้าวแย่มากจนไม่เหมาะที่จะให้คนบริโภคโดยตรง แต่ใช้สำหรับผลิตอาหารสัตว์และเบียร์เท่านั้น” พ่อค้าข้าวรายหนึ่งในโฮจิมินห์ซิตี้กล่าว

ผลผลิตข้าวเปลือกทั้งหมดของเวียดนามในปี 2020 ลดลง 1.85% เป็น 42.69 ล้านตันหรือเทียบเท่ากับข้าวสารประมาณ 21.35 ล้านตันจากข้อมูลเบื้องต้นจากสำนักงานสถิติทั่วไปของรัฐบาลระบุ

การส่งออกข้าวของประเทศในปี 2020 คาดว่าจะลดลง 3.5% เหลือ 6.15 ล้านตัน

ในเดือนธันวาคมผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกคือจีนเริ่มซื้อข้าวอินเดียเป็นครั้งแรกในรอบอย่างน้อยสามทศวรรษเนื่องจากความต้องการข้าวอย่างมากของไทย เมียนมาร์ และเวียดนามซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ อีกส่วนหนึ่งเพราะข้าวจากอินเดียถูกกว่ามาก

จากข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการของกระทรวงพาณิชย์อินเดียชี้ว่าในปี 2020 อินเดียส่งออกข้าวมากเป็นประวัติการณ์ถึง 14 ล้านตัน

Photo by NOAH SEELAM / AFP

“ซีพี” ทุ่มกว่าหมื่นล้านร่วมระดมทุนผลิตวัคซีนจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642027

วันที่ 05 ม.ค. 2564 เวลา 18:30 น."ซีพี" ทุ่มกว่าหมื่นล้านร่วมระดมทุนผลิตวัคซีนจีนบริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค ระดมทุน 515 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อเร่งผลิตวัคซีนเป็นสองเท่า

สำนักข่าวนิกเกอิ เอเชียรายงานว่า บริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech) ของจีนระดมทุน 515 ล้านเหรียญสหรัฐจากนักลงทุนเพื่อเร่งผลิตวัคซีนต้านโรคโควิด-19 เพิ่มเป็นสองเท่า

โดยบริษัทซิโน ไบโอฟาร์มมาซูทิเคิล (Sino Biopharmaceutical) ธุรกิจเวชภัณฑ์ ของบริษัท ซีพี ฟาร์มาซูติเคิล กรุ๊ป (CP Pharmaceutical Group) ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงได้ถือหุ้น 15% มูลค่า 515 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 15,400 ล้านบาท ในซิโนแวค ไลฟ์ ไซแอนซ์ (Sinovac Life Sciences) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการผลิตวัคซีนโคโรนาแวค (Corona Vac)

นอกจากนี้ยังมีกองทุนจากแอดวานซ์เทค แคปิตอล (Advantech Capital) ของจีน และวีโว่ แคปิตอล (Vivo Capital) ของสหรัฐที่ร่วมถือหุ้นของซิโน ไบโอฟาร์ม (Sino Biopharm) บริษัทละ 6.3%

หยาน เหว่ยตง หยิน ประธานกรรมการประธานและหัวหน้าฝ่ายบริหารของซิโนแวคกล่าวว่า”เรามีความก้าวหน้าอย่างมากในการพัฒนาวัคซีนโคโรนาแวค ซึ่งได้บรรลุเป้าหมายสำคัญในการทดลองในเอเชียและละตินอเมริกา นอกเหนือจากการระดมทุนแล้ว การเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ใหม่กับซิโน ไบโอฟาร์มมาซูทิเคิลยังช่วยให้เราสามารถปรับปรุงความสามารถในการขายวัคซีน ขยายตลาดในเอเชีย รวมถึงเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ และที่สำคัญที่สุดคือเร่งความพยายามในการต่อสู้กับโรคระบาดทั่วโลก”

การลงทุนดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทมีเป้าหมายว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตวัคซีนเป็นสองเท่า มาอยู่ที่ 600 ล้านโดส และเตรียมเปิดโรงงานผลิตวัคซีนแห่งที่ 2 

สำนักข่าวนิกเกอิยังระบุว่าซีพี กรุ๊ป (CP Group) จากประเทศไทยเป็นหนึ่งในบริษัทต่างชาติกลุ่มแรกที่เข้าไปลงทุนในประเทศจีน โดยมีความสนใจตั้งแต่ธุรกิจอาหารไปจนถึงการประกันภัย

ทั้งนี้ ในวันที่ 5 ม.ค. รัฐบาลไทยได้สั่งซื้อวัคซีนต้านโรคโควิด-19 จากซิโนแวค ไบโอเทค จำนวน 2 ล้านโดส ซึ่งจะได้รับวัคซีนชุดแรกจำนวน 2 แสนโดสในเดือนกุมภาพันธ์ และชุดที่สองจำนวน 8 แสนโดสจะมาถึงในเดือนมีนาคม และอีก 1 ล้านโดสจะมาถึงช่วงสิ้นเดือนเมษายน

Photo by SILVIO AVILA / AFP

เสรีภาพเหนืออื่นใด! นักการเมืองอเมริกันยันจะพกปืนเข้าสภา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/642003

วันที่ 05 ม.ค. 2564 เวลา 17:00 น.เสรีภาพเหนืออื่นใด! นักการเมืองอเมริกันยันจะพกปืนเข้าสภา สมาชิกพรรครีพับลิกันยืนกรานที่จะพกปืนในวอชิงตัน ดี.ซี. และสภาคองเกรส ตำรวจย้ำต้องได้รับโทษ

บีบีซีรายงาน ลอเร็น โบเบิร์ต สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกันยืนกรานว่าจะพกปืนระหว่างการดำรงตำแหน่งในวอชิงตัน ดี.ซี.

โดยมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่เธอบรรจุกระสุนปืนพกก่อนที่จะเดินไปรอบๆ เมือง พร้อมกล่าวว่า “ฉันจะพกปืนไปในวอชิงตัน ดี.ซี. และสภาคองเกรส” ซึ่งคลิปวิดีโอดังกล่าวมีผู้ชมมากกว่า 3 ล้านครั้ง

โบเบิร์ตยังกล่าวอีกว่า “แม้ว่าตอนนี้ฉันจะทำงานในเมืองที่เปิดเสรีที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา แต่ฉันก็ปฏิเสธที่จะสละสิทธิ์ของตัวเอง ในฐานะผู้หญิงที่สูง 5 ฟุต น้ำหนัก 100 ปอนด์ฉันเลือกที่จะปกป้องตัวเองอย่างถูกกฎหมายเพราะฉันคือความปลอดภัยที่ดีที่สุดตัวฉันเอง”

Let me tell you why I WILL carry my Glock to Congress. Government does NOT get to tell me or my constituents how we are allowed to keep our families safe.I promise to always stand strong for our 2nd Amendment rights.https://t.co/E75tYpdN4B pic.twitter.com/qg7QGenrNo— Lauren Boebert (@laurenboebert) January 4, 2021

ขณะที่โรเบิร์ต คอนตี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวว่า “สมาชิกสภาคองเกรสคนนั้นจะต้องรับโทษเช่นเดียวกับประชาชนคนอื่นๆ ในวอชิงตีนดี.ซี. ที่พกพาอาวุธปืน”

พร้อมเผยว่ามีแผนที่จะพูดคุยทำความเข้าใจกับโบเบิร์ตเกี่ยวกับกฎระเบียบในการพกพาอาวุธปืนที่เข้มงวด

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริการะบุถึงสิทธิในการครอบครองและพกพาอาวุธปืนไว้ว่า สมาชิกสภาคองเกรสได้รับอนุญาตให้เก็บอาวุธปืนไว้ในสำนักงานและพกพาในวอชิงตัน ดี.ซี. ตราบเท่าที่ไม่ได้บรรจุกระสุนปืน

อย่างไรก็ตามต้องมีใบอนุญาตในการพกพาอาวุธปืนในบริเวณถนนของเมือง และอาวุธจากรัฐอื่นๆ จะต้องลงทะเบียนกับหน่วยงานท้องถิ่นก่อน

นอกจากนี้เมื่อเดือนที่แล้วกลุ่มวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตยังได้เสนอกฎหมายใหม่เพื่อกระชับกฎเกณฑ์ที่มีอยู่สำหรับสมาชิกสภาคองเกรส ทั้งนี้ การครอบครองอาวุธปืนเป็นประเด็นหนึ่งที่สำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

Photo by Jason Connolly / AFP