นักการเมืองอเมริกันโวไม่เชื่อโควิด แต่แซงคิวฉีดวัคซีนก่อนประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

นักการเมืองอเมริกันโวไม่เชื่อโควิด แต่แซงคิวฉีดวัคซีนก่อนประชาชน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 16:11 น.นักการเมืองอเมริกันโวไม่เชื่อโควิด แต่แซงคิวฉีดวัคซีนก่อนประชาชนสมาชิกพรรครีพับลิกันจำนวนหนึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหลังเข้ารับการฉีดวัคซีนเป็นกลุ่มแรกๆ ทั้งที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน สมาชิกพรรครีพับลิกันของสหรัฐจำนวนหนึ่งกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์เนื่องจากพวกเขาเป็นบุคคลกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ของไฟเซอร์ (Pfizer)

ทั้งนี้ สมาชิกบางคนอยู่นอกเหนือเกณฑ์ที่จะได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มแรกๆ เนื่องจากยังมีกลุ่มเสี่ยงอีกเป็นจำนวนมากทั่วประเทศ แต่พวกเขาลัดคิวการฉีดวัคซีนโดยกล่าวว่าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการเข้ารับการฉีดวัคซีน

ทั้งที่ก่อนหน้านี้พวกเขามีท่าทีไม่หวาดกลัวต่อโรคโควิด-19 มาโดยตลอด และยังไม่เชื่อถือในมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมและการสวมหน้ากากอนามัยซึ่งสอดคล้องกับความคิดของโดนัลด์ ทรัมป์ หัวหน้าพรรค

มาร์โก รูบิโอ วุฒิสมาชิกจากฟลอริดา โพสต์ภาพฉีดวัคซีนบนทวิตเตอร์ โดยมีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างล้นหลาม หลายคนชี้ให้เห็นว่าเขาเพิ่งเข้าร่วมการชุมนุมครั้งใหญ่ที่ผ่านมาร่วมกับทรัมป์โดยไม่สวมหน้ากากอนามัย

เช่นเดียวกับ ลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกจากเซาท์แคโรไลนาที่สนับสนุนความคิดของทรัมป์มาโดยตลอด ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์หลังจากที่โพสต์ภาพเข้ารับการฉีดวัคซีนเช่นกัน

รวมถึงรองประธานาธิบดีไมก์ เพนซ์ ก็ได้รับเสียงตอบรับใกล้เคียงกันหลังเข้ารับการฉีดวัคซีนในวอชิงตีน ดี.ซี. เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

I know I looked away from the needle And yes, I know I need a tanBut I am so confident that the #Covid19 vaccine is safe & effective that I decided to take it myself pic.twitter.com/TQbog6fu7i— Marco Rubio (@marcorubio) December 19, 2020

Thank God for nurses who help people in need and know how to use a needle. Thank God for those who produced these vaccines. If enough of us take it, we will get back to normal lives. Help is on the way. pic.twitter.com/XUWKm6H3QG— Lindsey Graham (@LindseyGrahamSC) December 19, 2020

จีนสร้างกำแพงกั้นพรมแดนเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนสร้างกำแพงกั้นพรมแดนเมียนมา  – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 14:15 น.จีนสร้างกำแพงกั้นพรมแดนเมียนมา สำนักข่าวเรดิโอฟรีเอเชีย (RFA) รายงานว่า ทางการจีนกำลังก่อสร้างรั้วเหล็กโดยมีลวดหนามติดตั้งไว้ด้านบนความยาวราว 2,000 กิโลเมตรตามแนวชายแดนจีน-เมียนมา เพื่อป้องกันไม่ไห้มีการลักลอบข้ามชายแดน

ภาพจากโซเชียลมีเดียที่ RFA นำเสนอเผยให้เห็นรั้วเหล็กที่ติดตั้งลวดหนามไว้ด้านบนความสูงราว 1.8-2.7 เมตร ติดตั้งอยู่ในเมืองหวั่นติงและเมืองรุ่ยลี่ โดยทั้งสองเมืองนี้ตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนมณฑลยูนนานของจีนและรัฐฉานของเมียนมา 

RFA ระบุว่ารั้วที่ถูกขนามนามว่า Southern Great Wall หรือกำแพงทางใต้ เริ่มก่อสร้างเมื่อต้นปีที่ผ่านมา คืบหน้าไปแล้ว 670 กิโลเมตร คาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือน ต.ค. 2022 โดยจะมีการปล่อยไฟฟ้าแรงสูง ติดตั้งกล้องวงจรปิดและเซ็นเซอร์อินฟราเรดในจุดหลักที่มักใช้เป็นเส้นทางข้ามพรมแดน   

สื่อในจีนรายงานว่ารั้วกั้นพรมแดนมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเมียนมาลักลอบข้ามพรมแดนเข้าจีนช่วง Covid-19 ระบาด แต่ผู้เชี่ยวชาญ 2 รายให้สัมภาษณ์กับ RFA ว่าทางการจีนมีจุดประสงค์อื่นด้วยนอกจากการสกัด Covid-19  

นักวิชาการด้านความสัมพันธ์จีน-เมียนมาเผยกับ RFA ว่า กำแพงอาจป้องกันไม่ให้พลเมืองจีนลักลอบข้ามไปยังเมียนมาหรือเวียดนามเพื่อทำธุรกิจ เนื่องจากบางคนข้ามไปแล้วไม่กลับจีนอีกเลย ซึ่งรัฐบาลจีนไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น

ส่วนผู้เชี่ยวชาญอีกรายหนึ่งระบุว่า กำแพงจะช่วยป้องกันไม่ให้ชาวจีนหลบหนีไปยังประเทศอาเซียน  

เมื่อเดือนที่แล้ว เว็บไซต์ The Irrawaddy ของเมียนมารายงานว่า ทหารเมียนมาและเจ้าหน้าที่ในเมืองโกกั้งในรัฐฉานพยายามคัดค้านการก่อสร้างและระบุว่ากำแพงสร้างโดยไม่ได้แจ้งทางการเมียนมาก่อน 

นอกจากนี้ เมื่อเดือน ต.ค. RFA ภาคภาษาจีนยังรายงานว่า ทางการจีนก่อสร้างกำแพงตามแนวชายแดนติดกับเวียดนาม เพื่อป้องกันไม่ให้แรงงานชาวจีนอพยพข้ามชายแดนเพื่อหางานทำในช่วงที่ Covid-19 ระบาดหนัก

โลกผวา! แอฟริกาใต้พบไวรัสอีกสายพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โลกผวา! แอฟริกาใต้พบไวรัสอีกสายพันธุ์ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 13:02 น.โลกผวา! แอฟริกาใต้พบไวรัสอีกสายพันธุ์แอฟริกาใต้ยืนยันพบไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ ซึ่งเป็นคนละสายพันธุ์กับที่ระบาดในอังกฤษ

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. บลูมเบิร์กรายงาน ซเวลี ไมซ์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของแอฟริกาใต้เผยว่านักวิทยาศาสตร์พบว่ามีการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในแอฟริกาใต้

โดยทางการตั้งชื่อไวรัสสายพันธุ์นี้ว่า 501.V2 ซึ่งถูกตรวจพบในกลุ่มตัวอย่างมากขึ้นในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าสามารถแพร่ระบาดได้เร็วกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ และยังพบผู้ป่วยโควิด-19 อายุน้อยในสัดส่วนที่มากขึ้น

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะแพร่ระบาดง่ายขึ้นแต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีผลกระทบรุนแรงกว่าเดิมหรือไม่ รัฐบาลจึงย้ำเตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนก และข้อมูลดังกล่าวได้ถูกส่งต่อไปยังองค์กรอนามัยโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยนักวิจัยกำลังดำเนินการตรวจสอบว่าวัคซีนที่มีอยู่จะยังคงมีประสิทธิภาพหรือไม่ แต่ยืนยันว่าไวรัสกลายพันธุ์ดังกล่าวเป็นคนละสายพันธุ์กับที่ระบาดอยู่ในสหราชอาณาจักร

ทั้งนี้ รัฐบาลแอฟริกาประกาศว่ามีการระบาดระลอกที่ 2 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยรายวันเพิ่มขึ้น 2 เท่าในเดือนนี้ โดยข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่ามีผู้ป่วยเกือบ 900,000 คน

Photo by LUCA SOLA / AFP

นักวิทย์ชี้เด็กมีสิทธิติดไวรัสกลายพันธุ์มากขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

นักวิทย์ชี้เด็กมีสิทธิติดไวรัสกลายพันธุ์มากขึ้น – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 11:10 น.นักวิทย์ชี้เด็กมีสิทธิติดไวรัสกลายพันธุ์มากขึ้นนักวิทยาศาสตร์พบว่าการกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนาอาจระบาดในเด็กได้มากกว่าสายพันธุ์เดิม

รอยเตอร์สและบีบีซีรายงานว่า กลุ่มที่ปรึกษาด้านภัยคุกคามจากไวรัสระบบทางเดินหายใจที่อุบัติใหม่ (Nervtag) กำลังเร่งตรวจสอบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่มีแนวโน้มว่าจะแพร่ระบาดในเด็กได้มากขึ้นกว่าสายพันธุ์เดิม

โดยศาสตราจารย์เวนดี บาร์เคลย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาระบุว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์เดิมพบว่าติดเชื้อในเด็กยากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กมีตัวรับ ACE2 ซึ่งเป็นตัวรับที่เปิดทางให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์ในร่างกายน้อยกว่าผู้ใหญ่ แต่การกลายพันธุ์ของไวรัสเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์

ดังนั้น อาจหมายความว่าเด็กอาจอ่อนแอต่อไวรัสชนิดนี้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากสายพันธุ์ก่อนหน้า นักวิทยาศาสตร์จึงคาดว่าจะมีเด็กติดเชื้อมากขึ้นจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

เช่นเดียวกับศาสตราจารย์นีล เฟอร์กูสัน นักระบาดวิทยา กล่าวว่าจากข้อมูลที่ปรากฏอยู่ขณะนี้พบว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อในเด็กมากขึ้น แต่ยังไม่ทราบถึงสาเหตุและรายละเอียดใดๆ เพิ่มเติม โดยทีมจะต้องรวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษาการทำงานของไวรัสต่อไป

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์พบว่าการกลายพันธุ์ของไวรัสในสหราชอาณาจักรทำให้เชื้อสามารถแพร่ระบาดได้มากขึ้นถึง 70%

Photo by Patrick T. Fallon / AFP

เกราะป้องกันบ้านของเรามีช่องโหว่หรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เกราะป้องกันบ้านของเรามีช่องโหว่หรือไม่? – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 21 ธ.ค. 2563 เวลา 21:31 น.เกราะป้องกันบ้านของเรามีช่องโหว่หรือไม่?แต่กำแพงบ้านของเราแกร่งพอหรือไม่ และภายในมีคนในชักใบให้เรือเสียหรือไม่ด้วยการทำพาหะโรคเข้ามา จนทำให้ไทยพบการระบาดใหม่ ขณะที่ภายนอกไทยก็พบสายพันธุ์ใหม่ในเวลาเดียวกัน

แม้ว่าจะถึงช่วงกลางเดือนธันวาคมแล้วพร้อมๆ กับข่าวดีเรื่องวัคซีนสูตรแล้วสูตรเล่า แต่โควิด-19 ก็ไม่มีทีท่าจะซาลงแถมยังเกิดระลอกใหม่กับสายพันธุ์ใหม่ที่จ่อคอหอยยุโรป

เศรษฐกิจยุโรปต้องฝันค้าง จากที่รอความหวังวันคริสต์มาสที่มีการจับจ่ายอย่างคับคั่งและโอกาสที่ผู้คนจะมาร่วมเฉลิมกัน ตอนนี้แทบเป็นไปได้แล้ว เพราะโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ต้องหวังกับวัคซีนมากขึ้นไปอีก เพราะเห็นแล้วว่าไม่มีวัคซีน ก็ไม่มีชีวิตปกติ แต่ธุรกิจบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดอย่างการท่องเที่ยว มีผู้ออกมาบอกว่าจะให้นักท่องเที่ยวให้ฉีดวัคซีนทุกคนก่อนเดินทางนั้น ธุรกิจท่องเที่ยวพังแน่ๆ

น่าสงสัยว่าภาคธุรกิจมีข้อแม้เยอะเกินไปหรือไม่กับภาวะปกติใหม่ของชีวิตยุคหลังโควิด แต่ถ้ามองอย่างเอาใจเขามาใส่ใจเรา การให้นักท่องเที่ยวฉีดวัคซีนทำให้ธุรกิจมีต้นทุนมากขึ้นและบั่นทอนความอยากที่จะเดินทางของหลายๆ คน ฉีดหรือไม่ฉีดธุรกิจก็พังเอาง่ายๆ เหมือนกัน

มองมาที่สถานการณ์วิกฤตของไทยในช่วงกลางเดือนธันวาคม การติดเชื้อขนานใหญ่ที่มหาชัย ทำให้สังคมเกิดความหวาดระแวงขึ้นมาอีก หวาดระแวงทั้งแรงงานต่างด้าว หวาดระแวงอาหารทะเล หวาดระแวงว่ารัฐบาลอ่อนด้อยเกินไปไหม และหวาดระแวงว่ากองทัพพูดไม่จริงเรื่องชายแดนไม่มีปัญหา ฯลฯ

กรณีมหาชัยทำให้เราต้องต้องยอมรับความจริงกันอีกครั้งว่า ตราบใดที่ไม่มีวัคซีน ตราบนั้นเราจะต้องอยู่อย่างระแวงกันต่อไป ที่โฆษณากันเรื่อง “นิวนอร์มอล” หรือวิถีชีวิตปกติใหม่นั้นเป็นเพียงการปลอบใจให้เราอยู่แบบมีหวังกันไปเรื่อยๆ เท่านั้น

การอยู่อย่างหวาดระแวงไม่สามารถเรียกว่าป็นวิถีปกติ (ใหม่) ได้หรอก!

ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ตอนนี้นอกจากป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัด คือการรอความหวังเรื่องวัคซีน และทำอย่างไรก็ไดไม่ให้โควิด-19 จากนอกประเทศทะลักเข้าประเทศไทย

ยิ่งตอนนี้พบการกลายพันธุ์ในยุโรป เราจะมัวมาใจที่ชายแดนอย่างเดียวไม่ได้ด้วย ไม่แน่ว่าการเดินทางด้วยเครื่องบินอาจจะต้องเข้มงวดกันอีกครั้ง

เบื้องต้นเรามาดูกันที่ชายแดนก่อนเพราะเป็นปัญหาเฉพาะหน้าและในระยะยาวก็เป็นปัญหาเช่นกัน

ประเทศไทยมีความยากลำบากอย่างหนึ่งก็คือ แวดล้อมไปด้วยประเทศที่มีการพัฒนาด้านสาธารณสุขต่ำ โชคยังดีที่เพื่อนบ้านฝั่งตะวันออกคือ ลาวและกัมพูชามีอัตราการติดเชื้อต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เราจึงไม่ต้องกังวลจุดนี้มากนัก

คล้ายๆ กับการที่เวียดนามสามารถควบคุมโควิดได้ดีจนได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ส่วนหนึ่งต้องพิจารณาด้วยว่าเพื่อนบ้านฝั่งตะวันตกของเวียดนามคือลาวและกัมพูชามีการติดเชื้อต่ำ ส่วนเพื่อนบ้านทางเหนือคือจีนก็ควบคุมพรมแดนเข้มงวด แถมในตอนนี้จีนยังมีสภาพเกือบจะปกติแล้ว (ไม่ใช่ปกติใหม่ แต่ปกติเหมือนเดิม)

เวียดนามจึงแทบไม่ต้องกังวลเชื้อโรคนำเข้าเลย!

ตรงกันข้ามกับไทยที่พรมแดนตะวันออกถึงจะปัญหาน้อยแต่ก็ต้องระวังอยู่ตลอดเหมือนกัน ชายแดนภาคใต้ก็ต้องระวังทั้งประเด็นเรื่องการเมืองและการลักลอบเข้าเมืองจากมาเลเซียที่การระบาดยังหนักอยู่ และชายแดนฝั่งตะวันตกที่ประชิดพม่าระยะทางยาวเหยียด นี่คือจุดเป็นจุดตายของไทยเลยทีเดียว

พรมแดนไทยเมียนมามีความยาว 2,401 กิโลเมตร ส่วนใหญ่ขวางกั้นด้วยภูเขาแต่มีช่องเขาที่เป็นจุดเข้าออกสำคัญหลายุด รวมถึงการเข้าออกทางทะเลทางจังหวัดระนอง

เสียงของประชาชนในโลกโซเชียลบอกว่า “มันจะต้องมีการลักพาแรงงานต่างด้าวเข้าประเทศแน่ๆ” ความเห็นเหล่านี้ไม่มีมูล ไม่มีหลักฐาน แต่มันสะท้อนถึงความไม่ไว้ในเนื้อเชื่อรัฐบาลและกองทัพ

กองทัพตอบสนองด้วยการยืนยันว่าไม่มีการลักลอบเข้าเมืองตามชายแดน อย่างน้อยก็ไม่มีการข้ามจากจังหวัดเกาะสองของเมียนมามายังจังหวัดระนอง แน่นอนว่าคนในโซเชียลฯ ก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี

อะไรที่ทำให้ประชาชนไม่เชื่อ?

มันมีหลายเหตุการณ์ที่ชวนไม่ให้เชื่อว่าการักษาพรมแดนทำได้สำเร็จ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีประสิทธิภาพ หรือเจ้าหน้าที่หย่อนยาน แต่มันมีเหตุให้ทำได้ไม่เต็มร้อย

มาดูกันที่สถิติกันก่อน เมื่อปี 2562 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (ในขณะนั้น) กล่าวว่าปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวอยู่ในประเทศไทยประมาณ 3 ล้านคน โดยก่อนหน้านั้นคือปี 2560 มีการใช้นโยบายจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว มาตรการนี้ทำให้ภาคธุรกิจโอดครวญเพราะแรงงงานหนีกลับประเทศมากมายมหาศาล

ครั้นแล้วไทยและทั่วโลกก็เผชิญกับการระบาดใหญ่ แรงงานต่างด้าวทั้งที่ถูกและผิดกฎหมายอพยพออกจากไทยกันอีกรอบ เพราะตกงานและอยากจะกลับไปตั้งหลักที่บ้านเกิดเมืองนอนของตนเองก็มี การอพยพครั้งนี้ดูเหมือนจะสอดคล้องกับภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจ คือไม่มีงานเหลือให้ทำอีก

หลังจากนั้นทั่วโลกก็เข้าสู่โหมดล็อคดาวน์เต็มพิกัด

แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปในช่วงกลางปีนี้ มีเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจให้ประเทศไทยเปิดพรมแดนรับแรงงานต่างด้าวเข้ามาอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและธุรกิจที่เริ่มจะยอบแยบแล้ว แม้แต่กระทรวงพาณิชย์เองก็รับลูกด้วยการเรียกร้องรัฐบาลกันเองด้วยให้เปิดพรมแดน

แต่ขณะเดียวกันสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจและทหารก็กวดขันพรมแดนหนักขึ้น แต่ก็มีรายงานการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายอยู่เนืองๆ เพราะที่เมียนมาเองเมื่อกลับไปก็ไม่มีงานทำ และในไทยเองก็มีความต้องการแรงงานมากขึ้น

สถานการณ์มาเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อเมียนมาเกิดการระบาดหนักในเดือนกันยายนจนถึงขณะนี้ คนเมียนมาไม่รู้เท่าไรที่ต้องการหนีกลับเข้าไทยเพื่อหางานทำหรืออย่างน้อยมาอยู่ในประเทศที่มีบริการสาธารณสุขดีกว่า เรื่องนี้มีผู้เตือนมาตั้งแต่เดือนกันยายนว่ากำลังเกิดระลอกคลื่นผู้อพยพไหลกลับ ซึ่งทางการไทยก็ทราบดีจึงกวดขันมากขึ้น

แต่อย่างที่บอกไว้งว่ากวดขันอย่างไรก็ทำได้ไม่เต็มร้อย จนกระทั่งมาเกิดเรื่องขึ้นที่มหาชัยอันเป็นชุมชนที่ใหญ่ที่สุดของชาวเมียนมาในประเทศไทย ทุกนิ้วก็ชี้ไปที่แรงงานต่างด้าวหรือจะให้เจาะจงลงไปอีกคือแรงงานต่าวด้าวผิดกฎหมายที่อาจกบดานทำงานอยู่ที่นั่นแล้วพาโรคมาระบาด

ในวันที่เขียนบทความนี้ (21 ธันวาคม) เรายังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นต่าวด้าวหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายหรือว่าเป็นสาเหตุอื่นที่ทำให้มหาชัยถูกตีแตก

แต่มีข่าวหนึ่งที่กระตุกความสนใจคือสมาคมการประมงสมุทรสาครได้ประกาศมาตรการต่างๆ หลังมีรายงานการแพร่ระบาดที่สมุทรสาคร หนึ่งในมาตรการเหล่านั้นคือขอความร่วมมือเจ้าของเรือ-ผู้ควบคุมเรือ ดูแลคนงาน “ห้ามแรงงานประมงที่อยู่บนเรือขึ้นฝั่ง” ในช่วงสถานการณ์โควิด-19

มองในแง่หนึ่งอาจช่วยป้องกันไม่ให้ลูกเรือติดเชื้อเมื่อขึ้นฝั่งซึ่งถือเป็นมาตรการที่รัดกุมดี

แต่เรื่องชาวตังเกทำให้นึกถึงปมปัญหาเรื่องหนึ่งที่อุตสาหกรรมประมงมีอยู่และเป็นปัญหาระดับนานาชาติด้วยคือการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

อุตสาหกรรมประมงของไทยเป็นแหล่งเงินแหล่งทองบ่อใหญ่ มีมูลค่าถึง 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐในแต่ละปี แน่นอนว่าในเมื่อการประมงเป็นแหล่งเงินแหล่งทอง เมืองมหาชัยก็ย่อมเป็นบ่อเงินบ่อทองของวงการประมงเช่นกัน

แต่รู้กันไปทั่วโลกว่าอุตสาหกรรมประมงของไทยมีทั้งชื่อเสียงและชื่อเสีย ชื่อเสียนี้ถึงกับทำให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกรายงานเรื่องค้ามนุษย์ทีไรก็รั้งให้ไทยอยู่ในประเทศที่ต้องจับตาเรื่องการค้ามนุษย์อยู่ร่ำไปและที่เลวร้ายก็คือเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปพัวพันด้วย

รายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐว่าด้วยการค้ามนุษย์ในไทย (ปี 2562) บอกว่า “การทุจริตและการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่รัฐทำให้การค้ามนุษย์สะดวกมากขึ้น และยังคงบ่อนทำลายความพยายามในการปราบปรามการค้ามนุษย์ องค์การนอกภาครัฐบางแห่งทราบถึงการทุจริตที่มีอยู่มากมาย จึงลังเลที่จะร่วมงานกับรัฐบาลหรือหน่วยงานบางหน่วยงานในบางคดี แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีกับไต้ก๋งบางรายในปีก่อนๆ แต่ผู้สังเกตการณ์ยังคงรายงานว่าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายบางรายลังเลที่จะสอบสวนไต้ก๋งที่เข้าใจว่ามีความเกี่ยวข้องกับนักการเมือง”

“ไต้ก๋ง” ก็คือหัวหน้าบนเรือประมง เราจะเห็นว่าไต้ก๋งไม่ถูกดำเนินคดีเพราะสายสัมพันธ์กับนักการเมืองใหญ่ อย่างน้อยถ้าเราเชื่อตามรายงานของรัฐบาลสหรัฐ

การทารุณลุกเรือตังเกตามที่รายงานระบุคือ “นักค้ามนุษย์บังคับให้ชายและเด็กชายชาวไทย พม่า กัมพูชา และอินโดนีเซียใช้แรงงานบนเรือจับปลาที่มีคนไทยและต่างชาติเป็นเจ้าของ บางคนได้รับค่าจ้างเพียงเล็กน้อยหรือได้รับไม่สม่ำเสมอ เป็นหนี้นายหน้าและนายจ้าง ทำงานมากถึง 18-20 ชั่วโมงต่อวันตลอดทั้งสัปดาห์ และไม่มีอาหาร น้ำ หรือยาที่เพียงพอ ไต้ก๋งบางคนข่มขู่ เฆี่ยนตี และผสมยาในอาหารให้กับชาวประมงเพื่อให้ทำงานได้หลายชั่วโมงมากขึ้น”

ดังนั้น อุตสาหกรรมประมงมีชะนักติดหลังเรื่องการค้ามนุษย์และทารุณกรรมหลังซื้อตัวลูกเรือมาแล้ว ถามว่าเขาค้ากันอย่างไร? แหล่งใหญ่ๆ คือการพามาจากชายแดนแล้วส่งตัวขึ้นเรือโดยที่หลายคนสิ้นอิสระตรงนั้นเอง

ต้องย้ำว่าไม่ใช่เรือประมงทุกลำที่มีปัญหานี้และเราอยากจะเชื่อว่ามันมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลและองค์กรธุรกิจที่เกี่ยวข้องคงจะพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะแก้ปัญหาให้หมดสิ้นไป

แต่รัฐบาลสหรัฐไม่อยากจะเชื่อแบบนั้นจึงสรุปในตอนท้ายของรายงานว่า “เจ้าหน้าที่รัฐที่ฉ้อฉลบางรายปกป้องสถานค้าประเวณี สถานบริการทางเพศอื่นๆ และเจ้าของเรือประมงจากการบุกตรวจค้นและการตรวจสอบ อีกทั้งยังสมรู้ร่วมคิดกับนักค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่รัฐบางรายได้รับประโยชน์จากสินบนและจากการมีส่วนพัวพันโดยตรงในการแสวงประโยชน์จากผู้อพยพ”

ไม่เฉพาะแต่รายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แต่ยังมีรายงานของ Greenpeace (เมื่อปี 2016) รายงานของ Human Rights Watch (ปี 2018) เป็นต้น ซึ่งรายงานเรื่องการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมประมงของไทย ซึ่งหากจะให้ลงรายละเอียด ณ ตรงนี้ก็คงจะยาวเกินไป

แต่จุดสำคัญก็คือ การนำเข้าแรงงาน เขานำเข้าจากทางไหน? รายงานของ Human Rights Watch ทำการสัมภาษณ์แรงงานประมงหลายคน เช่น ชาวเมียนมาชื่อ Saw Win ซึ่งเข้าไทยผ่านนายหน้าที่เกาะสอง พอมาถึงไทยแล้วแทนจะได้งานดีๆ กลับถูกยัดในกระบะรถบรรทุกที่ยัดเยียดไปด้วยแรงงานผิดกฎหมายแล้วถูกส่งไปยังอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง จากนั้น “ถูกขาย” ให้กับเรือประมงพร้อมกับแรงงงานคนอื่นๆ ต้องทำงานบนเรือโดยไม่ได้รับค่าจ้างถึง 3เดือน พอขึ้นฝั่งแทนที่จะเป็นอิสระ กลับถูกขังเอาไว้อีกแล้วขายเขาต่อไปที่สงขลา แล้วถูกขายไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งรวมแล้วเป็นเวลาถึง 2 ปีที่เขาอยู่งบนเรือตังเกไม่ได้เหยียบแผ่นดินเลย

นี่เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างของการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมประมงเท่านั้น

หลังจากที่รายงานเหล่านี้ออกมารัฐบาลไทย (โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบัน) พยายามแก้ปัญหาอย่างจริงจัง อย่างน้อยก็ช่วยให้ไทยพ้นจากการถูก “ใบเหลือง” จากสหภาพยุโรปและทำให้ไทยขึ้นมาจากเทียร์ 3 (แย่ที่สุด) มาอยู่เทียร์ 2 (ต้องจับตา) ของรัฐบาลสหรัฐ

ไม่ใช่ว่าเรางัดเรื่องเก่าขึ้นมาโจมตี แต่เพื่อจะชี้ให้เห็นถึงปัญหา หากปัญหายังมีอยู่แล้วไม่ได้รับการแก้ไข มันจะไม่ใช่แค่ปัญหาสิทธิมุนษยชนอีกต่อไป มันอาจเป็นวิกฤตสาธารณสุขด้วยซ้ำไป

และที่เอ่ยถึงการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมประมงมายืดยาวก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า การปกป้องพรมแดนอย่างเดียวไม่เพียงพอ ยังต้องปกป้องน่านน้ำด้วย ดีไม่ดีอุตสาหกรรมประมงอาจเป็นจุดอ่อนด้วยซ้ำ

อย่างที่ประชาชนตั้งคำถามเรื่องการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทางระนอง ซึ่งกองทัพเรือยืนยันว่าไม่มีการกระทำดังกล่าว และหากย้อนกลับไปตั้งแต่เดือนตุลาคมจะมีข่าวเป็นระยะว่ากองทัพเรือปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนบริเวณนั้นอย่างเข้มข้น

กองทัพพยายามรักษาน่านน้ำและชายแดนอย่างเต็มที่ แต่มันยังไม่พอเมือเดือนตุลาคม พลโทเกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่าต้องจับตาและไปทำความเข้าใจขบวนการบางกลุ่มบางคนด้วยว่าอย่าได้นำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาเพราะเสี่ยงที่จะพาประเทศไปสู่วิกฤตโควิด

ย้ำว่าคำกล่าวของแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่ได้บอกว่ามีการนำเข้าแรงงานต่างด้าว

แต่มีข้อสังเกตว่า “ดูเหมือน” จะบ่งชี้ว่าในขณะนั้น “อาจจะ” ยังมีขบวนการลักลอบนำเข้าแรงงานแถบตะเข็บชายแดนเมียนมาที่ชุมพรกับระนอง เมื่อเกิดกรณีระบาดที่มหาชัยแล้วมีข่าวว่ามีการนำเข้าแรงงานผิดกฎหมายที่ระนอง ทางกองทัพบอกว่าเป็น “ข่าวปลอม”

อีกข้อสังเกตหนึ่งมาจากนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่กล่าวว่าปัญหาการลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวในจังหวัดสมุทรสาครเกิดจากความหละหลวมของมาตรการรัฐบาล ซึ่งมองว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน ทางรัฐบาลต้องหยุดขบวนการลักลอบนำแรงงานเข้าประเทศผิดกฎหมาย เพราะจะสร้างความเสียหาย

ประธาน ส.อ.ท. บอกมาแบบนี้คงจะมั่นใจว่ามันมีการลักลอบนำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย แต่ประธาน ส.อ.ท. ยืนยันว่าโรงงานที่อยู่ที่จังหวัดสมุทรสาครกว่า 6,000 แห่ง ไม่มีการใช้แรงงานนอกระบบ

คำกล่าวนี้ชวนให้ขบคิดว่าในเมื่อโรงงานอุตสาหกรรมไม่มีแรงงานผิดกฎหมาย แล้วแรงงานผิดกฎหมายที่เข้ามาน่าจะไปทำงานที่ไหน?

นี่เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกต ไม่ใช่การกล่าวหา และเป็นการเสนอเพื่อให้ตรวจสอบต้นตอของวิกฤตการณ์ หากอุตสาหกรรมประมงไม่ใช่ต้นตอของการระบาด อย่างน้อยก็ยังสามารถเป็นการตรวจสอบการค้ามนุษย์ได้ด้วยว่ายังมีอยู่มากน้อยแค่ไหน

ถ้าไม่ทำแบบนี้ ผลเสียก็จะอยู่ที่อุตสาหกรรมประมงเอง เพราะต้นตอของการระบาดอยู่ที่ตลาดอาหารทะเลและผู้ติดเชื้อนอกพื้นที่ส่วนใหญ่ในเวลาไล่เลี่ยกันเป็นคนที่มาที่ตลาดแห่งนั้น บางคนทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารทะเลด้วย สิ่งที่ตามมาคือความหวาดระแวงของผู้บริโภค

เรื่องนี้ยิ่งเป็นเรื่องเป็นเรื่องตายมากขึ้น เพราะขณะที่ในประเทศเราพบการระบาดครั้งใหม่ ภายนอกก็เกิดการระบาดของสายพันธุ์ใหม่จนหลายประเทศต้องปิดประเทศไม่ต้อนรับเที่ยวบินจากสหราชอาณาจักร ท่ามกลางความกังวลว่าวัคซีนจะใช้ได้กับสายพันธุ์ใหม่หรือไม่? และไทยควรจะปิดประเทศบางส่วนหรือไม่ตามรอยหลายๆ ประเทศในเวลานี้

ศึกในเราก็ต้องแก้ ศึกนอกก็ต้องเตรียมรับ กำแพงบ้านเราจะมีช่องโหว่ไม่ได้ และเกลือเป็นหนอนที่พาเชื้อเข้ามาก็ปล่อยไว้ไม่ได้เช่นกัน

Photo by Jack TAYLOR / AFP

‘สิงคโปร์โมเดล’ ที่ไทยจะตามรอย มันเวิร์กไหม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

‘สิงคโปร์โมเดล’ ที่ไทยจะตามรอย มันเวิร์กไหม? – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 21 ธ.ค. 2563 เวลา 20:00 น.'สิงคโปร์โมเดล' ที่ไทยจะตามรอย มันเวิร์กไหม? โมเดลที่สิงคโปร์ใช้ในการรับมือกับการระบาดของโควิด-19 จากกลุ่มแรงงานต่างด้าว

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) กล่าวว่าการดูแลแรงงานชาวเมียนมาที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศไทยโดยการจำกัดพื้นที่นั้นเป็นโมเดลที่ประเทศสิงคโปร์ก็ใช้ในการควบคุมโรคเช่นกัน ดังนั้นเรามาดูกันว่าโมเดลสิงคโปร์เป็นอย่างไรและได้ผลได้ผลในการควบคุมโรคหรือไม่

1. สิงคโปร์พบการระบาดแบบกลุ่มก้อนในกลุ่มแรงงานข้ามชาติในเดือนเมษายน และรัฐบาลประกาศให้เฝ้าระวังกลุ่มแรงงานข้ามชาติ พยายามที่จะติดตามและคัดแยกผู้ติดเชื้อทั้งหมดโดยมีการจำกัดพื้นที่และการเดินทางให้แรงงานข้ามชาติทั้งหมดกักตัวอยู่ในหอพักแรงงาน

2. ทอมมี โคห์ ทนายความและอดีตนักการทูตของสิงคโปร์โพสต์ลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “วิธีที่สิงคโปร์ปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติไม่ใช่ประเทศโลกที่หนึ่ง แต่เป็นโลกที่สาม รัฐบาลให้นายจ้างขนส่งพวกเขาด้วยรถบรรทุกเตียงเรียบไม่มีที่นั่ง พวกเขาอยู่ในห้องพักที่แออัด และเบียดกันเหมือนปลากระป๋อง 12 คนในห้องพัก 1 ห้อง หอพักไม่สะอาด ไม่ถูกสุขอนามัย เป็นเหมือนระเบิดเวลาที่รอวันระเบิด และตอนนี้พวกเขาได้ระเบิดคนงานที่ติดเชื้อหลายคน ผมรู้สึกโกรธเมื่อเห็นคนงานนั่งกินอาหารกลางวันที่พื้น และเห็นพวกเขานอนอย่างเหนื่อยล้า”

3. จนถึงต้นเดือนสิงหาคมพบว่ามากกว่า 94% ของผู้ป่วยทั้งหมดกว่า 53,000 รายในประเทศสิงคโปร์เป็นแรงงานข้ามชาติ

4. ในเดือนกันยายน หน่วยงานด้านสาธารณสุขของสิงคโปร์ตรวจพบการระบาดในหอพักแรงงานข้ามชาติ 3 แห่ง ซึ่งเชื่อมโยงกับจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มขึ้น โดยพบว่ามีแรงงานส่วนหนึ่งติดเชื้อเป็นรอบที่ 2 และจากจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่อาศัยในหอพักแออัด

5. จนกระทั่งวันที่ 14 ธ.ค. ทางการกล่าวว่าการระบาดในหอพักสามารถควบคุมได้แล้ว และข้อจำกัดต่างๆ จะคลี่คลายลง โดยในไตรมาสแรกของปี 2021 แรงงานบางส่วนจะได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ชุมชนได้เดือนละครั้ง โดยยังต้องปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัย

6. เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา อเล็กซ์ ออ ตัวแทนองค์กรสิทธิแรงงานในสิงคโปร์กล่าวว่า “เรามีความกังวลมากขึ้นที่สิงคโปร์ยังคงปฏิบัติต่อแรงงานในฐานะนักโทษ แม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขจะระบุว่าไม่มีการตรวจพบผู้ป่วยรายใหม่หลายวันนับตั้งแต่เดือนตุลาคม” จนถึงขณะนี้แรงงานที่มีสุขภาพแข็งแรงยังได้รับอนุญาตให้ไปทำงานและซื้อของที่ร้านค้าเป็นครั้งคราวเท่านั้น และแรงงานยังคงถูกขังและปฏิบัติเหมือนนักโทษ

7. นอกจากนี้ยังระบุว่าแรงงานข้ามชาติ 47% หรือ 152,794 คนจากทั้งหมด 323,000 คน ติดโควิด-19 ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา โดยแรงงานที่ติดเชื้อเผยว่าพวกเขายังคงพักอยู่กับเพื่อนคนงานคนอื่นๆ ในหอพัก โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไม่ได้แยกแรงงานที่ป่วยไปอยู่ในสถานกักกัน โดยจากการทดสอบไวรัสทั้งหมด 58,341 เคสทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน พบว่า 93% อยู่ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ

งบกลาโหมญี่ปุ่นพุ่งเป็นประวัติการณ์รับมือจีนคุกคาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

งบกลาโหมญี่ปุ่นพุ่งเป็นประวัติการณ์รับมือจีนคุกคาม – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 21 ธ.ค. 2563 เวลา 18:29 น.งบกลาโหมญี่ปุ่นพุ่งเป็นประวัติการณ์รับมือจีนคุกคามงบประมาณกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน ทะลุ 5 ล้านล้านเยน

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติงบประมาณกระทรวงกลาโหมในปีงบประมาณ 2021 เป็นจำนวนเงิน 5.34 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 1.55 ล้านล้านบาท

ร่างงบประมาณดังกล่าวเพิ่มขึ้น 0.5% จากปีงบประมาณ 2020 และทำสถิติสูงสุดเป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน ท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้นจากจีน นอกจากนี้ญี่ปุ่นกำลังพยายามเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับภัยคุกคามจากจากขีปนาวุธและนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมจัดสรรงบประมาณ 33,500 ล้านเยน หรือราว 9,700 ล้านบาทสำหรับการพัฒนาขีปนาวุธ ขณะที่ฝ่ายค้านได้แสดงความกังวลโดยมองว่าการครอบครองขีปนาวุธที่มีความสามารถในการโจมตีศัตรูจะสวนทางกับรัฐธรรมนูญที่สละสงครามของประเทศและขัดต่อนโยบายที่มุ่งเน้นการป้องกันโดยเฉพาะ

โดยโนบุ โอคิชิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า ญี่ปุ่นมีความจำเป็นที่จะต้องตอบสนองต่อกิจกรรมทางเรือของจีนที่เพิ่มขึ้นรอบหมู่เกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ขีปนาวุธต่อต้านจึงมีความสำคัญในการปกป้องหมู่เกาะดังกล่าว

นอกจากนี้ยังได้จัดสรรงบประมาณ 1,700 ล้านเยน หรือราว 493 ล้านบาทเพื่อเตรียมสร้างเรือเดินสมุทรใหม่ 2 ลำ รวมถึงตัดสินใจที่จะใช้งบประมาณ 57,600 ล้านเยน หรือราว 16,700 ล้านบาทเพื่อพัฒนาเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ และจัดสรรเงินงบประมาณอีก 15,500 ล้านเยน ประมาณ 4,500 ล้านบาทสำหรับการวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีแผนที่จะจัดสรรงบประมาณ 30,100 ล้านเยน ประมาณ 8,700 ล้านบาทสำหรับความมั่นคงทางไซเบอร์

Photo by David MAREUIL / POOL / AFP

เรือบรรทุกเครืองบินจีนเดินหน้าบุกทะเลจีนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เรือบรรทุกเครืองบินจีนเดินหน้าบุกทะเลจีนใต้ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 21 ธ.ค. 2563 เวลา 16:31 น.เรือบรรทุกเครืองบินจีนเดินหน้าบุกทะเลจีนใต้นักวิเคราะห์เผยท่าเรือแห่งใหม่ของจีนบนทะเลจีนใต้อาจสร้างเพื่อรองรับเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงาน นักวิเคราะห์ทางทหารเผยว่าท่าเรือแห่งใหม่ที่ศูนย์การเดินเรือของจีน บนเกาะไหหลำ ในทะเลจีนใต้ ใหญ่พอที่จะรองรับเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่ของจีนได้

โดยแหล่งข่าวใกล้ชิดเปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้สูงอย่างมากว่าท่าเรือแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 002 รุ่นใหม่ ซึ่งหมายความว่าเรือดังกล่าวจะประจำอยู่ในทะเลจีนใต้ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อจีนเป็นอย่างยิ่ง

เช่นเดียวกับ ลู่หลี่ซือ อดีตอาจารย์ประจำโรงเรียนนายเรือแห่งไต้หวันระบุว่า ท่าเทียบเรือดังกล่าวมีขนาดใหญ่พอสำหรับเรือกว้าง 75 เมตร และยาว 420 เมตร หรือขนาดประมาณเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 002 โดยอ้างอิงจากตัวเลขตามรายงานของศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์และการต่างประเทศ (CSIS)

ทั้งนี้ แหล่งข่าวกล่าวว่าเรือบรรทุกเครื่องบินทุกลำต้องใช้เวลาดำเนินการซ่อมบำรุงมากกว่าครึ่งปี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสร้างท่าเรือก่อนที่จะเปิดตัวเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ ซึ่งคาดการณ์ว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 002 จะเปิดตัวเร็วที่สุดในช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้า

แหล่งข่าวยังกล่าวอีกว่า จีนวางแผนที่จะสร้างเรือบรรทุกเครื่องบิน Type 002 สองลำ โดยขณะนี้กำลังดำเนินการสร้างลำที่สอง ซึ่งคาดว่าเริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2018 แต่ล่าเนื่องจากเหตุผลทางเทคนิค

นอกจากนี้ หลิวเหวินเฉิง โฆษกกองทัพเรือจีนกล่าวว่าเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ว่าเรือบรรทุกเครื่องบินซานตง ลำใหม่ล่าสุดของจีน นำกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินแล่นผ่านช่องแคบใต้หวัน เพื่อมุ่งหน้าปฏิบัติภารกิจซ้อมรบในทะเลจีนใต้ โดยกองทัพเผยว่าจะจัดการฝึกซ้อมในอนาคตต่อไปตามความต้องการของกองทัพ

AFP PHOTO / STR / China OUT

วัคซีนยังใช้ได้ไหม เมื่อไวรัสกลายพันธุ์? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วัคซีนยังใช้ได้ไหม เมื่อไวรัสกลายพันธุ์? – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 21 ธ.ค. 2563 เวลา 14:30 น.วัคซีนยังใช้ได้ไหม เมื่อไวรัสกลายพันธุ์?เมื่อไวรัสโคโรนามีการกลายพันธุ์แล้วจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของวัคซีนหรือไม่

NYT รายงานหลังจากที่สหราชอาณาจักรออกมาเตือนว่าพบการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ซึ่งแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในลอนดอนและพื้นที่โดยรอบ ส่งผลให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรต้องออกมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม

โดยนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันกล่าวว่า “เมื่อไวรัสเปลี่ยนวิธีการโจมตี เราก็ต้องเปลี่ยนวิธีการป้องกัน”

เช่นเดียวกับในแอฟริกาใต้ซึ่งมีการกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนาเช่นเดียวกัน โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าพบไวรัสดังกล่าวในกลุ่มตัวอย่างมากถึง 90% จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน

ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความกังวลว่าไวรัสกลายพันธุ์อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ที่เพิ่งแจกจ่ายให้แก่ประชาชนเมื่อไม่นานมานี้

ดร. ดีปตี กัวดาซานี นักวิจัยด้านสาธารณสุขคลินิกจากมหาวิทยาลัยควีนแมรี เผยว่าในตอนแรกนักวิทยาศาสตร์มองว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไม่น่ารอดพ้นจากการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีน แต่เป็นที่ชัดเจนมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่าการกลายพันธุ์อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากมีการฉีดวัควีนจำนวนมาก และคิดว่าการกลายพันธุ์จะเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนของผู้คนหลายล้านคนเป็นการบังคับให้ไวรัสต้องปรับตัว และการกลายพันธุ์จะช่วยหลีกเลี่ยงหรือต่อต้านการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และไวรัสมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม เอกสารล่าสุดหลายฉบับแสดงให้เห็นว่าไวรัสโคโนาสามารถพัฒนาเพื่อหลีกเลี่ยงภูมิคุ้มกัน แต่โชคดีที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์เป็นศัตรูที่น่ากลัวกว่ามาก กล่าวคือไวรัสจะหลบหนีการป้องกันของร่างกายได้ยากมากแม้ว่าจะมีรูปแบบต่างๆ มากมายก็ตาม

เอ็มมา ฮอดครอฟต์ นักวิจัยด้านสาธารณสุขระดับโมเลกุลจากมหาวิทยาลัยเบิร์น ในสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่าการฉีดวัคซีนให้ได้ประมาณ 60% ของประชากรทั้งหมดภายในเวลาประมาณหนึ่งปี และการรักษาจำนวนผู้ป่วยให้น้อยลง จะช่วยลดโอกาสที่ไวรัสจะกลายพันธุ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ถึงกระนั้นนักวิทยาศาสตร์จะต้องติดตามการพัฒนาของไวรัสอย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจหาการกลายพันธุ์ที่อาจยับยั้งประสิทธิภาพของวัคซีน

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยืนยันว่าต้องใช้เวลาหลายปีไม่ใช่เพียงไม่กี่เดือนกว่าที่ไวรัสจะมีวิวัฒนาการพอที่จะทำให้วัคซีนในปัจจุบันไร้ประสิทธิภาพ

เจสซี่ บลูม นักชีววิทยาวิวัฒนาการจากศูนย์วิจัยมะเร็งเฟร็ด ฮัตชินสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “แน่นอนว่าการการพันธุ์เหล่านี้กำลังแพร่กระจาย และแน่นอนว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์ต้องตรวจสอบการกลายพันธุ์เหล่านี้รวมถึงผลกระทบ”

อย่างไรก็ตามเธอยืนยันว่า “ไม่ควรกังวลว่าการกลายพันธุ์เพียงครั้งเดียวจะทำให้ภูมิคุ้มกันและแอนติบอดีทั้งหมดไร้ประโยชน์ เพราะนั่นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาหลายปี และต้องมีการสะสมของการกลายพันธุ์ของไวรัสหลายๆ ครั้ง แม้แต่ไวรัสไข้หวัดใหญ่ยังต้องใช้เวลา 5 ถึง 7 ปีกว่าที่จะกลายพันธุ์จนสามารถยับยั้งการป้องกันของภูมิคุ้มกันทั้งหมดได้”

เช่นเดียวกับ เทรเวอร์ เบดฟอร์ด นักชีววิทยาด้านวิวัฒนาการที่ศูนย์วิจัยมะเร็งเฟร็ด ฮัตชินสัน ในซีแอตเทิล ที่ระบุว่าวัคซีนยังตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันอย่างมาก ดังนั้นไวรัสโคโรนาอาจต้องมีการกลายพันธุ์หลายครั้งในช่วงหลายปี ก่อนที่จะจำเป็นต้องปรับปรุงวัคซีน และประชาชนไม่ควรตื่นตระหนก

ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ยังได้แนะนำว่าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐควรจัดตั้งระบบระดับชาติเพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลของไวรัส เช่น มีกรณีที่ผู้ป่วยติดเชื้อแม้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนหรือไม่ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักวิทยาศาสตร์และรัฐบาลในการจัดเตรียมระบบต่างๆ เพื่อรับมือกับไวรัสโคโรนาต่อไป

Photo by GIL COHEN-MAGEN / AFP

อังกฤษคุมโควิดกลายพันธุ์ไม่อยู่แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อังกฤษคุมโควิดกลายพันธุ์ไม่อยู่แล้ว – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 21 ธ.ค. 2563 เวลา 11:50 น.อังกฤษคุมโควิดกลายพันธุ์ไม่อยู่แล้วพบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กลายพันธุ์ในสหราชอาณาจักร แพร่ระบาดเร็วขึ้น 70%

บลูมเบิร์กรายงาน แมตต์ แฮนค็อก รัฐมนตรีว่าการกรทรวงสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรประกาศว่า “ไม่สามารถควบคุมไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้” โดยมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและยากที่จะควบคุมจนกว่าจะสามารถแจกจ่ายวัคซีนทั่วประเทศ

โดยมีการยกระดับพื้นที่ 32 เขตในกรุงลอนดอน และพื้นที่ทั้งหมดทางตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกของเกาะอังกฤษเข้าสู่การเฝ้าระวังด้านสาธารณสุขระดับเทียร์ 4 เป็นเวลาอย่างน้อย 14 วันนับตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค. เนื่องจากพบว่ามีการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่

ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ (19 ธ.ค.) สหราชอาณาจักรได้ทำการฉีดวัคซีนได้ให้ประชากรแล้ว 350,000 คนโดยมีความตั้งใจที่จะฉีดให้ได้ถึง 500,000 คนในช่วงสุดสัปดาห์

ด้าน แกรนต์ แชปส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแถลงว่าจะกำหนดให้เจ้าหน้าที่ประจำการบริเวณสถานีขนส่งมากขึ้นเพื่อป้องกันการเดินทางออกจากลอนดอนโดยไม่จำเป็น และกำลังตรวจสอบการจ่ายเงินชดเชยสำหรับผู้ที่ถูกยกเลิกตั๋วเดินทาง

นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ VUI – 202012/01 สามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญ และยังไม่มีหลักฐานว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์เดิม

อย่างไรก็ตาม มาเรีย ฟาน เคอร์โกโฮฟ หัวหน้าทีมเทคนิคด้านการรับมือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่ายังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะรุนแรงหรือเป็นอันตรายต่อชีวิตมากขึ้น

ส่งผลให้หลายประเทศออกมาตรการระงับการเดินทางขาเข้าจากสหราชอาณาจักรในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางเรือ และทางอากาศ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในประเทศ อาทิ ฝรั่งเศส อิตาลี แคนาดา เนเธอร์แลนด์ และเบลเยี่ยม เป็นต้น

Photo by Paul ELLIS / AFP