ลุยต่อ! จีนจ่อส่ง ‘ยานอวกาศแบบมีคนขับ’ 4 ลำใน 2 ปีหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ลุยต่อ! จีนจ่อส่ง ‘ยานอวกาศแบบมีคนขับ’ 4 ลำใน 2 ปีหน้า – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 ธ.ค. 2563 เวลา 12:30 น.ลุยต่อ! จีนจ่อส่ง ‘ยานอวกาศแบบมีคนขับ’ 4 ลำใน 2 ปีหน้าจีนมีแผนจะปล่อยยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุม 4 ลำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างสถานีอวกาศของประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า อู๋เอี้ยนหัว รองผู้บริหารขององค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) แถลงต่อสื่อเกี่ยวกับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของยานฉางเอ๋อ-5 ของจีนว่า โครงการปล่อยยานอวกาศดังกล่าวจะเดินหน้าเต็มกำลังในปี 2021-2022

อู๋กล่าวว่า มีการวางแผนทั้งหมด 11 ภารกิจเพื่อสร้างสถานีอวกาศของจีนในช่วง 2 ปีหน้า ประกอบไปด้วยการก่อสร้างโมดูลแกนหลัก ที่มีกำหนดการเริ่มในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า แคปซูลห้องวิจัย 2 แคปซูล ตลอดจนยานที่มีมนุษย์ควบคุม และยานขนส่งสัมภาระอย่างละ 4 ลำ พร้อมเสริมว่า จากนั้นจีนจะทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในวงโคจรจำนวนมากบนสถานีอวกาศของจีน

ทั้งนี้ เมื่อเดือนตุลาคม องค์การอวกาศแห่งชาติจีน (CMSA) ประกาศว่าโครงการอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมของประเทศได้เข้าสู่ขั้นตอนการเตรียมการภารกิจแล้ว โดยมีการคัดเลือกนักบินอวกาศสำรองกลุ่มใหม่จำนวน 18 คน

สวีเดนกลับลำสั่ง ปชช.สวมแมสก์บนรถสาธารณะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สวีเดนกลับลำสั่ง ปชช.สวมแมสก์บนรถสาธารณะ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 19 ธ.ค. 2563 เวลา 10:33 น.สวีเดนกลับลำสั่ง ปชช.สวมแมสก์บนรถสาธารณะสวีเดนเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ไม่บังคับให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย

นายกรัฐมนตรี สเตฟาน เลิฟเวียน ของสวีเดนประกาศให้ชาวสวีเดนสวมหน้ากากอนามัยบนรถโดยสารสาธารณะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เร็วๆ นี้

นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งลดจำนวนผู้นั่งรับประทานอาหารในร้านอาหารจาก 8 คน เหลือ 4 คนต่อโต๊ะ รวมทั้งห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังเวลา 20.00 น. และให้ประชาชนเว้นระยะห่างทางสังคมในช่วงเทศกาลคริสต์มาส

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน มีพระราชดำรัสว่าสวีเดนล้มเหลวในการรับมือ Covid-19 เนื่องจากมาตรการต่างๆ หย่อนยาน

ก่อนหน้านี้สวีเดนเพียงแต่แนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย แต่ไม่มีบทลงโทษตามกฎหมาย ขึ้นอยู่กับว่าชาวสวีเดนจะปฏิบัติตามหรือไม่เท่านั้น โดยนับเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ไม่บังคับให้สวมหน้ากากอนามัย แม้องค์การอนามัยโลกจะแนะนำให้สวมใส่ก็ตาม ทั้งยังไม่เคยใช้มาตรการล็อกดาวน์

สวีเดนมีผู้ติดเชื้อเกือบ 360,000 คน และเสียชีวิต 8,000 คน นับว่ามากกว่าประเทศแถบสแกนดิเนเวียอื่นๆ

ทำให้จีนเชื่อง เพื่ออยู่ร่วมโลกกันให้ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทำให้จีนเชื่อง เพื่ออยู่ร่วมโลกกันให้ได้ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 21:33 น.ทำให้จีนเชื่อง เพื่ออยู่ร่วมโลกกันให้ได้เปิดยุทธศาสตร์ของสหรัฐตาม “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” หรือ Peaceful Evolution เพื่อทำให้จีนเชื่องให้ได้

ถึงแม้ว่าเมื่อถึงเดือนธันวาคม 2020 รัฐบาลทรัมป์กำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้วก็ตาม แต่ลูกน้องคนสำคัญของทรัมป์ยังคงเคลื่อนไหวไม่หยุดหย่อน เขาคนนั้นคือ “ไมค์ พอมพีโอ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเดินสายสานพันธมิตรสหรัฐ-สลายหุ้นส่วนจีนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยๆ ทั้งๆ ที่เขาไม่จำเป็นต้องออกแรงช่วงโค้งสุดท้ายในตำแหน่งแบบนี้

วันที่ 9 ธันวาคมพอมพีโอเดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ที่ Georgia Tech ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศสหรัฐ แต่แทนที่จะพูดเรื่องเทคโนโลยีเขากลับพูดหัวข้อเรื่อง “พรรคคอมมิวนิสต์จีนในวิทยาเขตการศึกษาอเมริกัน” แน่นอนว่ามันเกี่ยวกับการโจมตีจีนจังๆ (และโปรดสังเกตว่า Georgia Tech มีวิทยาเขตที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีนด้วย)

ความตอนหนึ่งพอมพีโอกล่าวว่า “เนื่องจากเป็นเวลานานแล้วที่พรรครีพับลิกัน, เดโมแครต ผู้นำทั่วทั้งสถาบันการศึกษา สถาบันดด้านการค้าคิดว่า ด้วยการค้าขายและมีส่วนร่วมกับจีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะปฏิรูปตัวเองจะลดท่าทีอำนาจนิยม จะโอบรับเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง และจีนจะกลายเป็นความเสี่ยงที่น้อยลงต่อเสรีภาพทั่วโลก”

พอมพีโอกล่าวต่อไปว่า “แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราได้รับ แต่พวกคอมมิวนิสต์จีนกลับใช้ความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นจากสิ่งนี้ (การที่สหรัฐหันมาค้าขายและเป็นหุ้นส่วนด้วย) เพื่อกระชับการยึดอำนาจ ยึดอำนาจเหนือคนจีน และสร้างรัฐเผด็จการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างที่โลกไม่เคยเห็น”

เรามาดูส่วนแรกของสุทนพจน์กันก่อน ส่งที่พอมพีโอพูดถึงไม่ใช่การ “มโน” เอาเองของเขาเมื่อเขาบอกว่าเมื่อสหรัฐอ้าแขนรับจีนแล้วให้โอกาสจีนต่างๆ นานา จีนจะปฏิรูปตัวเองให้เสรีและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่พอมพีโอคิดเอาเอง แต่เป็นความเชื่อที่อเมริกันระดับนำคาดหวังกันมานาน อย่างที่พอมพีโอเองอ้างถึง “พรรครีพับลิกัน, เดโมแครต” และผู้นำสาขาต่างๆ

ความเชื่อที่ว่านี้มีพื้นฐานมาจาก “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” หรือ Peaceful Evolution หลักใหญ่ใจความของทฤษฎีนี้ก็คือ สหรัฐพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของระบบสังคมนิยมจีนโดยสันติวิธี เช่น การเปิดการค้าขายกับจีนและกระชับความร่วมมือต่างๆ เพื่อที่จะค่อยๆ แทรกแนวคิดประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมและค่านิยมแบบตะวันตกรวมถึงเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเขาไปในจีน เพื่อทำให้จีนละเลิกการเป็นสังคมนิยมแล้วกลายเป็นประเทศในโหมดเดียวกับสหรัฐและ “โลกเสรี” อื่นๆ

แนวคิดนี้เริ่มต้นมาจากจอร์จ เคนแนน (George F. Kennan) นักการทูตและนักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันในปี 1946 หรือหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ลงหมาดๆ และสงครามเย็นกำลังก่อตัวขึ้น เขาเสนอว่าโลกเสรีและโลกคอมมิวนิสต์สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ เพียงแต่โซเวียตมีจุดยืนทางการเมืองแบบคอมมิวนิสต์ที่ “อยู่ร่วมโลกกับทุนนิยมไม่ได้” ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะโน้มน้าวโซเวียตให้คล้อยตาม

นี่คือจุดสำคัญของแนวคิดนี้ นั่นคือจะต้องเข้าใจเป้าหมาย (คือประเทศคอมมิวนิสต์) ก่อนว่าพวกเขามีอุดมการณ์แบบไหน ในส่วนของคอมมิวนิสม์นั้นมุ่งมั่นที่การปฏิวัติโดยชนชั้นแรงงานและโค่นระบอบทุนนิยม พวกเขาจึงประนีประนอมกับประเทศทุนนิยมได้ยาก

แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีทางออกเสียเลย เคนแนนเสนอว่า การโฆษณาชวนเชื่อของโซเวียตนั้นมีพลังด้านลบมาก (นั่นก็เพราะต้องการทำลายสังแคมแบบเก่า) ส่วนสหรัฐจะต้องสร้างการโฆษณาชวนเชื่อที่มีพลังด้านบวกหรือให้สหรัฐมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาชาวโลก

อีกสิบปีต่อมา จอห์น ฟอสเตอร์ ดัลลิส (John Foster Dulles) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐในรัฐบาลของไอเซนฮาวเออร์ชูแนวคิดนี้ขึ้นมาจริงๆ จังๆ โดยเสนอให้ใช้วิธีการแบบสันติ “เพื่อที่จะเร่งวิวัฒนาการของนโยบายรัฐบาลภายในกลุ่มจีน-โซเวียต” เพื่อที่จะ “ลดอายุขัยของลัทธิคอมมิวนิสม์” โดยสหรัฐและโลกเสรีจะใช้การค้าและความช่วยเหลือต่างๆ เป็นเครื่องมือหลักในการทำให้จีนเลิกเป็นประเทศคอมมิวนิสต์แล้วเป็นประเทศในกลุ่มโลกเสรี

ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า “วิธีการสันติ” มันไม่ได้สันติอย่างที่คิด เพราะประกอบด้วยเพทุบายทางการเมืองเพื่อบั่นทอนฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ต้องใช้กำลังทหารนั่นเอง และการบอกว่า “อยู่ร่วมกัน” ก็ไม่ได้หมายถึงการอยู่อย่างฉันมิตร แต่เป็นการตัดตอนฝ่ายตรงข้ามไม่ให้เป็นภัยคุกคามแล้วอยู่ร่วมโลกกันได้กับสหรัฐนั่นเอง

เหมาเจ๋อตงผู้นำของจีนในยุคนั้นเมื่อทราบแนวคิด “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” ถึงกับชี้ว่านี่คือกลยุทธอำพรางเพื่อที่จะทำลายจีน แต่จีนกลับดูเหมือนจะเล่นตามเกมส์ของสหรัฐเสียอย่างนั้น เพราะจีนได้ประโยชน์จากทฤษฎีนี้แบบเต็มๆ ถึงขนาดเรียกได้ว่าจีนยิ่งใหญ่ขึ้่นมาได้อีกครั้งก็เพราะสหรัฐหยิบยื่นโอกาสให้ (โดยคาดไม่ถึงถึงผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกับที่หวังไว้)

ย้อนกลับไปในช่วงสงครามเย็น โลกคอมมิวนิสต์ไม่ได้มีความสามัคคีกันแต่แตกออกอย่างเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายสหภาพโซเวียต (รัสเซีย) และฝ่ายจีน โดยมีประเทศคอมมิวนิสต์เล็กๆ น้อยๆ แแสดงตนเข้าข้างแต่ละฝ่าย เช่น ยุโรปตะวันออกเกือบทั้งหมดเข้าข้างสหภาพโซเวียตและแอลบาเนียเข้าข้างจีน เป็นต้น

ความแตกแยกนี้เป็นโอกาสให้สหรัฐใช้โอกาสในการแทรกแซงเพื่อบ่อนทำลายฝ่ายคอมมิวนิสต์ ในขณะที่โซเวียตมีพลังด้านการทหารสูงมาก สหรัฐเลือกที่จะหันไปสานสัมพันธ์กับจีนเพื่อใช้คานกับโซเวียตจนทั้ง 2 ประเทศเปิดสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการซึ่งสหรัฐยอมรับสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็น “จีนเดียว” และจีนแผ่นดินใหญ่กลายเป็นจีนอย่างเป็นทางการในฐานะสมาชิกของสหประชาชาติโดยที่ไต้หวันที่เคยเป็น “จีนเดียว” ต้องถูกอัปเปหิออกไป

หลังจากนั้นสหรัฐกับจีนก็สานสัมพันธ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ประธานาธิบดีสหรัฐก็กังขาต่อจีนเช่นกันว่าจะเปลี่ยนตัวเองให้เสรียิ่งขึ้นได้หรือไม่ เพราะสหรัฐไม่เพียงแต่ใช้จีนคานกับโซเวียตเท่านั้น แต่ยังหวังด้วยว่าการเข้าไปใกล้ชิดกับจีนแล้วให้โอกาสจีนด้านเศรษฐกิจจะช่วยให้จีนมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ท่าทีของจีนก็ดูเหมือนจะตอบสนองความหวังของสหรัฐ โดยในช่วงทศวรรษที่ 80 เติ้งเสี่ยวผิงได้เริ่มเปิดประเทศและทำการปฏิรูป น้อมรับเอาระบอบทุนนิยมเข้ามาผสมกับสังคมนิยมแล้วเรียกใหม่ว่า “สังคมนิยมแบบจีน” หลังจากนั้นจีนก็เริ่มเปิดกว้างทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ในช่วงทศวรรษที่ 80 นั้นจีนได้ลิ้มรสประชาธิปไตยอย่างไม่เคยมีมาก่อน สังคมมมีความเสรีไม่น้อย และยังอ้าแขนรับวัฒนธรรมสากลอย่างเต็มตัว

ในเวลาไล่เลี่ยกัน สหภาพโซเวียตดำเนินนโยบายคล้ายๆ กับจีนคือการ “เปิดกว้าง” (กลาสน็อสต์) และ “การปฏิรูปเศรษฐกิจ” (เปเรสทรอยก้า) นั่นคือการทำให้สังคมมีความเสรีมากขึ้นและระบบเศรษฐกิจเป็นแบบทุนนิยมมากขึ้น

แต่ปรากฎว่าการปฏิรูปและการเปิดกว้างในสหาพโซเวียตทำให้สหภาพโซเวียตต้องล่มสลายลง ส่วนหนึ่งเพราะประชาชนได้แสดงออกมากขึ้นและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากขึ้นทำให้รับรู้ถึงความโหดร้ายและความผิดพลาดของรัฐบาลโซเวียตที่ถูกปกปิดไว้ ส่วนการปฏิรูปเศรษฐกิจก็ไม่ได้ผลเพราะไม่กระจายสู่ระดับรากหญ้า

การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและพลพรรคยุโรปตะวันออกทั้งยวงในปี 1989 ขณะที่จีนกำลังมองเห็นการล่มสลายของอดีตคู่ปรับร่วมอุดมการณ์ด้วยความหวั่นใจว่ามันจะลามเป็นโดมิโนมาถึงตน จีนก็เกิดเรื่องขึ้นเช่นกันนั่นคือการชุมนุมของนักศึกษาและประชาชนครั้งใหญ่ที่จตุรัสเทียนอันเหมินในเดือนมิถุนายน 1989

ก่อนกรณีเทียนอันเหมินจีนมองว่าสหรัฐเป็นมิตรกับจีน แต่หลังจากเกิดความวุ่นวายครั้งนั้นจีนเริ่มมองสหรัฐด้วยสายตาที่หวาดระแวงมากขึ้นและมีการเอ่ยถึง “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” กันมากขึ้นในฐานะอาวุธที่จะมาแทรกแซงจีน

แต่อย่างที่กล่าวไปว่าจีนก็ใช้ “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” ให้เป็นประโยชน์กับตัวเองเช่นกัน สหรัฐเองก็ไม่หยุดที่จะเปลี่ยนจีนด้วยความคาดหวังว่าจีนจะเปลี่ยนไปเป็นเสรีนิยม ตัวอย่างเช่น การที่สหรัฐผ่านกฎหมาย United States–China Relations Act of 2000 ซึ่งสภาคองเกรสเอาใจจีนด้วยการเปิดทางให้จีนมีสถานะเป็นคู่ค้าปกติถาวรและให้จีนเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO)

กฎหมายตัวนี้มีเงื่อนไขตรงที่จีนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มีการปฏิบัติที่เป็นไปตามมาตรฐานแรงงานและอนุญาตให้มีเสรีภาพทางศาสนา โดยรวมก็คือจีนได้สิทธิค้าขายแบบประเทศปกติโดยที่จีนต้องแลกกับการเปิดเสรีมากขึ้นโดยเฉพาะในด้านสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิเสรีภาพของชาวทิเบต ข้อแม้นี้ตรงกับ “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ”

ประธานาธิบดีบิล คลินตันคือผู้ผลักดันให้สภาคองเกรสอนุมัติข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐ – จีนและการเข้าร่วม WTO ของจีน โดยกล่าวว่าการค้ากับจีนมากขึ้นจะทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอเมริกาก้าวหน้า เพราะจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถรองรับทั้งทั้งผลิตภัณฑ์และบริการของสหรัฐอย่างไม่เคยมีมาก่อน

คลินตันยังบอกว่า “เป็นครั้งแรกที่บริษัทของเราจะสามารถขายและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศจีนที่ผลิตโดยคนงานที่นี่ในอเมริกาโดยไม่ต้องถูกบังคับให้ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศจีน ขายผ่านรัฐบาลจีน หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีค่าเป็นครั้งแรก เราสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์โดยไม่ต้องส่งออกงาน”

แต่คลินตันคิดผิดถนัด หลังจากนั้นบริษัทต่างๆ ย้ายฐานการผลิตไปยังจีนกันเป็นว่าเล่นด้วยค่าแรงที่ถูกกว่าและทักษะที่มีมากขึ้น ทำให้จีนค่อยๆ สั่งสมความมั่งคั่งไปเรื่อยๆ ในเวลาเดียวกันจีนก็ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้เรื่องการเปิดเสรีเศรษฐกิจให้มากกว่านี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสิทธิเสรีภาพด้านอื่นๆ แถมจีนยังถูกกล่าวหาบงการค่าเงินให้อ่อนเพื่อเอาเปรียบสหรัฐและยังกีดกันทางการค้าบางอย่าง

หลังจากผ่านประธานาธิบดีสหรัฐมา 2 คนคนละสองสมัย ก็ถึงคราวที่สหรัฐจะลงมือกับจีนเสียทีเพราะเห็นแล้วว่า “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” ใช้ไม่ได้ผล เราจึงเห็นโดนัลด์ ทรัมป์ใช้ไม้แข็งกับจีนจนกลายเป็นสงครามการค้า แต่ขอให้เข้าใจว่าสงครามการค้ามีเหตุมาจากความคาดหวังที่ล้มเหลวของสหรัฐจาก “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” นั่นเอง

ที่ผ่านมาผู้นำจีนนับตั้งแต่ยุคหลังกรณีเทียนอันเหมินก็ระแวง “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บรรดาปัญญาชนและระดับนำทางการเมืองพยายามตีแผ่หรือหาทางป้องกันยุทธวิธีนี้ของสหรัฐมานาน

ที่น่าสนใจคือวิธีการรับมือที่บางคนเสนอไม่ใช่การต่อต้าน แต่เป็นการปรับตัวตามสิ่งที่สหรัฐคาดหวังด้วยซ้ำ เช่น การสร้างประชาธิปไตยในพรรคคอมมิวนิสต์ให้มากขึ้น ต่อต้านการคอร์รัปชั่น การปฏิบัติต่อนักวิชาการปัญญาชนอย่างเป็นธรรม มีความยืดหยุ่นในด้านอุดมการณ์ และเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (ข้อเสนอของหลี่จิ้งเจี๋ย อดีตผู้อำนวยการสถาบันโซเวียต-ยุโรปตะวันออกแห่งสถาบันสังคมศาสตร์จีน)

แต่ข้อเสนอดังกล่าวเสนอไว้มานานกว่าสิบปีแล้ว มาถึงยุคของสีจิ้นผิงเข้าเน้ย้ำถึง “สังคมนิยมแบบจีน” มากขึ้นและมีแนวโน้มที่จะรวบอำนาจมากขึ้นซึ่งสวนทางกับความคาดหวังของสรัฐอีกครั้ง และเป็นเหตุให้สงครามการค้ากลายสภาพเป็นสงครามเย็นครั้งใหม่ไปด้วย

แต่สหรัฐก็คงจะดำเนินนโยบายแบบ “ทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างสันติ” และจีนเองก็ต้องตระหนักด้วยว่าสหรัฐมีความคาดหวังแบบนี้ หากจะอยู่ร่วมกันอย่างัสนติ ทุกฝ่ายมีหนทางเดียวเท่านั้นคือการประนีประนอม

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by NOEL CELIS / AFP

ยูเอ็นกังวลใจไทยตั้งข้อหา ม. 112 เยาวชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ยูเอ็นกังวลใจไทยตั้งข้อหา ม. 112 เยาวชน  – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 20:15 น.ยูเอ็นกังวลใจไทยตั้งข้อหา ม. 112 เยาวชน หน่วยงานสิทธิมนุษยชนยูเอ็นกังวลใจกับการตั้งข้อหา ม.112 กับเยาวชนที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย 

คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติขององค์การสหประชาชาติ (UNHRC) ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการดำเนินคดีกลุ่มเยาวชที่เคลื่อนไหวทางการเมืองว่า “เรารู้สึกกังวลใจกับการที่ทางการไทยตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กับกลุ่มผู้ประท้วงอย่างน้อย 35 คน รวมทั้งนักเรียนอายุ 16 ปี ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา”  

ราวีนา ชัมดาซานี โฆษก UNHRC กล่าวว่า “ควาผิดข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี เรากังวลใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวานนี้ที่ตำรวจนำตัวเยาวชนอายุ 16 ปีไปขึ้นศาลเยาวชนโดยยื่นคำร้องต่อศาลให้ควบคุมตัว”  

โฆษก UNHRC ยังเผยอีกว่า คณะมนตรีร้องขอทางการไทยหลายครั้งให้แก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ “น่าผิดหวังมากที่เราได้เห็นการดำเนินคดีเพิ่มมากขึ้น หลังจากไม่มีการดำเนินคดีมากว่า 2 ปีที่ผ่านมา และที่น่าตกใจคือครั้งนี้เป็นการดำเนินคดีกับเยาวชนด้วย”

นอกจากนี้ ยังกล่าวอีกว่า UNHRC ยังกังวลกับการดำเนินคดีอาญาข้อหาร้ายแรงอื่นๆ กับผู้ประท้วงที่ชุมนุมกันโดยสงบในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการใช้ข้อหาร้ายแรงกับบุคคลที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและชุมนุมโดยสงบ รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระมหากษัตริย์เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ทีมงาน ‘ทอม ครูซ’ ลาออกหลังถูกวีนใส่เรื่องโควิดจนต้องพักกอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทีมงาน ‘ทอม ครูซ’ ลาออกหลังถูกวีนใส่เรื่องโควิดจนต้องพักกอง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 19:45 น.ทีมงาน 'ทอม ครูซ' ลาออกหลังถูกวีนใส่เรื่องโควิดจนต้องพักกอง ทอม ครูซ ประกาศพักกองหลังทีมงาน 5 คนตัดสินใจลาออกเพราะถูกวีนเรื่องฝ่าฝืนมาตรการโควิด

เดอะซันเผยว่า ทอม ครูซ นักแสดงและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Mission: Impossible 7 ประกาศพักกองก่อนถึงกำหนดหยุดวันคริสต์มาส หลังจากที่เขาฟิวส์ขาดระเบิดอารมณ์ใส่ทีมงานที่ละเมิดมาตรการเว้นระยะห่างในกองถ่าย เป็นเหตุให้ทีมงาน 5 คนตัดสินใจลาออก

แหล่งข่าวเผยว่าครูซกำลังเตรียมที่จะปิดฉากการถ่ายทำของปี 2020 ในวันศุกร์ (18 ธ.ค.) ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปไมอามีด้วยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวเพื่อใช้เวลาพักผ่อนกับลูกชายในช่วงคริสต์มาส

แหล่งข่าวยังกล่าวอีกว่า นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีสำหรับทุกฝ่าย เนื่องจากความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในกองถ่ายนั้นก่อตัวมาหลายเดือนแล้วและเหตุการณ์ล่าสุดคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ทีมงานพากันลาออก

ทั้งนี้ ภาพยนตร์ดังกล่าวเคยถูกระงับการถ่ายทำไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาหลังพบว่ามีทีมงานติดโควิด-19 ครูซจึงเข้มงวดในการบังคับใช้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดในกองถ่ายมาโดยตลอดเพื่อรักษาให้ภาพยนตร์สามารถถ่ายทำต่อไปได้และไม่ล่าช้าลงไปอีก โดยภาพยนตร์มีกำหนดเข้าฉายในเดือนพฤศจิกายน 2021

Photo by Alberto PIZZOLI / AFP

ไม่ต้องสอบ! กัมพูชาให้นักเรียน ม.6 สอบผ่านอัตโนมัติเพราะโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไม่ต้องสอบ! กัมพูชาให้นักเรียน ม.6 สอบผ่านอัตโนมัติเพราะโควิด – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 18:45 น.ไม่ต้องสอบ! กัมพูชาให้นักเรียน ม.6 สอบผ่านอัตโนมัติเพราะโควิดกัมพูชาห่วง Covid-19 ระบาด สั่งนักเรียน ม.6 ทุกคนไม่ต้องสอบแต่ให้ผ่านอัตโนมัติ

ฮาง ชวน นะรน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เยาวชน และกีฬาของกัมพูชาเผยว่า นายกรัฐมนตรี ฮุนเซน มีคำสั่งให้ทางกระทรวงอนุมัติให้นักเรียนเกรด 12 หรือ ม.6 ทุกคนที่กำลังจะเข้ารับการทดสอบแห่งชาติในวันที่ 11 ม.ค.ปีหน้า สอบผ่านโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องเข้าสอบ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ Covid-19 และไม่ให้นักเรียนต้องกังวลว่าจะติดเชื้อระหว่างเข้าทดสอบ

นอกจากนี้ ยังประกาศให้นักเรียนเกรด 9 หรือ ม.3 ที่เข้าสอบไปแล้วเมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมาสอบผ่านโดยอัตโนมัติทุกคนเช่นกัน

จากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการฯ ปีนี้มีนักเรียนเกรด 12 ทั้งหมด 121,108 คนที่จะต้องเข้ารับการทดสอบ ส่วนเกรด 9 เข้ารับการทดสอบทั้งหมด 158,717 คน

การตัดสินใจงดการทดสอบแห่งชาติเกิดขึ้นหลังจากกัมพูชาพบการติดเชื้อโคโรนาไวรัสในประเทศเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยเป็นสมาชิกครอบครัว 6 คนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญและจังหวัดเสียมเรียบ

ปีหน้าสหรัฐจะรุกจีนหนักขึ้นในทะเลจีนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ปีหน้าสหรัฐจะรุกจีนหนักขึ้นในทะเลจีนใต้ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 17:45 น.ปีหน้าสหรัฐจะรุกจีนหนักขึ้นในทะเลจีนใต้สหรัฐจะรุกจีนหนักขึ้น ย้ำจีนเป็นคู่แข่งเพียงประเทศเดียวที่เป็นความท้าทายของสหรัฐในระยะยาว

กระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยรายงานยุทธศาสตร์ทางทะเลปี 2021 โดยระบุว่า จีนกำลังใช้แนวทางการขยายอิทธิพลในทะเลจีนใต้ และพยายามสร้างความเป็นเจ้าโลกในภูมิภาคผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 (Belt and Road Initiative)

รายงานยังระบุว่ารัสเซียก็เป็นภัยกับสหรัฐเช่นกัน แต่ “จีนเป็นคู่แข่งเพียงประเทศเดียวที่มีศักยภาพทั้งทางเศรษฐกิจและการทหารในการสร้างความท้าทายให้สหรัฐในระยะยาว…ปฏิบัติการและท่าทีของกองทัพเรือจะเน้นที่การตอบโต้พฤติกรรมมุ่งร้ายของจีนทั่วโลก และสร้างความแข็งแกร่งในภูมิภาคในการป้องปรามในอินโดแปซิฟิก”

นอกจากนี้ ยังระบุอีกว่า จีนส่งกองเรือ หน่วยยามฝั่ง และกองเรือสำรองทางทะเลเพื่อทำลายอธิปไตยของประเทศอื่นและอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่อย่างผิดกฎหมาย อีกทั้งจีนยังพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถบรรจุหัวรบนิวเคลียร์โดยมีเป้าหมายโจมตีสหรัฐและพันธมิตรในกวมและตะวันออกไกล

ด้วยเหตุนี้กระทรวงกลาโหมสหรัฐย้ำว่า กองทัพเรือสหรัฐจะปรากฏตัวในแปซิฟิกบ่อยขึ้น เพื่อตรวจจับและบันทึกภาพการกระทำที่ล่วงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ การขโมยทรัพยากรธรรมชาติ และละเมิดอำนาจอธิปไตยของประเทศอื่นของคู่แข่ง

ไทยติดท็อป 10 ระบบรักษาสุขภาพที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไทยติดท็อป 10 ระบบรักษาสุขภาพที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 16:45 น.ไทยติดท็อป 10 ระบบรักษาสุขภาพที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดประเทศเอเชียไต่อันดับดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพระบบรักษาสุขภาพจากการรับมือโควิด-19

บลูมเบิร์กจัดอันดับดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพระบบรักษาสุขภาพ (Health-Efficiency Index) โดยประเมินจากอายุคาดเฉลี่ยและค่าใช้จ่ายในด้านการแพทย์ของแต่ละประเทศ โดยปีนี้มีการเพิ่มเกณฑ์ผลกระทบของโควิด-19 ต่ออัตราการเสียชีวิตและผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เพื่อจัดอันดับประเทศที่มีประสิทธิภาพด้านสาธารณสุขมากที่สุด จากทั้งหมด 57 ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก

ทั้งนี้เมื่อมีตัวแปรโควิด-19 ส่งผลให้หลายประเทศในเอเชียไต่อันดับขึ้นมาเนื่องจากสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคได้ดี โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตค่อนข้างต่ำ ขณะที่บราซิล รัสเซีย และสหรัฐต้องรั้งท้าย เพราะมีอายุขัยเฉลี่ยน้อยบวกกับอัตรการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 สูง และแนวโน้มเศรษฐกิจอ่อนแอลง

โดยหลักเกณฑ์ในการจัดอันดับปี 2020 นี้ มีการเพิ่มเกณฑ์ผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เชนเดียวกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ยกตัวอย่างเช่น ประเทศที่ GDP หดตัว 6% ในปีนี้ ก็จะถูกหัก 6 คะแนน ขณะที่ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อหรือผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 100,000 คน จะถูกหัก 11.5 คะแนน

ปูนัม เคอตาร์ปาล ซิง ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่าการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ได้ตอกย้ำว่าสุขภาพทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับสุขภาพของประชาชน และยังขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชนด้วย

หลักเกณฑ์ดังกล่าวส่งผลให้ระบบสุขภาพที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 8 ใน 10 ระบบของโลกอยู่ในเอเชียแปซิฟิก โดยสิงคโปร์และฮ่องกงติดอันดับต้นๆ ขณะที่ไต้หวัน นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ รวมถึงไทย ก้าวแซงหลายประเทศเนื่องจากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดี

ด้านประเทศจีนซึ่งมีประชากรมากที่สุด ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 12 เมื่อมีการปรับหลักเกณฑ์ หลังจากที่ในการจัดอันดับครั้งที่ผ่านมาจีนอยู่ในอันดับที่ 25

สำหรับอันดับของฝรั่งเศส สเปน และเปรู ในปีนี้ร่วงลงมากที่สุดในบรรดา 57 ประเทศทั้งหมด

Photo by Patrick T. Fallon / AFP

ทำไมบลูมเบิร์กเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยปีหน้ามีอนาคตที่สุด? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทำไมบลูมเบิร์กเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยปีหน้ามีอนาคตที่สุด? – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 15:38 น.ทำไมบลูมเบิร์กเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยปีหน้ามีอนาคตที่สุด?บลูมเบิร์กชี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตดีที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ด้วยกันในปี 2021

สำนักข่าวบลูมเบิร์กเผยรายงานการวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ 17 ประเทศในปี 2021 ซึ่งใช้ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจและการเงิน 11 ข้อ โดยบลูมเบิร์กจัดให้อนาคตเศรษฐกิจของไทยอยู่ในอันดับ 1 ของตาราง

บลูมเบิร์กให้เหตุผลว่า ประเทศไทยมีเงินทุนสำรองที่มั่นคงและมีศักยภาพสูงที่จะดึงดูดเงินทุนเข้าประเทศ และยังคาดการณ์ว่าปีหน้าจีดีพีของไทยจะเติบโต 3.9% ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อจีดีพีจะเกินดุล 3.1% และดุลงบประมาณต่อจีดีพีจะขาดดุล 4.9% ขณะที่หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ 41%

ส่วนประเทศจีนอยู่อันดับสุดท้ายของตาราง แม้บลูมเบิร์กจะคาดการณ์ว่าปีหน้าจีดีพีของจีนจะขยายตัวถึง 8.1% ก็ตาม เนื่องจากต้องเผชิญกับความคาดหวังสูงอยู่แล้ว

จากการวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กยังพบอีกว่า บรรดาประเทศตลาดเกิดใหม่มีความพร้อมที่จะฟื้นตัวจากความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้ว โดยเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะในเอเชีย เป็นตัวช่วยรองรับแรงสั่นสะเทือนจากปัจจัยภายนอก

แต่ที่ต้องจับตามองคือ สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีที่ต้องประเมินอย่างระมัดระวังเพื่อควบคุมความเสี่ยงและสร้างเสถียรภาพทางการเงิน

ทั้งนี้ ตัวชี้วัดที่บลูมเบิร์กใช้วิเคราะห์ว่าตลาดเกิดใหม่ใดจะรับมือกับความท้าทายและโอกาสเหล่านั้นได้ดีกว่าคู่แข่งสรุปได้ดังนี้

การฟื้นตัวจาก Covid-19

เกิดความกังวลว่าประเทศยากจนและประเทศด้อยพัฒนาจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการกระจายวัคซีน และหลายประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ก็ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 อยู่แล้ว โดยเฉพาะไทยที่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก

นักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กมองว่า เศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก Covid-19 ในปีนี้ จะฟื้นตัวและเห็นการเติบโตอย่างมากในปี 2564 โดย 5 อันดับแรกของประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตสูงมากล้วนมาจากเอเชียทั้งสิ้น ได้แก่ อินเดีย จีน และฟิลิปปินส์ 

การฟื้นตัวหลังล็อกดาวน์

โกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า เมื่อควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว ประเทสกำลังพัฒนาส่วนใหญ่จะได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามปกติ โดยข้อมูลล่าสุดพบว่ามาเลเซีย ชิลี และฟิลิปินส์ อนาคตสดใสที่สุด  

ช่องโหว่ของโครงสร้าง

โครงสร้างทางเศรษฐกิจแย่ลงในช่วงการแพร่ระบาดของ Covid-19 เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการขาดดุลงบประมาณที่จะเพิ่มภาระทางการเงินให้รัฐบาล

หน่วยงานนิวเคลียร์สหรัฐถูกแฮกครั้งใหญ่ ด้านรัสเซียรีบปฏิเสธ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

หน่วยงานนิวเคลียร์สหรัฐถูกแฮกครั้งใหญ่ ด้านรัสเซียรีบปฏิเสธ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 14:30 น.หน่วยงานนิวเคลียร์สหรัฐถูกแฮกครั้งใหญ่ ด้านรัสเซียรีบปฏิเสธหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐพบหลักฐานการแฮกสร้างความเสียหายจำนวนมาก ผู้เชี่ยวชาญชี้คล้ายวิธีของรัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานสหรัฐ (DOE) และสำนักงานความมั่นคงด้านนิวเคลียร์ (NNSA) ซึ่งทำหน้าที่ดูแลคลังอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐ มีหลักฐานว่าแฮกเกอร์เข้าถึงระบบของพวกเขา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจารกรรมข้อมูลที่อุกอาจและส่งผลกระทบต่อหน่วยงานของรัฐบาลกลางจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังพบกิจกรรมที่น่าสงสัยในเครือข่ายของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานแห่งชาติ (FERC) โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าแฮกเกอร์สามารถสร้างความเสียหายจำนวนมาก และมีหลักฐานของกิจกรรมที่เป็นอันตรายดังกล่าวโดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

กระทรวงพลังงานและสำนักงานความมั่นคงด้านนิวเคลียร์ได้ประสานงานแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐสภา โดยหน่วยงานรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐาน (CISA) กล่าวว่าแฮกเกอร์ก่อให้เกิด “ความเสี่ยงร้ายแรง” ต่อรัฐบาลกลางและท้องถิ่น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและภาคเอกชน

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สืบสวนของรัฐบาลกลางได้รวบรวมข้อมูลเพื่อตรวจสอบว่าแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงหรือขโมยข้อมูลอะไรไปบ้าง

ด้านเชย์ลิน ไฮเนส โฆษกกระทรวงพลังงานกล่าวว่าจากการสืบสวนอย่างต่อเนื่องพบว่าแฮกเกอร์ไม่ได้เข้าถึงข้อมูลที่สำคัญ และมีการดำเนินการทันทีเพื่ออุดช่องโหว่และลดความเสี่ยงจากการแฮกรวมถึงตัดการเชื่อมต่อซอฟต์แวร์ที่ระบุว่าเสี่ยงต่อการโจมตีเป็นที่เรียบร้อย

นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงเครือข่ายของรัฐบาลได้โดยการโจมตีบริษัทซอฟต์แวร์โซลาร์วินด์ส (SolarWinds Inc.) ซึ่งให้บริการด้านเครือข่ายระบบและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศกับลูกค้าทั้งหน่วยงานรัฐบาลและเอกชนหลายร้อยราย

โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีคนล่าสุดของสหรัฐยังได้แสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยกล่าวว่า การบริหารของเขาจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ และการจัดการกับแฮกเกอร์จะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดตั้งแต่ที่เข้ารับตำแหน่ง

นอกจากนี้ไบเดนยังให้คำมั่นว่าจะกำหนดบทลงโทษขั้นเด็ดขาดต่อการโจมตีที่เป็นอันตรายดังกล่าว

อย่างไรก็ตามยังไม่มีการเจาะจงถึงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นพิเศษว่าเป็นผู้ก่อเหตุ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กล่าวว่าการโจมตีลักษณะเช่นนี้เป็นจุดเด่นของรัสเซีย ขณะที่รัสเซียปฏิเสธการมีส่วนร่วมใดๆ เกี่ยวกับการแฮกครั้งนี้

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP