สหรัฐขึ้นบัญชีจับตาไทยประเทศแทรกแซงค่าเงิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สหรัฐขึ้นบัญชีจับตาไทยประเทศแทรกแซงค่าเงิน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 20:58 น.สหรัฐขึ้นบัญชีจับตาไทยประเทศแทรกแซงค่าเงินหลังจากที่แย้มท่าทีนี้มานาน ในที่สุดรัฐบาลสหรัฐก็เล่นงานไทยในที่สุดพร้อมด้วยประเทศในเอเชียอีกจำนวนหนึ่ง

กระทรวงการคลังสหรัฐประกาศขึ้นบัญชี 10 ประเทศในบัญชีประเทศต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะที่อาจแทรกแซงค่าเงิน หนึ่งในนั้นคือประเทศไทย

นอกจากไทยแล้วยังมี ไต้หวัน, อินเดีย, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, เยอรมนี, อิตาลี, สิงคโปร์ และมาเลเซีย

รายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐยังระบุด้วยว่าอินเดียและสิงคโปร์ได้แทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในลักษณะต่อเนื่องและผิดปกติ แต่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดอื่น ๆ ที่จะกล่าวหาได้ว่าแทรกแซ.ค่าเงินอย่างชัดเจน

ส่วนประเทศที่เข้าข่ายอย่างชัดเจนคือ สวิตเซอร์แลนด์และเวียดนาม โดยกระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่าทั้งสองประเทศแทรกแซงสกุลเงิน และกล่าวว่าเวียดนามพยายามที่จะให้ได้มาซึ่ง “ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในการค้าระหว่างประเทศอีกเช่นกัน”

เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการลงทุนข้ามชาติ UBS ของสวิตเซอร์แลนด์เตือนว่า ไทยและไต้หวันอาจถูกกระทรวงการคลังสหรัฐขึ้นบัญชีดำประเทศที่ต้องจับตาเรื่องการแทรกแซงอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อให้ได้เปรียบในการส่งออกสินค้ามายังสหรัฐ

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังของสหรัฐจะจัดทำรายงานการจับตาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้าทุกๆ 2 ปี โดยเกณฑ์ที่ใช้วัดประกอบด้วย 1.การเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา 2.การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 3.การสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศต่อเนื่อง 6 เดือนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ของจีดีพี

หากประเทศหนึ่งประเทศใดเข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อจะถูกสหรัฐขึ้นทะเบียนเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน

จากการประเมินของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก นับตั้งแต่ปลายปี 2014 บัญชีเดินสะพัดเกินดุลของไทยเกิน 2% ของจีดีพีทุกไตรมาส เมื่อบวกกับการเกินดุลการค้าในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 6% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ จึงเท่ากับว่าไทยเข้าเกณฑ์การแทรกแซงค่าเงินถึง 2 ข้อ เพียงพอที่สหรัฐจะขึ้นบัญชีไทย

ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศที่ถูกสหรัฐระบุว่าแทรกแซงค่าเงินเพื่อประโยชน์ทางการค้าจะไม่ต้องรับผิดใดๆ แต่สหรัฐอาจใช้มาตรการลงโทษทางการค้ากับประเทศนั้นๆ อาทิ ระงับสิทธิพิเศษทางการค้า 

เศรษฐีนีใจบุญผู้บริจาคเงินกว่าแสนล้านในรอบ 1 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เศรษฐีนีใจบุญผู้บริจาคเงินกว่าแสนล้านในรอบ 1 ปี – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 19:01 น.เศรษฐีนีใจบุญผู้บริจาคเงินกว่าแสนล้านในรอบ 1 ปีแม็คเคนซี สก็อตต์ อดีตภรรยาผู้ก่อตั้งแอมะซอนบริจาคเงินให้องค์กรการกุศลไปแล้วกว่าแสนล้านภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี

1. ภายในปีนี้ แม็คเคนซี สก็อตต์ ควักเงินบริจาคให้แก่องค์กรการกุศลไปแล้วเกือบ 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 180,000 ล้านบาท) โดยเพียงแค่ 4 เดือนที่ผ่านมาเธอได้บริจาคเงินแก่ธนาคารอาหารและกองทุนบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินไปแล้วกว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 120,000 ล้านบาท)

2. สก็อตต์กล่าวว่าการบริจาคเงินในครั้งนี้เพราะต้องการช่วยเหลือชาวอเมริกันที่กำลังดิ้นรนเพราะโรคระบาด ซึ่งได้บริจาคให้แก่องค์กรการกุศลมากกว่า 380 แห่งที่จะส่งมอบเงินให้กับหน่วยงานต่างๆ เกือบ 6,500 แห่ง

“การระบาดใหญ่ครั้งนี้เป็นการทำลายล้างชีวิตของชาวอเมริกันซึ่งจำเป็นต้องดิ้นรน ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสุขภาพนั้นเลวร้ายอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับสตรี คนผิวสี และผู้ยากไร้ แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความร่ำรวยของมหาเศรษฐีได้เป็นอย่างมาก” สก็อตต์กล่าว

3. เมื่อปีที่แล้วเธอได้ลงนามในสัญญาที่จะมอบทรัพย์สินส่วนตัวอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเพื่อการกุศล และภายใน 1 ปีของการลงนามในสัญญาเธอได้บริจาคเงินจำนวน 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 51,000 ล้านบาท) ให้แก่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร 116 แห่ง โดยมุ่งเน้นไปที่องค์กรด้านความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ, ความเท่าเทียมทางเพศ, ประชาธิปไตย และการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

4. สาเหตุที่เธอเป็นเจ้าแม่บุญทุ่มได้ถึงขนาดนี้เพราะเธอเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดอันดับที่ 18 ของโลก โดยมีทรัพย์สิน 60,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 23,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 709,000 ล้านบาท) ในปีนี้

5. สก็อตต์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ในเดือนกันยายน 2020 แต่จากการจัดอันดับของนิตยสารธุรกิจ Forbes ระบุให้เธอเป็นเศรษฐีนีที่ร่ำรวยอันดับที่ 4 ของโลก

6. สาเหตุที่ทำให้เธอร่ำรวยขึ้นอย่างก้าวกระโดดเนื่องจากการเติบโตของ “แอมะซอน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเธอเป็นอดีตภรรยาของ เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งแอมะซอน ซึ่งเป็นบุคคลทีร่ำรวยที่สุดในโลก โดยได้หย่าขาดกันไปเมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมา 25 ปี ซึ่งถือเป็นการหย่าครั้งประวัติการณ์เนื่องจากสก็อตต์ได้รับค่าหย่าจากอดีตสามีเป็นหุ้นร้อยละ 4 ของแอมะซอน ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.1 ล้านล้านบาท

Photo by JORG CARSTENSEN / dpa / AFP

เมื่อสหรัฐไม่ไว้ใจจีนจึงต้องลงมาคุมแม่น้ำโขงด้วยตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เมื่อสหรัฐไม่ไว้ใจจีนจึงต้องลงมาคุมแม่น้ำโขงด้วยตัวเอง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 17:15 น.เมื่อสหรัฐไม่ไว้ใจจีนจึงต้องลงมาคุมแม่น้ำโขงด้วยตัวเองแม่น้ำโขงที่ไหลหล่อเลี้ยงปากท้องกว่า 60 ล้านชีวิตรวมทั้งคนไทย กลายเป็นสมรภูมิยุทธศาสตร์วัดขุมกำลังระหว่างจีนกับสหรัฐอย่างเลี่ยงไม่ได้

ในขณะที่แม่น้ำโขงกลายเป็นสมรภูมิยุทธศาสตร์วัดอิทธิพลระหว่างจีนกับสหรัฐ ฝั่งสหรัฐรุกหนักด้วยการเปิดตัวโครงการดาวเทียมสำหรับติดตามตรวจสอบระดับน้ำในเขื่อนของจีนในลุ่มน้ำโขง เพื่อให้ความกระจ่างว่าจีนไม่ปล่อยน้ำให้ประเทศปลายน้ำอย่างที่เข้าใจกันมาจริงหรือไม่

โครงการ Mekong Dam Monitor ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างศูนย์สังเกตการณ์แม่น้ำโขง สติมสัน เซ็นเตอร์ (Stimson Center) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และอายส์ออนเอิร์ธ (Eyes On Earth) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านน้ำของสหรัฐ จะจับตาเขื่อน 11 แห่งบนแม่น้ำโขงตอนบนที่จีนเรียกว่าแม่น้ำล้านช้าง และอีก 15 เขื่อนบนแม่น้ำสายย่อย

หลายปีที่ผ่านมาเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าบนแม่น้ำโขงของจีนถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นตอของทั้งความแห้งแล้งและน้ำท่วมในประเทศท้ายน้ำ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม  และยังเป็นตัวการทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งแน่นอนว่าจีนปฏิเสธข้อกล่าวหานี้หัวชนฝา

แต่ถึงอย่างนั้นก็มีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจน ระดับแม่น้ำโขงที่ผิดปกติเริ่มเห็นชัดเจนเมื่อปีที่แล้ว โดยปกติระดับน้ำจะสูงขึ้นในช่วงฤดูมรสุมและจะลดลงในฤดูแล้ง แต่เมื่อปีที่แล้วระดับแม่น้ำโขงสูงเพียง 2.5 เมตรทั้งที่ความจริงควรสูงถึง 7.5 เมตร

นอกจากนี้ปีที่แล้วประเทศท้ายแม่น้ำโขงต้องเผชิญภาวะแห้งแล้งรุนแรงเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยเฉพาะไทยที่แม่น้ำโขงลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบเกือบ 100 ปีจนเห็นสันดอนกลางน้ำ

ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับผลวิจัยของ Eyes on Earth ที่พบว่า ปฏิบัติการของเขื่อนทั้ง 11 แห่งของจีนกักเก็บน้ำทางตอนบนของแม่น้ำโขงไว้ในขณะที่ประเทศท้ายน้ำต้องเผชิญกับความแห้งแล้ง และยังประเมินว่าระหว่างเดือน ก.ค.-พ.ย.ปีที่แล้ว 2 เขื่อนที่ใหญ่ที่สุดของจีนอย่างเขื่อนเสี่ยววันและเขื่อนนั่วจาตู้กักน้ำไว้กว่า 20,000 ล้านคิวบิกเมตร หรือเทียบเท่ากับปริมาณน้ำในสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก 8 ล้านสระรวมกัน

แปลว่าในขณะที่ไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชากำลังเดือดร้อนจากความแห้งแล้ง แต่จีนกลับมีน้ำใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเองเหลือเฟือ

แต่จีนก็งัดงานวิจัยออกมาโต้ว่าที่น้ำแล้งเป็นเพราะปริมาณน้ำฝนเหนือเขื่อนมีน้อย ทำให้ท้ายแม่น้ำมีน้ำลดลงไปด้วย และงานวิจัยล่าสุดจากสถาบันวิศวกรรมพลังงานหมุนเวียน (CREEI) ที่มีรัฐบาลจีนหนุนหลัง ยังตอกกลับว่าสหรัฐไม่สามารถแสดงหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ทั้งหมด และอ้างว่าเขื่อนบนแม่น้ำล้านช้างเป็นประโยชน์กับประเทศท้ายน้ำอย่างชัดเจน โดยการกักเก็บน้ำในฤดูน้ำหลากช่วยป้องกันทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งให้ประเทศท้ายน้ำ

โครงการจับตาดูเขื่อนแม่น้ำโขงในจีนของสหรัฐเกิดขึ้นหลังจากที่บรรดาประเทศที่แม่น้ำโขงไหลผ่านต้องทนอึดอัดคับข้องใจกับความโปร่งใสในการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับแม่น้ำโขงของจีนจนต้องออกมาเรียกร้องให้จีนเปิดเผยข้อมูลมาแล้ว

ก่อนหน้านี้จีนเปิดเผยข้อมูลแม่น้ำโขงเฉพาะในฤดูน้ำหลากเท่านั้น แต่เดือน พ.ย.ที่ผ่านมาทางการจีนรับปากว่าจะแบ่งปันข้อมูลที่เกี่ยวกับน้ำตลอดทั้งปีผ่านกลไกการแบ่งปันสารสนเทศความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำของแม่โขง-ล้านช้าง โดยจีนบอกว่าเพื่อแสดงถึงความตั้งใจอันดีและความจริงใจของจีนในฐานะประเทศต้นน้ำที่มีความรับผิดชอบ

ทว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากฝั่งจีน ข้อมูลที่ประเทศท้ายน้ำต้องการรู้ก็ยังเป็นความลับ

ความคลุมเครือของจีนเปิดช่องให้สหรัฐโจมตีว่าการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติการของเขื่อนและการปล่อยน้ำจากเขื่อนทางตอนบนของแม่น้ำโขงไม่ถูกต้องและขาดหลักฐาน

ไบรอัน อายเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านแม่น้ำโขงจาก Stimson Center เผยว่ากลไกการแบ่งปันข้อมูลของจีนให้ข้อมูลเฉพาะจุดตรวจวัดที่อยู่ท้ายเขื่อนที่อยู่ใกล้พรมแดนไทยที่สุดเท่านั้นและอัพเดทข้อมูลไม่บ่อย แต่อายเลอร์บอกว่าข้อมูลระดับน้ำและข้อมูลการปฏิบัติการของเขื่อนเป็นตัวชี้วัดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

อายเลอร์ยังเผยอีกว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของเขื่อนทั้ง 11 แห่งบนแม่น้ำโขงตอนบน รวมถึงข้อมูลปริมาณน้ำยังถูกจีนเก็บเป็นความลับ

เมื่อจีนไม่เปิดเผยข้อมูลน้ำ ประเทศท้ายน้ำจึงไม่มีโอกาสเตรียมตัวตั้งรับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ บางครั้งจู่ๆ ก็เกิดน้ำท่วมกะทันหันตามแนวชายแดนไทย-ลาวในช่วงฤดูแล้ง บางครั้งการปล่อยน้ำของเขื่อนจีนก็ทำให้น้ำเพิ่มขึ้นหลายเมตรชั่วข้ามคืน สร้างความเสียหายมหาศาลให้ชุมชนริมแม่น้ำโขงที่ไม่ทันตั้งตัว หรือบางครั้งก็น้ำลดลงผิดปกติตามที่ผลการศึกษาของ Stimson Center พบ

ในปีนี้ยังมีความกังวลว่าสถานการณ์ความแห้งแล้งในประเทศท้ายน้ำจะรุนแรงกว่าปีที่แล้วซึ่งจะส่งผลกระทบกับไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ส่งผลกระทบต่อการชลประทาน การปลูกข้าว และการประมง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะแม่น้ำโขงเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปลาที่จับได้คิดเป็น 25% ของปลาน้ำจืดที่จับได้ทั่วโลก และมีความหลากหลายของสายพันธุ์ปลา (กว่า 1,000 สายพันธุ์ และอาจมีอีกหลายพันธุ์ที่ยังสำรวจไม่พบ) เป็นอันดับสองรองจากป่าแอมะซอนเท่านั้น

ปัจจุบันจีนมีเขื่อน 11 แห่งอยู่บนแม่น้ำล้านช้างหรือแม่น้ำโขงตอนบน 11 แห่งบนแม่น้ำโขงตอนล่าง และอีก 120 แห่งบนแม่น้ำสาขาที่กำลังก่อสร้างหรืออยู่ระหว่างการวางแผน

หากยังปล่อยให้จีนสร้างเขื่อนและควบคุมต้นน้ำโขงเพื่อประโยชน์ของตัวเองตามใจชอบ ไม่เฉพาะประเทศท้ายน้ำเท่านั้นที่จะเดือดร้อน ระบบนิเวศที่สร้างขึ้นมายาวนานเป็นที่อยู่ของปลานานาชนิดรวมทั้งปลาบึก ปลาเฉพาะถิ่นของแม่น้ำโขงที่ตอนนี้อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์แล้ว ก็จะพลอยพังไปด้วย

เซ็บ โฮแกน นักชีววิทยาปลาจากมหาวิทยาลัยเนวาดารีโนเผยว่า แม่น้ำโขงไม่ควรต้องเผชิญชะตากรรมการเป็นแม่น้ำที่มีการสร้างเขื่อนมากที่สุดเหมือนกับแม่น่ำโคโลราโดของสหรัฐ ที่มีความยาวเพียง 2,330 กิโลเมตร แต่มีเขื่อนอยู่บนแม่น้ำสายหลักถึง 15 เขื่อนและอีกนับร้อยเขื่อนบนแม่น้ำสาขา

หลังมีเขื่อนอุทกศาสตร์ตามธรรมชาติของแม่น้ำโคโลราโดก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล การวางไข่ของปลาประจำถิ่นส่วนใหญ่แทบจะไม่เกิดขึ้น

“อัตราการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้น แรงกดดันจากการสร้างเขื่อน และผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้น ก่อให้เกิดความกังวลว่าแม่น้ำโขงซึ่งเป็นเส้นเลือดของคนส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสูญเสียประสิทธิภาพจนไม่สามารถส่งเสริมความหลากหลายของสัตว์ป่าและผู้คนนับล้านที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำสายนี้ได้อีกต่อไป”

ดังนั้นหากจีนยังควบคุมน้ำที่ต้นแม่น้ำโขงได้ตามใจชอบโดยไม่คำนึงถึงประเทศท้ายน้ำ แม่น้ำโขงทั้งสายอาจไม่อาจย้อนกลับไปอุดมสมบูรณ์ได้แบบเดิม สหรัฐจึงต้องเข้ามาจับตากิจกรรมของเขื่อนจีนบนแม่น้ำโขง

นอกจากจะได้ควบคุมจีนทางอ้อมแล้ว ยังได้ผูกมิตรกับประเทศท้ายน้ำเพื่อช่วงชิงอิทธิพลในลุ่มน้ำโขงกลับมาด้วย

ศก.เวียดนามโตระดับโลกเพราะรับมือโควิดได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ศก.เวียดนามโตระดับโลกเพราะรับมือโควิดได้ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 16:01 น.ศก.เวียดนามโตระดับโลกเพราะรับมือโควิดได้การตอบสนองของไวรัสที่แข็งแกร่งช่วยให้เศรษฐกิจเวียดนามต้านทานการระบาด

สำนักข่าว AFP รายงานว่าการตอบสนองอย่างมากต่อการระบาดของไวรัสโคโรนา รวมถึงการส่งออกที่เพิ่มขึ้นและการใช้จ่ายของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นช่วยให้เวียดนามต้านทานภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในปี 2020 และยังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

แต่บางภาคส่วนยังได้รับผลกระทบที่เจ็บปวดอยู่ ด้วยมาตรการกักกันและการปิดแนวชายแดนที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศและทำให้ภาคการบินที่เคยเฟื่องฟูแทบจะไปไม่ไดรอด

ในขณะที่หลายประเทศประสบปัญหาการติดเชื้อและอัตราการเสียชีวิตสูง แต่เวียดนามมีรายงานผู้ติดเชื้อโคโรนาน้อยกว่า 1,500 รายและเสียชีวิต 35 รายเนื่องจากมีการกักกันจำนวนมากการติดตามการสัมผัสผู้ติดเชื้อในระดับที่กว้างขวางและการควบคุมการเคลื่อนย้ายที่เข้มงวดทำให้โรงงานต่างๆ สามารถเปิดทำการได้เรื่อยๆ และผู้คนสามารถกลับไปทำงานได้อย่างรวดเร็ว

“การหยุดชะงักอย่างรุนแรงใช้เวลาไม่ถึงสามเดือนกิจกรรมในประเทศจึงกลับสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็วภายในเดือนมิถุนายน” เหงียนซวนถั่น อาจารย์ด้านนโยบายสาธารณะของมหาวิทยาลัยฟุลไบรท์เวียดนามกล่าวกับ AFP

ในขณะที่ประเทศทางตะวันตกหลายประเทศเรียกร้องให้ประชาชนอยู่บ้านในช่วงกลางปี ??แต่ชาวเวียดนามกลับสามารถแห่กันไปที่ชายหาดที่สวยงามได้เนื่องจากรัฐบาลพยายามให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศได้รับการฟื้นฟู

ก่อนหน้านี้มีความกังวลอย่างมากต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกของเวียดนามเนื่องจากความต้องการเสื้อผ้ารองเท้าและสมาร์ทโฟนที่ลดลงในตลาดที่ใหญ่ที่สุดบางแห่งรวมถึงสหภาพยุโรปญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

“แต่ปรากฎว่าการส่งออกยังคงช่วยส่งเสริมการเติบโตในปีนี้” เหงียนซวนถั่นกล่าว “นั่นเป็นเพราะเวียดนามมีตลาดส่งออกที่หลากหลายมาก – ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปลายทางการส่งออกใดๆ”

การจัดส่งไปยังประเทศจีนเพิ่มขึ้นมากกว่า 15% เมื่อเทียบเป็นรายปีในช่วง 9 เดือนแรกตามรายงานของหน่วยงานศุลกากรทั่วไปของเวียดนาม

ความต้องการสินค้าจำนวนมากที่ผลิตในเวียดนาม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน คอมพิวเตอร์และโทรทัศน์เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่มีการระบาดใหญ่เนื่องจากผู้คนถูกบังคับให้อยู่บ้านในระหว่างการล็อคดาวน์

นั่นหมายความว่าแม้ว่าจะไม่ถึงเป้าหมายที่เติบโต 6.8% ในปีนี้ แต่คาดว่าเศรษฐกิจเวียดนามยังจะขยายตัว 2.4% ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่าจะอยู่ในกลุ่มที่ดีที่สุดในโลก และ เหงียนซวนถั่น คาดการณ์การหดตัวทั่วโลกที่ 4.4%

ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่าเวียดนามได้รับประโยชน์จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ- จีนเช่นกัน เนื่องจากบริษัท ต่างๆ เช่น Apple ต้องการเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี การส่งออกของเวียดนามไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งในสี่เป็น 54,700 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเก้าเดือนแรกของปี

อย่างไรก็ตามการที่ไม่มีนักเดินทางชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเวียดนาม ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการท่องเที่ยว

เมืองเว้ซึ่งเป็นเมืองหลวงเดิมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นัก ท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ปัจจุบันมีลักษณะคล้ายเมืองผีโดยฝ่ายการท่องเที่ยวของจังหวัดเถื่อเทียน-เว้กล่าวว่าโรงแรม 80% ถูกปิดในขณะที่ผู้คน 8,000 คนต้องตกงาน

“เรากำลังทุกข์ทรมานอย่างหนักจากการแพร่ระบาด” เหงียนวันฟุก รองหัวหน้าแผนกการท่องเที่ยวประจำจังหวัด กล่าวกับ AFP

เรื่องน่ากลัวแบบเดียวกันเกิดขึ้นในกรุงฮานอย เหงียนดิญโตยเจ้าของโรงแรมพูดสั้นๆว่า “การท่องเที่ยวตายไปแล้ว”

“เรารอดพ้นจากการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส (โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง) วิกฤต การเงินในปี 2009-2010 … แต่ตอนนี้สถานการณ์เหลือเชื่อว่า” เหงียนดิญโตย ผู้บริหารโรงแรมในย่านเมืองเก่าของฮานอยฮาลองเบย์และซาปากล่าว

ถึงกระนั้นเศรษฐกิจของเวียดนามยังได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวอื่นๆ ในภูมิภาคเช่นไทยซึ่ง IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำลง 7.1% ในปีนี้

รัฐบาลยังช่วยลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจด้วยการเทเงินไปที่โครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนและสะพาน เหงียนซวนถั่นกล่าว

“สิ่งนี้ก่อให้เกิดอุปสงค์เพิ่มเติมชดเชยโควิด-19 และการบริโภคในครัวเรือนที่ลดลงและยังสร้างงานด้วย” เหงียนซวนถั่นกล่าว

รัฐบาลกล่าวว่าการลงทุนภาครัฐในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2563 เพิ่มขึ้น 34% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 9 ปี

ความสำเร็จของเวียดนามในปีนี้อาจกลายเป็นประโยชน์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อดัม แม็คคาร์ตี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเศรษฐศาสตร์ของบริษัท Mekong Economics ในกรุงฮานอยกล่าว

วิธีการจัดการกับไวรัสโคโรนาได้ “เกือบจะทำให้เวียดนามโด่งดังไปทั่วโลก” เขากล่าวเสริมว่าเป็นการส่งสัญญาณไปยังบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ในต่างประเทศว่าพวกเขาควรจับตามาที่เวียดนามให้ดี

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

ดาราตัวอย่าง! ทอม ครูซด่ากราดทีมงานการ์ดตกแถมขู่ไล่ออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ดาราตัวอย่าง! ทอม ครูซด่ากราดทีมงานการ์ดตกแถมขู่ไล่ออก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 14:30 น.ดาราตัวอย่าง! ทอม ครูซด่ากราดทีมงานการ์ดตกแถมขู่ไล่ออกทอม ครูซ ทนไม่ไหวถึงกับระเบิดอารมณ์เมื่อเห็นทีมงานในกองถ่ายไม่ปฏิบัติตามมาตรการโควิด

เดอะซัน เผยแพร่คลิปเสียงของ ทอม ครูซ นักแสดงและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Mission: Impossible 7 ฟิวส์ขาดเมื่อเห็นทีมงานละเมิดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในกองถ่ายภาพยนตร์

“อย่าให้เห็นว่าทำอีกนะ พวกคุณโดนไล่ออกแน่ f*** ผมคุยโทรศัพท์กับสตูดิโอ บริษัทประกัน และบรรดาโปรดิวเซอร์ พวกเขากำลังดูเราอยู่ เราต้องรักษามาตรฐาน ภาพยนตร์ฮอลลีวูดกลับมาถ่ายทำได้เพราะพวกเรา เรากำลังสร้างงานหลายพันตำแหน่ง f*** เราจะไม่ยอมปิดกองถ่ายอีกแล้ว เข้าใจไหม ถ้าผมเห็นอีกครั้ง พวกคุณโดนไล่ออกแน่!”

“พวกคุณเข้าใจความรับผิดชอบนี้ไหม ผมกำลังใช้เหตุผล แต่ถ้าพวกคุณไม่มีเหตุผล ผมคงคุยกับตรรกะแบบนั้นไม่ได้ และพวกคุณจะถูกไล่ออก!”

ทอม ครูซ กล่าวด้วยความโกรธหลังเห็นทีมงาน 2 คนยืนอยู่ใกล้กันโดยไม่มีการเว้นระยะห่าง

โดยแหล่งข่าวใกล้ชิดยืนยันว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นของจริง ขณะที่ด้านทอม ครูซ ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น

ทั้งนี้ การถ่ายทำภาพยนตร์ดังกล่าวได้ถูกระงับไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเนื่องจากมีทีมงาน 12 คนติดโควิด-19 และได้รับการอนุญาตให้กลับมาถ่ายทำอีกครั้งเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ครูซจึงพยายามอย่างมากเพื่อไม่ให้การผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องล่าช้าลงไปอีก

รายงานยังระบุว่าครูซเป็นคนหนึ่งที่ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัดและคอยจับตาดูผู้ที่ละเมิดกฎอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังได้ควักเงินส่วนตัว 500,000 ปอนด์เพื่อออกเรือให้นักแสดงและทีมงานใช้ในการกักตัว เพื่อให้มั่นใจว่าภาพยนตร์สามารถถ่ายทำได้ต่อไป ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายในเดือนพฤศจิกายนปีหน้า

Photo by Alberto PIZZOLI / AFP

ประเทศไทยพร้อมไหมกับการไปดวงจันทร์? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยพร้อมไหมกับการไปดวงจันทร์? – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 13:06 น.ประเทศไทยพร้อมไหมกับการไปดวงจันทร์?หลายประเทศตบเท้าลงสนามเทคโนโลยีอวกาศ ไทยพร้อมแล้วหรือยัง?

หลายประเทศกำลังลงแข่งขันกันในสนามเทคโนโลยีอวกาศ รวมถึงประเทศไทยซึ่งเพิ่งแง้มมาเมื่อไม่กี่วันก่อนว่ารัฐบาลกำลังเตรียมประกาศการผลิตยานอวกาศ โดยคาดว่าภายใน 7 ปีข้างหน้า ยานอวกาศไทยจะได้ไปโคจรรอบดวงจันทร์

ท่ามกลางความสงสัยถึงความพร้อมและความเป็นไปได้ของโครงการดังกล่าว หลายคนจะมองว่านี่เป็นการพัฒนาที่น่ายินดี แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอีกหลายคนที่มองว่ายังมีปัญหาใกล้ตัวภายในประเทศอีกมากที่ต้องการการเยียวยาแก้ไขมากกว่าการไปดวงจันทร์

ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวสำเร็จไทยจะสามารถไปโลดแล่นรอบดวงจันทร์เป็นชาติที่ 5 ของเอเชีย ถัดจากจีน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และอินเดีย

โดยอินเดีย เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก โดยมีองค์การวิจัยอวกาศอินเดีย (Indian Space Research Organisation-ISRO) ซึ่งทำงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลอินเดีย

โดยได้มียานอวกาศ “จันทรายาน-1” และ “จันทรายาน-2” เป็นยานอวกาศที่มีเป้าหมายขึ้นไปสำรวจบนดวงจันทร์ นอกจากนี้ภายในปี 2021 ยังได้มีเป้ามหายที่จะส่ง “จันทรายาน-3” ตามขึ้นไปอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม อินเดียเป็นประเทศที่ไม่ได้มีงบประมาณมากเมื่อเทียบกับสหรัฐ, รัสเซีย หรือจีน และยังคงมีปัญหาภายในประเทศอีกหลายด้านที่รอการปรับปรุงแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นสาธารณูปโภค, การคมนาคม, ความยากจน, สภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสวัสดิการต่างๆ ของรัฐ แต่รัฐบาลอินเดียก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะลงทุนในด้านเทคโนโลยีอวกาศ

แม้ว่าจะดูเหมือนเกินตัว แต่การลงทุนครั้งนี้ส่งผลให้อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจด้านอวกาศและยังคงได้รับผลตอบที่ดีจากประชาชนเมื่อได้เห็นความสำเร็จของอินเดียที่ได้ไปโลดแล่นบนอวกาศ

สำหรับญี่ปุ่นก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าจับตามองในด้านเทคโนโลยีอวกาศ โดยมีองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (Japan Aerospace Exploration Agency-JAXA) ซึ่งทำการวิจัยพัฒนา และส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร โดยมีภารกิจที่เสร็จสิ้นแล้วกว่า 10 ภารกิจ รวมถึงการมีส่วนร่วมในภารกิจอื่นๆ อาทิ การสำรวจดาวเคราะห์น้อย และภารกิจการส่งมนุษย์ไปสู่ดวงจันทร์ เป็นต้น

โดยญี่ปุ่นได้มีภารกิจส่งยานอวกาศไปสำรวจดวงจันทร์เมื่อปี 2007 โดยยานอวกาศที่ชื่อว่า “เซลีนี” รวมระยะเวลาปฏิบัติภารกิจทั้งสิ้น 1 ปี 8 เดือน การส่งยานอวกาศครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการส่งยานอวกาศของโครงการสำรวจดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดรองจากโครงการอะพอลโล

อีกหนึ่งสิ่งที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญคือการให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมกับนานาชาติ เช่นในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ส่งนักบินอวกาศเข้าร่วมในภารกิจของ SpaceX เพื่อมุ่งสู่สถานีอวกาศนานาชาติเป็นครั้งแรก และยังมีแผนที่จะเข้าร่วมภารกิจกับนาซาและส่งนักบินอวกาศญี่ปุ่นขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์อีกด้วย

อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในด้านเทคโนโลยีที่ทั่วโลกยอมรับ มีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอีกมาก ขณะเดียวกันการพัฒนาในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคม, สิ่งแวดล้อม รวมถึงคุณภาพชีวิตโดยรวมของประชาชนก็สามารถทำได้ดี หรืออาจกล่าวได้ว่ามีการพัฒนาทั้งในโลกและนอกโลกไปพร้อมๆ กัน

ดังนั้น การที่โครงการของไทยจะถูกตั้งคำถามถึงความพร้อมและความเป็นไปได้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะยังมีเรื่องในประเทศที่ต้องจัดการอีกมาก แต่หากสามารถทำแล้วปังได้เหมือนกับอินเดียก็จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งต่อประเทศไทย

เคาท์ดาวน์นิวยอร์กกร่อย! ห้ามประชาชนเข้าพื้นที่จัดงานย่านไทม์สแควร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เคาท์ดาวน์นิวยอร์กกร่อย! ห้ามประชาชนเข้าพื้นที่จัดงานย่านไทม์สแควร์ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 09:35 น.เคาท์ดาวน์นิวยอร์กกร่อย! ห้ามประชาชนเข้าพื้นที่จัดงานย่านไทม์สแควร์คณะกรรมการจัดงานเคาท์ดาวน์นิวยอร์กไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าพื้นที่จัดงานย่านไทม์สแควร์ แต่จะถ่ายทอดสดให้ประชาชนได้ชมเพื่อป้องกันโควิดแพร่ระบาด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมการจัดงานเคาท์ดาวน์นิวยอร์ก ของสหรัฐ ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า การจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ที่ย่านไทม์สแควร์ในปีนี้จะยังคงมีขึ้นตามปกติ แต่จะมีการปิดกั้นบริเวณไม่ให้ประชาชนเดินทางเข้ามาในพื้นที่จัดงาน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ทางการนิวยอร์กจะมีการถ่ายทอดสดงานเฉลิมฉลองผ่านทางสถานีโทรทัศน์เพื่อให้ชาวสหรัฐได้ร่วมติดตามอยู่ที่บ้านแทนที่จะออกมารวมตัวกันในสถานที่สาธารณะเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

รายงานข่าวระบุว่า งานเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ไทม์สแควร์ในปีนี้จะมี โจนาธาน เบนเนตต์ เป็นพิธีกร และมีกลอเรีย เกย์เนอร์เป็นศิลปินที่จะมาสร้างความบันเทิง โดยจะมีการร้องเพลงหลายเพลง ซึ่งรวมถึง I Will Survive อันโด่งดังของเธอ

สหรัฐมียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19และผู้เสียชีวิตเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยมีผู้ติดเชื้อเกือบ 17 ล้านราย และเสียชีวิตมากกว่า 300,000 ราย

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า นายบิล เดอ บลาซิโอ นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก กำลังพิจารณาชัตดาวน์นครนิวยอร์กหลังจากช่วงคริสต์มาส เพื่อสกัดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 อย่างไรก็ดี การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับนายแอนดรูว์ คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก

“กูเกิล” แถลงขอโทษผู้ใช้หลัง “ระบบGmail” ล่มซ้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

“กูเกิล”แถลงขอโทษผู้ใช้หลัง “ระบบGmail” ล่มซ้ำ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 09:14 น."กูเกิล"แถลงขอโทษผู้ใช้หลัง "ระบบGmail" ล่มซ้ำกูเกิลออกแถลงการณ์ขอโทษผู้ใช้งานหลังระบบ Gmail เกิดปัญหาล่มซ้ำเป็นวันที่2 ในช่วงเช้ามืดวันนี้ตามเวลาในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ทั่วโลก

“กูเกิล อิงค์” ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษผู้ใช้งาน หลังจากระบบ Gmail เกิดปัญหาล่มซ้ำส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานจำนวนมาก

“เราขออภัยในความไม่สะดวก และขอบคุณทุกท่านที่อดทนและยังคงสนับสนุนเรา ขอให้พวกท่านยังคงเชื่อมั่นว่า เป้าหมายสูงสุดของกูเกิลคือการสร้างระบบที่มีความน่าเชื่อถือ และเรากำลังปรับปรุงระบบของเราให้ดียิ่งขึ้น”กูเกิลระบุ

รายงานข่าวระบุว่า กูเกิลพบปัญหาการเชื่อมต่อ Gmail ติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานจำนวนมาก โดยกูเกิลได้พบปัญหาดังกล่าวอีกครั้งในเวลา 16.29 น.ในวันอังคารตามเวลาสหรัฐ หรือ 04.29 น.ตามเวลาไทยในวันที่ 16 ธ.ค.63 ก่อนที่จะกลับมาใช้งานได้ตามปกติในเวลา 18.51 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือเวลา 06.51 น.ตามเวลาไทยในวันนี้ หลังจากที่เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา ระบบการเชื่อมต่อ Gmail ได้เกิดปัญหาขัดข้องเมื่อเวลา 18.56 น.ตามเวลาไทย ก่อนที่จะกลับมาใช้งานได้ตามปกติในเวลา 19.35 น.ตามเวลาไทย

บทวิเคราะห์ จีนเล่นงานบริษัทเทคยักษ์ใหญ่เพราะอะไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

บทวิเคราะห์ จีนเล่นงานบริษัทเทคยักษ์ใหญ่เพราะอะไร? – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 20:01 น.บทวิเคราะห์ จีนเล่นงานบริษัทเทคยักษ์ใหญ่เพราะอะไร?บทวิเคราะห์ของสำนักข่าวรอยเตอร์ชี้จีนจะเพิ่มระดับการใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดกับบริษัทระดับ Big Tech หลังจากสั่งปรับเป็นประวัติการณ์

สำนักข่าวรอยเตอร์ชี้การใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดทางธุรกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนของรัฐบาลจีนที่บีบให้ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต้องจนมุม นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

หลังจากเรียกเก็บค่าปรับและประกาศการสอบสวนเมื่อวันจันทร์เกี่ยวกับดีลทางธุรกิจที่ได้รับการหนุนหลังจากบริษัท Alibaba และ Tencent ขณะนี้หน่วยงานกำกับดูแลตลาดของจีนกำลังเตรียมพร้อมที่จะตรวจสอบการทำธุรกรรมต่างๆ ให้มากขึ้น เป็นการยุติแนวทางปล่อยให้มีการลงทุนอย่างเสรีในธุรกิจอินเทอร์เน็ต

บุคคลสองคนที่มีความรู้โดยตรงในเรื่องดังกล่าวเผยกับรอยเตอร์ว่าหน่วยงานกำกับดูแลมีความกระตือรือร้นที่จะทำให้ดีลมูลค่า 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐให้เป็นตัวอย่างของการตรวจสอบธุรกิจอินเทอร์เน็ต โดยดีลนี้คือการซื้อเสิร์ชเอนจิน Sogou Inc โดยบริษัท Tencent Holdings

แหล่งข่าวที่สามกล่าวว่า ที่กำลังถูกจับตาอีกรายก็คือความพยายามของบริษัทกองทุน MBK Partners เพื่อซื้อบริษัทเช่ารถออนไลน์ชั้นนำของจีน ที่ถูกจับตาก็เพราะดหอกความกังวลว่าอาจทำให้เกิดปัญหาการแข่งขันเนื่องจาก MBK เป็นเจ้าของบริษัทเช่ารถออนไลน์อันดับ 2 อยู่แล้ว

สำหรับการผนวก Sogou-Tencent นั้นหน่วยงานกำกับดูแลตลาดของรัฐ (SAMR) กำลังวางแผนการตรวจสอบอย่างละเอียดซึ่งอาจหมายความว่าข้อตกลงอาจพลาดกำหนดเส้นตายในเดือนกรกฎาคม 2564 แหล่งข่าวสองแห่งกล่าว

“ตอนนี้ดีลกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนครั้งใหญ่และมีโอกาสมากที่อาจปิดดีลไม่ได้ตามแผน” หนึ่งในแหล่งข่าวกล่าวเสริม

การค้นหาทางอินเทอร์เน็ตเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนในประเทศจีนและหน่วยงานกำกับดูแลตลาดของรัฐจะคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า Tencent มีตำแหน่งผู้นำทางธุรกิจในหลายภาคส่วนแล้ว และการที่ดีลนี้เป็นดีลที่เกี่ยวข้องกับผู้นำทางธุรกิจก็ยังทำถูกจับตาอย่างมากด้วย

Sogou ระบุในคำร้องที่ส่งในเดือนนี้ว่าได้ส่งข้อตกลงเพื่อตรวจสอบว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดหรือไม่ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่หาได้ยากในภาคเทคโนโลยีของจีนซึ่งบริษัทต่างๆ มักจะไม่ขออนุญาตจากหน่วยงานของภาครัฐเพื่อดำเนินการเชิงรุกทางธุรกิจ

MBK ได้ส่งแผนซื้อ CAR Inc ไปยังหน่วยงานกำกับดูแลตลาดของรัฐเพื่อตรวจสอบการต่อต้านการผูกขาดตามคำแถลงของรัฐบาล

ทั้งนี้อย่างที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า MBK มีบริษัทเช่ารถออนไลน์อยู่แล้วหนึ่งบริษัทคือ eHi Car Services แต่หนึ่งในแหล่งข่าวกล่าวเผยว่ามีแผนที่จะรวม CAR Inc กับ eHi Car Services เข้าด้วยกัน ซึ่งอาจเข้าข่ายการผูกขาดตบาดได้

จีนได้ให้คำมั่นที่จะเสริมสร้างการกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ซึ่งติดอันดับหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดและมีมูลค่ามากที่สุดในโลก โดยอ้างถึงความกังวลว่าบริษัทเหล่านี้สั่งสมอำนาจทางการตลาดที่ขัดขวางการแข่งขัน และยังใช้ข้อมูลผู้บริโภคในทางที่ผิด และละเมิดสิทธิผู้บริโภค

เมื่อเดือนที่แล้วรัฐบาลจีนได้ออกร่างกฎที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันพฤติกรรมผูกขาดโดยบริษัทอินเทอร์เน็ตซึ่งนับเป็นการเคลื่อนไหวด้านกฎระเบียบที่จริงจังครั้งแรกของจีนต่อธุรกิจกลุ่มนี้

หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกรวมถึงในสหรัฐอเมริกายุโรปและอินเดียได้ดำเนินการทบทวนกฎหมายต่อต้านการผูกขาดที่เข้มงวดขึ้นต่อบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเช่น Google และ Facebook Inc. ของ Alphabet Inc

Jiaming Zhang หุ้นส่วนบริษัทกฎหมาย Allen & Overy กล่าวว่าที่ผ่านมาหน่วยงานกำกับดูแลตลาดของรัฐเล่นงานบริษัทใหญ่ๆ น้อยเมื่อเทียบกับหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกที่เล่นงานบริษัทใหญ่ๆ หนักกว่า

“อย่างไรก็ตามพัฒนาการล่าสุดทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะชี้ให้เห็นว่า SAMR พร้อมที่จะเปิดบทบาทใหม่ในการบังคับใช้ (กฎหมาย) ต่อธุรกิจอินเทอร์เน็ต” Jiaming Zhang กล่าว

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาหน่วยงานกำกับดูแลตลาดของรัฐระบุชัดเจนว่า “อุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตไม่ได้อยู่นอกการกำกับดูแลของกฎหมายต่อต้านการผูกขาด” พร้อมได้ลงโทษดีล 3 ดีลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่มีโครงสร้างแบบตัวแปรเอนทิตี้ของดอกเบี้ย หรือ Variable Interest Entity (VIE) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทำเช่นนั้น

โครงสร้าง VIE อนุญาตให้หน่วยงานต่างประเทศที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถควบคุมบริษัทจีนผ่านการเตรียมการตามสัญญาหลายชุด โดยสามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดจากระเบียบห้ามการลงทุนจากต่างประเทศของจีน

ก่อนหน้านี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าบริษัทแบบ VIE จำเป็นต้องรายงานข้อตกลงภายใต้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดปี 2008 ของจีนหรือไม่ แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ SAMR แสดงให้เห็นว่าบริษัทที่มีโครงสร้าง VIE จะส่งข้อตกลงเพื่อการตรวจสอบด้วย

โปรดสังเกตว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีนเช่น Alibaba, Tencent, Didi Chuxing, Meituan, ByteDance, Baidu, JD.com และ SINA Corp ล้วนแต่ใช้โครงสร้าง VIE

“ถ้าจะมุมมองของการต่อต้านการผูกขาดเพียงอย่างเดียว คำถามก็คือทำไมจึงปฏิบัติกับ VIE แตกต่างกัน” Adrian Emch หุ้นส่วนบริษัทกฎหมาย Hogan Lovells กล่าว “นับจากนี้ไปดูเหมือนว่า ‘แนวทางเดียวกัน แต่ต่างกัน’ จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป”

Photo by RICHARD A. BROOKS / AFP

ย้อนคดีฆาตกรรมสุดโหด หนุ่มญี่ปุ่นฆ่าหั่น 9 ศพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ย้อนคดีฆาตกรรมสุดโหด หนุ่มญี่ปุ่นฆ่าหั่น 9 ศพ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 18:41 น.ย้อนคดีฆาตกรรมสุดโหด หนุ่มญี่ปุ่นฆ่าหั่น 9 ศพศาลตัดสินฆาตกรต่อเนื่อง 9 ศพชาวญี่ปุ่นต้องโทษประหารชีวิต

วันนี้ (15 ธ.ค.) ศาลแขวงโตเกียวตัดสินประหารชีวิต ทาคาฮิโระ ชิราอิชิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Twitter killer” หลังจากที่ก่อคดีฆาตกรรมเหยื่อ 9 คนโดยติดต่อผ่านทางทวิตเตอร์ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา

1. ทาคาฮิโระ ชิราอิชิ วัย 27 ปี เคยทำงานประจำที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งหลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมปลายในปี 2009 แต่ลาออกจากงานในเวลาสองปีต่อมา

2. ภายหลังหันมาทำงานเป็นแมวมองล่อผู้หญิงมาทำงานในซ่องที่คาบูกิโจ ซึ่งเป็นย่านโคมแดงที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียว จนชาวบ้านเริ่มหวาดระแวงและมองว่าเขาเป็น “แมวมองที่น่าขนลุก”

3. ในปี 2017 ชิราอิชิได้ย้ายไปอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ เมืองซามะ ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้ทวิตเตอร์เพื่อล่อลวงเหยื่อผู้หญิงที่ต้องการฆ่าตัวตายมาที่ห้องของเขา พร้อมเสนอว่าเขาสามารถช่วยเหลือเหยื่อเหล่านั้นในการฆ่าตัวตายได้ และในบางครั้งยังหลอกว่าเขาจะฆ่าตัวตายไปพร้อมกับเหยื่อ

4. จนกระทั่งพี่ชายของเหยื่อรายหนึ่งตัดสินใจที่จะสืบหาน้องสาวของเขาซึ่งหายตัวไป โดยการให้ผู้หญิงคนหนึ่งทำทีไปติดต่อนัดหมายกับชิราอิชิ พร้อมแจ้งความต่อตำรวจ

5. เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นอพาร์ตเมนต์ของชิราอิชิ พบศีรษะ 2 ศีรษะถูกซุกซ่อนอยู่ในถังน้ำแข็งหน้าประตูบ้าน และเมื่อค้นเพิ่มเติมก็พบชิ้นส่วนมนุษย์อีก 7 คน รวมทั้งร่างของหญิงสาวที่หายตัวไปถูกอำพรางในลักษณะเดียวกัน นอกจากนี้ ยังพบเลื่อยที่ใช้ในการหั่นศพในห้องพักดังกล่าวด้วย รวมถึงเพื่อนบ้านของเขายืนยันว่าได้กลิ่นเหม็นเน่ามาจากห้องของชิราอิชิ

6. เขารับสารภาพว่าได้บีบคอและหั่นศพเหยื่อผู้หญิง 8 คน และผู้ชาย 1 คน อายุระหว่าง 15 ถึง 26 ปี โดยแช่ชิ้นส่วนของศพไว้ในห้องแช่แข็ง ก่อนที่จะทิ้งอุปกรณ์ที่ใช้ลงมือไปจนหมด โดยให้การณ์ว่าแรงจูงใจในการก่อเหตุของเขาคือเรื่องเซ็กส์ โดยเขาได้ทำการล่วงละเมิดทางเพศเหยื่อสาวก่อนที่จะลงมือสังหาร

7. โดยชิราอิชิลงมือฆ่าเหยื่อรายที่เจ้าหน้าที่กำลังสืบหาในทันทีที่พบกันครั้งแรก โดยทั้งคู่รู้จักกันในชุมชนออนไลน์ และเจ้าหน้าที่ยังพบว่าหญิงสาวรายนี้โพสต์ทวิตเตอร์ใน 1 วันก่อนที่จะหายตัวไป ระบุว่า อยากจบชีวิต แต่กลัวว่าจะต้องตายอย่างเดียวดาย และกำลังมองหาคนที่ตายพร้อมกับเธอ

8. แม้ทนายความของชิราอิชิจะอ้างว่าเป็นการ “ฆาตกรรมด้วยความยินยอมจากเหยื่อ” แต่ภายหลังมีการโต้แย้งว่าเหยื่อเหล่านั้นไม่ได้ยินยอม และล่าสุดศาลตัดสินว่า “ไม่มีเหยื่อรายใดยินยอมที่จะถูกฆ่า”

9. ชาวบ้านที่อาศัยในละแวกเดียวกันเผยว่าในวัยเด็กชิราอิชิเป็นเด็กเงียบๆ สามารถเข้ากับเพื่อนบ้านได้ดี ขณะที่บุคคลในทวิตเตอร์รายหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนของเขากล่าวว่าเขาเป็นเด็กธรรมดา ไม่มีความโดดเด่นอะไร แม้กระทั่งเพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ยังจดจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำเมื่อทราบข่าวการก่ออาชญากรรม รวมทั้งยังมีรายงานว่าชิราอิชิเคยกล่าวกับพ่อของเขาว่า เขารู้สึกว่าชีวิตของเขาไม่มีความหมาย

10. หนึ่งในคำบอกเล่าที่อาจเป็นสาเหตุของการก่อเหตุของชิราอิชิ คือเพื่อนชั้นประถมของเขาเผยว่าชิราอิชิและเพื่อนเคยเล่นเกม “Choking” ด้วยกัน ซึ่งเป็นการทำให้ระบบการหายใจขัดข้องชั่วขณะ ออกซิเจนส่งไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอจนเกิดอาการหมดสติ ซึ่งตรงกับรายงานที่เผยว่าเหยื่อ 2 คนเสียชีวิตจากการถูกปิดกั้นการหายใจในรูปแบบเดียวกับเกม Choking

AFP PHOTO / JIJI PRESS / STR / Japan OUT