แบงก์หน้าเหมือน ปัญหาระดับโลกทำหลายคนสับสน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แบงก์หน้าเหมือน ปัญหาระดับโลกทำหลายคนสับสน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 17:00 น.แบงก์หน้าเหมือน ปัญหาระดับโลกทำหลายคนสับสนหลายประเทศทั่วโลกเกิดปัญหาสับสนธนบัตรมีหน้าตาคล้ายคลึงกัน

ธนบัตรที่ระลึกฯ ของไทยกำลังสร้างความสับสนอยู่ไม่น้อยในขณะนี้ แต่ปัญหาธนบัตรเช่นนี้ก็เคยสร้างความสับสนมาแล้วทั่วโลก

ยกตัวอย่างเช่นธนบัตร 1,000 และ 100 ของฟิลิปปินส์ที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างมากจนแทบจะเหมือนกันเลยทีเดียว โดยได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากที่เกิดความสับสนในการใช้ธนบัตรเหล่านั้น

โดยฟิลิปปินส์เกิดปัญหาคล้ายกับประเทศไทยทุกวันนี้ เนื่องจากประชาชนหลายคนจ่ายแบงก์ 1,000 โดยไม่ได้ตั้งใจ เนื่องจากคิดว่าเป็นแบงก์ 100 หรือแม้กระทั่งผู้ขายก็ตกเป็นเหยื่อของลูกค้าที่จ่ายแบงก์ 100 สำหรับสินค้าที่มีราคา 1,000

Central Bank should consider changing the color of 100 & 1000 peso bill. I know one who gave a 1000 peso bill by mistake thinking it’s 100

— Noemi L. Dado (@momblogger) May 9, 2015

In dimly-lit areas in the market, sometimes the vendors are victims of buyers who pay them with 100 peso bill for a 1000 worth of products.— Jacque Manabat (@jacquemanabat) April 24, 2014

รวมถึงความสับสนระหว่างธนบัตร 10 ลิลังเจนีสวาซิแลนด์ ของประเทศสวาซิแลนด์หรือเอสวาตีนีในปัจจุบัน และธนบัตร 100 แรนด์ของแอฟริกาใต้ ที่มีสีน้ำเงินใกล้เคียงกันอย่างมาก ส่งผลให้ธนาคารกลางสวาซิแลนด์ต้องออกธนบัตรฉบับสีเขียวเพื่อลดความผิดพลาด เนื่องจากสกุลเงินของแอฟริกาใต้ได้รับการยอมรับให้ใช้ในสวาซิแลนด์

ทั้งนี้ ธนาคารกลางเริ่มออกธนบัตร 10 ลิลังเจนีรุ่นสีเขียว รวมถึงมีการเปลี่ยนสีตัวอักษรบนธนบัตร ในปี 2017 หลังจากที่ธนบัตรรุ่นสีน้ำเงินเริ่มวางจำหน่ายในปี 2011 

เช่นเดียวกับแบงก์ 5 ยูโร ซึ่งเป็นธนบัตรพิเศษจาก HP ในปี 2005 ก็เคยทำผู้คนสับสนเนื่องจากคนส่วนใหญ่จะคิดว่าเป็นแบงก์ 50 ยูโร ซึ่งมีข้อแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยคือ มีโลโก้ของ HP ปรากฏอยู่บนธนบัตร, ลักษณะแถบฟอยล์บนธนบัตรไม่เหมือนกัน และขนาดที่แตกต่างกัน

นอกจากความสับสนที่เกิดจากธนบัตรแล้ว เหรียญก็ได้สร้างความงงงวยให้กับประชาชนมาไม่น้อย อย่างเช่นเหรียญ 5 และเหรียญ 10 ของฟิลิปปินส์ก็ทำให้หลายคนสับสน

จนกระทั่งเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางแหํงฟิลิปปินส์ (BSP) ตัดสินใจที่จะปรับปรุงรูปแบบของเหรียญดังกล่าว โดยเหรียญ 5 ที่ปรับปรุงแล้วจะมี 9 ด้านเพื่อช่วยให้สามารถแยกออกจากเหรียญอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น

เช่นเดียวกับเหรียญดอลลาร์ซูซาน บี. แอนโธนี ซึ่งเป็นเหรียญดอลลาร์สหรัฐที่ผลิตออกมาในปี 1979-1981 ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับเหรียญ 25 เซ็นต์ โดยในตอนแรกเหรียญดังกล่าวถูกกำหนดให้มี 11 ด้าน

แต่ภายหลังพบว่าหากเป็นขอบเรียบจะเหมาะสำหรับการใช้งานกับเครื่องหยอดเหรียญมากกว่า จึงทำให้เกิดความสับสนกับเหรียญ 25 เซ็นต์ซึ่งมีขอบเรียบเช่นกัน

จีนเอาชนะ PM2.5 ได้อย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนเอาชนะ PM2.5 ได้อย่างไร – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 15:02 น.จีนเอาชนะ PM2.5 ได้อย่างไรสำรวจความพยายามของจีนที่ทำให้ประเทศกลายสภาพจากนรกฝุ่นควันกลายเป็นวันฟ้าใส

1. เมื่อไม่กี่ปีก่อนมลพิษทางอากาศเป็นปัญหาหนักหน่วงมากในจีนและเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของประชาชนจีน ภาพของประเทศจีนในช่วงทศวรรษที่ 2010 คือภาพของเมืองที่ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันจนกลางวันดูเหมือนตอนกลางคืน โดยเฉพาะกรุงปักกิ่งซึ่งเจอทั้ง PM2.5 กับฝุ่นทรายจากทะเลทรายโกบีในแต่ละปี จนปักกิ่งแทบมองไม่เห็นฟ้าสีฟ้า

2. จากการวัดโดยรัฐบาลเทศบาลกรุงปักกิ่งในเดือนมกราคม 2013 พบว่าระดับ PM2.5 (อนุภาคขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร) สูงสุดที่บันทึกไว้อยู่ที่เกือบ 1,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่งผลกระทบที่น่ากลัวที่สุดต่อสุขภาพของประชาชนในปักกิ่งตลอดทั้งปีโดยเฉพาะในฤดูหนาว และยังมีการสังเกตพบร่องรอยหมอกควันจากจีนแผ่นดินใหญ่ลอยไปไกลถึงรัฐแคลิฟอร์เนียอีกด้วย

3. ในความพยายามที่จะลดมลพิษทางอากาศ รัฐบาลจีนได้ตัดสินใจบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น หลังจากมลพิษทางอากาศที่สูงเป็นประวัติการณ์ในภาคเหนือของจีนในปี 2012 และ 2013 สภาแห่งรัฐได้ออกแผนปฏิบัติการเพื่อการป้องกันและควบคุมมลพิษทางอากาศในเดือนกันยายน 2013 แผนนี้มีเป้าหมายเพื่อลด PM2.5 ได้มากกว่า 10% จากปี 2012 ถึงปี 2017

4. การตอบสนองของรัฐบาลที่โดดเด่นที่สุดคือในปักกิ่งโดยมีเป้าหมายที่จะลด PM2.5 ลง 25% ตั้งแต่ปี 2012 ถึง 2017 เนื่องจากเมืองหลวงของจีนเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากจากมลพิษทางอากาศในระดับสูงโดยตัวการหลักๆ คือการใช้พลังงานจากถ่านหิน

5. ในเดือนกันยายน 2013 รัฐบาลจีนจึงได้เผยแพร่แผนการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ เป้าหมายหลักคือการลดการใช้ถ่านหินโดยการปิดโรงงานที่ก่อมลพิษและเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานอื่นๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

6. นโยบายเหล่านี้มีผลบังคับใช้และในปี 2015 ค่าเฉลี่ย PM2.5 ใน 74 เมืองสำคัญลดลง 23.6% ในปี 2013 และแม้จะมีการลดการใช้ถ่านหินและอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษ แต่จีนยังคงรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพจาก 7.7% ในปี 2013 เป็น 6.9% ในปี 2015 ซึ่งเป็นตัวอย่างของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยที่สุด

7. ยุทธศาสตร์ของจีนมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาแหล่งพลังงานอื่นๆ เช่นนิวเคลียร์ พลังน้ำ และก๊าซธรรมชาติอัด และปิดการใช้งานภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานล้าสมัย เช่น เหล็ก เหล็กกล้า อลูมิเนียมและซีเมนต์ และเพิ่มกำลังการผลิตนิวเคลียร์และพลังงานเชื้อเพลิงอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ฟอสซิล นอกจากนี้ยังรวมถึงความตั้งใจที่จะหยุดการอนุมัติโรงไฟฟ้าพลังความร้อนใหม่และเพื่อลดการใช้ถ่านหินในพื้นที่อุตสาหกรรม

8. ในช่วงไม่กี่ปีจีนก็มีความก้าวหน้าอย่างมากในเรื่องมลพิษทางอากาศ ตัวอย่างเช่นความเข้มข้นของ PM2.5 โดยเฉลี่ยลดลง 33% จากปี 2013 ถึง 2017 ใน 74 เมือง ในกลุ่มแรกของ 74 เมืองที่ดำเนินการตามมาตรฐานคุณภาพอากาศด้านสิ่งแวดล้อมปี 2012 ความเข้มข้นเฉลี่ยของ PM2.5 และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ลดลง 42% และ 68% ตามลำดับระหว่างปี 2013 ถึง 2018

9. ย้อนกลับไปในปี 2016 มีจังหวัดเพียง 84 แห่งจาก 338 จังหวัดที่มีคุณภาพอากาศถึงเกณฑ์แห่งชาติ อย่างไรก็ตามภายในปี 2018 ทั้งหมด 338 จังหวัดกลับมีคุณภาพอากาศที่ดีคิดเป็นสัดส่วนถึง 79% ของจำนวนวันในแต่ละปีหรือสภาพอากาศดีมากเกิน 3 ใน 4 ของปีแล้วจากที่เคยแย่เกืบทั้งปี

10. มลพิษโดยรวมในจีนลดลงอีก 10% ระหว่างปี 2017 ถึง 2018 การศึกษาอีกรายงานหนึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนลด PM2.5 ลง 47% ระหว่างปี 2005 ถึง 2015

11. ในเดือนสิงหาคม 2019 ที่กรุงปักกิ่งมีระดับ PM2.5 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์โดยต่ำสุดที่ 23 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ปักกิ่งพยายายามผลักดันตัวเองให้พ้นจากการเป็นเมืองที่มีมลพิษมากที่สุด 200 อันดับแรกของโลกอีกด้วย จากเดิมที่เป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่มีมลพิษแย่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

12. ความสำเร็จของจีนประเมินได้จากการใช้มาตรการเหล่านี้อย่างจริงจัง คือ (1) ครัวเรือนและธุรกิจหลายล้านแห่งเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินมาเป็นก๊าซธรรมชาติ (2) การใช้มาตรการด้านการปลูกป่า (3) การที่จีนเป็นอันดับหนึ่งของโลกในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล

13. รัฐบาลจีนยังใช้จ่ายเงินเพื่อต่อสู้กับมลพิษอย่างมากมายมหาศาล เช่นในปี 2013 สถาบันวางแผนสิ่งแวดล้อมของจีนให้คำมั่นว่าจะอัดฉีดเงินเพื่อต่อสู้กับมลพิษทางอากาศในเมืองเป็นเงิน 277,0000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินที่สูงมาก เฉพาะการหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติทดแทนการใช้ถ่านหินต้องใช้เงินอุดหนุนถึง 32,000 – 52,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

. AFP PHOTO / GREG BAKER

ทรัมป์ถึงทางตัน คณะผู้เลือกตั้งรับรองไบเดนอย่างเป็นทางการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทรัมป์ถึงทางตัน คณะผู้เลือกตั้งรับรองไบเดนอย่างเป็นทางการ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 12:45 น.ทรัมป์ถึงทางตัน คณะผู้เลือกตั้งรับรองไบเดนอย่างเป็นทางการคณะเลือกตั้งโหวต โจ ไบเดน พร้อมเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ 20 ม.ค. นี้

บีบีซีรายงาน วันที่ 15 ธ.ค. โจ ไบเดน กล่าวสุนทรพจน์หลังได้รับเลือกจากคณะผู้เลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวว่า “นี่คือชัยชนะของเจตจำนงประชาชน”

ไบเดนยังกล่าวอีกว่าประชาธิปไตยของสหรัฐได้ถูกพิสูจน์แล้วว่ามีอยู่จริงและแข็งแกร่ง หลังโดนัลด์ ทรัมป์พยายามที่จะพลิกผลการเลือกตั้งมาหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ

นอกจากนี้ ไบเดนได้กล่าวชื่นชมประชาชนที่ยืนหยัดเพื่อปกป้องสิทธิและเสียงของตัวเอง

พร้อมย้ำว่าเขาชนะด้วยการนับคะแนนการเลือกตั้งแบบเดียวกับที่ทรัมป์ได้รับในปี 2559 โดยกล่าวว่ามันเป็น “ชัยชนะที่ชัดเจน” ทั้งในตอนนั้นและตอนนี้

“เปลวไฟแห่งประชาธิปไตยสว่างไสวในประเทศนี้มานานแล้ว และเรารู้ดีว่าไม่มีอะไรที่จะสามารถดับเปลวไฟนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดหรือการใช้อำนาจในทางที่ผิดก็ตาม” ไบเดนกล่าว

ทั้งนี้ ระบบการเลือกตั้งของสหรัฐ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงให้กับคณะผู้เลือกตั้ง และคณะผู้เลือกตั้งจะเป็นผู้ลงคะแนนเลือกประธานาธิบดี โดยการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเดโมแครตของไบเดนได้รับชัยชนะเหนือพรรครีพับลิกันของทรัมป์ 306 ต่อ 232 คะแนนเสียง

Photo by ROBERTO SCHMIDT / AFP

พยาบาลนิวยอร์กรับวัคซีนโควิดเข็มแรกของสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

พยาบาลนิวยอร์กรับวัคซีนโควิดเข็มแรกของสหรัฐ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 11:40 น.พยาบาลนิวยอร์กรับวัคซีนโควิดเข็มแรกของสหรัฐสหรัฐเลือกพยาบาลรัฐนิวยอร์ก เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับวัคซีน ด้านทรัมป์เผยจนท.ทำเนียบขาวรอก่อน

บีบีซีรายงาน เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. แซนดรา ลินด์เซย์ พยาบาลประจำแผนกผู้ป่วยหนักที่ศูนย์การแพทย์ ลอง ไอส์แลนด์ ยิววิช รัฐนิวยอร์ก เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโคโรนา ซึ่งเป็นวัคซีนจากบริษัทไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNtech)

โดยมีการเผยแพร่ภาพสดบนทวิตเตอร์ของ แอนดรูว์ คัวโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กซึ่งเป็นรัฐศูนย์กลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาระลอกแรกในสหรัฐเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ลินด์เซย์ กล่าวว่า “ฉันรู้สึกว่าการรักษากำลังจะมาถึง” พร้อมเผยว่าการฉีดวัคซีนนี้ไม่ได้รู้สึกแตกต่างจากการฉีดวัคซีนอื่นๆ และหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาที่เจ็บปวดในประวัติศาสตร์ และต้องการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าวัคซีนมีความปลอดภัยซึ่งทุกคนต้องมีส่วนร่วม

อเล็กซ์ อาซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐกล่าวว่า “ขณะนี้มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของการระบาดที่น่ากลัว” พร้อมแนะนำให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันตนเองและคนรอบข้าง

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้อนุมัติวัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNtech) ให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา

โดยโครงการฉีดวัคซีนของสหรัฐมีเป้าหมายที่จะฉีดให้กับประชาชน 100 ล้านคนภายในเดือนเมษายน ซึ่งไฟเซอร์ได้ตกลงที่จะจัดหาวัคซีน 100 ล้านโดสให้กับสหรัฐภายในเดือนมีนาคม โดยเบื้องต้นจะมอบให้กับผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขและผู้สูงอายุ

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อสหรัฐและทั่วโลกเช่นเดียวกัน พร้อมกล่าวว่าบุคลากรที่ทำงานในทำเนียบขาวควรได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มท้ายๆ เว้นแต่จะมีความจำเป็นจริงๆ

Photo by Mark Lennihan / POOL / AFP

กัมพูชาสั่งห้ามเผาฟางข้าว-ขยะ สู้มลพิษPM2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

กัมพูชาสั่งห้ามเผาฟางข้าว-ขยะ สู้มลพิษPM2.5 – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 10:29 น.กัมพูชาสั่งห้ามเผาฟางข้าว-ขยะ สู้มลพิษPM2.5หนังสือพิมพ์ขะแมร์ ไทม์ส (Khmer Times) ของกัมพูชา รายงานว่ากัมพูชาได้ออกคำสั่งห้ามประชาชนที่อาศัยอยู่ในชนบทเผาฟางข้าวและขยะในไร่นา เพื่อลดมลพิษทางอากาศ

เนตร พักตรา (Neth Pheaktra) โฆษกกระทรวงสิ่งแวดล้อมกัมพูชาอ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจพบว่า แหล่งที่มาและกิจกรรมหลักที่ทำให้ความเข้มข้นของอนุภาคเฉื่อยเพิ่มขึ้น ได้แก่ การปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะที่ใช้น้ำมันดีเซลและเชื้อเพลิงอื่นๆ ไฟป่า การเผาทุ่งหญ้า การเผาขยะการเกษตร การถางป่า การเผาฟางข้าว การเผาขยะมูลฝอยในที่โล่งและหลุมฝังกลบ และฝุ่นจากสถานที่ก่อสร้าง

เขากล่าวว่าผลการสำรวจช่วงธันวาคม 2019 – เมษายน 2020 ซึ่งเป็นฤดูแล้ง เผยว่ากรุงพนมเปญและจังหวัดต่างๆ มีคุณภาพอากาศแย่ลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะอนุภาคเฉื่อยที่ลอยอยู่ในอากาศ (PMID และ PM2.5) ที่มีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นจนสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนด ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

พักตรากล่าวว่าเพื่อป้องกันการเกิดมลพิษทางอากาศในประเทศ กระทรวงจึงกำลังนำมาตรการ 5 ประการมาใช้ ได้แก่ การป้องกันไฟป่า การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางถนน การกำจัดฝุ่นบริเวณท้องถนน การให้ความรู้ประชาชนเพื่อไม่ให้เผาขยะ ขยะมูลฝอย หญ้า ฟางข้าวหรือวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรอื่นๆ  และการเตรียมมาตรการป้องกันไฟป่า

หนังสือพิมพ์รายงานคำพูดของพักตราว่า “เราคาดหวังให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม โดยลดการเผาขยะในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่เพาะปลูกและสัมปทานที่ดิน เพราะการเผาทั้งหมดล้วนสะสมจนกลายเป็นมลพิษทางอากาศ แม้แต่อนุภาคที่เล็กที่สุดก็ยังหมุนเวียนอยู่ในชั้นบรรยากาศและอาจส่งผลกระทบต่อการหายใจ”

“เราขอให้ประชาชนล้มเลิกการเผาฟาง แต่ให้ใช้วิธีไถกลบและฝังแทน” เขากล่าว “โดยสามารถฝังลงในบ่อหมักเพื่อแปรรูปเป็นปุ๋ยได้”

เทพ บุญเทือน (Tep Bunthoeun) ชาวบ้านคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในอำเภอพนมสะรวจ จังหวัดกำปงสปือ กล่าวว่าเขามักเผาฝางทันทีหลังจากเก็บเกี่ยวข้าว แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าควันจะส่งผลเสียต่อคุณภาพอากาศและพื้นที่การเกษตรอย่างไร จึงยุติวิธีดังกล่าวแล้ว

สดึง เชนี (Sdeung Chany) ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเมืองกงพิสัย จังหวัดกำปงสปือกล่าวว่า ทุกเช้าเธอจะทำความสะอาดบ้านและเผาขยะพลาสติกจำนวนหนึ่ง เพราะคิดว่าการเผาขยะเพียงเล็กน้อยไม่ได้ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

“ฉันรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ฉันเคยทำเมื่อได้เห็นประกาศของกระทรวงสิ่งแวดล้อม ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าการเผาฟางข้าว ไฟป่า และการเผาขยะพลาสติก ล้วนสร้างมลพิษทางอากาศเช่นเดียวกัน” เชนีกล่าว

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

ภาพประกอบ – ชาวอินเดียกำลังเผากองไม้เนื่องในพิธีกรรมทางศาสนา Photo by Sanjay KANOJIA / AFP

อินโดตะลุยอวกาศ เสนอเป็นฐานปล่อยจรวด SpaceX #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อินโดตะลุยอวกาศ เสนอเป็นฐานปล่อยจรวด SpaceX – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 09:01 น.อินโดตะลุยอวกาศ เสนอเป็นฐานปล่อยจรวด SpaceX อินโดนีเซียส่งคำเชิญ อีลอน มัสก์ สร้างฐานปล่อยจรวดในประเทศ ชี้ข้อดีใกล้เส้นศูนย์สูตร

เอเอฟพี รายงานเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. โจดี มาฮาร์ดี โฆษกกระทรวงการประสานงานกิจการทางทะเลและการลงทุนอินโดนีเซียเผยว่า อินโดนีเซียกำลังเชื้อเชิญให้ อีลอน มัสก์ ประธานบริหารเทสลามาสร้างสถานที่ปล่อยจรวดสเปซเอ็กซ์ในอินโดนีเซีย

มาฮาร์ดี ยังกล่าวว่าอินโดนีเซียมีพื้นที่หลายแห่งตั้งอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ซึ่งเหมาะกับการใช้เป็นฐานปล่อยจรวดขึ้นสู่อวกาศเพื่อให้จรวดเดินทางเข้าสู่วงโคจรได้ง่ายกว่าการปล่อยจรวดในพื้นที่อื่น รวมถึงการลดต้นทุนเชื้อเพลิงจรวดซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการปล่อยจรวดต่ำลง 

โดยกระทรวงระบุว่า “อีลอน มัสก์ ได้ตอบรับคำเชิญของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด โดยวางแผนที่จะส่งทีมของเขาไปยังอินโดนีเซียในเดือนมกราคม 2021 เพื่อสำรวจโอกาสสำหรับความร่วมมือในทุกด้าน”

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ได้ส่งคำเชิญอย่างเป็นทางการไปยังอิลอน มัสก์ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สถาบันอากาศและอวกาศแห่งชาติของอินโดนีเซีย (LAPAN) ได้ประกาศเมื่อปีที่แล้วว่ามีแผนที่จะสร้างศูนย์อวกาศแห่งแรกของอินโดนีเซียบนเกาะเบียก ซึ่งอยู่นอกชายฝั่งทางเหนือของเกาะนิวกินี โดยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรต่างประเทศ

โดยศูนย์อวกาศดังกล่าวจะพัฒนาจรวดและฐานปล่อยจรวดขึ้นสู่วงโคจรโลก ซึ่งมีกำหนดที่จะทดสอบจรวดครั้งแรกในปี 2024

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2007 อินโดนีเซียได้ทดสอบปล่อยจรวดขนาดเล็ก RX-250 ซึ่งสามารถทะยานขึ้นไปที่ระดับความสูง 53 กิโลเมตร ทั้งนี้ ระดับความสูงที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตพรมแดนอวกาศ (Karman Line) อยู่ที่ 100 กิโลเมตร

ขณะที่ประเทศไทยก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มุ่งหน้าพัฒนาด้านอวกาศเช่นเดียวกัน โดยเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเปิดเผยว่า “รัฐบาลไทยเตรียมประกาศสร้างยานอวกาศไปดวงจันทร์ ในช่วงมกราคมปีหน้า โดยจะส่งยานอวกาศโคจรรอบดวงจันทร์ในอีก 7 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นประเทศที่ 5 ในเอเชีย”

สงครามการเงิน 4.0 ไล่จีนพ้นจากตลาดทุนสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สงครามการเงิน 4.0 ไล่จีนพ้นจากตลาดทุนสหรัฐ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 21:28 น.สงครามการเงิน 4.0 ไล่จีนพ้นจากตลาดทุนสหรัฐแนวรบใหม่ของสงครามเศรษฐกิจ/สงครามการเงินกำลังเริ่มต้นขึ้น เมื่อทั้งสองฝ่ายอาจจะใช้อำนาจทางการเมืองเข้ามาแทรกแซงตลาดและการลงทุน

สงครามเศรษฐกิจ/การเงินได้เริ่มต้นขึ้นอีกยกแล้ว แนวหน้าของการรบครั้งใหม่ในเดือนธันวาคม 2020 เกิดขึ้นในตลาดหุ้นของสหรัฐ

ดัชนี Nasdaq ประกาศเมื่อวนที่ 11 ธันวาคมว่าจะถอดหุ้นของบริษัทก่อสร้างและบริษัทผู้ผลิตของจีน 4 บริษัทออกจากการจดทะเบียนในดัชนี เพื่อตอบสนองต่อคำสั่งของรัฐบาลสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้วห้ามไม่ให้นักลงทุนสหรัฐซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทที่ถูกขึ้นบัญชีดำ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2021

บริษัทที่จะถูกถอดออกจากดัชนีในวันที่ 21 ธันวาคม ได้แก่ China Communications Construction Co, China Railway Construction Corp, CRRC Corp และ Semiconductor Manufacturing International Corp ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวหาว่าบริษัทต่างๆ เหล่านี้ มีความเชื่อมโยงกับกองทัพของจีน

นอกจากดัชนี Nasdaq แล้วยังมีดัชนี S&P DJ Indices ที่ถอดถอนบริษัท จีน 21 แห่งออกจากดัชนีหรือกลุ่มหุ้นและพันธบัตรที่ใช้ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินตามคำสั่งของรัฐบาลสหรัฐเช่นกัน หนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งนี้คือ SMIC ผู้ผลิตชิปประมวลผลรายใหญ่ที่สุดของจีนและ Hikvision Digital Technology Co. ผู้ให้บริการเทคโนโลยีการเฝ้าระวังความปลอดภัย

Hikvision นั้นตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับ Huawei เพราะถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการทหาร แต่ทั้งสองบริษัทปฏิเสธเรื่องนี้

ส่วนรัฐบาลจีนก็ต้องเดือดร้อนเป็นธรรมดา ตั้งแต่ก่อนที่ดัชนีต่างๆ จะรับคำสั่งจากรัฐบาลทรัมป์ ทางกระทรวงการต่างประเทศของจีนก็มีแถลงการณ์ตอบโต้ออกมา โดยหัวชุนอิ๋ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมว่าความพยายามดังกล่าวสวนทางกับหลักการแข่งขันในตลาด และบอกว่า “สหรัฐควรหยุดใช้อำนาจแห่งชาติและแนวคิดด้านความมั่นคงของชาติในทางมิชอบเพื่อปราบปรามบริษัทต่างชาติ”

ต่อมาเมื่อวันจันทร์ที่ 14 ธันวาคมหรือข้ามมาสองวันหลังจาก Nasdaq เล่นงานบริษัทจีน หวางเหวินปินโฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนก็เรียกร้องให้สหรัฐหยุดใช้อำนาจรัฐในทางมิชอบเพื่อปราบปรามบริษัทต่างชาติ และย้ำว่าจีนจะยังคงรักษาสิทธิและผลประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฎหมายของบริษัทจีนต่อไป

ถ้อยแถลงของ หัวชุนอิ๋งกับหวางเหวินปิงโจมตีเข้าไปที่ “หัวใจของระบอบทุนนิยมอเมริกัน” คือการเปิดให้มีการแข่งขันในตลาดอย่างเสรี แต่สหรัฐกลับไม่ยอมให้จีนเข้ามาเป็นตัวเล่นในตลาดเสรีนี้โดยอ้างเรื่องความมั่นคง ซึ่งจีนมองว่า “ไม่แฟร์” และสหรัฐยังทรยศต่อหลักการพื้นฐานของประเทศตัวเองด้วย

พรรครีพับลิกันของทรัมป์มีอุดมการณ์ที่มั่นคงมากในเรื่องการการปล่อยให้ตลาดและทุนเคลื่อนไหวอย่างเสรีโดยรัฐเข้าไปแทรกแซงน้อยที่สุด แต่สหรัฐกลับเข้ามาแทรกแซงตลาด จีนจึงโจมตีในจุดนี้เพราะคิดว่ามันคงจะ “แทงใจดำ” ทรัมป์และพลพรรครีพับลิกัน

แต่ทรัมป์และรีพับลิกันหรือแม่แต่ไบเดนและเดโมแครตไม่สนใจอยู่แล้ว พวกเขายังคงยึดมั่นในหลักทุนนิยมเสรีต่อไป เพียงแต่มันต้องเล่นแบบ “แฟร์ๆ” ด้วย เพราะสหรัฐมองว่าจีนเล่นไม่แฟร์ตรงที่นำบริษัทที่เอี่ยวกับกองทัพเข้ามาหากินกับตลาดสหรัฐ

บางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าจีนกำลังคิดการใหญ่อะไรหรือไม่ หรืออาจกำลังจะทำเหมือนกับสุภาษิตหนังกำลังภายในจีนที่ว่า “ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือ ก็ไม่ได้ลูกเสือ”

ถ้ำเสือก็คือตลาดทุนสหรัฐซึ่งเป็นตลาดชั้นนำของโลกและเป็นหัวใจของระบอบทุนนิยมสหรัฐ และลูกเสือก็คือเงินทุนจากตลาดเหล่านี้

หากเป็นสมัยก่อนที่จีนไม่ได้เป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงมากนัก สหรัฐก็พอจะปล่อยให้จีนเข้ามาเล่นกับลูกเสือได้ แต่เมื่อจีนกับสหรัฐแย่งกันเป็นใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ การให้ศัตรูเข้ามายุ่มย่ามในถ้ำแถมเข้ามาเล่นกับลูกของตัวย่อมไม่ใช่เรื่องที่สมเหตุผลอีก

นั่นก็เพราะตลาดทุนและระบบเศรษฐกิจสามารถใช้เป็นอาวุธได้ เศรษฐกิจสหรัฐอาจตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงหากให้คู่กรณีเข้ามายึดกุมทุนในประเทศมากเกินไป นี่เองที่ทำให้ทุนในตลาดทุนสหรัฐมีสภาพเหมือน “ลูกเสือ” เพราะมันอาจเติบใหญ่เป็นเสือร้ายที่กลับมาขย้ำสหรัฐได้หากถูกใช้โดยฝ่ายตรงข้าม

โดยเฉพาะจีนที่ต่างจากคู่กรณีของสหรัฐรายอื่นๆ เช่น โซเวียต/รัสเซีย ตรงที่จีนเก่งกาจในเรื่องเศรษฐกิจอย่างหาตัวจับได้ยาก ส่วนโซเวียต/รัสเซียอ่อนด้อยในเรื่องนี้จนหนึ่งในสาเหตุที่โซเวียตพ่ายสงครามเย็นกับสหรัฐก็เพราะความอ่อนด้อยในเรื่องนี้

แต่สหรัฐคงกลัวแล้วว่าจีนอาจจะใช้จุดแข็งในเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาบ่อนทำลายตน

บริษัทจีนที่ถูกขึ้นบัญชีดำบางแห่งบอกแล้วว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่สหรัฐก็อ้างว่ามีหลักฐานความเกี่ยวข้องกับกองทัพปลดแอกประชาชนจีน

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่ากองทัพปลดแอกประชาชนจีน หรือ PLA ไม่ได้มีแค่กองทัพ แต่ยังมีหน่วยการลงทุนแบบบริษัทเอกชนด้วย โดยบริษัทของกองทัพมุ่ง “ทำกำไรถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” โดยตั้งเป้าว่าจะ “สามารถสร้างรายได้อย่างเพียงพอเพื่อชดเชยงบประมาณที่ได้รับมาไม่เพียงพอในการดำเนินการปฏิบัติการ” พูดสั้นๆ ก็คือกองทัพจีนทำธุรกิจเพื่อนำมาหนุนปฏิบัติการตัวเอง ดังนั้นการลงทุนใดๆ ของกองทัพจีนจึงเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บให้ตัวเอง

ถามว่าประเทศไหนก็ตามที่เป็นคู่กรณีกับจีนจะยอมลงทุนกับบริษัทที่เอี่ยวกับ PLA ได้อย่างไร ต่อให้ต้องแตกหักกับหลักการตัวเองก็จำต้องยอมทำเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่เฉพาะแค่สหรัฐเท่านั้น ตอนนี้อินเดียก็เริ่มตรวจสอบว่ามีบริษัทไหนที่เอี่ยวกับ PLA บ้างเพราะกองทัพอินเดียเพิ่งจะปะทะอย่างหนักกับ PLA ในปีนี้ ทางที่ดีควรจะตัดเส้นเลือดของประเทศศัตรูโดยเร็วที่สุด

กรณีที่อินเดียเจอจังๆ คือบริษัท Xindia Steels Ltd ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนจีน-อินเดียที่ใหญ่ที่สุดโดยบริษัทฝ่ายจีนคือ Xinxing Cathay International Group Co. Ltd. มีความเกี่ยวข้องกับกรมส่งกำลังบำรุงทั่วไป หรือ GLD ของ PLA ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลการลงทุนของกองทัพในด้านโลจิสติก แถมบริษัทนี้ยังอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมาธิการการกำกับดูแลและบริหารสินทรัพย์รัฐวิสาหกิจของรัฐบาลจีน

ปรากฎว่าบริษัทจีนรายนี้ต้องอธิบายว่าตนได้ปลีกตัวจากความเกี่ยวข้องกับ PLA แล้ว แต่อินเดียจะเชื่อหรือไม่นั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง หากเปลี่ยนจากสหรัฐหรืออินเดียมาเป็นประเทศไทยเชื่อว่าคนไทยคงรู้สึกกังวลเช่นกันกับการได้รับทราบว่าบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือกองทัพเข้ามาข้องแวะในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศเรา

หากจีนเป็นประเทศที่ไม่ใหญ่โตหรือทรงอำนาจ การที่บริษัทจีนจะเอี่ยวกับกองทัพคงจะเป็นปัญหาน้อยกว่านี้ แต่นี่จีนกำลังทะเลาะกับอินเดียถึงขั้นเกือบจะเป็นสงครามย่อยๆ และยังมีการท้าทายด้ายยุทธศาสตร์กับสหรัฐในบางพื้นที่ เช่น ทะเลจีนใต้และในทะเลจีนตะวันออก

ต่อให้บริษัทที่สหรัฐขึ้นบัญชีดำไม่ได้เอี่ยวถึงขั้นลึกซึ้งกับ PLA หรืออาจจะไม่เกี่ยวข้องเลยก็ได้ (หรืออาจะถึงขั้นป้ายสีโดยสหรัฐ) แต่เพราะสถานะของจีนอย่างที่กล่าวไปข้างต้น สหรัฐก็ไม่อาจจะไว้ใจจีนได้อยู่ดี อย่างน้อยๆ ก็ต้องหาทางสกัดไม่ให้เข้ามาข้องแวะกับตลาดทุนสหรัฐมากเกินไป อย่างหนักที่สุดคือทำแบบทรัมป์

โจ ไบเดนอาจจะยิ้มหวานเพราะเขาคิดเหมือนทรัมป์ในเรื่องต้านจีน การที่ทรัมป์ช่วยขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนกับไล่ออกจากตลาดหุ้น ช่วยให้ไบเดน “ตีสองหน้า” กับจีนได้ถนัดขึ้น

ไบเดนจะไม่เล่นงานจีนโผงผางแต่เขาจะเล่นงานจีนแน่นอน ดังนั้นการที่ทรัมป์ช่วยขึ้นบัญชีดำ ไบเดนจึงไม่ต้อง “มือเปื้อนเลือด” และยังสามารถรักษาภาพลักษณ์ผู้เป็นความหวังในการกอบกู้ความสัมพันธ์ในสายตาของชาวจีนได้ด้วย

ไบเดนก็ย่อมรู้ว่าจีนกำลังใช้ทุนนิยมให้เป็นประโยชน์ เช่นเดียวกับนักการเมืองสหรัฐหลายๆ คนคงคิดเช่นกัน แต่มีแต่ทรัมป์ที่กล้าบีบไม่ให้จีนกอบโกยจากทุนนิยม เหมือนกับต้อนให้จีนกลับไปเป็น “จีนสังคมนิยม” ที่อยู่อย่างปากกัดตีนถีบ” ต่อไป ซึ่งจีนตอบสนองด้วยการประกาศแนวทาง “ยืนด้วยำแข้งตนเอง”

อเมริกันผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองบางคนเคยเชื่อว่าหากให้จีนเข้าถึงทุนนิยม จีนจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แน่นอนว่าวิธีคิดแบบนี้ดูเหมือนจะ “ไร้เดียงสาทางการเมือง” แต่สหรัฐไม่มีทางไร้เดียงสา มันเป็นวิธีคิดที่คาดหวังเอาไว้สูงและหวังผลสูงเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าในลักษณะสงครามเย็น ซึ่งมันได้ผลกับจีนตอนที่จีนยังต้วมเตี้ยมและยากจนและตอนที่จีนเป็นพันธมิตรกับสหรัฐเพื่อต้านโซเวียต

แต่เผอิญว่าจีนไม่เป็นไปตามที่อเมริกัน (บางคน) คาดหวังไว้เพราะจีนไม่ได้ยากจนเหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อนตอนที่เสนอแนวคิดนี้ ตอนนี้จีนเป็นตรงกันข้ามแบบหลังมือเป็นหน้ามือ เมื่อจีนรวยกว่าใครในโลกหล้า จีนย่อมปรารถนาสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้นั่นคือ “อำนาจ”

หากไม่มองว่าสหรัฐกลัวเรื่องยุทธศาสตร์ตัวเองจะถูกจีนแทรกแซง หรือไม่มองว่าสหรัฐมองโลกในแง่ดีเรื่องจีนว่าปล่าอยให้ลงทุนแล้วจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เรายังอาจมองได้ว่านี่คือการเดินหมากเพื่อตัดตอนจีนไม่ให้เติบใหญ่ไปกว่านี้

โปรดสังเกตว่าบริษัท ของจีนหลายแห่งที่อยู่ในรายชื่อบัญชีดำเป็นแกนหลักของโครงการ Belt and Road ของจีนข้อมูลนี้เปิดเผยโดย TS Lombard บริษัทวิจัยในสหราชอาณาจักร  

โครงการ Belt and Road เป็นโครงการชิ้นโบว์แดงสีจิ้นผิงในการสร้างเส้นทางสายไหมแห่งใหม่ ซึ่งตามเจตนารมณ์แล้วเป็นโครงการเชื่อมต่อด้านโลจิสติกและการค้าขาย แต่โครงการนี้ถูกโจมตี (โดยเฉพาะจากชาติตะวันตก) ว่าเป็นการเบิกทางให้จีนเข้าไปชี้นำประเทศอื่น โดยยัดข้อหาให้จีนเรื่องจีนก่อหนี้เพื่อที่จะเข้าครอบงำประเทศลูกหนี้

และแน่นอนว่าสหรัฐไม่ค่อยจะแฮปปี้กับโครงการนี้เพราะมันเป็นการวางยุทธศาสตร์ของจีนสหรัฐจึงเสนอโครงการคล้ายๆ กันเพื่อสวนกลับคือ “Free and Open Indo-Pacific strategy” หรือ FOIP โดยเน้นที่ “ความเคารพในอธิปไตยของประเทศอื่น” จนดูเหมือนกับต้องการจะแซะจีน ส่วนอินเดียนั้นต่อต้านโครงการของจีนเอาเลยเพราะกระทบต่อความมั่นคงของอินเดียโดยตรง

บริษัท TS Lombard ชี้ว่าบริษัทเอกชนจีนกำลังผนึกกำลังกัน (synergies) กับ PLA ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพจีนในระยะยาวโดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีทางการทหาร

การผนึกกำลังกันไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเราต้องไม่ลืมว่าจีนยังเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ซึ่งถึงที่สุดแล้วทรัพย์สินทุกอย่างย่อมเป็นของรัฐและรัฐจะเรียกคืนมาเมื่อใดก้ได้ แม้ว่าในยุคสมัยนี้จีนจะมีข้อยกเว้นหลายเรื่องเพื่อสร้างสังคมลูกผสมทุนนิยม-สังคมนิยม แต่เมื่อถึงคราวคับขันจีนก็อาจจะล้วงเอาหลักการ “ทุกอย่างเป็นของรัฐ” ขึ้นมาใช้ เมื่อนั้นจีนจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น

เราจะยิ่งเห็นได้ว่าในแผนพัฒนาระยะห้าปีของจีนที่เพิ่งประกาศไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนระบุชัดถึง “ความเร่งด่วน” ในการผนึกกำลังให้เป็นหนึ่งเดียวกันของกองทัพ, ฝ่ายการเมือง, ฝ่ายทหาร, ฝ่ายพลเรือน เพื่อให้การป้องกันประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การขึ้นบัญชีดำและเตะบริษัทจีนออกจากตลาดทุนสหรัฐเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามทุนยุคใหม่ คือส่วนหนึ่งของสงครามการเงินที่แต่ละฝ่ายจะใช้พลังอำนาจทางเศรษฐกิจเพื่อโจมตีกัน

เพียงแต่ตอนนี้มันเข้าสู่อีกระดับซึ่งการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิขจไม่เพียงพอ จึงต้องขอยืมอำนาจทางการเมืองมาช่วยหนุน ซึ่งจะว่าไปแล้วมันคือการแหกกติกาของสงครามการเงินนั่นเอง แต่สหรัฐในฐานะมหาอำนาจ “หนึ่งเดียว” ไม่แคร์กติกาอยู่แล้ว

ในลำดับต่อไป เราต้องมาลุ้นกันว่าจีนจะยกระดับสงครมมทุน/สงครามเศรษฐกิจโดยใช้อำนาจทางการเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือไม่?

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by STR / AFP / China OUT

รมต.มาเลเซียเสี่ยงติดเชื้อแต่ยังประชุมสภา ทำฝ่ายค้านฮือต้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รมต.มาเลเซียเสี่ยงติดเชื้อแต่ยังประชุมสภา ทำฝ่ายค้านฮือต้าน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 20:30 น.รมต.มาเลเซียเสี่ยงติดเชื้อแต่ยังประชุมสภา ทำฝ่ายค้านฮือต้านฝ่ายค้านเดินหนีออกนอกห้องประชุมหลังรัฐมนตรีมาเลเซียซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการกักตัวโผล่เข้าประชุมสภา

เอเอฟพีรายงาน วันที่ 14 ธันวาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธาณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรบุคคล พร้อมด้วยส.ส. ฝ่ายค้าน 1 คนซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการกักตัว ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมลงมติร่างงบประมาณ โดยต้องสวมชุดคลุม, หน้ากากอนามัย, เฟซชิลด์ และถุงมือ

ส่งผลให้สมาชิกฝ่ายค้านเกิดความหวาดกลัวและไม่พอใจ พากันตะโกนประท้วงและตัดสินใจออกจากห้องประชุมโดยไม่ร่วมลงมติดังกล่าว

ซาเวียร์ ชัยกุมาร ส.ส. ฝ่ายค้านกล่าวกับเอเอฟพีว่า “วันนี้เป็นวันที่มืดมนของประชาธิปไตยในมาเลเซียเพราะไม่มีการปฏิบัติตามกฎหมาย”

อย่างไรก็ตามประธานสภายืนยันว่ามีการใช้มาตรการป้องกันดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่ รวมถึงการขนส่งสมาชิกทั้ง 3 ด้วยรถพยาบาลและจัดห้องพักพิเศษ

Photo by Handout / Teresa Kok / AFP

พื้นฐานความรู้ของคนไทยแกร่งแค่ไหนเมื่อเทียบกับชาวโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

พื้นฐานความรู้ของคนไทยแกร่งแค่ไหนเมื่อเทียบกับชาวโลก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 19:38 น.พื้นฐานความรู้ของคนไทยแกร่งแค่ไหนเมื่อเทียบกับชาวโลก สำรวจระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านความรู้ของประเทศไทยโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประกาศผลดัชนีความรู้โลกประจำปี 2020

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เปิดเผยผลการจัดอันดับดัชนีความรู้โลก (Global Knowledge Index-GKI) ประจำปี 2020 ซึ่งเป็นการจัดอันดับดัชนีความรู้จากทั้งหมด 138 ประเทศทั่วโลก โดยใช้ 199 ตัวชี้วัด

โดยในปีนี้มีค่าเฉลี่ยของดัชนีความรู้ทั่วโลกอยู่ที่ 46.7 โดยประเทศที่เป็นผู้นำด้านความรู้ของโลก 5 อันดับแรก ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ (73.6), สหรัฐอเมริกา (71.1), ฟินแลนด์ (70.8), สวีเดน (70.6) และเนเธอร์แลนด์ (69.7) 

สำหรับประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 53 ด้วยดัชนีความรู้ 48.3 ซึ่งทางผู้จัดทำชี้ว่าไทยมีผลงานที่แข็งแกร่งในแง่โครงสร้างพื้นฐานความรู้ ส่วนที่เป็นจุดแข็งของไทยคือ จำนวนผู้ลงทะเบียนใช้โทรศัพท์มือถือ, อัตราการว่างงานต่ำของผู้ที่มีความรู้สูง และมีส่วนที่ปรับปรุงให้ดีขึ้นคือการฝึกอบรมของภาคธุรกิจ และการส่งออกบริการที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ 

การจัดอันดับดังกล่าวจำแนกออกเป็น 7 ด้านโดยอิงกับระดับการศึกษาระดับต่างๆ และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งไทยมีผลงานที่ค่อนข้างน่าพอใจโดยอยู่ในกลุ่มปานกลางค่อนข้างสูง

ความรู้ด้านการศึกษาในระดับเตรียมอุดมศึกษา มีค่าเฉลี่ยระดับโลกอยู่ที่ 58.0 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 73 (59.3) 

ความรู้ด้านการศึกษาและการฝึกอบรมด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา มีค่าเฉลี่ยระดับโลกอยู่ที่ 50.8 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 101 (44.9)

ความรู้ด้านการศึกษาในระดับอุดมศึกษา มีค่าเฉลี่ยระดับโลกอยู่ที่ 40.3 ประเทศไทยอยู่ในอับดับที่ 84 (37.3) 

ความรู้ด้านการวิจัย การพัฒนา และนวัตกรรม มีค่าเฉลี่ยระดับโลกอยู่ที่ 26.0 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 48 (25.7) 

ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีค่าเฉลี่ยระดับโลกอยู่ที่ 53.8 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 53 (59.6) 

ความรู้ด้านเศรษฐกิจ มีค่าเฉลี่ยระดับโลกอยู่ที่ 42.7 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 29 (53.8)

ความรู้ด้านสภาพแวดล้อมทั่วไป มีค่าเฉลี่ยระดับโลกอยู่ที่ 59.9 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 58 (61.8) 

สิงคโปร์อนุมัติไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค เริ่มแจกประชาชนสิ้นเดือนนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สิงคโปร์อนุมัติไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค เริ่มแจกประชาชนสิ้นเดือนนี้ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 18:02 น.สิงคโปร์อนุมัติไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค เริ่มแจกประชาชนสิ้นเดือนนี้สิงคโปร์อนุมัติวัคซีนจากไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค ยืนยันมีวัคซีนเพียงพอต่อทุกคนภายในปีหน้า

บลูมเบิร์กรายงาน วันที่ 14 ธันวาคม สิงคโปร์อนุมัติวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาของไฟเซอร์ (Pfizer Inc.) และไบโอเอ็นเทค (BioNTech SE) โดยคาดว่าจะมีการจัดส่งครั้งแรกภายในสิ้นเดือนธันวาคมนี้

โดย ลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คาดว่าวัคซีนอื่นๆ รวมถึงโมเดอร์นา (Moderna Inc.) และซิโนแวค (Sinovac Biotech Ltd) จะมาถึงสิงคโปร์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พร้อมเสริมว่าวัคซีนจะมีเพียงพอต่อประชาชนทุกคนภายในไตรมาสที่ 3 ของปีหน้า โดยสิงคโปร์ได้จัดสรรงบประมาณสำหรับวัคซีนกว่า 1 พันล้านเหรียญสิงคโปร์

ลี กล่าวว่าสิงคโปร์จะเป็นประเทศแรกๆ ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค หลังจากที่ได้รับการอนุมัติในสหราชอาณาจักรและแคนาดา รวมถึงสหรัฐได้อนุมัติในกรณีฉุกเฉิน

โดยเบื้องต้นจะมอบวัคซีนให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอย่างบุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรแนวหน้า ตลอดจนผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง

ขณะเดียวกันในวันที่ 28 ธันวาคม สิงคโปร์จะผ่อนปรนข้อจำกัดในการยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยจะขยายจำนวนให้สามารถรวมกลุ่มกันได้ 8 คนจาก 5 คน

Photo by CHARLY DIAZ AZCUE / ARGENTINA’S SENATE / AFP