ไทยรั้งท้ายอาเซียนทักษะภาษาอังกฤษต่ำมาก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไทยรั้งท้ายอาเซียนทักษะภาษาอังกฤษต่ำมาก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 28 พ.ย. 2563 เวลา 14:13 น.ไทยรั้งท้ายอาเซียนทักษะภาษาอังกฤษต่ำมากทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มต่ำมาก 4 ปีซ้อน ถูกเพื่อนบ้านแซงหน้าหมด มีเพียงเมียนมาเท่านั้นที่ตามหลัง

ผลการจัดอันดับทักษะความสามารถด้านการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษประจำปี 2020 ซึ่งจัดทำโดยสถาบันสอนภาษาอังกฤษ EF พบว่า เนเธอร์แลนด์รั้งอันดับ 1 ประเทศที่มีทักษะความสามารถสูงมาก ด้วยคะแนน 652 คะแนน ตามด้วยเดนมาร์ก 632, ฟินแลนด์ 631, สวีเดน 625 และนอร์เวย์ 624 คะแนน โดยสิงคโปร์เป็นประเทศอาเซียนเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ในอันดับท็อปเท็นด้วยคะแนน 611 คะแนน

ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับ 89 จากทั้งหมด 100 ประเทศที่ทำการสำรวจ ด้วยคะแนน 419 คะแนน โดยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีทักษะภาษาอังกฤษต่ำมากเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน และมีแนวโน้มอันดับต่ำลงเรื่อยๆ โดยเมื่อปี 2019 ไทยอยู่ในอันดับ 74 จาก 100 ประเทศ และปี 2018 อันดับ 64 จาก 88 ประเทศ

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียนด้วยกันพบว่าไทยถูกเพื่อนบ้านแซงหน้าทั้งฟิลิปปินส์ที่อยู่ในอันดับ 27 (562 คะแนน) มาเลเซียอันดับ 30 (547 คะแนน) เวียดนามอันดับ 65 (473 คะแนน) อินโดนีเซียอันดับ 74 (453 คะแนน) กัมพูชาอันดับ 84 (435 คะแนน) มีเพียงประเทศเดียวที่ตามหลังไทยคือ เมียนมาในอันดับ 93 (411 คะแนน) (บรูไนและลาวไม่ได้รับการจัดอันดับในครั้งนี้)

EF อธิบายว่า ทักษะความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ “ต่ำมาก” หมายถึง ประเทศที่สามารถแนะนำตัวเองแบบง่ายๆ เช่น บอกชื่อ อายุ ประเทศบ้านเกิด เข้าใจป้ายสัญลักษณ์ง่ายๆ และสามารถบอกทางแบบง่ายๆ แก่ชาวต่างชาติ ส่วนทักษะระดับ “สูงมาก” หมายถึง ประเทศที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษที่เหมาะสมในสถานการณ์ทางสังคม อ่านบทความระดับสูงได้อย่างง่ายดาย และสามารถต่อรองสัญญากับเจ้าของภาษาอังกฤษได้

ทั้งนี้ EF คำนวณระดับทักษะภาษาอังกฤษของผู้ใหญ่โดยใช้ข้อมูลจากการทดสอบทางภาษาอังกฤษ 2 ประเภท คือ บททดสอบทั่วไปที่เปิดให้ทุกคนทดสอบได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และบททดสอบทางออนไลน์เพื่อวัดระดับก่อนเข้าเรียนคอร์สภาษาอังกฤษของ EF โดยทั้งสองบททดสอบประกอบด้วยส่วนของไวยากรณ์ คำศัพท์ การอ่าน และการฟัง

อิหร่านประกาศล้างแค้นหลังนักวิทย์นิวเคลียร์ถูกลอบสังหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อิหร่านประกาศล้างแค้นหลังนักวิทย์นิวเคลียร์ถูกลอบสังหาร – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 28 พ.ย. 2563 เวลา 12:08 น.อิหร่านประกาศล้างแค้นหลังนักวิทย์นิวเคลียร์ถูกลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์คนสำคัญของอิหร่านถูกลอบสังหารกลางเมือง เสี่ยงจุดชนวนความตึงเครียดในตะวันออกกลางอีกครั้ง  

รัฐบาลอิหร่านเผยว่า โมห์เซ็น ฟาครีซาเดห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ที่ดูแลโครงการ Amad ของอิหร่าน ถูกกลุ่มมือปืนลอบสังหารระหว่างโดยสารรถยนต์บนถนนนอกกรุงเตหะราน ภาพจากที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นกระจกหน้ารถแตกกระจายและกองเลือดบนถนน

รายงานข่าวระบุว่า ผู้เห็นเหตุการณ์อ้างว่าได้ยินเสียงระเบิด 1 ครั้ง ตามมาด้วยเสียงรัวกระสุน และมีรายงานเจ้าหน้าที่อารักขาบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง รวมทั้งมีรายงานว่ารถเก๋งนิสสันถูกกระสุนยิงพรุนทั้งคัน ขณะที่ฟาครีซาเดห์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ ยังมีรายงานซึ่งยังไม่ยืนยันว่าหนึ่งในผู้ลงมือถูกจับกุมตัวได้

ในเวลาต่อมา โมฮัมหมัด จาวาด ซารีฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านทวีตถึงการลอบสังหารว่า “วันนี้กลุ่มก่อการร้ายสังหารนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของอิหร่าน อิหร่านขอเรียกร้องให้นานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอียูยุติการกระทำสองมาตรฐานที่น่าอับอายและประณามการก่อการร้ายที่กระทำโดยรัฐ”

เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของอิหร่านเชื่อว่าการลอบสังหารครั้งนี้ลงมือโดยใครสักคนที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอลและสหรัฐ และยังกล่าวอีกว่าจะตอบโต้ผู้ลงมืออย่างรุนแรง

เช่นเดียวกับ อาลี อัคบาร์ เวลายาตี ที่ปรึกษาด้านกิจการต่างประเทศของ อยาโตเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เผยว่า “อิหร่านจะคิดบัญชีเลือดของผู้พลีชีพที่ยิ่งใหญ่นี้จากกลุ่มผู้ก่อการร้ายและผู้สนับสนุนของกลุ่ม”

ด้าน จอห์น เบรนแนน อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐ (CIA) เผยว่า การสังหารนักวิทยาศาสตร์รายนี้เป็นอาชญากรรมและเป็นการกระทำที่สะเพร่าที่เสี่ยงกระตุ้นความขัดแย้งในภูมิภาคให้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า รัฐบาลอิสราเอลและสหรัฐปฏิเสธแสดงความคิดเห็นกับการลอบสังหารที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ฟาครีซาเดห์ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์คนแรกที่ถูกลอบสังหาร และอิหร่านก็โทษว่าอิสราเอลมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารที่ผ่านมา

จีนเตรียมตั้งข้อหา 12 ผู้ประท้วงต้านรัฐบาลฮ่องกงหนีไปไต้หวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนเตรียมตั้งข้อหา 12 ผู้ประท้วงต้านรัฐบาลฮ่องกงหนีไปไต้หวัน  – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 28 พ.ย. 2563 เวลา 10:10 น.จีนเตรียมตั้งข้อหา 12 ผู้ประท้วงต้านรัฐบาลฮ่องกงหนีไปไต้หวัน ครอบครัวกังขาว่าทั้ง 12 คนจะถูกรัฐบาลจีนดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรม  

ทางการจีนเตรียมตั้งข้อหาลักลอบข้ามพรมแดนกับผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลฮ่องกง 12 คน หลังถูกจีบได้ที่จีนเมื่อ 3 เดือนก่อนขณะกำลังใช้เรือเร็วหลบหนีออกจากฮ่องกงไปไต้หวัน  

ผู้ประท้วงทั้ง 12 คน เป็นชาย 11 คน และหญิงอีก 1 คน โดยคนที่อายุน้อยที่สุดคือ 16 ปี ถูกควบคุมตัวโดยไม่ให้ติดต่อสื่อสารกับบุคคลภายนอกในเรือนจำแห่งหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ หลังถูกเจ้าหน้าที่ยามฝั่งของจีนจับกุมได้กลางทะเลขณะกำลังหลบหนีออกจากฮ่องกงไปยังไต้หวันด้วยเรือเร็วเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา 

หนึ่งในญาติของผู้ต้องขังเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า เธอกังขาเกี่ยวกับความยุติธรรมในการดำเนินคดีกับทั้ง 12 คน โดยพวกเขาจะถูกตั้งข้อหาลักลอบข้ามพรมแดนและจัดให้มีการข้ามพรมแดนโดยผิดกฎหมาย ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี  

ครอบครัวของผู้ต้องขัง 7 คนระบุในแถลงการณ์ร่วมก่อนหน้านี้ว่า ทนายความของพวกเขาซึ่งเลือกจากรายชื่อที่ทางรัฐบาลจีนจัดหาให้ ได้นำจดหมายซึ่งมีเนื้อหาคล้ายกันมามอบให้ครอบครัว โดยผู้ต้องขังทุกคนระบุว่าพวกเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีในเรือนจำ และบอกให้ครอบครัวและเพื่อนบ้านไม่ต้องเป็นห่วง

อย่างไรก็ตาม ทางครอบครัวสงสัยเนื้อหาในจดหมายที่ชื่นชมการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทั้ง 12 คนของรัฐบาลจีน

เบียทริซ หลี่ พี่น้องของ แอนดี หลี่ หนึ่งในผู้ต้องขังเผยกับรอยเตอร์สว่า “พวกเขาไม่ได้รับการดำเนินคดีที่เป็นธรรม”

การดำเนินคดีครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวฮ่องกง เนื่องจากเป็นกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักที่ทางการจีนจับกุมตัวบุคคลที่พยายามหลบหนีออกจากฮ่องกงในช่วงที่ชาวฮ่องกงกังวลว่ารัฐบาลจีนจะเข้ามาแทรกแซงความเป็นอิสระในการปกครองตนเองของฮ่องกง

ทั้ง 12 คนถูกทางการฮ่องกงตั้งข้อหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล รวมทั้งก่อจลาจลและฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคงของชาติที่ทางการจีนประกาศใช้ในฮ่องกงเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

เจาะลึกรัฐบาลไบเดน ขุนคลังสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เจาะลึกรัฐบาลไบเดน ขุนคลังสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 20:29 น.เจาะลึกรัฐบาลไบเดน ขุนคลังสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์เยลเลนมีดีกรีมากมายในตำแหน่งสำคัญๆ ของประเทศ แต่เธอจะทำได้ดีแค่ไหนในการพาสหรัฐพ้นวิกฤตโควิด-19

1. การฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นภารกิจอันดับแรกๆ ของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โจ ไบเดนสร้างเซอร์ไพรส์โดยทาบทามเจเน็ต เยลเลน (Janet Yellen) นักเศรษฐศาสตร์หญิงผู้มีดีกรีศาสตราจารย์วัย 74 ปี

2. ชาวโลกรู้จักชื่อและหน้าตาของเยลเลนดี เพราะเธอดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตั้งแต่ปี 2557-2561 และเป็นรองประธานตั้งแต่ปี 2553 ถึง 2557 โดยเยลเลนเป็นผู้หญิงคนแรกที่เป็นหัวหน้าธนาคารกลางสหรัฐ และตอนนี้อาจจะกลายเป็นขุนคลังหญิงคนแรกด้วย

3. เยลเลนเคยทำงานกับรัฐบาลมาแล้ว โดยนั่งเก้าอี้ในตำแหน่งประธานคนที่ 18 ของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาวภายใต้การบริหารประธานาธิบดีบิล คลินตันตั้งแต่ปี 2540 ถึง 2542

4. ในปี 2558 เยลเลนได้รับการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดีบารัค โอบามาให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางแห่งสหรัฐที่เป็นผู้หญิงคนแรก โดยแทนที่เบน เบนเบอร์นันเก้ และในสมัยของไบเดน (ซึ่งเคยเป็นรองประธานาธิบดีสมัยโอบามา) เธอก็กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ของสตรีอีกครั้ง

5. คำถามสำคัญก็คือเจเน็ต เยลเลนในฐานะขุนคลังคนใหม่จะแก้ปัญหาเศษรษฐกิจอย่างไร? เพราะงานหินที่สุดในตอนนี้คือการทำให้เศรษฐกิจที่พังพินาศเพราะโควิด-19 กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

6. ปรัชญาเบื้องหลังนโยบายเศรษฐกิจของเยลเลนก็คือ การสนใจเรื่องคนยากจนและการว่างงาน ไม่ค่อยสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยเพราะให้ความสำคัญเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจและการมีกินมากว่าเรื่องเงินเฟ้อ

7. เยลเลนเป็นนักเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ (Keynesian) ซึ่งให้ความสำคัญกับรัฐและเอกชน ไม่ได้ปล่าอยให้รัฐ “ล้อฟรี” โดยไม่แทรกแซงตลาดมากจนเกินไป และสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินในการรักษาเสถียรภาพของกิจกรรมทางเศรษฐกิจแทนที่จะปล่อยให้เป็นไปตามวัฏจักรวงจรธุรกิจที่ตลาดขึ้นๆ ลงๆ โดยไม่มีการแทรกแซง

8. เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 เยลเลนทำให้เกิดวิวาทะครั้งใหญ่ เมื่อเธอระบุว่าเธอไม่คาดหวังว่าจะเกิดวิกฤตการเงินอีก “ในช่วงชีวิตของเรา” เยลเลนอธิบายว่าสมมติฐานนี้เกิดขึ้นมาจากการที่เธอเชื่อว่าธนาคาร “แข็งแกร่งมาก” อันเป็นผลมาจากการกำกับดูแลของธนาคารกลางสหรัฐ

9. หลังจากทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาพิจารณาแต่งตั้งเยลเลนต่ออีกวาระหนึ่ง แต่ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 ได้เสนอชื่อให้เจอโรม พาวเวลล์ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธนาคารกลางสหรัฐต่อจากเยลเลนเมื่อวาระของเธอสิ้นสุดลงในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 มีรายงานว่าส่วนสูงของเยลเลนเป็นปัจจัยในการตัดสินใจของทรัมป์

10. เยลเลนแต่งงานกับจอร์จ อาเคอร์ลอฟ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเมมโมเรียลสาขาเศรษฐศาสตร์ เขาเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กลีย์ ทั้งสองคนสร้างชีวิตคู่ร่วมกันโดยมีแกนหลักอยู่ที่การทำงานเศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะปัญหาความยากจน และบุตรชายของทั้งคู่ก็ยังเป็นนักเศรษฐศาสตร์ แต่อาเคอร์ลอฟบอกว่าภรรยาคือเยลเลนสนับสนุนการค้าเสรีมากว่าเขานิดหน่อย

Photo by Brendan Smialowski / AFP

ย้อนตำนานเทพลูกหนัง ‘ดิเอโก มาราโดนา’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ย้อนตำนานเทพลูกหนัง ‘ดิเอโก มาราโดนา’ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 19:00 น.ย้อนตำนานเทพลูกหนัง 'ดิเอโก มาราโดนา'เปิดไทม์ไลน์ตำนานลูกหนังชื่อดังเจ้าของฉายา “หัตถ์พระเจ้า”

1. ดิเอโก อาร์มันโด มาราโดนา เป็นชาวอาร์เจนตินา เกิดในครอบครัวยากจน แต่เขาเริ่มฉายแววเป็นนักเตะตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 8 ปี โดยเล่นให้กับสโมสรท้องถิ่น Estrella Roja ก่อนจะติดสโมสรเยาวชน Argentinos Juniors 

2. มาราโดนา เริ่มเป็นนักเตะอาชีพตั้งแต่อายุ 15 ปี และกลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของลีกฟุตบอลปริเมราดิบิซิออน

(Photo by JORGE DURAN / AFP)

3. ในปี 1982 มาราโดนาทำลายสถิตินักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในขณะนั้นด้วยมูลค่า 7.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเขาย้ายไปอยู่สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา ในสเปน

4. ในปี 1984 มาราโดนาเล่นให้กับสโมสรนาโปลี และเป็นตำนานของทีม โดยเขาพาทีมชนะลีกสูงสุดของอิตาลีถึงสองครั้ง พร้อมถ้วยรางวัลยูโรปาลีก ในปี 1989 จนทางสโมสรประกาศไม่ให้นักเตะคนใดใส่เสื้อหมายเลข 10 ซึ่งเป็นหมายเลขของเขาอีกเลยเพื่อเป็นเกียรติแก่มาราโดนา

มาราโดนานำอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งที่สองในปี 1986 (AP Photo/Carlo Fumagalli, File)

5. หนึ่งตำนานขึ้นชื่อของวงการลูกหนังคือการที่มาราโดนานำทีมอาร์เจนตินาชนะฟุตบอลโลกในปี 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก โดยนัดนั้นมาราโดนาได้ทำ “ประตูหัตถ์พระเจ้า” ที่เขาใช้มือซ้ายปัดลูกฟุตบอลเข้าประตูทีมชาติอังกฤษ 

6. แต่แล้วพบว่ามาราโดนามีอาการติดสารเสพติด โดยในปี 1991 เขาถูกพักการเล่นในอิตาลีเนื่องจากตรวจพบว่าเสพโคเคน และในช่วงฟุตบอลโลกปี 1994 เขาถูกส่งตัวกลับหลังตรวจพบว่าใช้สารเอฟิดรีน 

7. เส้นทางลูกหนังของมาราโดนาเริ่มอยู่ในช่วงขาลงเนื่องจากมีข่าวพัวพันกับยาเสพติด อีกทั้งยังมีปัญหาสุขภาพโดยมาราโดนามีภาวะน้ำหนักเกิน

8. ในปี 1997 มาราโดนาประกาศแขวนสตั๊ด ด้วยวัย 37 ปี โดยหลังเกษียณจากการเป็นนักเตะและเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพ เขาได้ผันตัวเป็นผู้จัดการให้กับสโมสรฟุตบอลหลายสโมสร

9. มาราโดนาได้ชื่อว่าเป็นเพลย์บอย ชอบการสังสรรค์ มีอาการติดแอลกอฮอล์และยาเสพติด ก่อนจะล้มป่วยด้วยอาการลิ่มเลือดในสองอุดตัน และต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองเมื่อต้นดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก่อนจะมีอาการดีขึ้นและได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล

มาราโดนาเข้ารับการผ่าตัดสมอง (Photo by Handout / AFP)

10. เมื่อวันที่ 25 พ.ย. มาราโดนาเสียชีวิตในวัย 60 ปี ด้วยอาการหัวใจวาย ถึงถือเป็นการสูญเสียยอดนักเตะคนหนึ่งของโลกและสร้างความตื่นตกใจให้ให้แก่แฟนบอลทั่วโลกเป็นอย่างมาก ก่อนจะมีพิธีฝังศพในวันนี้ (27 พ.ย.) โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเศร้าโศกท่ามกลางแฟนบอลรอรับอย่างเนืองแน่นเต็มสองฝั่งถนน

(Photo by RONALDO SCHEMIDT / AFP)
(Photo by Emiliano LASALVIA / AFP)
(Photo by GREG BAKER / AFP)
(Photo by Raul FERRARI / TELAM / AFP)

สหรัฐหนุนไต้หวัน จัดหาเงินทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สหรัฐหนุนไต้หวัน จัดหาเงินทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 18:00 น.สหรัฐหนุนไต้หวัน จัดหาเงินทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไต้หวันและสหรัฐเดินหน้าแผนการจัดหาเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานผ่านบริษัทเงินทุนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ

บลูมเบิร์กรายงาน ซู เจนรอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไต้หวันกล่าวว่า ไต้หวันและสหรัฐกำลังเดินหน้าแผนการจัดหาเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพลังงานในเอเชียและละตินอเมริกา และคาดว่าจะได้เห็นผลงานภายใน1 หรือ 2 ปีข้างหน้า

โดยไต้หวันเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศล่าสุดจากทั้งหมด 16 ประเทศที่บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐในการร่วมมือกับบริษัทเงินทุนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐเพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

แผนดังกล่าวเริ่มต้นด้วยการลงนามร่วมกันระหว่างไต้หวันและสหรัฐในเดือนกันยายน เพื่อระดมเงินทุนโดยมุ่งเป้าไปที่ธนาคารไต้หวัน บริษัทประกัน และทุนส่วนบุคคลอื่นๆ ซึ่งถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับไต้หวันและสหรัฐในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ซู เจนรอง กล่าวว่า โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) รัฐบาลจีนอาศัยเงินกู้อย่างมาก โดยส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจของจีน ขณะที่แผนการของไต้หวันและสหรัฐมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนซึ่งจะทำให้มีความโปร่งใสสูง

การให้กู้ยืมโครงสร้างพื้นฐานของไต้หวันมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีความโปร่งใสมากขึ้น มีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น

ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ไต้หวันเป็นเสาหลักของความพยามยามในการต่อต้านจีน และซูมองว่าแม้โจ ไบเดน จะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแต่ความร่วมมือทางด้านการเงินของไต้หวันและสหรัฐจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

ทั้งนี้ สหรัฐคาดว่าจะมีเงินลงทุนรวม 75,000 ล้านเหรียญสหรัฐในประเทศกำลังพัฒนาภายในปี 2025 ผ่านทางบริษัทเงินทุนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ

ฝ่ายค้านไต้หวันเขวี้ยงหมูว่อนสภา ประท้วงนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ฝ่ายค้านไต้หวันเขวี้ยงหมูว่อนสภา ประท้วงนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 17:00 น.ฝ่ายค้านไต้หวันเขวี้ยงหมูว่อนสภา ประท้วงนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐเกิดเหตุชุลมุนในรัฐสภาไต้หวันหลังพรรคก๊กมินตั๋งไม่พอใจที่รัฐบาลอนุมัตินำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ

รอยเตอร์สรายงาน สืบเนื่องจากเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ประกาศว่ารัฐบาลจะอนุมัติให้มีการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐซึ่งมีแรคโตพามีน (Ractopamine) หนึ่งในสารเร่งเนื้อแดงที่ถูกห้ามใช้ในสหภาพยุโรปและจีน นอกจากนี้สหรัฐยังมีเนื้อวัวที่มีอายุมากกว่า 30 เดือน

ส่งผลให้พรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) คัดค้านการตัดสินใจดังกล่าวโดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารและสุขภาพของประชาชน ขณะที่รัฐบาลกล่าวว่าสารดังกล่าวไม่ได้เป็นภัยคุกคามด้านความปลอดภัย และข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐ

ล่าสุด วันที่ 27 พ.ย. สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคก๊กมินตั๋งซึงเป็นฝ่ายคัดค้านการอนุมัติเนื้อหมูนำเข้าจากสหรัฐ ประท้วงในรัฐสภาโดยการเป่านกหวีด ถือป้าย และเป่าแตร รวมทั้งยังมีการโยนเนื้อหมูสดและเครื่องในหมูในรัฐสภา ส่งผลให้มีการเผชิญหน้ากันระหว่างพรรคฝ่ายค้านและพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน

ขณะที่พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าออกมาประณามการประท้วงดังกล่าวที่ขว้างปาเนื้อหมูลงบนพื้นรัฐสภาว่าเป็นการประท้วงที่เหม็นและน่าขยะแขยง พร้อมเรียกร้องให้มีการเจรจากันด้วยเหตุผล

สี จิ้นผิงชวนอาเซียนสร้าง ‘เส้นทางสายไหมดิจิทัล’ หวังกระชับสัมพันธ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สี จิ้นผิงชวนอาเซียนสร้าง ‘เส้นทางสายไหมดิจิทัล’ หวังกระชับสัมพันธ์ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 15:30 น.สี จิ้นผิงชวนอาเซียนสร้าง 'เส้นทางสายไหมดิจิทัล' หวังกระชับสัมพันธ์จีนแข่งสหรัฐ เร่งสร้างความสัมพันธ์กับภูมิภาคอาเซียน พร้อมเสนอความร่วมมือเส้นทางสายไหมดิจิทัล

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงาน วันที่ 27 พ.ย. สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวในงาน China-Asean Expo โดยให้คำมั่นว่าจะกระชับความร่วมมือและส่งเสริมเส้นทางสายไหมดิจิทัลกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพยายามให้ความมั่นใจกับผู้นำประเทศอาเซียนว่าจีนให้ความสำคัญต่อสมาคมสหประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) รวมถึงชูยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการฟื้นตัวของโลกจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ส่งผลดีต่ออาเซียน”

“จีนจะขยายออกไปสู่โลกภายนอกอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงขับเคลื่อนการฟื้นตัวร่วมกันของทุกประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งอาเซียน” สี จิ้นผิงกล่าว

โดยสียังได้เสนอว่าจีนสามารถทำงานร่วมกับอาเซียนในการสร้าง “ท่าเรือดิจิทัลจีน-อาเซียน” เพื่อส่งเสริมการเชื่อมต่อแบบดิจิทัลและสร้าง “เส้นทางสายไหมดิจิทัล”

ทั้งนี้ คำพูดของสีเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่โจ ไบเดนได้ประกาศนโยบายต่างประเทศของสหรัฐซึ่งมุ่งที่จะยึดบทบาทความเป็นผู้นำโลกและเสริมสร้างพันธมิตรในเอเชีย-แปซิฟิก

นอกจากนี้ในวันเดียวกัน หวังอี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีนยังได้ไปเยือนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศพันธมิตรของสหรัฐ และให้คำมั่นกับทั้ง 2 ประเทศว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด

ทั้งนี้ จีนกำลังเร่งสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน เพื่อพยายามชดเชยแรงกดดันจากสงครามการค้าที่ยืดเยื้อมานานในช่วงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

เกาหลีใต้เสี่ยงเตียงไม่พอ หลังยอดติดโควิดพุ่งเกิน 500 รายต่อวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เกาหลีใต้เสี่ยงเตียงไม่พอ หลังยอดติดโควิดพุ่งเกิน 500 รายต่อวัน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 14:00 น.เกาหลีใต้เสี่ยงเตียงไม่พอ หลังยอดติดโควิดพุ่งเกิน 500 รายต่อวันเกาหลีใต้เผชิญโควิดระลอก 3 ติดเชื้อรายวันเกิน 500 ราย หวั่นเตียงผู้ป่วยขาดแคลน

รอยเตอร์สรายงาน วันที่ 27 พ.ย. เกาหลีใต้มีจำนวนผู้ติดโควิด-19 มากกว่า 500 รายเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นจำนวนมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนเนื่องจากการติดเชื้อในระลอกที่ 3 แพร่กระจายไปทั่วประเทศ

ช็อง เซกยุน นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เตือนว่ายอดผู้ติดเชื้อรายวันอาจเพิ่มถึง 1,000 ราย และจะส่งผลให้เกิดวิกฤตครั้งใหญ่รวมถึงปัญหาขาดแคลนเตียงในโรงพยาบาลหากมาตรการต่างๆ ไม่สามารถป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้

ช็อง เรียกร้องให้ทางการเพิ่มเตียงในโรงพยาบาลเพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนเตียงผู้ป่วย ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าขณะนี้ยังมีเตียงเพียงพอ แต่หากจำนวนผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นภายใน 2 ถึง 3 สัปดาห์นี้อาจต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนเตียงในโรงพยาบาล

โดยขณะนี้เกาหลีใต้กำลังเผชิญสถานการณ์ร้ายแรงใน 17 เมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงโซล ซึ่งล่าสุดมีผู้ติติดเดเชื้อรายวัน 525 ราย โดยมากกว่าร้อยละ 64 เป็นผู้ป่วยจากกรุงโซล

ส่งผลให้รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องเข้มงวดในมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมในกรุงโซลและพื้นที่โดยรอบมากขึ้น ซึ่งมีการจำกัดการรับประทานอาหารนอกบ้านรวมถึงสถานบันเทิง

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 1 เดือนหลังมาตรการต่างๆ ได้รับการผ่อนคลายลงเนื่องจากการแพร่ระบาดในระลอก 2 ลดลง

Photo by Jung Yeon-je / AFP

‘แอสตราเซเนกา’ พร้อมทดลองใหม่หลังถูกตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

‘แอสตราเซเนกา’ พร้อมทดลองใหม่หลังถูกตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 13:00 น.'แอสตราเซเนกา' พร้อมทดลองใหม่หลังถูกตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพแอสตราเซเนกาเตรียมทดลองวัคซีนเพิ่มเติมหลังพบว่าวัคซีนเพียงครึ่งโดสอาจได้ผลดีกว่าเต็มโดส

เดอะการ์เดียน รายงานว่า วัคซีนของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ร่วมกับมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด (Oxford) จะทำการทดลองเพิ่มเติมหลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ออกมาตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน

โดยในตอนแรกบริษัทผู้ผลิตวัคซีนเผยผลการทดสอบวัคซีนในระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย พบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพเฉลี่ย 70% แต่ภายหลังได้ออกมาประกาศว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็น 90% ในอาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับวัคซีนครึ่งโดส

ส่งผลให้หลายคนตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือ รวมทั้งนักวิเคราะห์รายหนึ่งในสหรัฐอเมริกาเชื่อว่าวัคซีนดังกล่าวจะไม่ได้รับอนุญาตในสหรัฐ และกล่าวหาว่าบริษัทผู้ผลิตพยายามโกงประสิทธิภาพของวัคซีน

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. จอห์น เบลล์ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ของออกฟอร์ดและที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลสหราชอาณาจักรปฏิเสธคำกล่าวอ้างดังกล่าว และยืนยันว่าผลลัพธ์ประสิทธิภาพของวัคซีนนั้นเกิดจากการทดลองจริงไม่ได้มีการโกงแต่อย่างใด และข้อมูลทั้งหมดคาดว่าจะได้รับการตีพิมพ์ลงบนวารสารการแพทย์แลนซิตในสุดสัปดาห์นี้

ขณะที่ ปาสคาล โซเรียต ประธานกรรมการบริหารของแอสตราเซนเนกาเผยว่า จะทำการทดลองวัคซีนใหม่โดยให้วัคซีนในโดสที่ต่ำลงเพื่อประเมินว่าจะมีประสิทธิภาพดีกว่าการให้วัคซีนเต็มโดสหรือไม่ อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่าการทดสอบครั้งใหม่จะไม่ทำให้การอนุมัติวัคซีนในยุโรปล่าช้าลง

ด้าน แมตต์ ฮานค็อก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ขอให้หน่วยงานกำกับดูแลยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (MHRA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีส่วนในการอนุมัติวัคซีน ทำการประเมินวัคซีนอย่างเป็นทางการ เพื่อทำความเข้าใจข้อมูลและพิจารณาว่าวัคซีนดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่

Photo by JUSTIN TALLIS / AFP