รมว.ต่างประเทศสวีเดนจี้รัฐบาลไทยเปิดโอกาสประชาชนแสดงออกอย่างเสรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 12:00 น.รมว.ต่างประเทศสวีเดนจี้รัฐบาลไทยเปิดโอกาสประชาชนแสดงออกอย่างเสรีรัฐสภาสวีเดนเผยจดหมายเปิดผนึกจี้ไทยทำตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ย้ำยุโรปจับตาอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา รัฐสภาสวีเดนเผยจดหมายเปิดผนึกจาก Ann Linde รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสวีเดนที่กล่าวถึงแนวทางของสวีเดนและสหภาพยุโรปในการลดความเสี่ยงจากความรุนแรง และส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศไทย

โดยในจดหมายระบุว่า การเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงของไทยขณะนี้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลไทยมีหน้าที่ที่จะต้องประกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกตามหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ขณะนี้ สวีเดนกำลังติดตามความเคลื่อนไหวในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย นอกจากนี้ควรหันหน้าเข้าหากันและเปิดให้มีการเจรจา

ทั้งนี้ เหตุการณ์ในประเทศไทยถูกหยิบยกโดยประเทศสวีเดนและสหภาพยุโรป ซึ่งได้ส่งข้อเสนอแนะไปยังกรุงสตอกโฮล์มและกรุงเทพมหานคร

โดยสวีเดนกำลังหารืออย่างใกล้ชิดกับตัวแทนพรรคการเมือง ภาคประชาสังคม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และได้รับความร่วมมือจากองค์กรต่างๆ ที่ส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน รวมทั้งสถานทูตสวีเดนในกรุงเทพมหานครก็มีการสนับสนุนอย่างเต็มที่ และได้เชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาร่วมเจรจาอีกด้วย

พร้อมทิ้งท้ายว่าสวีเดนจะติดตามประเทศไทยอย่างใกล้ชิดและดำเนินการเพื่อส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม

Photo by Tobias SCHWARZ / AFP

โจชัว หว่อง ถูกขังเดี่ยว ถูกไฟส่อง 24 ชม. จนนอนไม่หลับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โจชัว หว่อง ถูกขังเดี่ยว ถูกไฟส่อง 24 ชม. จนนอนไม่หลับ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 10:41 น.โจชัว หว่อง ถูกขังเดี่ยว ถูกไฟส่อง 24 ชม. จนนอนไม่หลับโจชัว หว่อง ถูกขังเดี่ยว บอกสบายดี แค่นอนไม่หลับนิดหน่อยเพราะแสงไฟแยงตา  

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเรียกร้องการแยกตัวจากจีนแผ่นดินใหญ่ชาวฮ่องกงเผยกับหนังสือพิมพ์รายวัน Die Welt ของเยอรมนีผ่านจดหมายหลังถูกคุมขังว่า สบายดีแม้จะถูกแยกขังเดี่ยว และนอนไม่หลับเนื่องจากถูกแสงไฟแยงตาตลอด 24 ชั่วโมง

“ผมนอนไม่ค่อยหลับ เพราะแสงไฟในห้องขังเปิดสว่างจ้าตลอด 24 ชั่วโมง ผมต้องใช้หน้ากากอนามัยปิดตาถึงจะนอนหลับ”

นักเคลื่อนไหววัย 24 ปีบอกอีกว่า เจ้าตัวไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากห้องขังเดี่ยวหรือพบปะกับผู้ต้องขังรายอื่น รวมทั้งถูกห้ามไม่ให้เล่นกีฬา

หว่องยังเผยอีกว่า ไม่คิดว่าตัวเองจะได้รับการพิจารณาคดีอย่างยุติธรรมในวันที่ 2 ธ.ค.ที่จะถึงนี้

“ผมสูญเสียความเชื่อมันในระบบยุติธรรมมานานแล้ว ผมต้องการบอกให้โลกทราบว่าการเคลื่อนไหวในฮ่องกงจะไม่ยุติลง แม้ แอกเนส โจว อิวาน หลั่ม และตัวผมจะอยู่ในคุก” หว่องระบุในจดหมายตอบ Die Welt

หว่องเผยอีกว่า เข้ามองว่าจีนเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของโลก “บรรดามหาวิทยาลัย นักข่าว บริษัทต่างๆ ทุกคนล้วนถูกบังคับให้ยึดมั่นในมาตรฐานของจีน”

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หว่องรับสารภาพในข้อหาเป็นผู้จัดและปลุกระดมให้ชาวฮ่องกงออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่หน้ากองบัญชาการตำรวจเมื่อปีที่แล้ว โดยเจ้าตัวอาจต้องรับโทษจำคุกสูงุดถึง 3 ปี

อังกฤษเตรียมเผชิญ ‘ภาวะเศรษฐกิจถดถอย’ สาหัสสุดในรอบกว่า 300 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อังกฤษเตรียมเผชิญ ‘ภาวะเศรษฐกิจถดถอย’ สาหัสสุดในรอบกว่า 300 ปี – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 27 พ.ย. 2563 เวลา 09:03 น.อังกฤษเตรียมเผชิญ ‘ภาวะเศรษฐกิจถดถอย’ สาหัสสุดในรอบกว่า 300 ปียุโรปหลายประเทศยังไม่พ้นวิบากกรรมจากการะบาดรอบใหม่ เศรษฐกิจของบางประเทศกำลังพบกับเรื่องเลวร้ายที่สุด

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หริศรี สุนาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรจะหดตัวร้อยละ 11.3 ในปี 2020 ถือเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบกว่า 300 ปี อันมีสาเหตุมาจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

สุนากกล่าวต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติของสหราชอาณาจักรว่า สำนักงบประมาณ (OBR) คาดว่าเศรษฐกิจจะไม่สามารถฟื้นตัวสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดได้จนถึงสิ้นปี 2022

รัฐมนตรีคาดว่าการระบาดใหญ่จะส่งผลกระทบ “อย่างยาวนาน” พร้อมอ้างอิงสถิติจากสำนักฯ ซึ่งคาดการณ์ว่าอัตราการว่างงานจะสูงแตะร้อยละ 7.5 หรือมีคนตกงาน 2.6 ล้านคนในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2021

“ภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น” สุนากกล่าวเตือน พร้อมเผยรายงานตรวจสอบการใช้จ่ายฉบับแรกหลังเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยรายงานระบุว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรใช้จ่ายเงินเพื่อรับมือกับวิกฤตโรคโควิด-19 ทั้งหมด 2.8 แสนล้านปอนด์ (ราว 11.35 ล้านล้านบาท) และวางแผนจะใช้จ่ายเงินอีก 5.5 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 2.23 ล้านล้านบาท) เพื่อต่อสู้กับการระบาดใหญ่ในปีหน้า

ขณะเดียวกันหนี้สาธารณะของสหราชอาณาจักรจะอยู่ที่ 3.94 แสนล้านปอนด์ (ราว 15.98 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2020/21 เทียบเท่าร้อยละ 19 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ จีดีพี (GDP) ของประเทศ

เพื่อกระตุ้นการเติบโตและสนับสนุนการจ้างงาน สุนากคาดว่าในปี 2021 สหราชอาณาจักรต้องใช้จ่ายด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 1 แสนล้านปอนด์ (ราว 4.05 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้สหราชอาณาจักรจะจัดตั้งธนาคารสำหรับโครงสร้างพื้นฐานแห่งใหม่ โดยจะมีสำนักงานใหญ่อยู่ทางตอนเหนือของอังกฤษ มีหน้าที่ประสานงานกับภาคเอกชนเพื่อระดมเงินในการดำเนินโครงการลงทุนใหม่ๆ ทั่วประเทศ

สุนากกล่าวถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจของวิกฤตโรคโควิด-19 หลังเมื่อวันอังคาร (24 พ.ย.) สหราชอาณาจักรมียอดผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 พุ่งสูงสุด นับตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค. โดยสถิติทางการระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในวันอังคารเพิ่มขึ้น 608 ราย อยู่ที่ 55,838 ราย

Photo by Tolga Akmen / AFP

ต้องเก็บภาษีคนละเท่าไร คนไทยถึงอยู่ดีมีสุขแบบรัฐสวัสดิการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ต้องเก็บภาษีคนละเท่าไร คนไทยถึงอยู่ดีมีสุขแบบรัฐสวัสดิการ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 26 พ.ย. 2563 เวลา 21:03 น.ต้องเก็บภาษีคนละเท่าไร คนไทยถึงอยู่ดีมีสุขแบบรัฐสวัสดิการ เสียงเรียกร้องขอรัฐสวัสดิการในไทยดังขึ้นเรื่อยๆ แต่รัฐสวัสดิการไม่ได้เกิดขึ้นเอง มันจะต้องใช้งบประมาณมหาศาล แล้วเราพร้อมที่จะจ่ายหรือไม่?

การชุมนุมประท้วงในประเทศมีประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันบ่อยๆ คือการผลักดันรัฐสวัสดิการ (#ถ้าการเมืองดี) พร้อมๆ กับการแสดงความไม่พอใจที่ภาษีของพวกเขานำไปใช้ “อย่างไม่ถูกต้อง” (ตะโกนพร้อมๆ กันว่าภาษีกูๆ)

เราไม่รู้ว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มผู้ชุมนุมจะรู้หรือไม่หรือเป็นแค่เรื่องบังเอิญ เพราะการสร้างรัฐสวัสดิการที่ประชาชนได้รับบริการที่ดีนั้นเกี่ยวข้องกับการเก็บภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วย

การเรียกร้องรัฐสวัสดิการไม่ใช่เพิ่งจะมี แต่พูดกันมาหลายสิบปีแล้ว งานเขียนชิ้นหนึ่งว่าด้วยรัฐสวัสดิการที่ง่ายแก่การเข้าใจคือ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ของศ. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ซึ่งท่านได้วาดหวังไว้ว่าชีวิตของคนๆ หนึ่งควรได้รับบริการอะไรจากรัฐบ้างจึงจะเรียกว่าคุ้มค่าที่เกิดมาเป็นคนของรัฐนั้นๆ

แต่ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ง่ายเกินไปเพราะเป็นลักษณะของ “อุดมคติ” จนไม่ได้พูดถึงความซับซ้อนของสังคมที่คนรวย คนจน คนชั้นกลาง มีรายได้ห่างกันมากในประเทศไทย ห่างเสียจนการเก็บรายได้อย่างเป็นธรรมเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ

ปัญหาเฉพาะหน้าที่สุดของของการสร้างรัฐสวัสดิการคือจะเอาเงินมาจากไหน?

ของฟรีไม่มีในโลกฉันใด รัฐสวัสดิการไม่เกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ฉันนั้น ทั้งการศึกษาฟรี รักษาพยาบาลฟรี ทั้งหมดต้องจ่ายด้วยเงินทั้งสิ้น

รัฐสวัสดิการคือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน รับประกันว่าพวกเขาจะมีกิน มีการศึกษา มีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน รัฐเองต้องมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจเองก่อน

โดยทั่วไปเงินทุนของรัฐสวัสดิการมาจากสองแหล่งหลัก ได้แก่ (1) รายได้จากภาษีทั่วไป (2) เงินประกันสังคมที่นายจ้างและ/หรือลูกจ้างจ่ายให้ ส่วนอื่นๆ มีบทบาทเล็กน้อยเท่านั้น

ประเทศที่มีรัฐสวัสดิการดีเลิศส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปเหนือประเทศเหล่านี้เก็บภาษีในอัตราสูงมาก เช่น สวีเดนเก็บในอัตราสูงถึง 60% ของรายได้ แต่ “ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นรัฐในการจัดการภาษีด้วยดี มีความศรัทธาอย่างลึกซึ้งในวงกว้างว่าเงินที่ไปสู่รัฐสวัสดิการนั้นจะถูกใช้อย่างเป็นประโยชน์”

ดังนั้นสิ่งแรกที่จะต้องสร้างคือ ความเชื่อมั่นในรัฐ เชื่อว่าจะบริหารเงินของเราได้ ไม่ใช่ควักกระเป๋า

เมื่อดูสถานการณ์ของไทยตอนนี้ห่างชั้นจากความว่าเชื่อมั่นในรัฐอย่างมาก หากตัดเรื่องการเมืองออกไปแล้วดูแค่ดัชนีคอร์รัปชั่น จะพบว่าไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่มาก

เทียบกับประเทศที่คอร์รัปชั่นต่ำและความโปร่งใสสูง ประเทศหล่านี้ล้วนแต่เป็นรัฐสวัสดิการเต็มตัวทั้งสิ้่น คือ เดนมาร์กกับนิวซีแลนด์ที่คอร์รัปชั่นน้อยที่สุดในโลก ตามด้วยฟินแลนด์ สิงคโปร์ และสวิตเซอร์แลนด์

เดนมาร์กเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาถึง 55.80% ฟินแลนด์เก็บ 53.52% สวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นสหพันธรัฐเก็บ 2 ระดับคือระดับสหพันธ์ ประมาณต่ำกว่า 1% – 11.5% และระดับท้องถิ่นอาจสูงถึง 48.0% (ในเจนีวา)

ส่วนนิวซีแลนด์เก็บที่ 10.5% – 33% และสิงคโปร์ 22% ทั้งสองประเทศไม่ได้อยู่ในยุโรปเหนือและไม่ใช่รัฐสวัสดิการเต็มตัวดังนั้นเราจะละสองประเทศนี้ไว้ฐานที่เข้าใจ

หันกลับมามองที่ไทย การเก็บภาษีของไทยนั้นไม่ครอบคลุม คนที่เสียภาษีจริงๆ มีแค่ 4 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด ส่วนที่เหลือไม่ถึงเกณฑ์จะเสีย (เพราะจนเกินไป) หรือได้งดเว้นภาษี (เพราะเป็นคนชั้นกลางที่สร้างตัว) คนที่เสียภาษีจริงๆ จึงเหลือแต่คนที่มีรายมาก ดูแล้วเหมือนจะเป็นการเก็บภาษีก้าวหน้าที่แฟร์ เพราะเกลี่ยคนรวยมาช่วยคนจน แต่ถ้าเราจะสร้างรัฐสวัสดิการเราจะมา “เตี้ยอุ้มค่อม” แบบนี้ไม่ได้

หากยังไม่ชัดว่ามันเตี้ยอุ้มค่อมอย่างไร ให้เทียบดูสัดส่วนคนเสียภาษีของไทยที่มี 4 ล้านจากประชากร 69.43 ล้านคน ส่วนสวีเดนมีประชากร 10.23 ล้านคน แต่มีคนเสียภาษีประมาณ 7 ล้านคน

คิดกลมๆ ก็คือทั้งประเทศไทยมีคนเสียภาษีแค่ 5.7% ส่วนสวีเดนมีคนเสียภาษีถึง 68.4% ของประชากรทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าใครที่สามารถจะสร้างสังคมสวัสดิการที่มั่นคง และ “แฟร์” มากกว่าเพราะเก็บภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยและครอบคลุมมากกว่ากัน

ดังนั้นภารกิจแรกก่อนจะสร้างรัฐสวัสดิการที่มั่นคงคือ “ต้องกำจัดความยากจนให้หมดก่อน”

แน่นอนว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้ที่สังคมหนึ่งๆ จะไม่มีคนจนเลย แต่ไม่ใช่ว่ามันจะทำไม่ได้ อย่างน้อยจีนก็พยายามทำอยู่ หรือหากไม่ได้เล่นใหญ่แบบจีน เราก็สามารถช่วยให้ประชาชนเกือบทั้งหมดหลุดพ้นจากภาวะไม่มีจะกินให้ได้เสียก่อน

มีผู้กล่าวว่า “เป้าหมายที่แท้จริงควรเป็นการลดความยากจน แทนที่จะลดความเหลื่อมล้ำ” (real goal should be reducing poverty rather than reducing inequality.)

ไม่มีสังคมไหนในโลกที่ไม่เหลื่อมล้ำ แต่เราสามารถให้โอกาสคนอย่างเท่าเทียมกันได้เพื่อให้เขาเลือเอาว่าจะกดตัวเองให้ต่ำลง อยู่ในสถานะเดิม หรือมุ่งไปสู่ภาวะที่สูงกว่า การให้โอกาสคนที่เท่ากับและให้พวกเขาทำให้ที่ประชาชนผู้เสียภาษีอย่างเท่าเทียมกันต่างหากคือสิ่งที่จะต้องทำเป็นอันดับแรกก่อน

ถามว่าถ้าไม่ลดความยากจนเพื่อที่จะสร้างผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมขึ้น เราจะมุ่งเก็บแต่ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้หรือไม่?

ประเด็นเรื่อง VAT กลุ่มผู้ประท้วงในไทยยกขึ้นมาอ้างหลายครั้งหลายหนว่าเป็นเหตุให้พวกเขาเรียกร้องบริการสาธารณะจากรัฐเพราะเสียภาษีไปแล้วในรูปของ VAT

มาดูที่ข้อเท็จจริงกันก่อน VAT เป็นภาษีได้เข้ารัฐสูงสุดคือ 37% เทียบกับภาษีรายได้บุคคลธรรมดาที่คิดเป็น 15% และ ภาษีเงินได้นิติบุคคล 29% ของภาษีทั้งหมด อีก 19% ที่เหลือเป็นภาษีอื่นๆ

จะเห็นว่า VAT คือขุมกำลังสำคัญของรายได้ภาษีและเป็นภาษีที่ทุกคนมีส่วนร่วมจ่าย ยิ่งใช้มากยิ่งจ่ายมาก ไม่ต้องรอให้รวยก่อนแล้วค่อยจ่ายมาก

ในสวีเดนเองก็มีการยกความดีความชอบให้กับ VAT ว่าเป็นพลังสำคัญที่ช่วยหนุนรัฐสวัสดิการ แต่แน่นอนว่ามันเดินขาเดียวไม่ได้ VAT ต้องเก็บมากขึ้นโดยมีการลดเพดานการเก็บภาษีเพื่อเก็บภาษีให้ครอบคลุมคนทุกชั้นมากขึ้น ลดมาตรการผ่อนผันภาษี และเพิ่มอัตรา VAT อยู่ที่ 25% ซึ่งสูงที่สุดในยุโรป

ดังนั้นคีย์เวิร์ดก็ยังอยู่ที่ “เก็บภาษีโดยเท่าเทียมกัน”

ปัญหาคือไทยยังลดความยากจนไม่สำเร็จจึงสร้างฐาน Tax ไม่กว้าง ขณะเดียวกันพอจะขึ้น VAT ก็มีเสียงโวยวายจากประชาชนขึ้นมาอีกว่าเป็นภาระกับพวกเขา

ลงแบบนี้คนไทยจะเข้าทำนอง “เสียคืบจะเอาศอก” ภาษีไม่อยากจ่ายเพิ่ม แต่อยากจะได้สวัสดิการ

ตอนนี้ไทยก็มีสวัสดิการที่ดีกว่าประเทศพัฒนาแล้วเสียอีก นั่นคือ “สามสิบบาทรักษาทุกโรค” ซึ่งได้รับคำชมจากทั่วโลก แต่มีปัญหาที่แก้ไม่ตกคือมันไม่ค่อยจะยั่งยืนเรื่องการเงิน ทั้งเงินไม่พอ และมีเหลือบหากินกับนโยบายนี้

ปัญหาจึงกลับมาที่จุดเดิมคือไทยขาดทั้งเงินและขาดทั้งความโปร่งใส หากแก้เรื่องนี้ไม่ได้ก็เป็นรัฐสวัสดิการไม่ได้

แต่ไม่มีรัฐบาลไทยชุดไหนกล้าเสี่ยงขึ้นภาษีบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะมันคือการฆ่าตัวตายทางการเมือง ดังนั้นก่อนที่จะทำให้รัฐมีเงินเข้ามามาก เราต้อง “ศรัทธาในรัฐ” แบบชาวสวีเดนเสียก่อน ศรัทธาว่าเจ้าหน้าที่จะไม่โกงกินและนำเงินภาษีของเราไปใช้อย่างคุ้มค่า

เรื่องทั้งหมดนี้เหมือนงูกินหาง ไม่รู้จะแก้จุดไหนก่อน

Photo by Jack TAYLOR / AFP

เวียดนามอันดับ 10 ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ฟื้นตัวจากโควิด-19 ดีที่สุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เวียดนามอันดับ 10 ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ฟื้นตัวจากโควิด-19 ดีที่สุด – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 26 พ.ย. 2563 เวลา 20:04 น.เวียดนามอันดับ 10 ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ฟื้นตัวจากโควิด-19 ดีที่สุดนอกจากจะรับมือกับการระบาดจนชาวโลกให้การซูฮกแล้วเวียดนามยังมีเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งด้วย

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) ผู้ให้บริการข่าวสารด้านการเงินทั่วโลก จัดให้เวียดนามอยู่ในอันดับที่ 10 จาก 53 ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่ฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ได้ดีที่สุด

วีเอ็นเอ็กซ์เพรส (VnExpress) หนังสือพิมพ์ออนไลน์ท้องถิ่น รายงานว่าเวียดนามได้รับคะแนนการฟื้นตัว 74.3 จาก 100 คะแนน

โดยการจัดอันดับการฟื้นตัวจากโรคโควิด-19 ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร (24 พ.ย.) ได้ดำเนินการสำรวจ 53 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจมูลค่ามากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6 ล้านล้านบาท) โดยวัดจากตัวชี้วัดสำคัญ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วย อัตราการเสียชีวิตโดยรวม ความสามารถในการตรวจเชื้อ ข้อตกลงในการจัดหาวัคซีน ความสามารถของระบบดูแลสุขภาพท้องถิ่น และผลกระทบของการล็อกดาวน์ในประเทศ

ผลสำรวจชี้ว่าอัตราผลตรวจโควิด-19 เป็นบวกในเวียดนามอยู่ที่ร้อยละ 0.1 ขณะที่เม็กซิโกมีอัตราผลตรวจโรคเป็นบวกสูงสุดที่ร้อยละ 62.3

ขณะเดียวกัน เวียดนามได้รับคะแนนด้าน “ความรุนแรงของการล็อกดาวน์” อยู่ที่ 39 จาก 100 คะแนน โดยคะแนนที่สูงขึ้นบ่งชี้ว่ากิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ ถูกจำกัดโดยรัฐบาลอย่างเข้มงวด ซึ่งหมายความว่าการใช้ชีวิตของประชาชนต้องหยุดชะงัก

ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ในเวียดนามเริ่มซับซ้อนยิ่งขึ้นในเดือนมีนาคม รัฐบาลจึงกำหนดมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมระดับประเทศเป็นเวลาราว 3 สัปดาห์ แต่ไม่ได้กำหนดใช้มาตรการดังกล่าวอีกครั้งหลังเกิดการระบาดระลอกสองในเดือนกรกฎาคม โดยหันไปปรับใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมในระดับท้องถิ่นแทน

นอกจากนี้ เวียดนามยังสามารถเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่ผลิตในประเทศจำนวน 1 ตัว ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างเตรียมการสำหรับการทดลองในมนุษย์เร็วๆ นี้ และหากได้รับอนุมัติ วัคซีนตัวดังกล่าวจะกลายเป็นวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ตัวแรกของเวียดนามที่ทดลองในมนุษย์

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวโดยซินหัว

Photo by Manan VATSYAYANA / AFP

หาหมอจนล้มละลาย! ผู้ป่วยสหรัฐร่วมแชร์ค่ารักษาพยาบาลสุดโหด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

หาหมอจนล้มละลาย! ผู้ป่วยสหรัฐร่วมแชร์ค่ารักษาพยาบาลสุดโหด – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 26 พ.ย. 2563 เวลา 19:03 น.หาหมอจนล้มละลาย! ผู้ป่วยสหรัฐร่วมแชร์ค่ารักษาพยาบาลสุดโหดสำนักข่าวสหรัฐร่วมกับองค์การไม่แสวงหาผลกำไรเปิดโครงการตีแผ่ค่ารักษาพยาบาลแพงเกินเหตุ

สำนักข่าว NPR ร่วมกับ Kaiser Health News จัดตั้งโครงการ “Bill Of The Month” เพื่อตรวจสอบและตีแผ่ค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกา โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมาแบ่งปันประสบการณ์จ่ายค่ารักษาพยาบาลที่มีราคาสูงเกินไป และเป็นกระบอกเสียงให้ทุกคนได้ตระหนักถึงปัญหาค่ารักษาพยาบาลของสหรัฐ ซึ่งจะอัปเดทใหม่ในทุกๆ เดือน

“คุณมีใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลที่สูงเกินไปหรือไม่สมเหตุสมผลหรือไม่ มาร่วมบอกเล่าประสบการณ์ของคุณ” ทางโครงการกล่าว

ทั้งนี้ สหรัฐเป็นหนึ่งประเทศที่มีค่ารักษาพยาบาลแสนแพง โดยในแต่ละเดือนมีผู้มาร่วมแชร์ประสบการณ์จำนวนมาก ซึ่งค่ารักษาที่พวกเขาต้องเจอนั้นค่อนข้างน่าตกใจ โดยในผู้ป่วยบางรายถึงกับล้มละลายเมื่อต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล

โดยชายวัยคนหนึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจและเข้ารับการรักษาที่ Baptist Health Louisville เขาต้องเผชิญกับค่ารักษาพยาบาล 10,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 300,000 บาท ซึ่งเขาไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาล จนกระทั่งถูกทางโรงพยาบาลฟ้องร้อง และต้องเป็นบุคคลล้มละลายด้วยวัยเพียง 25 ปีเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกรณีที่ต้องช็อกกับค่ารักษาพยาบาลในสหรัฐ อาทิ ชายวัย 50 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะไตวายและต้องเข้ารับการฟอกไตที่ศูนย์การแพทย์ Fresenius ซึ่งเป็นหนึ่งในสองผู้ให้บริการฟอกไตรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐ ภายหลัง 14 สัปดาห์ที่เข้ารับการรักษาตัว เขาได้รับใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวน 524,600 เหรียญสหรัฐ หรือราว 15 ล้านบาท

แต่หลังจากที่ NPR เผยแพร่เรื่องราวนี้ทางศูนย์การแพทย์จึงได้ตกลงที่จะยกเว้นการเรียกเก็บค่ารักษาดังกล่าว

รวมถึงหญิงวัย 44 ปี ถูกแมวจรจัดกัดนิ้วขณะเธอกำลังพยายามให้อาหารแมว และมีความกังวลเกี่ยวกับพิษสุนัขบ้าจึงได้มุ่งหน้าไปที่โรงพยาบาล Mariners เธอใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในห้องฉุกเฉิน และฉีดยา 2 ชนิดพร้อมได้รับยาปฏิชีวนะ โดยไม่ได้มีการพูดคุยกับแพทย์แต่อย่างใด แต่ต้องตกใจเมื่อเห็นใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลจำนวน 48,512 เหรียญสหรัฐ หรือราว 1.4 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีเด็กชายวัย 9 ปี ประสบอุบัติเหตุขณะขี่รถจักรยาน และเข้ารับการรักษาโดยการเย็บแผลที่ศูนย์การแพทย์ประจำภูมิภาค Carson Tahoe ก่อนจะได้รับใบเสร็จค่ารักษาสูงถึง 18,933 เหรียญสหรัฐ หรือราว 5.7 แสนบาท

โดยสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของสหรัฐจำนวน 19 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพไปแล้วประมาณ 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 10,000 เหรียญสหรัฐ (300,000 บาท) ต่อคน

หากเปรียบเทียบกับประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลโดยรวมในประเทศมูลค่าประมาณ 25.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 6.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ทั้งหมด

Photo by AFP /CHRISTOF STACHE

ไทยส่งตัวมือระเบิดปี 55 แลกอิหร่านปล่อยตัวชาวตะวันตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไทยส่งตัวมือระเบิดปี55 แลกอิหร่านปล่อยตัวชาวตะวันตก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 26 พ.ย. 2563 เวลา 16:58 น.ไทยส่งตัวมือระเบิดปี55 แลกอิหร่านปล่อยตัวชาวตะวันตกแม้ทางไทยจะไม่เผยความเชื่อมโยง แต่ทีวีของรัฐของอิหร่านกล่าวเมื่อวันพุธว่า มัวร์-กิลเบิร์ทถูกแลกตัวกับชาวอิหร่านสามคน

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ทางการไทยยืนยันว่าได้ส่งกลับชาวอิหร่าน 3 คนที่ถูกจำคุกจากคดีวางระเบิดในกรุงเทพเมื่อปี 2555 ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่รัฐบาลอิหร่านปล่อยตัวนักวิชาการชาวออสเตรเลียที่ถูกคุมตัวไว้หลังถูกกล่าวหาว่าสอดแนม

กรมราชทัณฑ์เปิดเผยว่าว่าชายอิหร่าน 2 คนคือ มาซูด เซดากัตซาเดห์ (Masoud Sedaghatzadeh) และซาเอด โมราดี (Saeid Moradi) ถูกส่งตัวกลับไปอิหร่านในฐานะนักโทษในขณะที่โมฮัมหมัด คาซาเอ (Mohammad Khazaei) คนที่สามได้รับพระราชทานอภัยโทษในเดือนสิงหาคมแล้ว

เจ้าหน้าที่ของไทยไม่ได้โยงว่าการส่งตัวมือระเบิดกลับไปยังอิหร่านเกี่ยวข้องกับการที่อิหร่านปล่อยตัวไคลี มัวร์ กิลเบิร์ท (Kylie Moore-Gilbert) นักวิชาการชาวออสเตรเลียที่เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง หลังจากเขาถูกคุมขังในอิหร่านเป็นเวลา 2 ปีในข้อหาจารกรรม ตอนนี้ มัวร์ กิลเบิร์ท เดินทางกลับออสเตรเลียแล้ว

มัวร์ กิลเบิร์ท วัย 33 ปีถูกจับกุมโดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านในปี 2018 หลังจากเข้าร่วมการประชุมทางวิชาการในเมืองกอม เมืองอันศักดิ์สิทธิ์ทางตอนกลางของอิหร่าน ต่อมาเธอถูกตั้งข้อหาจารกรรมและถูกตัดสินจำคุกสิบปี

หลังจากได้รับอิสรภาพเธอบอกว่า “ฉันมาที่อิหร่านในฐานะเพื่อนและด้วยความตั้งใจที่เป็นมิตร” พร้อมกับยกย่องชาวอิหร่านที่ “อบอุ่นใจกว้างและกล้าหาญ” แม้ว่าเธอจะบอกว่าประสบการณ์ที่พานพบเป็น “การทดสอบที่ยาวนานและเจ็บปวด”

แม้ทางไทยจะไม่เผยความเชื่อมโยง แต่ทีวีของรัฐของอิหร่านกล่าวเมื่อวันพุธว่า มัวร์-กิลเบิร์ทถูกแลกตัวกับชาวอิหร่านสามคน

ด้านชายชาวอิหร่านทั้งสามคนที่ประเทศไทยถูกจำคุกจากแผนการวางระเบิดโจมตีนักการทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ ซึ่งต่อมาทางการอิสราเอลเชื่อมโยงว่าเป็นปฏิบัติการโจมตีนักการทูตอิสราเอลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ทั่วโลก

เรื่องนี้เกิดขึ้นในวันวาเลนไทน์ปี 2555 การระเบิดครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ที่หน้าโรงเรียนเกษมพิทยา ใกล้กับตู้โทรศัพท์สาธารณะ ภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 31 ซึ่งเป็นซอยแยกของซอยสุขุมวิท 71 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา โดยผู้ต้องหาได้เดินออกมาเซฟเฮาส์ที่เช่าไว้ เหตุระเบิดได้พัดพาบางส่วนของหลังคาอาคารไป

จากนั้นชายได้หลบหนีออกจากบ้าน โมราดี ผู้ได้รับบาดเจ็บและมีเลือดออก พยายามโบกมือเรียกแท็กซี เมื่อคนขับ ที่เห็นอาการของเขา ปฏิเสธที่จะรับเขาไป เขาก็ได้โยนระเบิดมือไปยังแท็กซี่นั้น ระเบิดมือทำความเสียหายแก่พาหนะ และทำให้คนขับได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้สนองต่อเหตุระเบิดจากนั้นพยายามหยุดโมราดี ผู้พยายามหลบหนีโดยโยนระเบิดมืออีกลูกหนึ่งใส่ ระเบิดมือกระเด็นจากต้นไม้และกลับใส่เขา เกิดระเบิดและตัดขาทั้งสองข้างของเขาขาด

ขณะที่คาซาอีไปที่สนามบินก่อนจะถูกจับกุม ในปี 2556 ศาลกรุงเทพจำคุกโมราดีตลอดชีวิตในข้อหาพยายามฆ่าและตัดสินจำคุกคาซาอีเป็นเวลา 15 ปีในข้อหาครอบครองวัตถุระเบิด

ส่วนเซดากัตซาเดห์หนีไปมาเลเซียก่อนที่จะถูกส่งตัวกลับมาตามข้อตกลงส่งผู้ร้ายข้ามแดนในอีกหลายปีต่อมา และยังมีผู้ต้องสงสัยอีก 2 คนในคดีนี้ที่เชื่อว่าหลบหนีไปยังอิหร่าน

photo by AFP

ทุบสถิติ! เรือดำน้ำจีนลงจอดจุดที่ลึกที่สุดของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทุบสถิติ! เรือดำน้ำจีนลงจอดจุดที่ลึกที่สุดของโลก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 26 พ.ย. 2563 เวลา 15:46 น.ทุบสถิติ! เรือดำน้ำจีนลงจอดจุดที่ลึกที่สุดของโลกจีนสร้างสถิติใหม่ขับเคลื่อนเรือดำน้ำในระดับความลึกกว่าหมื่นเมตร

“เฟิ่นโต้วเจ่อ” (Fendouzhe) ซึ่งมีความหมายว่าผู้ไม่ย่อท้อ เป็นเรือดำน้ำขับเคลื่อนด้วยมนุษย์จากประเทศจีน ที่สามารถทุบสถิติโดยลงจอดบริเวณร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา ทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นจุดลึกที่สุดของโลก ในระดับความลึก 10,909 เมตร เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา

โดยได้ทำลายสถิติจากวันที่ 27 ต.ค. ที่เรือดำน้ำเฟิ่นโต้วเจ่อดำดิ่งไปที่ระดับความลึก 10,058 เมตร

ภารกิจนี้จะทำการวิจัยเกี่ยวกับทรัพยากรใต้ทะเลลึก โดยในเดือนนี้รัฐบาลจีนได้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมและวิจัยร่วมกับหน่วยงานท้องทะเลระหว่างประเทศ ซึ่งจัดฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเทคโนโลยีใต้ทะเล ตลอดจนการวิจัยเกี่ยวกับการขุดหาแร่ธาตุที่มีค่าบริเวณก้นมหาสมุทร

โดยคาดว่าเรือดำน้ำลำดังกล่าวจะเป็นมาตรฐานสำหรับเรือเดินทะเลของจีนในอนาคต ซึ่งขณะนี้จีนกำลังผลักดันการขุดสำรวจในทะเลลึก

ทั้งนี้ ในเดือนพฤษภาคม ปี 2019 วิคเตอร์ เวสโคโว นักสำรวจชาวอเมริกัน ทำลายสถิติโลกโดยการนำเรือดำน้ำลงไปที่ระดับความลึก 10,927 เมตร บริเวณร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนาเช่นกัน

ต่างชาติจับตาประท้วงไทย หวั่นบานปลาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ต่างชาติจับตาประท้วงไทย หวั่นบานปลาย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 26 พ.ย. 2563 เวลา 14:00 น.ต่างชาติจับตาประท้วงไทย หวั่นบานปลายสำนักข่าวและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประเทศจับตาเหตุการณ์ประท้วงในไทย แนะหยุดใช้ความรุนแรง

สื่อและองค์กรระหว่างประเทศเริ่มจับตาประเทศไทยมากขึ้น หลังจากที่รัฐบาลไทยเริ่มตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อผู้ชุมนุมประท้วง องค์กรที่มีปฏิกิรยาต่อเรื่องนี้มีทั้งองค์กรเอกชนเพื่อสิทธิมนุษยชนไปจนถึงองค์กรระดับรัฐบาลระหว่างประเทศ 

สื่อระดับโลกอาทิ เอเอฟพี รายงานว่ามีการเรียกตัวแกนนำ 12 คนเพื่อรับทราบข้อหา โดยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปีที่ข้อหานี้ถูกนำมาใช้อย่างเข้มงวด โดยมาตราดังกล่าวไม่ได้ถูกเรียกใช้ตั้งแต่ปี 2018 แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีอนุมัติให้ใช้กฎหมายต่อผู้ประท้วงที่พ่นสีบริเวณกองบัญชาการตำรวจ กรุงเทพมหานคร

เอเอฟพียังรายงานว่าประเทศไทยมีกฎหมายหมิ่นประมาทที่ร้ายแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งรวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ และการโพสต์หรือแชร์เนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย

เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ หนึ่งในแกนนำกล่าวกับเอเอฟพีว่า เขาไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย และเชื่อว่าการได้รับหมายเรียกในข้อหานี้จะยิ่งส่งผลให้มีประชาชนมาเข้าร่วมชุมนุมมากยิ่งขึ้น

รวมถึงกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างประเทศได้แสดงความกังวลต่อการใช้แก๊สน้ำตาและน้ำแรงดันสูงในการสลายการชุมนุมในประเทศไทย รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายและการจับกุมผู้ชุมนุมประท้วงที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่เดอะนิวยอร์กไทมส์ รายงานโดยอ้างคำพูดของเดวิด สเตรกฟัส นักวิชาการอิสระที่ศึกษาเกี่ยวกับการใช้มาตรา 112 ของประเทศไทย กล่าวว่า “กฎหมายหมิ่นประมาทใดๆ ขึ้นอยู่กับสังคมนั้นๆ ว่าจะยอมรับหรือไม่ แต่ในขณะที่ประเทศไทยมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในอดีตอาจใช้ไม่ได้ในปัจจุบัน วันหนึ่งเราอาจจะกลับมาคิดว่าการใช้มาตรา 112 ในช่วงเวลานี้เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่”

ด้าน อามัล คลูนีย์ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและประธานร่วมของมูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม แสดงความคิดเห็นต่อการตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า “ไม่ควรมีใครถูกจับหรือจำคุกเพียงเพราะวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือระบบการปกครอง ประเทศไทยไม่ควรตอบโต้การประท้วงโดยสันติโดยการปราบปรามผู้ประท้วงผ่านการฟ้องร้องด้วยปากกระบอกปืน”

ขณะที่สหพันธ์นานาชาติเพื่อสิทธิมนุษยชนซึ่งตั้งอยู่ในกรุงปารีสกล่าวเพิ่มเติมว่า “ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจะต้องไม่ถูกนำไปใช้ในทางอาญาต่อแกนนำและผู้เข้าร่วมการประท้วงเพื่อประชาธิปไตย”

รวมถึงองค์กรส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) กล่าวต่อเหตุการณ์ที่ตำรวจไทยฉีดน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 17 พ.ย. ว่าเป็นการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ไทยเคยให้สัตยาบันเมื่อปี 1996 ว่าจะปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสันติ

โดยในวันที่ 18 พ.ย. อังตอนียู กูแตรึช เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย โดยมองว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยควรละเว้นการใช้ความรุนแรงและให้ความคุ้มครองประชาชนทุกคนในประเทศที่ใช้สิทธิขั้นพื้นฐานในการประท้วงอย่างสันติ

ด้านแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการสหประชาชาติเอเชียกล่าวว่าทางการไทยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเลขาธิการสหประชาชาติและหยุดใช้ความรุนแรงโดยไม่จำเป็นต่อผู้ชุมนุม รวมถึงป้องกันการเกิดความรุนแรงจากกลุ่มใดๆ เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามเกินกว่าจะควบคุมได้

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ในที่สุด! สี จิ้นผิง ยินดีไบเดน หวังกระชับสัมพันธ์จีน-สหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ในที่สุด! สี จิ้นผิง ยินดีไบเดน หวังกระชับสัมพันธ์จีน-สหรัฐ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 26 พ.ย. 2563 เวลา 12:45 น.ในที่สุด! สี จิ้นผิง ยินดีไบเดน หวังกระชับสัมพันธ์จีน-สหรัฐสี จิ้นผิง แสดงความยินดีต่อโจ ไบเดน หลังชนะเลือกตั้งมาแล้วกว่า 2 สัปดาห์

ซีเอ็นเอ็น รายงาน เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนส่งข้อความแสดงความยินดีถึงโจ ไบเดนว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ หลังชนะการเลือกตั้งมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว

สีกล่าวว่า “การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีและมั่นคงของจีนและสหรัฐไม่เพียงแต่เป็นผลประโยชน์ของทั้ง 2 ประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นความคาดหวังของประชาคมระหว่างประเทศอีกด้วย ผมหวังว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะรักษาเจตนารมณ์ของการไม่ขัดแย้ง ไม่เผชิญหน้า เคารพซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของทั้งคู่ ให้ความสำคัญกับความร่วมมือรวมถึงจัดการกับปัญหาพิพาท”

โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 พ.ย. โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้กล่าวแสดงความยินดีต่อไบเดน และกมลา แฮร์ริส โดยไม่ได้ระบุชื่อสี จิ้นผิงแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐเป็นไปอย่างตึงเครียดในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยมีประเด็นขัดแย้งต่างๆ มาตลอดไม่ว่าจะเป็นการทำสงครามการค้า, เทคโนโลยี, ความสัมพันธ์กับไต้หวัน และการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 

ส่งผลให้หลายฝ่ายคาดหวังว่าการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของไบเดนจะสามารถบรรเทาความตึงเครียดระหว่างประเทศ และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐดีขึ้น

อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูตินของรัสเซียยังคงสงวนท่าที และไม่ได้แสดงความยินดีใดๆ ต่อชัยชนะของไบเดน