แพลตฟอร์มข้ามชาติสั่นสะเทือน ได้เวลาเก็บภาษีดิจิทัล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แพลตฟอร์มข้ามชาติสั่นสะเทือน ได้เวลาเก็บภาษีดิจิทัล – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 26 พ.ย. 2563 เวลา 11:45 น.แพลตฟอร์มข้ามชาติสั่นสะเทือน ได้เวลาเก็บภาษีดิจิทัลหลายประเทศทั่วโลกออกกฎหมายเก็บภาษีดิจิทัลจากบริษัทเทคโนโลยีออนไลน์ข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 25 พ.ย. กระทรวงการคลังฝรั่งเศสระบุว่าจะมีการเรียกเก็บ “ภาษีดิจิทัล” จากบริษัทด้านเทคโนโลยีออนไลน์สำหรับรายได้ในปี 2020 โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทในสหรัฐอเมริกาอย่างกูเกิล, แอมะซอน, เฟซบุ๊ก และแอปเปิล

ขณะที่สหรัฐมองว่าเป็นการกำหนดเป้าหมายการเก็บภาษีอย่างไม่เป็นธรรม และเตือนว่าอาจตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากฝรั่งเศสเช่นกัน

ทั้งนี้ ฝรั่งเศสได้ออกกฎหมายภาษีดิจิทัลในปี 2019 ซึ่งเรียกเก็บเงิน 3% ของผลกำไรที่ได้จากธุรกิจออนไลน์ รวมถึงการโฆษณาดิจิทัล และการขายข้อมูลส่วนตัว แต่ได้บรรลุข้อตกลงกับฝ่ายบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐเพื่อระงับการเก็บภาษี

โดยมีการหารือข้อตกลงภาษีดิจิทัลทั่วโลกภายใต้ความร่วมมือขององค์การเพื่อความร่วมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา OECD ระบุว่าจะยังไม่บรรลุข้อตกลงในการเก็บภาษีดิจิทัลระดับโลกในปีนี้ เนื่องจากสหรัฐคัดค้านข้อเสนอ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต้องเผชิญกับมาตรการทางภาษีที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ อาทิ อินโดนีเซียได้ออกมาประกาศในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ว่าให้บริษัทเทคโนโลยีต่างชาติที่มีรายได้มากกว่า 1.28 ล้านบาท ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 10%

โดยมีรายชื่อบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง กูเกิล, เฟซบุ๊ก, แอมะซอน, แอปเปิล, เน็ตฟลิกซ์ และติ๊กต็อก เป็นต้น

เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ก็ได้มีมติเห็นชอบในการร่างกฎหมายจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 12% จากบริษัทเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่มีการออกกฎหมายภาษีดิจิทัลใหม่ อาทิ ออสเตรเลีย เรียกเก็บภาษี 10% จากบริษัทอี-คอมเมิร์ซต่างประเทศ, ญี่ปุ่น เรียกเก็บภาษี 10% , อินเดีย เรียกเก็บภาษี 18%, รัสเซีย กำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 20%, ตุรกี เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 18% สำหรับสินค้าและบริการดิจิทัลที่ขายให้กับผู้บริโภคชาวตุรกี, เกาหลีใต้ กำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% และไต้หวัน เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 5% สำหรับบริการดิจิทัลโดยธุรกิจต่างชาติ เป็นต้น

รวมถึงประเทศไทยเองก็มีการร่างกฎหมายภาษีอี-เซอร์วิส ที่จะจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างประเทศ เช่น กูเกิล และเฟซบุ๊ก

ทั้งนี้ การที่นานาประเทศออกมาตรการเก็บภาษีจากบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติเหล่านี้เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้ให้บริการในประเทศที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย

โดยมองว่าบริษัทในประเทศเสียเปรียบต่อแพลตฟอร์มข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นรายได้หรือต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะช่วยสร้างสมดุลให้แก่ทั้งสองฝ่ายมากขึ้น

Photo by Denis Charlet / AFP

อาร์เจนตินา ลดธงครึ่งเสาไว้ทุกข์3วัน มาราโดนาเสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อาร์เจนตินา ลดธงครึ่งเสาไว้ทุกข์3วัน มาราโดนาเสียชีวิต – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 26 พ.ย. 2563 เวลา 05:14 น.อาร์เจนตินา ลดธงครึ่งเสาไว้ทุกข์3วัน มาราโดนาเสียชีวิตอาร์เจนตินา ลดธงครึ่งเสา ไว้ทุกข์3วัน ดิเอโก มาราโดนา ตำนานนักเตะดังลูกหนังชื่อดังเสียชีวิต เปเล่ -โรนัลโด เศร้าแสดงความอาลัย

ดิเอโก มาราโดนา ตำนานลูกหนังชื่อดังชาวอาร์เจนตินาเสียชีวิตแล้ว จากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันที่บ้านพักในวันนี้ (25 พ.ย.) ขณะมีอายุ 60 ปี หลังจากเข้ารับการผ่าตัดอาการเลือดคั่งในสมองเมื่อช่วงต้นเดือนนี้

ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา อัลแบร์โต เฟอร์นานเดซ ประกาศไว้ทุกข์ทั่วประเทศเป็นเวลาสามวันให้แก่วีรบุรุษลูกหนังผู้นี้ ซึ่งพาทีมชาติอาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ในปี ค.ศ.1986 และเป็นเจ้าของตำนาน “หัตถ์พระเจ้า” หรือ Hand of God จากการเอามือปัดลูกบอลเข้าประตูในการแข่งขันกับทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลกปี 1986 รอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนที่อาร์เจนตินาจะเอาชนะไป 2-1 และพาทีมคว้าแชมป์โลกได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ของมาราโดนาพัวพันกับสารกระตุ้น แอลกอฮอล์ และยาเสพติดมากโดยตลอด หลังจากที่เขาถูกขับออกจากการแข่งขันฟุตบอลโลกปี ค.ศ. 1994 จนถึงปัญหาการติดเหล้า น้ำหนักตัวเกิน และเกือบเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 2000 จากการเสพโคเคนเกินขนาด

ล่าสุด เปเล่ ตำนานดาวยิงทีมชาติบราซิล, คริสเตียโน โรนัลโด กองหน้าทีมชาติโปรตุเกสของ “ม้าลาย” ยูเวนตุส และ ลิโอเนล เมสซี จอมถล่มประตูทีมชาติอาร์เจนตินาของ “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลนา ได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อการจากไปของอีกหนึ่งตำนานยอดแข้งของโลก

ญี่ปุ่นเล็งตั้งฐานันดรใหม่ให้เจ้าหญิงหลังสมรสกับสามัญชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ญี่ปุ่นเล็งตั้งฐานันดรใหม่ให้เจ้าหญิงหลังสมรสกับสามัญชน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 25 พ.ย. 2563 เวลา 21:31 น.ญี่ปุ่นเล็งตั้งฐานันดรใหม่ให้เจ้าหญิงหลังสมรสกับสามัญชนก่อนหน้านี้เชื้อพระวงศ์หญิงของญี่ปุ่นจะต้องฐานันดรในทันทีที่สมรสกับสามัญชนและหลังจากนั้นต้องใช้ชีวิตแบบสามัญชนคนทั่วไป

แหล่งข่าวของรัฐบาลเผยกับสำนักข่าว Kyodo ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณามอบตำแหน่งเกียรติยศที่สถาปนาขึ้นมาใหม่ให้กับสมาชิกราชวงศ์หญิงที่สูญเสียสถานะราชวงศ์หลังแต่งงานกับสามัญชน เพื่อให้พระราชวงศ์หญิงยังสามารถปฏิบัติภารกิจในฐานะพระราชวงศ์ได้

ความเคลือนไหวนี้มีขึ้นหลังจากที่กิดความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าจำนวนสมาชิกราชวงศ์จะหดหายไป จนส่งผลให้พระราชวงศ์ไม่สามารถปฏิบัติพระราชภารกิจต่อประเทศชาติได้

หลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐในฐานะผู้ชนะสงครามได้พยายามจำกัดบทบาทของพระราชวงศ์ลง และได้มีการตรากฎมณเฑียรบาลขึ้นมาในปี 1947 หรือ 2 ปีหลังสิ้นสุดสงคราม ซึ่งกำหนดไว้ว่าสมาชิกราชวงศ์ผู้หญิงที่แต่งงานกับสามัญชนจะต้องออกจากราชวงศ์ คือสิ้นสุดฐานันดรศักดิ์เดิม

ล่าสุด มีการเสนอแผนที่จะถวายฐานันดรศักดิ์ที่เรียกว่า “โคโจ” แก่สมาชิกราชวงศ์หญิงที่แต่งงานแล้ว โดยถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการอนุญาตให้พระราชวงศ์หญิงรักษาสถานะราชวงศ์ไว้ได้

การเสนอให้ถวายฐานันดีศักดิ์ใหม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ง่ายกว่าสำหรับกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ต่อต้านการอนุญาตให้ผู้หญิงขึ้นครองบัลลังก์หรืออนุญาตให้สมาชิกราชวงศ์หญิงที่แต่งงานแล้วยังดำรงฐานันดรศักดิ์เดิมต่อไป

ก่อนหน้านี้ พรรคประชาธิปไตยที่เคยเป็นรัฐบาลญี่ปุ่นระหว่างปี 2552 ถึง 2555 ยังได้สำรวจความเป็นไปได้ที่จะอนุญาตให้สมาชิกราชวงศ์หญิงปฏิบัติภารกิจของราชวงศ์หลังแต่งงาน

ตอนนี้ บุคคลใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ สุงะ ผู้นำรัฐฐาลญี่ปุ่นคนปัจจุบันและประธานพรรคเสรีประชาธิปไตยกล่าวว่าแผนการล่าสุด “เป็นแนวคิดที่สามารถได้รับการสนับสนุนนอกเหนือไปจากพรรคการเมืองต่าง”

แหล่งข่าวของรัฐบาลยังเผยว่ารัฐบาลกำลังพิจารณากฎหมายพิเศษเพื่อสร้างฐานันดรใหม่แทนที่จะแก้ไขกฎมณเฑียรบาล

แหล่งข่าวเผยว่า เจ้าหญิงไอโกะพระราชธิดาของจักรพรรดินารุฮิโตะและจักรพรรดินีมาซาโกะตลอดจนพระราชธิดาของมกุฎราชกุมารฟุมิฮิโตะ คือเจ้าหญิงมาโกะและเจ้าหญิงคาโกะเป็นหนึ่งในสมาชิกราชวงศ์ที่จะได้รับตำแหน่งใหม่หลังแต่งงาน ส่วนซายาโกะ คุโรดะ (อดีตเจ้าหญิงซายาโกะ) พระขนิษฐาของจักรพรรดิที่ออกจากราชวงศ์เมื่อแต่งงานกับสามัญชนในปี 2548 ก็จะได้รับสิทธิ์เช่นกัน

รัฐบาลญี่ปุ่นต้องเผชิญกับความจำเป็นเร่งด่วนในการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้การสืบทอดราชบัลลังก์จักรพรรดิมีเสถียรภาพ เนื่องจากปัจจุบันมีรัชทายาทเพียงสามคน คือมกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะวัย 54 ปี พระโอรสวัย 14 ปีของพระองค์ คือเจ้าชายฮิซาฮิโตะ และเจ้าชายฮิตาชิวัย 84 ปี ซึ่งเป็นพระปิตุลา (อา) ของจักรพรรดิ

Photo by HANDOUT / Imperial Household Agency of Japan / AFP

โชคร้ายของ Huawei คือโชคดีของ Xiaomi #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โชคร้ายของ Huawei คือโชคดีของ Xiaomi – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 25 พ.ย. 2563 เวลา 20:00 น.โชคร้ายของ Huawei คือโชคดีของ Xiaomiยอดขายของ Xiaomi เติบโตขณะที่ Huawei ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐ

บริษัทเสียวหมี่ (Xiaomi) เผยรายได้เติบโตเร็วที่สุดในรอบ 2 ปี หลังจากหัวเว่ย (Huawei) บริษัทสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่จากจีนถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐ

เสียวหมี่ รายงานว่ามียอดขายเพิ่มขึ้น 34.5% ซึ่งคิดเป็น 72,000 ล้านหยวนในไตรมาสที่ 3 โดยกว่าครึ่งเป็นรายได้จากต่างประเทศ รวมถึงมีการจัดส่งต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 42% ในไตรมาสที่ 3 ในขณะที่หัวเว่ยมีรายได้จากต่างประเทศน้อยลง

โดยเสียวหมี่เป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีนเพียงไม่กี่แห่งที่เติบโตในต่างประเทศ ได้เฉพาะทำรายได้จากการขายหม้อไฟฟ้า และหุ่นยนต์ดูดฝุ่นเพิ่มขึ้นถึง 56.2% ในไตรมาสที่ 3

ขณะนี้เสียวหมี่กำลังขยายส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการโทรศัพท์ราคาประหยัดเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโรค รวมถึงอุปทานและความต้องการสินค้าของหัวเว่ยหยุดชะงัก นอกจากนี้หุ้นของเสียวหมี่เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าในปี 2020 และมีรายได้สุทธิ 4.1 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าซึ่งมียอดขาย 3.3 พันล้านหยวน

ทั้งนี้เสียวหมี่ประกาศว่าจะใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Smartphone + AIoT คือมุ่งทำธุรกิจสมาร์ทโฟนควบคู่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่เชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ต โดยในไตรมาสที่ 3 การจัดส่งสมาร์ทโฟนของเสียวหมี่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก ขณะที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ มีรายได้จากต่างประเทศมากที่สุดตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ

โดยผลประกอบการของเสียวหมี่เติบโตอย่างก้าวกระโดดแม้ในวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากมีสินค้าที่หลากหลายและครอบคลุมตลาดทั่วโลก

นอกจากสมาร์ทโฟนแล้วยังมีสินค้าที่เป็นที่นิยม และทำรายได้ให้แก่เสียวหมี่เป็นจำนวนมาก อาทิ นาฬิกาอัจฉริยะ หม้อทอด เครื่องดูดฝุ่น และเครื่องฟอกอากาศ เป็นต้น

Photo by FRED DUFOUR/AFP

นักศึกษามาเลเซียถูกขู่ฆ่าหลังเรียกร้องให้กษัตริย์หยุดเอี่ยวการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

นักศึกษามาเลเซียถูกขู่ฆ่าหลังเรียกร้องให้กษัตริย์หยุดเอี่ยวการเมือง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 25 พ.ย. 2563 เวลา 18:00 น.นักศึกษามาเลเซียถูกขู่ฆ่าหลังเรียกร้องให้กษัตริย์หยุดเอี่ยวการเมืองสมาคมหลายแห่งในมาเลเซียขอความเป็นธรรมหลังมีนักศึกษาถูกคุกคามจากการเรียกร้องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงาน เมื่อวันที่ 24 พ.ย. กลุ่มสมาคมเอกชนของมาเลเซีย 54 กลุ่มเรียกร้องให้รัฐบาลสอบสวนการขู่ฆ่าและข่มขืน รวมถึงการโจมตีทางไซเบอร์ต่อนักศึกษาที่เรียกร้องให้กษัตริย์หยุดแทรกแซงการเมือง พร้อมกล่าวว่าการเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่ต่อกรณีดังกล่าวเท่ากับการสนับสนุนการกระทำความผิดทางอาญา

โดยกล่าวว่าสมาชิกสมาคมเยาวชนรุ่นใหม่แห่งมหาวิทยาลัยมาลายา (Umany) ถูกขู่ข่มขืนและขู่ฆ่าหลังเผยแพร่ข้อความบนโซเชียลมีเดียเพื่อเรียกร้องให้กษัตริย์เลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมือง โดยมีสมาชิกคนหนึ่งได้รับภาพคนตายพร้อมข้อความว่า “คุณรบกวนกษัตริย์ของเราหรือ เราจะสอนบทเรียนใหคุณ” รวมถึง “อยากเป็นฮีโร่หรือ เราจะฆ่าครอบครัวของคุณ อย่าทำให้ชาวมาเลย์ปั่นป่วน”

กลุ่มสมาคมเอกชนเผยว่า สมาคมเยาวชนรุ่นใหม่แห่งมหาวิทยาลัยมาลายา รวมถึงบุคคลหรือองค์กรใดๆ ไม่ควรถูกปิดปากโดยการคุกคามหรือข่มขู่ด้วยความรุนแรง ซึ่งถือเป็นการก่อการร้ายในประเทศ และทำลายหลักนิติธรรมในมาเลเซีย

รวมถึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่กำกับดูแลอินเทอร์เน็ต คณะกรรมการมัลติมีเดียและการสื่อสารของมาเลเซียติดตามและให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนที่ถูกคุกคามโดยอาชญากรไซเบอร์ ซึ่งอาจนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดอย่างในสวีเดน นิวซีแลนด์ สหรัฐ และฝรั่งเศส รวมถึงจะทำให้ภาพลักษณ์ของมาเลเซียเสื่อมเสีย

ชนวนความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ต.ค. โดยสมาคมเยาวชนรุ่นใหม่แห่งมหาวิทยาลัยมาลายาซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีน เรียกร้องให้สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลละฮ์ ชะฮ์ หยุดแทรกแซงการเมืองของประเทศ

โดยสมาคมเยาวชนกล่าวว่าการเรียกร้องดังกล่าวเพื่อจุดประสงค์ในการสนทนาทางวิชาการเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะมุ่งร้ายหรือปลุกระดมแต่อย่างใด และได้ออกมาขอโทษในเวลาต่อมา

“เรายึดมั่นในรัฐธรรมนูญมาเลเซีย และเคารพบทบาทของกษัตริยในรัฐธรรมนูญ เราอยากจะขอโทษต่อกษัตริย์ และประชาชนที่ขาดความเข้าใจอย่าถ่องแท้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ” สมาคมเยาวชนกล่าว

Photo by MOHD RASFAN / AFP

ขุนพลของ “ไบเดน” รุกจีนรับไม้ต่อจาก “ทรัมป์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ขุนพลของ”ไบเดน”รุกจีนรับไม้ต่อจาก”ทรัมป์” – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 25 พ.ย. 2563 เวลา 17:54 น.

ขุนพลของ"ไบเดน"รุกจีนรับไม้ต่อจาก"ทรัมป์"

Posttoday Podcast The Expert : ขุนพลของไบเดนรุกจีนรับไม้ต่อจากทรัมป์

Posttoday Podcast The Expert : ขุนพลของไบเดนรุกจีนรับไม้ต่อจากทรัมป์

ติดตาม PostToday Podcast ได้ที่ 

https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/935759956&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · ขุนพลของไบเดนรุกจีนรับไม้ต่อจากทรัมป์

เพิ่งเปิดเผย! ดัชเชสเมแกนแท้งตั้งแต่เดือนก.ค. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เพิ่งเปิดเผย! ดัชเชสเมแกนแท้งตั้งแต่เดือนก.ค. – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 25 พ.ย. 2563 เวลา 17:10 น.เพิ่งเปิดเผย! ดัชเชสเมแกนแท้งตั้งแต่เดือนก.ค.เมแกน มาร์เคิล ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์เผยแท้งลูกคนที่สองไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

วันนี้ (25 พ.ย.) หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เผยเมแกน มาร์เคิล ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ เปิดเผยประสบการณ์แท้งบุตรในเดือนกรกฎาคม โดยเล่าถึงความโศกเศร้า และการสุญเสียที่เธอและเจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์ฝ่าฝันมาด้วยกัน

ดัชเชสเมแกนแต่งงานกับเจ้าชายแฮร์รีตั้งแต่ปี 2018 และตั้งท้อง “อาร์ชี่” ลูกคนแรกในปีถัดมา โดยได้เปิดเผยว่าระหว่างกำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมลูกชายคนแรก เธอเป็นตะคริวและล้มลงไปกับพื้น

“ฉันรู้ตัวว่าในขณะที่กำลังอุ้มลูกคนแรก ฉันกำลังสูญเสียลูกคนที่สองไป” มาร์เคิลกล่าวถึงลูกคนที่สองที่กำลังอยู่ในครรภ์ขณะนั้นด้วยความเศร้าโศก

โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการเปิดเผยมาก่อนว่าเธอตั้งท้องลูกคนที่สองและแท้งไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคมแล้ว

ทั้งนี้ เธอถอนตัวออกจากราชวงศ์อังกฤษตั้งแต่เดือนมีนาคมหลังจากไม่พอใจเกี่ยวกับการละเมิดความเป็นส่วนตัวของสื่อ โดยอาศัยอยู่กับเจ้าชายแฮร์รีและลูกชายอย่างเงียบๆ ในแคลิฟอร์เนีย

บิทคอยน์พุ่งสุดในรอบ 3 ปี คาดปีหน้าทะลุแสน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

บิทคอยน์พุ่งสุดในรอบ 3 ปี คาดปีหน้าทะลุแสน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 25 พ.ย. 2563 เวลา 16:01 น.บิทคอยน์พุ่งสุดในรอบ 3 ปี คาดปีหน้าทะลุแสนสกุลเงินดิจิทัลบิทคอยน์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปี และยังมีแนวโน้มทะลุแสนในปีหน้า

บลูมเบิร์ก รายงาน เมื่อวันที่ 24 พ.ย. สกุลเงินดิจิทัลบิทคอยน์ (Bitcoin) มีมูลค่าทะลุ 19,000 เหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2017

ตามข้อมูลของบลูมเบิร์กเผยว่าบิทคอยน์มีมูลค่าเพิ่มมากถึง 5.5% อยู่ที่ 19,438 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเข้าใกล้จุดสูงสุดที่เคยอยู่ที่ 19,511 เหรียญสหรัฐ โดยภายในปี 2020 เติบโตขึ้นถึง 160% ท่ามกลางการยอมรับจากสถาบันต่างๆ และนักลงทุนในวงกว้าง

นอกจากนี้รอยเตอร์สยังเผยว่ามูลค่าบิทคอยด์อาจทะลุ 100,000 เหรียญสหรัฐในปีหน้า ขณะที่นักลงทุนเชื่อว่าสกุลเงินดิจิทัลที่ผันผวนจะเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรได้มากกว่าการลงทุนทองคำ และในอนาคตบิทคอยน์จะสามารถขึ้นมาทดแทนตำแหน่งของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

โดยไบรอัน เอสเตส หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Off the Chain Capital กล่าวว่า การเพิ่มมูลค่าขึ้นจาก 18,000 ไปถึง 100,000 นั้นเกิดขึ้นได้ง่าย และคาดการณ์ว่ามูลค่าของบิทคอยน์จะแตะ 100,000 ถึง 288,000 เหรียญสหรัฐภายในสิ้นปี 2021

ขณะที่ ทอม ฟิทซ์แพทริค นักวิเคราห์ของ Citi กล่าวว่าบิทคอยน์จะสามารถไต่ระดับขึ้นสูงถึง 318,000 เหรียญสหรัฐภายในสิ้นปี 2021

โดยนักลงทุนวิเคราะห์ว่าการพุ่งขึ้นของบิทคอยน์เป็นผลมากจากการถ่ายโอนตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากโดนัลด์ ทรัมป์ มาเป็นโจ ไบเดน ที่มุ่งเน้นการแก้วิกฤตโรคระบาดโควิด-19

รวมถึงเป็นผลมาจากการคาดการณ์ของนักลงทุนว่าสกุลเงินดิจิทัลจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้นในอนาคต ซึ่งบริษัทให้บริการทางการเงินอย่าง Paypal ก็เตรียมที่จะให้บริการซื้อขายด้วยสกุลเงินบิทคอยน์เช่นกัน จึงทำให้นักลงทุนจำนวนมากหันมาลงทุนกับบิทคอยน์

“ไดอานาฟีเวอร์” กลับมาอีกครั้ง กับเรื่องของเจ้าหญิงที่ทำให้โลกสะเทือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

“ไดอานาฟีเวอร์” กลับมาอีกครั้ง กับเรื่องของเจ้าหญิงที่ทำให้โลกสะเทือน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 25 พ.ย. 2563 เวลา 14:30 น."ไดอานาฟีเวอร์" กลับมาอีกครั้ง กับเรื่องของเจ้าหญิงที่ทำให้โลกสะเทือนกระแสเจ้าหญิงไดอานากลับมาอีกครั้งในซีรีส์เดอะ คราวน์ ที่ตีแผ่เรื่องราวราชวงศ์อังกฤษ

1. ซีรีส์เดอะ คราวน์ (The Crown) ที่ว่าด้วยเรื่องราวของราชวงศ์ และประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษกลับมาอีกครั้งในฤดูกาลที่ 4 โดยได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม เนื่องจากนอกจากจะพูดถึงการเมืองในสมัยนายกรัฐมนตรีมาร์กาเร็ต แทตเชอร์แล้ว ยังเล่าถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และเจ้าหญิงไดอานาอีกด้วย

2. หลายคนรู้สึกใกล้ชิดกับราชวงศ์อังกฤษมากขึ้นหลังมีซีรีส์เรื่องเดอะ คราวน์ โดยเฉพาะฤดูกาลล่าสุด เนื่องจากเจ้าหญิงไดอานาเป็นหนึ่งในราชวงศ์อังกฤษที่ครองใจประชาชนมากที่สุด ทั้งการออกงานการกุศล และการทำหน้าที่แม่ของเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รี

3. นอกจากนี้เดอะ คราวน์ยังได้รับคำชมมากมายจากการคัดเลือกนักแสดงที่เหมาะสมและลงตัวเพื่อรับบทเจ้าหญิงไดอานา ซึ่งรับบทโดยเอ็มม่า คอร์ริน หญิงชาวอังกฤษวัย 24 ปี

4. มีการพูดถึงเจ้าหญิงไดอานา และซีรีส์เดอะ คราวน์อย่างต่อเนื่องบนโลกออนไลน์ ภาพเก่าๆ ของเจ้าหญิงไดอานาถูกนำมาเผยแพร่อีกครั้งหลังซีรีส์เรื่องนี้เริ่มฉาย

princess diana in brazil, 1991 pic.twitter.com/cHvM7l2CE5— best of diana (@dianaofhearts) November 21, 2020

princess diana comforting a crying woman during her visit in bosnia, 1997 pic.twitter.com/frcH2dwwbs— best of diana (@dianaofhearts) November 20, 2020

princess diana hugging a little boy ?? pic.twitter.com/H5npsOHLce— best of diana (@dianaofhearts) November 22, 2020

princess diana and her casual outfits pic.twitter.com/UYEq2iYt4o— best of diana (@dianaofhearts) November 22, 2020

5. อีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนติดตามคือแฟชั่นของพระองค์ ซึ่งเจ้าหญิงไดอานาได้รับการขนานนามว่าเป็นแฟชั่นไอคอนคนหนึ่ง ซึ่งแม้ว่าจะผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่แฟชั่นของพระองค์ยังคงไม่ตกเทรนด์ และยังเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งตัวของหญิงสาวในทุกยุคสมัย โดยการกลับมาของซีรีส์เดอะ คราวน์ครั้งนี้ยิ่งทำให้แฟชั่นของพระองค์กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง และยังมีกระแสแต่งตัวตามเจ้าหญิงไดอานาอีกด้วย

everyday i wake up and get closer to buying the princess diana sheep sweater…… pic.twitter.com/PniA1NCDjF— OWEN (@xowenm) November 19, 2020

6. เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมา บีบีซียังออกประกาศว่ากำลังดำเนินการสอบสวนที่มาของบทสัมภาษณ์เจ้าหญิงไดอานาในปี 1995 ที่พระองค์ทรงตรัสถึงเรื่องราวชีวิตคู่ของพระองค์และเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ โดยมีการใช้เอกสารปลอมเพื่อโน้มน้าวให้เจ้าหญิงไดอานาพระราชทานสัมภาษณ์กับมาร์ติน บาเชียร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซี และผู้ดำเนินรายการพาโนรามาในขณะนั้น

7. บทสัมภาษณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราชวงศ์อังกฤษต้องสั่นสะเทือน เมื่อเจ้าหญิงไดอานาเปิดใจว่าชีวิตคู่ของพระองค์เป็นเรื่องราวของคน 3 คน ได้แก่ พระองค์ เจ้าฟ้าชายชาร์ล และคามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ และยังตรัสว่าพระองค์คงไม่เหมาะกับการเป็นราชินีของอังกฤษเนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนในราชสำนัก ในเวลาต่อมาสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองจึงทรงแนะนำให้เจ้าหญิงไดอานาหย่าขาดจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ในที่สุด

8. บทสัมภาษณ์ครั้งนั้นมีผู้ชมกว่า 20 ล้านคน หลังจากนั้นเจ้าหญิงไดอานาจึงเป็นที่จับตามองของประชาชนและบรรดาปาปารัสซี นำไปสู่อุบัติเหตุทางรถยนต์และส่งผลให้พระองค์สิ้นพระชนม์ในปี 1997 เมื่อคนขับรถของพระองค์พยายายามขับหนีปาปารัสซีที่กรุงปารีส

9. ล่าสุด เจ้าชายวิลเลียม พระโอรสของเจ้าหญิงไดอานา สนับสนุนให้มีการสอบสวนการใช้เอกสารปลอมหลอกพระมารดาให้สัมภาษณ์สะเทือนโลกครั้งนั้นเช่นกัน และมีรายงานข่าวจากสำนักข่าว express ว่าบุคคลใกล้ชิดของเจ้าชายวิลเลียมเผยว่าพระองค์จะไม่ทรงยอมอยู่นิ่งเฉย จนกว่าจะได้รับความยุติธรรมคืนให้กับพระมารดา

10. นอกจากนี้หลังการฉายซีรีส์เรื่องเดอะ คราวน์ยังทำให้คามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ พระชายาของเจ้าฟ้าชายชาลส์ในปัจจุบัน ถูกโจมตีบนโซเชียลเน็ตเวิร์กว่าพระองค์เป็นมือที่สามในความสัมพันธ์ของเจ้าหญิงไดอานาและเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ แม้นักวิจารณ์หลายคนค้านว่าหลายเหตุการณ์ที่แสดงบนหน้าจอเป็นการบิดเบือนความจริง หรือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

ต่างชาติวิจารณ์ไทยใช้กฎหมายหมิ่นฯเอาผิดแกนนำม็อบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ต่างชาติวิจารณ์ไทยใช้กฎหมายหมิ่นฯเอาผิดแกนนำม็อบ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 25 พ.ย. 2563 เวลา 12:38 น.ต่างชาติวิจารณ์ไทยใช้กฎหมายหมิ่นฯเอาผิดแกนนำม็อบสื่อต่างประเทศเผยประเทศไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการใช้ข้อหาดูหมิ่นราชวงศ์ในขณะที่มีแกนนำประทท้วงถูกเรียกตัวมากขึ้น

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าประเทศไทยเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสิทธิระหว่างประเทศ หลังจากการตั้งข้อหาดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อผู้นำการประท้วงที่กระทำการไม่เหมาะสมต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

แหล่งข่าวสายตำรวจกล่าวกับรอยเตอร์ว่ามีการเรียกแกนนำผู้ประท้วงทั้งหมด 15 คนมารับทราบข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในการแสดงความคิดเห็นในการประท้วงในเดือนกันยายนและตุลาคม

“ไม่ควรมีใครถูกจับหรือจำคุกเพียงเพราะวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือระบบการปกครอง” อามัล คลูนีย์ (Amal Clooney) ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนกล่าวในแถลงการณ์ของมูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม

ทั้งนี้ อามัล คลูนีย์เป็นภรรยาของนักแสดงชื่อดังจอร์จ คลูนีย์ โดยเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน และยังเป็นผู้แทนพิเศษว่าด้วยเสรีภาพสื่อของกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษเมื่อปี 2019

ด้านสหพันธ์นานาชาติเพื่อสิทธิมนุษยชน (International Federation for Human Rights) ในกรุงปารีสกล่าวว่า “จะต้องไม่ใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในการทำให้แกนนำและผู้เข้าร่วมการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยเป็นอาชญากร”

ด้านน.ส.รัชดา ธนาดิเรกโฆษกหญิงของรัฐบาลกล่าวว่ารัฐบาลเปิดใจกว้างต่อสิทธิและเสรีภาพแม้จะมีการแสดงออกที่ไม่ยั้งคิดหลายประการซึ่งทำให้เสียงส่วนใหญ่ขุ่นเคือง แต่รัฐบาลต้องใช้อำนาจที่ได้รับอนุญาต”

รอยเตอร์รายงานว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ได้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2561 และนายกรัฐมนตรีประยุทธ จันทร์โอชากล่าวเมื่อเดือนมิถุนายนว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้กฎหมายมาตรานี้เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระประสงค์ไม่ให้ดำเนินการตามมาตรานี้

ทั้งนี้ ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี”

Photo by Jack TAYLOR / AFP