สกอตแลนด์เริ่มแล้ว! แจกผ้าอนามัยฟรีประเทศแรกของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สกอตแลนด์เริ่มแล้ว! แจกผ้าอนามัยฟรีประเทศแรกของโลก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 25 พ.ย. 2563 เวลา 11:09 น.สกอตแลนด์เริ่มแล้ว! แจกผ้าอนามัยฟรีประเทศแรกของโลกสกอตแลนด์ผ่านร่างกฎหมายแจกผ้าอนามัยฟรี ลดปัญหาค่าใช้จ่ายของประชาชน

บีบีซี รายงานเมื่อวันที่ 24 พ.ย. รัฐสภาของสกอตแลนด์ (MSPs) ได้อนุมัติร่างกฎหมายแจกผ้าอนามัยฟรี ซึ่งจะเป็นประเะทศแรกในโลกที่แจกจ่ายผ้าอนามัยฟรีสำหรับประชาชนทุกคน

เพื่อยุติปัญหา Period Poverty หรือภาวะยากจนของผู้หญิงในจ่ายกับผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับประจำเดือน ทั้งนี้ ยังมีรายงานว่าประชาชนผู้มีรายได้น้อยต้องดิ้นรนเพื่อเข้าถึงการซื้อผ้าอนามัย โดยในช่วงที่มีรอบเดือน 5 วันอาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 8 ปอนด์ต่อเดือนสำหรับการซื้อผ้าอนามัย

โดยขณะนี้หน่วยงานในพื้นที่มีหน้าที่ตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่ามีผ้าอนามัยทั้งแบบสอดและแบบแผ่นเพียงพอต่อประชาชนทุกคนที่ต้องการ และประชาชนสามารถขอรับผ้าอนามัยได้ฟรี

ปัจจุบันมีผ้าอนามัยแบบสอด และแบบแผ่น รวมถึงผ้าอนามัยแบบใช้ซ้ำได้บางส่วนวางแจกจ่ายในโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยในสกอตแลนด์

นอกจากนี้ยังมีการเสนออแบบจำลองโครงการเพื่อดำเนินการแจกจ่ายถุงยางอนามัยฟรีอีกด้วย

กี่ครั้งแล้วที่ความวุ่นวายทางการเมืองคือตัวฉุดเศรษฐกิจไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

กี่ครั้งแล้วที่ความวุ่นวายทางการเมืองคือตัวฉุดเศรษฐกิจไทย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 24 พ.ย. 2563 เวลา 20:33 น.กี่ครั้งแล้วที่ความวุ่นวายทางการเมืองคือตัวฉุดเศรษฐกิจไทยประเทศไทยอาจจะไม่ต้องแข่งกับใครเลย เพราะการต้องแข่งกับตัวเองให้รอดก่อนเป็นภารกิจที่ยากที่สุด

ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2020 มีข่าวหนึ่งที่ได้รับความสนใจพอควรเกี่ยวกับประเทศไทย คือทัศนะของนักเศรษฐศาสตร์จากบริษัท Nomura ที่บอกกับ CNBC ว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาพ “ค่อนข้างแย่” เพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาและการประท้วงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยูเบน พาราคูเอลส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์อาเซียนของ Nomura บอกว่า “เราทราบดีว่า (ไทย) นั้นต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นอย่างมากและภาคส่วนนั้นได้รับความเสียหายจากโควิด -19 อย่างรุนแรง” แต่มันไม่จบแค่นั้น เขายังบอกว่าสิ่งที่ไทยไม่ปรารถนาอย่างยิ่งคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอ่อนแอลง แต่ “การประท้วงก็ทำเช่นนั้นโดยมีผลโดยตรงต่อการใช้จ่าย”

ภาพที่เกิดขึ้นเหมือนฝันร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ที่พอจะดีกับเขาบ้างก็กลับต้องมาสะดุดขาตัวเองเสียอย่างนั้นทุกครั้งไป และอาการสะดุดขาร้อยทั้งร้อยเกิดการ “ทำตัวเอง” ผ่านปัญหาทางการเมือง

สำหรับคอการเมืองเรื่องนี้อาจไม่ใช่ปัญหา และพวกเขาอาจจะเถียงอย่างรุนแรงว่าการไม่พูดเรื่องการเมืองคือปัญหาต่างหาก ซึ่งในแง่มุมของพวกเขาก็ถือว่าถูก แต่ในแง่ของการลงทุนแล้ว การมีกิจกรรมที่ขัดแย้งทางการเมือง “มากเกินไป” คือปัญหา

สำหรับประเทศที่พึ่งพาเงินจากประเทศอื่นในสัดส่วนมหาศาลอย่างไทย การที่มีปัญหาการเมืองไม่ว่างเว้น คือสิ่งที่น่าเหนื่อยหน่ายสำหรับนักลงทุน เพราะพวกเขาไม่สามารถคาดเดาได้ง่ายๆ เลยว่า ทิศทางของประเทศไทยจะไปทางไหน หรือถ้าตั้งทิศทางที่จะเดินแล้ว ไทยจะเดินไปถึงเป้าหรือไม่ เพราะมีการขัดขากันเองตลอด

ทั้งการรัฐประหาร การประท้วง จลาจล และการต่อรองทางการเมืองที่ไม่ลงตัว เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ไทยสะดุดขาตัวเองทั้งสิ้น

ย่อนกลับไปเมื่อปี 2014 – 2015 เมื่อชาวโลกรับทราบข่าวการทำรัฐประหารในประเทศไทย ปฏิกิริยาในลำดับต่อมา (หลังจากตกอกตกใจ ผิดหวัง และมองไม่เห็นอนาคตไทย) คือการเชื่อว่าไทยจะต้องพังพินาศแน่นอน

สื่อบางรายและนักวิเคราะห์บางคนถึงกับมอบฉายา The Sick Man of Asia ให้กับประเทศไทย เช่น M.H. Burton นักเขียนที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับไทยพอสมควรเขียนบทความเรื่อง Thailand: The Sick Man of Asia (ประเทศไทย : คนป่วยแห่งเอเชีย) โดยชี้่ว่าการทำรัฐประหารเปรียบเสมือน “มะเร็ง” ที่ทำให้ไทยล้มป่วย

ผู้เขียนทิ้งท้ายแบบห่วงใยว่า “คนป่วยจะฟื้นหรือไม่? เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ แต่มีเรื่องที่น่าดีใจอย่างหนึ่งคือเมียนมาเพื่อนบ้านซึ่งป่วยมานานกว่ามากแล้ว กำลังที่จะคึกคักขึ้นมาและอาการป่วยดีขึ้น”

บทความนี้เขียนขึ้นในปี 2015 ซึ่งเมียนมาจัดเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในระบอบ 25 ปีหลังจากอยู่ภายใต้เผด็จการทหารมานานหลายสิบปีและผู้ที่คว้าชัยชนะยังเป็นนักสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างอองซาน ซูจี ภาพลักษณ์ของเมียนมาในเวลานั้นจึงสวยหรูน่าดูมากว่าไทยที่ “ถอยหลังเข้าคลอง”

แต่ผ่านมาถึงวันนี้สภาพของเมียนมาไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก ทหารยังคงกุมอำนาจกึ่งหนึ่ง แถมอองซาน ซูจียังกลายร่างจากนักสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นปีศาจร้ายในสายตานักสิทธิมนุษยชนเสียอีก หลังจากที่ชาวโลกได้รู้ใส้รู้พุงเมียนมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีโรฮิงจา เมียนมาก็ถูกคว่ำบาตรและการลงทุนหดหายไปจากที่เคยพีคสุดๆ ในปี 2015 กลับมาดิ่งสุดๆ ในปี 2018 ในแง่เศรษฐกิจกราฟการเจริญเติบโตยังหัวทิ่มด้วยซ้ำนับตั้งแต่ปี 2015 – 2019

สภาพของเมียนมาจึงเป็นคนป่วยยิ่งกว่าไทย เพราะฟื้นขึ้นมาแป๊บเดียวแล้วทรุดลงไปกองกับพื้นอีกแถมยังเสี่ยงที่จะถูกต่างชาติคว่ำบาตรมากกว่าไทยหลายเท่า แต่แน่ล่ะการที่เพื่อนบ้านย่ำแย่ ไม่ได้หมายความว่าไทยจะดี

นอกจากเมียนมาแล้วไทยยังถูกเปรียบเทียบกับฟิลิปปินส์ที่ครองตำแหน่ง “คนป่วยแห่งเอเชีย” มาหลายทศวรรษ แต่หลังจากเกิดรัฐประหารในไทยมีชาวฟิลิปปินส์บางคนเกิดความหวังขึ้นมาว่าประเทศตัวเองจะพ้นจากฉายานี้แล้วโยนไปให้ไทยรับแทน

ในช่วงปี 2013 – 2015 ฟิลิปปินส์มาแรงมากสวนทางกับไทยที่อ่อนแออย่างหนัก ความแข็งแกร่งของฟิลิปปินส์ทำให้ผลสำรวจขององค์การการค้าภายนอกของญี่ปุ่นยกเลิกสถานะ “คนป่วย” ของฟิลิปปินส์ และหลังจากนั้นก็มีบทความพยากรณ์ความล่มสลายของไทยในฐานะคนป่วยแห่งเอเชียอย่างต่อเนื่องและบางกรณีเทียบไทยกับฟิลิปปินส์

ยกตัวอย่างเช่น บทความเรื่อง “Why Thailand is now Southeast Asia’s ‘sick man'” (เหตุใดประเทศไทยจึงกลายเป็น ‘คนป่วย’ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) โดย AFP เมื่อปี 2015 ที่ชี้ว่าโรคร้ายที่รุมเร้าเศรษฐกิจไทยคือหนี้ครัวเรือนที่สูงมาก และชี้ว่า “กองทัพ (คณะรัฐประหาร) ได้สัญญาว่าจะปล่อยเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นมาก แต่เงินยังไม่ช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ” บทความนี้มองเห็นปัญหาได้แหลมคมและปัญหาที่มองเห็นก็ยังเป็นจริงอยู่

บทความเรื่อง “Thailand Risks Inheriting Asia’s Sick-Man Tag on Unrest: Economy” (ความเสี่ยงของประเทศ : ไทยสืบทอดฉายาคนป่วยของเอเชียจากความไม่สงบและเศรษฐกิจ) ในสำนักข่าว Bloomberg เมื่อปี 2015 โดยชี้่ว่าการทำรัฐประหารทำให้นักลงทุนตีห่างจากไทยนแล้วไปซบเพื่อนบ้านที่เคยมีความเสี่ยงมากกว่า เช่น ฟิลิปปินส์และเมียนมา

แต่เวลาได้พิสูจน์แล้วว่า เมียนมากับฟิลิปปินส์รากฐานไม่มั่นคงมากกว่าไทยเสียอีก สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการติดหล่มของเมียนมาและพื้นฐานที่อ่อนแอของฟิลิปปินส์ที่เห็นได้ชัดมาตั้งแต่ปี 2018 ว่าเอาเข้าจริงฟิลิปปินส์ยังไม่หลุดพ้นจากตำแหน่งคนป่วยแห่งเอเชียเลย ยิ่งพอเกิดการระบาดของโควิด-19 ฟิลิปปินส์ก็ติดหล่มอีกรายทำให้ได้รับฉายาคนป่วยแห่งเอเชียกลับคืนไปอีกครั้ง

ครั้งล่าสุดที่มีคนอ้างว่าไทยคือคนป่วยแห่งเอเชียคือ คือบทความของ Financial Times เรื่อง “Thailand remains the sick man of south-east Asia” (ประเทศไทยยังคงเป็นคนป่วยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) เมื่อปี 2019 ซึ่งสร้างความตื่นตัวในไทยอย่างมากเพราะถูกนำไปโจมตีกันในสภา

เนื้อหาของบทความนี้คือความไม่เชื่อมั่นในฝีมือของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้และรัฐบาลประยุทธ์ยังเป็นรัฐบาลพรรคร่วมที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 แต่อาการป่วยที่บทความนี้มองเห็นก็คือจีดีพีของไทยอ่อนแอที่สุดในอาเซียน การบริโภคอ่อนแอลง และการส่งออกที่ซบเซา

บทความจากปี 2019 ชิ้นนี้ยังทิ้งท้ายด้วยคำพยากรณ์ที่คาดเดาได้ไม่ยากว่ารัฐบาลประยุทธจะต้องวุ่นวายกับการประท้วงแน่นอน เพราะมันเป็น “เอกลักษณ์ของการเมืองไทย” และยังบอกด้วยว่าอาจจะเดินตามรอยฮ่องกง ปรากฎว่าในปีนี้ก็เกิดการประท้วงขึ้นจริงๆ และทำตาฒโมเดลฮ่องกงเสียด้วย

เมื่อไทยถูกตราหน้าว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชียหลายๆ ครั้งเข้า เราจึงต้องทบทวนตัวเองว่าเราป่วยจริงหรือไม่? บางคนเห็นว่าไทยยังไม่ใกล้เคียงกับฉายานี้ แต่บางคนเชื่อว่าเราเป็นคนป่วยแล้ว

เรื่องนี้แทบจะไม่สามารถสรุปได้เลย แม้แต่จะใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ ฝ่ายเห็นด้วยกับฝ่ายไม่เห็นด้วยก็จะยกดัชนีคนละตัวมาเถียงกัน เช่น ฝ่ายที่เห็นด้วยว่าเราป่วยแล้วจะชี้ว่าจีดีพีของเราลดลงและต่ำที่สุดในภูมิภาค แต่ฝ่ายที่ไม่เชื่อว่าเราป่วยจะยกตัวเลขว่างงานที่ต่ำ เงินเฟ้อต่ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งมายันว่าเรายังมีสุขภาพที่ดี

ถึงเราจะไม่กลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย (สักที) แต่สิ่งหนึ่งยังไม่เปลี่ยนไปคือการเมืองที่ไม่นิ่งเป็นมะเร็งร้ายที่ก่อกวนความเจริญก้าวหน้าของประเทศมานานเกินไปแล้ว

ตราบใดที่เรายังไม่มีฉันทามิตทางการเมืองหรืออย่างน้อยรู้จักที่จะอยู่ในกติกาการเมือง เราก็จะต้องยังกังวลว่าจะถูกเพื่อนบ้านที่เคยห่างชั้นไล่กวดทันหรือไม่ก็แซงหน้าอยู่ร่ำไป

พวกเรายังคงตั้งคำถามกับเราเองหลายครั้งแล้วเมื่อเห็นข่าวประเทศเวียดนามเนื้อหอมในหมู่ทุนต่างชาติ บริษัทหลายแห่งเริ่มย้ายฐานไปยังเวียดนาม ไม่ใช่เพราะค่าแรงถูกกว่าไทย แต่เพราะมันมั่นคงกว่าไทยในแง่การเมือง

หากลองย้อนกลับไปในระยะ 14 ปีที่ผ่านที่ไทยตกอยู่ในวังวนของความวุ่นวายทางการเมืองและการรัฐประหารสองครั้งสองครา เราจะพบว่าทุนย้ายไปเวียดนามมากขึ้นเรื่อยๆ และทุนเข้าไทยน้อยลงเรื่อยๆ

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของเวียดนามเริ่มก้าวกระโดดขึ้นมาในปี 2006 หรือปีที่เกิดการรัฐประหารในไทย จากเดิมก่อนหน้านั้นอยู่ที่หลักต่ำกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐมาอยู่ที่เกิน 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และหลังจากปี 2016 เป็นต้นมาหรือหลังสงครามการค้า มี FDI ไหลเข้าเวียดนามเกินหลัก 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ล่าสุดคือปี 2019 สูงถึง 16,120 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ไทยตามหลังเวียดนามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยปีที่แล้วอยู่ที่เพียง 6,130 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่บางปีก็ขึ้นถึงหลักเกือบ 16,000 ล้านฯ (เช่นปี 2013) แถมบางทีก็ดิ่งลงมาเหลือหลักสองสามพันล้านเหมือนกัน สถานการณ์ของไทยนั้นขึ้นๆ ลงๆ ไปตามสถานการณ์บ้านเมืองที่เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง

หากจะเปรียบเทียบกราฟให้เห็นภาพก็คือการลงทุนเข้าเวียดนามมีลักษณะเหมือนไต่ภูเขาที่ลาดชันสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีตกวูบ อาจมีตกบ้างแต่ไม่มากนัก

ส่วนของไทยเหมือนฟันปลาขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวก็พุ่งปรี๊ด เดี๋ยวก็ตกอับ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ต้องโทษอยู่สองเรื่องคือ ความไม่ฉมังของรัฐบาลและการเมืองที่สงบไม่เป็น

ในสมรภูมิของสงครามการค้า เวียดนามเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด เพราะอุตสาหกรรมของจีนย้ายหนีมาใช้เวียดนามเป็นนอมินีเพื่อเลี่ยงการถูกโจมตีจากมาตรการภาษีสหรัฐ ขณะที่สหรัฐก็หันมาลงทุนกับเวียดนามมากขึ้นด้วย

จากรายงานของ Institute for International Trade ที่ตีพิมพ์ในเดือนตุลาคมปีนี้พบว่าเวียดนามได้รับประโยชน์จากสงครามการค้ามากที่สุด โดยมีสัดส่วนสินค้าที่สหรัฐนำเข้าเพิ่มขึ้น 1.3% ตามด้วยไต้หวัน 1.04% เกาหลีใต้ 0.87% และไทย 0.52%

แม้ว่าไทยจะได้อานิสงส์กับเขา แต่ดูเหมือนว่าไทยจะเป็นตัวสำรองจากเวียดนามทุกครั้งไปในแง่การย้ายฐานการลงทุน เช่น กรณีการกระจายความเสี่ยงของญี่ปุ่นโดยย้ายฐานการผลิตออกมาจากจีนแล้วมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เวียดนามก็เป็นตัวเลือกอันดับแรกตามด้วยไทย ในกรณีของการลงทุนจากไต้หวันก็เช่นกัน มองไปที่เวียดนามก่อนที่จะมองไทยตามมา

ว่ากันด้วยโครงสร้างพื้นฐานเวียดนามยังห่างชั้นจากไทยอีกไกล แต่หากไทยยังมัวหลงไหลกับการเมืองมากกว่าปากท้องอยู่อย่างนี้ เห็นทีคงจะถูกเวียดนามแซงเข้าสักวัน

ทำไมเวียดนามถึงเนื้อหอม? เหงียน เติ๊น สุง อดีตนายกรัฐมนตรีของเวียดนามเคยกล่าวไว้กับที่ประชุม World Economic Forum เมื่อปี 2014 หรือปีที่เกิดรัฐประหารในไทยปาฐกถาเรื่อง “เหตุใดการลงทุนจากต่างประเทศในเวียดนามจึงเฟื่องฟู” ข้อแรกที่เขาเอ่ยถึงก็คือ “แล้วอะไรที่อธิบายเรื่องราวความสำเร็จของเวียดนาม? ประการแรกเวียดนามได้รับการรักษาเสถียรภาพทางสังคมและการเมืองและเป็นที่รู้กันว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจมากที่สุด”

หากจะลงให้ละเอียดกว่านี้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ (ที่สนใจเวียดนามมากขึ้นเรื่อยๆ) ระบุเป็นข้อๆ ว่า “ปัจจัยที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมายังเวียดนาม ได้แก่ การปฏิรูปเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่, ข้อตกลงการค้าเสรีฉบับใหม่, ประชากรที่มีอายุน้อยและเพิ่มมากขึ้น, ความมั่นคงทางการเมือง และค่าแรงงานที่ไม่แพง”

การเมืองที่มั่นคงของเวียดนามเกิดจากเผด็จการพรรคการเมืองพรรคเดียว การกำหนดนโยบายแบบรวมศูนย์ และการควบคุมเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนอย่างเข้มงวด ที่สำคัญประชาชนมีความชาตินิยมรุนแรงขนาดที่อาจทำให้คิดได้เลยว่าคนเวียดนามยอมเสียเสรีภาพส่วนตนได้เพื่อความก้าวหน้าของประเทศ

เทียบกับไทยแล้ว คนหนุ่มสาวของเวียดนามมีความสนใจเรื่องการเมืองต่ำมาก ทั้งๆ ที่เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ปัญหาคอร์รัปชั่นเลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่ง แม้ว่าจะมีความเคลื่อนไหวของประชาชนเพื่อสะท้อนเสียงไปยังรัฐบาลผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก รัฐบาลก็จัดการตัดตอนอย่างเข้มงวด เช่น ขอให้เฟซบุ๊คมอบข้อมูลผู้ใช้ที่ “เป็นภัยต่อความมั่นคง” และหากเฟซบุ๊คไม่ปฏิบัติตามคำขอให้ปิดเพจที่มีปัญหา รัฐบาลก็ขู่ที่จะปิดบริการเฟซบุ๊คเสียเลย

นี่คือเคล็ดไม่ลับที่ทำให้เวียดนามมีความมั่นคงทางการเมือง และเมื่อมั่นคงย่อมดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามา เพราะนักลงทุนไม่สนใจหรอกว่าระบอบการเมืองจะเป็นแบบใดตราบใดที่มันมีเสถียรภาพ ส่วนรัฐบาลของประเทศต้นทางนักลงทุนจะไม่เล่นงานเวียดนามเรื่องสิทธิมนุษยชน ตราบเท่าที่เวียดนามมีประโยชน์ต่อพวกเขา (เช่น เอาไว้ต้านอิทธิพลจีน)

แน่นอนว่าการเมืองของประเทศไทยไม่สามารถเป็นแบบเวียดนามได้ เส้นทางเดินของไทยผ่านการเรียนรู้ประชาธิปไตยมาหลายรุ่นแล้วแม้มันจะหกคะเมนตีลังกาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งไม่มีวี่แววว่าคนไทยจะยอมอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการที่ผูกขาดพรรคเดียวได้

คำถามที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ก็คือ ถ้าเมืองไทยต้องการจะเรียนรู้ประชาธิปไตย เราควรจะเรียนรู้มันอย่างไรเพื่อไม่ให้นักลงทุนต้องขวัญเสียทุกครั้งที่มีการประท้วงหรือขยายวงจนกลายเป็นจลาจลกระทั่งเปิดทางให้เกิดรัฐประหาร?

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Jack TAYLOR / AFP

‘นิตยสารพีเพิล’ จัดอันดับ 5 ราชวงศ์ที่เซ็กซี่ที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

‘นิตยสารพีเพิล’ จัดอันดับ 5 ราชวงศ์ที่เซ็กซี่ที่สุดในโลก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 24 พ.ย. 2563 เวลา 19:00 น.'นิตยสารพีเพิล' จัดอันดับ 5 ราชวงศ์ที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกนิตยสารพีเพิลยกเจ้าชายแฮร์รีเป็นราชวงศ์ที่เซ็กซี่ที่สุดในโลก

ผลสำรวจอย่างเป็นทางการจากผู้อ่านนิตยสารพีเพิล (People Magazine) นิตยสารอเมริกันรายสัปดาห์ ยกให้เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์ เป็นราชวงศ์ที่เซ็กซี่ที่สุดในโลก

ดยุกแห่งซัสเซกซ์ พระชนมายุ 36 พรรษา ครองตำแหน่งที่หนึ่งในการแข่งขันที่ดุเดือด โดยมีผู้เข้าชิงจากราชวงศ์อื่นๆ มากมาย 

โดยก่อนหน้านี้เจ้าชายแฮร์รียังเคยได้รับการประกาศให้เป็นผู้ชนะรางวัล “Sexiest Dad Alive” ซึ่งเอาชนะคนดังอย่าง ไรอัน ลอชต์, สตีเว่น ยอน และไรอัน เรย์โนลส์

ตามมาด้วยเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์, เจ้าชายคาร์ล ฟิลิป ดยุกแห่งแวร์มลันด์, เจ้าชายเฟลิกซ์ แห่งลักเซมเบิร์ก และเจ้าชายอับดุล มาทีน แห่งบรูไนที่ครองตำแหน่งราชวงศ์ที่เซ็กซี่ที่สุดในโลก 

เจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์
เจ้าชายคาร์ล ฟิลิป ดยุกแห่งแวร์มลันด์
เจ้าชายเฟลิกซ์ แห่งลักเซมเบิร์ก
เจ้าชายอับดุล มาทีน แห่งบรูไน

ไต้หวันลุยต่อเรือดำน้ำรับมือกับกองทัพจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไต้หวันลุยต่อเรือดำน้ำรับมือกับกองทัพจีน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 24 พ.ย. 2563 เวลา 17:31 น.ไต้หวันลุยต่อเรือดำน้ำรับมือกับกองทัพจีนไต้หวันเริ่มสร้างเรือดำน้ำใช้เองในประเทศป้องกันภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากจีน

วันนี้ (24 พ.ย.) ไต้หวันจัดพิธีเปิดการสร้างเรือดำน้ำในประเทศ ที่อู่ต่อเรือทางตอนใต้ของเมืองเกาสง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากจีน ขณะที่จีนมองว่ากาะปกครองตนเองไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนประเทศจีน และยืนยันว่าจะยึดครองเกาะนี้ในที่สุด

รัฐบาลจีนได้รับแรงกดดันทางทหาร เศรษฐกิจ และการทูตนับตั้งแต่ปี 2016 จากการเลือกประธานาธิบดีไช่อิงเหวินซึ่งปฏิเสธที่จะยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีนมาโดยตลอด

“เรากำลังทำให้โลกเห็นเจตจำนงอันแน่วแน่ของไต้หวันในการปกป้องอธิปไตยของเรา” ไช่กล่าวในพิธีเปิด

โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าโครงการดังกล่าวมีเป้ามหายที่จะส่งมอบเรือดำน้ำใหม่ 8 ลำ และคาดว่าลลำแรกจะเสร็จภายในปี 2025

ทั้งนี้ ปัจจุบันไต้หวันมีเรือดำน้ำทั้งหมด 4 ลำ ซึ่งสร้างโดยสหรัฐ 2 ลำเมื่อปี 1940

นอกจากนี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาไต้หวันยังต้องผลิตอุปกรณ์ป้องกันประเทศด้วยตนเอง หลังจากที่จีนกดดันให้ประเทศอื่นๆ ยกเลิกการขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน แต่ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐลงนามที่จะอนุมัติการขายอาวุธมูลค่า 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงเครื่องบินรบรุ่นใหม่ให้แก่ไต้หวัน

ขณะที่จีนได้สร้างกองทัพเรือขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ เรือบรรทุกเครื่องบิน และขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง รวมทั้งยังมีท่าทีที่เป็นศัตรูต่อไต้หวันอย่างเปิดเผย

ครั้งแรกในรอบ 40 ปี จีนปล่อยจรวดเก็บตัวอย่างหินบนดวงจันทร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ครั้งแรกในรอบ 40 ปี จีนปล่อยจรวดเก็บตัวอย่างหินบนดวงจันทร์ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 24 พ.ย. 2563 เวลา 16:00 น.ครั้งแรกในรอบ 40 ปี จีนปล่อยจรวดเก็บตัวอย่างหินบนดวงจันทร์จีนปล่อยจรวดไร้คนขับสำเร็จ มุ่งเป็นประเทศที่สามที่สามารถเก็บตัวอย่างหินบนดวงจันทร์

จีนประสบความสำเร็จในการปล่อยจรวด Long March-5 ซึ่งบรรทุกยานอวกาศไร้คนขับ Chang’e-5 จากฐานปล่อยจรวด Wenchang บนเกาะไหหลำ เมื่อเวลา 16.30 น. ตามเวลาประเทศจีน เพื่อเก็บตัวอย่างก้อนหินบนดวงจันทร์ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับต้นกำเนิดและการก่อตัวของดวงจันทร์ ซึ่งภารกิจนี้จะทดสอบความสามารถของจีนในการเก็บตัวอย่างจากอวกาศจากระยะไกลก่อนจะมีภารกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น และหากสำเร็จจีนจะเป็นหนึ่งในสามประเทศบนโลกที่ได้รับตัวอย่างดวงจันทร์ และยังเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปีที่มีการขึ้นไปเก็บตัวอย่างหินบนดวงจันทร์อีกด้วย

Photo by STR / AFP

จีนลั่นสหรัฐเป็นตัวอันตราย สร้างความวุ่นวายในเอเชีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนลั่นสหรัฐเป็นตัวอันตราย สร้างความวุ่นวายในเอเชีย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 24 พ.ย. 2563 เวลา 15:00 น.จีนลั่นสหรัฐเป็นตัวอันตราย สร้างความวุ่นวายในเอเชียสถานทูตจีนประจำฟิลิปปินส์ออกแถลงการณ์ประณามสหรัฐสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย

รอยเตอร์สรายงาน สถานทูตจีนประจำฟิลิปปินส์ประณามสหรัฐว่าสร้างความวุ่นวายในเอเชีย หลังทูตจากสหรัฐให้การสนับสนุนประเทศที่มีข้อพิพาทกับจีน และกล่าวหาว่ารัฐบาลจีนใช้แรงกดดันทางการเมืองเพื่อขยายผลประโยชน์ของตน

สถานทูตจีนกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ว่า “นี่แสดงให้เห็นว่าการเยือนภูมิภาคนี้ของสหรัฐไม่ใช่เพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค แต่เป็นการสร้างความวุ่นวายในภูมิภาค เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่เห็นแก่ตัวของสหรัฐ สหรัฐควรหยุดยุยงให้เกิดการเผชิญหน้าในทะเลจีนใต้ และหยุดกล่าวคำปราศัยที่ไร้ความรับผิดชอบเกี่ยวกับปัญหาไต้หวันและฮ่องกงซึ่งเป็นเรื่องภายในของจีนเท่านั้น ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่าสหรัฐเป็นตัวขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดของการทหาร และเป็นปัจจัยภายนอกที่อันตรายที่สุดในทะเลจีนใต้”

โดยในวันเดียวกันโรเบิร์ต โอไบรเอน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของสหรัฐที่มีต่อไต้หวัน พร้อมกล่าวกับฟิลิปปินส์ และเวียดนามว่า “ประเทศทั้งสองกำลังถูกขังอยู่ในแถวการเดินเรือของจีน และสหรัฐจะคอยปกป้องพวกคุณเอง”

ขณะที่จีนอ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ถึง 90% รวมถึงพื้นที่ที่บรูไน, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน และเวียดนาม อ้างสิทธิ์เช่นกัน โดยศาลระหว่างประเทศได้ตัดสินในปี 2016 ว่าการอ้างสิทธิ์ของจีนตามแผนที่ประวัติศาสตร์นั้นไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ

Photo by Nicolas ASFOURI / AFP

รัสเซียซดเจลล้างมือแทนเหล้า ดับ 7 ราย อีก 2 รายยังโคม่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รัสเซียซดเจลล้างมือแทนเหล้า ดับ 7 ราย อีก 2 รายยังโคม่า – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 24 พ.ย. 2563 เวลา 13:31 น.รัสเซียซดเจลล้างมือแทนเหล้า ดับ 7 ราย อีก 2 รายยังโคม่าชาวรัสเซีย 9 คนดื่มแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อในงานปาร์ตี้แทนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เดอะ มอสโก ไทม์ส ของรัสเซีย รายงานว่าชาวรัสเซียอย่างน้อย 7 คนในสาธารณรัฐซาฮาเสียชีวิตเนื่องจากดื่มน้ำยาทำความสะอาดมือซึ่งเป็นเมทานอล 69% ในงานปาร์ตี้

มีรายงานว่าชาวรัสเซีย 9 คน ซื้อน้ำยาทำความสะอาดดังกล่าวจากร้านค้าในพื้นที่ ซึ่งผสมเมทานอล 69% โดยเป็นแอลกอฮอล์ที่ไม่สามารถบริโภคได้ และเป็นอันตรายต่อมนุษย์ในปริมาณ 30 กรัมขึ้นไป เพื่อนำมาดื่มสังสรรค์หลังดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปจนหมดและคิดว่าสารทำความสะอาดก็มีแอลกอฮอล์เช่นกันจึงน่าจะทดแทนกันได้

โดยมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 คน เป็นเพศชายอายุ 27 และ 59 ปี และเพศหญิงอายุ 41 ปี และอีก 4 คนเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา ขณะที่อีก2 คนยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลและมีอาการน่าเป็นห่วง

ในที่เกิดเหตุพบบรรจุภัณฑ์น้ำยาความความสะอาดขนาด 5 ลิตร ที่บรรจุน้ำยาฆ่าเชื้อ โดยขณะนี้สาธารณรัฐซาฮาได้ห้ามร้านค้าและร้านขายยาในพื้นที่จำหน่ายเจลทำความสะอาดมือที่มีส่วนผสมของเมทานอลแล้ว

ทั้งนี้ ในทุกปีรัสเซียมีผู้เสียชีวิตจากการดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นอันตรายแทนการซื้อวอดก้าซึ่งมีราคาแพง โดยมีกรณีที่เลวร้ายที่สุดในปี 2016 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 62 คนในไซบีเรียหลังดื่มครีมอาบน้ำที่ผสมเมทานอล

Photo by GEORGE FREY / AFP

โควิดระบาดหนัก ญี่ปุ่นงดเที่ยวโอซากาและซัปโปโร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โควิดระบาดหนัก ญี่ปุ่นงดเที่ยวโอซากาและซัปโปโร – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 24 พ.ย. 2563 เวลา 12:07 น.โควิดระบาดหนัก ญี่ปุ่นงดเที่ยวโอซากาและซัปโปโรญี่ปุ่นหยุดรณรงค์ท่องเที่ยวในโอซากาและซัปโปโรหลังยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

รอยเตอร์สรายงาน วันที่ 24 พ.ย. รัฐบาลญี่ปุ่นเผยว่าจะเตรียมระงับการรณรงค์ให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศในเมืองโอซากา ทางตะวันตก และเมืองซัปโปโร ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น หลังจากมีจำนวนผู้ติดโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยในวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมาเมืองโอซากามีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ 171 ราย ขณะที่ซัปโปโรอยู่ที่ 140 ราย

ยาสุโตชิ นิชิมูระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจหวังว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการระงับการท่องเที่ยวชั่วคราวใน 2 เมืองดังกล่าวจะเกิดขึ้นในวันรุ่งขึ้น โดยกล่าวว่าการแพร่กระจายของโรคและการทำงานของทีมแพทย์เริ่มตึงเครียด ดังนั้นจึงควรรีบดำเนินการโดยเร็วที่สุด โดยเบื้องต้นจะมีการระงับการท่องเที่ยวเป็นเวลา 3 สัปดาห์

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซุงะ กล่าวว่ารัฐบาลจะระงับการจองใหม่ภายใต้โครงการ “Go To Travel” สำหรับการเดินทางไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศยังคงเพิ่มสูงขึ้น

Photo by Kazuhiro NOGI / AFP

ทรัมป์หลีกทางไบเดน พร้อมถ่ายโอนอำนาจผู้นำคนใหม่อย่างเป็นทางการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทรัมป์หลีกทางไบเดน พร้อมถ่ายโอนอำนาจผู้นำคนใหม่อย่างเป็นทางการ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 24 พ.ย. 2563 เวลา 10:41 น.ทรัมป์หลีกทางไบเดน พร้อมถ่ายโอนอำนาจผู้นำคนใหม่อย่างเป็นทางการโดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับถึงเวลาปล่อยวาง ด้านโจ ไบเดน พร้อมลุยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยอมรับว่าถึงเวลาแล้วที่ฝ่ายบริหารจะต้อง “ทำในสิ่งที่ต้องทำ” โดยการถ่ายโอนอำนาจให้แก่โจ ไบเดน ที่เอาชนะในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

เช่นเดียวกับสำนักบริหารงานบริการทั่วไปของสหรัฐ (GSA) กล่าวยอมรับชัยชนะของไบเดนเช่นกัน และสนับสนุนการถ่ายโอนอำนาจอย่างราบรื่นและสันติ

อย่างไรก็ตามทรัมป์จะคงปฏิเสธที่จะยอมแพ้โดยกล่าวว่า “การต่อสู้ของเรายังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง เราจะสู้ต่อไป และผมเชื่อว่าเราจะเอาชนะได้”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ชัยชนะของไบเดนในรัฐมิชิแกนได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ

ขณะที่ไบเดน และพรรคเดโมแครตยินดีกับจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ และพร้อมจะสาบานตนในวันที่ 20 ม.ค. โดยตามแถลงการณ์ระบุว่า “การตัดสินใจในครั้งนี้เป็นขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับจุดเริ่มต้นของการจัดการกับความท้าทายที่ประเทศของเรากำลังเผชิญอยู่ รวมถึงการควบคุมการแพร่ระบาด และปัญหาเศรษฐกิจของเรา การตัดสินใจขั้นสุดท้ายนี้เพื่อเริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นทางการสำหรับหน่วยงานของรัฐบาลกลาง”

หมายความว่าขณะนี้ไบเดนและพรรคจะสามารถเข้าถึงเงินทุน พื้นที่สำนักงาน และพบปะกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางได้

ก่อนหน้านี้ไบเดนได้ประกาศนโยบายต่างประเทศ และหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติโดยดึงทีมงานจำนวนมากที่เคยดำรงตำแหน่งในสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา เพื่อยุติความวุ่นวายภายใต้การบริหารของทรัมป์ และกลับไปสู่การทูตแบบดั้งเดิมของสหรัฐ

…fight, and I believe we will prevail! Nevertheless, in the best interest of our Country, I am recommending that Emily and her team do what needs to be done with regard to initial protocols, and have told my team to do the same.— Donald J. Trump (@realDonaldTrump) November 23, 2020

Photo by MANDEL NGAN / AFP

สิงคโปร์ปรับคาดการณ์จีดีพี 2020 ‘ติดลบ 6.5-6%’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สิงคโปร์ปรับคาดการณ์จีดีพี 2020 ‘ติดลบ 6.5-6%’ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 23 พ.ย. 2563 เวลา 22:03 น.สิงคโปร์ปรับคาดการณ์จีดีพี 2020 ‘ติดลบ 6.5-6%’การปรับคาดการณ์ครั้งนี้เป็นการปรับการติดลบให้ลดลงจากที่เคยตั้งไว้สูงกกว่านี้

กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์เปิดเผยการปรับตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2020 สู่ทิศทางที่ดีขึ้น โดยปรับจากเดิมที่ประเมินไว้ “ติดลบร้อยละ 7 จนถึงติดลบร้อยละ 5” มาอยู่ที่ “ติดลบร้อยละ 6.5 จนถึงติดลบร้อยละ 6”

กระทรวงฯ ระบุว่าพิจารณาจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในประเทศและระดับโลก รวมถึงศักยภาพของเศรษฐกิจสิงคโปร์ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2020 ก่อนจะปรับตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของจีดีพี โดยช่วง 3 ไตรมาสแรก จีดีพีของสิงคโปร์ลดลงร้อยละ 6.5 เมื่อเทียบปีต่อปี

ขณะเดียวกันกระทรวงฯ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์ ปี 2021 จะเติบโตร้อยละ 4-6 โดยพิจารณาจากแนวโน้มการเติบโตที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจนอกประเทศ กอปรกับการผ่อนคลายมาตรการจำกัดการเดินทางทั่วโลกและมาตรการสาธารณสุขภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในปีหน้า

ทว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และจะขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจโลกเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงสิงคโปร์จะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ในประเทศอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่

นอกจากนี้กระทรวงฯ ระบุว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์ในไตรมาส 3 ขยายตัวร้อยละ 9.2 เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส แต่หดตัวร้อยละ 5.8 เมื่อเทียบปีต่อปี ทว่าถือว่าดีกว่าตัวเลขที่ประกาศก่อนหน้านี้ซึ่งอ้างอิงจากการคาดการณ์ล่วงหน้า

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 ต.ค. กระทรวงฯ ระบุว่าจีดีพีของสิงคโปร์ในไตรมาส 3 เติบโตร้อยละ 7.9 เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส และลดลงร้อยละ 7 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยการคาดการณ์จีดีพีล่วงหน้านี้คำนวณจากข้อมูลในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 3 และสามารถปรับเปลี่ยนได้หากมีข้อมูลที่ครอบคลุมมากขึ้น

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวจากสำนักข่าวซินหัว

Photo by Roslan RAHMAN / AFP