นักวิทยาศาสตร์ใส่ยีนมนุษย์ในสมองลิงทำให้โตขึ้นสองเท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

นักวิทยาศาสตร์ใส่ยีนมนุษย์ในสมองลิงทำให้โตขึ้นสองเท่า – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 23 พ.ย. 2563 เวลา 20:06 น.นักวิทยาศาสตร์ใส่ยีนมนุษย์ในสมองลิงทำให้โตขึ้นสองเท่าการทดลองที่ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่ามันคล้ายกับภาพยนต์อมตะเรื่อง “พิภพวานร”

นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมนีจากสถาบัน Planck Institute of Molecular Cell Biology and Genetics และนักวิจัยชาวญี่ปุ่นจาก Central Institute for Experimental Animals ตีพิมพ์ผลการวิจัยในวารสาร Science ในเดือนมิถุนายนโดยทำให้สมองลิงให้มีขนาดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าโดยการเชื่อมต่อกับยีนของมนุษย์ ทำให้บางคนเกิดความตื่นตระหนกว่าจะทำให้ลิงมีความเฉลียวฉลาดเกินคน

ในระหว่างการศึกษานักวิจัยชาวญี่ปุ่นและชาวเยอรมันได้ฉีดยีนที่เรียกว่า ARHGAP11B ซึ่งนำเซลล์ต้นกำเนิดในสมองของมนุษย์ไปในทารกในครรภ์ของตัวมาร์โมเซต (Marmoset) ซึ่งเป็นสัตว์ประเภทลิงชนิดหนึ่งที่มีถิ่นฐานในทวีปอเมริกา

นักวิทยาศาสตร์พบว่าในไม่ช้าสมองของลิงก็เหมือนมนุษย์มากขึ้นโดยมีการพัฒนาคอร์เทกซ์ใหม่ (Neocortex คือส่วนหนึ่งของสมองในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) ที่ใหญ่ขึ้นและก้าวหน้ามากขึ้น ซึ่งคอร์เทกซ์ใหม่เป็นพื้นที่สมองที่ควบคุมความรู้ความเข้าใจและภาษา

นักวิจัยกล่าวว่านีโอคอร์เท็กซ์เป็นส่วนใหม่ล่าสุดของสมองซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ายีนที่ชื่อ ARHGAP11B อาจทำให้สมองเติบโตในช่วงวิวัฒนาการการเจริญเติบโตของมนุษย์

จากภาพที่เผยแพร่โดยนักวิจัยพบว่าสมองลิงที่ได้รับการแก้ไขโดยแทรกยีนมนุษย์เข้าไป จะมีขนาดเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 100 วัน

แต่ในที่สุดนักวิทยาศาสตร์เลือกที่จะทำแท้งทารกในครรภ์ของลิงเนื่องจาก “ผลที่ไม่คาดคิด” จากการทดลองในครั้งนี้

รายงานชิ้นนี้ทำให้เกิดกระแสกล่าวขวัญถึงในวงกว้างว่าเหมือนในภาพยนต์เรื่อง Planet of the Apes หรือ พิภพวานร และภาคก่อนหน้าคือ Rise of the Planet of the Apes ซึ่งเล่าเรื่องราวของลิงที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมจนฉลาดและไล่ล่ามนุษย์และยึดครองโลก

Photo by Mohd RASFAN / AFP

‘ยูเออี’ พบ ‘น้ำมันดิบ’ กว่า 2 หมื่นล้านบาร์เรล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

‘ยูเออี’ พบ ‘น้ำมันดิบ’ กว่า 2 หมื่นล้านบาร์เรล – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 23 พ.ย. 2563 เวลา 18:02 น.‘ยูเออี’ พบ ‘น้ำมันดิบ’ กว่า 2 หมื่นล้านบาร์เรลขณะที่ตลาดน้ำมันเริ่มคึกคักขึ้นมาอีกคร้ังหลังมีข่าวดีต่อเนื่องเรื่องวัคซีน ส่งผลให้ความคาดหวังเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสดใสขึ้นมา

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ (22 พฤศจิกายน) สภาปิโตรเลียมสูงสุด (SPC) องค์กรสูงสุดด้านพลังงานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศการค้นพบน้ำมันดิบจากแหล่งน้ำมันนอกรูปแบบ (non-conventional) ที่สามารถกลั่นได้ ซึ่งคาดว่ามีปริมาณราว 2.2 หมื่นล้านบาร์เรล

สำนักข่าวดับเบิลยูเอเอ็ม (WAM) อ้างเอสพีซีรายงานว่าการค้นพบแหล่งน้ำมันบนบกครั้งใหญ่นี้จะทำให้ปริมาณสำรองน้ำมันธรรมดาของประเทศเพิ่มขึ้นถึง 2 พันล้านบาร์เรล

เอสพีซียังอนุมัติเพิ่มการลงทุนในบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี (ADNOC) เป็น 4.48 แสนล้านเดอร์แฮม (ประมาณ 3.69 ล้านล้านบาท) ระหว่างปี 2021-2025 ซึ่งจะช่วยอัดฉีดเงินสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น 1.6 แสนล้านเดอร์แฮม (ราว 1.32 ล้านล้านบาท)

ทั้งนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก จาก 4.2 ล้านบาร์เรลในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เป็นราว 9.8 หมื่นล้านบาร์เรลในปัจจุบัน โดยอาบูดาบีมีปริมาณสำรองน้ำมันมากที่สุดของประเทศด้วยจำนวน 9.2 หมื่นล้านบาร์เรล ขณะดูไบมี 4 พันล้านบาร์เรล และชาร์จาห์มี 1.5 พันล้านบาร์เรล

ด้านราคาน้ำมันประจำวันที่ 23 พฤศจิกายน ขยับขึ้นสูงขึ้นหลังจากปิดที่ระดับที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนเนื่องจากมีสัญญาณว่าการฉีดวัคซีนโควิด -19 ในสหรัฐสามารถดำเนินการได้ภายในสามสัปดาห์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้มีแนวโน้มความต้องการน้ำมันมากขึ้น โดยราคาน้ำมันฟิวเจอร์สในนิวยอร์กพุ่งขึ้นสู่ระดับ 43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลังจากปรับเพิ่มเป็นสัปดาห์ที่สามติดต่อกัน

ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเกือบ 20% ในเดือนพฤศจิกายนเนื่องจากบริษัทยามีความคืบหน้าอย่างรวดเร็วในการเตรียมยาต้านไวรัส ไม่ว่าจะเป็นบริษัท Pfizer Inc. และ BioNTech SE ได้ร้องขอการอนุญาตฉุกเฉินสำหรับใช้วัคซีนของพวกเขาเมื่อวันศุกร์ และบริษัท Moderna Inc. เปิดเผยผลทดสอบเฉพาะกาลจากการทดลองขั้นสุดท้ายและกล่าวว่าใกล้จะขอการอนุญาตใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉินแล้ว

Photo by Mark Felix / AFP

ประท้วงคนเดียวก็จับ สิงคโปร์ตั้งข้อหาหนุ่มถือป้ายยิ้มหน้าสน. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ประท้วงคนเดียวก็จับ สิงคโปร์ตั้งข้อหาหนุ่มถือป้ายยิ้มหน้าสน. – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 23 พ.ย. 2563 เวลา 16:32 น.ประท้วงคนเดียวก็จับ สิงคโปร์ตั้งข้อหาหนุ่มถือป้ายยิ้มหน้าสน.สิงคโปร์ขึ้นชื่อเรื่องห้ามการท้าทายรัฐบาลและยังจัดการกับผู้ประท้วงอย่างเข้มงวด ตัวอย่างคือนักเคลื่อนไหวชาวสิงคโปร์ตั้งข้อหา ทั้งๆ ที่ยืนประท้วงถือป้ายหน้ายิ้มคนเดียว

นักเคลื่อนไหวชาวสิงคโปร์คนหนึ่งถูกตั้งข้อหาเมื่อวันจันทร์ฐานทำการประท้วงโดยไม่ขออนุญาต ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หลังจากที่เขายืนอยู่นอกสถานีตำรวจถือป้ายที่มีใบหน้ายิ้มคนเดียวโดยไม่มีใครยืนประท้วงเป็นกลุ่มเลยแม้แต่น้อย

สิงคโปร์มีกฎหมายที่เข้มงวดในการจัดการกับผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ซึ่งทำให้แม้แต่การประท้วงโดยคนๆ เดียวก็จะถูกดำเนินคดีได้หากการประท้วงนั้นไม่ได้รับอนุญาตจากตำรวจ

ทั้งนี้ ทางการมักไม่อนุญาตให้มีการประท้วง แต่หากจะแสดงจุดยืนก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องแจ้งกับตำรวจแต่ต้องทำที่มุมเล็กๆ มุมหนึ่งของสวนสาธารณะใจกลางเมืองเท่านั้น

หนุ่มสิงคโปร์ที่ตกเป็นข่าวรายนี้คือ โจโลแวน แวม (Jolovan Wham) ซึ่งมีปัญหากับทางการหลายครั้ง เขาโพสต์รูปถ่ายของตัวเองบนโซเชียลมีเดียในเดือนมีนาคมโดยถือป้ายกระดาษแข็งพร้อมใบหน้าที่วาดไว้คร่าวๆ เป็นรูปหน้ายิ้มหรือ smiley

เขากล่าวว่าเขาถ่ายภาพตัวเองถือป้ายรูป smiley ก็เพื่อสนับสนุนนักเคลื่อนไหวด้านสภาพอากาศที่ถูกตำรวจสอบสวนฐานถ่ายภาพในจุดเดียวกันพร้อมกับป้ายเขียนไว้ว่า “สิงคโปร์ดีกว่าน้ำมัน” (SG is better than oil)

แต่ต่อมาแวมวัย 40 ปีถูกตั้งข้อหาว่ามีส่วนร่วมในการชุมนุมสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

นักเคลื่อนไหวคนดังกล่าวโพสต์รูปถ่ายบนโซเชียลมีเดียของตัวเองระหว่างเดินทางไปศาลโดยสวมเสื้อยืดและมีหน้ากากใบหน้าที่พิมพ์ด้วยใบหน้ายิ้ม พร้อมกับกล่าวอย่างมีนัยว่า “ความผิดของผมเห็นได้ชัดเจนหมดทุกคนเลยทีเดียว”

นอกจากนี้เขายังถูกตั้งข้อหาถือป้ายในปี 2018 ที่ด้านนอกศาลเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกข้อหาหมิ่นประมาทชายสองคนเกี่ยวกับบทความออนไลน์ที่กล่าวหาว่ามีการทุจริตในหมู่เจ้าหน้าที่

หากเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดตามข้อหา แวมจะถูกปรับสูงถึง 5,000 เหรียญสิงคโปร์ (ราว 112,880 บาท) ในความผิดแต่ละกระทง

เขายังรับโทษจำคุก 10 วันเมื่อต้นปีนี้จากการจัดงานในปี 2016 ซึ่งมีโจชัว หว่องนักรณรงค์ประชาธิปไตยคนสำคัญของฮ่องกงพูดผ่าน Skype เข้ามาในงานดังกล่าวด้วย

ภาพ Jolovan Wham@jolovanwham / Twitter

โจชัว หว่องกับพวกยอมรับผิดปลุกระดมม็อบฮ่องกง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โจชัว หว่องกับพวกยอมรับผิดปลุกระดมม็อบฮ่องกง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 23 พ.ย. 2563 เวลา 14:05 น.โจชัว หว่องกับพวกยอมรับผิดปลุกระดมม็อบฮ่องกงนักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกงรวมถึงโจชัว หว่อง ถูกควบคุมตัวหลังยอมรับสารภาพในข้อหาปลุกระดมประท้วง

คนรุ่นใหม่ที่เป็นแกนนำประท้วงเยาวชนชาวฮ่องกง 3 คนรวมถึงโจชัว หว่องถูกควบคุมหลังจากสารภาพว่ามีการปลุกระดมการชุมนุมระหว่างการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยเมื่อปีที่แล้ว

หว่องอายุ 24 ปีถูกดำเนินคดีร่วมกับเพื่อนนักเคลื่อนไหวคือ อีวาน หลั่ม และแอกเนส โจวจากการประท้วงซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกลางปีที่แล้วนอกสำนักงานตำรวจแห่งฮ่องกง ทั้งสามคนถูกกล่าวหาว่ามีการชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากการเดินขบวนในเดือนมิถุนายน 2019 โดยมีผู้คนหลายพันคนล้อมรอบสำนักงานตำรวจฮ่องกงและเรียกร้องให้มีการสอบสวนการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่

“เราจะต่อสู้เพื่ออิสรภาพต่อไป และตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะยอมก้มหัวให้รัฐบาลปักกิ่งและยอมจำนน” หว่องกล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนเริ่มการพิจารณาคดี ขณะที่อีวาน หลั่ม วัย 26 ปีกล่าวเสริมว่า “เราไม่เสียใจ”

หว่องยังกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “บางทีเจ้าหน้าที่อาจต้องการให้ผมอยู่เข้าคุกครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ผมมั่นใจว่าทั้งคุกหรือคำสั่งห้ามการเลือกตั้งและการใช้อำนาจตามอำเภอใจอื่นๆ จะหยุดเราจากการเคลื่อนไหวไม่ได้”

แต่หลังจากขึ้นศาลแล้วทั้งสามคนกลับยอมรับสารภาพ พวกเขาไม่ได้บอกว่าทำไมพวกเขาถึงสารภาพผิดแทนที่จะต่อสู้กับข้อกล่าวหา ในโพสต์ Facebook เมื่อวันอาทิตย์ หว่องเขียนว่าการตัดสินใจเกิดขึ้นหลังจากตรวจสอบหลักฐานของอัยการและปรึกษากับทนายความของเขาแล้ว

ด้านแอกเนส โจว แกนนำสาววัย 23 ปีเขียนในโพสต์ Facebook เมื่อวันอาทิตย์ว่า “หากถูกตัดสินจำคุก นี่จะเป็นครั้งแรกของฉันในคุก ถึงฉันจะบอกว่าฉันเตรียมใจไว้แล้ว แต่ฉันก็ยังกลัวอยู่บ้าง”

Photo by Philip FONG / AFP

ทรัมป์กัดไม่ปล่อย ขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนเอี่ยวกองทัพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทรัมป์กัดไม่ปล่อย ขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนเอี่ยวกองทัพ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 23 พ.ย. 2563 เวลา 13:34 น.ทรัมป์กัดไม่ปล่อย ขึ้นบัญชีดำบริษัทจีนเอี่ยวกองทัพทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล แต่ทรัมป์ก็ยังกัดจีนไม่ปล่อย เดินหน้าถล่มต่อเนื่อง

สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รับรายงานพิเศษมาว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ใกล้ที่จะประกาศรายชื่บริษัทการบินและอวกาศและบริษัทอื่นๆ ของจีน 89 แห่งที่มีความสัมพันธ์ทางทหาร โดยจำกัดไม่ให้บริษัทเหล่านี้ซื้อสินค้าและเทคโนโลยีต่างๆ ของสหรัฐ

หากมีการเผยแพร่รายการนี้อาจเพิ่มความตึงเครียดทางการค้ากับรัฐบาลจีนและส่งผลกระทบต่อบริษัทในสหรัฐที่ขายชิ้นส่วนและส่วนประกอบการบินพลเรือนให้กับจีนรวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ

โฆษกของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐซึ่งจัดทำรายการปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานนี้ ส่วนกระทรวงต่างประเทศของจีนนังไม่ตอบสนองต่อคำร้องจากผู้สื่อข่าวหห้แสดงความคิดเห็นกับรายงานนี้เช่นกัน

หนึ่งในบริษัทที่อยู่ในบัญชีดำ คือ Commercial Aircraft Corp of China Ltd (COMAC) ซึ่งเป็นหัวหอกในความพยายามของจีนในการแข่งขันกับโบอิ้งและแอร์บัส เช่นเดียวกับ Aviation Industry Corporation of China (AVIC) และอีก 10 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

รายการนี้รวมอยู่ในร่างกฎที่ระบุบริษัทจีนและรัสเซียที่สหรัฐถือว่าเป็น “ผู้นำไปใช้ประโยชน์ทางการทหาร” ซึ่งหมายความว่าซัพพลายเออร์ของสหรัฐต้องขอใบอนุญาตเพื่อขายสินค้าให้กับบริษัทเหล่านี้ ทั้งๆ ที่สินค้าดังกล่าวอาจมีจำหน่ายทั่วไปในวงกว้างอยู่แล้ว และหากบริษัทสหรัฐขอใบอนุญาตดังกล่าวก็มีแนวโน้มที่จะถูกปฏิเสธจากรัฐบาล

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐได้เพิ่มความพยายามมากขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเพื่อต่อต้านจีน เมื่อสิบวันก่อนเขาได้เปิดเผยคำสั่งประธานาธิบดีที่ห้ามการลงทุนของสหรัฐในบริษัทจีนที่รัฐบาลระบุว่าเป็นเจ้าของหรือควบคุมโดยกองทัพจีน

รายชื่อเหล่านี้จัดทำขึ้นหลังจากกระทรวงพาณิชย์ขยายคำจำกัดความของ “ผู้นำไปใช้ประโยชน์ปลายทางด้านการการทหาร” เมื่อเดือนเมษายน

ระเบียบที่ออกมาในเดือนเมษายนไม่เพียงแต่รวมถึงการห้ามเกี่ยวข้องกับกองทัพและตำรวจแห่งชาติเท่านั้น แต่รวมถึงบุคคลหรือหน่วยงานใด ๆ ที่สนับสนุนหรือมีส่วนช่วยในการบำรุงรักษาหรือการยุทธภัณฑ์ทางทหารแม้ว่าธุรกิจของพวกเขาส่วนใหญ่จะไม่ใช่ทหารก็ตาม

ข้อจำกัดในการส่งออกใช้กับสินค้าที่แตกต่างกัน เช่น ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์การประมวลผลคำ อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ เช่น ออสซิลโลสโคปแบบดิจิทัล และชิ้นส่วนและส่วนประกอบของเครื่องบิน เฉพาะอุปกรณ์เกี่ยวกับเครื่องบินสิ่งของนั้นคำสั่งห้ามรวมถึงชิ้นส่วนทุกอย่างตั้งแต่ของชิ้นเล็กๆ ไปจนถึงเครื่องยนต์

แต่การขึ้นบัญชีดำแบบนี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินของสหรัฐเองดวย เนื่องจากโบอิ้งพยายามขออนุมัติจากจีนให้อนุญาตขาย 737 MAX เพราะจีนเป็นชาติแรกที่นำเครื่องบินรุ่นนี้มาใช้หลังจากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึง 2 ครั้ง

Photo by MANDEL NGAN / AFP

อิสราเอลเผยเทคโนโลยีใหม่ ฆ่ามะเร็งได้โดยไม่มีผลข้างเคียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อิสราเอลเผยเทคโนโลยีใหม่ ฆ่ามะเร็งได้โดยไม่มีผลข้างเคียง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 23 พ.ย. 2563 เวลา 12:07 น.อิสราเอลเผยเทคโนโลยีใหม่ ฆ่ามะเร็งได้โดยไม่มีผลข้างเคียงนักวิทยาศาสตร์ชาวอิสราเอลเผยความสำเร็จการทดลองเทคโนโลยีรักษามะเร็ง

นักวิทยาศาสตร์ชาวอิสราเอลเผยว่ามีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งในหนูทดลองได้สำเร็จโดยไม่มีผลข้างเคียง

โดยเทคโนโลยีดังกล่าวคือระบบตัดต่อยีน The CRISPR Cas-9 ซึ่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถตัดต่อดีเอ็นเอในเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำ และกำจัดเซลล์เหล่านั้นไปได้ ซึ่งคิดค้นโดย เจนนิเฟอร์ เอ ดอดนา และ เอ็มมานูเอล ชาร์เพนเทียร์ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปีนี้

ศาสตราจารย์แดน เพียร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านมะเร็งเผยว่าการวิจัยจากมหาวิทยาลัย Tel Aviv ชี้ให้เห็นว่าระบบนี้สามารถใช้ในการรักษามะเร็งในสัตว์ได้ ซึ่งได้รับการตรวจสอบและตีพิมพ์ลงบนวารสาร Science Advances

เพียร์ กล่าวกับ Times of Israel ว่าระบบดังกล่าวไม่มีผลข้างเคียง โดยให้คำอธิบายว่าเป็น “เคมีบำบัดที่งดงาม” และเชื่อว่าเซลล์มะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้จะไม่กลับมามีชีวิตอีกต่อไป

เพียร์ กล่าวว่าเทคโนโลยีนี้สามารถต่อลมหายใจของผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ และหวังว่าวันหนึ่งจะสามารถใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง และเข้ามาแทนที่เคมีบำบัดในปัจุบันซึ่งมีรูปแบบการรักษาที่อาจส่งผลข้างเคียงรุนแรงต่อผู้ป่วยได้ ซึ่งทีมนักวิทยศาสตร์กำลังวางแผนที่จะพัฒนาการรักษามะเร็งทุกชนิด และเทคนิคนี้จะพร้อมใช้กับมนุษย์ภายใน 2 ปี

“อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีนี้ยังต้องได้รับการพัฒนาต่อไป แต่สิ่งสำคัญคือเราได้แสดงให้เห็นว่าสิ่งนี้สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้” เพียร์กล่าว

ตามรายงานจากวารสาร Science Advances เผยว่างานวิจัยดังกล่าวใช้หนูทดลองหลายร้อยตัวที่มีเซลล์มะเร็งชนิดที่ลุกลามมากที่สุด 2 ชนิด ได้แก่ มะเร็งสมอง และมะเร็งรังไข่ระยะแพร่กระจาย

โดยหนูทดลองที่ได้รับการรักษาพบว่ามีอายุขัยเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ด้วยอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น 30%

Photo by Money SHARMA / AFP

‘จีน’ ครองอันดับหนึ่ง ‘เลื่อนเก็บหนี้’ จากประเทศยากจนสุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

‘จีน’ ครองอันดับหนึ่ง ‘เลื่อนเก็บหนี้’ จากประเทศยากจนสุด – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 22 พ.ย. 2563 เวลา 18:02 น.‘จีน’ ครองอันดับหนึ่ง ‘เลื่อนเก็บหนี้’ จากประเทศยากจนสุดผู้ให้กู้ของจีนระงับการชำระหนี้ 2.1 พันล้านดอลลาร์สำหรับประเทศยากจน

สำนักข่าวซินหัวเปิดเผยบทสัมภาษณ์หลิวคุน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของจีน ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์กระทรวงฯ เมื่อวันศุกร์ (20 พ.ย.) ระบุว่าจีนครองอันดับหนึ่งในกลุ่มประเทศ จี20 (G20) ด้านปริมาณการเลื่อนหนี้ภายใต้แผนริเริ่มผัดผ่อนการชำระหนี้สิน (DSSI) สำหรับกลุ่มประเทศยากจนที่สุด

หลิวกล่าวว่าเหล่าเจ้าหนี้ทวิภาคีระดับทางการของจีน ซึ่งรวมถึงหน่วยงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของจีน (CIDCA) และธนาคารเพื่อการส่งออก-นำเข้าแห่งประเทศจีน (Chexim) ได้ระงับภาระหนี้รวม 1,353 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.09 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ 23 ประเทศ

ด้านธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศจีน (CDB) ที่เป็นเจ้าหนี้เชิงพาณิชย์ ได้ลงนามข้อตกลงหลายฉบับกับกลุ่มผู้รับผลประโยชน์ของแผนริเริ่มฯ อันเกี่ยวพันกับหนี้สิน 748 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.26 หมื่นล้านบาท) เมื่อนับถึงสิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา

อนึ่ง กลุ่ม G20 ออกแผนริเริ่มฯ เมื่อเดือนเมษายน เพื่อช่วยเหลือกลุ่มประเทศรายได้ต่ำรักษาสภาพคล่องทางการเงินในระยะสั้น หลังจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเพิ่มความเสี่ยงด้านหนี้สิน

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่มประเทศ G20 เมื่อเดือนเมษายน กำหนดให้กลุ่มประเทศยากจนที่สุดพักชำระหนี้ระหว่างวันที่ 1 พ.ค. จนถึงสิ้นปี 2020 ทว่ามีการขยายระยะเวลาจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2021

CHINA OUT AFP PHOTO

ยูโรแซงดอลลาร์สกุลเงินธุรกรรมอันดับหนึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ยูโรแซงดอลลาร์สกุลเงินธุรกรรมอันดับหนึ่ง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 22 พ.ย. 2563 เวลา 16:03 น.ยูโรแซงดอลลาร์สกุลเงินธุรกรรมอันดับหนึ่ง ขณะที่เงินหยวนของจีนกำลังมาแรงก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก

สมาคมนานาชาติแห่งโทรคมนาคมการเงินระหว่างธนาคาร (SWIFT) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกในการบริการธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศกล่าวว่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้สูญเสียสถานะสกุลเงินอันดับหนึ่งสำหรับการทำธุรกรรมทั่วโลกเป็นครั้งแรกในรอบเกือบแปดปีให้กับเงินยูโรแล้ว โดยครั้งสุดท้ายที่เงินยูโรขึ้นมาอยู่ในอันดับหนึ่งคือเดือนกุมภาพันธ์ 2013

สำนักข่าว Bloomberg ได้รายงานจากข้อมูลจาก SWIFT พบว่าสกุลเงินยูโรเป็นสกุลเงินที่ใช้มากที่สุดในเดือนตุลาคม 2020 ตามด้วยดอลลาร์เป็นอันดับที่ 2 ตามด้วยเงินปอนด์อังกฤษอันดับที่ 3 และเงินเยนของญี่ปุ่นอันดับที่ 4 อันดับที่ 5 คือดอลลาร์แคนาดา ส่วนเงินหยวนของจีนขยับขึ้นเป็นอันดับที่ 6

สถิติพบว่าการโอนเงินสด SWIFT โดยใช้สกุลเงินยูโรมีสัดว่วน 37.8% ในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 6% จากปีที่แล้วและแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2013 การใช้เงินดอลลาร์สหรัฐลดลงมาอยู่ที่ 37.64% ลดลง 4.6%

สกุลเงินสหรัฐอ่อนค่าลงมากกว่า 11% จากจุดสูงสุดในเดือนมีนาคมโดยอิงจากดัชนี Bloomberg ที่วัดเทียบกับตะกร้าสกุลเงินของคู่ค้ารายใหญ่ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ามูลค่าจะลดลงอีก

ถึงกระนั้นธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) กล่าวในรายงานเดือนมิถุนายนว่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการเงินระหว่างประเทศ ตามที่ BIS ระบุก็คือ “ประมาณ 85% ของธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทั้งหมดเกิดขึ้นโดยใช้เงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลกคิดเป็น 61% ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศอย่างเป็นทางการ”

AFP PHOTO / Philippe HUGUEN

เผยร่างมนุษย์ถูกเถ้าถ่านภูเขาไฟทับถมเกือบ 2,000 ปีก่อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เผยร่างมนุษย์ถูกเถ้าถ่านภูเขาไฟทับถมเกือบ2,000ปีก่อน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 22 พ.ย. 2563 เวลา 14:04 น.เผยร่างมนุษย์ถูกเถ้าถ่านภูเขาไฟทับถมเกือบ2,000ปีก่อนเป็นร่างล่าสุดที่พบในเมืองโบราณปอมเปอี เมืองยุคโรมันที่ถูกภูเขาไฟวิซุเวียสถล่มเมื่อ 2,000 ปีก่อน

อุทยานโบราณคดีปอมเปอีเปิดเผยร่างของชายสองคน เป็นเจ้านายวัย 40 ปีและทาสหนุ่มของเขาซึ่งถูกพบเมื่อไม่นานมานี้ในระหว่างการขุดค้นคฤหาสน์โรมัน หรือ “วิลล่า” ในเขตชิวิต้า จูเลียนาบริเวณรอบนอกของเมืองปอมเปอี

เจ้าหน้าที่ของอุทยานกล่าวว่าสภาพศพโบราณที่พบนั้นมีเงื่อนไขนั้นเหมาะสมที่สุดในการรักษาสภาพเดิมด้วยการเทปูนพลาสเตอร์ลงไปในช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการสลายตัวของศพหลังจากถูกเถ้าถ่านทับถม เมื่อเทปูนลงแล้วปูนก็จะถมจนเต็มโพรงช่องว่างทำให้เกิดรูปร่างของคนตายก่อนที่เขาจะเสียชีวิตอีกครั้ง

วิธีการนี้ทำตามเทคนิคที่ได้รับการปรับปรุงในปี 1863 โดยจูเซปเป ฟิโอเรลลี นักโบราณคดีชาวอิตาเลียนที่พบวิธีในการรักษาโครงร่างผู้เสียชีวิตจากภูเขาไฟระเบิดในยุคโบราณเอาไว้ ทำให้เราเห็นสภาพของคนเหล่านี้ก่อนที่จะหมดลมหายใจหลังถูกทับถมด้วยเถ้าถ่าน 

เมืองปอมเปอีเป็นในสมัยโรมันโบราณถูกกลืนหายไปภายใต้กองเถ้าภูเขาไฟหลังจากภูเขาไฟวิสุเวียสที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งระเบิดในปีค.ซ. 79 การปะทุของวิสุเวียสพ่นเถ้าถ่านลาวามีความหนาหลายเมตรซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหินห่อหุ้มเมืองทั้งเมืองเอาไว้ ทำให้สามารถรักษาสภาพของเมืองโบราณเอาไว้รวมถึงร่างของคนตายในเมือง

ภาพจากเอกสารแจก – POMPEI ARCHAEOLOGICAL PARK / AFP

สหรัฐส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดล่วงล้ำน่านฟ้าความมั่นคงจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สหรัฐส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดล่วงล้ำน่านฟ้าความมั่นคงจีน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 22 พ.ย. 2563 เวลา 12:02 น.สหรัฐส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดล่วงล้ำน่านฟ้าความมั่นคงจีนคาดว่าสหรัฐต้องการเตือนไม่ให้จีนเคลื่อนไหวอะไรในช่วงที่สหรัฐยังไม่ลงตัวเรื่องผู้นำ

จากการตรวจสอบของกลุ่มจับตาการบิน Aircraft Spots พบว่ากองทัพสหรัฐส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล 2 ลำเข้าไปในเขตแสดงตนเพื่อป้องกันภัยทางอากาศ หรือเขต ADIZ

ทั้งนี้ ADIZ คือน่านฟ้าเหนือบกหรือเหนือน่านน้ำซึ่งจะต้องมีการระบุตำแหน่งและการควบคุมเครื่องบินพลเรือนเพื่อประโยชน์ของความมั่นคงของชาติที่อ้างเขตนั้นๆ โดยเขตนี้จะขยายออกไปนอกอาณาเขตของประเทศเพื่อให้ประเทศนั้นๆ มีเวลามากขึ้นในการตอบโต้เครื่องบินที่อาจเป็นศัตรูได้ ซึ่งการกำหนดเขต ADIZ ไม่ได้มีอยู่ในสนธิสัญญาระหว่างประเทศใด ๆ และไม่ได้ถูกควบคุมโดยองค์กรระหว่างประเทศใดๆ

จีนได้จัดตั้งเขต ADIZ ในทะเลจีนตะวันออก เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2013 ซึ่งการประกาศเขตดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาประเทศรวมถึงเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ รวมทั้งจากสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา

ในเวลานี้ความขัดแย้งระหว่างจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และสหรัฐรุนแรงขึ้น และสหรัฐได้ส่งเครื่องบินเข้าไปในเขต ADIZ ทำให้จีนจะมองได้ว่าการกระทำดังกล่าวของสหรัฐเป็นการยั่วยุ เพราะเกิดขึ้นในขณะที่จีนกำลังซ้อมรบทางเรือครั้งใหญ่ในภูมิภาค

ในระหวางสหรัฐยังอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างการผลัดผู้นำ แต่กองทัพอากาศสหรัฐก็ยังคงปฏิบัติภารกิจในเอเชียตะวันออก และการส่งเครื่องบินเข้าไปในเขตที่จีนอ้างนี้ถูกพบโดยทวีตของ Aircraft Spots ที่พบว่าเครื่องบินในเช้าวันอังคารว่าเครื่องบินทิ้งระเบิด USAF B-1B สองลำบินไปยังเขต ADIZ ของจีน

เส้นทางการบินที่แสดงโดยทวีตของ Aircraft Spots แสดงตำแหน่งสุดท้ายที่บันทึกไว้ของเครื่องบินทิ้งระเบิดที่อยู่ใน ADIZ ของจีนในทะเลจีนตะวันออก นอกจากนี้ยังตรวจพบว่ามีการตรวจพบเครื่องบิน USAF Boeing KC-135R จำนวน 2 ลำเพื่อคอยเติมเชื้อเพลิงทางอากาศสำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิด

เครื่องบิน B1-B มีน้ำหนักบรรทุกมากที่สุด และเครื่องบินหนักประเภทนี้ไม่เคยถูกนำไปใช้ในภารกิจสอดแนมซึ่งบ่งบอกว่าสหรัฐส่งคำเตือนแบบตรงไปตรงมาไปยังจีน ในช่วงที่สหรัฐอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ

AFP PHOTO / South Korean Defence Ministry