โลกหยุดชะงักอีกครั้ง ฟองสบู่ท่องเที่ยวแห่งแรกส่อล่ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โลกหยุดชะงักอีกครั้ง ฟองสบู่ท่องเที่ยวแห่งแรกส่อล่ม – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 22 พ.ย. 2563 เวลา 10:01 น.โลกหยุดชะงักอีกครั้ง ฟองสบู่ท่องเที่ยวแห่งแรกส่อล่มโควิดยังอยู่กับเรา หลายประเทศเอาไม่อยู่เริ่มกลับมาคุมเมือง ประชาชนโกลาหลอีกครั้ง

การเปิดตัวฟองสบู่ท่องเที่ยว หรือ travel bubble ผ่านการเดินทางทางอากาศโดยไม่ต้องกักกันระหว่างสิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งเป็น travel bubble เจ้าแรกของโลกและมีกำหนดเริ่มวันอาทิตย์นี้ ล่าสุด ได้ถูกเลื่อนออกไป 2 สัปดาห์หลังจากที่มีผู้ติดเชื้อโคโรนาเพิ่มขึ้นในฮ่องกง

ด้าน หวางอี่คัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของสิงคโปร์กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า “นี่เป็นการเตือนให้ตระหนักว่าไวรัสโควิด-19 ยังอยู่กับเรา”

ตามแผนการเดิม ตั้งแต่วันอาทิตย์นี้เป็นต้นไปจะมีเที่ยวบินหนึ่งเที่ยวต่อวันต่อเที่ยวระหว่างฮ่องกงกับสิงคโปร์โดยมีโควต้า 200 คนต่อเที่ยวบิน ผู้เดินทางไม่จำเป็นต้องกักตัว แต่ต้องทำการทดสอบ PCR มาตรฐานเพื่อแสดงว่าพวกเขาปลอดไวรัสก่อนขึ้นเที่ยวบินที่กำหนดไว้เป็นพิเศษ แต่รัฐบาลของทั้งสองได้ตั้งเงื่อไขด้วยว่าว่าจะระงับโครงการหากมีผู้ติดเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้นในที่ใดที่หนึ่ง

ครอบครัวต่างๆ ทั่วสหรัฐกลับมาตุนสินค้าจำเป็นอีกครั้งและเร่งซื้อข้าวของอย่างตื่นตระหนกรอบที่สองเนื่องจากการระบาดของไวรัสเพิ่มขึ้นและรัฐจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบให้สินค้าหลายอย่างขาดแคลนตั้งแต่กระดาษเช็ดมือไปจนถึงเบคอน แม้แต่ร้านค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของโลกก็รายงานว่าสินค้าขาดความต้องการสูงเช่น อุปกรณ์ทำความสะอาด อาหารเช้า และกระดาษชำระ ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วงที่เกิดการระบาดใหม่ๆ ก็เคยมีการตุนกระดาษาชำระมาแล้วครั้งหนึ่ง

การชุมนุมสาธารณะในร่มที่มีผู้คนมากกว่า 20 คนจะถูกห้ามในเขตกรุงเฮลซิงกิ เมืองหลวงของฟินแลนด์เพื่อพยายามชะลอการแพร่กระจายของการติดเชื้อโควิด -19 หลังจากการแพร่ระบาดมีสถานการณ์ที่แย่ลง โดยกฎที่เข้มงวดขึ้นเกี่ยวกับการชุมนุม มีผลบังคับใช้ในวันจันทร์และใช้เวลาสามสัปดาห์

รัฐบาลกรุงมาดริด ประเทศสเปนประกาศเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนว่าจะป้องกันไม่ให้การจราจรเข้าหรือออกจากภูมิภาคมาดริดตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคมถึง 14 ธันวาคม ซึ่งเป็นมาตรการล่าสุดเพื่อควบคุมอัตราการติดเชื้อโควิด-19 ที่กลับมาระบาดหนักอีกครั้ง

Photo by STR / AFP

มาเลเซียแอร์ไลนส์สู้ไม่ไหวขอเงินช่วยเหลือเพิ่มจากผู้ถือหุ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

มาเลเซียแอร์ไลนส์สู้ไม่ไหวขอเงินช่วยเหลือเพิ่มจากผู้ถือหุ้น  – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 21 พ.ย. 2563 เวลา 18:20 น.มาเลเซียแอร์ไลนส์สู้ไม่ไหวขอเงินช่วยเหลือเพิ่มจากผู้ถือหุ้น มาเลเซีย แอร์ไลนส์ขอความช่วยเหลือทางการเงินจากผู้ถือหุ้น ในขณะที่การเจรจากับเจ้าหนี้ยืดเยื้อ

หนังสือพิมพ์ The Edge Weekly ของมาเลเซียรายงานว่า สายการบินมาเลเซีย แอร์ไลนส์ ขอเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Khazanah Nasional ของรัฐบาลมาเลเซียซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแต่เพียงผู้เดียว ในขณะที่การเจรจาเพื่อปรับโครงสร้างกับเจ้าหนี้ยืดเยื้อ  

สายการบินแห่งชาติของมาเลเซียไม่ได้เปิดเผยกับ The Edge Weekly ถึงจำนวนเงินที่ขอ แต่ The Edge Weekly รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวอื่นว่า จำนวนเงินอาจมากถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐ  

มาเลเซีย แอร์ไลนส์เดินหน้าแผนปรับโครงสร้างบริษัทหลังจากต้องหยุดให้บริการอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อเดือนที่แล้วว่า บริษัทแม่ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลนส์เตือนบริษัทให้เช่าทรัพย์สินว่า  กองทุน Khazanah Nasional อาจไม่ให้เงินช่วยเหลือสายการบินและปล่อยให้สายการบินปิดกิจการหากการเจรจาปรับโครงสร้างกับเจ้าหนี้ล้มเหลว

ก่อนหน้านี้ มาเลเซีย แอร์ไลนส์ต้องปรับโครงสร้างหลังเกิดโศกนาฏกรรมเครื่องบินตก 2 ครั้งเมื่อปี 2014   โดยครั้งนั้น Khazanah Nasional อัดฉีดเงินช่วยเหลือ 1,470 ล้านเหรียญสหรัฐ ทว่า ครั้งนี้รัฐบาลบอกว่าจะไม่อัดฉัดเงินช่วยเหลืออีกแล้ว

เมื่อเดือนที่แล้ว อิซฮาม อิสมาอิล ซีอีโอมาเลเซีย แอร์ไลนส์ระบุให้บันทึกถึงพนักงานว่า การเจรจาปรับโครงสร้างอาจกินเวลานานกว่าที่วางแผนไว้

แต่ทางสายการบินเผยกับ The Edge Weekly ว่าการเจรจาดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว และคาดว่าอาจบรรลุข้อตกลงภายในต้นเดือนหน้า

เอาไม่อยู่! สมาคมแพทย์เกาหลีใต้เรียกร้องคุมโควิดเข้มงวดขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เอาไม่อยู่! สมาคมแพทย์เกาหลีใต้เรียกร้องคุมโควิดเข้มงวดขึ้น – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 21 พ.ย. 2563 เวลา 16:20 น.เอาไม่อยู่! สมาคมแพทย์เกาหลีใต้เรียกร้องคุมโควิดเข้มงวดขึ้นเกาหลีใต้เจอ Covid-19 ระบาดระลอก 3 สมาคมแพทย์และรัฐบาลเตือนอาจต้องใช้มาตรการเข้มงวดถ้ายังคุมไม่อยู่

สมาคมโรคติดเชื้อเกาหลีและสมาคมทางการแพทย์ของเกาหลีใต้อีก 8 แห่งเตือนว่า หากไม่มีมาตรการที่ได้ผล อาทิ การเว้นระยะห่างทางสังคมที่เข้มงวดขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสรายวันอาจพุ่งถึง 1,000 คนต่อวันในสองสัปดาห์ข้างหน้า 

แถลงการณ์ของกลุ่มระบุอีกว่า ฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ในการรับมือ Covid-19 และยังเรียกร้องให้ประชาชนเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อควบคุมเชื้อด้วยความสมัครใจ  

“แม้จะมีข่าวดีเกี่ยวกับความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีน Covid-19 แต่ในฤดูหนาวนี้เราต้องหยุดยั้งเชื้อไวรัสโดยที่ยังไม่มีวัคซีน” แถลงการณ์ระบุ 

ทางการเกาหลีใต้ประกาศยกระดับมาตรการควบคุมเชื้อไวรัสและขอให้งดการรวมตัวกัน แต่สถานบันเทิงยามค่ำคืน การประกอบกิจกรรมทางศาสนา และการแข่งขันกีฬายังสามารถจัดได้ แต่ต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วม  

หน่วยงานควบคุมและป้องกันโรคติดต่อเกาหลีใต้รายงานว่า ในรอบ 24 ชั่วโมงจนถึงเที่ยงคืนของวันศุกร์ มีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 386 ราย รวมมีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 30,403 ราย เสียชีวิตรวม 503 ราย โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิน 300 รายติดต่อกันเป็นวันที่ 4 หลังจากเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเตือนว่า ในพื้นที่กรุงโซล ซึ่งประชากรราวครึ่งหนึ่งของประเทศ หรือราว 26   ล้านคนอาศัยอยู่และทำงาน อาจต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นอีก หากตัวเลขผู้ติดเชื้อเฉลี่ยรายวันในรอบสัปดาห์เพิ่มเกินกว่า 200 ราย

ว่าที่ รมว.กลาโหมสหรัฐขู่จมเรือจีนใน 72 ชั่วโมง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ว่าที่ รมว.กลาโหมสหรัฐขู่จมเรือจีนใน 72 ชั่วโมง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 21 พ.ย. 2563 เวลา 14:22 น.ว่าที่ รมว.กลาโหมสหรัฐขู่จมเรือจีนใน 72 ชั่วโมงปลัดกลาโหมสหรัฐสมัย บารัก โอบามา และอาจจะเป็นว่าที่ รมว.กลาโหมของ โจ ไบเดน ขู่จมเรือจีนในทะเลจีนใต้ภายใน 72 ชั่วโมง

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่า มิเชล ฟลัวร์นอย ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐในสมัยอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา และคาดว่าเธออาจได้นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมในสมัยของ โจ ไบเดน ด้วย ระบุในบทความเรื่อง How to Prevent a War in Asia ว่า สหรัฐควรเสริมแสนยานุภาพกองทัพให้จมเรือจีนในทะเลจีนใต้ได้ภายใน 72 ชั่วโมง

“เนื่องจากความสามารถของสหรัฐในการตอบโต้การขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคลดลง สหรัฐต้องการการป้องปรามที่แข็งแกร่งเพื่อลดความเสี่ยงที่ผู้นำจีนจะคำนวณสถานการณ์ผิดพลาด” บทความระบุ

ฟลัวร์นอยเขียนต่อว่า “ยกตัวอย่าง หากกองทัพสหรัฐข่มขู่ด้วยความน่าเชื่อถือว่าจะจมเรือรบ เรือดำน้ำ และเรือสินค้าของจีนทั้งหมดในทะเลจีนใต้ภายใน 72 ชั่วโมง ผู้นำจีนอาจคิดทบทวนอีกครั้งก่อนจะปิดล้อมหรือโจมตีไต้หวัน พวกเขาจะต้องคิดว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ที่จะเอาทั้งกองเรือไปเสี่ยง”

ผู้สังเกตการณ์ด้านกลาโหมและการทูตเผยว่า การยอมรับไอเดียนี้ย่อมมีราคาที่ต้องจ่ายตามมาด้วย แต่การแต่งตั้งให้ฟลัวร์นอยดำรงตำแหน่งเป็นการส่งสัญญาณว่าสหรัฐจะใช้การทหารกดดันจีนต่อไป

ขณะที่ อู๋ซินโป๋ ผู้อำนวยการศูนย์อเมริกันศึกษา มหาวิทยาลัยฟู่ตั้นเผยว่า แม้สหรัฐจะเปลี่ยนแปลงกองทัพและเพิ่มการป้องปรามจีน แผนการทางทหารของจีนต่อไต้หวันก็ไม่เปลี่ยนแปลง “คำขู่เช่นนี้ไม่ค่อยได้ผล เพราะกองทัพจีนมักจะคำนวณการแทรกแซงของสหรัฐเอาไว้แล้วในการวางแผนปฏิบัติการทางทหารในไต้หวัน”

จีนเต้น! สหรัฐ-ไต้หวันเซ็นเอ็มโอยูร่วมมือด้านเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนเต้น! สหรัฐ-ไต้หวันเซ็นเอ็มโอยูร่วมมือด้านเศรษฐกิจ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 21 พ.ย. 2563 เวลา 12:20 น.จีนเต้น! สหรัฐ-ไต้หวันเซ็นเอ็มโอยูร่วมมือด้านเศรษฐกิจสหรัฐ-ไต้หวันไม่สนจีน เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้เหนียวแน่น

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐซึ่งนำโดย คีธ แครช ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ของไต้หวันซึ่งนำโดย เฉินเจิ้งฉี รัฐมนตรีช่วยว่าการการะทรวงเศรษฐกิจ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ภายใต้ข้อตกลงหุ้นส่วนเพื่อความเจริญทางเศรษฐกิจสหรัฐ-ไต้หวัน เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างกันให้แข็งแกร่งทั้งในด้านสาธารณสุข เซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐาน 5G ภาคพลังงาน รวมทั้งยกระดับความปลอดภัยห่วงโซ่อุปทาน ท่ามกลางความกดดันจากรัฐบาลจีน

เสี่ยวเหม่ยฉิน ผู้แทนไต้หวันในกรุงวอชิงตันดีซีเผยว่า “เราพบว่าตัวเองอยู่ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และภูมิศาสตร์การเมือง ดังนั้นการเจรจาในวันนี้จึงเป็นช่วงเวลาเหมาะสมในการหารือว่าเราจะร่วมมือกันอย่างไรเพื่อจัดการกับความท้าทายเหล่านี้”

ด้าน บอนนี แกลเซอร์ จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (CSIS) เผยว่า ไต้หวันหวังให้ข้อตกลงนี้เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับสหรัฐ จุดมุ่งหมายของไต้หวันคือการสร้างแผนงานที่จะส่งต่อไปยังรัฐบาลต่อไป ความต้องการจริงๆ ของไต้หวันคือข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐ

นักวิเคราะห์ยังมองว่า ไต้หวันมองว่าข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐมีความสำคัญอย่างยิ่ง หลังจากประเทศเอเชียแปซิฟิกทั้ง 15 ประเทศรวมทั้งจีน ลงนามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ที่ไต้หวันไม่ได้เข้าร่วม และไต้หวันยังไม่ได้เข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ด้วย

ด้าน หวังเหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเตือนว่า ข้อตกลงของสหรัฐกับไต้หวันเสี่ยงทำลายความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ “จีนคัดค้านการแลกเปลี่ยนระหว่างสหรัฐกับไต้หวัน” และกล่าวเสริมอีกว่า สหรัฐไม่ควรส่งสัญญาณที่ทำให้เกิดการเข้าใจผิดไปยังกองกำลังแบ่งแยกดินแดนไต้หวัน

เอเปคออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องค้าขายอย่างเสรีและเป็นธรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เอเปคออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องค้าขายอย่างเสรีและเป็นธรรม – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 21 พ.ย. 2563 เวลา 10:13 น.เอเปคออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องค้าขายอย่างเสรีและเป็นธรรมแถลงการณ์ร่วมของที่ประชุมเอเปกครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี

ที่ประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ซึ่งจัดแบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์โดยมีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า ประเทศสมาชิกเห็นพ้องต้องกันว่าควรให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมการค้าและการลงทุนที่เสรี เปิดกว้าง เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และโปร่งใส เพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด

นายกรัฐมนตรี มูยิดดิน ยัสซิน ของมาเลเซียเผยว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังให้คำมั่นว่าจะไม่เปลี่ยนท่าทีและจะไม่สนับสนุนมาตรการกีดกันทางการค้า โดยจะปล่อยให้ตลาดและพรมแดนเปิดกว้างระหว่างกัน

ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมการประชุมเอเปคเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 แต่ไม่มีการเปิดเผยถ้อยแถลงของทรัมป์ระหว่างการประชุม

ด้านทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐจะฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เสียหายจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 รวมทั้งจะส่งเสริมความสงบเรียบร้อยและความมั่งคั่งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกผ่านการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

ทำเนียบขาวยังเผยอีกว่า ทรัมป์และผู้นำเอเปคได้ลงนามในวิสัยทัศน์ปุตราจายา 2040 ที่กำหนดว่าวาระของที่ประชุมเอเปคจะให้ความสำคัญกับการค้าที่เสรีและเป็นธรรมไปอีก 2 ทศวรรษ

แหล่งข่าวที่ได้รับฟังถ้อยแถลงของทรัมป์ในที่ประชุมเผยว่า ทรัมป์เน้นเรื่องประเด็นภายในประเทศ รวมทั้งเอ่ยถึงความสำเร็จของตัวเองขณะดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐ

ทั้งนี้ ที่ประชุมเอเปคไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันในปี 2018 หลังจากการเจรจาถูกขัดขวางโดยความไม่ลงรอยกันในเรื่องการค้าและการลงทุนระหว่างจีนกับสหรัฐ รวมทั้งในปี 2019 ซึ่งจัดขึ้นที่ชิลีต้องยกเลิกเนื่องจากเกิดการประท้วง

RCEP ไทยได้-เสียอะไรบ้างจากข้อตกลง RCEP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

RCEP ไทยได้-เสียอะไรบ้างจากข้อตกลง RCEP – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 20 พ.ย. 2563 เวลา 21:30 น.RCEP ไทยได้-เสียอะไรบ้างจากข้อตกลง RCEPในที่สุดความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งประกอบด้วยประเทศอาเซียนทั้ง 10 และจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็ผ่านการลงนามร่วมกันอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อย หลังจากพยายามเจรจากันยาวนานถึง 8 ปี

แม้ว่าอินเดียจะถอนตัวออกไป ข้อตกลงนี้ก็ยังเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากข้อมูลของปี 2019 RCEP มีประชากรรวมกัน 3,600 ล้านคน หรือราว 1 ใน 3 ของประชากรโลก มีมูลค่าจีดีพี 24.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 30% ของจีดีพีโลก และมูลค่าการค้ารวมกัน 11.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 30% ของมูลค่าการค้าโลก ขณะที่ไทยค้าขายกับกลุ่มประเทศ RCEP กว่า 141,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 55.79% ของมูลค่าการส่งออกของไทย

ด้วยเหตุนี้ RCEP ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสร้างความร่วมมือทั้งด้านการค้าและการลงทุน ครอบคลุมเขตเศรษฐกิจ และเป็นความหวังของเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าและการปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐภายใต้นโยบาย America First (อเมริกาต้องมาก่อน) จึงเป็นกลุ่มการค้าขนาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบมหาศาลต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก็มีทั้งเป็นโอกาสและเป็นข้อเสียเปรียบสำหรับไทย

ความกังวลอันดับแรกๆ ที่องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนพูดถึงคือ ผลกระทบกับเกษตรกรรายเล็กๆ และความขัดแย้งเหนือที่ดินทำกิน

อาเรียสกา คูนิอาวาตี จากองค์กร Solidaritas Perempuan ในอินโดนีเซียเผยว่า “การเปิดตลาดสู่ประเทศสมาชิก RCEP ซึ่งลดภาษีสินค้าเกษตรระหว่างกันค่อนข้างสูงจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเกษตรกรและผู้ผลิตรายเล็กๆ ในประเทศกำลังพัฒนา”

บทความเรื่อง How RCEP affects food and farmers (RCEP กระทบต่ออาหารและเกษตรกรอย่างไร) ขององค์กร GRAIN ระบุว่า ข้อตกลง RCEP จะทำให้เกิดการกว้านซื้อที่ดินขนานใหญ่

ประเทศ RCEP ส่วนใหญ่ไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติซื้อที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม แต่นักลงทุนสามารถเช่า ได้รับใบอนุญาต หรือสัมปทานด้วยเขื่อนไขที่แตกต่างกัน

ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก  เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บรรดาบริษัทและนักลงทุนต่างชาติพยายามกว้านซื้อที่ดินเพื่อการเกษตรไว้เก็งกำไร นับตั้งแต่ปี 2008 เฉพาะประเทศ RCEP อย่างเดียวบริษัทต่างชาติกว้านซื้อที่ดินเพื่อการเกษตรไปมากถึง 60 ล้านไร่

การถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินในลักษณะนี้ทำให้บริษัทต่างชาติมีสิทธิ์ต่างๆ เหนือที่ดินมากมาย ทั้งยังทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้นมากจนนำมาสู่การเก็งกำไร ทำให้เกษตรกรรายย่อยถูกบีบออกจากที่ดินในที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีเนื้อหาในข้อตกลงที่ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงที่ดิน โดยในหมวดการลงทุนที่กำหนดให้รัฐบาลต้องปฏิบัติต่อนักลงทุนจากประเทศอื่นๆ ภายใต้ความตกลง RCEP เช่นเดียวกับนักลงทุนในประเทศ (national treatment) ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนจากต่างชาติย่อมมีสิทธิเช่นเดียวกับนักลงทุนในประเทศในการกว้านซื้อที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

จะเห็นได้ว่าข้อกำหนดนี้เสมือนเป็นการเอื้อให้ที่ดินที่อยู่ในมือเกษตรกรในท้องถิ่นเปลี่ยนมือไปสู่บริษัทและนายทุนต่างชาติ

นอกจากนั้น เป้าหมายลดภาษีสินค้าสูงที่สุดถึง 99% ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด อาจทำให้สินค้าจากประเทศอื่นที่ราคาถูกกว่าทะลักเข้ามาตีตลาดในประเทศไทย ดังที่อินเดียซึ่งถอนตัวจากข้อตกลงไปเมื่อปลายปีที่แล้ว กังวลว่าการลดภาษีระหว่างกันจะทำให้สินค้าราคาถูกจากจีน และสินค้าเกษตรจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์หลั่งไหลเข้ามาตีตลาดสินค้าในประเทศ ซึ่งสุดท้ายจะส่งผลกระทบกับผู้ผลิตในท้องถิ่น

นอกเหนือไปจากนี้ ประเทศ RCEP ส่วนใหญ่ยังตั้งกำแพงภาษีสินค้าอ่อนไหวบางประเภทไว้ค่อนข้างสูง อาทิ ข้าว รองเท้า ผลิตภัณฑ์จากนมและน้ำผึ้ง ซึ่งประเทศเหล่านี้ยังคงเดินหน้าปกป้องสินค้าของตัวเองได้ภายใต้มาตรการนี้ อย่างในกรณีของญี่ปุ่น ที่ประกาศว่าจะยังคงภาษีสินค้าเกษตร 5 ชนิดไว้ ได้แก่ ข้าว เนื้อวัว เนื้อหมู ข้าวสาลี และน้ำตาล เพื่อปกป้องเกษตรกรในประเทศและสกัดสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นที่ราคาถูกกว่า

ดังนั้นกำแพงภาษีที่แต่ละประเทศรับปากว่าจะลดลงมาจึงไม่ได้บังคับใช้กับสินค้าทุกชนิด ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลแต่ละประเทศจะกำหนดข้อยกเว้นไว้อย่างไร

ส่วนในข้อได้เปรียบของไทยนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า RCEP จะส่งผลต่อการค้าและการลงทุนของไทยใน 2 ประเด็น 

ประเด็นแรก RCEP เป็นความตกลงที่เปิดกว้างที่สุดและมีมาตรการด้านต่างๆ สูงที่สุดเท่าที่ไทยเคยมีมา เช่น การตั้งเป้าหมายลดภาษีสินค้าสูงที่สุดถึง 99% ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด ซึ่งจะสร้างโอกาสให้สินค้าไทยทำตลาดได้มากขึ้นจากความตกลงเดิมที่มีอยู่ โดยช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ไทยส่งออกไปตลาดเหล่านี้มูลค่า 91,800 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 53% ของการส่งออกทั้งหมด

ประเด็นที่สอง RCEP ช่วยสร้างสมดุลการค้าและการลงทุนในสองฟากฝั่งของโลก โดยเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของชาติเอเชียที่มีจีนเป็นแกนนำความตกลง เพื่อให้ภูมิภาคนี้มีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก ช่วยคานอิทธิพลชาติตะวันตกที่มีต่อประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศในอาเซียน 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า RCEP จะกลายเป็นกลุ่มการค้าที่มีห่วงโซ่การผลิตเหนียวแน่น เอื้อประโยชน์ต่อการผลิตและการค้าในซีกโลกตะวันออก ด้วยจุดเด่นของกฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of Origins) ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน และมีความยืดหยุ่นมากกว่าความตกลง FTA ระหว่างอาเซียนกับประเทศในกลุ่ม Plus 5

ส่วนไทยซึ่งมีความสัมพันธ์ทางด้านการค้าการลงทุนอย่างเหนียวแน่นกับประเทศสมาชิก RCEP อยู่แล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในอนาคตไทยจะได้รับอานิสงส์ทั้งทางตรงและทางอ้อมเพิ่มขึ้น 

โดยผลทางตรงจะมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการค้าระหว่างไทยกับประเทศสมาชิก RCEP ขณะที่ผลทางอ้อมมาจากการที่ประเทศ Plus 5 จะลดกำแพงภาษีระหว่างกันครั้งแรก ซึ่งการเกิดขึ้นของ RCEP จะยิ่งทำให้ไทยยังคงเป็นตัวเลือกหลักของฐานการผลิตที่สำคัญในฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยยังคงมีความได้เปรียบในด้านการผลิตและส่งออก เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยอาจได้อานิสงส์ด้านการค้าและการลงทุนจากการเข้าเป็นสมาชิก RCEP แต่ในความเป็นจริง ข้อตกลง RCEP อาจเอื้อประโยชน์ทางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศในกลุ่ม Plus 5 มากกว่า 

โดยการเกิดขึ้นของ RCEP แทบไม่เปลี่ยนภาพโครงสร้างการค้าของไทยมากนัก เนื่องจากผลบวกทางตรงเพิ่มเติมจากการเปิดเสรีการค้ามีจำกัด เพราะสินค้าส่วนใหญ่ได้ลดภาษีไปแล้วตามกรอบ FTA อาเซียนกับประเทศ Plus 5 ขณะที่ผลบวกทางอ้อม กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ไทยอยู่ในห่วงโซ่การผลิตเดิมที่ส่งไปยัง Plus 5 อยู่แล้ว

ไต้หวันลุยต่อเรือดำน้ำตอบโต้จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไต้หวันลุยต่อเรือดำน้ำตอบโต้จีน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 20 พ.ย. 2563 เวลา 18:00 น.ไต้หวันลุยต่อเรือดำน้ำตอบโต้จีนไต้หวันเดินหน้าผลิตเรือดำน้ำในประเทศหลังเผชิญแรงกดดันจากกองทัพจีน

รอยเตอร์สรายงาน วันนี้ (20 พ.ย.) ซาเวียร์ ฉาง โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวันแถลงว่า ไต้หวันจะเริ่มดำเนินการผลิตเรือดำน้ำในประเทศลำแรกในสัปดาห์หน้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันทางทหารเมื่อต้องเผชิญกับกองทัพจีนที่ทันสมัยมากขึ้น

ฉางกล่าวว่าโครงการนี้เป็นส่วนสำคัญในการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย และเป็นแผนพึ่งพาตนเองของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน โดยแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จครั้งใหม่ของแผนการผลิตเรือดำน้ำแห่งชาติ

ไต้หวันตั้งเป้าว่าจะผลิตเรือดำน้ำจู่โจมทั้งหมด 8 ลำ และคาดว่าเรือลำแรกจะเข้าประจำการในปลายปี 2024

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ไต้หวันได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากกองกำลังของจีนที่เข้าใกล้เกาะไต้หวันมากขึ้น รวมถึงส่งเครื่องบินรบผ่านเส้นแบ่งเขตแดนกลางช่องแคบไต้หวัน

Photo by Cindy MOTET / Naval Group / AFP

อินโดเนื้อหอม หลายเจ้าเล็งใช้เป็นฐานผลิตวัคซีนโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อินโดเนื้อหอม หลายเจ้าเล็งใช้เป็นฐานผลิตวัคซีนโควิด-19 – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 20 พ.ย. 2563 เวลา 15:00 น.อินโดเนื้อหอม หลายเจ้าเล็งใช้เป็นฐานผลิตวัคซีนโควิด-19บริษัทผลิตวัคซีนหลายแห่งเล็งทดสอบและผลิตวัคซีนในอินโดนีเซีย

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานว่าอินโดนีเซียกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางในการผลิตและจำหน่ายวัคซีนโควิด-19 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการติดต่อจากบริษัทผู้ผลิตวัคซีนหลายราย

เพนนี ลูกิโต หัวหน้าสำนักงานควบคุมยาและอาหารแห่งชาติอินโดนีเซีย (BPOM) กล่าวว่าได้รับการติดต่อจากบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) บริษัทผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา และบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ของสหราชอาณาจักรเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการทดสอบวัคซีนโควิด-19 ในอินโดนีเซีย

นอกจากนี้รัฐบาลรัสเซียยังได้ส่งจดหมายไปยังหน่วยงานสาธารณสุขของอินโดนีเซียเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการทดสอบและจำหน่ายวัคซีนสปุตนิกไฟว์ (Sputnik V) ของรัสเซียในอินโดนีเซีย

รวมถึงบริษัทซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech) จากประเทศจีนได้อนุญาตให้บริษัทไบโอฟาร์มา (Bio Farma) ของอินโดนีเซียผลิตวัคซีนของซิโนแวค ซึ่งคาดว่าจะมีการผลิตวัคซีนคู่ขนานจำนวน 260 ล้านโดส ซึ่งครอบคลุมประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรชาวอินโดนีเซียทั้งหมด 270 ล้านคน และอินโดนีเซียจะกลายเป็นศูนย์กลางในการผลิตวัคซีนของซิโนแวค

อีกทั้งอินโดนีเซียยังได้ทำข้อตกลงในการจัดหาวัคซีนจากแคนซิโน ไบโอโลจิกส์ (CanSino Biologics) และซิโนฟาร์ม (Sinopharm) ของจีนอีกด้วย

เพนนี มองว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้เปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมยาของอินโดนีเซียเติบโตทุกภาคส่วน ไม่เพียงแต่บริษัทยาของรัฐบาลเท่านั้น

การผูกสัมพันธ์กับบริษัทผู้ผลิตยาแนวหน้าไม่ว่าจะเป็นการทดสอบวัคซีนหรือการจัดหาวัคซีน ช่วยให้อินโดนีเซียสามารถรับมือกับโรคระบาดที่มีผู้ติดเชื้อในประเทศกว่า 483,000 คน และคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 15,000 คน นอกจากนี้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียยังเกิดภาวะถดถอยครั้งแรกในรอบ 20 ปี หลังจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หดตัวร้อยละ 3.49 ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

ฟิลิปปินส์ยอมจ่ายค่าวัคซีนล่วงหน้า หวั่นประชาชนไม่มีใช้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ฟิลิปปินส์ยอมจ่ายค่าวัคซีนล่วงหน้า หวั่นประชาชนไม่มีใช้ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 20 พ.ย. 2563 เวลา 13:30 น.ฟิลิปปินส์ยอมจ่ายค่าวัคซีนล่วงหน้า หวั่นประชาชนไม่มีใช้ฟิลิปปินส์ยอมจ่ายเงินล่วงหน้าเพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะได้รับวัคซีนโควิด-19

รอยเตอร์ส รายงานว่าประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตร์เต ของฟิลิปปินส์ ตกลงจ่ายเงินให้แก่ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 ล่วงหน้าเพื่อให้มั่นใจว่าฟิลิปปินส์จะได้รับวัคซีนเป็นประเทศแรกๆ 

ดูเตร์เตกล่าวว่าฟิลิปปินส์มีงบประมาณเพียงพอในการซื้อวัคซีน แต่ต้องมีการจัดหาวัคซีนจำนวนมากขึ้นเพื่อให้เพียงพอสำหรับประชากรฟิลิปปินส์ทั้งหมด

ฟิลิปปินส์วางแผนที่จะจัดหาวัคซีนจำนวน 50 ล้านโดสเพื่อให้แน่ใจว่าอย่างน้อย 1 ใน 4 ของประชากร 108 ล้านคนจะได้รับการฉีดวัคซีนในปี 2021

โดยคาดว่าฟิลิปปินส์อาจเริ่มได้รับวัคซีนในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมปี 2021 และมีแนวโน้มว่าจะมีวัคซีนจำนวนมากภายในสิ้นปี 2021 หรือต้นปี 2022

แฮร์รี โรค โฆษกประธานาธิบดีเผยว่าดูเตร์เตตกลงที่จะจ่ายเงินล่วงหน้าเพราะหากไม่ทำฟิลิปปินส์อาจเป็นประเทศสุดท้ายที่ได้รับวัคซีน

คาร์ลิโต แกลเวซ อดีตนายพลหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลฟิลิปปินส์กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาจัดหาวัคซีนกับผู้ผลิตวัคซีนหลายรวยรวมถึงไฟเซอร์ (Pfizer) และโมเดอร์นา (Moderna)

ขณะนี้ทางการฟิลิปปินส์กำลังมองหาข้อตกลงวัคซีนทั้งในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคี รวมถึงการเข้าร่วมโครงการวัคซีนระดับโลกขององค์การอนามัยโลก (COVAX) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับการแพร่ระบาด

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์มีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาและผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Photo by Ted ALJIBE / AFP