ทรัมป์กลับมาทำงานวันแรก อวยโควิดเป็น’พรจากพระเจ้า’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634986

วันที่ 08 ต.ค. 2563 เวลา 11:23 น.ทรัมป์กลับมาทำงานวันแรก อวยโควิดเป็น'พรจากพระเจ้า'โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาทำงานวันแรกหลังเข้ารับการรักษาโควิด-19 โบ้ยทั้งหมดเป็นความผิดจีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาทำงานวันแรกที่สำนักงานรูปไข่เมื่อบ่ายวันพุธ (7 ตุลาคม) เจ้าตัวเผยรู้สึกดีพร้อมกล่าวโควิดคือพรจากพระเจ้าเพราะทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับยาและการรักษาที่มีศักยภาพ

โดย ฌอน คอนเลย์ แพทย์ประจำตัวเผยว่าประธานาธิบดีไม่มีอาการของโควิด-19 มานานกว่า 24 ชั่วโมงและไม่มีไข้มาแล้ว 4 วัน โดยไม่ต้องการออกซิเจนเสริมใดๆ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าโรงพยาบาล

ทรัมป์กล่าวว่าอยากให้ชาวอเมริกันทุกคนได้เข้าถึงการรักษาที่เขาได้รับและสัญญาว่าจะจัดหายาซึ่งผลิตโดยองค์การเภสัชกรรมรีเจนเนอรอนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตามยาของรีเจเนอรอนยังไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง

นอกจากนี้ยังกล่าวโจมตีประเทศจีนโดยบอกกับชาวอเมริกันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของพวกเขาแต่เป็นความผิดของประเทศจีนและประเทศจีนต้องรับผิดชอบ

ขณะที่บางคนตั้งข้อสังเกตว่าแม้ทรัมป์จะดูร่าเริง แต่เขาดูหายใจติดขัดและดูเหมือนว่ามีการแต่งหน้าอีกด้วย

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่เผยว่า ทรัมป์กลับไปที่สำนักงานรูปไข่ในบ่ายวันพุธเพื่อรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับพายุเฮอริเคนเดลต้าในอ่าวเม็กซิโกและล่าสุดกำลังเจรจากับพรรคเดโมแครตเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

Photo by NICHOLAS KAMM / AFP

สายการบินทั่วโลกงัดไม้เด็ดสู้วิกฤตโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634935

วันที่ 07 ต.ค. 2563 เวลา 19:30 น.สายการบินทั่วโลกงัดไม้เด็ดสู้วิกฤตโควิด-19สายการบินทั่วโลกปรับตัวท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบหนักต่อสายการบินทั่วโลกรวมถึงการบินไทยที่ปรับกลยุทธ์ครัวการบินไทยและโครงการเปิดร้านอาหารเพื่อสร้างรายได้ในช่วงที่ธุรกิจการท่องเที่ยวยังไม่สามารถฟื้นตัว

ไม่เพียงสายการบินไทยเท่านั้น ยังมีสายการบินต่างประเทศที่กำลังพยายามเอารอดตัวจากธุรกิจการท่องเที่ยวที่ซบเซา อาทิ  สิงคโปร์แอร์ไลน์ ที่ริเริ่มโครงการ SIA@Home เพื่อจัดส่งอาหารของสายการบินชั้นธุรกิจและเฟิร์สคลาสแบบเดลิเวอรี่ถึงบ้านผู้บริโภค ซึ่งเป็นหนึ่งในสามโครงการริเริ่มที่สายการบินแห่งชาติได้คิดค้นเพื่อดึงดูดลูกค้าในช่วงการระบาดของโควิด-19

นอกจากนี้ ยังมีโครงการเปิดให้เยี่ยมชมสถานฝึกอบรมของสายการบินในเดือนพฤศจิกายนเพื่อพาผู้เยี่ยมชมเข้าสู่ศูนย์ฝึกอบรมไกด์นำเที่ยวและกิจกรรมต่างๆ และโครงการเปิดร้านอาหารบนเครื่องบิน A-380 ซึ่งห้องอาหารนี้เปิดให้บริการที่สนามบินชางงีในวันที่ 24-25 ตุลาคม เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสกับประสบการณ์การรับประทานอาหารบนเครื่องบิน

โดยก่อนหน้านี้สิงคโปร์แอร์ไลน์ยังมีโครงการเที่ยวบินในประเทศอย่างไม่มีจุดหมายโดยจะบินออกจากสนามบินชางงีและลงจอดที่เดิมในอีก 3 ชั่วโมงถัดมาเพื่อให้ผู้โดยสารได้สัมผัสกับบรรยากาศการขึ้นเครื่องบินอีกครั้งแม้ว่าจะยังไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้

รวมถึงสายการบินแอร์เอเชียก็ได้วางแผนเปิดร้านอาหารทั่วโลก โดยประมาณ 30% ของเมนูอาหารจะเหมือนกับที่เสิร์ฟบนเที่ยวบิน ภายหลังจากที่ได้เปิดร้านอาหารร้านแรกของสายการบินที่มาเลเซียไปเมื่อเดือนธันวาคม ขณะนี้สายการบินได้ประกาศว่ากำลังวางแผนขยายสาขาทั่วโลก

ขณะนี้แอร์เอเชียมีร้านอาหารอยู่ 15 แห่งในมาเลเซียและคาดว่าจะขยายสาขาเป็น 100 แห่งทั่วโลกภายในไตรมาสแรกของปี 2022 โดยจีนและสหราชอาณาจักรเป็นประเทศแรกที่กำหนดเป้าหมายซึ่งมีแผนจะเปิดให้บริการในปี 2021

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

โควิดเอื้อมหาเศรษฐีรวยขึ้นอีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634923

วันที่ 07 ต.ค. 2563 เวลา 16:00 น.โควิดเอื้อมหาเศรษฐีรวยขึ้นอีกผลการศึกษาพบมหาเศรษฐีร่ำรวยขึ้นท่ามกลางวิกฤตโควิด-19

รอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมว่าความร่ำรวยของมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยรายงานของธนาคารยูบีเอส (UBS) และบริษัทตรวจสอบบัญชีไพรซ์วอเทอร์เฮาส์คูเปอส์ (PwC) พบว่าการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น, เทคโนโลยี และสาธารณสุขช่วยให้ความร่ำรวยของคนที่รวยที่สุดในโลกทะลุ 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและระบบสาธารณสุขรวมถึงนักสร้างสรรค์นวัตกรรมทางธุรกิจอื่นๆ ให้พวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษ

รายงานสำรวจจากมหาเศรษฐีกว่า 2,000 คน ซึ่งคิดเป็น 98% ของความร่ำรวยทั้งหมดของกลุ่มประชากรพบว่า ความร่ำรวยของมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นกว่าหนึ่งในสี่ในช่วงต้นเดือนของการแพร่ระบาดโควิด-19 และแตะ 10.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในเดือนกรกฎาคม ซึ่งทำลายสถิติเมื่อสิ้นปี 2019 ที่มีเพียง 8.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ตัวเลขดังกล่าวแสดงถึงการเพิ่มขึ้น 5-10 เท่าในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาที่ความร่ำรวยของมหาเศรษฐีอยู่ที่ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ประเมินโดยฐานข้อมูลของ UBS และ PwC

จากการศึกษาพบว่าระหว่างวันที่ 7 เมษายนถึง 31 กรกฎาคมปีนี้ มหาเศรษฐีในทุกอุตสาหกรรมมีความร่ำรวยเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลข 2 หลัก โดยมหาเศรษฐีในภาคเทคโนโลยี, สาธารณสุข และอุตสาหกรรมมีกำไรถึง 36%-44%

นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2018 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2020 ผู้ประกอบการเทคโนโลยีมีความร่ำรวยขึ้นเป็น 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐหรือเพิ่มขึ้น 42.5% ขณะที่ผู้ประกอบการด้านสาธารณสุขมีความร่ำรวยเพิ่มขึ้นเป็น 6.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 50.3%

ทั้งนี้ มหาเศรษฐีเหล่านี้กว่า 200 คนได้บริจาคเงินจำนวน 7,200 ล้านเหรียญสหรัฐต่อสาธารณะเพื่อช่วยรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 และยังมีแนวโน้มว่าเงินบริจาคจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

รัสเซีย ไพ่ใบสุดท้ายของอาร์เมเนีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634839

วันที่ 07 ต.ค. 2563 เวลา 15:00 น.รัสเซีย ไพ่ใบสุดท้ายของอาร์เมเนียสื่อต่างประเทศวิเคราะห์รัสเซียเป็นประเทศเดียวที่จะหยุดความขัดแย้งอาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจานได้

CNN วิเคราะห์ว่าประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และเรเจป ไตยิป เอร์โดอาน ประธานาธิบดีตุรกี ทั้งคู่ดูเหมือนจะเป็นมิตรกันและมีการติดต่อกันอยู่เสมอ ก่อนที่ตุรกีจะถูกไล่ออกจากโครงการ F-35 ที่นำโดยสหรัฐเนื่องจากซื้อระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย

แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปหลังเหตุการณ์ปะทะในซีเรีย โดยมีการสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามกันในลิเบีย นอกจากนี้ยังพบว่าอีกฝ่ายไม่พอใจในการเสนอราคาเพื่อใช้ประโยชน์จากการถอนตัวในภูมิภาคอเมริกา

หลังจากนั้นปูตินและเอร์โดอานก็ไม่ได้ติดต่อกันอีก และด้วยสงครามระหว่างอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานที่กำลังดำเนินอยู่ในพื้นที่พิพาทนากอร์โน-คาราบัคทวีความรุนแรงขึ้น เอร์โดอานทิ้งปูตินไว้ในจุดที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายปี โดยตุรกีให้การสนับสนุนอาเซอร์ไบจานอย่างเต็มที่

อาร์เมเนียซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่มีความสามารถทางเทคนิคพอที่จะสู้กับโดรนและการโจมตีของอาเซอร์ไบจานได้ ในขณะที่อาเซอร์ไบจานเข้าทำลายเมืองหลักๆ อาร์เมเนียแนะนำให้รื้อฟื้นรูปแบบการเจรจาแบบเก่าเรียกร้องการสนับสนุนจากสหรัฐและยืนยันว่าจะสู้ต่อไป

มีการโต้แย้งว่านายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย นิโคล ปาชินเนียน เป็นพันธมิตรที่รัสเซียไม่ชอบ โดยปาชินเนียนเคลื่อนไหวใกล้ชิดกับสหภาพยุโรปอย่างระมัดระวังในขณะที่สร้างสมดุลระหว่างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย และดูเหมือนว่าพันธมิตรของตุรกีจะเป็นฝ่ายชนะซึ่งนั่นเป็นความเสี่ยงของรัสเซียประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่สหภาพยุโรป

มีข้อโต้แย้งอีกประการหนึ่งว่านากอร์โน-คาราบัคซึ่งเป็นพื้นที่ในพรมแดนของอาเซอร์ไบจานมีมูลค่าเชิงกลยุทธ์ไม่เพียงพอสำหรับรัสเซียที่จะต้องใช้เงินทุนทางทหารหรือการเมือง การแทรกแซงของรัสเซียเข้าไปในความขัดแย้งนากอร์โน-คาราบัคคงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะจะต้องเพิ่มทั้งจำนวนคนและยุทโธปกรณ์

ในขณะที่ดูเหมือนว่าอาเซอร์ไบจานจะมีจะมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและกลยุทธ์มากกว่าแม้ว่าจะปฏิเสธข้อกล่าวหาของฝรั่งเศสที่ว่าบางส่วนได้รับการสนับสนุนจากตุรกี

ขณะนี้สถานการณ์ของปูตินยังไม่สู้ดีเท่าไรนักในรัสเซีย โดยคะแนนการสำรวจความนิยมเขาเพิ่งจะฟื้นตัวเมื่อเร็วๆ นี้จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และความไม่พอใจทางการเมืองในประเทศ เศรษฐกิจรัสเซียเองก็ยังคงมีปัญหา มีการประท้วงเกิดขึ้นมากมายในรัสเซีย ขณะนี้จึงอาจไม่ใช่เวลาของรัสเซียสำหรับการต่อสู้ทางทหารอีกครั้ง

เหตุเกิดจากการแต่งตัวทำความสัมพันธ์สองเจ้าชายแตกแยก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634908

วันที่ 07 ต.ค. 2563 เวลา 14:00 น.เหตุเกิดจากการแต่งตัวทำความสัมพันธ์สองเจ้าชายแตกแยกนักประวัติศาสตร์แฉความบาดบางเจ้าชายวิลเลียม-เจ้าชายแฮร์รี

โรเบิร์ต เลซีย์ นักเขียนชีวประวัติของราชวงศ์ เขียนไว้ในหนังสือแบทเทิล ออฟ บราเธอร์ส ว่าสองพี่น้องเจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์ และเจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์เริ่มห่างเหินจากกันเมื่อหลายปีก่อน หลังมีรูปภาพเจ้าชายแฮร์รีสวมชุดนาซีหลุดออกมาในเดือนมกราคม 2005

เลซีย์เล่าว่า ขณะที่เจ้าชายวิลเลียมทรงเลือกชุดสัตว์ แต่เจ้าชายแฮร์รีซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 20 พรรษาเลือกสวมเครื่องแบบนาซีจำลองสีกากี มีปกเสื้อวาบหวิว พร้อมติดเครื่องราชอิสริยาภรณ์นกอินทรีที่หน้าอกและสวมปลอกแขนสวัสดิกะสีแดงขาวและดำ

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความโกลาหลในระดับชาติเมื่อมีภาพถ่ายของเจ้าชายแฮร์รีและฉลองพระองค์ปรากฏในสื่อ

เลซีย์อ้างว่าเจ้าชายแฮร์รีรู้สึกแปลกแยกจากราชวงศ์ พระองค์ไม่พอพระทัยที่เจ้าชายวิลเลียมห่างเหินจากพระองค์และเป็นครั้งแรกที่ความสัมพันธ์ของสองพี่น้องย่ำแย่ลงโดยทั้งคู่แทบไม่ได้พูดคุยกันเลย

นอกจากนี้ ในหนังสือยังปรากฏว่า สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 มองว่าเจ้าชายแฮร์รี และเมแกน มาร์เคิล เอาแน่เอานอนไม่ได้และหุนหันพลันแล่น

ขณะที่เจ้าชายแฮร์รี่และเมแกนเป็นสัญลักษ์ของ “ซัสเซกซ์รอยัล” และก่อนที่พวกเขาจะถอยออกจากราชบัลลังก์อังกฤษยังมีการถูกกล่าวหาภายในราชวงศ์เกี่ยวกับการ “ค้ามงกุฎ”

ผู้คุมสหรัฐเปิด ‘เบบี้ชาร์ค’ ลงโทษผู้ต้องขัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634900

วันที่ 07 ต.ค. 2563 เวลา 13:00 น.ผู้คุมสหรัฐเปิด 'เบบี้ชาร์ค' ลงโทษผู้ต้องขัง ผู้คุมขังในสหรัฐถูกฟ้องหลังลงโทษผู้ต้องขังด้วยเพลงเบบี้ชาร์ค

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม บันทึกของศาลแขวงโอคลาโฮมาเคาน์ตี้ระบุว่าคริสโตเฟอร์ เฮนเดอร์ชอตต์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่คุมขังพร้อมด้วยคริสเตียน ไมล์ส และเกร็กกอรี่ บัตเลอร์ อดีตเจ้าหน้าที่คุมขังของเรือนจำโอคลาโฮมาเคาน์ตี้ถูกตั้งข้อหาทารุณกรรมนักโทษ ลงโทษทางร่างกายต่อผู้ต้องขังและสมรู้ร่วมคิด

โดยในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมพวกเขาก่อเหตุอย่างน้อย 5 ครั้งกับผู้ต้องหา 5 คน โดยการใส่กุญแจมือและบังคับให้ผู้ต้องขังยืนพิงกำแพงนาน 2 ชั่วโมงพร้อมบังคับให้ฟังเพลงเบบี้ชาร์ค

บันทึกของศาลระบุว่าการถูกบังคับให้ฟังเพลงพร้อมลงโทษด้วยการใส่กุญแจมือและยืนพิงกำแพงส่งผลให้ผู้ต้องหาอย่างน้อย 2 คนนอนไม่หลับ

เดวิด พราเทอร์ อัยการกล่าวว่าผู้ต้องหาทั้ง 3 คนร่วมกันโดยเจตนาในลักษณะโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมเพื่อลงโทษผู้ต้องขัง ซึ่งการเล่นเพลงนี้ซ้ำๆ ทำให้ผู้ต้องขังเกิดความเครียดและมีแนวโน้มว่าจะทุกข์ทรมาน

นอกจากนี้ยังพบว่าเพลงเบบี้ชาร์คถูกปรับแต่งไปใช้งานในทางที่น่ากลัวมากขึ้น โดยในปีที่แล้วเวสต์ ปาล์ม บีชเปิดเพลงเบบี้ชาร์คไล่คนจรจัดออกไปนอนข้างนอกสถานที่จัดงาน

ไม่ปลอดภัย! ไบเดนค้านดีเบตครั้งหน้าถ้าทรัมป์ยังไม่หายจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634899

วันที่ 07 ต.ค. 2563 เวลา 12:00 น.ไม่ปลอดภัย! ไบเดนค้านดีเบตครั้งหน้าถ้าทรัมป์ยังไม่หายจากโควิดโจ ไบเดนคัดค้านการดีเบตขณะโดนัลด์ ทรัมป์ยืนยันพร้อมเข้าร่วม

CNN รายงานจากวอชิงตันว่าเมื่อวันอังคาร (6 ตุลาคม) โจ ไบเดนผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตกล่าวว่าการประชันวิสัยทัศน์ครั้งที่ 2 ที่มีกำหนดในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ยังไม่ควรจัดขึ้นหากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังไม่หายขาดจากโควิด-19

โดยไบเดนกล่าวว่าจะต้องมีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดเนื่องจากมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาจำนวนมากและเป็นปัญหาที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง โดยต้องปฏิบัติตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ยืนยันว่าจะเข้าร่วมการประชันวิสัยทัศน์ครั้งถัดไปพร้อมทวีตลงในทวิตเตอร์ส่วนตัวในวันเดียวกันว่าเขาตั้งตารอการประชันวิสัยทัศน์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 15 ตุลาคมและมันจะต้องยอดเยี่ยมแน่นอน

ทั้งนี้คณะกรรมกาธิการการดีเบตของประธานาธิบดี (CDC) ยังไม่มีข้อสรุปของการประชันวิสัยทัศน์ดังกล่าว

เงื่อนงำการกลับมาของจอมพลก่อนการสังหารหมู่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634851

วันที่ 06 ต.ค. 2563 เวลา 20:03 น.เงื่อนงำการกลับมาของจอมพลก่อนการสังหารหมู่ปัจจัยที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีหลายอย่าง แต่หนึ่งในสาเหตุที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดคือการเดินทางกลับมาของจอมพลคนที่ถูกไล่ออกจากประเทศในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ในหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพขุนโสภิตบรรณลักษณ์ (อำพัน กิตติขจร) จอมพลถอนม กิตติขจรผู้เป็นบุตรได้เล่าถึงบิดาเอาไว้ ตอนหนึ่งได้เท้าความถึงการป่วยของขุนโสภิตบรรณลักษณ์ ในระหว่างที่จอมพลถนอมต้องอัปเปหิตัวเองไปจากเมืองไทยอยู่ในต่างแดนหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

หลังจากที่จอมพลถนมต้องเดินทางออกจากไทยก็ไม่มีช่องทางกลับมาง่ายๆ อีก เพราะนักศึกษาประชาชนไม่ปรารถนาจะให้กลับมาเหยียบแผ่นดินไทยอีกในฐานะ “ทรราช” และ “เผด็จการมือเปื้อนเลือด” แต่เมื่อพ่อป่วยหนักจอมพลผู้ลูกก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้

จอมพลถนอมเล่าว่า

“เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2517 ผมได้รับทราบจากแต๋ว (ลูกสาวคนโต) ซึ่งได้ไปหาที่บอสตันว่า คุณพ่อป่วยหนักและพูดถึงผมอยู่เรื่อย ผมจึงตกลงใจเดินทางออกจากบอสตันในวันที่ 25 ธันวาคม 2517 โดยไม่เกรงกลัวจะถูกขัดขวางจากผู้ใดทั้งสิ้น มุ่งอยู่อย่างเดียวที่จะมาอยู่ดูแลพยาบาลคุณพ่อโดยใกล้ชิด”

ไม่ใช่แค่นักศึกษาและประชาชนที่ไม่อยากให้จอมพลถนอมกลับมา แต่คนในรัฐบาลก็ไม่อยากให้จอมพลกลับมา ในรายงานของหน่วยข่าวกรองกลางสหรัฐ (ซีไอเอ) ระบุว่า “คณะรัฐมนตรีปฏิเสธคำขอเนื่องจากไม่ต้องการเผชิญหน้ากับกระแสต่อต้านของประชาชน มีความเป็นไปได้ที่เพื่อนสนิทของถนอมหลายๆ คน เช่น บุญชู (พลอากาศเอก บุญชู จันทรุเบกษา) อาจจะสนับสนุนให้ถนอมกลับมา และอาจจะรับประกันกับเขาว่าจะไม่มีการแก้แค้นเขา”

จอมพลถนอมจึงตัดสินใจกลับไทยและเดินทางมาถึงในวันที่ 27 ธันวาคม 2517 “เวลาประมาณ 04.00 นาฬิกา เมื่อมาพบกับคุณพ่อรู้สึกท่านดีใจมาก แต่แล้วก็ถูกพวกที่คิดในทางร้ายต่อผมพยายามทุกวิถีทางที่จะผลักดันให้ผมกลับออกไปอยู่นอกประเทศอีก ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนไทยแท้ตั้งแต่บรรพบุรุษทั้งฝ่ายคุณพ่อและคุณแม่มาหลายชั่วอายุคน”

วันที่ 27 ธันวาคม เอกสารข่าวกรองของซีไอเอรายงานว่าเมื่อจอมพลถนอมเดินทางจากสหรัฐมาถึงไทยก็ถูกควบคุมตัวในบ้านพัก คนในรัฐบาลมีท่าทีแข็งกร้าวมาก นายประกอบ หุตะสิงห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์บอกกับแหล่งข่าวกรองของสหรัฐว่าจอมพลถอนมต้องถูกดำเนินคดีในกรณี 14 ตุลาฯ 2516

แต่ในเวลาเดียวกัน บรรยากาศในเวลานั้นเริ่มเปลี่ยนจากสนับสนุนนักศึกษามาเป็น “การกำราบ” มากขึ้นเรื่อยๆ ซีไอเอตั้งข้อสังเกตว่า การกลับมาของจอมพลถนอมอาจทำให้นักศึกษาที่เงียบไปพักใหญ่กลับมาประท้วงอีก และหากเกิดขึ้นจะสั่นคลอนรัฐบาลสัญญาอย่างมาก

แต่ “กองทัพและตำรวจหาช่องทางที่จะเป็นข้ออ้างในการกำราบการชุมนุมของนักศึกษามาระยะหนึ่งแล้ว” 

ซีไอเอรายงานว่าในวันที่ 28 นักศึกษาประมาณ 10,000 คนชุมนุมกันในกรุงเทพเพื่อประท้วงการกลับมาของจอมพลถนอม นักศึกษากล่าวโทษรัฐบาลว่าเป็นตัวการให้จอมพลถนอมกลับมาและเรียกร้องให้นำตัวจอมพลมา “ขึ้นศาลประชาชน” (People’s court โปรดสังเกตว่าเป็นศัพท์แสงของฝ่ายซ้าย) แต่การชุมนุมเป็นไปอย่างสันติ 

รายงานทั้ง 2 ฉบับเอ่ยถึงพลเอกกฤษณ์ สีวะรา รักษาการผู้บัญชาการทหารสูงสุด ว่ากำลังปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศและถูกเรียกตัวกลับกรุงเทพฯ ในทันที ซึ่งพลเอกกฤษณ์ สีวะราเป็น “จิ๊กซอว์” ตัวสำคัญในเหตุการณ์ 14 ตุลาและ 6 ตุลา และสหรัฐมองว่าเป็นตัวประสานผลประโยชน์ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมช่วยให้รัฐบาลประชาธิปไตยยุคระหว่าง14 ตุลาและ 6 ตุลา ประคองตัวไปได้

ในเอกสารรายงานสรุปให้กับประธานาธิบดีสหรัฐระบุว่า “ถนอมอ้างว่ากลับมาเพื่อเยี่ยมพ่อที่กำลังป่วยใกล้เสียชีวิต … (ข้อความปิดลับ) … แต่มีความเป็นไปได้ว่าการกลับมาของเขาอาจตั้งใจให้สอดคล้องกับช่วงที่ผู้บัญชาการกองทัพกฤษณ์ สีวะราเดินทางไปต่างประเทศพอดี กฤษณ์ซึ่งพยายามกำจัดลูกน้องของอดีตนายกรัฐมนตรี (ถนอม) อย่างเงียบๆ จากอิทธิพลในกองทัพ อาจจะมองว่าการเดินทางกลับมาของถนอมเป็นภัยคุกคามอิทธิพลของเขาในกองทัพ”

จอมพลถนอมจึงได้ตกลงที่จะออกจากเมืองไทยอีกครั้งโดยไปอยู่ที่สิงคโปร์ (โดยการอนุญาตของรัฐบาลสิงคโปร์) โดยนำบิดาไปด้วยเพื่อให้แพทย์ที่นั่นรักษาอาการเมื่ออาการของขุนโสภิตบรรณลักษณ์ ดีขึ้นแล้วคิดอยากจะกลับเมืองไทย และบอกกับลูกชายว่าอยากจะให้บวชก่อนที่บิดาจะหมดชีวิต จากนั้นบิดาของจอมพลถนอมกลับมาเมืองไทย

ระหว่างนั้นเองเกิดเหตุการณ์พลิกผันขึ้นเมื่อพลเอก กฤษณ์ สีวะราเสียชีวิตอย่างกระทันหันเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2519 สาเหตุการณ์เสียชีวิตเป็นปริศนาทุกวันนี้เพราะอะไรกันแน่ เพราะพลเอก กฤษณ์ล้มป่วยลงปัจจุบันทันด่วนหลังรับประทานข้าวเหนียวมะม่วงเท่านั้น

เมื่อสิ้นพลเอก กฤษณ์การกำราบเครือข่ายของจอมพลถนอมก็สะดุดลงไปด้วย พร้อมๆ กับที่ฝ่ายขวาในกองทัพมีอำนาจขึ้นมา สัญญาณของการปราบนักศึกษาเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ และชัดมากกว่าครั้งแรกที่จอมพลถนอมเข้ามา

เอกสารของซีไอเอรายงานว่า ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นได้บอกกับแหล่งข่าวกรองของสหรัฐเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2519 ว่า ยุทธพงศ์ กิตติขจร (ยศสุดท้ายคือพลอากาศเอก) บุตรชายของจอมพลถนอมบอกว่าบิดาอยากจะกลับเมืองไทยโดยบวชเป็นเณรเข้ามา แต่ม.ร.ว. เสนีย์บอกว่าท่านตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องฟังมติคณะรัฐมนตรีก่อน

ในวันเดียวกัน นายพิชัย รัตตกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบอกกับฝ่ายข่าวกรองของสหรัฐว่าจอมพลถนอมยังอยู่ในสิงคโปร์ และได้สั่งการให้เอกอัครราชทูตไทยประจำสิงคโปร์คอยรายงานความเคลื่อนไหวทั้งหมดของจอมพลถนอม และแจ้งกับจอมพลว่าไม่ปรารถนาให้กลับมาเมืองไทยในเวลานี้

แต่นายพิชัยบอกว่าเขารู้สึกเห็นใจจอมพลถนอมซึ่งต้องการเข้ามาดูแลบิดาที่ล้มป่วยด้วยตัวเอง แต่การกลับมาของจอมพลจะ “ทำให้เกิดเรื่องอย่างหนึ่งได้” เพื่อเห็นแก่ประเทศชาติเขาจึงไม่ควรกลับมา

แต่ดูเหมือนว่าในรัฐบาลเสนีย์เสียงจะเริ่มแตก เช่น พลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า ตามสิทธิที่มีในรัฐธรรมนูญจอมพลถนอมมีสิทธิที่จะกลับประเทศไทย และจากแง่มุมทางพุทธศาสนาก็ยังเป็นไปได้ที่จอมพลถนอมจะบวชเณรกลับเข้ามา เมื่อถูกซักถามว่าหากจอมพลกลับมาจะเกิดเรื่องวุ่นวายหรือไม่? พลตำรวจเอกประมาณบอกว่า “หากเรื่องนี้เกิดขึ้น มันก็คงจะเกิดจากประชาชนบางกลุ่ม ไม่ใช่จากรัฐบาล”

เมื่อพูดช่วงเวลาการป่วยของบิดาจอมพลถนอม รายงานตอนนี้ขัดกับสิ่งที่เขียนไว้ในอนุสรณ์งานพระราชเพลิงศพของขุนโสภิตบรรณลักษณ์ เพราะระบุว่ามาถึงเดือนกันยายน 2519 จอมพลถนอมก็ทราบว่าบิดาล้มป่วยอีกครั้ง (ตามข้อมูลของซีไอเอบอกว่าทราบว่าบิดาป่วยตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม) จอมพลถนอมบอกว่า “อาการป่วยของคุณพ่อหนักมากเห็นจะอยู่ได้อีกไม่กี่วัน ผมจึงตกลงใจกลับมาอุปสมบทที่วัดบวรนิเวศวิหารในวันที่ 19 กันยายน 2519 อุปสมบทแล้วก็รีบไปเยี่ยมคุณพ่อในบ่ายวันนั้น”

ปรากฎว่าหลังจากนั้นอาการของขุนโสภิตบรรณลักษณ์ก็ดีขึ้นเป็นลำดับและจอมพลถนอมก็ลาสิกขาในเวลาต่อมา ส่วนขุนโสภิตบรรณลักษณ์นั้นมีอายุยืนยาวต่อมาจนถึงวันที่ 20 มีนาคม 2523

ระหว่างที่ทุกอย่างในบ้านของจอมพลถนอมดีขึ้นเป็นลำดับ โลกภายนอกก็ร้อนรุ่มไปด้วยความเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย รัฐบาลเสนีย์

รายงานของซีไอเอเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2519 ระบุถึงการลาออกของม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมชจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะถูกโจมตีเรื่องที่ปล่อยจอมพลถนอมเข้ามา (ซีไอเอรายงานว่ารัฐบาลเสนีย์อนุญาตให้เข้ามาได้แค่ 7 วัน แต่จอมพลรีบไปบวชในทันทีทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นมาในทันตา) แต่ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมชก็กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในอีก 2 วันต่อมา พร้อมกับที่ซีไอเอรายงานว่าการกลับมาของจอมพลถนอม “ปราศจากความวุ่นวายที่ร้ายแรง”

อีก 6 วันต่อมาสถานการณ์ก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อเกิดการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการโค่นรัฐบาลเสนีย์และการยึดอำนาจโดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ และเกิดการกวาดล้างฝ่ายซ้ายอย่างขนานใหญ่ทำให้นักศึกษาเป็นจำนวนมากเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

จากนั้นทุกอย่างก็กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของเมืองไทย

ภาพ Photo by – / AFP

แง้มฝาโลงมัมมี่ คำสาปฟาโรห์มีจริงหรือไม่? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634835

วันที่ 06 ต.ค. 2563 เวลา 19:28 น.แง้มฝาโลงมัมมี่ คำสาปฟาโรห์มีจริงหรือไม่?คำสาปฟาโรห์ ปมปริศนาที่ยังหาคำตอบไม่ได้

หลังจากที่อียิปต์ขุดพบโลงศพมัมมี่อายุกว่า 2,500 ปีหลายสิบโลงไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่อยู่คู่กับอียิปต์และมัมมี่มาโดยตลอดนั่นก็คือ “คำสาปฟาโรห์”

คำสาปฟาโรห์เป็นคาถาที่ร่ายใส่ผู้ที่รบกวนมัมมี่ของผู้มีอำนาจในอียิปต์ซึ่งจะทำให้เกิดโชคร้ายหรือเจ็บป่วยหรือแม้กระทั่งถึงแก่ชีวิต โดยตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 นักประวัติศาสตร์หลายคนให้ความเห็นว่าคำสาปนั้นเป็นเรื่องจริงเนื่องจากเกิดสถานการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้หลายครั้งหลังจากที่พวกเขาเปิดโลงศพโบราณ

ดร.ซาฮี ฮาวาสส์ นักโบราณคดีชาวอียิปต์และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการโบราณวัตถุ อ้างว่าเขาได้พบเจอกับคำสาปด้วยตัวเอง

โดยหลังจากที่เขาขนส่งวัตถุโบราณหลายชิ้นจากไซต์กรีก-ไรมัน ญาติของเขาได้เสียชีวิตลงในวันนั้น ต่อมาลุงของเขาเสียชีวิตในวันครอบรอบ 1 ปี และป้าของเขาเสียชีวิตในวันครบรอบ 3 ปี

ในเวลาต่อมาเขาเป็นหนึ่งในนักโบราณคดีที่ทำการย้ายมัมมี่เด็ก 2 คนจากบาฮารียาไปยังพิพิธภัณฑ์ส่งผลให้เขาต้องเผชิญกับความหลอกหลอนจากมัมมี่เด็กในฝันของเขา

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มหัวขโมยที่บุกรุกพีระมิดและลักลอบค้ามัมมี่ที่ต้องพบเจอกับสิ่งที่พวกเขาอ้างว่าเป็น “คำสาป” อีกมากมาย เช่นกลุ่มนายทุนชาวอังกฤษ 4 คนจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อมัมมี่นักบวชหญิงชนชั้นสูงไปครอบครองต่างกันออกไป

อีกหนึ่งคำสาปที่น่ากลัวและอาถรรพ์ที่สุดคือคำสาปของตุตันคาเมนโดย จอ์จ เฮอร์เบิร์ต ผู้สนับสนุนทีมขุดค้นซึ่งเข้าร่วมในพิธีเปิดหลุมฝังศพเสียชีวิตลงในปี 1923 หลังจากเปิดหลุมฝังศพได้เพียง 4 เดือนเท่านั้น

เช่นเดียวกับจอร์จ เจย์ โกลด์ ที่ต้องเสียชีวิตลงในปี 1923 หลังจากที่เขามีไข้จากการเข้าเยี่ยมชมหลุมฝังศพ และยังมีทีมงานที่ทำการขุดหลุมศพและผู้เข้าชมหลุมฝังศพอีกมากที่ต้องเสียชีวิตลงโดยเชื่อว่าสาเหตุมาจากคำสาปตุตันคาเมน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำสาปเหล่านั้นไม่มีอยู่จริงเนื่องจากชาวอียิปต์โบราณได้จารึก “สาปแช่ง” ผู้ที่เข้ามาวุ่นวายกับหลุมศพเหล่านั้นไว้จริงๆ เช่นสุสานของผู้สร้างปิรามิดแห่งกิซามีคำสาปจารึกไว้ว่า “ทุกคนที่เข้ามาในสุสานนี้และทำชั่วต่อสุสานนี้ขอให้พวกมันถูกจัดการด้วยจระเข้ งู ฮิปโปโปเตมัส และแมงป่อง”

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการยืนยันว่าหลุมศพเหล่านั้นมีการสาปแช่งผู้ที่เข้ามาวุ่นวายและทำลายโบราณวัตถุจริงๆ แต่ก็ยังไม่เคยมีการยืนยันว่าคำสาปเหล่านั้นจะได้ผลจริง หรือผู้ที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายหลังจากที่พวกเขาเข้าไปในหลุมศพนั้นเกิดจากคำสาปแช่งจริงๆ

สัตว์ทะเลนับพันตายปริศนาเกลื่อนชายหาดรัสเซีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634850

วันที่ 06 ต.ค. 2563 เวลา 18:15 น.สัตว์ทะเลนับพันตายปริศนาเกลื่อนชายหาดรัสเซียสัตว์ทะเลรัสเซียตายหลายพันตัวตายเกลื่อนนักเคลื่อนไหวเรียกร้องคำตอบ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ามลพิษทางน้ำในมหาสมุทรเลวร้ายส่งผลให้น้ำเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและสัตว์ทะเลหลายพันตัวทั้งปลาหมึก ดาวทะเล ปลา และหอยตายเกลื่อนชายหาดในคาบสมุทรคัมชัตคา ประเทศรัสเซีย

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีทั้งรูปภาพและคลิปวิดีโอถูกแชร์อย่างแพร่หลายบนโลกออนไลน์ ท่ามกลางความสงสัยของประชาชนว่าสาเหตุของปรากฏการณ์นี้คืออะไร ทั้งที่คัมซัตคาเป็นมหาสมุทรที่อยู่ห่างไกลเมืองและมีชื่อเสียงด้านเขตอนุรักษ์ธรรมชาติและภูเขาไฟที่บริสุทธิ์

นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเรียกร้องคำตอบของเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเชื่อว่าเกิดจากการรั่วไหลของสารพิษในมหาสมุทร

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของรัสเซียทำการประเมินขนาดของมลพิษ และกล่าวว่ามลพิษดังกล่าวไม่น่าจะเกิดจากการกระทำของมนุษย์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนิเวศวิทยาเผยว่า ขณะนี้การวิจัยพบระดับธาตุเหล็กและฟอสเฟตในน้ำที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นผลจากพายุที่เพิ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ทางตะวันออกของรัสเซีย

ด้านเจ้าหน้าที่ได้เตือนให้ชาวบ้านอยู่ห่างจากชายหาดคัมชัตคาเนื่องจากกรีนพีซกล่าวว่าการก่อมลพิษที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็น “หายนะทางระบบนิเวศ”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชายหาดยอดนิยมของนักโต้คลื่นนี้ยังส่งผลให้นักโต้คลื่นบางคนคลื่นไส้ อาเจียน รวมทั้งได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา