จีนเอาจริง เตรียมลงโทษนักท่องเที่ยวปีนกำแพงเมืองจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634439

วันที่ 01 ต.ค. 2563 เวลา 17:00 น.จีนเอาจริง เตรียมลงโทษนักท่องเที่ยวปีนกำแพงเมืองจีนกำแพงเมืองจีนคุมเข้มรับมือนักท่องเที่ยวหลายพันคนช่วงโกลเด้นวีค

BBC รายงานว่า ประเทศจีนเข้าสู่เทศกาลเทศกาลวันหยุดยาว (Golden Week) ในวันที่ 1-8 ตุลาคม โดยกำแพงเมืองจีนเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จึงต้องมีการกำหนดมาตรการและกฎระเบียบในการเข้าชมอย่างเข้มงวดมากขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะแห่แหนมาเที่ยวกันอย่างเนืองแน่น

โดยรัฐบาลจีนได้เตือนว่าจะมีมาตรการลงโทษผู้ที่ปีนกำแพงเมืองจีน โดยอาจถูกปรับระหว่าง 200 ถึง 30,000 หยวน (ประมาณ 930 ถึง 140,000 บาท) ซึ่งค่าปรับจะถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดมากขึ้นในช่วงวันหยุดยาวและคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวในประเทศหลายพันคนมาเยี่ยมชม

นอกจากนี้ยังมีมาตรการเพิ่มความปลอดภัยโดยรายงานประจำวันของปักกิ่งระบุว่าจะมีเจ้าหน้าที่ 131 คนปฏิบัติหน้าที่ประจำอยู่ที่กำแพงเมืองจีนในช่วงวันหยุดยาว

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่กล่าวว่าการปีนกำแพงเมืองจีนที่สูงนอกจากอาจทำให้นักท่องเที่ยวพลัดตกลงไปได้แล้วยังจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อโบราณสถานอีกด้วย

โดยปกติแล้วนักท่องเที่ยวชาวจีนหลายแสนคนจะเดินทางไปยังต่างประเทศในช่วงวันหยุดยาวแต่เนื่องจากปีนี้มีข้อจำกัดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้การท่องเที่ยวในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยสำนักการท่องเที่ยวจีนคาดการณ์ว่าจะมีเงินสะพัดจากการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวเพิ่มขึ้น 70 เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว

นอกจากนี้ยังคาดว่าจะมีชาวจีนหลายร้อยล้านคนเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวเนื่องจากไม่ได้ท่องเที่ยวมาหลายเดือนในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

ตำรวจอินเดียยึดกัญชาเป็นร้อย รายงานแค่1กก.ที่เหลือขายต่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634457

วันที่ 01 ต.ค. 2563 เวลา 15:37 น.ตำรวจอินเดียยึดกัญชาเป็นร้อย รายงานแค่1กก.ที่เหลือขายต่อ ตำรวจอินเดีย 4 นาย รับสินบนจากพ่อค้ากัญชาเพื่อปล่อยตัวก่อนนำกัญชาไปขายต่อเองในตลาดมืด

สื่อท้องถิ่นอินเดียรายงานว่า ตำรวจนิวเดลี 4 นาย ซึ่งเป็นตำรวจหัวหน้าชุดจับกุม 2 นาย และรองสารวัตร 2 นาย จากสถานีตำรวจเมืองชะฮันคีร์นคร เข้าจับกุมพ่อค้ากัญชาเมื่อวันที่ 11 กันยายน

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า กัญชาที่ตรวจยึดได้ถูกนำส่งให้กับตำรวจท้องที่โดยตั้งข้อสังเกตว่าตำรวจทั้ง 4 นายรายงานว่าพวกเขายึดกัญชาได้เพียง 920 กรัมเท่านั้น

ภายหลังทราบว่า “อนิล” พ่อค้ากัญชาได้รับกัญชามาจากรัฐโอริศา ซึ่งถูกตำรวจตรวจค้นพบกัญชา 160 กิโลกรัม แต่กลับรายงานเพียง 1 กิโลกรัม และยังมีการรับสินบนจากพ่อค้ากัญชา 1.5 แสนรูปีเพื่อปล่อยตัว

ก่อนที่ตำรวจทั้ง 4 นายจะนำกัญชาที่เหลือ 159 กิโลกรัมออกขายในตลาดมืดและแจกจ่ายกันเอง

เมื่อ วิชยันตระ อารยะ รองผู้บัญชาการตำรวจ ทราบเรื่องนี้จึงได้สั่งให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมทันที โดยภายหลังตำรวจทั้ง 4 นายถูกพักงานจากการกระทำดังกล่าว

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าการสอบสวนกำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อสืบหาแหล่งค้ากัญชาที่ตำรวจทั้ง 4 นายนำกัญชาเหล่านั้นไปขาย

ไทยระวังตัว! ทรัมป์เล็งตรวจสอบเวียดนามปั่นค่าเงิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634437

วันที่ 01 ต.ค. 2563 เวลา 14:00 น.ไทยระวังตัว! ทรัมป์เล็งตรวจสอบเวียดนามปั่นค่าเงินวงในเผยทรัมป์เตรียมตรวจสอบเวียดนามกรณีปั่นค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า ส่งสัญญาณเตือนประเทศหลายประเทศในอาเซียน รวมทั้งไทย

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงใน 3 คนว่า รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เตรียมตรวจสอบการปั่นค่าเงินของเวียดนามเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้ากับสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะประกาศอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากกระทรวงพาณิชย์และการคลังของสหรัฐประกาศเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาว่า เวียดนามแทรกแซงค่าเงินซึ่งเกี่ยวข้องกับการซื้อขายยางรถยนต์

ทั้งนี้ เวียดนามเป็น 1 ใน 10 ประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐ โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือน ก.ค. สหรัฐขาดดุลการค้าให้เวียดนามถึง 34,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่าสูงที่สุดรองจากจีน เม็กซิโก และสวิตเซอร์แลนด์

ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยตรวจสอบการปั่นค่าเงินของจีนและตั้งภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่านับพันล้านเหรียญสหรัฐจนนำมาสู่สงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจ

ลินดา หลิว นักเศรษฐศาสตร์จากศูนย์วิจัยเมย์แบงก์ กิมเอ็งในสิงคโปร์มองว่า การสอบสวนนี้เพิ่มโอกาสที่สหรัฐจะเก็บภาษีจากเวียดนาม แต่อาจเก็บจากสินค้าบางประเภทมากกว่ากวดเก็บจากทุกสินค้า

นอกจากนี้ หลิวยังเผยอีกว่า สถานการณ์ที่เกิดกับเวียดนามจะเป็นสัญญาณเตือนภัยให้ประเทศอื่นในภูมิภาคระวังตัว รวมทั้งมาเลเซียที่ถูกขึ้นบัญชีดำประเทศที่อาจแทรกแซงค่าเงินที่สหรัฐประกาศเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และไทย

ด้านบลูมเบิร์กระบุว่า การสอบสวนการแทรกแซงค่าเงินต้องใช้เวลาหลายเดือน ดังนั้นการเก็บภาษีจากสินค้าเวียดนามอาจจะไม่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย.นี้

กองทัพรัสเซียแข็งแกร่งสุดนับตั้งแต่สงครามเย็น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634434

วันที่ 01 ต.ค. 2563 เวลา 12:45 น.กองทัพรัสเซียแข็งแกร่งสุดนับตั้งแต่สงครามเย็นการประเมินศักยภาพกองทัพของรัสเซียพบ กองทัพรัสเซียมีศักยภาพมากกว่าช่วงเวลาไหนๆ นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น

สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ในกรุงลอนดอนเผยผลการศึกษาเรื่อง “Russia’s Military Modernization: An Assessment” (การทำให้กองทัพรัสเซียทันสมัย: การประเมิน) พบว่า หลังจากมีการลงทุนและปฏิรูปมากว่า 1 ทศวรรษ เวลานี้กองทัพรัสเซียมียุทโธปกรณ์ ความเป็นมืออาชีพ รวมทั้งมีความแข็งแกร่งมากที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น

รายงานยังระบุอีกว่า การพัฒนาของกองทัพรัสเซียเกิดขึ้นในขณะที่ชาติตะวันตกมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับบทบาทของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูตินในการแทรกแซงการเลือกตั้ง และความขัดแย้งในยูเครนและซีเรีย

“เวลานี้กองทัพรัสเซียเป็นเครื่องมือทางการทหารที่มีศักยภาพที่รัสเซียมีความตั้งใจจะใช้หรือข่มขู่ว่าจะใช้” รายงานระบุ

นอกจากนี้ รายงานยังเผยอีกว่า รัสเซียเริ่มยกระดับกองทัพให้มีความทันสมัยหลังจากกองทัพขาดประสิทธิภาพในการทำสงครามสั้นๆ กับจอร์เจียเมื่อปี 2008 และยังชี้ให้เห็นว่ากองทัพรัสเซียมีพัฒนาการอย่างเด่นชัดในด้านอาวุธนิวเคลียร์และกองกำลังทางอากาศ

รัสเซียยื่นมือช่วยเจรจาอาเซอร์-อาร์เมเนีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634430

วันที่ 01 ต.ค. 2563 เวลา 11:21 น.รัสเซียยื่นมือช่วยเจรจาอาเซอร์-อาร์เมเนียรัสเซียเสนอเป็นเจ้าภาพเจรจาด้านอาเซอร์ยันไม่หยุดรบจนกว่าอีกฝ่ายจะถอย

BBC รายงานว่า สงครามระหว่างกองกำลังอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานในพื้นที่แบ่งแยกดินแดนนากอร์โน-คาราบัคยังคงรุนแรงต่อเนื่องมาเป็นเวลาสี่วัน มีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 รายนับตั้งแต่วันอาทิตย์ (27 กันยายน) ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี

ทั้งนี้เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียได้ทำข้อเสนอต่อรัฐบาลทั้งสองประเทศว่ารัสเซียยินดีที่จะเป็นเจ้าภาพในการเจรจายุติการสู้รบระหว่างกองกำลังอาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนีย

นอกจากนี้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียได้ยังได้มีการหารือเกี่ยวกับการสู้รบดังกล่าวกับประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครงของฝรั่งเศสทางโทรศัพท์

แม้ว่ารัสเซียจะเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรทางทหารกับอาร์เมเนียและมีฐานทัพในประเทศแต่ก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลอาเซอร์ไบจานเช่นกัน

ในขณะที่ประธานาธิบดีอิลฮัม แอลีเยฟ ของอาเซอร์ไบจานยืนยันว่าจะไม่ยุติการสู้รบจนกว่ากองกำลังอาร์เมเนียจะถอนกำลังทั้งหมดออกจากพื้นที่พิพาท

ความขัดแย้งดังกล่าวได้เพิ่มความตึงเครียดระหว่างพันธมิตรนาโตอย่างฝรั่งเศสและตุรกี เนื่องจากฝรั่งเศสเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนเชื้อสายอาร์เมเนียจำนวนมากในขณะที่ตุรกีสนับสนุนเพื่อนร่วมชาติเติร์กอย่างอาเซอร์ไบจาน

Photo by Handout / Armenian Defence Ministry / AFP

ท่องเที่ยวซบเซาทำคนทั่วโลกตกงาน 46 ล้านคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634393

วันที่ 01 ต.ค. 2563 เวลา 10:00 น.ท่องเที่ยวซบเซาทำคนทั่วโลกตกงาน 46 ล้านคนการท่องเที่ยวที่ซบเซาจากวิกฤตโควิด-19 ทำประชาชนทั่วโลกตกงาน 46 ล้านคนรวมไทย

การคาดการณ์โดยอุตสาหกรรมการบินระบุว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักลง ส่งผลต่อตำแหน่งงานทั่วโลกถึง 46 ล้านตำแหน่ง

กลุ่มปฏิบัติการขนส่งทางอากาศ (ATAG) คาดการณ์ว่าการเดินทางที่น้อยลงและการฟื้นตัวอย่างช้าๆ จะคุกคามบุคลากรด้านการบินถึง 4.8 ล้านคน

ทั้งนี้ ประเทศไทยเองก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่ซบเซา โดยประเทศไทยพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 3.4 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 18.8%-21.6% ของขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ซึ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากถึง 1.9 ล้านล้านบาท นั่นหมายความว่ารายได้กว่าครึ่งหนึ่งของการท่องเที่ยวไทยมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ซึ่งขณะนี้ไทยมีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านคนเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2562

“รามสูร” ฐานลับทรมานศัตรูอเมริกาในไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634403

วันที่ 30 ก.ย. 2563 เวลา 21:49 น."รามสูร" ฐานลับทรมานศัตรูอเมริกาในไทยในนามประชาธิปไตย สหรัฐจึงใช้แผ่นดินไทยเพื่อสอดแนมศัตรูและทรมานศัตรูที่นี่

เหตุการณ์ครั้งสำคัญ 2 เหตุการณ์ในประเทศไทยที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม คือ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 มีความเกี่ยวข้องกับสถานที่หนึ่งซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวข้องได้ สถานที่แห่งนั้นไม่ใช่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างที่รู้กัน ไม่ใช่สนามหลวง หรืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่เป็นค่ายทหารที่มีชื่อว่า “ค่ายรามสูร”

ค่ายรามสูรตั้งอยู่ในอ.เมือง จ.อุดรธานีในสมัยสงครามเวียดนาม กองทัพสหรัฐได้มาตั้งสถานีเรดาร์เพื่อสอดแนมฝ่ายตรงข้ามคือจีนและเวียดนาม ค่ายแห่งนี้มีเครื่องมือสื่อสารและการข่าวทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกถึงกับคุยกันว่า “ได้ยินกระทั่งเสียงเข็มหล่นลงพื้นในพนมเปญ” แต่มันปิดลับเสียจนเจ้าหน้าที่ของไทยไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในบริเวณฐานลับ

ในช่วงนั้นประเทศไทยอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลเผด็จการของจอมพลถนอม กิตติขจร ด้วยกระแสความไม่พอใจเผด็จการเป็นทุนเดิมบวกกับกระแสต่อต้านอเมริกันที่มาใช้แผ่นดินไทยเพื่อทำสงคราม ทำให้นักศึกษาและประชาชนเดินขบวนต่อต้านกองทัพอเมริกันในไทย

ขบวนการนักศึกษาประสบความสำเร็จในที่สุดในการโค่นล้มจอมพลถนอม กิตติขจร ทำให้เกิดบรรยากาศการเคลื่อนไหวของนักศึกษาและนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายซ้ายในประเทศไทย แต่ค่ายรามสูรก็ยังเป็นหนามยอกอกของขบวนการนักศึกษาประชาชน เพราะมันยังคงถูกสหรัฐใช้เป็นฐานลับต่อไป จนเกิดกระแสเรียกร้องให้พวกอเมริกันออกไปจากค่ายรามสูร

ในปี 2519 รัฐบาลและนักการเมืองยุคนั้นพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะยืนยันกับนักศึกษาว่าค่ายรามสูรไม่มีอุปกรณ์สอดแนมของพวกอเมริกันแล้ว แต่สุดท้ายสถานการณ์ก็พลิกผัน เมื่อการต่อต้านค่ายรามสูรกลายมูลเหตุหนึ่งให้ฝ่ายชาตินิยมและบางกลุ่มในกองทัพไทยตอบโต้ขบวนการนักศึกษาประชาชนหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยกล่าวหาว่าพวกนักศึกษาเป็น “สมุนเวียดนาม” และ “ไม่รักชาติ” เพราะค่ายรามสูรมีประโยชน์กับไทย

รัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมชก็ถูกโจมตีอย่างหนักจากกองทัพที่ยอมอ่อนข้อให้นักศึกษาด้วยการไม่อนุญาตให้สหรัฐใช้ค่ายรามสูร พวกนายพลในกองทัพกดดันให้ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมชให้อำนาจกองทัพในการเจรจากับฝ่ายสหรัฐแทนที่จะให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศที่มีนายพิชัย รัตตกุลเป็นรัฐมนตรี

รัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมชตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะหากไล่อเมริกันออกไปจากค่ายรามสูรกองทัพก็จะไม่พอใจ หากไม่ไล่อเมริกันออกไปนักศึกษาและปัญญาชนก็จะโจมตี และการตัดสินใจที่ไม่ถูกยังทำให้ไทยไม่ได้รับความช่วยเหลือทางการทหารจากสหรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากในการต้านทานพวกคอมมิวนิสต์

หลังจากที่สถานการณ์ตึงเครียดมานานเดือน กรณีค่ายรามสูรก็กลายเป็นหนึ่งในชนวนเหตุให้เกิด “ขวาพิฆาตซ้าย” ในที่สุด เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 รามสูรที่เคยขว้างขวานใส่ “ศัตรู” นอกประเทศไทย ก็กลายเป็นสายฟ้าฟาดลงในไทย เกิดการสังหารหมู่นักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในข้อกล่าวหาที่ฝ่ายตรงข้ามอ้างก็คือ “มีสายลับเวียดนามในธรรมศาสตร์” และเป็น “พวกไม่รักชาติ หนักแผ่นดิน”

จากการตรวจสอบบรรยากาศของการรายงานสถานการณ์ในยุคนั้น ฝ่ายนักศึกษาไม่ไว้ใจค่ายรามสูรในฐานเป็นฐานที่มั่นของอเมริกัน และมีข่าวลือต่างๆ นานาเรื่องการทำสัญญาลับระหว่างกองทัพไทยและอเมริกัน

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ความสนใจในค่ายรามสูรก็หายไปพร้อมๆ กับที่นักศึกษาหนีเข้าป่า กว่าที่ชื่อของค่ายรามสูรจะเป็นที่สนใจของชาวโลกอีกครั้งก็คือไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อมีการเปิดเผยเอกสารลับของรัฐบาลสหรัฐเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ของประเทศไทยในการควบคุมศัตรูของสหรัฐ

หนึ่งในการเปิดเผยเรื่องนี้คือสารคดีเรื่อง “การทรมานประชาธิปไตย” (Torturing Democracy) เกี่ยวกับการใช้ “เทคนิคการสอบสวนขั้นสูง” ด้วยการทรมานนักโทษโดยรัฐบาลสหรัฐ เพราะนักโทษเหล่านี้ไม่ธรรมดา แต่เป็นศัตรูต่างอุดมการณ์ของสหรัฐและเป็นผู้ก่อการร้ายที่จงใจโจมสหรัฐ

หนึ่งในฐานลับที่ใช้ทรมานนักโทษอยู่ในประเทศไทยของเรานี่เองโดยเรียกว่า “ไซต์ดำ” (Black Site) ซึ่งเป็นเรื่องที่ทราบกันแพร่หลายแล้ว (และโพสต์ทูเดย์เคยรายงานไปแล้ว) แต่ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกไม่นายที่ยังไม่ผ่านสายตาคนไทย แม้ว่าเอกสารลับเกี่ยวกับฐานทรมานนักโทษจะถูกเปิดเผยมาถึง 2 ปีแล้วก็ตาม

ในเวลานี้เอกสารลับเหล่านี้จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะจะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นระหว่างกองทัพไทยและสหรัฐ ในช่วงเวลาที่สหรัฐและจีนพยายามแย่งชิงไทยและอาเซียนมาเป็นพวกตัวเองในสงครามเย็นครั้งใหม่

เอกสารเหล่านี้เรียกว่า “โทรเลขฐานลับทรมานซีไอเอของจีนา แฮสเปล” (Gina Haspel CIA Torture Cables) ซึ่งหมายถึงจีนา แฮสเปล ผู้อำนวยการของซีไอเอคนปัจจุบัน นำมาเผยแพร่ 14 ฉบับ เนื้อหาโดยย่อมีดังนี้

เอกสารฉบับที่ 1 เอกสารฉบับนี้มอบอำนาจให้จีนา แฮสเปล ในฐานะหัวหน้าฐานปฏิบัติการที่ไซต์ดำของซีไอเอในประเทศไทย (รหัสฐานว่า GREEN) เพื่อทำการทรมานผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายที่ชื่ออัล – นาชิรี เมื่อมาถึงสถานที่ดำประเทศไทยเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2002 และทันทีที่มาถึงก็เริ่มถูกทรมาน

เอกสารฉบับที่ 2 – 13 เอกสารกลุ่มนี้แจ้งเรื่องการทรมานอัล – นาชิรี ลักษณะการทรมานและผลของการทรมานในฐานลับในประเทศไทย โดยใช้วิธีวอเตอร์บอร์ดดิ้ง หรือคลุมใบหน้าของเป้าหมายด้วยผ้าแล้วเทน้ำให้ชุ่มเพื่อทพให้เกิดอาการคล้ายสำลักน้ำจนหายใจไม่ออก บีบให้เป้าหมายคายความลับออกมา

เอกสารฉบับที่ 14 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2002 เอกสารฉบับนี้เผยว่าฐานลับในประเทศไทยจะถูกปิดในวันที่ 4 ธันวาคม 2020 เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับรัฐบาลไทยซึ่งใเจ้าหน้าที่หลายคนรับรู้เรื่องนี้ และซีไอเอยังค้นพบว่ามีหนังสือพิมพ์รายใหญ่ของสหรัฐส่งนักข่าวไปป้วนเปี้ยนแถวนั้น เอกสารตอนนี้ระบุว่า

 … (ข้อความถูกปกปิด) … ยังผลให้ … (ข้อความถูกปกปิด) … เปลี่ยนตัว … (ข้อความถูกปกปิด) … บุคคลต่างๆ ที่รับผิดชอบในการสนับสนุนค่ายควบคุมตัวของซีไอเอ เจ้าหน้าที่เหล่านี้ถูกแทนที่โดยเจ้าหน้าที่อื่นๆ ซึ่งซีไอเอเชื่อว่าไม่สนับสนุนค่ายควบคุมตัวของซีไอเอ แม้จะมีความพยายามอย่างพอสมควรจากซีไอเอที่ประจำการในประเทศ … (ข้อความถูกปกปิด) … ในการรักษาการสนับสนุนค่ายกักกัน GREEN จาก … (ข้อความถูกปกปิด) … หุ้นส่วนคนใหม่ … (ข้อความถูกปกปิด) … เรียกร้องให้ปิดค่ายกักกันภายในเวลาสามสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม จากการล็อบบี้อย่างต่อเนื่องโดยเจ้าหน้าที่สาขา ในที่สุดประเทศ … (ข้อความถูกปกปิด) … ก็พลิกการตัดสินใจ อนุญาตให้ค่ายกักกัน GREEN ยังปฏิบัติการต่อไปได้

เนื่องจากข้อความถูกปกปิดไว้ เราจึงสรุปไม่ได้ว่าชื่อที่ถูกปกปิดหมาย “ผู้ใหญ่” ในรัฐบาลไทยหรือในกองทัพไทยกันแน่ แต่เราสามารถอนุมานได้ว่ามีการโยกย้ายบางอย่างเกิดขึ้นในไทย ทำให้บุคคลที่เข้ามารับผิดชอบเรื่องฐานลับมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้ จะเป็นไปได้ไหมว่าลักษณะเช่นนี้จะคล้ายกับข่าวลือช่วง 6 ตุลาฯ ที่ว่ากองทัพตกลงกับสหรัฐเองเรื่องการใช้ค่ายรามสูรโดยไม่ผ่านรัฐบาล?

ในเดือนเมษายน 2002 พยายามที่จะรวบรวมรายชื่อเจ้าหน้าที่ในประเทศไทยที่รู้เรื่องการควบคุมตัวที่ฐานลับปรากฎว่ามีจำนวนหลายคน แต่หลังจากนั้นสื่อในสหรัฐก็ระแคะระคายและซักไซ้ซีไอเอในเรื่องนี้ ซึ่งซีไอเอพยายามอธิบายว่าการเปิดเผยอาจกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศเจ้าของพื้นที่จนไม่อนุญาตให้กระทำการควบคุมบุคคลใดๆ ก็ตาอีกต่อไป

ดังนั้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงของซีไอเอและแม้แต่รองประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้นคือดิก เชนีย์ยังกดดันไม่ให้สื่อสหรัฐเปิดเผยว่าไทยคือสถานที่ควบคุมตัว

หลังจากที่ซีไอเอยื้อมาระยะหนึ่งก็ต้องปิดฐานในไทยไปในที่สุด จากนั้นนักโทษถูกย้ายจากค่ายรามสูร หรือ GREEN ไปยังฐานทัพที่โปแลนด์ซึ่งมีรหัสว่า BLUE

ในเวลาต่อมาวิดิโอที่บันทึกเหตุการณ์การทรมานถูกทำลายไป แต่บันทึกรายละเอียดของการทรมานยังคงอยู่ และหลักฐานเหล่านี่ที่ถูกเปิดเผยออกมาเพื่อที่จะ “ดิสเครดิต” จีนา แฮสเปลโดยเฉพาะตอนที่เธอถูกเสนอชื่อจากทรัมป์ ปรากฎว่ามันไม่ได้ผล เพราะทรัมป์ดันเธอให้เป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐได้สำเร็จ กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้

ปัจจุบัน กองทัพไทยยืนยันว่าไม่มีฐานทัพของสหรัฐในค่ายรามสูร แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าค่ายแห่งนี้เป็นหมุดสำคัญที่ตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยกับหน่วยงานด้านความมั่นคงของสหรัฐ

คำถามก็คือ ในอนาคตหากโลกของเราเกิดสงครามเย็นขึ้นอีกครั้งแล้วไทยตกอยู่ในฐานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบรัฐบาลยุคก่อน 6 ตุลาฯ ค่ายรามสูรจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญของความมั่นคงในบ้านเมืองเราอีกหรือไม่?

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

AFP PHOTO / SAUL LOEB

แตกตื่นเสียงดังสนั่นปารีส! สุดท้ายพบเป็น “โซนิคบูม” จากเครื่องบินรบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634399

วันที่ 30 ก.ย. 2563 เวลา 20:40 น.แตกตื่นเสียงดังสนั่นปารีส! สุดท้ายพบเป็น "โซนิคบูม" จากเครื่องบินรบเกิดเสียงดังคล้ายระเบิดในกรุงปารีสจนทำให้ชาวเมืองตื่นตระหนกเป็นจำนวนมาก สุดท้ายตำรวจ-กองทัพแถลงเป็นเสียงโซนิคบูมจากเครื่องบินรบที่กำลังปฏิบัติภารกิจฉุกเฉิน

กลายเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ชาวปารีสแตกตื่นเป็นจำนวนมาก หลังจากเกิดเสียงคล้ายระเบิดดังสนั่นกรุงปารีสเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 63 ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศฝรั่งเศส โดยเสียงดังกล่าวสามารถได้ยินได้ ทั้งในพื้นที่กรุงปารีสและชานเมือง

ต่อมา สำนักงานตำรวจปารีส ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า เสียงดังคล้ายระเบิดดังกล่าว ที่แท้เกิดจากเสียงโซนิคบูมของเครื่องบินขับไล่ลำหนึ่งของกองทัพอากาศฝรั่งเศสที่ได้บินด้วยความเร็วสูงจนทะลุกำแพงเสียง พร้อมยืนยันว่า ไม่มีเหตุระเบิดเกิดขึ้นแต่อย่างใด

“เสียงที่ได้ยินในกรุงปารีสและชานเมืองไม่ได้เกิดจากระเบิด แต่เกิดจากการที่เครื่องบินขับไล่ลำหนึ่งได้บินด้วยความเร็วสูงจนทะลุกำแพงเสียง ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนกรุณางดการใช้โทรศัพท์สายด่วนแจ้งตำรวจ”สำนักงานตำรวจปารีสระบุ

ขณะที่ กระทรวงกลาโหมฝรั่งเศส ได้แถลงยืนยันว่า เครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศฝรั่งเศสที่ได้บินด้วยความเร็วสูงจนทะลุกำแพงเสียง และสร้างเสียงดังจนทำให้ประชาชนในกรุงปารีสเกิดความตื่นตระหนกในวันนี้นั้น ได้ปฏิบัติภารกิจฉุกเฉิน และได้รับอนุญาตให้บินด้วยความเร็วเหนือเสียง

“เครื่องบินขับไล่ดังกล่าวได้ปฏิบัติภารกิจในการให้ความช่วยเหลือเครื่องบินของสายการบินพาณิชย์แห่งหนึ่ง ซึ่งได้ขาดการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ในหอบังคับการบิน”กระทรวงกลาโหมฝรั่งเศสระบุ

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้ชาวกรุงปารีสเพิ่งเผชิญกับเหตุการณ์ตื่นตระหนกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อมีผู้ไม่หวังดีขู่วางระเบิดหอไอเฟลเมื่อวันพุธที่แล้ว ทำให้เจ้าหน้าที่สั่งอพยพนักท่องเที่ยว และปิดกั้นบริเวณโดยรอบ แต่หลังจากที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นหอไอเฟล ก็ไม่พบวัตถุระเบิดแต่อย่างใด และได้มีการเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวในเวลาต่อมา

ภาพ : EMA, https://www.defense.gouv.fr/ema 

พิษโควิด! “วอลท์ ดิสนีย์” เตรียมปลดพนักงาน 28,000คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634397

วันที่ 30 ก.ย. 2563 เวลา 19:51 น.พิษโควิด! "วอลท์ ดิสนีย์" เตรียมปลดพนักงาน 28,000คนโควิดระบาดทำนักท่องเที่ยวหาย! “วอล์ท ดิสนีย์”เตรียมปลดพนักงานราว 28,000 คน ในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ของสหรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัทวอลท์ ดิสนีย์ออกแถลงการณ์ระบุว่า บริษัทเตรียมปลดพนักงานราว 28,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานในสวนสนุกที่สหรัฐ หลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการเปิดรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งยังคงปิดให้บริการ

นายจอช ดามาโร ประธานฝ่ายธุรกิจสวนสนุกเปิดเผยในแถลงการณ์ว่า ได้ตัดสินใจในเรื่องที่ยากลำบากมากสำหรับการปรับลดจำนวนพนักงานทุกระดับในกลุ่มธุรกิจ Parks, Experiences and Products

อย่างไรก็ตามพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง 2 ใน 3 จะได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานชั่วคราวแทน

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้ วอลท์ ดิสนีย์ได้สั่งปิดสวนสนุกทั่วโลกในช่วงที่โรคโควิด-19 เริ่มระบาด ก่อนจะกลับมาทยอยเปิดให้บริการอีกครั้งในบางแห่ง โดยจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม

กรณีศึกษา เขียนรีวิวแง่ลบมีสิทธิ์ถูกฟ้องไม่รู้ตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/634392

วันที่ 30 ก.ย. 2563 เวลา 19:30 น.กรณีศึกษา เขียนรีวิวแง่ลบมีสิทธิ์ถูกฟ้องไม่รู้ตัวเปรียบเทียบคดีนี้กับกรณีที่เกิดขึ้นในสหรัฐ เจ้าของธุรกิจจะทำอะไรได้บ้าง จะฟ้องได้ไหม

รีวิวมีส่วนสำคัญต่อชื่อเสียงของธุรกิจ หากคนที่มีแนวโน้มว่าจะใช้บริการได้อ่านรีวิวในแง่บวกก็มีโอกาสสูงว่าคนคนนั้นจะใช้บริการธุรกิจนั้นๆ แต่หากมีรีวิวในแง่ลบ แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องจริง หรือรีวิวด้วยอคติเอนเอียง ผลลัพธ์อาจออกมาตรงกันข้าม และในฐานะเจ้าของธุรกิจย่อมไม่มีใครอยากให้เกิดรีวิวแย่ๆ กับตัวเอง จึงเกิดกรณีที่โรงแรมบนเกาะช้าง จ.ตราด ตัดสินใจยื่นฟ้องนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่เขียนรีวิวถึงโรงแรมในแง่ลบเมื่อเร็วๆ นี้

วันนี้เราจะเปรียบเทียบคดีนี้กับกรณีที่เกิดขึ้นในสหรัฐ ว่าหากเกิดขึ้นในสหรัฐ เจ้าของธุรกิจจะทำอะไรได้บ้าง จะฟ้องได้ไหม

รีวิวที่เขียนขึ้นจากความคิดเห็นของลูกค้า หรือเขียนเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของธุรกิจ อาทิ “โรงแรมนี้ราคาแพง” “ฉันไม่แฮปปี้กับระดับการบริการที่ได้รับ” “พนักงานมีกิริยาหยาบคาย” จะได้รับการปกป้องตามบทบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของสหรัฐซึ่งคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

หากเทียบกับกฎหมายหมิ่นประมาทของไทยก็คือ ต้องรีวิวติชมด้วยความเป็นธรรมตามวิสัยที่ประชาชนพึงกระทำ

แต่หากเป็นการเขียนรีวิวที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือเป็นการกล่าวหาที่ไม่จริงซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เช่น “โรงแรมนี้ไม่มีใบอนุญาตให้บริการ” “พนักงานคนหนึ่งขโมยนาฬิกาหรูของฉันตอนเข้ามาทาสีบ้าน” ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง เจ้าของธุรกิจสามารถฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทได้

อย่างไรก็ดี ยังมีกฎหมายอีกหนึ่งฉบับที่ให้สิทธิเจ้าของธุรกิจในการดำเนินคดีกับลูกค้าที่เขียนรีวิวแง่ลบ นั่นก็คือทำผ่านวิธีที่เรียกว่า การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (SLAPP) หรือที่มักเรียกกันว่า “กฎหมายปิดปาก”  

ทว่า แทนที่กฎหมายฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความยุติธรรม กลับถูกนำไปใช้ในการกดดัน ขัดขวางการพูดหรือการกระทำของจำเลย อีกทั้งการดำเนินคดีด้วยวิธีนี้ยังต้องใช้ทั้งเงินและเวลา ฝ่ายจำเลยที่อาจไม่ได้มีเงินสู้คดีหนาเท่ากับฝ่ายโจทก์จึงมักจะยอมทำตามที่โจทก์ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นลบคอมเม้นต์ ยอมขอโทษ หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่โจทก์ต้องการ

เช่นกรณีของ ทอม ลอยด์ ผู้ใช้เว็บไซต์รีวิว Yelp ที่ต้องจ่ายค่าเสียหายและค่าทนายความกว่า 25,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 791,500 บาท ให้กับสัตวแพทย์ที่ฟ้องเขาในข้อหาหมิ่นประมาท หลังจากลอยด์เขียนรีวิวเล่าว่าสุนัขของเขาตายที่โรงพยาบาลสัตว์ เพราะต้องรอศัลยแพทย์นานถึง 6 ชั่วโมง แต่ศัลยแพทย์ก็ยังไม่มาจนต้องย้ายโรงพยาบาล

ด้วยความที่มีหลายคดีที่ผู้บริโภคถูกกฎหมาย SLAPP ปิดปาก ในเวลาต่อมารัฐต่างๆ ในสหรัฐอย่างน้อย 29 รัฐจึงออกกฎหมาย Anti-SLAPP เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคที่เขียนรีวิวถูกปิดปากด้วยการดำเนินคดี

แล้วโรงแรมหรือธุรกิจที่ได้รับรีวิวแย่ๆ ทำอะไรได้บ้าง

ดีนนา ดีบารา นักเขียนฟรีแลนซ์ที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ แนะนำไว้เว็บไซต์ Freshbooks ดังนี้

  • ขอความร่วมมือเว็บไซต์ให้ลบรีวิวแง่ลบ หากได้รับรีวิวในแง่ลบที่ไม่ตรงกับความจริง เจ้าของธุรกิจขอให้ทางเว็บไซต์ลบรีวิวนั้นๆ ได้ โดยต้องชี้แจงว่ารีวิวที่จะลบไม่จริงอย่างไร แต่ทางเว็บไซต์ก็ไม่มีข้อผูกมัดว่าจะต้องลบตามคำขอ
  • ตอบกลับด้วยความสุภาพและผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว โดยชี้แจงประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความตั้งใจว่าองค์กรของคุณยินดีแก้ไขไม่ให้เรื่องที่ถูกตำหนิเกิดขึ้นอีกในอนาคต และเสนอทางออกให้กับลูกค้า เช่น หากลูกค้าติติงเกี่ยวกับการบริการลูกค้า คุณอาจขอโทษและเสนอส่วนลดสำหรับการใช้บริการครั้งหน้า
  • เพิ่มรีวิวในแง่บวก ดีบาราบอกว่าให้นำเสนอสินค้าหรือบริการที่ดีกับลูกค้า เพื่อสร้างความพึงพอใจแล้วขอให้ลูกค้าช่วยเขียนรีวิว

และสำหรับลูกค้าที่จะเขียนรีวิว พึงระลึกไว้เสมอว่าให้เขียนแสดงความคิดเห็นอย่างจริงใจ อยู่บนพื้นฐานของความจริง และสะท้อนประสบการณ์ที่แท้จริง