โควิดทำพิษเศรษฐกิจเอเชียหดตัวครั้งแรกในรอบ 58 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633031

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 18:30 น.โควิดทำพิษเศรษฐกิจเอเชียหดตัวครั้งแรกในรอบ 58 ปีเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียหดตัวครั้งแรกในรอบ 58 ปี คาดปีหน้าก็ยังเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนการแพร่ระบาดของ Covid-19 แม้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวก็ตาม  

ยาซุยูกิ ซาวาดะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) เผยว่า ปีนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีดีพีของเอเชียจะหดตัว 0.7% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือน มิ.ย.ว่าจะขยายตัว 0.1% นับเป็นการหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1962

ซาวาดะยังเผยอีกว่า “ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ยังคงรุนแรง เนื่องจากการระบาดระลอกแรกที่ยืดเยื้อหรือการระบาดในระลอกที่ 2 อาจทำให้ต้องกลับมาใช้มาตรการควบคุมการแพร่เชื้ออีกครั้ง” การหดตัวของเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาของเอเชียเกิดขึ้นเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตครั้งก่อนหน้า โดยครั้งนี้เศรษฐกิจ 3 ไตรมาสของปีนี้มีแนวโน้มหดตัว

ขณะที่จีนสวนกระแสของภูมิภาค โดย ADB คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะโต 1.8% ในปีนี้ เนื่องจากความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งตรงกับที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ส่วนในปี 2021 คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 7.7% จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 7.4%

ส่วนอินเดียซึ่งมาตรการล็อกดาวน์ส่งผลกระทบกับการใช้จ่ายอย่างรุนแรง ADB ประมาณการว่า จีดีพีจะหดตัวถึง 9% ฟิลิปปินส์หดตัว 7.3% และไทยหดตัว 8%

ทั้งนี้ การหดตัวนี้ ADB พิจารณารวมถึงการแพร่ระบาดของ Covid-19 ร้ายแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ตอนแรก และตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายในปีนี้

ซาวาดะยังกล่าวอีกว่า เงินกระตุ้นเศรษฐกิจก้อนใหญ่สามารถบรรเทาผลกระทบและเป็นฐานสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้

ADB คาดการณ์ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเอเชียที่กำลังพัฒนา ซึ่งไม่นับรวมประเทศที่พัฒนาไปไกลแล้วอย่างญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จะฟื้นตัวกลับมาเติบโตที่ 6.8% ในปี 2021 แต่ถึงอย่างนั้นการขยายตัวของเศรษฐกิจก็ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาด ซึ่งบ่งบอกว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

“การควบคุมไวรัสมีส่วนสำคัญกับการเติบโตของเศรษฐกิจ และระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นของการแพร่ระบาดยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับปีนี้และปีหน้า” ซาวาดะกล่าว นอกจากนี้ ความตึงเครียดด้านการค้าและเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐ รวมทั้งภาวะเปราะบางทางการเงินก็เป็นตัวแปรสำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วย

ชายตัวพับนานเกือบ 30 ปี กลับมายืนมองท้องฟ้าได้อีกครั้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633027

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 16:30 น.ชายตัวพับนานเกือบ 30 ปี กลับมายืนมองท้องฟ้าได้อีกครั้งชายตัวพับในจีนกลับมายืนและเงยหน้าได้หลังป่วยมานาน 28 ปี

หลี่หัว ถูกเรียกว่าเป็น “ชายตัวพับ” เขาได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคกระดูกสันหลังอักเสบจากการยึดติดอย่างรุนแรงจนร่างกายส่วนบนของเขาพับลงบนต้นขา สามส่วนบนร่างกายของเขา “เชื่อมต่อกัน”

คางของเขายึดติดกับหน้าอก กระดูกหน้าอกยึดติดกับกระดูกหัวหน่าว และใบหน้ายึดติดกับกระดูกต้นขา

หลี่หัว ใช้เวลาถึง 28 ปีกับร่างกายที่หักงอ เขาไม่สามารถแม้แต่จะยืนและนั่งได้เช่นเดียวกับมนุษย์ปกติ เขาได้รับการวินิจัยว่าเป็น โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด ตั้งแต่เขาอายุ 18 ซึ่งเป็นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยากที่กระดูกจะยึดติดกันจนทำให้ร่างกายของเขาโค้งลงไปข้างหน้า

ซ้ำร้ายเขาไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมเนื่องจากครอบครัวของเขาไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เขาได้ ทำให้ร่างกายของเขาทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งร่างกายส่วนบนเคลื่อนลงมาจนถึงที่สุด

“ฉันหาหนทางที่จะรักษาลูกชายมาตั้งแต่อายุ 40 จนตอนนี้ฉัน 71 แล้ว ถ้าฉันตายไปในขณะที่ลูกชายยังป่วยอยู่ใครจะดูแลเขา” แม่ของเขากล่าว

จนกระทั่งปีที่แล้วเขาได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเซินเจิ้น โดยแพทย์เถา กล่าวว่าการรักษา หลี่หัว เป็นเรื่องที่ท้าทาย เขาใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการวางแผนการรักษา จนได้ข้อสรุปว่าจะต้องหักกระดูกของเขาจากนั้นค่อยนำมาต่อใหม่อีกครั้ง

ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก จนอาจทำให้เขาหมดสติจากการเสียเลือดมาก เขาอาจเป็นอัมพาตหรือถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็ได้

หลี่หัว ได้รับการผ่าตัดถึง 4 ครั้งด้วยกัน โดยในครั้งแรกเขาต้องผ่าตัดกระดูกต้นขา เพื่อให้มีช่องว่างระหว่างหน้าและต้นขาของเขา

จากนั้นผ่าตัดกระดูกต้นคอ เพื่อเงยหน้าของเขาขึ้นมา แม่ของเขาถึงขึ้นกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อเห็นใบหน้าเต็มๆ ของลูกชายเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี

ต่อมาเขาได้รับการผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนเอว การผ่าตัดเป็นไปด้วยความยากลำบากและลุ้นระทึก ใช้เวลากว่า10 ชั่วโมง จนในที่สุดร่างกายของเขาสามารถตั้งตรงได้สำเร็จ

หลี่หัว มีความสุขมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถนอนราบได้ หลังจากที่เขาไม่สามารถนอนหงายมากว่า 28 ปี

อย่างไรก็ตามหลังการผ่าตัดขั้นนี้ หลี่หัว มีไข้ขึ้นสูงเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลาย ทำให้การผ่าตัดต้องหยุดชะงักลง แต่โชคดีที่การอักเสบนี้ไม่รุนแรงนัก เขาสามารถเข้ารับการรักษาในขั้นตอนต่อไปได้อีกไม่ช้า

เขาได้รับการผ่าตัดครั้งสุดท้าย คือการแทนที่ข้อต่อสะโพก ซึ่งใช้เวลาถึง 7 ชั่วโมง เพื่อให้เขาสามารถกลับมายืนและเดินได้อีกครั้ง

ในที่สุดเขาสามารถกลับมามองหน้าแม่ของเขาได้อย่างชัดเจน แม่แก่ลงไปมากจากครั้งสุดท้ายที่เขาเคยเห็น เขาตั้งใจทำกายภาพบำบัดเพื่อที่จะหายเป็นปกติในเร็ววันเพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของแม่อีกต่อไป

แม่ของเขาเต็มไปด้วยความสุขในขณะที่เธอรู้สึกโล่งใจที่ในที่สุดลูกชายก็มีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ปกติสุข

การรักษานี้ใช้เวลาร่วมปีกว่าที่เขาจะได้ออกจากโรงพยาบาล นี่เป็นครั้งแรกในรอบปีที่เขาจะได้กลับบ้าน และในที่สุด หลี่หัว ก็สามารถเงยหน้ามองท้องฟ้าได้อีกครั้ง และมองเห็นโลกในมุมมองที่เปลี่ยนไปจาก 28 ปีก่อน

อเมซอนสวนกระแส จ้างพนักงานเพิ่มกว่าแสนคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633011

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 14:26 น.อเมซอนสวนกระแส จ้างพนักงานเพิ่มกว่าแสนคนค้าขายออนไลน์กำลังมาแรง อเมซอนตัดสินใจจ้างงานเพิ่มแสนคน

บริษัทค้าปลีกออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่างอเมซอนกล่าวว่ากำลังรับสมัครพนักงานเพิ่มอีกกว่า 100,000 คน ในสหัฐและแคนาดา ในขณะที่เดิมมีพนักงานอยู่แล้วถึง 876,800 คน โดยไม่นับรวมผู้รับเหมาและพนักงานชั่วคราว

เพื่อให้ทันกับความต้องการของการค้าขายออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ โควิด-19 ระบาด และเพิ่มบุคลากรในคลังสินค้าและไซต์ปฏิบัติการใหม่ 100 แห่งที่กำลังจะเปิดในเดือนนี้ และดึงดูดผู้ที่ถูกเลิกจ้างจากธุรกิจอื่นในช่วงที่โควิด-19 ระบาด

ข่าวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการแรงงานอย่างต่อเนื่องของอเมซอนในการบรรจุและจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า ซึ่งมีความต้องการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยอเมซอนมีรายได้เพิ่มขึ้น 40% ในไตรมาสที่แล้วและทำกำไรได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ในรอบ 26 ปี

Photo by Johannes EISELE / AFP

กองทัพจีนเรียกสหรัฐเป็นภัยคุกคามสันติภาพโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632914

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 12:21 น.กองทัพจีนเรียกสหรัฐเป็นภัยคุกคามสันติภาพโลกกลาโหมจีนสวนกลับรายนงานของกลาโหมสหรัฐที่เรียกจีนเป็นตัวป่วนระเบียบโลก

ก่อนหน้านี้รายงานประจำปีของกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 กันยายนต่อสภาคองเกรสเกี่ยวกับพัฒนาการทางทหารและเป้าหมายของจีน ระบุว่าจีนเป็นภัยเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประโยชน์ของสหรัฐและความมั่นคงของระเบียบโลก

แต่ล่าสุด โฆษกกระทรวงกลาโหมของจีน พ.อ. อู๋เชียน เรียกรายงานฉบับนี้ว่า “บิดเบือนอย่างไร้เหตุผล” และสหรัฐต่างหากที่เป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อระเบียบระหว่างประเทศและสันติภาพของโลก “หลักฐานหลายปีแสดงให้เห็นว่าสหรัฐเป็นศูนย์กลางของความไม่สงบในภูมิภาค เป็นผู้ละเมิดระเบียบระหว่างประเทศและเป็นผู้ทำลายสันติภาพของโลก” พ.อ. อู๋เชียน กล่าว

โฆษกกระทรวงกลาโหมของจีนกล่าวว่าการกระทำของสหรัฐในอิรักซีเรียลิเบียและประเทศอื่นๆ ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 800,000 คนและมีผู้เสียชีวิตนับล้านคน

“แทนที่จะไตร่ตรองตัวเอง สหรัฐกลับออกสิ่งที่อ้างว่าเป็นรายงาน แล้วแสดงความคิดเห็นผิดๆ เกี่ยวกับการป้องกันและพัฒนาการทางทหารตามปกติของจีน เราเรียกร้องให้สหรัฐเฝ้าดูการป้องกันประเทศและการก่อสร้างทางทหารของจีนอย่างเป็นกลางและอย่างมีเหตุผล และยุติการกล่าวความเท็จและรายงานที่เกี่ยวข้องและดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปกป้องการพัฒนาความสัมพันธ์ทางทหารระดับทวิภาคีที่ดีต่อไป”

ทั้งนี้ รายงานประจำปีของกระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่กำลังดำเนินการอยู่ซึ่งหากบรรลุผลสำเร็จจะมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐและความมั่นคงของระเบียบโลก เช่นเดียวกับความทันสมัยทางการทหารของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนหากไม่ได้รับการวางแผนรับมือก็จะส่งผลในลักษณะเดียวกัน 

Photo by Jewel SAMAD / AFP

ทรัมป์ เชื่ออากาศเย็นลง แม้ไฟป่าคร่าชีวิตกว่า 35 คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633004

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 11:09 น.ทรัมป์ เชื่ออากาศเย็นลง แม้ไฟป่าคร่าชีวิตกว่า 35 คนประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ไม่ห่วงปัญหาโลกร้อนเชื่อไฟป่าเกิดจากการบริหารจัดการ

BBC รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หมดความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากศและไฟป่าที่เกิดขึ้นในแคลิฟอร์เนีย โดยแถลงว่าอากาศที่นั่น “มันเริ่มจะเย็นลง คุณคอยดู ผมไม่คิดว่าวิทยาศาสตร์จะรู้จริง”

ในขณะที่ไฟป่าที่เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย โอเรกอน และวอชิงตันได้เผาผลาญพื้นที่เกือบ 5 ล้านเอเคอร์ และคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 35 คนตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม

โดยทรัมป์โทษว่าวิกฤตินี้เกิดจากการจัดการป่าไม้ที่ไม่ดี และเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่มีการบริหารจัดการป่าไม้ที่ดีกว่านี้ เช่น การเคลื่อนย้ายต้นไม้ที่ตายแล้ว เพราะจะเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้ไฟลามอย่างรวดเร็ว โดยไม่เชื่อเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่าสาเหตุของไฟป่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โจไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตยังได้เรียกทรัมป์ว่า “ผู้ลอบวางเพลิงสภาพภูมิอากาศ”

Photo by Ethan Miller/Getty Images/AFP

ประเทศถังแตกเป็นอย่างไร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632978

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 09:09 น.ประเทศถังแตกเป็นอย่างไร?การล้มละลายของประเทศหนึ่งเป็นแบบไหน และอาการถังแตกต้องแก้อย่างไร และเราถึงจุดนั้นแล้วหรือยัง?

1. อาการ “ถังแตก” อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ในบางประเทศบางคนอาจเข้าใจว่าการที่รัฐบาลหาเงินมาใช้ไม่ทันก็คืออาการของถังแตก แต่ถ้าเงินสดในมือไม่พอแล้วถ้าเงินเก็บ (เช่นทุนสำรองระหว่างประเทศ) มีอยู่มากมายจะถือว่าถังแตกได้หรือไม่

2. โดยทั่วไปเวลาที่ประเทศหนึ่งอยู่ในภาวะถังแตกหรือล้มละลาย คือการที่ประเทศนั้นๆ ชำระหนี้ไม่ไหวแล้ว (sovereign default) จนเกิดวิกฤตหนี้สาธารณะ เมื่อถึงจุดนี้ประเทศนั้นๆ จะขอความช่วยเหลือลูกเดียวจากองค์การระหว่างประเทศ เช่น IMF

3. ประเทศไทยเคยผ่านจุดนี้มาแล้วเมื่อครั้งวิกฤตการเงินเอเชีย “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540 และต้องผ่านกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ลากยาวไปจนถึงปี 2550 ด้วยค่าเงินบาทที่ดิ่งลงฉับพลันทำให้การชำระหนี้ต่างประเทศมีมูลค่ามหาศาลในชั่วข้ามคืนจนจ่ายกันไม่ไหว

4. วิกฤตต้ำยำกุ้งมีพื้นเพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจฟองสบู่ของไทยที่ปั่นกนขึ้นมาตั้งแต่ยุคของพล. อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ แต่มาแตกโพละเมื่อเงินบาทถูกโจมตีจากนักเก็งกำไรเมื่อวันที่ 14 – 15 พฤษภาคม 2540 รัฐบาลของพล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธถูกบีบให้ต้องลอยค่าเงินบาท

5. สาเหตุที่ต้องลอยค่าเงินบาทเพราะในกระเป๋าเงินของเรามีทุนสำรองระหว่างประเทศไม่เพียงพอที่จะนำเงินบาทไปตรึงกับเงินดอลลาร์ ผลก็คือเมื่อลอยค่าเงินแล้วเงินบาทดิ่งลงอย่างต่อเนื่องจนทำให้การชำระหนี้ต่างประเทศแทบเป็นไปไม่ได้ เช่น จากหนี้หนึ่งล้านบาทกลายเป็นหลายสิบล้านบาทเพราะค่าเงินลอยละลิ่ว

6. เมื่อประเทศหนึ่งตกอยู่ในสภาพนี้แล้วเศรษฐกิจย่อมมีปัญหา การตกงานขนานใหญ่จะเกิดขึ้น เมื่อคนตกงาน รัฐก็ไม่สามารถเก็บภาษีมาเป็นรายได้เแผ่นดิน หากไม่กระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวประเทศก็จะจมปลักอยู่อย่างนั้น แต่โชคดีที่เศรษฐกิจไทยค่อยๆ ฟื้นตัวในปี 2543 ทำให้มีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น

7. นอกจากปัญหาแบบวิกฤตต้มยำกุ้งแล้ว ประเทศหนึ่งๆ จะถังแตกได้เพราะใช้จ่ายมือเติบมาตลอดหลายปีด้วยการกู้หนี้ยืมสินมาพัฒนาประเทศหรือจ่ายเงินเพื่อการบริหารประเทศ แต่หากเศรษฐกิจแย่ก็จะเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า ทำให้ชำระหนี้ไม่ได้กลายเป็นประเทศล้มละลายไป

8. ในยุคก่อน หากประเทศหนึ่งผิดนัดชำระนี้อาจทำให้ประเทศเจ้าหน้าต้องใช้กำลังทหารบีบบังคับ (ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเป็นไปได้อยู่) แต่วิธี “ศิวิไลซ์” กว่าคือการเจรจาต่อรอง ประเทศล้มละลายไม่อาจใช้คำว่าถังแตกแล้วเลี่ยงไม่จ่ายเงินไม่ได้ แต่ประเทศเจ้าหนี้ก็จะไปยึดประเทศก็ไม่ได้อีก

9. วิธีการก็คือการ “เล็มผม” (Haircut) ซึ่งเป็นศัพท์แสงทางการเงินหมายถึงการที่ลูกหนี้จ่ายคืนให้เจ้าหนี้ด้วยเงินต้นและดอกเบี้ยที่น้อยกว่าราคาพาร์เพราะความสามารถมีแค่นั้น เช่นกรณีการล้มละลายของกรีซเจ้าหนี้พันธบัตรของกรีซได้เงินคืนแค่ 50%

10. ดังนั้นประเทศถังแตกจึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องสิ้นชาติหรือต้องขายแผ่นดินกิน (แม้จะมีตัวอย่างของการขายแผ่นดินเพื่อใช้หนี้มาแล้ว เช่น กรณีของรัสเซียที่ขายอะแลสก้าเอาเงินมาใช้หนี้สงครามไครเมีย) วิธีการแก้ปัญหาถังแตกที่ตรงจุดที่สุดคือทำให้รัฐมีเงินให้มากที่สุดและเร็วที่สุด

11. วิธีหาเงินมี 2 แบบคือกระตุ้นเศรษฐกิจให้คนมีงานและมีเงินและรัฐมีรายได้เข้ามาหรือกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อเก็บเงินตราต่างประเทศ แต่วิธีการนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ในระยะสั้น ดังนั้น ประเทศที่ถังแตกจึงต้องใช้วิธีที่สอง คือขอเงินช่วยเหลือจากองค์กรอย่าง IMF

12. แต่การขอเงินจาก IMF มีเงื่อนไขพ่วงมาด้วย ในกรณีของไทยคือการบีบให้ไทยต้องเปิดเสรีภาคการเงินมากขึ้นแน่นอนว่าทำให้ความมั่งคั่งที่อยู่ในมือคนไทยออกไปอยู่ในมือประเทศที่ “ทุนหนา” มากกว่า อีกเงื่อนไขยอดฮิตคือการบีบให้รัฐบาลต้องลดการใช้งบประมาณลง

13. การลดงบประมาณหรือการรัดเข็มขัดทางการคลัง (austerity) ทำให้รัฐต้องตัดรายจ่ายที่จำเป็นต่อประชาชน ผลที่ตามมาคือประชาชนไม่พอใจจนเกิดการก่อหวอดต่อต้านทั้งรัฐทั้งคนให้เงินรัฐ ดังนั้นการขอเงินโดยมีเงื่อนไขแม้จะช่วยประเทศได้ แต่รัฐบาลนั้นมักจะอยู่ต่อไม่ได้

14. แล้วไทยตอนนี้ถังแตกหรือไม่? สถานการณ์ของประเทศไทยในตอนนี้คือมีรายได้ลดลงด้วยเหตุผลต่างๆ ตั้งแต่นโยบายการคลังที่ไม่ได้ผลไปจนถึงเศรษฐกิจที่ซบเซา แต่ยังดีที่ทุนสำรองอยู่ในระดับที่สูงมากกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐมากเป็นอันดับที่ 12 ของโลก

15. อันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิตของไทยโดย Fitch ยังอยู่ที่ BBB+ หรือมีสเถียรภาพ (Stable) ส่วนการจัดความน่าเชื่อถือโดย Moody’s เมื่อปีที่แล้วยกระดับไทยจากระดับ Stable ให้อยู่ที่ Positive

16. การเก็บภาษีไม่เข้าเป้าของรัฐบาลจะนำไปสู่ภาวะถังแตกหรือไม่? ตามปกติแล้วถ้าเงินไม่พอคลังก็ต้องกู้มาผ่านการขายพันธบัตร ซึ่งการกู้เงินนั้นเป็นเรื่องปกติของการบริหารการเงิน แต่การกู้นั้นอาจนำไปสู่ภาวะล้มละลายได้เหมือนหลายประเทศที่กล่าวไว้ข้างต้นเพราะประเทศเหล่านั้นกู้เงินมาใช้แล้วผลตอบแทนไม่ดีเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ 

17. แล้วไทยจะมีจุดจบแบบนั้นหรือไม่? ต้องตอบว่ารัฐบาลมีปัญหาเรื่องการเก็บรายได้จริงๆ และมีมาหลายปีแล้ว แต่โชคดีที่หากย้อนกลับไปที่การประเมินโดย Moody’s ที่บอกว่าการลงทุนโดยภาครัฐในด้านสาธารณูปโภคโดยเฉพาะกับ EEC อาจจะช่วยยกระดับศักยภาพด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทย

18. หมายความว่าตราบใดที่รัฐบาลต้องกู้ ถ้ากู้มาแล้วลงทุนอย่างมีความหวังว่าจะได้กำไรกลับคืนมาเหมือนที่ Moody’s ก็เป็นสิ่งสมควรกู้และไม่ว่าคลังจะมีเงินมากหรือน้อย หากอนาคตของประเทศมีแวว ตราบนั้นโอกาสจะถังแตกจนล้มละลายก็มีน้อยเพราะเครดิตยังดีอยู่

19. อย่างไรก็ตาม การประเมินเครดิตของสถาบันต่างๆ ทำขึ้นก่อนการระบาดของโควิด-19 และก่อน “วิกฤตกระทรวงการคลัง” ของรัฐบาลไทย ในช่วงสามสี่ปีนี้รายได้ของประเทศจะหายไปอย่างมหาศาลเพราะการท่องเที่ยวสะดุด เศรษฐกิจที่ฝืดเคืองมานานจะเริ่มรุนแรงขึ้น ทำให้การเก็บรายได้จากภาษียิ่งไม่เข้าเป้า โอกาสที่จะใช้หนี้ที่กู้มาจึงยากขึ้น 

20. หากไทยยังไม่ถึงวันนั้นในเร็วๆ นี้ถามว่าตอนนี้ประเทศไหนที่ใกล้จะล้มละลายบ้าง ตอบว่าไม่ต้องมองไปไกล คือ “ลาว” ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของไทยนั่นเอง เพราะตอนนี้ทุนสำรองระหว่างประเทศของลาวน้อยกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีหนี้ต้องชำระมากว่า 1,000 ล้าน ซึ่งลาวใช้วิธีของความช่วยเหลือจากจีน

Photo by – / Mauritius Police Press Office / AFP

พบหลักฐานสำคัญ! ที่อาจจะบ่งชี้ว่ามีสิ่งมีชีวิตบนดาวศุกร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632988

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 08:22 น.พบหลักฐานสำคัญ! ที่อาจจะบ่งชี้ว่ามีสิ่งมีชีวิตบนดาวศุกร์ทีมนักดาราศาสตร์พบ ก๊าซ”ฟอสฟีน” ในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ ที่อาจบ่งชี้ถึงสิ่งมีชีวิตบนดาวศุกร์ แต่อาจเป็นรูปแบบที่แตกต่างไปจากโลกอย่างสิ้นเชิง

ดร. มติพล ตั้งมติธรรม – ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 63 ทีมนักดาราศาสตร์นำโดย Jane Greaves จาก Cardiff University สหราชอาณาจักร ได้เปิดเผยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Astronomy โดยมีการค้นพบโมเลกุลของฟอสฟีน ซึ่งอาจจะบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์

ดาวศุกร์ เป็นดาวเคราะห์ที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่แฝดกับโลก เนื่องจากมีทั้งขนาดและระยะห่างจากดวงอาทิตย์ที่ใกล้เคียงกับโลกมากที่สุด แม้ว่าดาวศุกร์จะอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์กว่าโลกเพียง 30% แต่สภาวะเรือนกระจกทำให้ดาวศุกร์มีชั้นบรรยากาศที่หนาแน่น และเก็บกักความร้อนไว้มหาศาลจนมีสภาวะอุณหภูมิพื้นผิวร้อนพอที่จะหลอมตะกั่วได้ นอกจากนี้ในชั้นบรรยากาศยังเต็มไปด้วยแก๊สของกรดกำมะถัน แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่ครั้งหนึ่งดาวศุกร์อาจเคยมีมหาสมุทรและมีสภาพอากาศที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตมากกว่านี้

แต่บนชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้นไป พบว่าที่ความสูงราว 50 กม. เหนือพื้นผิวดาวศุกร์กลับมีสภาพอากาศที่อ่อนโยน มีอุณหภูมิเพียง 30 องศาเซลเซียส และอาจจะมีสภาพที่พอเหมาะกับสิ่งมีชีวิตได้ คาดการณ์กันว่าชั้นเมฆในบรรยากาศของดาวศุกร์อาจจะมีองค์ประกอบทางเคมีเพียงพอที่จะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาที่นำไปสู่การกำเนิดของสิ่งมีชีวิต และยังคาดการณ์กันอีกว่าหากในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์นั้นมีสิ่งมีชีวิตอยู่จริง สิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาจจะอาศัยรังสียูวีจากดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงาน ซึ่งนี่อาจเป็นคำอธิบายหนึ่งถึงตัวดูดกลืนรังสียูวีปริศนาบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ที่จนทุกวันนี้ยังไม่ทราบคำตอบเป็นที่แน่ชัด

นักดาราศาสตร์ได้ศึกษาองค์ประกอบของวัตถุใดนั้นจึงทำโดยการศึกษาสเปกตรัมที่วัตถุนั้นปลดปล่อยออกมา หากสามารถสังเกตสเปกตรัมในการดูดกลืนของวัตถุที่อยู่ห่างออกไป ซึ่งมีลักษณะ และรูปแบบช่วงการดูดกลืนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สอดคล้องกับโมเลกุลของสารที่สามารถวัดได้ในห้องทดลองบนโลก จึงเท่ากับสามารถยืนยันได้ว่าโมเลกุลชนิดเดียวกันนี้จะต้องมีอยู่บนดาวดวงที่ทำการศึกษาอยู่ โดยหากพบการดูดกลืนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ตรงกับโมเลกุลของฟอสฟีนจากสเปกตรัมที่ได้มาจากชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ จึงเท่ากับเป็นการยืนยันว่าในชั้นบรรยากาศนั้นมีโมเลกุลของฟอสฟีนอยู่

ทีมงานนักวิจัยค้นพบสเปกตรัมที่เกิดขึ้นจากโมเลกุลของฟอสฟีนบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ขึ้นเป็นครั้งแรกผ่านทางกล้องโทรทรรศน์ James Clerk Maxwell Telescope (JCMT) บนยอดเขาโมนาเคอา ในหมู่เกาะฮาวาย จึงได้ศึกษาซ้ำโดยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ 45 ตัวของ Atacama Large Millimeter/submillimeter Array (ALMA) ในทะเลทรายของประเทศชิลี และได้ยืนยันการค้นพบการดูดกลืนในช่วงคลื่นที่ตรงกับโมเลกุลของฟอสฟีน เหนือความร้อนระอุจากพื้นผิวดาวศุกร์ที่อยู่เบื้องล่าง จึงเท่ากับเป็นการยืนยันการมีอยู่ของฟอสฟีนในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์

ฟอสฟีน (Phosphine) เป็นโมเลกุลที่เป็นสารประกอบระหว่างธาตุฟอสฟอรัสและไฮโดรเจน สิ่งที่ทำให้การค้นพบฟอสฟีนบนดาวดวงอื่นเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากนั้น เนื่องจากบนโลกนั้นฟอสฟีนมีแหล่งกำเนิดเพียงแค่สองแหล่ง คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรม หรือเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากออกซิเจน

ทีมนักวิจัยที่นำโดย William Bains จาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) จึงลองทำการประเมินกลไกตามธรรมชาติที่อาจจะผลิตฟอสฟีนได้บนดาวศุกร์ ตั้งแต่ แสงแดด แร่ธาตุทื่ถูกพัดขึ้นมาจากพื้นผิวเบื้องล่าง ภูเขาไฟระเบิด ฟ้าผ่า ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะลองพิจารณาเช่นไร การคำนวณก็พบว่าแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติเหล่านี้ไม่สามารถที่จะผลิตแม้กระทั่งปริมาณฟอสฟีนหนึ่งในหมื่นของที่ตรวจพบโดยกล้องโทรทรรศน์ แต่ในทางตรงกันข้าม หากทีมลองพิจารณาถึงแหล่งกำเนิดที่เกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตแล้ว กลับพบว่าหากสิ่งมีชีวิตทำงานแค่เพียง 10% ของขีดจำกัดสูงสุด ก็จะสามารถผลิตฟอสฟีนเพียงพอที่จะอธิบายปริมาณที่ตรวจพบบนชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม การค้นพบนี้ยังห่างไกลจากการยืนยันถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตพอสมควร แม้ว่าในปัจจุบัน ทฤษฎีที่บ่งชี้ว่าฟอสฟีนในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์นั้นเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตจะเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงปริมาณฟอสฟีนที่พบได้ดีที่สุด แต่การจะยืนยันว่าดาวศุกร์นั้นมีสิ่งมีชีวิตยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลอีกมาก แม้ว่าชั้นบรรยากาศตอนบนของดาวศุกร์อาจจะมีอุณหภูมิเพียง 30 องศา แต่ชั้นบรรยากาศในบริเวณนี้นั้นก็ยังเต็มไปด้วยกรดกำมะถันกว่า 90% ซึ่งยังไม่พบว่ามีสิ่งมีชีวิตใดบนโลกที่สามารถอยู่รอดในสภาวะเช่นนั้นได้ หากชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์มีสิ่งมีชีวิตจริง ก็เป็นไปได้ว่าสิ่งมีชีวิตบนดาวศุกร์นั้นอาจจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับสิ่งมีชีวิตใดๆ บนโลกที่รู้จัก

ออสเตรเลียข้าวไม่พอกิน หันมาซื้อไทย-เวียดนาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632952

วันที่ 14 ก.ย. 2563 เวลา 21:23 น.ออสเตรเลียข้าวไม่พอกิน หันมาซื้อไทย-เวียดนามก่อนหน้านี้ออสเตรเลียทดแทนด้วยการนำเข้าข้าวไทย แต่ผลผลิตข้าวของไทยก็ลดลงมากเช่นกัน

ออสเตรเลียกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนข้าวคาดการณ์ว่าผลผลิตที่ปลูกในประเทศจะหมดในช่วงเทศกาลคริสต์มาสจากการรายงานของ The Daily Telegraph

ร็อบ กอร์ดอน (Rob Gordon) ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท SunRice ธุรกิจด้านอาหารชั้นนำของออสเตรเลียเตือนว่าชาวออสเตรเลียอาจจะหมดทางเลือกจนต้องหันมากินข้าวที่นำเข้าจากเวียดนามในไม่ช้าเนื่องจากผลผลิตในประเทศลดลง

สาเหตุที่ออสเตรเลียมีข้าวไม่พอบริโภคเนื่องจากฝนที่ตกน้อยอากาศแห้งแล้ง ทำให้ตัวเลขการเก็บเกี่ยวลดลงมากกว่า 90% ตั้งแต่ปี 2017 บวกกับแรงซื้อกักตุนช่วงที่โควิด-19 ระบาดใหม่ๆ ทำให้การผลิตข้าวลดลงหรือที่ผลิตออกมาแล้วถูกซื้อจนในสต็อกลดน้อยลง

ตอนนี้ชาวนาออสเตรเลียเก็บเกี่ยวข้าวได้เพียง 54,000 ตันเทียบกับอัตราปกติ 800,000 ตันก่อนประเทศจะพบกับวิกฤตฝนแล้ง

SunRice ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ข้าวรายใหญ่ที่สุดของประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนักเพราะสูญเสียรายได้จากการส่งออกมากกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ และ SunRice เป็นผู้ซื้อข้าวที่ผลิตในประเทศถึง 98% เพื่อจำหน่ายในประเทศและนอกประเทศ ก่อนหน้าที่ออสเตรเลียจะสั่งนำเข้าข้าวจากเวียดนามมาทดแทน เมื่อช่วงกลางปีนี้ออสเตรเลียยังนำเข้าข้าวจากไทยและกัมพูชามาทดแทนปริมาณข้าวที่เพาะปลูกไม่ได้ผลเนื่องจากภาวะแห้งแล้ง

ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม BloombergQuint รายงานว่า ร็อบ กอร์ดอน ได้เตือนแล้วว่าออสเตรเลียจะไม่มีข้าวที่ผลิตในประเทศก่อนสิ้นปีนี้ และเริ่มนำข้าวจากไทยเข้ามาในส่วนของข้าวหอมมะลิและข้าวเมล็ดยาว และจำเป็นจะต้องหาผู้ผลิตข้าวรายอื่นๆ จากทั่วโลกเพื่อนำมาทดแทนข้าวภายใน รวมถึงการนำข้าวจากประเทศที่ห่างไกลอย่างอุรุกวัย

Photo by Romeo GACAD / AFP

“อินเดีย”พบสมาชิกรัฐสภาติดเชื้อโควิดเพิ่มอีก 17 ราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632983

วันที่ 14 ก.ย. 2563 เวลา 20:57 น."อินเดีย"พบสมาชิกรัฐสภาติดเชื้อโควิดเพิ่มอีก 17 ราย“อินเดีย”ตรวจพบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรติดเชื้อโควิด-19เพิ่มอีก 17 ราย หลังช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาพบติดเชื้อไปแล้ว 25 ราย

สื่อต่างประเทศรายงานว่า ผลการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสมาชิกรัฐสภาอินเดีย พบว่ามีผู้ที่มีผลตรวจเป็นบวก 17 ราย ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดย 12 รายสังกัดพรรคบีเจพี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ขณะที่ 5 รายสังกัดพรรคการเมืองอื่น

อินเดียได้รายงานผลตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19ในสมาชิกรัฐสภาของอินเดียในวันที่ 14 ก.ย. 63  ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดประชุมสภา

รายงานข่าวระบุว่า ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา มีรายงานว่า รัฐมนตรี 7 ราย และสมาชิกรัฐสภาของอินเดีย 25 รายได้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19

ขณะที่ อินเดียมีตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมมากกว่า 4.8 ล้านราย ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ ขณะที่มีผู้เสียชีวิตเกือบ 8 หมื่นราย

เรือลาดตระเวนจีนล้ำทะเลจีนใต้ อินโดนีเซียโวยล้ำเส้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632961

วันที่ 14 ก.ย. 2563 เวลา 19:29 น.เรือลาดตระเวนจีนล้ำทะเลจีนใต้ อินโดนีเซียโวยล้ำเส้นเกาะนาทูนาตั้งอยู่ใกล้กับปากทางเข้าอ่าวไทยระหว่างคาบสมุทรมาลายูกับเกาะบอร์เนียว ซึ่งถือเป็นจุดขัดแย้งที่ใกล้กับประเทศไทยที่สุดจุดหนึ่ง

กระทรวงการต่างประเทศอินโนนีเซียประท้วงการรุกล้ำของเรือรักษาชายฝั่งของจีนในน่านน้ำทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนมีกรณีพิพาทกับอาเซียน 5 ประเทศ และเพิ่งจะมีประเด็นพูดคุยกันเรื่องนี้ในที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เรือของจีนซึ่งระบุว่ามีชื่อเรือว่า CCG 5204 ถูกพบเห็นเมื่อวันเสาร์ที่น่านน้ำของเกาะนาทูนาเหนือ เขตเศรษฐกิจจำเพาะของอินโดนีเซียใกล้จังหวัดหมู่เกาะเรียว โดยหน่วยงานความมั่นคงทางทะเลกล่าวว่าเรือลำดังกล่าวเพิ่งจะออกจากพื้นที่ดังกล่าวเมื่อวันจันทร์

หน่วยงานรักษาความมั่นคงทางทะเลของชาวอินโดนีเซียกล่าวว่าเรือลำดังกล่าวยืนยันว่าไม่ได้ล้ำน่านน้ำของอินโดนีเซียแต่ได้ทำการลาดตระเวนบริเวณพื้นที่เส้นประ 9 เส้นของจีน ซึ่งเป็นน่านน้ำที่รัฐบาลจีนอ้างสิทธิ์แต่ไปทับซ้อนกับอินโดนีเซีย

แต่อินโดนีเซียไม่เห็นด้วยและมองว่าจีนละเมิดอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล และอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ทางตอนใต้ของทะเลจีนใต้เป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะ

ในเดือนมกราคมอินโดนีเซียได้ส่งเครื่องบินขับไล่ไอพ่นและเรือรบออกลาดตระเวนน่านน้ำหมู่เกาะนาทูนาโดยขัดแย้งกับรัฐบาลจีนหลังจากที่เรือรักษาชายฝั่งและเรือประมงของจีนเข้ามาในพื้นที่

ทั้งนี้เกาะนาทูนาตั้งอยู่ปากทางเข้าอ่าวไทยระหว่างคาบสมุทรมลายูกับเกาะบอร์เนียว ซึ่งถือเป็นจุดขัดแย้งที่ใกล้กับประเทศไทยที่สุดจุดหนึ่ง

จีนอ้างสิทธิ์พื้นที่ส่วนใหญ่ในทะเลจีนใตเ ในขณะที่ชาติอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างก็อ้างสิทธิ์ในพื้นที่นี้ ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

Photo by EvoSwatch