เมียนมาเร่งสร้างโรงพยาบาลสนามรับมือโควิดพุ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633165

วันที่ 16 ก.ย. 2563 เวลา 19:30 น.เมียนมาเร่งสร้างโรงพยาบาลสนามรับมือโควิดพุ่งตัวเลขผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสในเมียนมาพุ่งกระฉูดแซงไทย โรงพยาบาลใกล้ล้นจนต้องเร่งสร้างโรงพยาบาลสนาม

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ทางการเมียนมากำลังเร่งสร้างโรงพยาบาลสนามขนาด 500 เตียงในสนามฟุตบอลในเมืองย่างกุ้ง เพื่อรองรับผู้ป่วย Covid-19 มีพุ่งขึ้นทำลายสถิติรายวันจนบุคลากรทางการแพทย์กังวลว่าระบบสาธารณสุขของประเทศจะรับไม่ไหว

วานนี้ (15 ก.ย.) เมียนมามีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 307 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขรายวันที่สูงที่สุดนัยตั้งแต่เชื้อโคโรนาไวรัสเริ่มระบาดในเมียนมาเมื่อเดือน มี.ค. บวกกับผู้ติดเชื้อรายใหม่ของวันนี้อีก 134 ราย ส่งผลให้เมียนมามีผู้ติดเชื้อรวม 3,636 ราย แซงหน้าไทยที่มีผู้ติดเชื้อรวม 3,490 ราย

ขณะนี้โรงพยาบาล 3 แห่งในเมืองย่างกุ้งซึ่งพบผู้ติดเชื้อมากที่สุดจนต้องหวนกลับไปใช้มาตรการล็อกดาวน์ครั้งที่ 2 ถูกเปลี่ยนเป็นสถานที่รักษาผู้ป่วย Covid-19 แล้ว

เคืองเมียตโซ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสนามที่กำลังก่อสร้างเผยกับรอยเตอร์สว่า “เราไม่มีสถานที่เพียงพอรองรับการระบาดครั้งใหญ่ สถานการณ์จะยิ่งแย่ลงหากเราไม่สามารถรับผู้ป่วยมารักษา เราจึงต้องสร้างโรงพยาบาลสนามอย่างเร่งด่วน”

ด้านแพทย์ในเมืองย่างกุ้งบางส่วนเผยว่าการรับมือของรัฐบาลเป็นสาเหตุให้โรงพยาบาลรองรับผู้ป่วยไม่ไหว จอมินตุน เจ้าของคลินิกในเมืองย่างกุ้งกล่าวว่า “ทางการกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลก่อนจึงจะตรวจหาเชื้อโคโรนาไวรัสได้ ทำให้โรงพยาบาลมีเตียงไม่เพียงพอ”

ทั้งนี้ รัฐบาลทหารเมียนมาละเลยระบบสาธารณสุขของประเทศมานานหลายสิบปี ส่งผลให้องค์การอนามัยโลกจัดให้ระบบสาธารณสุขของเมียนมาอยู่ในระดับแย่ที่สุดในโลกในปี 2000 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่มีการจัดอันดับ

อีกทั้งก่อนที่จะมีการปฏิรูประบอบประชาธิปไตยในปี 2011 งบประมาณสาธารณสุขของเมียนมามีสัดส่วนเพียง 0.3% ของจีดีพีเท่านั้น

ขณะที่ธนาคารโลกระบุว่าจนถึงเดือน มี.ค. เมียนมามีเตียงสำหรับผู้ป่วยวิกฤตเพียง 383 เตียง และเครื่องช่วยหายใจ 249 เครื่อง สำหรับประชากร 51 ล้านคน เทียบกับของไทยที่มี 6,000 เตียง และเครื่องช่วยหายใจกว่า 10,000 เครื่อง สำหรับประชากร 69 ล้านคน

อิหร่านมีแผนลอบสังหารทูตสหรัฐล้างแค้นให้นายพลคนสำคัญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633148

วันที่ 16 ก.ย. 2563 เวลา 18:32 น.อิหร่านมีแผนลอบสังหารทูตสหรัฐล้างแค้นให้นายพลคนสำคัญรัฐบาลอิหร่านมีแผนลอบสังหารเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำแอฟริกาใต้ล้างแค้นให้นายพล กัสซิม โซเลมานี ที่ถูกสหรัฐปล่อยมิสไซล์สังหารเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

สำนักข่าว Politico รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐที่ได้เห็นข่าวกรองว่า รายงานของหน่วยข่าวกรองของสหรัฐระบุว่า รัฐบาลอิหร่านมีแผนลอบสังหาร ลานา มาร์กส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำแอฟริกาใต้ช่วงก่อนการเลือกตั้งสหรัฐที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 3 พ.ย.นี้ เพื่อล้างแค้นให้กับ กัสซิม โซเลมานี นายพลคนสำคัญของกองทัพอิหร่านที่ถูกสหรัฐลอบสังหารที่สนามบินในกรุงแบกแดดของอิรักเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

แหล่งข่าวยังเผยอีกว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐทราบว่ามีภัยคุกคามทั่วไปกับ ลานา มาร์กส์ ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา (ราวเดือน มี.ค.-มิ.ย.) แต่ข่าวกรองเกี่ยวกับนักการทูตหญิงรายนี้เพิ่งชัดเจนเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และสถานทูตอิหร่านในกรุงพริทอเรียของแอฟริกาใต้เกี่ยวข้องกับแผนนี้

แหล่งข่าวเผยต่อไปว่า หน่วยข่าวกรองมีแนวปฏิบัติที่รู้จักกันในนาม Duty to Warn (หน้าที่ในการเตือน) ที่กำหนดให้สายลับสหรัฐแจ้งบุคคลที่ตกอยู่ในอันตรายให้ทราบหากมีข่าวกรองว่าชีวิตของบุคคลคนนั้นตกอยู่ในอันตราย และมาร์กส์ก็ได้รับแจ้งเรื่องดังกล่าวแล้ว  

หน่วยข่าวกรองยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดมาร์กส์จึงตกเป็นเป้าลอบสังหาร เนื่องจากเธอแทบจะไม่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่าน แต่อาจเป็นไปได้ว่าอิหร่านตัดสินใจเพราะความมิตรภาพระหว่างเธอกับทรัมป์ ซึ่งสนิมสนมคุ้นเคยกันมากว่า 2 ทศวรรษ

หรืออีกความเป็นไปได้คือ มาร์กส์เป็นเป้าหมายที่โจมตีง่ายกว่าทูตสหรัฐในประเทศอื่นอย่างในยุโรปตะวันตกซึ่งสหรัฐมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับหน่วยข่าวกรองและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลอิหร่านมีเครือข่ายลับปฏิบัติการอยู่ในแอฟริกาใต้และตั้งฐานปฏิบัติการที่นั่นมาหลายสิบปีแล้ว

ทั้งนี้ มีรายงานว่า อยาตุลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน มีประวัติลอบสังหาร รวมทั้งการจับตัวประกันหลายครั้งนอกพื้นที่อิหร่าน นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจหลังการลุกฮือประท้วงช่วงปลายทศวรรษ 1970

โดยในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา อิหร่านมักจะหลีกเลี่ยงการโจมตีนักการทูตของสหรัฐโดยตรง แต่กลุ่มก่อการร้ายที่มีอิหร่านหนุนหลังมักจะโจมตีสถานทูตและเจ้าหน้าที่สหรัฐในอิรัก

หากอิหร่านลงมือลอบสังหารมาร์กส์ตามแผน ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ตึงเครียดอยู่แล้วให้แย่ลง และอาจเพิ่มแรงกดดันให้ทรัมป์หาทางตอบโต้กลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่เข้มข้นขึ้นทุกขณะ

ด้านทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐจะโจมตีตอบโต้อิหร่านหนักกว่าเป็นพันเท่าหากอิหร่านลงมือสังหารนักการทูตหญิงรายนี้

WWF เตือนสัตว์ป่า 2 ใน 3 จะตายในเวลาไม่ถึง 50 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633145

วันที่ 16 ก.ย. 2563 เวลา 17:30 น.WWF เตือนสัตว์ป่า 2 ใน 3 จะตายในเวลาไม่ถึง 50 ปีโลกส่งสัญญาณเตือนธรรมชาติกำลังจะตายด้วยฝีมือมนุษย์

องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) รายงานว่าจำนวนสัตว์ป่าลดลงกว่า 2 ใน 3 ในเวลาไม่ถึง 50 ปี ซึ่งหายนะนี้ยังไม่มีแนวโน้มที่จะชะลอตัว และเตือนว่าธรรมชาติกำลังถูกทำลายโดยมนุษย์ในอัตราที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ทันย่า สตีล ประธานบริหารขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล กล่าวว่า “เรากำลังทำลายโลกของเรา และตอนนี้โลกกำลังส่งสัญญาณเตือนให้เรารับรู้ว่าธรรมชาติกำลังจะตาย”

นักวิทยาศาสตร์การอนุรักษ์ทั่วโลกได้สำรวจสัตว์ป่าหลายพันชนิดและพบว่าประชากรสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปลา นก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และสัตว์เลื้อยคลาน โดยเฉลี่ยลดลงถึง 68% ตั้งแต่ปี 2513

นอกจากนี้องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ได้ทำการสำรวจพืชและสัตว์กว่า 100,000 ชนิด โดยพบว่ามีพืชและสัตว์ถึง 32,000 ชนิดที่ถูกคุกคามจนสูญพันธุ์

ดร.แอนดรูว์ เทอร์รี่ ผู้อำนวยการด้านการอนุรักษ์ของสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน กล่าวว่า “การลดลงของสัตว์ป่าเป็นหลักฐานที่ชัดเจนของความเสียหายที่มนุษย์กระทำต่อธรรมชาติ หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงสัตว์ป่าจะลดลงจนกระทั่งสูญพันธุ์ และทำลายระบบนิเวศที่เราอาศัยอยู่”

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ชี้ให้เห็นว่าการจะเปลี่ยนแปลงนั้นเราจะต้องเปลี่ยนวิธีการผลิตและบริโภคอาหาร รวมถึงลดขยะอาหารและกินอาหารที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง

Photo by Tony Karumba / AFP

WTO เข้าข้างจีนกรณีพิพาทสหรัฐเก็บภาษีสินค้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633129

วันที่ 16 ก.ย. 2563 เวลา 16:35 น.WTO เข้าข้างจีนกรณีพิพาทสหรัฐเก็บภาษีสินค้าWTO ชี้สหรัฐเก็บภาษีสินค้าจีนละเมิดรการะเบียบค้าระหว่างประเทศ

คณะผู้พิจารณาข้อพิพาทซึ่งแต่งตั้งโดยองค์กรระงับข้อพิพาท (DSB) ขององค์การการค้าโลก (WTO) ตัดสินว่าการที่สหรัฐเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่าราว 234,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2018 เป็นการละเมิดระเบียบการค้าระหว่างประเทศ

คณะผู้พิจารณาให้เหตุผลว่า สหรัฐเรียกเก็บภาษีจากจีนเท่านั้น และสหรัฐไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าสินค้าจีนที่ถูกเรียกเก็บภาษีได้รับสิทธิประโยชน์จากการดำเนินการค้าที่ไม่เป็นธรรมจากจีน

ก่อนหน้านี้ฝั่งสหรัฐอ้างต่อคณะกรรมการว่าจีนดำเนินการทางการค้าที่กระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ รวมทั้งมีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีของสหรัฐ  

คำตัดสินนี้เป็นการสนับสนุนคำร้องที่จีนยื่นไปยัง WTO ว่า การเก็บภาษีของทรัมป์ละเมิดระเบียบการค้าระหว่างประเทศหลายข้อ รวมทั้งข้อที่กำหนดว่าประเทศสมาชิก WTO ทุกประเทศต้องเสนออัตราภาษีที่เท่าเทียมกันระหว่างคู่ค้าของตัวเอง

ในเวลาต่อมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐเผยกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า  ยังไม่ได้เห็นคำตัดสินดังกล่าว และกล่าวต่อว่า “เราต้องทำอะไรบางอย่างกับ WTO เพราะ WTO ปล่อยให้จีนทำผิดแล้วลอยนวล เราต้องตรวจสอบคำตัดสิน แต่ผมไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของ WTO นี่คือสิ่งที่ผมบอกได้ตอนนี้”

ด้าน โรเบิร์ต ไลไธเซอร์ ผู้แทนทางการค้าของสหรัฐ กล่าวโจมตี WTO ว่าพยายามขัดขวางไม่ให้สหรัฐปกป้องแรงงานของตัวเอง

“รายงานของคณะผู้พิจารณาชุดนี้ยืนยันสิ่งที่รัฐบาลทรัมป์พูดมาตลอด 4 ปีว่า WTO ไม่สามารถหยุดยั้งพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อเทคโนโลยีของจีนได้อย่างสิ้นเชิง แม้ว่าคณะผู้พิจารณาจะไม่ได้โต้แย้งหลักฐานมากมายเกี่ยวกับการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของจีนที่สหรัฐส่งให้ แต่คำตัดสินนี้แสดงให้เห็นว่า WTO ไม่ได้หาทางเยียวยาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนี้”

ไลไธเซอร์ยังกล่าวอีกว่า สหรัฐต้องมีสิทธิ์ในการปกป้องตัวเองจากการดำเนินการทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และรัฐบาลทรัมป์จะไม่ปล่อยให้จีนใช้ WTO เป็นช่องทางในการหาประโยชน์จากแรงงานชาวอเมริกัน ภาคธุรกิจ เกษตรกร และเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์

ขณะที่ทางการจีนระบุว่าคำตัดสินดังกล่าวมีความยุติธรรม โดยตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์เผยว่า “จีนหวังว่าสหรัฐจะเคารพคำตัดสินของคณะผู้พิจารณา…ดำเนินการในทางปฏิบัติเพื่อพบกันครึ่งทางกับจีนและสมาชิกประเทศอื่นของ WTO ร่วมกันรักษาระบบการค้าพหุพาคี และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจโลกที่มีเสถียรภาพ”

มาร์กาเร็ต เซคูตา อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ มองว่า คำตัดสินของ WTO อาจเป็นชนวนให้ทรัมป์ตัดสินใจถอนตัวออกจาก WTO หรืออาจกลายเป็นหลักฐานสนับสนุนข้อเสนอของสหรัฐที่ให้ปฏิรูป WTO

ทั้งนี้ คู่กรณีที่ไม่พอใจกับคำตัดสินของ WTO สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อองค์กรอุทธรณ์ซึ่งเปรียบเสมือนศาลฎีกา ได้ภายใน 60 วัน ทว่ากระบวนการนี้อาจไม่สามารถนำมาใช้ได้ เนื่องจากเมื่อปลายปี 2019 รัฐบาลทรัมป์คัดค้านการตั้งผู้พิพากษาคนใหม่ ทำให้องค์กรอุทธรณ์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ

ไฟป่าสหรัฐทำนกร่วงฟ้าตายนับแสนตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633128

วันที่ 16 ก.ย. 2563 เวลา 14:16 น.ไฟป่าสหรัฐทำนกร่วงฟ้าตายนับแสนตัวพบซากนกหลายแสนตัวทั่วนิวเม็กซิโกคาดเหตุเกิดจากไฟป่า

ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าในนิวเม็กซิโกเผยว่าพบซากนกหลายแสนตัวร่วงลงจากท้องฟ้า ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยคาดว่าอาจมีสาเหตุมาจากไฟป่าที่กำลังโหมกระหน่ำในชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐ

มาร์ธา เดสมอนด์ ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวเม็กซิโกกล่าวกับซีเอ็นเอ็น ว่าก่อนหน้านี้เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมายังเคยพบซากนกหลายร้อยตัวที่ทะเลทรายขาว และหลายสัปดาห์ถัดมาพบซากนกจำนวนนับไม่ถ้วนซึ่งคาดการณ์ว่าเป็นจำนวนหลายแสนตัว ถูกพบตายทั่วทั้งรัฐ

โฆษก New Mexico Game & Fish เผยว่า “เราเริ่มได้รับรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (8 กันยายน) จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงมีรายงานและเพิ่มจำนวนขึ้นไปจนทั่วทั้งรัฐ แต่เรายังไม่สามารถบอกถึงสาเหตุที่แท้จริงได้ นี่เป็นเพียงแค่การคาดเดาเท่านั้น”

ขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนของการตายของนกเหล่านี้ได้ แต่นักชีววิทยาหลายคนเชื่อว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากไฟป่าที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงบริเวณชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐ

โดยนักชีววิทยากล่าวว่าหนึ่งในปัจจัยที่เป็นไปได้มากที่สุดคือไฟป่าที่กำลังลุกไหม้ในแคลิฟอร์เนียและรัฐทางตะวันตกอื่น ๆ ซึ่งอาจบังคับให้นกเหล่านี้ต้องอพยพเร็วขึ้นในฤดูหนาว ก่อนที่มันจะพร้อมทำให้นกบางตัวมีไขมันในร่างกายไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

https://www.nbcnews.com/video/breonna-taylor-family-attorneys-detail-terms-of-settlement-reached-with-louisville-91822149560

https://www.nbcnews.com/news/embedded-video/mmvo91822149560

Photo by Allison Salas

ทรัมป์อ้างสหรัฐจะมีวัคซีนโควิดใช้อีกไม่กี่สัปดาห์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633103

วันที่ 16 ก.ย. 2563 เวลา 11:07 น.ทรัมป์อ้างสหรัฐจะมีวัคซีนโควิดใช้อีกไม่กี่สัปดาห์โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงสหรัฐกำลังจะมีวัคซีน โควิด-19 ภายในไม่กี่สัปดาห์

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Fox & Friends เมื่อวันอังคารโดยคาดว่าวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาจะได้รับการอนุมัติใน 4-8 สัปดาห์

“เราไม่มีวัคซีนมาหลายปีแล้ว และกำลังจะมีวัคซีนเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ อาจจะเป็น 4 หรือ 8 สัปดาห์ เพราะเรามีบริษัทที่ยอดเยี่ยมมากมาย” ทรัมป์กล่าว

ทรัมป์ย้ำว่าการเร่งผลิตวัคซีนครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียกคะแนนเสียงทางการเมือง แต่เขาต้องการที่จะเร่งผลิตวัคซีนอยู่แล้ว โดยได้ประสานงานกับองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)เพื่อให้สหรัฐมีวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาโดยเร็วที่สุด และจะสั่งให้มีการกระจายวัคซีนทันทีที่การทดลองสำเร็จ

ขณะที่สมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคนรวมถึง โจ ไบเดน และกมลา แฮร์ริส ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีนที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการอนุมัติวัคซีนเร็วเกินไปและการเร่งกระบวนการผลิต ซึ่งอาจเกิดจากแรงกดดันทางการเมือง เนื่องจากหากวัคซีนเกิดขึ้นภายใน 4-8 สัปดาห์จริงจะทำให้สหรัฐมีวัคซีนก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี

แอปเปิลเปิดตัว Apple Watch – iPad รุ่นใหม่ ไร้เงาไอโฟน12 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633102

วันที่ 16 ก.ย. 2563 เวลา 11:04 น.แอปเปิลเปิดตัว Apple Watch - iPad รุ่นใหม่ ไร้เงาไอโฟน12แอปเปิลแถลงเปิดตัว Apple Watch และ iPad รุ่นใหม่ผ่านการจัดอีเวนท์ออนไลน์ ขณะที่ iPhone 12 คาดว่าจะเปิดตัวในเดือนต.ค.นี้

แอปเปิล อิงค์ ได้แถลงเปิดตัวสินค้าใหม่ผ่านงานอีเวนท์ออนไลน์เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 63 โดยแอปเปิลได้เปิดตัว Apple Watch และ iPad รุ่นใหม่เท่านั้น โดยไม่มีการระบุถึง iPhone 12

สำหรับ Apple Watch รุ่นใหม่ประกอบด้วย Apple Watch Series 6 และ Apple Watch SE ซึ่งเป็นรุ่นราคาถูก โดย Apple Watch Series 6 มีคุณสมบัติในการตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือดของผู้ใช้ จะมีราคาเริ่มต้นที่ 399 ดอลลาร์ ขณะที่ Apple Watch SE จะเริ่มต้นที่ 279 ดอลลาร์

นอกจากนี้ แอปเปิลยังเปิดตัว iPad Air รุ่นใหม่ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 599 ดอลลาร์ ส่วน iPad Gen 8 ซึ่งเป็น iPad รุ่นราคาถูก จะมีราคาเริ่มต้นที่ 329 ดอลลาร์ ขณะที่ iPad สำหรับนักศึกษาจะมีราคาเริ่มต้นที่ 299 ดอลลาร์

ขณะเดียวกัน แอปเปิลเปิดตัว Apple One ซึ่งเป็นการรวมบริการของแอปเปิลเข้าไว้เป็นแพคเกจเดียวกัน โดยแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ

แบบรายบุคคล คิดค่าบริการ 14.05 ดอลลาร์/เดือน โดยได้รับบริการ Apple Music, Apple TV+, Apple Arcade และได้พื้นที่เก็บข้อมูลใน iCloud

แบบครอบครัว (ไม่เกิน 5 คน) คิดค่าบริการ 19.95 ดอลลาร์/เดือน โดยได้รับบริการ Apple Music, Apple TV+, Apple Arcade และได้พื้นที่เก็บข้อมูลใน iCloud

ทั้งนี้คาดว่า แอปเปิลจะเปิดตัว iPhone 12 ในเดือนต.ค. ในช่วงวันที่ 13 ต.ค. โดยจะเป็นรุ่นมาตรฐาน 2 รุ่น ส่วนอีก 2 รุ่นจะเป็นรุ่นไฮเอนด์ ซึ่งทุกรุ่นจะรองรับระบบ 5G

iPhone 12 รุ่นมาตรฐานของแอปเปิลจะมีหน้าจอขนาด 5.4 นิ้ว และ 6.1 นิ้ว ส่วนรุ่นไฮเอนด์จะมีหน้าจอ 6.1 นิ้ว และ 6.7 นิ้ว

สหรัฐสนับสนุนรัฐประหารในไทยอย่างไร? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633054

วันที่ 16 ก.ย. 2563 เวลา 09:07 น.สหรัฐสนับสนุนรัฐประหารในไทยอย่างไร?มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าสหรัฐมีส่วนพัวพันกับการทำรัฐประหารในหลายประเทศ เฉพาะในยุคสงครามเย็นสหรัฐเข้าไปมีบทบาทในการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง

1. เอาเฉพาะแค่เพื่อนบ้านของไทยก็เช่น การสนับสนุนจอมพล ลอน นอล ก่อการรัฐประหารล้มอำนาจของเจ้าสีหนุในปี 1969 แล้วสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ มีหลักฐานว่าลอน นอลเสนอแนวคิดเรื่องการก่อรัฐประหารกับหน่วยข่าวกรองทางทหารของสหรัฐเพื่อขอความยินยอมจากรัฐบาลสหรัฐขอการสนับสนุนทางทหาร เมื่อรัฐประหารสำเร็จแล้วรัฐบาลลอน นอล ไฟเขียวให้สหรัฐทิ้งระเบิดในกัมพูชาเพื่อตัดเส้นทางของพวกเวียดนามเหนือที่อ้อมเข้ามาใช้พื้นที่แทรกซึมเข้าไปยังเวียดนามใต้

2. ในปี 1965 CIA สนับสนุนนายทหารหนุ่มชื่อซูฮาร์โตให้ทำรัฐประหารโค่นล้มประธานาธิบดีซูการ์โน หลังจากยึดอำนาจได้แล้วซูฮาร์โตกวาดล้างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินโดนีเซียอย่างขนานใหญ่จนกลายเป็นการสังหารหมู่ที่มีคนตายถึง 500,000 – 1,000,000 คน ทูตสหรัฐยังกระตุ้นให้รัฐบาลทหารจัดการฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีการรุนแรง และมีเอกสารยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐรับรู้และช่วยเหลือการสังหารหมู่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับสหรัฐเองในช่วงสงครามเย็น

3. นี่เป็นเพียงตัวอย่างแค่เล็กน้อยมากๆ เท่านั้นกับการที่สหรัฐเข้าไปบงการชะตากรรมของประเทศอื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง คำถามก็คือสหรัฐเข้ามาก้าวก่ายไทยมากแค่ไหนในช่วงสงครามเย็น? เพราะช่วงสงครามเย็นเป็นช่วงที่ไทยทำรัฐประหารถี่ที่สุดช่วงหนึ่ง โดยที่ไทยยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของ “โลกเสรี” ในการต้านทานกับฝ่ายคอมมิวนิสต์

4. บันทึกช่วยจำจากเสนาธิการร่วมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โรเบิร์ท แมคนามารา เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2507 ว่าด้วยโอกาสที่จะมีการก่อรัฐประหารในไทย ซึ่งในเวลานั้นนายกรัฐมนตรีของไทยคือจอมพล ถนอม กิตติขจร และสงครามเย็นกำลังคุกรุ่น โดยบันทึกบอกว่าแม้ไทยจะทำรัฐประหารจนเป็นเรื่องปกติ แต่ “ในแง่ของสถานการณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน อาจสร้างปัญหาทางการเมืองที่รุนแรงและเป็นอันตรายต่อสถานะทางการของสหรัฐในพื้นที่นั้นอย่างมากที่สุด”

5. บันทึกชี้ว่า “ลักษณะของรัฐบาลไทยที่อาจเกิดขึ้นจากการรัฐประหารควรจะเป็นฝ่ายที่สนับสนุนสหรัฐ ไม่เช่นนั้นสถานะของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเสียหายอย่างหนัก” และ “ไม่ว่าลักษณะของการรัฐประหารจะเป็นอย่างไร สหรัฐควรดำเนินการเพื่อรับประกันความต่อเนื่องของสถานะที่เป็นอยู่ ตราบเท่าที่กำลังทหารและปฏิบัติการของสหรัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง”

6. ดังนั้นเสนาธิการร่วมจึงแนะนำกับแมคนามาราว่า ประเทศไทยจำเป็นจะต้องมีจุดยืดต่อต้านคอมมิวนิสต์และโปรสหรัฐ ประเทศไทยที่มีสเถียรภาพมีความสำคัญยิ่งยวดต่อสถานะทางทหารของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากมีผู้แจ้งกับสหรัฐเรื่องการรัฐประหาร สหรัฐควรสกัดกั้นไม่ให้เกิดการทำเช่นนั้นด้วยวิธีการที่เหมาะสม

7. แต่ทว่า “หากมีการรัฐประหารที่สนับสนุนตะวันตก สหรัฐควรดำเนินการในทันทีเพื่อรับประกันการยืนยันสิทธิในการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในประเทศไทยและยังคงให้ความร่วมมือและการสนับสนุนทางทหารของไทยต่อไป” หมายความว่าแม้จะมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้น แต่หากรัฐบาลใหม่โปรสหรัฐ สหรัฐก็จะสนับสนุน

8. ในกรณีที่รัฐบาลใหม่มีจุดยืนต่างจากสหรัฐ เสนาธิการร่วมแนะนำว่า “หากกลุ่มสนับสนุนแนวคิดไม่ฝักฝ่ายใดหรือฝ่ายโปรคอมมิวนิสต์ก่อรัฐประหารเกิดขึ้น สหรัฐควรพยายามคืนอำนาจให้รัฐบาลเดิมหรือตัวแทนที่ยอมรับได้โดยให้การสนับสนุนกลุ่มนั้นๆ หรือกลุ่มต่อต้านรัฐประหารที่คาดว่าจะเกิดขึ้นซึ่งจะนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าว”

9. “ในกรณีที่มาตรการดังกล่าวล้มเหลวในการต่อต้านการทำรัฐประหารโดยฝ่ายโปรคอมมิวนิสต์ สหรัฐควรเตรียมพร้อมที่จะดำเนินการทางทหารที่เหมาะสมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของสหรัฐในพื้นที่และ/หรือเพื่อฟื้นฟูรัฐบาลไทยที่สนับสนุนสหรัฐ ให้กลับมามีอำนาจ”

10. นี่คือท่าทีที่สหรัฐจะใช้กับไทย หากรัฐประหารในไทยไม่สมประโยชน์กับจุดยืนของสหรัฐ เช่นมีรัฐบาลที่เอนเอียงไปทางฝ่ายตรงข้ามของสหรัฐ หรือแม้แต่รัฐบาลที่วางตัวเป็นกลางก็เอาไว้ไม่ได้ ซึ่งกรณีหลังเราจะเห็นการสนับสนุนของสหรัฐเพื่อโค่นล้มรัฐบาลไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในกัมพูชาและอินโดนีเซียอย่างที่กล่าวไปข้างต้น

11. แต่ในช่วงระยะกลางของสงครามเย็น ท่าทีของสหรัฐต่อการทำรัฐประหารของไทยเปลี่ยนไปโดยพยายามรักษาความเป็นกลางมากขึ้นเพราะการเมืองในไทยมีพัฒนาการไปในทางเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กอปรกับในช่วงนั้นสหรัฐพยายามลดบทบาทลงในสงครามเวียดนามจนกระทั่งถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามในปี 2518

12. จากเอกสารวันที่ 9 เมษายน 2517 หรือหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มาได้ประมาณ 6 เดือนบรรยากกาศในไทยก็เริ่มคุกรุ่นขึ้น แม้จะเพิ่งมีการโค่นล้มจอมพลถนมและพลพรรค “สามทรราช” มาได้หมาดๆ แต่กลุ่มผู้มีอำนาจเริ่มที่จะไม่พอใจขบวนการนักศึกษามากขึ้น จนมีข่าวว่าอาจจะมีการทำรัฐประหาร ทาง CIA ได้เตรียมพร้อมสถานการณ์โดยหัวหน้าฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ส่งบันทึกแนะนำมายังผู้อำนวยการ CIA

13. ข้อแนะนำระบุว่า “เรา (รัฐบาลสหรัฐ) ควรตระหนักว่าเรามีความสนใจที่จะสานต่อความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยเกือบทุกรัฐบาลที่อาจจะตั้งขึ้นโดยการรัฐประหาร” หากดูเผินๆ เหมือนกับว่ารัฐบาลสหรัฐ “ยอมรับ” รัฐบาลจากการทำรัฐประหาร

14. อย่างไรก็ตามบันทึกแนะนำว่า “หากผู้วางแผนรัฐประหารบอกเราล่วงหน้าถึงแผนการของพวกเขาและขอการสนับสนุนจากเราเราควรระงับการสนับสนุนดังกล่าว [ข้อความไม่เปิดเผย]” ซึ่งจากข้อความนี้แสดงให้เห็นว่าสหรัฐอาจจะยอมรับรัฐบาลจากการรัฐประหาร แต่ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยทำให้การยึดอำนาจสำเร็จ

15. และสหรัฐยังไม่กล้าเข้ามาแทรกแซงแผนการก่อรัฐประหารของไทยโดยบอกว่า “หากเราแทรกแซงในทางใดทางหนึ่งเพื่อป้องกันการรัฐประหาร แล้วการรัฐประหารทำสำเร็จ ก็รังแต่จะทำให้ความบาดหมางต่อความสัมพันธ์ในอนาคตของเรากับรัฐบาลไทยชุดใหม่”

16. โดยสรุปก็คือหากเกิดรัฐประหารในไทยใดๆ ก็ตาม “สหรัฐควรรักษาความเป็นส่วนตัวและหลีกเลี่ยงจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ควรดำเนินโครงการความช่วยเหลือและการติดต่อกับรัฐบาลต่อไปในระดับปัจจุบัน” และ “เมื่อการรัฐประหารประสบความสำเร็จและความวุ่นวายได้สงบลงแล้วสหรัฐควรยอมรับสถานการณ์นี้อย่างชัดเจน”

17. เอกสารเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูลส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐในช่วงที่สถานการณ์โลกหมิ่นเหม่ ยังมีข้อมูลอีกมากที่ยังไม่ได้เปิดเผย หรือเปิดเผยแล้วมีสถานะผิดกฎหมายเช่นเอกสารของ Wikileaks ซึ่งกล่าวถึงการทำรัฐประหารในไทยเมื่อปี 2549 เอาไว้ แต่โดยธรรมชาติของมันยังเป็นเอกสารลับของรัฐบาลอยู่

18. อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ของบทความนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นถึงท่าทีของสหรัฐต่อไทยในช่วงสงครามเย็น และในเวลานี้สงครามเย็นครั้งใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ไทยตกอยู่ท่ามกลางการแย่งชิงผลประโยชน์ระหว่างสหรัฐและจีน เหมือนเมื่อครั้งสงครามเย็น (ครั้งแรก) ยกเว้นแค่ว่าสงครามเย็นครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ (เสรีนิยมกับคอมมิวนิสต์) แต่เป็นการแย่งชิงอิทธิพลกัน

19. จากเอกสารเหล่านี้ บางทีเราอาจนำมาใช้เป็นบทเรียนได้ว่าในสถานการณ์โลกที่หมิ่นเหม่อีกครั้ง หากประเทศไทยเกิดสถานการณ์ที่ไม่มั่นคงขึ้นมา จะเป็นโอกาสให้มือที่สามเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง บรรดา “ตัวละครทางการเมือง” ต่างๆ ในเมืองไทย จะถูกชักใยและสนับสนุนโดยต่างชาติเพื่อรักษาผลประโยชน์ของต่างชาติ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของไทย

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

พลิกปูมสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกบนดาวศุกร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633063

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 20:20 น.พลิกปูมสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกบนดาวศุกร์โลกอาจไม่ใช่ดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

การค้นพบก๊าซฟอสฟีนในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ทำให้ประเด็นเรื่องสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก (extraterrestrial life) บนดาวที่ได้ชื่อว่าดาวฝาแฝดของโลกดวงนี้ได้รับความสนใจอีกครั้ง

1.อันที่จริงมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนดาวศุกร์มาช้านานแล้ว แต่หลังจากช่วงต้นทศวรรษ 1960 ที่มีการส่งยานอวกาศไปศึกษาดาวดวงนี้ก็พบว่าไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ เนื่องจากมีสภาพสิ่งแวดล้อมสุดขั้วมากเมื่อเทียบกับโลก

2.ดาวศุกร์มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หนาแน่นและดูดซับความร้อนไว้ไม่ระบายออกสู่ชั้นบรรยากาศจนเกิดภาวะเรือนกระจกอย่างรุนแรง ส่งผลให้อุณหภูมิของดาวศุกร์สูงถึง 462 องศาเซลเซียส ขณะที่ความดันบรรยากาศพื้นผิวเข้มข้นมากกว่าโลกเกือบ 100 เท่า หรือเทียบเท่ากับการดำน้ำในมหาสมุทรบนโลกที่ความลึก 1 กิโลเมตร และยังมีสภาพเป็นกรดอย่างรุนแรง

3.ด้วยสภาพแวดล้อมสุดขั้วเช่นนี้ บวกกับสภาพอากาศที่มีทั้งฟ้าแลบฟ้าผ่าเกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลา ทำให้ดาวเพื่อนบ้านของดาวโลกไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้

4.แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งที่ตั้งสมมติฐานว่า แบคทีเรียที่ชอบอุณหภูมิสูงอาจอาศัยอยู่ในชั้นบรรยากาศด้านบนของดาวศุกร์ เนื่องจากในระดับความสูงประมาณ 50-65 กิโลเมตรจากพื้นผิว ชั้นบรรยากาศนี้มีอุณหภูมิและความดันอากาศคล้ายโลก

5.ความสงสัยนี้ผลักดันให้นักวิทยาศาสตร์ส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวศุกร์มากมาย  (ดาวศุกร์มียานอวกาศลงไปสำรวจมากที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ โดยยานแทบจะทั้งหมดมาจากสหภาพโซเวียต) โดยในปี 1961 ยานอวกาศเวเนรา 1 (Venera 1) ของสหภาพโซเวียตเป็นยานอวกาศลำแรกที่บินผ่านดาวศุกร์ ส่วนยานมารีเนอร์ 2 ของสหรัฐเป็นยานอวกาศลำแรกที่บินผ่านดาวศุกร์แล้วส่งข้อมูลกลับไปยังโลกได้สำเร็จในปี 1962

6.ปี 1967 ยานเวเนรา 4 (Venera 4) เป็นยานอวกาศลำแรกที่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศและสำรวจชั้นบรรยากาศโดยตรง แต่ถูกเผาไหม้ก่อน ต่อมาในปี 1970 ยานเวเนรา 7 (Venera 7) ลงสู่พื้นผิวของดาวศุกร์ได้เป็นลำแรก และส่งข้อมูลเกี่ยวกับพื้นผิวของดาวกลับมายังโลกได้ราว 53 นาที หลังจากนั้นยานอวกาศของโซเวียตอีก 8 ลำก็สำรวจดาวศุกร์ได้สำเร็จ

7.ปี 1989 ยานอวกาศแม็กเจลแลน (Magellan) ของสหรัฐประสบความสำเร็จในการทำแผนที่ดาวศุกร์โดยใช้เรดาร์ช่องเปิดสังเคราะห์ (SAR)

8.เดือน ส.ค.2019 นักดาราศาสตร์พบการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบของการดูดซับแสงอัลตราไลโอเล็ตในระยะยาวและการสะท้อนรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ในชั้นบรรยากาศและสภาพอากาศของดาวศุกร์ ซึ่งเกิดจากตัวดูดกลืนลึกลับที่อาจจะรวมถึงสารเคมีหรือแม้แต่อาณานิคมของจุลินทรีย์ที่อยู่สูงขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ

9.นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยเมื่อเดือน ก.ย.2019 ที่สรุปว่า ดาวศุกร์อาจมีน้ำอยู่บนพื้นผิวและมีสภาพเหมาะกับการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตอยู่ประมาณ 3,000 ล้านปี และมีสภาพเช่นนี้อยู่จนถึงเมื่อ 700-750 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งหากข้อสรุปนี้ถูกต้องก็เป็นระยะเวลาเพียงพอที่สิ่งมีชีวิตจะพัฒนาขึ้นมา  

10.เดือน ม.ค.2020 นักดาราศาสตร์พบหลักฐานว่าดาวศุกร์อยู่ในสภาพภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ และเศษตะกอนเหล่านี้อาจเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์

11.นอกเหนือจากการค้นพบความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกแล้ว ยังมีรายงานว่ามีสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกมาเยือนโลกของเราและมีผู้คนอ้างว่าพบเห็นอีกหลายครั้ง 

12.เบตตี้ บาร์นี่ คู่สามีภรรยาฮิลล์ขับรถกลับจากพักร้อนในช่วงวันหยุด ระหว่างทางนั้นทั้งสองได้เห็นวัตถุที่มีแสงสว่างเจิดจ้า เมื่อกลับถึงบ้านเขารู้สึกสกปรก เสื้อผ้าถูกฉีกขาด นาฬิกาหยุดเดิน สันนิษฐานว่า พวกเขาถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป หลายปีผ่านมาพวกเขาก็ถูกนำตัวกลับมาส่งที่โลกอีกครั้ง 

13.คาร์วิน ปาร์กเกอร์ และชาร์ล ฮิกซัน อ้างว่าพบเห็นยูเอฟโอสีเงินขนาดใหญ่ และถูกยานลำนั้นลักพาตัวในปี 1973 พวกเขาได้ยินเสียงประหลาดขณะกำลังตกปลาที่ท่าเรือในมิสซิสซิปปี เขายังเห็นไฟกระพริบสีฟ้า 2 ดวงเป็นวงรี 30-40 ฟุต สูง 8-10 ฟุต พวกเขาเล่าว่าสิ่งมีชีวิตสามตัว พาเขาขึ้นไปบนยานลำนั้นและนำไปทำการทดลองก่อนที่จะปล่อย

14.คนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินทางกลับบ้าน แต่ระหว่างนั้นเองพวกเขาก็ได้พบเห็นวัตถุบินลึกลับหน้าตาคล้ายแผ่นดิสก์บางๆ พวกเขาเลยได้เข้าไปดูใกล้ๆ แต่หลังจากนั้นก็มีแสงสว่างวาบมาที่ร่างของเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มชื่อ ทราวิส วอลตัน หลังจากนั้นทราวิสก็โดนลักพาตัวหายไปนาน 5 วันก่อนจะถูกปล่อยกลับออกมา 

15.ปี 1988 จอห์น แซลเทอร์ ศาสตราจารย์สังคมวิทยาชาวอเมริกันและลูกชาย กำลังขับรถกลับบ้านจากรัฐวิสคอนซิน มุ่งหน้าสู่รัฐมิสซิสซิปปี จอห์นและลูกชายจำไม่ได้ว่าถูกจับตัวอย่างไร แต่เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์ตัวเตี้ย กำลังจะทำการทดลองบางอย่างกับร่างกายของพวกเขาในห้องสว่างสีขาว พวกเขาถูกสอดท่อเข้าในโพรงจมูก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองที่จอห์นอธิบายว่ามันเต็มไปด้วยความมีจริยธรรม ไม่โหดร้าย และไร้ซึ่งความเจ็บปวด หลังถูกปล่อยตัว จอห์นรู้สึกว่าตัวเองมีสุขภาพดีขึ้นกว่าเดิม มีภูมิคุ้มกันโรคมากขึ้น บาดแผลรักษาหายรวดเร็วขึ้น เส้นผมและเล็บมือเล็บเท้ายาวไวกว่าปกติถึง 3 เท่า และที่สำคัญ ริ้วรอยตามวัยของเขากลับดูตื้นขึ้นอย่างมาก 

เรียบเรียงจาก: 

https://en.wikipedia.org/wiki/Life_on_Venus#cite_note-NYT-20200109-21

https://www.history.com/news/first-alien-abduction-account-barney-betty-hill

https://en.wikipedia.org/wiki/Pascagoula_Abduction

https://en.wikipedia.org/wiki/Travis_Walton_UFO_incident

https://www.appalachianghostwalks.com/USUFOCenter/ufologist/booth/salter1.html

ภาวะโลกร้อนทำธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของกรีนแลนด์ถล่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633040

วันที่ 15 ก.ย. 2563 เวลา 19:30 น.ภาวะโลกร้อนทำธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของกรีนแลนด์ถล่มก้อนน้ำแข็งกว่า 100 ตารางกิโลเมตร แตกออกจากธารน้ำแข็งในกรีนแลนด์

BBC รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมา ใหญ่กว่าเมืองปารีส แตกออกจากธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของอาร์กติกเนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นขึ้นในกรีนแลนด์ นักวิทยาศาสตร์กล่าวเมื่อวันจันทร์

แม้ว่าจะเป็นเรื่องปกติที่น้ำแข็งจะแตกออกจากธารน้ำแข็งแต่โดยทั่วไปจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก ในขณะที่น้ำแข็งดังกล่าวมีขนาดใหญ่ 113 ตารางกิโลเมตรแตกออกจากธารน้ำแข็ง Nioghalvfjerdsfjorden ในกรีนแลนด์

ธารน้ำแข็ง Nioghalvfjerdsfjorden เป็นธารน้ำแข็งอาร์กติกที่ใหญ่ที่สุดที่เหลืออยู่ ในขณะที่ก่อนหน้านี้ภาวะโลกร้อนส่งผลให้ธารน้ำแข็ง Petermann ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์สูญเสียพื้นที่ไปมากในปี 2010 และ 2012

โดยธารน้ำแข็งดังกล่าวมีความสำคัญเนื่องจากมันยึดติดกับแผ่นน้ำแข็งภายใน นั่นหมายความว่าวันหนึ่งหากสภาพอากาศร้อนขึ้นตามที่ถูกคาดการณ์ไว้ พื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นหนึ่งในจุดที่น้ำแข็งละลายก่อนจุดอื่นในกรีนแลนด์

โดยในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ทำลายสถิติ โดยมีแผ่นน้ำแข็งไหลออกไปถึง 150 ล้านตัน และมีน้ำแข็งละลายซึ่งจะเพิ่มระดับน้ำทะเลได้ถึง 1.5 มิลลิเมตรทั่วโลก

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอุณภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้เกิดนำแข็งละลายเพิ่มมากขึ้นและระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้มหาวิทยาลัยลินคอล์นในอังกฤษคาดการณ์ว่าน้ำแข็งที่ละลายในกรีนแลนด์สามารถเพิ่มระดับน้ำทะเลได้ 10 ถึง 12 เซนติเมตรภายในปี 2100

โดยอุณหภูมิเฉลี่ยในภูมิภาคเพิ่มขึ้นประมาณ 3 องศาเซลเซียสตั้งแต่ปี 1980 และคาดว่าจะสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2020

Photo by Handout / EUROPEAN SPACE AGENCY / AFP