ทรัมป์เล็งปลูกฝังค่านิยมรักชาติให้เยาวชนอเมริกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633289

วันที่ 18 ก.ย. 2563 เวลา 12:21 น.ทรัมป์เล็งปลูกฝังค่านิยมรักชาติให้เยาวชนอเมริกันโดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อม็อบกำลังบ่อนทำลายชาติ เร่งปลูกฝังแนวคิดรักชาติให้เยาวชน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงในการประชุมทำเนียบขาวว่าด้วยประวัติศาสตร์อเมริกัน (White House Conference on American History) เรียกร้องให้มีการปลูกฝังค่านิยมรักชาติในโรงเรียน พร้อมประกาศแผนการจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อส่งเสริมความรักชาติในสถาบันการศึกษา และวิจารณ์ว่าการปลูกฝังแนวคิดต่อต้านการเหยียดผิวเป็นสิ่งที่จะทำลายมรดกและประวัติศาสตร์ของชาติ

ทรัมป์ กล่าวว่า หนทางเดียวที่จะนำไปสู่เอกภาพของชาติคือชาวอเมริกันจะต้องมีเอกลักษณ์เดียวกันนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องเร่งฟื้นฟูการศึกษาและปลูกฝังแนวคิดการรักชาติในโรงเรียน

“เยาวชนของเราจะได้รับการสอนให้รักสหรัฐอเมริกาด้วยสุดหัวใจสุดชีวิตของพวกเขา” ทรัมป์กล่าว

พร้อมให้ความเห็นว่าการประท้วงบนท้องถนนมีจุดมุ่งหมายเพื่อปิดปากผู้ที่ไม่เห็นด้วยทำให้ผู้คนกลัว ไม่กล้าพูดความจริง และกลั่นแกล้งชาวอเมริกันให้ละทิ้งคุณค่าของมรดกชาติและวิถีชีวิตของพวกเขา

ทั้งนี้ทรัมป์มองว่านี่เป็นแนวคิดของกลุ่มฝ่ายซ้ายที่จะทำลายวิสัยทัศน์ที่สวยงามและแบ่งแยกชาวอเมริกันเพื่อรับใช้อำนาจทางการเมือง

โดยเขาพุ่งเป้าโจมตีไปที่ ทฤษฎีวิพากษ์เชื้อชาติ (Critical Race Theory) ทฤษฎีที่ว่าด้วยการเหยียดเชื้อชาติและความไม่เท่าเทียม และมองว่าการสอนเรื่องเหล่านี้แก่เยาวชนเป็นรูปแบบหนึ่งของการทารุณกรรม

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาทรัมป์ยังเคยให้คำมั่นว่า “จะปกป้องมรดกของประเทศจากฝูงชนที่โกรธแค้น” และกล่าวหาว่าโรงเรียนปลูกฝังให้เยาวชนเกลียดชังประเทศของตนเอง

Photo by MANDEL NGAN / AFP

สหรัฐวางแผนเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพเรือสู้จีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633242

วันที่ 17 ก.ย. 2563 เวลา 19:00 น.สหรัฐวางแผนเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพเรือสู้จีนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยมีแผนขยายกองทัพเรือเพื่อรับมือจีน

เมื่อวันที่ 16 กันยายน มาร์ค เอสเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐประกาศว่า มีแผนที่จะขยายกองทัพเรือสหรัฐเพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายทางทะเลที่เพิ่มขึ้นจากจีน

โดยรัฐมนตรีกลาโหมเผยแผนการยกระดับกองทัพเรือในโครงการที่มีชื่อว่า “ฟิวเจอร์ ฟอร์เวิร์ด” (Future Forward) และวางแผนการปรับกลยุทธ์โดยจะขยายกองทัพเรือสหรัฐให้มีมากกว่า 355 ลำ จากปัจจุบัน 293 ลำ เพื่อให้มีความก้าวหน้ากว่ากองทัพเรือของจีนซึ่งถือเป็นภัยคุกคามหลักของสหรัฐ ในขณะที่รัฐบาลจีนมีกองทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยมีเรือดำน้ำถึง 350 ลำ

เอสเปอร์ กล่าวว่าการบรรลุเป้าหมายโดยมีเรือ 355 ลำหมายความว่ากองทัพเรือจะต้องใช้งบประมาณที่มากขึ้น รวมถึงการที่สหรัฐต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นในการขยายอู่ต่อเรือให้ทันสมัยซึ่งจีนมีข้อได้เปรียบที่ชัดเจน

ทั้งนี้แผนดังกล่าวทำให้กองทัพเรือต้องการงบประมาณเพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงปี 2045

เอสเปอร์กล่าวว่า “กองทัพเรือในอนาคตจะสามารถรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งทางอากาศ ทางทะเล และจากใต้ทะเล”

โดยกองทัพสหรัฐจะมีเรือขนาดเล็กลงในจำนวนที่มากขึ้น ทั้งเรือดำน้ำ เรือขับเคลื่อนบนผิวน้ำ และพาหนะสะเทินน้ำสะเทินบก รวมถึงเครื่องบินไร้คนขับ เพื่อแสดงอำนาจและเพิ่มขีดความสามารถของสหรัฐในการโจมตีที่แม่นยำจากระยะไกล

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการ ซีฮันเตอร์ (Sea Hunter) หรือเรือขับเคลื่อนไร้คนขับที่สามารถสำรวจทะเลโดยอัตโนมัติ ว่านี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการที่สหรัฐจะทำสงครามทางเรือในอนาคต

เอสเปอร์ย้ำว่าจีนเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงอันดับต้นๆ ของสหรัฐและภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งภูมิภาคนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นศูนย์กลางการค้าและการพาณิชย์ระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางของการแข่งขันด้านมหาอำนาจกับจีนอีกด้วย

สหรัฐยัดข้อหากบฏล้มล้างรัฐบาลให้ผู้ชุมนุม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633225

วันที่ 17 ก.ย. 2563 เวลา 16:30 น.สหรัฐยัดข้อหากบฏล้มล้างรัฐบาลให้ผู้ชุมนุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐยืนยันจะดำเนินคดีข้อหากบฎกับผู้ชุมนุมประท้วง

CNN รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า วิลเลียม บาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐแสดงความไม่พอใจในการจัดการกับจลาจลของอัยการในท้องถิ่นและของรัฐ โดยเขาต้องการให้มีการตั้งข้อหาเกี่ยวกับการชุมนุมประท้วง รวมทั้งข้อหากบฎซึ่งเป็นข้อหาที่ไม่ได้มีการใช้บ่อยนัก

บาร์บอกกับทนายความทั่วประเทศว่าเขาต้องการให้ทนายความนำวิธีที่รัฐบาลกลางดำเนินการเป็นมาวิธีจัดการกับความไม่สงบในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ ในขณะที่ทนายความบางคนก็ไม่ได้เห็นด้วยกับบาร์ที่จะตั้งข้อหากบฎ ซึ่งเป็นข้อหาที่ค่อนข้างรุนแรง

ท่าทีล่าสุดของบาร์สอดคล้องกับการแสดงออกต่อกรณีการเสียชีวิตของฟลอยด์เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งเขาสนับสนุนตำรวจและการสลายการชุมนุม แทนที่จะสนุบสนุนการใช้วิธีสันติอย่างการปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย

ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา อัยการของรัฐบาลกลางได้สั่งฟ้องคดีมากกว่า 200 คดีต่อผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในระหว่างการประท้วงที่มีชนวนมาจากการสังหาร จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีที่เสียชีวิตจากการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของตำรวจระหว่างถูกจับกุมตัว

โดยคดีข้างต้นบางคดีเป็นอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการก่อจลาจล บางคดีเป็นความผิดสถานเบาซึ่งโดยปกติแล้วจะได้รับการจัดการโดยหน่วยงานท้องถิ่นไม่ใช่อัยการของรัฐบาลกลาง

และก่อนหน้านี้ บาร์ยังมีคำสั่งให้จัดการกับผู้ประท้วงอย่างเด็ดขาด ด้วยการสั่งให้เจ้าหน้าที่กวาดล้างผู้ประท้วงอย่างสงบที่จัตุรัสลาฟาแยต สวนสาธารณะซึ่งอยู่ติดกับทำเนียบขาวที่กลุ่มผู้ชุมนุมเคยใช้เป็นที่รวมตัวกันก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ในปี 2010 รัฐบาลกลางเคยตั้งข้อหากับสมาชิกอาสาสมัครชาวคริสเตียนที่เรียกว่าฮุทาเรสว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการปลุกระดม แต่พวกเขาพ้นผิดเพราะขาดหลักฐาน และในปี 1930 อัยการของรัฐบาลกลางประสบความสำเร็จในการใช้กฎหมายเดียวกันนี้ต่อต้านผู้แบ่งแยกดินแดนเปอร์โตริโก

อาเซียนแตกคอ ปินส์ทวงแผ่นดินมาเลย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633212

วันที่ 17 ก.ย. 2563 เวลา 14:30 น.อาเซียนแตกคอ ปินส์ทวงแผ่นดินมาเลย์ฟิลิปปินส์ลั่นยังไม่ลืมทวงคืนซาบาห์จากมาเลเซีย

ฟิลิปปินส์เคลื่อนไหวกรณีพิพาทกับมาเลเซีย ทวงคืนอธิปไตยของซาบาห์ รัฐทางตอนเหนือสุดของเกาะบอร์เนียวอีกครั้ง หลังจากที่เป็นข้อพิพาทเรื่องอาณาเขตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทั่วโลกติดตามมาหลายสัปดาห์

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทีโอโดโร ล็อกซิน จูเนียร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของฟิลิปปินส์กล่าวกับรัฐสภาระหว่างการนำเสนองบประมาณประจำปี ว่าเขาได้ตัดสินใจเปิดใช้สำนักงานบอร์เนียวเหนืออีกครั้ง เพราะคิดว่าโลกลืมข้อเรียกร้องของฟิลิปปินส์เกี่ยวกับซาบาห์ ซึ่งเป็นรัฐที่ถูกกำหนดให้เป็นดินแดนของประเทศอื่น

ล็อกซินยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประชาชนที่ไร้สัญชาติในซาบาห์ว่า “เราต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง พวกเขาต้องเป็นชาวฟิลิปปินส์เพราะซาบาห์เป็นของเรา” และยังได้ทวีตลงในทวิตเตอร์ว่า “ไม่ขายชาติ” เพื่อรื้อฟื้นการอ้างสิทธิ์ในซาบาห์ของรัฐบาลฟิลิปปินส์

ข้อพิพาทนี้ต้องย้อนกลับไปในปี 1878 เมื่อสุลต่านแห่งซูลูผู้ปกครองดินแดนซึ่งปัจจุบันคือฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ตกลงที่จะให้บริษัทบริติชบอร์เนียวเหนือบริหารดินแดนดังกล่าว ขณะที่ฟิลิปปินส์ยืนยันว่าเป็นผู้สืบทอดที่แท้จริงของรัฐสุลต่านซูลู ดังนั้นจึงยังคงอ้างสิทธิ์ในดินแดน

ข้อพิพาทดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่มาเลเซียเนรเทศชาวฟิลิปปินส์หลายร้อยคนออกจากรัฐซาบาห์ และเมื่อเร็วๆ นี้เกิดความขัดแย้งหลังจากที่ฟิลิปปินส์ส่งบันทึกทางการทูตถึง UN ที่ท้าทายแผนการของปุตราจายาที่จะสร้างไหล่ทวีปในน่านน้ำนอกรัฐซาบาห์

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์จะดำเนินการตามข้อเรียกร้องนี้ร้ายแรงเพียงใด หรือใช้ข้อพิพาทดังกล่าวเป็นเพียงสิ่งที่จะทำให้ไขว้เขวหรือใช้ประโยชน์ในข้อพิพาทอื่นๆ เท่านั้น

พบซากหมีอายุหลายหมื่นปี เขี้ยวและฟันยังอยู่ครบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633200

วันที่ 17 ก.ย. 2563 เวลา 12:00 น.พบซากหมีอายุหลายหมื่นปี เขี้ยวและฟันยังอยู่ครบพบซากหมียุคไอซ์เอจอายุกว่า 2 หมื่นปีตัวแรกที่ยังคงสภาพเกือบสมบูรณ์

BBC รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนอร์ธ-อีสเทิร์น ในรัสเซีย ประกาศว่ามีการค้นพบหมีถ้ำยุคไอซ์เอจที่ยังคงสภาพดีมาก อวัยวะภายในยังเป็นเนื้อเยื่ออ่อน รวมทั้งจมูก เขี้ยวและฟันยังคงสภาพเดิม

ซึ่งคาดว่ามีอายุ 22,000 ถึง 39,500 ปี โดยหมีสายพันธุ์นี้เป็นหมียุคไอซ์เอจและสูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อ 15,000 ปีก่อน

โดยซากหมีตัวนี้ถูกค้นพบโดยเกษตรกรผู้เลี้ยงกวางบนเกาะลีคอฟสกี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งค้นพบซากดังกล่าวจากพื้นน้ำแข็งที่ละลาย

นักวิทยาศาสตร์ในศูนย์วิจัยได้ยกย่องการค้นพบครั้งนี้ว่าเป็นการค้นพบที่ยอดเยี่ยม นับเป็นหมียุคไอซ์เอจตัวแรกที่พบในสภาพเกือบสมบูรณ์ เนื่องจากก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์มีเพียงกระดูกของหมีถ้ำให้ศึกษาเท่านั้น ถือเป็นการค้นพบที่มีความสำคัญมากต่อการศึกษาวิจัยของทั้งโลก

ทั้งนี้ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการค้นพบแมมมอธ แรดขนแกะ ลูกสุนัขหลายตัว และลูกสิงโตถ้ำในขณะที่น้ำแข็งขั้วโลกละลาย

ทางรถไฟจีน-ลาวคืบหน้า สถานีแรกเสร็จเรียบร้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633190

วันที่ 17 ก.ย. 2563 เวลา 10:56 น.ทางรถไฟจีน-ลาวคืบหน้า สถานีแรกเสร็จเรียบร้อยสถานีนาเตย สถานีรถไฟแรกบนเส้นทางรถไฟจีน-ลาวสร้างเสร็จแล้ว

เมื่อวันที่ 16 กันยายน บริษัท ไชน่า เรลเวย์ คอนสตรักชัน เอนจิเนียริง กรุ๊ป (CRCEG) ได้เสร็จสิ้นการก่อสร้างสถานีรถไฟแรกบนเส้นทางรถไฟจีน-ลาวแล้ว หลังเสร็จสิ้นการติดตั้งคอนกรีตท่อนสุดท้ายบนอาคารหลักของว่าที่สถานี “นาเตย”

สถานีนาเตยซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าที่สำคัญในภาคเหนือของลาวนั้น ประกอบด้วยชานชาลา 1 แห่ง พร้อมรางรถไฟ 3 ราง โถงสถานี โถงพักผู้โดยสาร ห้องจำหน่ายตั๋ว สถานีย่อย และห้องสำนักงาน

นับตั้งแต่เดินหน้าก่อสร้างเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ฝ่ายโครงการของบริษัทได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่โรคระบาดและการก่อสร้างตามหลักวิศวกรรมอย่างเคร่งครัด เสริมสร้างความปลอดภัยและการควบคุมคุณภาพอย่างรัดกุม รวมถึงดำเนินการวิจัยเทคนิคอย่างจริงจัง

วิศวกรทุกคนสามารถเอาชนะอุปสรรคจากฤดูฝนอันยาวนานและฝนที่ตกหนักในลาว ตลอดจนสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยในการกลับเข้าทำงานของคนงานก่อสร้าง สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการขาดวัตถุก่อสร้าง อย่างไรก็ดีบริษัทวิศวกรรมจีนผู้รับผิดชอบโครงการรายนี้ก็สามารถเร่งรัดการสร้างอาคารจนทำให้ส่วนบนของสถานีเสร็จสิ้นทันวันที่ 16 กันยายน ซึ่งถือว่าแล้วเสร็จก่อนกำหนด

ทางรถไฟจีน-ลาวเป็นโครงการเชื่อมต่อเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่เสนอโดยจีนกับยุทธศาสตร์ของลาวในการพลิกโฉมประเทศที่ไร้ทางออกสู่ทะเลสู่ศูนย์กลางการเชื่อมโยงทางบก

ทางรถไฟสายนี้มีระยะทาง 422 กิโลเมตร มีอุโมงค์ 75 แห่ง ซึ่งมีความยาวรวม 198 กิโลเมตร และมีสะพานซึ่งมีความยาวรวม 62 กิโลเมตร ออกเดินทางจากชายแดนเมืองย่อเต็นทางตอนเหนือของลาวซึ่งมีพรมแดนติดกับจีน มุ่งหน้าไปยังนครเวียงจันทร์ด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

รางรถไฟขนส่งผู้โดยสารและสินค้าที่ใช้ระบบจ่ายไฟฟ้าสายนี้ ถูกสร้างขึ้นโดยนำมาตรการการจัดการและมาตรฐานด้านเทคนิคของจีนมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ

ทั้งนี้ โครงการทางรถไฟสายนี้เริ่มต้นในเดือนธันวาคม 2016 และมีกำหนดแล้วเสร็จพร้อมเปิดบริการในเดือนธันวาคม 2021

สนับสนุนเนื้อหาข่าวและภาพโดยสำนักข่าวซินหัว

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเตรียมรับมือยูเอฟโอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633153

วันที่ 17 ก.ย. 2563 เวลา 09:30 น.กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเตรียมรับมือยูเอฟโอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแถลงมาตรการรับมือกับยูเอฟโอ

The Japan Times รายงานว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน ทาโร โคโนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออกมาตรการให้กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นรับมือกับยูเอฟโอ ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของญี่ปุ่น

โดยในแถลงการณ์ โคโนะ ขอให้เจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันตนเองบันทึกและถ่ายภาพวัตถุใดๆ ที่พวกเขาพบเห็น หรือเข้าไปที่น่านฟ้าของญี่ปุ่น และดำเนินการวิเคราะห์วัตถุนั้น

ในขณะที่กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวว่า ยังไม่เคยมีกรณีที่กองกำลังป้องกันตนเองพบเห็นยูเอฟโอ แต่สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของมาตรการนี้คือการสร้างกฎเกณฑ์ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติเมื่อพบเห็นเครื่องบินแปลกหน้า รวมถึงเทคโนโลยีโดรนที่ก้าวหน้าอาจก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ

แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษสำหรับปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุชื่อในเดือนที่แล้ว เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติและต้นกำเนิดของวัตถุและปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถระบุชื่อ

เมื่อเดือนเมษายน เพนตากอน ยังได้เผยแพร่คลิปวิดีโอซึ่งถ่ายในปี 2004 และ 2015 หนึ่งในนั้นมีวัตถุรูปไข่ที่บินด้วยความเร็วและมีความคล่องแคล่วในแบบที่ไม่เคยมีพบเห็นมาก่อน

โคโนะกล่าวหลังการเผยแพร่วิดีโอว่าเขาไม่เชื่อในยูเอฟโอ

นอกจากนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศจุดยืนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับยูเอฟโอโดยกล่าวว่า “ไม่มีการยืนยันว่ายูเอฟโอมีอยู่จริง” และรัฐบาลไม่ได้มีการเตรียมการว่าจะรับมืออย่างไรหากพบเห็นยูเอฟโอบินมายังญี่ปุ่น

จีนจะเล่นงานศัตรูใกล้หรือจับตาศัตรูไกล? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633172

วันที่ 17 ก.ย. 2563 เวลา 09:08 น.จีนจะเล่นงานศัตรูใกล้หรือจับตาศัตรูไกล?ศัตรูใกล้ของจีนในเวลานี้ “ที่ใกล้ที่สุด” คืออินเดีย

แม้ว่าสุบราห์มันยัม ไจชานคาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย กับ หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน จะหารือนอกรอบระหว่างการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ในกรุงมอสโกของรัสเซีย โดยทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน 5 ข้อ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศบริเวณพรมแดนจีน-อินเดีย

แต่ตามชายแดนของทั้ง 2 ประเทศไม่ได้สงบตามไปด้วย ยังมีการแสดงแสนยานุภาพกันเป็นปกติ อินเดียนั้นส่งยุทธภัณฑ์เข้าไปในชายแดนอย่างเร่งด่วนก่อนจะถึงฤดูหนาวซึ่งเส้นทางจะถูกตัดขาด ส่วนจีนก็เร่งเสริมกำลังเข้าไปในทิเบตทั้งกำลังทหารและกำลังการพัฒนาพื้นที่

ตอนนี้ศึกอินเดียเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่สุด ลงรองมาคือแนวทะเลจีนใต้

ถามว่าจีนจะรับมือจุดไหนก่อน?

เฉียวเหลียง นายพลเกษียณอายุราชการในกองทัพอากาศกองทัพปลดแอกประชาชน ผู้เขียนหนังสือ “สงครามไร้ขีดจำกัด” (Unrestricted Warfare) ซึ่งผู้เขียนเคยนำเสนอไป บอกว่าจีนควรจะพร้อมรับกับสงครามกับอินเดีย

นายพลเฉียวบอกในบัญชี WeChat ว่า “เรา (ชาวจีน) ไม่ควรประเมินการตอบสนองของอินเดียสูงเกินไป แต่เราต้องไม่ปล่อยให้การป้องกันของเราลดลง” และจีนต้องมีท่าที “ริเริ่ม” ในกรณีที่ความขัดแย้งทางทหารที่รุนแรงขึ้นตามแนวชายแดน

คำว่า “ริเริ่ม” ที่นายพลเฉียงเหลียงใช้อาจแปลความหมายได้ว่าจีนต้องมีท่าทีเชิงรุก

กุนซือคนสำคัญของยุทธศาสตร์การรบแผนใหม่ของจีนบอกว่า “จะต้องโจมตีอย่างรวดเร็วและควบคุมสเกลในสงครามขนาดเล็กและขนาดกลางที่มุ่งสร้างความเจ็บปวดให้กับฝ่ายตรงข้าม ด้วยเหตุนี้ (จีน) จึงจะได้รับการซูฮกจากการทำสงครามเล็กๆ”

หากจีนได้รับชัยชนะในสงครามที่ควบคุมขนาดได้ จีนก็จะสามารถทำให้สหรัฐและฝ่ายสนับสนุนเอกราชในไต้หวันต้องยำเกรง

จะเห็นได้ว่าเฉียวเหลียงเสนอแผน “ตีอินเดียกระทบอเมริกา” คือการทำสงครามที่เอาชนะได้ง่ายเพื่อทำให้ประเทศที่เป็นคู่กรณีกับจีน “จริงๆ” ไม่กล้าแหยมกับจีน

ดังนั้นในทัศนะของเฉียวเหลียง จีนควรจะตีศัตรูใกล้เพื่อให้ศัตรูไกลไม่กล้าเคลื่อนไหว

ทัศนะนี้ของเฉียวเหลียงเสนอไว้เมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งดูเผินๆ เหมือนจะสวนทางกับทัศนะของเขาเมื่อเดือนพฤษภาคมที่แนะว่าจีนควรจะโฟกัสที่สหรัฐในฐานะปฏิปักษ์หลัก

ตอนนั้นเขาบอกว่าจีนกำลังถูกรุมจากสหรัฐและไต้หวัน ดังนั้น “เมื่อคุณกำลังเผชิญหน้ากับแก๊งในการต่อสู้คุณต้องกำจัดคนที่ใหญ่ที่สุดก่อนและฝ่ายตรงข้ามคนอื่นๆ ก็จะหงอไปเอง”

จะเห็นได้ว่าทัศนะนี้คล้ายกับที่เขาเสนอเรื่องการทำศึกกับอินเดีย นั่นคือการทำสงครามเผด็จศึกกับเป้าหมายเป็นรายๆ ไปเพื่อทำให้ “พวกศัตรู” เกรงขาม

สิ่งที่ต่างกันคือ ตอนแรกเขาเสนอให้ล้มยักษ์เลยคือสหรัฐ แต่ต่อมาเสนอให้ทำสงครามสเกลย่อมๆ กับอินเดียไปก่อน คาดว่าที่เขาเปลี่ยนท่าทีก็เพราะหลังจากนั้นจีนมีเรื่องกับอินเดีย และจีนมีเป้าหมายเฉพาะหน้าที่อันตรายกว่า เพราะมีพรมแดนติดกับอินเดียหลายพันไมล์

แต่คำแนะนำของเฉียวเหลียงไม่ใช่จุดยืนของรัฐบาลจีน มันเป็นเพียงคำแนะนำเท่านั้น (แม้ว่าการที่จีนจะเคลียร์กับอินเดียได้ มีคำสั่งให้ทหารตามแนวชายแดนพร้อมเพิ่มระดับการเผชิญหน้าสูงสุดเป็นอันดับสอง)

คนจีนไม่ได้ชิงชังสหรัฐถึงขนาดจะฆ่าจะแกงทุกทีที่มีปัญหา ยิ่งกับไต้หวันแล้วจีนยากที่ลงมืออย่างรุนแรง

แม้ว่าสีจิ้นผิงจะมีท่าทีค่อนข้างแข็งกร้าวแต่เป็นเพราะได้รับการกระตุ้นเร้าจากสหรัฐเป็นสำคัญ ท่าทีแข็งกร้าวกับสหรัฐพลอยทำให้จีนกร้าวกับประเทศอื่นๆ ไปด้วย

เรื่องนี้ทำให้นึกถึงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์กับสหรัฐตั้งแต่ยุคก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนใหม่ๆ ในยุคนั้นสหรัฐกับจีนเป็นศัตรูที่ยืนอยู่คนละขั้ว เหมือนยน้ำกับน้ำมันไม่อาจรวมกันได้

ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันในสงครามเกาหลี และในสงครามนั้นเหมาเจ๋อตง ผู้นำสูงสุดของจีนยังส่งลูกชายไปรบด้วย จนเสียชีวิตในสมรภูมิเกาหลี

แม้จะเสียลูกชายไปในสงครามกับพวกอเมริกัน แต่ผู้เขียนคิดว่าเหมาเจ๋อตงก็น่าจะเป็นเป็นพวกนิยมอเมริกันอยู่ลึกๆ

วิธีคิดของเหมาเจ๋อตงเป็นอย่างนี้ จีนต้องมองศัตรูใกล้คือ ญี่ปุ่น อินเดีย และรัสเซีย กลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นไม่เบื่อไม้เมากับจีนมาโดยตลอด ญี่ปุ่นนั่นเป็นแค้นฝังหุ่นตั้งแต่สมัยสงครามโลก อินเดียมีปัญหาชายแดนที่ไม่มีวันจบสิ้น และรัสเซียเป็นจำพวกที่ไว้ใจได้ยาก แต่ต้องคบกันไปเพื่อถ่วงดุลทางการทูต

เหมาบอกว่าจะสู้กับศัตรูใกล้ต้องใช้วิธีของบรรพบุรุษ คือต้องไปสร้างแนวร่วมที่ไกลตัวออกไปเพื่อให้โอบล้อมเข้ามา วิธีนี้เป็นยุทธศิลป์สร้างพันธมิตรแนวดิ่งแนวนอนในยุครณรัฐ (หรือจ้านกว๋อ ราวๆ 481- 221 ปีก่อนคริสตกาล) ต้องใช้พวกสำนักวิชาทูต ปากเป็นเอกเลขเป็นโท ประสานผลประโยชน์เก่ง เกลี้ยกล่อมให้มิตรไกลมาช่วยล้อมศัตรูใกล้แบบแนบเนียน

มิตรไกลของเหมาเจ๋อตงคือสหรัฐ ที่เขาดึงเข้ามาช่วยยันโซเวียตที่เหมาเริ่มเห็นแล้วว่าพึ่งไม่ได้และยังจ้องจะตะครุบจีนด้วย สาเหตุหนึ่งที่จีนแตกหักกับโซเวียตเพราะฝ่ายนั้นต้องการสร้างแนวร่วมป้องกันเอเชียคล้ายๆ สนธิสัญญาวอร์ซอ

แต่จีนสงสัยว่าไอ้เจ้าแนวร่วมนี้มันไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันเอเชียจากอเมริกัน แต่เพื่อล้อมจีนเสียมากกว่าโดยมีมอสโกเป็นคันเบ็ดส่วนให้เวียดนามเป็นตะขอเบ็ดช่วยกันเกี่ยวจีน

ตอนนั้นจีนช่วยเวียดนามถล่มสหรัฐ แต่หลังจากสะบั้นรักกับโซเวียต ไม่นานจีนหันไปถล่มเวียดนามเสียเอง และยังมีการเจรจาเพื่อเปิดสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศอีกครั้งโดยมี คิสซิงเจอร์ อุตส่าห์แอบเข้ามาคุยถึงจีน หลังจากนั้นเหมือนเปิดก๊อก นานาประเทศแห่กันมาคบหาจีน รวมถึงไทยด้วย

ตอนนี้ภาพคล้ายกับเมื่อหลายทศวรรษก่อน รัสเซียกับจีน “ผูกเสี่ยว” เป็นพันธมิตรกันและมีท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐเหมือนกัน

แต่ก็เหมือนกับช่วงสงครามมเย็น ขณะที่จีนคบรัสเซียเพื่อหวังเป็นแนวร่วม รัสเซียยังคงขายอาวุธให้อินเดียและยังมีความสัมพันธืที่ดีกับอินเดียมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น

ส่วนญี่ปุ่นที่ผ่านกฎหมายให้ทหารไปรบต่างประเทศได้และพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีกองทัพได้อีกครั้ง จีนยิ่งมองญี่ปุ่นเป็นภัยคุกคาม

ส่วนเวียดนามกำลังหาแนวร่วมสู้จีนที่มาฮุบเกาะทะเลจีนใต้ ถึงขนาดไปคบหาศัตรูเก่าอย่างสหรัฐ (รายนี้ใช้ยุทธศาสตร์แบบจีน) สองประเทศนี้ท่าทางจะคุยกันลำบาก

สักสามสี่ปีก่อน จีนพยายามยืนยันกับสหรัฐว่าเราไม่ใช่ภัยคุกคามกันและกัน และในสภาพเศรษฐกิจโลกอย่างนี้อย่ามาแลกหมัดกันเลย ค้าขายกันจะดีกว่า ส่วนประเทศในเครืออำนาจที่ฮึ่มๆ กันก็ช่วยปรามๆ แล้วแก้ไขไปทีละเปราะน่าจะเข้าท่า

ยุทธศาสตร์การค้านำการรบนี่สำคัญมาก เหมาเจ๋อตงก็เคยเปรยไว้ก่อนจะคบอเมริกันจริงๆ จังๆว่า ลูกหม้อสำคัญของอเมริกาคือเกาหลีใต้ คนเกาหลีนั้นชอบกินเผ็ด ส่วนจีนก็ผลิตพริกได้มากมายมหาศาล หากเลิกเผชิญหน้ากันได้จะได้ช่วยกันค้าขาย ฝ่ายหนึ่งกินพริกฝ่ายหนึ่งค้าพริกต่างก็วินวิน และการค้าพริกของจีนกับเกาหลีใต้เป็นแผนหนึ่งในการเขยิบเข้าไปหาสหรัฐเมื่อ 40 กว่าก่อนด้วย

แต่สถานกาณ์เมื่อสามสี่ปีก่อนต่างกันมาก ไม่กี่ปีมานี้สหรัฐปิดตายประตูมิตรภาพกับจีนด้วยการทำสงครามการค้า ทำให้จีนแทบไม่เหลือช่องทางที่จะคงความเป็นมิตรเอาไว้ ส่วนเกาหลีใต้นั้นแสดงออกว่า “ไม่เอาจีน” มากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อประตูการค้าถูกปิดตาย ศัตรูไกลที่จีนพยายามเลี่ยงก็กลายเป็นศัตรูใกล้ไปโดยปริยาย

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

AFP PHOTO / Anthony WALLACE

เวียดนามอพยพ 500,000 ชีวิตหนีพายุโนอึล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633169

วันที่ 16 ก.ย. 2563 เวลา 21:00 น.เวียดนามอพยพ 500,000 ชีวิตหนีพายุโนอึลเวียดนามเตรียมอพยพคนในพื้นที่ชายฝั่งตอนกลางก่อนพายุโนอึลจะเข้าถล่มวันพรุ่งนี้

รัฐบาลเวียดนามประกาศอพยพประชาชน 500,000 คน เพื่อหนีจากพายุโนอึล พายุโซนร้อนที่กำลังทวีกำลังรุนแรง ซึ่งพายุลูกนี้กำลังมุ่งหน้าเข้ามาสู่ประเทศไทยด้วย

“เวียดนามกำลังวางแผนอพยพประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งตอนกลางของประเทศถึง 500,000 คน ก่อนที่พายุจะเข้าถล่มในวันพฤหัสบดี” รัฐบาลเวียดนามกล่าวโดยคำสั่งจากรองรัฐมนตรี หวู ดึ๊ก ดาม

โดยรัฐบาลเตือนในช่วงบ่ายวันที่ 16 กันยายน ว่าพายุ โนอึล มีแนวโน้มว่าจะสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่เป็นวงกว้างตั้งแต่จังหวัดกว๋างบิ่ญไปจนถึงเมืองดานัง ซึ่งอยู่บริเวณชายฝั่งตอนกลางของเวียดนาม

ขณะที่ปริมาณฝนมากถึง 400 มิลลิเมตร อาจทำให้จังหวัดฮาติงห์และจังหวัดกว๋างหงายมีฝนตกหนักตั้งแต่บ่ายวันพฤหัสบดีจนถึงเย็นวันศุกร์ โดยคาดว่าพื้นที่ทางตอนใต้ของชายฝั่งจะได้รับปริมาณน้ำฝน 50-100 มิลลิเมตรในช่วงเวลาเดียวกัน

รัฐบาลเวียดนามยังกล่าวอีกว่า จังหวัดทัญฮว้าและเหงะอานมีแนวโน้มที่จะได้รับปริมาณน้ำฝน 100-150 มิลลิเมตรในวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์

แอปเปิลจับมือรัฐบาลสิงคโปร์ส่งเสริมสุขภาพดีด้วย “Apple Watch” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633170

วันที่ 16 ก.ย. 2563 เวลา 20:44 น.แอปเปิลจับมือรัฐบาลสิงคโปร์ส่งเสริมสุขภาพดีด้วย "Apple Watch"แอปเปิลจับมือรัฐบาลสิงคโปร์ทำโครงการส่งเสริมกิจกรรมและพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ โดยใช้ “แอปเปิล วอทช์” พร้อมเสนอรางวัลให้ผู้เข้าร่วมทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ

บริษัทแอปเปิล อิงค์ของสหรัฐ และรัฐบาลสิงคโปร์ ได้ประกาศความร่วมมือในโครงการ “LumiHealth” ซึ่งเป็นโครงการเฉพาะบุคคลเพื่อส่งเสริมกิจกรรมและพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพโดยใช้แอปเปิล วอทช์ (Apple Watch)

โครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบโดยคณะกรรมการส่งเสริมสุขภาพของสิงคโปร์ร่วมกับแอปเปิล อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่ม Smart Nation ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นความพยายามระดับชาติในการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและธุรกิจ

แอปเปิลระบุในแถลงการณ์ว่า โครงการระยะ 2 ปีดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนต.ค.นี้ โดยแอปพลิเคชัน LumiHealth ซึ่งจะเปิดตัวในเดือนต.ค. จะแนะนำให้ผู้ใช้งานปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ที่กำหนดตามอายุ, เพศ และน้ำหนักของแต่ละบุคคล

เฮง สวี เกียต รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ระบุว่า “แม้ว่าเราทุกคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายของโรคโควิด-19 เรายังคงต้องลงทุนในอนาคตของเรา และไม่มีการลงทุนใดดีไปกว่าการลงทุนสำหรับสุขภาพของเราเอง”

ขณะที่ เจฟฟ์ วิลเลียมส์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของแอปเปิลกล่าวว่า “สิงคโปร์มีระบบการดูแลสุขภาพชั้นนำของโลก และเรารู้สึกตื่นเต้นกับการรวม Apple Watch และแอปพลิเคชัน LumiHealth เข้าด้วยกันเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

แอปเปิลระบุว่า โครงการดังกล่าวนับเป็นโครงการแรกที่รัฐบาลเสนอเงินรางวัลให้กับประชาชนที่เข้าร่วมทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพ

ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนในแอป LumiHealth เพื่อเข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินรางวัลราว 380 ดอลลาร์สิงคโปร์ (280 ดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ การทำสมาธิ, การเดิน, การว่ายน้ำ, การนอนหลับที่มีคุณภาพดีขึ้น ตลอดจนการดำเนินการด้านสาธารณสุข อาทิ การฉีดวัคซีน อาทิเช่น ทันทีที่มีวัคซีนโควิด-19 แอป LumiHealth ก็จะผลักดันให้ผู้ใช้งานไปฉีดวัคซีนดังกล่าว