ไทยเจอลูกหลง อินเดียลดนำเข้าเพื่อยันจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632723

วันที่ 11 ก.ย. 2563 เวลา 19:01 น.ไทยเจอลูกหลง อินเดียลดนำเข้าเพื่อยันจีนอินเดียเตรียมควบคุมการนำเข้าทองแดงและอะลูมิเนียมจากจีนรวมทั้งไทยเพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศ 

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากรัฐบาลอินเดียและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่า ทางการอินเดียมีแผนควบคุมการนำเข้าทองแดงและอะลูมิเนียม เพื่อลดการนำเข้าจากจีนและประเทศอื่นในเอเชีย อาทิ ไทย เวียดนาม เพื่อปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศ 

แหล่งข่าวเผยว่า ทางการเตรียมออกกฎให้ผู้นำเข้าขึ้นทะเบียนกับทางการ เพื่อเป็นการปูทางไปสู่การควบคุมการนำเข้าที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นการขนส่งโลหะทั้งสองชนิดในแต่ละครั้งจะต้องได้รับอนุญาตจากทางการก่อน 

จดหมายของกระทรวงการเหมืองแร่ถึงกระทรวงพาณิชย์เมื่อเดือนที่แล้วซึ่งเอ่ยถึงความพยายามของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ในการผลักดันให้ลดการนำเข้าที่สำนักข่าวรอยเตอร์สได้ตรวจสอบ ระบุว่า การควบคุมการนำเข้าโลหะทั้งสองชนิดนี้มีจุดประสงค์เพื่อผลักดันเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเอง 

“จุดประสงค์ของระบบนี้คือ ต้องการมีข้อมูลที่เพียงพอ เพื่อให้สามารถวางแผนการแทรกแซงเชิงนโยบายที่เหมาะสมได้” กระทรวงเหมืองแร่ระบุในจดหมาย 

ขณะที่แหล่งข่าวจากรัฐบาลระบุว่า จุดมุ่งหมายในการควบคุมการนำเข้าที่เข้มงวดคือ การเตรียมขึ้นทะเบียนทองแดงและอะลูมิเนียมเป็นสินค้าควบคุม ซึ่งผู้นำเข้าต้องได้รับใบอนุญาตจากทางการสำหรับการนำเข้าแต่ละครั้ง 

ข้อมูลของรัฐบาลอินเดียระบุว่า จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม และไทยเป็นประเทศหลักที่ส่งออกทองแดงให้อินเดีย โดยมีสัดส่วน 45% ของมูลค่าการนำเข้าทองแดงของอินเดียทั้งหมด 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019/20 

นอกจากนี้ ทางการอินเดียยังมีแผนใช้มาตรการเดียวกันนี้กับการนำเข้าอะลูมิเนียมซึ่งส่วนใหญ่มาจากจีน โดยอินเดียมองว่าจีนเป็นภัยต่ออุตสาหกรรมอะลูมิเนียมของอินเดีย 

ปี 2019/20 อินเดียนำเข้าอะลูมิเนียมทั้งหมด 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีจีนเป็นผู้ส่งออกหลักมูลค่ากว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

นักวิทย์พบไข้หวัดใหญ่ทำให้โควิด-19 แพร่กระจายมากขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632743

วันที่ 11 ก.ย. 2563 เวลา 18:00 น.นักวิทย์พบไข้หวัดใหญ่ทำให้โควิด-19 แพร่กระจายมากขึ้นวิจัยยุโรปพบไข้หวัดใหญ่ทำให้เชื้อโคโรนาไวรัสแพร่กระจายมากกว่าปกติกว่า 2 เท่า

ผลการวิจัยร่วมกันระหว่างสถาบันมักซ์พลังค์ (Max Planck Institute) ของเยอรมนี และสถาบันปาสเตอร์ (Pasteur Institute) ของฝรั่งเศส  พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนไข้ที่ติดเชื้อโคโรนาไวรัสสามารถแพร่ Covid-19 สู่ผู้อื่นอีก 2 คน แต่หากผู้ป่วย Covid-19 ป่วยไข้หวัดใหญ่ด้วย จะแพร่เชื้อโคโรนาไวรัสสู่ผู้อื่นได้ 4-5 คน

งานวิจัยชิ้นนี้ได้จัดทำโมเดลที่จำลองการแพร่ระบาดร่วมกันของไข้หวัดตามฤดูกาลและ Covid-19 โดยการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสจากประเทศแถบยุโรป รวมทั้งเบลเยียม อิตาลี สเปน นอร์เวย์ เพื่อแยกแยะผลกระทบของโรคทั้งสอง และถกเถียงกันถึงผลกระทบที่ไข้หวัดตามฤดูกาลมีต่อ Covid-19

นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่าการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลจะทำให้ร่างกายผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันส่วนหนึ่งที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อโคโรนาไวรัส ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่าการติดเชื้อไข้หวัดทั้งสองสายพันธุ์ในเวลาเดียวกันจะทำให้สถานการณ์แย่ลง เนื่องจากผู้ป่วยต้องต่อสู้กับเชื้อไวรัสที่แตกต่างกัน 2 เชื้อในเวลาเดียวกัน อีกทั้งอาการของไข้หวัดตามฤดูกาล เช่น การไอหรือจาม อาจทำให้เชื้อโคโรนาไวรัสแพร่กระจายมากขึ้น

แต่งานวิจัยร่วมกันชิ้นนี้พบหลักฐานที่สอดคล้องกันว่า ในช่วงที่เชื้อทั้งสองชนิดระบาดพร้อมกัน ไข้หวัดใหญ่เกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายของเชื้อโคโรนาไวรัสเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2-2.5 เท่า

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า 30-50% ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อทั้งสองสายพันธุ์มักจะตรวจไม่พบ เนื่องจากเชื้อทั้งสองชนิดใช้เวลาในการแสดงอาการต่างกัน โดยเชื้อโคโรนาไวรัสต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5   วันจึงจะแสดงอาการ ซึ่งนานกว่าไข้หวัดที่มีระยะฟักตัวเพียง 1-2 วัน ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยตรวจหาเชื้อโคโรนาไวรัส เชื้อไข้หวัดใหญ่ก็มักจะหายไปแล้ว

ทั้งนี้ งานวิจัยของกูเกิลที่ทำร่วมกับห้องวิจัยโคลด์ สปริง ฮาร์เบอร์ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ยังพบว่าการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ทำให้ร่างกายมนุษย์มีเอนไซม์ ACE2 ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เชื้อโคโรนาไวรัสใช้เป็นประตูเข้าสู่เซลล์ในร่างกายมนุษย์เพิ่มขึ้น

อียิปต์พบโลงศพลึกลับอายุกว่า 2,500 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632751

วันที่ 11 ก.ย. 2563 เวลา 16:26 น.อียิปต์พบโลงศพลึกลับอายุกว่า 2,500 ปีอียิปต์ขุดพบโลงศพคาดมีมัมมี่ถูกปิดผนึกไว้ภายใน

อียิปต์ได้ค้นพบชุดโลงศพลึกลับที่คาดว่าจะมีมัมมี่มนุษย์ซึ่งถูกปิดผนึกไว้ภายในมานานกว่า 2,500 ปี โดยค้นพบโลงศพที่ยังไม่ได้เปิด 13 โลง กองทับกันในบ่อน้ำลึกเกือบ 12 เมตร ซึ่งได้รับการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุของอียิปต์ระบุว่า รายละเอียดการออกแบบและสีของโลงยังคงอยู่ชัดเจน

นักโบราณคดีค้นพบซากศพนี้ที่ ซักคารา ซึ่งเป็นสถานที่โบราณที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงของอียิปต์ไปทางใต้ประมาณ 20 ไมล์และยังเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญรวมถึง พีระมิดซักคารา และเชื่อกันว่าเก่าแก่ที่สุดในโลก และยังคาดการณ์ว่าจะค้นพบโบราณวัตถุเพิ่มเติมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ยียิปต์กลับมาเปิดแหล่งโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมอีกครั้ง หลังจากปิดทำการไปเมื่อเดือนมีนาคมเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา นักโบราณคดียังได้มีการขุดพบโลงศพอื่น ๆ ที่ซักคารา ซึ่งภายในหลุมฝังศพได้ขุดพบโลงศพ 4 โลงและมัมมี่ พร้อมโลงศพหินปูนอีก 5 โลง

Khaled El-Enany รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุของอียิปต์กล่าวว่า “เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้เมื่อคุณได้เห็นการค้นพบทางโบราณคดีใหม่ ๆ”

ทั้งนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของอียิปต์เป็นอย่างมาก โดยในปี 2019 อียิปต์ต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 13.6 ล้านคน ซึ่งประชากรอียิปต์กว่าล้านคนทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

ไฟป่าสหรัฐยังวิกฤติ ท้องฟ้าแดงทั้งเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632732

วันที่ 11 ก.ย. 2563 เวลา 15:00 น.ไฟป่าสหรัฐยังวิกฤติ ท้องฟ้าแดงทั้งเมืองไฟป่าโหมรุนแรงทำเมืองทั่วรัฐฝั่งตะวันตกของสหรัฐกลายเป็นสีแดง

เมืองทั่วชายฝั่งตะวันตกกลายเป็นสีแดง-ส้ม และถูกปกคลุมด้วยกลุ่มควันหนาทึบจากไฟป่า โดยวิกฤตการณ์ไฟป่าครั้งนี้ยังคงลุกลามอย่างหนัก และมีผู้เสียชีวิตยืนยันอย่างน้อย 8 ราย ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาในแคลิฟอร์เนีย โอเรกอน และวอชิงตัน

โดยเฉพาะในแคลิฟอร์เนียที่ถูกไฟป่าเผาผลาญไปแล้ว 2.3 ล้านเอเคอร์ในปีนี้และยังคาดว่าไฟป่านี้จะยังคงลุกลามต่อไปจนถึงเดือนธันวาคม

พื้นที่กว่า 300,000 เอเคอร์ในแคลิฟอร์เนียกำลังถูกไฟไหม้ทั่วรัฐทางตะวันตกเฉียงเหนือ โดยมีเมืองอย่างน้อย 5 แห่งที่ถูกทำลายอย่างหนัก ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากกำลังอพยพ

ขณะเดียวกับในวอชิงตัน ไฟป่าหลายสิบแห่งกำลังโหมกระหน่ำ เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงเป็นประวัติการณ์และความแห้งแล้งก่อให้เกิดเปลวไฟอย่างรวดเร็ว และในโอเรกอน เมื่อวันพฤหัสบดียังคงมีไฟป่าลุกลามเพิ่มขึ้นหลายจุดครอบคลุมพื้นที่หลายแสนเอเคอร์ และมีการแจ้งให้อพยพครั้งใหญ่ทั่วทั้งรัฐ

Photo by AFP

จีน-อินเดียตกลงกันได้ หลีกเลี่ยงเปิดศึก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632713

วันที่ 11 ก.ย. 2563 เวลา 13:00 น.จีน-อินเดียตกลงกันได้ หลีกเลี่ยงเปิดศึกรมว.ต่างประเทศจีน-อินเดีย บรรลุข้อตกลงคลายความตึงเครียดแนวพรมแดนหลังขัดแย้งมากว่า 4 เดือน

สุบราห์มันยัม ไจชานคาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย กับ หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน หารือนอกรอบระหว่างการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ในกรุงมอสโกของรัสเซีย โดยทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน 5 ข้อ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศบริเวณพรมแดนจีน-อินเดีย

“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า สถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่ชายแดนไม่ได้อยู่ในความสนใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยตกลงกันว่ากองกำลังชายแดนของทั้งสองฝ่ายควรดำเนินการเจรจาต่อไป เคลื่อนย้ายกองกำลังออกจากพื้นที่ขัดแย้งโดยเร็ว รักษาระยะห่างระหว่างกันอย่างเหมาะสม และผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างกัน” แถลงการณ์ร่วมระบุ

นอกจากนี้ ยังตกลงกันอีกว่าทั้งจีนและอินเดียจะไม่ยอมให้ความแตกต่างกลายเป็นความขัดแย้ง ทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงและระเบียบปฏิบัติด้านกิจการพรมแดนจีน-อินเดียที่มีอยู่และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจนำมาสู่ความขัดแย้ง

รวมทั้งเดินหน้าเจรจาปัญหาพรมแดนจีน-อินเดียผ่านช่องทางผู้แทนพิเศษระหว่าง อาจิต โดวาล และหวังอี้ และเมื่อสถานการณ์คลายความตึงเครียดแล้ว ทั้งสองฝ่ายควรเร่งดำเนินการสร้างมาตรการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อดำรงไว้ซึ่งความสงบในพื้นที่พรมแดน

อย่างไรก็ดี แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงดังกล่าวแล้ว แต่ทั้งสองฝ่ายระบุว่าจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้บัญชาการพรมแดนในการกำหนดจุดวางกองกำลัง ซึ่งมีการเจรจาการเคลื่อนย้ายกองกำลังตั้งแต่เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่มีความคืบหน้าไม่มาก

โควิดทำพิษ ห้างดังแห่ปิดกิจการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632710

วันที่ 11 ก.ย. 2563 เวลา 10:59 น.โควิดทำพิษ ห้างดังแห่ปิดกิจการห้างเก่าแก่ญี่ปุ่นทยอยปิดหลังทนพิษโควิด-19ไม่ไหว

เป็นที่ทราบกันดีว่าหลายบริษัททยอยปิดตัวลงเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แม้กระทั่งห้างเก่าแก่ของญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจมานานนับร้อยปีอย่าง โอนุมะ ห้างสรรพสินค้าในเมืองยามากาตะทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ที่เข้าต้องสู่ภาวะล้มละลายในปีนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงหลายแห่งทั่วประเทศที่ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก

โอนุมะ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2490 เป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องร้านอาหารหรูหรา มีสินค้าให้เลือกสรรมากมาย และการบริการที่ไร้ที่ติ Shuhei Yamashita ที่ปรึกษาการค้าปลีกกล่าวว่า “ทุกคนล้วนผิดหวังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่มันเป็นเรื่องจริงว่าในระยะนี้ผู้บริโภคไม่ได้มาอุดหนุนร้านค้าเหล่านี้เลย”

พนักงานหลายคนลาออกเนื่องจากความล้มเหลวของโอนุมะในการติดตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค รวมถึงการเพิ่มขึ้นของผู้ค้าออนไลน์ และความรวดเร็วในการขนส่งสินค้าไปยังเมืองต่าง ๆ

Takashi Inoue ประธานบริษัทแปรรูปโลหะในยามากาตะกล่าวว่า “ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนไปไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง วิถีชีวิต ข้อมูล วัฒนธรรม ค่านิยม” ในขณะที่เขาเองก็เสียใจกับการล้มละลายของโอนุมะ

เช่นเดียวกับ ยามาชิตะ ที่กำลังประคับประคองให้ร้านค้าของตนสามารถดำเนินต่อไปได้ในวิกฤตการณ์นี้ โดยจะพยายามเปิดร้านไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน และยังคงหวังว่าเจ้าหนี้จะเชื่อมั่นกับแผนการในการปรับปรุงร้านของเขา

แม้ว่าก่อนหน้านี้บรรดาห้างสรรพสินค้าจะพยายามสุดความสามารถเพื่อความอยู่รอด แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปและหันไปจับจ่ายทางออนไลน์ก็ถือเป็นปัญหาสำคัญ ส่งผลให้ทั้งยอดขายและจำนวนร้านค้าทั่วอุตสาหกรรมลดลงถึง 30% ตั้งแต่ปี 2542 และห้างสรรพสินค้าในหลายประเทศลดพื้นที่ลงอย่างมาก

โดยเฉพาะในปีนี้ผู้บริโภคจับจ่ายกันอย่างระมัดระวังเป็นอย่างมาก รวมถึงการท่องเที่ยวที่ลดลงท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ยอดขายในอุตสาหกรรมลดลงถึงหนึ่งในห้าจากปีก่อน ดังนั้นการปิดกิจการและการล้มละลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อเดือนที่ผ่านมา Nakago ซึ่งเปิดมานานถึง 146 ปี ทำการปิดสาขาสุดท้ายที่เหลืออยู่ในเมืองฟูกูชิมะลง ขณะที่บริษัท LIzutsuya ก็ได้ทำการปิดสาขาหนึ่งในสองสาขาหลักลงไป

หรือแม้แต่บริษัทชื่อดังของสหรัฐอย่าง Lord & Taylor และ Neiman Marcus ก็เข้าสู่ภาวะล้มละลายด้วยพิษโควิด-19เช่นกัน

ติดโควิดทั่วโลกวันเดียวทะลุ 3 แสนราย อินเดียป่วยเกือบแสนคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632691

วันที่ 11 ก.ย. 2563 เวลา 06:51 น.ติดโควิดทั่วโลกวันเดียวทะลุ 3 แสนราย อินเดียป่วยเกือบแสนคนสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลก วันเดียวพุ่ง เกือบ 3 แสนราย แตะ 28.3 ล้านราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทะลุ 9.13 แสนราย อินเดียอ่วมป่วยทุบสถิติรายวัน วันเดียวติด 96,760 คน

เว็บไชต์ Worldometers รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 11 ก.ย. 63 (เวลา 06.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) จำนวน 215 ประเทศทั่วโลก พบมีผู้ป่วยติดเชื้อ 28,312,986ราย เพิ่มขึ้น 297,902 รายเสียชีวิต 913,077 ราย เพิ่มขึ้น5,777ราย รักษาหาย 20,325,634ราย

โดย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 6,585,288ราย เพิ่มขึ้น 35,936 ราย เสียชีวิต 196,132 ราย เพิ่มขึ้น 894 ราย รักษาหาย 3,875,666 ราย

2. ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อ 4,559,725 ราย เพิ่มขึ้น96,760ราย เสียชีวิต 76,304 ราย เพิ่มขึ้น1,213ราย รักษาหาย 3,539,983 ราย

3. ประเทศบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 4,239,763 ราย เพิ่มขึ้น 40,431 ราย เสียชีวิต 129,575ราย เพิ่มขึ้น922ราย รักษาหาย 3,497,337ราย

4.ประเทศรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 1,046,370 ราย เพิ่มขึ้น5,363 ราย เสียชีวิต 18,263 ราย เพิ่มขึ้น 128ราย รักษาหาย 862,373ราย

5. ประเทศเปรู มีผู้ติดเชื้อ 710,067 ราย เพิ่มขึ้น 7,291 เสียชีวิต30,344 ราย เพิ่มขึ้น 108 ราย รักษาหาย 544,745ราย

6. ประเทศโคลอมเบีย มีผู้ติดเชื้อ694,664ราย เพิ่มขึ้น7,808 ราย เสียชีวิต 22,275 ราย เพิ่มขึ้น222ราย รักษาหาย 569,479ราย

7. ประเทศเม็กซิโก มีผู้ติดเชื้อ647,507 ราย เพิ่มขึ้น4,647ราย เสียชีวิต 69,095ราย เพิ่มขึ้น 611 ราย รักษาหาย 454,982 ราย

8.ประเทศ แอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 644,438 ราย เพิ่มขึ้น2,007ราย เสียชีวิต 15,265 ราย เพิ่มขึ้น 97 ราย รักษาหาย 573,003ราย

9.ประเทศสเปน มีผู้ติดเชื้อ 554,143 เพิ่มขึ้น 10,764 ราย เสียชีวิต 29,699ราย เพิ่มขึ้น 71 ราย

10. ประเทศอาร์เจนติน่า มีผู้ติดเชื้อ524,198 ราย เพิ่มขึ้น 11,905 ราย เสียชีวิต 10,907 ราย เพิ่มขึ้น 249 ราย รักษาหาย 390,098 ราย

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 122 มีผู้ติดเชื้อ 3,454 ราย เพิ่มขึ้น 7 ราย เสียชีวิตคงที่ 58 ราย รักษาหาย 3,310 ราย

นักวิทยาศาสตร์เตือน โลกส่งสัญญาณอันตราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632669

วันที่ 10 ก.ย. 2563 เวลา 20:00 น.นักวิทยาศาสตร์เตือน โลกส่งสัญญาณอันตราย ภาวะโลกร้อนกระตุ้นหายนะภัยทางธรรมชาติ ทั้งไฟป่าแคลิฟอร์เนีย เฮอร์ริเคน น้ำท่วม คลื่นความร้อน

ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาโลกต้องเผชิญกับภัญธรรมชาติหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ลุกโหมกินพื้นที่เป็นวงกว้างจนท้องฟ้ากลายเป็นสีแดง ฝนตกหนักในแอฟริกา อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรเขตร้อนอุ่นขึ้นอย่างผิดปกติ และคลื่นความร้อนที่เล่นงานตั้งแต่รัฐแคลิฟอร์เนียไปจนถึงแถบไซบีเรีย

ครั้งนี้บรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เหตุการณ์เหล่านี้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และโลกเราอาจต้องเผชิญสภาพอากาศสุดขั้วและภัยธรรมชาติที่รุนแรงกว่านี้หากมนุษย์ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์มักจะไม่สรุปว่าพายุหรือคลื่นความร้อนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโดยตรง

ซอนยา เซเนวิรัทเน นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัย ETH Zurich ในสวิตเซอร์แลนด์เผยว่า “เราพบสัญญาณบางอย่างที่แทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์”

ทีมนักวิทยาศาสตร์ลงมือศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใด ด้วยการประมวลผลแบบจำลองว่าระบบอากาศจะเป็นอย่างไรหากมนุษย์ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ เปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมทั้งใช้ข้อมูลสภาพอากาศที่เก็บไว้เมื่อกว่าศตวรรษที่ผ่านมาด้วย

การวิจัยพบว่าสภาพอากาศสุดขั้วเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

คลื่นความร้อน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ คลื่นความร้อนที่รุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้งทั่วโลก โดยเฉพาะคลื่นความร้อนไนแถบไซบีเรียในปีนี้ที่นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และคลื่นความร้อนนี้ยังส่งผลให้ต้นไม้และป่าพรุในรัสเซียแห้งแล้งจนเกิดไฟป่าเป็นวงกว้าง

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศยังเชื่อมโยงกับคลื่นความร้อนที่เล่นงานยุโรป ญี่ปุ่น และอเมริกาเหนือในปี 2018

คลื่นความร้อนที่โจมตีชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้ว่สงผลให้อุณหภูมิสูงถึง 54.4 องศาเซลเซียส ในหุบเขามรณะ (Death Valley) ในแคลิฟอร์เนีย

แดเนียล สเวน นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศเผยว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้จะดูดความชื้นในอากาศและทำให้ป่าไม้และพุ่มไม้ต่างๆ แห้งตาย ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีให้ไฟป่าอย่างที่เกิดขึ้นในแคลิฟอร์เนียในขณะนี้  

การวิจัยนี้พบว่า โอกาสที่จะเกิดคลื่นความร้อนร่วมกับไฟป่าแทบจะเป็นศูนย์หากไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจากยุคอุตสาหกรรม 

เฟรเดอริก ออตโต นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดเผยว่า หากพูดถึงคลื่นความร้อน การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศคือจุดเปลี่ยน

ลม ฝน น้ำท่วม

การเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศและมหาสมุทรที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกยังทำให้เกิดพายุรุนแรงถี่ขึ้น โดยพายุเฮอร์ริเคนจะสะสมพลังงานจากความร้อนบนพืนผิวมหาสมุทร ส่งผลให้ทวีความรุนแรงขึ้นและเคลื่อนตัวช้าลง

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยบริสทอลของอังกฤษซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือนที่แล้วระบุว่า หากยังไม่หยุดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทันที การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะทำให้ปริมาณฝนจากพายุเฮอร์ริเคนเพิ่มขึ้น 5 เท่า ตัวอย่างคือ เฮอร์ริเคนลอราที่สะสมความรุนแรงจากน้ำในอ่าวเม็กซิโกที่ร้อนขึ้นจนกลายเป็นเฮอร์ริเคนระดับ 4 ก่อนจะถล่มรัฐลุยเซียนาของสหรัฐด้วยความเร็วลม 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นเฮอร์ริเคนที่รุนแรงที่สุดของรัฐ (รุนแรงกว่าเฮอร์ริเคนแคทรินาในปี 2005)

พายุไซโคลนที่ก่อตัวในมหาสมุทรอินเดียก็มีรูปแบบความรุนแรงเดียวกันนี้ นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรอินเดียที่สูงขึ้น บวกกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้พายุไซโคลนอำพันทวีความรุนแรงเป็นไซโคลนระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ภายใน 18 ชั่วโมงก่อนจะขึ้นฝั่งที่รัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดียเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

การที่อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรสูงขึ้นยังเป็นสาเหตุของฝนตกหนักและน้ำท่วมในประเทศจีนเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นน้ำท่วมรุนแรงที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษด้วย

เจมส์ คอสซิน นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจากองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (NOAA) สรุปว่า “มีหลักฐานชัดเจนและเพิ่มขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ส่งผลต่อสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้น”

ไม่ป่วยห้ามเที่ยว บราซิลเปิดเกาะรับคนเคยติดโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632668

วันที่ 10 ก.ย. 2563 เวลา 18:00 น.ไม่ป่วยห้ามเที่ยว บราซิลเปิดเกาะรับคนเคยติดโควิดบราซิลเปิดเกาะอีกครั้งต้อนรับเฉพาะนักท่องเที่ยวเคยติดโควิด-19

เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้หลายส่วนของบราซิลต้องชัตดาวน์มาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม แต่ขณะนี้เกาะ Fernando de Noronha หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของบราซิล ได้ประกาศเปิดเกาะอีกครั้ง

โดยให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเยี่ยมชมได้หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า “พวกเขาเคยติดเชื้อและหายดีแล้ว”

ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องมีผลการตรวจสารพันธุกรรมของไวรัสและผลการตรวจภูมิคุ้มกันในเลือด โดยจะต้องดำเนินการอย่างน้อย 20 วันก่อนการเดินทาง

Guilherme Rocha ผู้ดูแลหมู่เกาะกล่าวว่า การเปิดเกาะครั้งนี้จะเปิดรับเฉพาะนักท่องเที่ยวที่หายจากโรคโควิด-19 และมีภูมิคุ้มกันต่อโรคเท่านั้น เนื่องจากพวกเขาจะไม่สามารถแพร่เชื้อและไม่กลับมาติดเชื้อได้อีก

อย่างไรก็ตามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาชายฮ่องกงคนหนึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งเขาเคยรักษาหายแล้วในเดือนมีนาคม ซึ่งมีการยืนยันจากห้องปฏิบัติการว่าการติดเชื้อซ้ำนั้นสามารถเกิดขึ้นได้โดยภูมิคุ้มกันอาจมีอายุสั้น

ในขณะที่ Rocha แย้งว่าความเข้าใจในปัจจุบันคือคนที่เป็นโรคนี้แล้วจะมีภูมิคุ้มกันโรค และอย่างไรก็ตามจำนวนผู้เสียชีวิตบนเกาะยังเป็นศูนย์ เนื่องจากมีมาตรการควบคุมตามคำแนะนำของรัฐบาล

ขณะเดียวกันเขายอมรับว่าการเปิดเกาะครั้งนี้มีความเสี่ยง แต่จะมุ่งหน้าไปที่ความเสี่ยงที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นก็คือการเปิดเกาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่เคยติดเชื้อโควิดแล้วเท่านั้น

Photo by Putu Sayoga/Bloomberg

เพราะรอยสักรอยเดียว ปินส์เปิดศึกกับเกาหลี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632638

วันที่ 10 ก.ย. 2563 เวลา 16:00 น.เพราะรอยสักรอยเดียว ปินส์เปิดศึกกับเกาหลี ฟิลิปปินส์-เกาหลี ทะเลาะสนั่นโซเชียล เริ่มจากรอยสักลามไปเหยียดเชื้อชาติ แห่ติดแฮชแท็ก #cancelkorea

1. จุดเริ่มต้นของความบาดหมางระหว่างประเทศครั้งใหญ่มาจาก Bella Poarch คนดังในติ๊กต็อกชาวฟิลิปปินส์ โชว์รอยสักของเธอที่มีลายธงอาทิตย์อุทัย ซึ่งเป็นธงชาติที่เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพญี่ปุ่น รวมถึงช่วงที่ญี่ปุ่นล่าอาณานิคม และเข้ายึดครองเกาหลีและจีนอย่างโหดร้ายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

2. การอวดรอยสักนี้ส่งผลให้ชาวเกาหลีบนโลกโซเชียลไม่พอใจในลายสักของ Poarch เนื่องจากพวกเขามองว่าธงนี้มีความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมสงครามและการกดขี่มากมายจากน้ำมือของชาวญี่ปุ่นในช่วงที่ญี่ปุ่นปกครองเกาหลีในฐานะอาณานิคมและการกระทำของกองทัพญี่ปุ่นต่อชาวเอเชียในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

3. ภายหลัง Poarch ออกมาขอโทษและกล่าวว่าเธอไม่รู้เรื่องราวในประวัติศาสตร์และการใช้สัญลักษณ์ดังกล่าว รวมถึงจะรีบดำเนินการลบรอยสักนั้น แต่ชาวเกาหลีก็ยังคงไม่พอใจ ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทและโจมตีกันระหว่างชาวเกาหลีและฟิลิปปินส์บนโลกโซเชียล

4. ผู้ใช้ติ๊กต็อกชาวเกาหลีหลายพันคนเริ่มมีการดูหมิ่นรูปร่าง หน้าตา และสีผิวของ Poarch และชาวฟิลิปปินส์ ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ไม่ว่าจะเป็น “โง่” “เตี้ย” “น่าเกลียด” “ผิวดำ” ในขณะที่ชาวเกาหลีเองก็โดนโจมตีเรื่องการทำศัลยกรรมเช่นกัน

5. ขณะที่ชาวฟิลิปปินส์ตอบโต้ว่าชาวเกาหลีมีพฤติกรรมเหยียดรูปร่างหน้าตาและยังทวงบุญคุณว่าไม่น่าจะส่งกองทัพฟิลิปปินส์ไปช่วยปกป้องเกาหลีใต้ในช่วงสงครามเกาหลีเลย 

6. ความบาดหมางระหว่างประเทศครั้งนี้ลุกลามยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ จนเกิดเทรนด์ใหญ่บนโลกโซเชียล #CancelKorea จากการที่ชาวเกาหลีหลายคนมีพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติ ในขณะที่หลายคนมองว่านี่ไม่ควรเป็น #CancelKorea แต่ควรเป็น #Cancelracism หรือการเลิกเหยียดเชื้อชาติมากกว่า

7. ทั้งนี้ธงอาทิตย์อุทัยดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์แห่งความเกลียดชังของชาวเกาหลีมานานหลายปี โดยกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ระบุว่า ธงนี้เป็นสัญลักษณ์ทางอาณานิคมและความเชื่อมั่นทางการทหารของญี่ปุ่น ในขณะที่คณะกรรมาธิการด้านกีฬาของรัฐสภาเกาหลีใต้เปรียบธงนี้เหมือนกับเครื่องหมายสวัสดิกะของพรรคนาซีเยอรมนี

8. อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นยังคงล้มเหลวในการเลิกใช้ธงนี้ โดยกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นระบุว่า แบบธงอาทิตย์อุทัยนี้ถูกใช้ทั่วไปในญี่ปุ่น เช่น การเฉลิมฉลองเด็กแรกเกิด การเฉลิมฉลองในเทศกาลต่าง ๆ และธงเรือรบของญี่ปุ่น และสิ่งที่ตอกย้ำว่ารัฐบาลยังคงไม่ประสบความสำเร็จในการแบนสัญลักษณ์ดังกล่าว คือการใช้ธงนี้ในการแข่งขันโอลิมปิกที่โตเกียวในปี 2020