อีกแล้ว! ตำรวจมะกันรัวยิงชายผิวดำจากด้านหลังต่อหน้าลูก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631410

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 10:19 น.อีกแล้ว! ตำรวจมะกันรัวยิงชายผิวดำจากด้านหลังต่อหน้าลูกการประท้วงของชาวผิวสีในสหรัฐส่อเค้าบานปลาย เมื่อล่าสุดตำรวจยิงชาวผิวดำจากด้านหลังถึง 7 นัดซ้อน

ท่ามกลางการประท้วงเรียกร้องความเท่าเทียมของคนผิวสีในสหรัฐอเมริกาที่ลุกลามไปทั่วประเทศ ได้เกิดเหตุการณ์สุดช็อกขึ้นอีกครั้ง เมื่อปรากฏคลิปวิดีโอที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงชายผิวดำจากด้านหลังหลายนัดติดต่อกัน ขณะเข้าระงับเหตุทะเลาะวิวาทในครอบครัว

คลิปวิดีโอซึ่งถ่ายโดย เรย์ฌอน ไวท์ ผู้เห็นเหตุการณ์และมียอดดูกว่า 2.4 ล้านครั้งเผยให้เห็นวินาทีเกิดเหตุเมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ 23 ตามเวลาท้องถิ่น โดย เจค็อบ เบลค ชายผิวดำกำลังเดินไปที่รถยนต์ที่จอดอยู่ริมทาง โดยมีเจ้าหน้าที่ 2 นายเดินตามหลังไป ตำรวจนายหนึ่งถือปืนเล็งไปด้านหลังของชายผิวสี

เบลคพยายามเปิดประตูเข้าไปในรถ ก่อนที่ตำรวจที่ถือปืนจะกระชากชายเสื้อของเขาและลั่นไกใส่ด้านหลังเบลคถึง 7 นัด ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้เห็นเหตุการณ์และสายตาของลูกๆ 3 คนของเบลคที่นั่งอยู่ในรถ จากนั้นตำรวจได้ช่วยชีวิตเบลคและนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้เขาอาการปลอดภัยแล้วแต่ยังต้องรักษาตัวในห้องไอซียู

หลังเกิดเหตุไม่นานประชาชนจำนวนมากได้ออกมารวมตัวกันแล้วเดินไปยังศาลาว่าการเมืองเคโนชา รัฐวิสคอนซิน จนเกิดการปะทะกับตำรวจ และผู้ประท้วงยังทุบกระจกและใช้สีเสปรย์ฉัดพ่นอาคารศาลาว่าการ รวมทั้งเผาทำลายรถยนต์ในโชว์รูมใกล้เคียงด้วยความโกรธแค้น

ต่อมาเหตุการณ์ลุกลามบายปลายจนทางการต้องประกาศเคอร์ฟิว และส่งกองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) ลงพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์

เหตุการณ์ล่าสุดนี้ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเป็นชนวนเหตุให้การประท้วงการใช้กำลังของตำรวจต่อคนผิวสีลุกลามขยายวงกว้างออกไปอีก

https://www.jsonline.com/videos/news/2020/08/24/kenosha-police-shoot-jacob-blake-wisconsin-aug-23-2020/3427794001/

เมื่อการซื้อเรือดำน้ำของไทย ได้ความขัดแย้งพ่วงมาด้วย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631390

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 20:27 น.เมื่อการซื้อเรือดำน้ำของไทย ได้ความขัดแย้งพ่วงมาด้วย  ภัยจากเรือดำน้ำจีนกำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลไทย แต่มันยังมีแง่มุมด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มากกว่านั้น

เรือดำน้ำจำเป็นหรือไม่? หากคำถามนี้ไปใช้ถามกับประเทศที่มีปัญหากรณีพิพาทเรื่องน่านน้ำ คำตอบจะชัดเจนว่า “จำเป็น” แต่ถ้านำมาถามประเทศที่ไม่มีปัญหาภัยคุกคามทางการชัดเจน คำตอบก็คือ “ไม่จำเป็น”

คำถามต่อมาก็คือประเทศไทยอยู่ในกลุ่มไหน ระหว่างประเทศที่มีภัยคุกคามเรื่องน่านน้ำหรือประเทศที่ปลอดภัยไร้กังวล?

ในการแถลงข่าวเพื่อชี้แจงกรณีจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ พล.ร.ท.เถลิงศักดิ์ ศิริสวัสดิ์ เจ้ากรมยุทธการทหารเรือกล่าวว่า “แม้มีคนกล่าวว่าจะไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ในเร็วๆ นี้ แต่ในทะเลจีนใต้ที่ใกล้ไทยนั้น มีหลายชาติประกาศความเป็นเจ้าของ มีการก่อสร้างสถานี และสนามบินเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุที่อาจทำให้เกิดการปะทะกันได้ หากเกิดการปะทะกัน นี่คือเส้นเลือดใหญ่ของไทยในการค้าและจะมีปัญหาตามมา โดยจะมีปัญหาในเวลาใกล้หรือไกลต้องรอประเมิน”

คำกล่าวนี้เท่ากับบอกว่าไทยเรามีภัยเสี่ยงเหมือนกัน นั่นคือความขัดแย้งในทะเลจีนใต้

แต่ปัญหาก็คือไทยไม่มีเอี่ยวในความขัดแย้งนั้น อ่าวไทยไกลจากจุดขัดแย้งหลายร้อยไมล์ทะเล ต่อให้เกิดการปะทะกันเรือดำน้ำก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก เพราะการค้าขายจะหยุดชะงัก เราจะต้องเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยกว่า

ย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรือคุ้มกันในช่วงสงคราม (Escort Group) ส่วนใหญ่เป็นเรือบนผิวน้ำและทำหน้าที่ปฏิบัติการต่อต้านเรือดำน้ำ (Anti-submarine warfare) และยังมีเครื่องบินรบคอยคุ้มกันด้วยในบางกรณี

จนถึงช่วงสงครามเย็นโลกของเราก็ยังใช้วิธีการคุ้มกันแบบนี้อยู่ และเสริมด้วยระบบโซนาร์เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของเรือดำน้ำ เช่น SOSUS ของสหรัฐซึ่งมีมูลค่ามหาศาลไม่มีทางที่อาเซียนทั้งกลุ่มจะมีเงินพอมาลงขันกันทำได้

แต่ระบบ SOSUS มีไว้เพื่อจัดการกับปลาตัวใหญ่ เช่น สหภาพโซเวียตและตอนนี้สหรัฐปัดฝุ่นมาใช้กับจีน และจีนเองก็เริ่มสร้างระบบแบบเดียวกันเพื่อป้องกันเรือดำน้ำของ “ศัตรู”

ถามว่าเรามีเรือดำน้ำแล้วไม่มีกำแพงโซนาร์แบบ SOSUS จะพอหรือ? หรือว่าเอาเข้าจริงแล้วเรามีแค่ระบบป้องกันแบบ SOSUS ก็พอแล้วไม่ต้องซื้อเรือดำน้ำ?

และเรือดำน้ำก็ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่ว่าเรามีเรือดำน้ำแล้วประเทศอื่นจะเกรงใจเรา ตัวอย่างก็มีให้เห็นในกรณีของเรือดำน้ำของรัสเซียที่เข้ามาในช่องแคบอังกฤษแล้วประชิดชายฝั่งอังกฤษเมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งตอนแรกไม่มีเรือของกองทัพอังกฤษหรือฝรั่งเศสเข้ามาประกบแล้วส่งออกไป

ย้อนกลับไปเดือนธันวาคม เรือดำน้ำสอดแนมของรัสเซียมาปฏิบัติการเหมือนจะกำลังซ้อมรบห่างจากชายฝั่งของสหรัฐไม่กี่ร้อยไมล์ และยังมีเรือดำน้ำและเรือสอดแนมของรัสเซียมาปฏิบัติการเฉียดไปเฉียดมาแถวๆ ชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐ

เรือดำน้ำบางลำของรัสเซียสามารถปฏิบัติการได้โดยส่งเสียงรบกวนที่เบาลงทำให้ตรวจจับได้ยากขึ้น

ลักษณะการณ์แบบนี้ยิ่งทำให้แต่ละประเทศสะสมอาวุธกันมากขึ้น หันกลับมามองที่ไทย หากจู่ๆ พื่อนบ้านเราสั่งเรือดำน้ำเข้ามาอีกเรื่อยๆ เรามิต้องสั่งต่อเรือเข้ามาเสริมอีกเรื่อยๆ หรือ?

ว่ากันตามตรง ถ้าจะคิดเรื่องปกป้องอธิปไตยของชาติในห้วงเวลาที่มีกลิ่นอายของความขัดแย้งระดับโลกเช่นนี้ เรือดำน้ำสองสามลำก็ยังไม่พอ ต้องมีระบบป้องกันเพิ่มเติมอีก แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องซื้ออาวุธเพิ่มเพราะเราไม่มีเงินพอและการรบควรเป็นทางเลือกสุดท้ายของไทย

การรักษาอธิปไตยของชาติยังมีอีกหลายวิธี เช่น การยกระดับให้ไทยเป็นประเทศเป็นกลางที่ชัดเจนหรือการผลักดันตัวเองให้เป็นผู้นำการเจรจาบางอย่างเพื่อทำสนธิสัญญาจำกัดอาวุธในภูมิภาค

ยกตัวอย่างเช่นอนุสัญญามงเทรอซ์ (Montreux Convention) ที่จำกัดการเข้าออกของเรือรบผ่านช่องแคบบอสฟอรัส อาเซียนก็อาจทำสนธิสัญญาจำกัดการเข้าออกของเรือรบในช่องแคบมะละกาในลักษณะเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้อาเซียน (และไทย) ตกเป็นเบี้ยในความขัดแย้งของมหาอำนาจ

เอาเข้าจริงมีบางคนตั้งข้อสังเกตว่าอาเซียนตกเป็นเบี้ยหมากของการชิงอำนาจระหว่างมหาอำนาจแล้ว เช่น กรณีของเมียนมาที่ได้เรือดำน้ำจากอินเดียมาก็เพราะอินเดียต้องการคานอำนาจกับจีนที่เป็นสปอนเซอร์หลักให้กับไทยและบังกลาเทศในการซื้อหาเรือดำน้ำ

ในกรณีของบังกลาเทศชัดเจนมากกว่าจีนเป็นภัยคุกคามทางน้ำต่ออินเดียและเมียนมา เพราะนอกจากจะขายเรือดำน้ำให้บังกลาเทศ 2 ลำในปี 2017 ยังช่วยบังกลาเทศต่อเรือดำน้ำของตัวเองลำแรกที่ท่าเรือค็อกซ์บาซาร์ ซึ่งประชิดกับเมียนมาและเป็นท่าเรือยุทธศาสตร์ของอ่าวเบงกอล

บังกลาเทศคือช่องโหว่ของอินเดีย เป็นจุดที่อินเดียควบคุมการเข้าออกของเรือจากจีนไม่ได้ และจีนยังต้องการพัฒนาท่าเรือค็อกซ์บาซาร์ที่บังกลาเทศ

อินเดียเดินเกมส์กดดันบังกลาเทศทำให้ต้องระงับสัมปทานให้กับจีนมาพัฒนาท่าเรือที่ค็อกซ์บาซาร์ และอินเดียยังเปิดเกมส์เร็วเข้าหาเมียนมาซึ่งเป็นอีกหมุดหมายสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้จีนเข้ามาในมหาสมุทรอินเดีย ด้วยการขายอาวุธให้เมียนมาอย่างขนานใหญ่ รวมถึงเรือดำน้ำ (มือสอง)

เมื่อเมียนมาได้เรือดำน้ำมาก็ลำบากไทยเราที่จะต้องมาคอยสอดส่องเพื่อนบ้านแถมยังต้องคอยเหลียวหลังจับตาดูว่าเราถูก “หลอกใช้” จากมหาอำนาจหรือไม่

ว่ากันตามตรงแล้ว เมียนมาและไทยต่างก็พยายามให้หลุดพ้นจากการถูกหลอกใช้และการเป็น “รัฐลูกกระจ๊อก” (client state) ของอินเดียและจีนรวมถึงสหรัฐ สิ่งที่เมียนมาทำคือการพยายามถ่วงดุลระหว่างอินเดียและจีน ในขณะที่เมียนมาซื้ออาวุธจากอินเดียมากขึ้น เมียนมาก็เปิดทางให้จีนเข้ามาพัฒนาท่าเรือเจ๊าก์ผิ่ว (Kyaukpyu) โดยเป็นทางออกทะเลสำหรับจีนเชื่อมกับท่อส่งน้ำมันและเส้นทางรถไฟจากคุนหมิงมายังอ่าวเบงกอล

ในทำนองเดียวกัน ไทยซึ่งเป็นมหามิตรของสหรัฐมาแต่ไหนแต่ไรก็พยายามถ่วงดุลกับจีนและสหรัฐในสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่อย่างมาก ท่ามกลางกระแสข่าวว่าสหรัฐต้องการใช้พื้นที่ไทยตั้งฐานทัพ แต่ไทยกลับไปดีลกับจีนเรื่องเรือดำน้ำและการซื้ออาวุธในระยะหลังไทยก็ซื้อจากจีนมากขึ้น

สาเหตุก็เพราะสหรัฐเมินไทยไปช่วงหนึ่งหลังการรัฐประหารโดย คสช. ทำให้จีนสบช่องเข้าเสียบแทน มาบัดนี้สหรัฐเพิ่งตระหนักว่าจีนเป็นภัยคุกคามที่ปล่อยไว้ไม่ได้ ไทยจึงกลับมาเนื้อหอมในสายตาสหรัฐอีก

เมื่อพิจารณาดูดีๆ แล้ว จะพบว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียนซื้อเรือดำน้ำมาใช้เพื่อรับมือกับภัยคุกคามเฉพาะหน้าเกือบทั้งสิ้น เช่น เวียดนามซึ่งใช้เรือดำน้ำจากรัสเซียชั้นกิโล (Kilo) มาถึง 6 ลำ จุดประสงค์ของเวียดนามค่อนช้างชัดเจนคือมีเรือดำน้ำไว้ปกป้องอธิปไตยจากกรณีพิพาทกับจีนทั้งหมู่เกาะพาราเซลและหมู่เกาะสแปรตลีย์

อินโดนีเซียกับมาเลเซียมีจุดประสงค์ใกล้เคียงกับเวียดนาม และสิงคโปร์ตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ระดับโลก

ขณะที่ไทยกับเมียนมาไม่ได้เป็นคู่กรณีกับใครเรื่องน่านน้ำ ถูกมองว่าซื้อเรือดำน้ำมาประดับบารมีและแม้จะซื้อมาโดยพิจารณาสเป๊กที่คุ้มค่าที่สุด แต่การซื้อเกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของการถ่วงดุลระหว่างมหาอำนาจ 

พูดตรงๆ ก็คือไทยกับเมียนมามีความจำเป็นน้อยที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่จำเป็น

ท่ามกลางกระแสต่อต้านรุนแรง (มาแต่ไหนแต่ไร) ท่ามกลางความล้มเหลวของการบริหารเศรษฐกิจและความจำเป็นเฉพาะหน้าเรื่องโรคระบาด การซื้อเรือดำน้ำกลายเป็นเรื่องจำเป็นน้อยจนถึงไม่จำเป็นขึ้นมาในทันที

หากจะถามว่าเมื่อไรถึงจะจำเป็น บางทีเราอาจจะต้องรอจนกว่าจะมีเรือดำน้ำของเพื่อนบ้านรุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำของไทยเสียก่อน ตอนนั้นกองทัพเรือและรัฐบาลคงจะมีความชอบธรรมมากพอในสายตาประชาชนที่จะสั่งซื้อเรือดำน้ำ

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

ภาพประกอบ: โมเดลเรือดำน้ำชั้น S26T ภาพโดย Apichart Jinakul/Bangkok Post

เยอรมนีทดลองแจกเงินรายได้ประจำถ้วนหน้าให้ประชาชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631358

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 18:16 น.เยอรมนีทดลองแจกเงินรายได้ประจำถ้วนหน้าให้ประชาชนเป็นอีกหนึ่งประเทศในแถบยุโรปที่ทำการทดลองแนวคิดนี้ หลังการทดลองที่ฟินแลนด์ไม่ค่อยจะได้ผลมากนัก

โครงการแจกเงินรายได้ประจำถ้วนหน้า หรือ Universal Basic Income เป็นแนวคิดที่มีอยู่ในหลายประเทศ โดยเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งที่รัฐมอบให้ประชาชน แทนที่จะตอบสนับสนุนประชาชนด้วยบริการขั้นพื้นฐานอย่างเดียว รัฐจะแจกเงินรายได้ประจำให้ประชาชนด้วยโดยมีจำนวนเงินมากพอให้ประชาชนสามารถนำไปใช้เพื่อประคับประคองชีวิตได้ หรือมากพอที่จะทำให้ประชาชนไม่ต้องตกอยู่ในความยากจน

แต่โครงการ Universal Basic Income (ซึ่งบางแห่งเรียกว่ารายได้มูลฐาน) มีความยากในการปรับใช้ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณมหาศาล ดังนั้นบางประเทศจึงต้องทำการทดลองใช้การในวงจำกัด เช่น เยอรมนีเพิ่งจะเริ่มการศึกษาเป็นเวลา 3 ปีเพื่อศึกษาว่าการแจกเงินรายได้ถ้วนหน้าจะผลต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของผู้รับอย่างไร

ผู้เข้าร่วมการทดลองจำนวน 120 คนจะได้รับเงิน 1,200 ยูโรหรือประมาณ 44,700 บาททุกเดือนเป็นเวลา 3 ปีซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เลยเส้นความยากจนของเยอรมนี (หมายถึงมากพอที่จะเลี้ยงชีพได้โดยไม่ถือเป้นคนยากจนในเยอรมนี) และนักวิจัยจะเปรียบเทียบประสบการณ์ของพวกเขากับกลุ่มอื่น ๆ 1,380 คนที่เข้าร่วมการทดลองแต่จะไม่ได้รับเงิน

เยอร์เกน ชุปป์ (Jürgen Schupp) ซึ่งเป็นผู้นำการศึกษากล่าวกับหนังสือพิมพ์ Der Spiegel ของเยอรมันว่าจะใช้สร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากการทดลองนี้เพื่อเป็นข้อมูลในการถกเถียงกันเกี่ยวกับผลดีและผลเสียของโครงการแจกเงินรายได้ถ้วนหน้า เพราะที่ผ่านมาประเด็นนี้มักเถียงกันในแง่หลักการ

ชุปป์ชี้ว่าฝ่ายคัดค้านอ้างว่าคนที่มีรายได้ขั้นพื้นฐานจะทำให้คนหยุดทำงานแล้วอยู่กับบ้านเฉยๆ ใช้ชีวิตตามสบายไม่กระตือรือร้น ส่วนผู้สนับสนุนแย้งว่าการแจกรายได้ถ้วนหน้าจะช่วยให้ผู้คนไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึน มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น มีนิสัยเอื้อเฟื้อมากขึ้น และยังช่วยสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย

นอกจากเยอรมนีแล้ว ฟินแลนด์ยังทดลองการแจกเงินรายได้ประจำถ้วนหน้าเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ตั้งแต่เดือนมกราคม 2017 ถึงธันวาคม 2018 โดยประชาชนที่ว่างงาน 2,000 คนได้รับเงิน 560 ยูโรต่อเดือนหรือประมาณ 20,800 บาท แต่นักวิจัยได้สรุปถึงแม้ว่าการแจกเงินจะช่วยให้คนว่างงานรู้สึกมีความสุขมากขึ้น แต่ไม่ชาวยทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้นจากการายงานของ BBC

AFP PHOTO / MAXIM MALINOVSKY

โจ ไบเดนจะใช้ไม้แข็งกับจีนไหมถ้าเขาชนะทรัมป์? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631299

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 16:09 น.โจ ไบเดนจะใช้ไม้แข็งกับจีนไหมถ้าเขาชนะทรัมป์?ข้อสังเกตและบทวิเคราะห์ว่าด้วยผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐที่ไม่ค่อยจะแสดงจุดยืนเรื่องการต่างประเทศมากนัก

Global Times สื่อของทางการจีนชี้ว่า ในวันที่โจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในรัฐเดลาแวร์ เขากล่าวถึงประเทศจีนเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่าดูเหมือนไบเดนจะพยายามระวังตัวไม่ให้ติดกับดักที่ประธานาธิบดีทรัมป์วางไว้ในการต่อต้านจีนเนื่องจากจีนไม่เคยเป็นต้นตอของปัญหาภายในประเทศของสหรัฐ

การเอ่ยถึงจีนเพียงแค่ครั้งเดียวของไบเดนคือการกล่าวว่าหากได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี “เราจะผลิตเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ป้องกันที่ประเทศของเราต้องการและเราจะผลิตพวกมันอยู่ที่นี่ในสหรัฐ ดังนั้นเราจะได้ไม่ต้องขอความปราณีจากจีนและประเทศอื่นๆ อีกต่อไป เพื่อปกป้องประชาชนของเราเอง” จะเห็นได้ว่าไบเดนเอ่ยถึงจีนในแง่การลดการพึ่งพาด้านสาธารณสุข ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาและพรรคเดโมแครตสนใจ

จากมุมมองของสื่อทางการจีนจะเห็นว่าจีนชื่อมั่นว่าสหรัฐจะมีท่าทีต่อจีนที่อ่อนลงหากทรัมป์หลุดจากตำแหน่ง แต่ไบเดนจะไมีท่าทีต่อจีนอ่อนลงจริงหรือไม่?

นักเขียนคอลัมน์ของ Forbes วิเคราะห์ว่านโยบายของไบเดนที่มีต่อจีนจะไม่เปลี่ยนจากนโยบายของทรัมป์อย่างรุนแรง เพราะมีความเห็นพ้องกันอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้กำหนดนโยบาย (จากทุกพรรค) ในวอชิงตันว่าปัญหาที่สหรัฐเผชิญกับจีนส่วนใหญ่เป็นผลมาจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของจีน จะเห็นได้ว่าพรรคเดโมแครตเองก็ระบุว่า“ พรรคเดโมแครตจะมีความชัดเจน, เข้มแข็ง และสม่ำเสมอในการตอกย้ำความกังวลด้านเศรษฐกิจความมั่นคงและสิทธิมนุษยชนอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการดำเนินการของรัฐบาลจีน”

นอกจากนี้ ในหนังสือ“Why America Must Lead Again” ของไบเดนเขายังแสดงท่าทีที่ไม่ต่างจากทรัมป์มากนัก เช่นการที่เขาบอกว่า “ เพื่อชนะการแข่งขันในอนาคตกับจีนหรือใครก็ตาม สหรัฐต้องเพิ่มความแหลมคมในด้านนวัตกรรมและรวมพลังทางเศรษฐกิจของระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกเพื่อต่อต้านการปฏิบัติทางเศรษฐกิจที่ไม่เหมาะสมและลดความไม่เท่าเทียมกัน” ข้อความนี้สะท้อนท่าทีแข็งกร้าวต่อจีนและความพยายามผนึกกำลังพันธมิตรที่ตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามกับสหรัฐอย่างชัดเจน

ในหนังสือเล่มเดียวกัน ไบเดนยังกล่าวว่า “สหรัฐจำเป็นต้องใช้ไม้แข็งกับจีน หากจีนมีช่องทางก็จะปล้นเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐและบริษัทอเมริกัน นอกจากนี้ยังจะใช้เงินอุดหนุนเพื่อให้รัฐวิสาหกิจของตนได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรมและเป็นส่วนหนึ่งในการมีอิทธิพลเหนือเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในอนาคต”

ไบเดนชี้ว่า “วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการรับมือกับความท้าทายนั้นคือการสร้างแนวร่วมของพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐเพื่อเผชิญหน้ากับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของจีน แม้ว่าในเวลาเดียวกันนั้นเราจพยายามร่วมมือกับจีนในประเด็นที่ผลประโยชน์ของเรามาบรรจบกันก็ตาม เช่นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงด้านสุขภาพระดับโลก”

ดังนั้น แม้ไบเดนจะเอ่ยถึงจีนแค่ครั้งเดียวในวันรับการเสนอชื่อ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่แข็งกร้าวกับจีน

Photo by Win McNamee/AFP

กล้าใช้ไหม โตเกียวตั้งห้องน้ำโปร่งใสใจกลางย่านชิบูย่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631297

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 14:03 น.กล้าใช้ไหม โตเกียวตั้งห้องน้ำโปร่งใสใจกลางย่านชิบูย่าห้องน้ำแนวใหม่เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ญี่ปุ่นกำลังกำจัดห้องน้ำแบบเก่าเพื่อเตรียมรับกับการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก

กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่นดูล้ำสมัยขึ้นอย่างมากเมื่อทำการติดตั้งห้องน้ำแนวใหม่ที่ออกแบบโดยชิเงรุ บัง (Shigeru Ban) ซึ่งเป็นสถาปนิกที่ได้รับรางวัล Pritzker โดยกรุผนังด้วย “กระจกอัจฉริยะ” ที่เปลี่ยนจากความใสเป็ยความทึบได้ และปัจจุบันมีใช้กันแล้วในสำนักงานและอาคารอื่นๆ เพื่อให้อาคารสำนักงานมีความโปร่งโล่งแต่ก็สามารถเปลี่ยนเป็นผนังทึบแสงได้เมื่อต้องการความเป็นส่วนตัว

ห้องน้ำโปร่งใสแห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านชิบูย่ามีผนังสีอ่อนหลากสี เมื่อใช้งานและล็อคประตูอย่างถูกต้องแล้ว ห้องสุขากระจกสีโปร่งใสจะกลายเป็นฝ้าและทึบแสง เมื่อประตูถูกปลดล็อกกระแสไฟฟ้าจะปรับผลึกในแก้วเพื่อให้แสงผ่านเข้ามาได้มากขึ้นทำให้โปร่งใสอีกครั้ง 

แต่ปฏิกริยาของผู้พบเห็นมีหลากหลาย

“ฉันกังวลว่ามันจะโปร่งใสขึ้นมาเพราะระบบผิดพลาด” ผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่มีชื่อ Twitter @yukio เขียนไว้ในโพสต์ที่ถูกรีทวีตเป็ฌนจำนวนมาก

“ต้องใช้เวลาในการทำความคุ้นเคยกับแนวคิดนี้” Ming Cheng สถาปนิกชาวลอนดอนเขียนบนทวิตเตอร์แต่เขายกก็ยอม “ยกนิ้วให้” แนวคิดสุดล้ำ

ในเรื่องข้อกังวลของชาวโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีแก้วนั้น Serah Copperwhite พนักงานด้านเทคโนโลยีที่อยู่ในเขตทางตอนใต้ของโตเกียวให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ The New York Times ว่า  “ฉันเชื่อในวิทยาศาสตร์” และบอกว่าถึงแม้เธอจะหลีกเลี่ยงห้องน้ำสาธารณะ แต่เธอก็มีอยากจะใช้ห้องน้ำใหม่มากกว่าเพราะดูสดใสและสะอาด 

Photo by Philip FONG / AFP

คิมจองอึนอาจโคม่า น้องสาวคิมยอจองกุมอำนาจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631326

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 12:17 น.คิมจองอึนอาจโคม่า น้องสาวคิมยอจองกุมอำนาจอดีตผู้ใกล้ชิดประธานาธิบดีเกาหลีใต้วิเคราะห์สถานการณ์การโอนถ่ายอำนาจในเกาหลีเหนือ มีสัญญาณบ่งชี้ไม่ปกติ

มีรายงานว่าคิมจองอึนผู้นำเกาหลีเหนืออาจอยู่ในอาการโคม่าส่วนคิมยอจองน้องสาวของเขาจะใช้อำนาจปกครองประเทศแทนพี่ชายโดยพฤตินัยและดูแลกิจการในระดับชาติและระดับนานาชาติ

ผู้ที่เปิดเผยเรื่องนี้คือ ชางซองมิน ผู้ช่วยของอดีตประธานาธิบดีคิมแดจุงแห่งเกาหลีใต้และเคยดำรงตำแหน่งเลขานุการฝ่ายการเมืองและในฐานะหัวหน้าสำนักงานตรวจสอบกิจการของรัฐ โดยเขาโพสต์โซเชียลมีเดียว่าไม่มีผู้นำเกาหลีเหนือคนใดจะมอบอำนาจให้กับบุคคลอื่นเว้นแต่เขาจะเป็น ป่วยเกินกว่าจะปกครองหรือถูกปลดออกจากตำแหน่งโดยการทำรัฐประหาร

The Korea Herald ได้รายงานข้อมูลนี้จากชางซองมิน โดยเขาระบุว่า “ผมประเมินว่าเขา (คิมจองอึน) อยู่ในอาการโคม่า แต่ชีวิตของเขายังไม่สิ้นสุด โครงสร้างการสืบทอดยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้นคิมโยจองจึงถูกนำตัวมาแทนที่พี่ชายเอาไว้ก่อน เนื่องจากไม่สามารถปล่อยให้เกิดสุญญากาศ (ทางการเมือง) ได้เป็นเวลานาน”

ชางซองมินอ้างว่าได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวในประเทศจีนว่าคิมอยู่ในอาการ “โคม่า”

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า คิมจองอึนโอนอำนาจให้น้องสาวคุมนโยบายสหรัฐ โดยสำนักข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) เผยว่า คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือมอบอำนาจส่วนหนึ่งให้คิมยอจอง น้องสาว รับผิดชอบกิจการของรัฐและนโยบายเกี่ยวกับสหรัฐและเกาหลีใต้ และชี้ว่า “การถ่ายโอนอำนาจให้น้องสาวเป็นการย้ำว่าตอนนี้เธอคือผู้นำหมายเลขสองของประเทศในทางพฤตินัย ส่วนคิมจองอึนยังคงเป็นผู้นำสูงสุดและมีอำนาจเด็ดขาด” หน่วยข่าวกรองระบุ

Photo by STR / various sources / AFP

จีนซ้อมรบจากเหนือจรดใต้ สัปดาห์เดียว6จุดตามแนวชายฝั่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631323

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 10:18 น.จีนซ้อมรบจากเหนือจรดใต้ สัปดาห์เดียว6จุดตามแนวชายฝั่งการเผชิญหน้าระหว่างจีน, ไต้หวัน และสหรัฐกำลังกลายเป็นรูปธรรมขึ้นมาเรื่อยๆ จากการซ้อมรบของแต่ละฝ่าย

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่า ในสัปดาห์นี้จีนประกาศการซ้อมรบทางทะเลอีก 6 ครั้งในเวลาเกือบจะพร้อมๆ กัน โดยจะเน้นการซ้อมรบอีกหลายรอบในทะเลจีนใต้เนื่องจากสหรัฐที่จะมาแสดงตนในภูมิภาคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และการซ้อมรบหลายครั้งที่เกิดขึ้นยังประจวบเหมาะกับที่ไต้หวันเพิ่งทำการซ้อมรบเช่นกัน

สำนักบริหารความปลอดภัยทางทะเลของมณฑลกวางตุ้งกล่าวว่าการฝึกซ้อมครั้งล่าสุดจะจัดขึ้นนอกชายฝั่งทางใต้ของมณฑลระหว่างวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคมถึงวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม ซึ่งมณฑลกวางตุ้งมีพื้นที่ติดต่อกับทะเลจีนใต้โดยตรงและยังเป็นที่ตั้งของเมืองใหญ่ที่มีความสำคัญคือเซินเจิ้น กว่างโจว รวมถึงฮ่องกงและมาเก๊า

ก่อนหน้าสำนักบริหารความปลอดภัยทางทะเลของไห่หนานได้ประกาศการฝึกซ้อมลักษณะเดียวกันนี้ที่นอกชายฝั่งของมณฑลในเวลาเดียวกัน ซึ่งไห่หนาน หรือเกาะไหหลำมีพื้นที่ใกล้เคียงกับกวางตุ้งและอยู่ในทะเลจีนใต้และประชิดกับเวียดนามที่มีกรณีพิพาทเรื่องน่านน้ำทะเลจีนใต้กับจีน

นอกจากนี้ ยังจะมีการซ้อมรบอีกสองครั้งทางตะวันออกของประเทศ แห่งแรกคือบริเวณในทะเลเหลืองซึ่งจะเสร็จสิ้นในวันพุธที่ 26 สิงหาคม และหน่วยยามฝั่งจะฝึกซ้อมที่นอกชายฝั่งมณฑลเหอเป่ยซึ่งจะดำเนินไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน พื้นที่ทั้ง 2 แห่งมีบริเวณใกล้เคียงกับเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

ในพื้นที่ใกล้เคียงกันคือทะเลป๋อไห่ก็จะมีการฝึกซ้อมอีก 2 ครั้งด้วย โดยการซ้อมรบจุดแรกจะมีขึ้นในวันจันทร์และวันอังคารและการซ้อมรบอีกแห่งหนึ่งเป็นการซ้อมระยะยาวกินเวลาสัปดาห์จะสิ้นสุดในวันศุกร์

AFP PHOTO / STR / China OUT

สหรัฐอนุมัติใช้ “พลาสมา” รักษาผู้ป่วยโควิดแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631317

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 08:19 น.สหรัฐอนุมัติใช้ "พลาสมา" รักษาผู้ป่วยโควิดแล้วประธานาธิบดีสหรัฐแถลงยืนยัน สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐได้อนุมัติให้ใช้ “พลาสมาที่มีโปรตีนภูมิคุ้มกัน” รักษาผู้ป่วยโควิด-19แล้ว หวังให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษามากขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้แถลงยืนยันว่า สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) ได้อนุมัติให้ใช้พลาสมาที่มีโปรตีนภูมิคุ้มกัน (convalescent plasma) ในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ได้แล้ว โดยพลาสมาเหล่านี้คือน้ำเลือดที่บริจาคโดยผู้ที่ได้รับการรักษาโรคโควิด-19 จนหายดีแล้ว

“นี่เป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมาก เราจะกระจายพลาสมาเหล่านี้ออกไปเพื่อให้ชาวอเมริกันที่ป่วยด้วยโรคโควิด-19 สามารถเข้าถึงการรักษานี้ได้มากขึ้น”

“FDA ได้ข้อสรุปแล้วว่า การรักษาด้วยพลาสมาที่มีโปรตีนภูมิคุ้มกัน เป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ”ประธานาธิบดีสหรัฐระบุ

ทั้งนี้ FDA ได้แถลงยืนยันเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ว่า พลาสมาที่มีโปรตีนภูมิคุ้มกันสามารถใช้รักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงวิธีการรักษาดังกล่าวได้ง่ายขึ้น โดยการรับรองให้สามารถใช้พลาสมาที่มีโปรตีนภูมิคุ้มกันนั้น FDA พิจารณาจากหลักฐานที่ได้จากผลการทดลองใช้พลาสมาดังกล่าวในช่วงแรกที่ไวรัสเริ่มแพร่ระบาด, หลักฐานการทดลองทางคลินิกที่ทำหลายครั้งจนมั่นใจ และข้อมูลจาก “National Convalescent Plasma Expanded Access Protocol”

ผู้ประท้วงต่อต้านเหยียดผิว จี้คนผิวขาวยกบ้านให้คนผิวดำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631272

วันที่ 23 ส.ค. 2563 เวลา 18:33 น.ผู้ประท้วงต่อต้านเหยียดผิว จี้คนผิวขาวยกบ้านให้คนผิวดำผู้ประท้วงเรียกร้องให้คนผิวขาวเสียสละโดยอ้างว่าพวกเขาได้ประโยชน์จากการมีอภิสิทธิ์เหนือคนผิวดำ

New York Post รายงานว่า กลุ่มผู้ประท้วง Black Lives Matter ในซีแอตเทิลเดินขบวนผ่านย่านที่อยู่อาศัยของคนผิวขาวและเรียกร้องให้ชาวผิวขาวยอมทิ้งบ้านของตนเพื่อมอบให้กับคนผิวดำ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นช่วงกลางเดือนสิงหาคมและมีการโพสต์คลิปเหตุการร์บน Twitter แสดงให้เห็นฝูงชนหลายสิบคนคนร้องตะโกนเรียกร้องสิทธิของคนผิวดำ และมีชายคนหนึ่งแสดงความโกรธแค้นต่อคนผิวขาวที่อยู่ใกล้เคียงโดยกล่าวว่าพวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่เคยเป้นของคนผิวดำในอดีต

ในขณะที่ผู้หญิงอีกคนในฝูงชนตะโกนว่าคนผิวขาวควรจะ “สละ” บ้านของพวกเขา และผู้หญิงอีกคนในฝูงชนเรียกร้องให้ผู้อยู่อาศัยคนผิวขาวเสียสละทรัพย์สินของพวกเขา 

“เอาบ้านคนผิวดำคืนมา คุณอยู่ตรงนั้นสบายๆ สบายเหมือนว่าคุณไม่ได้มีส่วนทำให้พื้นที่เป็นของคนผิวขาว! ฉันเคยอาศัยอยู่ในละแวกนี้และครอบครัวของฉันถูกผลักไสออกไปและคุณกำลังนั่งอยู่ตรงนั้นแล้วความสุขกับเพื่อนผิวขาวคนอื่นๆ ของคุณ!”

คลิปที่สองแสดงให้เห็นผู้ประท้วง Black Lives Matter  และสมาชิกกลุ่มต่อต้านเผด็จการ Antifa เรียกร้องให้คนผิวขาว “ไสหัวออกไป” ในขณะที่คนอื่นๆ ในฝูงชนเรียกร้องให้มีการชดใช้สิ่งที่พวกเขาสูญเสียไป

แต่มีอีกคลิปหนึ่งที่ผู้ประท้วงข่มขู่เจ้าของธุรกิจคนผิวขาวที่ถูกกล่าวหาว่าเรียกตำรวจเพื่อรายงานว่าหน้าต่างร้านของเขาอาจถูกทุบจนแตก แต่ผู้ประท้วงโจมตีคนผิวขาวคนนี้ว่าเขากำลังเหยียดผิว และสั่งให้คนผิวขาวคนนี้ “ทบทวนอภิสิทธิ์ของคุณซะ” ซึ่งหมายความว่าผู้ประท้วงเห็นว่าคนผิวขาวคนนี้กำลังใช้อภิสิทธิ์ความเป็นคนผิวขาวเพื่อเรียกตำรวจมาจัดการกับคนผิวดำ 

ภาพประกอบคือการประท้วงที่นิวยอร์ก  Scott Heins/AFP

สื่อนอกชี้เมืองไทยคุมโควิดได้ แต่คนขับรถชนตายบนถนนเป็นเบือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631285

วันที่ 23 ส.ค. 2563 เวลา 16:34 น.สื่อนอกชี้เมืองไทยคุมโควิดได้ แต่คนขับรถชนตายบนถนนเป็นเบือเป็นอีกหนึ่งครั้งที่สื่อต่างประเทศรายงานถึงอันตรายจากการใช้รถใช้ถนนของเมืองไทย

สำนักข่าว/สถานีโทรทัศน์ Sky News ของอังกฤษรายงานข่าวเกี่ยวกับอันตรายของถนนในประเทศไทยในรายงานคือ Why are Thailand’s roads so deadly? (ทำไมถนนในประเทศไทยถึงอันตรายถึงตาย?)

ผู้สื่อข่าว (Siobhan Robbins) ได้ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างแหลมคมว่า ประเทศไทยมีถนนที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ทุกๆ ปีหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตบนถนนเหล่านี้ “จนถึงขณะนี้ไวรัสโคโรนาได้คร่าชีวิตไปแล้วราวๆ 60 คน แล้วเป็นไปได้อย่างไรที่ประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ แต่กลับลดจำนวนคนตายบนท้องถนนไม่ได้”

ในแต่ละมีมีอย่างน้อย 20,000 คนที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับท้องถนนของเมืองไทยนช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ไทยมีถนนที่อันตรายที่สุดเป็นอันดับที่ 9 ของโลก แม้ว่าในปีหน้าทางการไทยตั้งเป้าจะลดตัวเลขลงมา 45% แต่จากการที่ผู้สื่อข่าวได้ติดตามทีมกู้ภัยไปช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุต่างๆ จนแทบไม่ได้พัก เธอบอกว่าตัวเลขที่ตั้งไว้ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้

คืนแล้วคืนเล่าวัฏจักรของอุบัติเหตุและการทำงานอย่างหนักหน่วงของทีมกู้ภัยวนไปวนมาอยู่แบบนี้ สำหรับประเทศที่สามารถควบคุมโควิด-19ได้ให้มีคนตายแต่ 60 คน แต่ในปีนี้กลับมาคนตายบนถนนแล้วถึง 8,000 คน

ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ทีมกู้ภัยคนหนึ่งโดยถามคำถามว่าทำไมประเทศถึงคุมโควิด-19 อยู่ แต่กลับคุมอุบัติเหตุบนท้องถนนไม่ได้ ทีมกู้ภัยตอบว่า “คนไทยไม่เคารพกฎ” และผู้สื่อข่าวได้เสริมว่า “พวกเขา (คนไทย) ไม่กลัวถนน แต่กลัวโควิด”

ผู้สื่อข่าวยังได้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจและได้ซักถามเรื่องการติดสินบนดังที่มีกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มกล่าวอ้างแต่ตำรวจไทยปฏิเสธเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวบอกว่ารัฐฐาลไทยกำลังดำเนินการกวาดล้างการติดสินบยนและกำหนดโทษไว้รุนแรง แรวมถึงกำหนดมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนน

แต่แผนการเหล่านี้อาจจะล้มเหลวในที่สุดหากผู้ขับขี่ยานยนต์ไม่เปลี่ยนนิสัย ในปีนี้ตัวเลขคนตายบนท้องถนนลดลงเล้กน้อย แต่ไม่น่าเชื่อว่าเป็นเพราะการระบาดของโควิด-19ที่ทำให้ถนนของเมืองไทยปลอดภัยขึ้น เพราะประชาชนถูกล็อคดาวน์ให้อยู่กับบ้าน แต่นี้เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวเท่านั้น