แอมเนสตี้โวยเฟซบุ๊คยอมอ่อนข้อให้รัฐบาลไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631535

วันที่ 26 ส.ค. 2563 เวลา 14:05 น.แอมเนสตี้โวยเฟซบุ๊คยอมอ่อนข้อให้รัฐบาลไทยองค์การนิรโทษกรรมสากลแสดงความคิดเห็นต่อกรณีเฟซบุ๊คบล็อกกลุ่มรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลสตามคำสั่งรัฐบาลไทย

ราชา อับดุล ราฮีม รักษาการผู้อำนวยการร่วมฝ่ายเทคโนโลยีขององค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) เผยถึงกรณีที่เฟซบุ๊คยอมปฏิบัติตามคำร้องขอของรัฐบาลไทยให้บล็อกกลุ่มรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลสว่า เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เฟซบุ๊คยอมแพ้ให้กับรัฐบาลที่กดขี่ข่มเหง ในขณะที่เรียกร้องสิทธิมนุษยชนอย่างนอบน้อม เป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างที่อันตรายของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

“บริษัทต้องทำทุกวิถีทางภายใต้ขอบเขตอำนาจที่มีเพื่อต่อต้านคำสั่งเซ็นเซอร์ตามอเภอใจของรัฐบาล สิทธิมนุษยชนต้องเป็นผลลัพธ์สุดท้ายอันสูงสุด ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจการค้า”

แถลงการณ์ในเว็บไซต์ของ Amnesty International ระบุอีกว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่เฟซบุ๊คเตรียมดำเนินการตามกฎหมายกับคำสั่งเซ็นเซอร์ของรัฐบาล แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว บริษัทไม่ควรปฏิบัติตามคำสั่งนั้นตั้งแต่แรก

แถลงการณ์ระบุต่อไปว่า คำข่มขู่ของรัฐบาลไทยว่าจะดำเนินการตามกฎหมายหากเฟซบุ๊คไม่ยอมร่วมมือถือเป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ รายงานของ Amnesty เมื่อเดือน เม.ย. 2020 แสดงให้เห็นแล้วว่า รัฐบาลไทยออกกฎหมายที่คลุมเครือและคุกคามจำนวนมากเพื่อเพาะสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ใช้โซเชียลมีเดีย

“รัฐบาลไทยต้องยุติการละเมิดการชุมนุมประท้วงโดยสงบทั้งในโลกออนไลน์และบนท้องถนน เนื่องจากการประท้วงเริ่มขยายใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเข้าสู่กระบวนการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ และเคารพเสรีภาพในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็น” ราชา อับดุล ราฮีมกล่าว

สหรัฐเตรียมขนย้ายอาวุธมาเอเชีย ไม่ยอมให้จีนเกินหน้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631438

วันที่ 26 ส.ค. 2563 เวลา 12:03 น.สหรัฐเตรียมขนย้ายอาวุธมาเอเชีย ไม่ยอมให้จีนเกินหน้าเอเชียกำลังจะกลายเป็นพื้นที่แสดงแสนยานุภาพของมหาอำนาจ เราต้องจับตาให้ดีอาจมีผลกระทบถึงไทย

พล. อ. เจมส์ แมคคอนวิลล์ เสนาธิการกองทัพสหรัฐกล่าวในงานสัมมนาออนไลน์ล่าสุดที่จัดโดยศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ โดยเผยว่ากำลังให้ความสำคัญเป็นอันแรกกับสร้างอาวุธพิสัยไกลและกำลังมองหาทางเลือกต่างๆ สำหรับการใช้ระบบอาวุธดังกล่าวในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกตามยุทธศาสตร์การยับยั้งอิทธิพลของจีน

ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมีพื้นที่ครอบคลุมมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย โดยเฉพาะพื้นที่สำคัญอย่างจากตะวันออกคือญี่ปุ่นจนถึงอินเดียทางตะวันตก และจากจีนและรัสเซียทางเหนือจนถึงออสเตรเลียทางใต้และมีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นใจกลางของภูมิภาคนี้

พล. อ. เจมส์ แมคคอนวิลล์ชี้ว่าการกำหนดยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะช่วยให้สหรัฐสามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามที่มีศักยภาพเช่นจีนและรัสเซีย และการจะทำเช่นนั้นได้จะต้องมีการสนธิกำลังกันของกองกำลังปฏิบัติการทุกหน่วย

ผู้บัญชาการอาวุโสของสหรัฐและที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ของเพนตากอนเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า กองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) ซึ่งเป็นกองทัพของจีนได้สร้างขีปนาวุธขนาดใหญ่ซึ่งส่วนใหญ่มีพิสัยการยิงที่เหนือกว่าสหรัฐและพันธมิตรในภูมิภาค ซึ่งบุคคลนี้พยายามเตือนมาตลอดว่าจีนความได้เปรียบอย่างชัดเจนในแสนยานุภาพด้านนี้

สหรัฐพยายามปรับยุทธศาสตร์การรบในภูมิภาคนี้โดยจะโยกหน่วยนาวิกโยธินจะเข้าร่วมกองกำลังกับกองทัพเรือในการโจมตีเรือรบของศัตรู และกำหนดให้หน่วยนาวิกโยธินขนาดเล็กที่ติดอาวุธต่อต้านเรือรบจะกลายเป็นผู้ทำลายเรือของศัตรู

เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศขึ้นมา หน่วยรบเหล่านี้จะกระจายไปตามจุดสำคัญในแปซิฟิกตะวันตก (คือเอเชียตะวันออก) และตามแนวหมู่เกาะญี่ปุ่นผ่านไต้หวัน ไปยังฟิลิปปินส์ และไปยังเกาะบอร์เนียว เพื่อล้อมรอบทะเลชายฝั่งของจีนจากเหนือจรดใต้

AFP PHOTO / Navy Media Content Services / MC2 Scott Fenaroli

จีนเดือด เครื่องบินสอดแนมสหรัฐป้วนเปี้ยนเขตห้ามบิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631504

วันที่ 26 ส.ค. 2563 เวลา 10:00 น.จีนเดือด เครื่องบินสอดแนมสหรัฐป้วนเปี้ยนเขตห้ามบินจีนประณามการบินล่วงล้ำเขตห้ามบินของสหรัฐว่าเป็นการจงใจยั่วยุ

สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า อู๋เชียน โฆษกกระทรวงกลาโหมจีนเผยว่า เครื่องบินสอดแนม U-2 ของสหรัฐบินล่วงล้ำเข้ามาในน่านฟ้าเขตห้ามบินที่จีนใช้เป็นสถานที่ซ้อมรบกระสุนจริงทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นการละเมิดกฎความปลอดภัยทางทะเลและทางอากาศระหว่างจีนและสหรัฐ

โฆษกกระทรวงกลาโหมยังกล่าวอีกว่า จีนขอคัดค้านการบินล่วงล้ำน่านฟ้าดังกล่าวและขอให้สหรัฐยุติพฤติกรรมนี้ทันที เนื่องจากกระทบต่อการซ้อมรบของจีน และยังอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรืออุบัติเหตุได้ง่ายๆ

“พฤติกรรมนี้เป็นการจงใจยั่วยุ” อู๋เชียนกล่าว

ติดเชื้อโควิดทั่วโลกทะลุ 24 ล้านราย อินเดียอ่วมป่วยแต่ละวันเกินครึ่งแสน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631486

วันที่ 26 ส.ค. 2563 เวลา 06:47 น.ติดเชื้อโควิดทั่วโลกทะลุ 24 ล้านราย อินเดียอ่วมป่วยแต่ละวันเกินครึ่งแสนเผยยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลก วันเดียวพุ่งกว่า 2.28 แสนราย ทะลุ 24 ล้านราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นกว่า 8 แสนราย อินเดียอ่วมป่วยแต่ละวันเกินครึ่งแสน

เว็บไชต์ Worldometers รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 26 ส.ค. 63 (เวลา 06.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) จำนวน 215 ประเทศทั่วโลก พบมีผู้ป่วยติดเชื้อ 24,031,316 ราย เพิ่มขึ้น 228,312 รายเสียชีวิต 822,233 ราย เพิ่มขึ้น5,561 ราย รักษาหาย 16,579,882 ราย

โดย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 5,953,173 ราย เพิ่มขึ้น 37,543 ราย เสียชีวิต 182,283 ราย เพิ่มขึ้น1,169ราย รักษาหาย 3,241,585 ราย

2. ประเทศบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 3,674,176 ราย เพิ่มขึ้น 46,959 ราย เสียชีวิต 116,666ราย เพิ่มขึ้น 1,215ราย รักษาหาย 2,848,395ราย

3. ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อ3,231,754 ราย เพิ่มขึ้น66,873ราย เสียชีวิต 59,612 ราย เพิ่มขึ้น1,066 ราย รักษาหาย 2,467,252 ราย

4.ประเทศรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 966,189 ราย เพิ่มขึ้น4,696 ราย เสียชีวิต 16,568 ราย เพิ่มขึ้น 120 ราย รักษาหาย 779,747 ราย

5.ประเทศ แอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 613,017 ราย เพิ่มขึ้น 1,567 ราย เสียชีวิต 13,308 ราย เพิ่มขึ้น149 ราย รักษาหาย 520,381ราย

6. ประเทศเปรู มีผู้ติดเชื้อ 600,438 ราย เสียชีวิต 27,813ราย รักษาหาย 407,301 ราย

7. ประเทศเม็กซิโก มีผู้ติดเชื้อ 563,705 ราย เพิ่มขึ้น 3,541ราย เสียชีวิต 60,800ราย เพิ่มขึ้น 320 ราย รักษาหาย 389,124 ราย

8. ประเทศโคลอมเบีย มีผู้ติดเชื้อ562,128ราย เพิ่มขึ้น10,432 ราย เสียชีวิต 17,889ราย เพิ่มขึ้น277 ราย รักษาหาย 395,470ราย

9.ประเทศสเปน มีผู้ติดเชื้อ 423,224เพิ่มขึ้น 2,415 ราย เสียชีวิต 28,924 ราย เพิ่มขึ้น52 ราย

10. ประเทศชิลี มีผู้ติดเชื้อ 400,985 ราย เพิ่มขึ้น 1,417ราย เสียชีวิต 10,958ราย เพิ่มขึ้น 42 ราย รักษาหาย 374,463ราย

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 120 มีผู้ติดเชื้อ 3,402 ราย เพิ่มขึ้น 5 เสียชีวิตคงที่ 58 ราย รักษาหาย 3,229 ราย

รู้หรือไม่ว่าเฟซบุ๊คส่งข้อมูลผู้ใช้ให้รัฐบาลสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631481

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 20:55 น.รู้หรือไม่ว่าเฟซบุ๊คส่งข้อมูลผู้ใช้ให้รัฐบาลสหรัฐและรัฐบาลสหรัฐก็เป็นประเทศที่ขอให้เฟซบุ๊คส่งข้อมูลผู้ใช้ให้มากที่สุดในโลก

แน่นอนว่าบรรดาบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง กูเกิล เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ เก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ไว้ปริมาณมหาศาล และหากจะกล่าวว่าบริษัทเหล่านี้มีข้อมูลอยู่ในมือมากกว่าระบบสอดแนมไหนๆ ของรัฐบาลก็ไม่ผิดนัก

ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่รัฐบาลจะขอความร่วมมือให้บริษัทเทคโนโลยีส่งมอบข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ให้ ทั้งที่ผู้ให้ข้อมูลอาจจะอนุญาตเพียงให้กูเกิลหรือเฟซบุ๊คใช้ข้อมูลของตัวเองเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาเท่านั้น แต่อาจไม่ทราบว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลก็อาจเข้าถึงข้อมูลของตัวเองเช่นกัน

และเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจกับผู้ใช้ หลังมีการเปิดโปงว่าทางการสหรัฐมีโครงการเก็บข้อมูลของชาวอเมริกันจากโซเชียลมีเดียต่างๆ เฟซบุ๊คได้เปิดเผยรายงานความโปร่งใสในการส่งข้อมูลของผู้ใช้ให้รัฐบาลนานาประเทศนับตั้งแต่ปี 2013

ล่าสุดปี 2019 เฟซบุ๊คเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2019 รัฐบาลขอให้เฟซบุ๊คส่งข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการรายงานครั้งแรกในปี 2013 โดยเพิ่มขึ้น 16% เป็น 128,617 ครั้ง หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2013 ถึง 364%

ในจำนวนคำขอทั้งหมดนี้ รัฐบาลสหรัฐขอมากที่สุด คือ 50,714 ครั้ง เป็นการขอข้อมูลจากผู้ใช้/บัญชี 82,461 คน/บัญชี และ 2 ใน 3 ของคำขอนี้เป็นคำสั่งที่ระบุไม่ให้เฟซบุ๊คแจ้งเจ้าของบัญชีก่อน

ขณะที่เฟซบุ๊คปฏิบัติตามคำขอของรัฐบาล 88% ของคำขอทั้งหมด โดยส่วนใหญ่ (47,457 คำขอ) เป็นการปฏิบัติตามหมายค้น หมายเรียก และคำสั่งศาล

อย่างไรก็ดี ทางเฟซบุ๊คยืนยันว่าไม่มีการอนุญาตให้รัฐบาลเข้าถึงประตูลับ (Back Door) หรือช่องทางที่สร้างไว้เพื่อให้เข้าถึงระบบหรือเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของระบบ

ถามว่าเฟซบุ๊คจะเลือกปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้แล้วไม่ส่งข้อมูลให้รัฐบาลสหรัฐได้หรือไม่ 

เมื่อปี 2008 บริษัทยาฮู! เคยปฏิเสธคำขอให้ส่งข้อมูลของผู้ใช้จากรัฐบาลสหรัฐ โดยระบุว่าคำสั่งดังกล่าวฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ รัฐบาลสหรัฐจึงขู่ว่าจะปรับเงินยาฮู! วันละ 250,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 7,864,000 บาท จนมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกัน แต่ปรากฏว่ายาฮู! แพ้คดีและกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีแห่งแรกๆ ที่ต้องส่งข้อมูลผู้ใช้ให้รัฐบาล

เผยโฉม “Apple store” ลอยน้ำที่สิงคโปร์ เตรียมเปิดเร็วๆนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631473

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 19:44 น.เผยโฉม "Apple store" ลอยน้ำที่สิงคโปร์ เตรียมเปิดเร็วๆนี้แอปเปิลเตรียมเปิด “Apple store” แห่งใหม่ที่มารีน่า เบย์ สิงคโปร์ โชว์จุดเด่นโครงสร้างทรงลูกบอลที่เหมือนลอยอยู่บนน้ำ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัทแอปเปิล อิงค์ ได้ประกาศว่า มีแผนเปิดแอปเปิลสโตร์แห่งใหม่ในประเทศสิงคโปร์ โดยใช้ชื่อว่า “แอปเปิล มารีน่า เบย์ แซนด์ส” ซึ่งตั้งอยู่ที่ มารีน่า เบย์ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์ค และจุดชมวิวชื่อดังของสิงคโปร์

จุดเด่นของ แอปเปิลสโตร์ แห่งนี้ คือมีโครงสร้างเหมือนลูกบอลขนาดใหญ่ ที่เหมือนจะลอยอยู่บนน้ำได้

“เราจะเปิดประตูไปสู่สโตร์แห่งใหม่ของเราที่มารีน่า เบย์ในไม่ช้า โดยแอปเปิล มารีน่า เบย์ แซนด์สจะเป็นหัวใจของการสร้างสรรค์ สถานที่ซึ่งเราทำเพื่อคุณ เพื่อให้คุณเกิดความคิดและความหลงใหล และจะเป็นสถานที่ซึ่งคุณจะค้นพบ เชื่อมต่อ และสร้างสิ่งใหม่ๆ เราแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะดูว่าจินตนาการของคุณจะพาคุณไปที่ใด” แอปเปิลระบุในเว็บไซต์

อย่างไรก็ดี แอปเปิลไม่ได้ระบุว่า แอปเปิลสโตร์แห่งใหม่ดังกล่าวมีพื้นที่ใช้สอยเท่าใด และจะเปิดตัวเมื่อใด

รายงานข่าวระบุว่า แอปเปิลมีสโตร์จำนวน 2 แห่งในสิงคโปร์ โดยอยู่ที่ถนนออร์ชาร์ด และท่าอากาศยานชางงีของสิงคโปร์

เฟซบุ๊คเคยแพ้ “เผด็จการ” เวียดนามมาแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631461

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 18:33 น.เฟซบุ๊คเคยแพ้ "เผด็จการ" เวียดนามมาแล้วก่อนหน้าไทย เฟซบุ๊คเคยถูกรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามบีบบังคับให้เซ็นเซอร์เนื้อหาโจมตีรัฐบาลมาแล้ว

กรณีที่รัฐบาลไทยกดดันให้เฟซบุ๊คบล็อกกลุ่ม “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” กลุ่มวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคน จนเฟซบุ๊คโต้กลับว่าจะดำเนินการทางกฎหมายกับรัฐบาลไทยนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เฟซบุ๊คถูกแรงกดดันจากรัฐบาลให้ลบหรือบล็อกเนื้อหาต่อต้านรัฐบาล

ตัวอย่างใกล้บ้านเราก็คือ เวียดนาม

แม้ว่ารัฐบาลเวียดนามจะเริ่มเปิดกว้างรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ยังควบคุมสื่อและกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยอย่างเข้มงวด องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders) ระบุว่าเสรีภาพสื่อของเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 175 จาก 180 ประเทศ

ด้วยเหตุนี้เฟซบุ๊คซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียยอดนิยมของชาวเวียดนามจึงถูกรัฐบาลจับตามองอย่างเลี่ยงไม่ได้ และที่ผ่านมารัฐบาลเวียดนามก็มักจะมีคำสั่งให้บริษัทโซเชียลมีเดียลบโพสต์หรือบัญชีที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์หรือผู้นำประเทศ หรือจัดตั้งขึ้นเพื่อยุยงให้เกิดการประท้วง หรือทำกิจกรรมอย่างอื่นที่เป็นการต่อต้านรัฐบาลอยู่บ่อยๆ

อีกทั้งยังมีกฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีผลบังคับใช้เมื่อต้นปี 2019 กำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียลบเนื้อหาโจมตีรัฐบาลภายใน 24 ชั่วโมงหลังได้รับคำร้องขอ

ทว่าที่ผ่านมาเฟซบุ๊คเคยปฏิเสธคำสั่งดังกล่าว แต่ก็ดำเนินการลบโพสต์ต่างๆ ไปหลายครั้ง

แต่สุดท้ายเฟซบุ๊คก็ต้องพ่ายแพ้ให้รัฐบาลเวียดนาม ยอมบล็อกโพสต์ที่มีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาลหลังจากถูกกดดันอย่างหนัก

แหล่งข่าวเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า เซิร์ฟเวอร์ของเฟซบุ๊คในเวียดนามถูกปิด 7 สัปดาห์ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ก.พ.-ต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ใช้งานเฟซบุ๊ค รวมทั้งแอพพลิเคชั่นส่งข้อความเมสเซนเจอร์ อินสตาแกรม วอทส์แอพซึ่งเป็นของเฟซบุ๊ค บางรายใช้งานไม่ได้ บางรายเข้าใช้งานได้ช้าลง

ขณะนั้นสื่อของทางการเวียดนามระบุว่าสาเหตุมาจากการซ่อมบำรุงสายเคเบิลใต้ทะเล แต่กระนั้นก็ยังมีข้อกังขาว่าเหตุใดจึงเกิดเหตุขัดข้องเฉพาะกับเฟซบุุ๊คเท่านั้น

ในเวลาต่อมาคำถามนี้ก็ได้รับการชี้แจง โดยเฟซบุ๊คยอมรับว่า ช่วงเวลาที่มีปัญหาการเข้าใช้งานนั้น บริษัทกำลังเจรจากับรัฐบาลเวียดนาม โดยทางรัฐบาลต้องการให้เฟซบุ๊คลบหรือเซ็นเซอร์เนื้อหาที่ต่อต้านรัฐบาลหรือกระทบกับความมั่นคง แต่ทางเฟซบุ๊คไม่ต้องการทำ

อย่างไรก็ดี สุดท้ายหลังจากถูกกดดันอย่างหนัก เฟซบุ๊คจึงต้องยอมทำตามคำร้องขอ โดยให้เหตุผลว่า “เราต้องยอมรับคำร้องขอของรัฐบาล เพื่อให้ชาวเวียดนามนับล้านๆ คนได้ใช้เฟซบุ๊คต่อไป”

แหล่งข่าวเผยกับรอยเตอร์สว่า หลังจากเฟซบุ๊ครับปากรัฐบาลเวียดนาม บริการของเฟซบุ๊คก็กลับมาเป็นปกติ

เวียดนามคือตลาดใหญ่

นับตั้งแต่ปี 2016 เวียดนามกลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในเอเชียของเฟซบุ๊ค จากข้อมูลของเว็บไซต์ statista พบว่า ปีนี้เวียดนามมีผู้ใช้เฟซบุ๊คราว 47.1 ล้านคน ขณะที่ไทยมีผู้ใช้ราว 52.37 ล้านคน

และแหล่งรายได้หลักของเฟซบุ๊คก็มาจากค่าโฆษณา ข้อมูลของ Ants บริษัทวิจัยตลาดในเวียดนาม พบว่า ปี 2018 มูลค่าโฆษณาออนไลน์ของเวียดนามอยู่ที่ 550 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 17,318 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 40% หรือเท่ากับ 235 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 7,400 ล้านบาทไหลเข้ากระเป๋าเฟซบุ๊ค

ขณะที่มูลค่าโฆษณาจากทั่วโลกของเฟซบุ๊คในปีเดียวกันอยู่ที่ 55,013 ล้านเหรียญสหรัฐ หากเทียบสัดส่วนแล้วรายได้ของเฟซบุุ๊คในเวียดนามคิดเป็นประมาณ 0.42% ของรายได้ทั่วโลกเท่านั้น

แต่ถึงอย่างนั้นเฟซบุ๊คก็ไม่ยอมสูญเสียรายได้ก้อนนี้ไป และเลือกยอมทำตามคำขอ (แกมบังคับ) ของรัฐบาลเวียดนาม เพื่อรักษาธุรกิจ แทนที่จะทิ้งตลาดเวียดนามไป

ทั้งที่เคยปฏิญาณในฐานะสมาชิกโครงการเครือข่ายโลก (Global Network Initiative) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลเซ็นเซอร์เนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตและปกป้องสิทธิส่วนตัวของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ว่าเฟซบุ๊คจะปกป้องสิทธิมนุษยชนของผู้ใช้ เมื่อต้องเผชิญกับข้อเรียกร้องของรัฐบาลที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

เมื่อเฟซบุ๊คยอม “งอ” ไม่ยอม “หัก” กับรัฐบาลเวียดนาม องค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างองค์กรนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) จึงกังวลว่ากรณีนี้จะเป็นตัวอย่างให้กับรัฐบาลอื่นทั่วโลกใช้วิธีบีบบังคับให้เฟซบุ๊คเซ็นเซอร์เนื้อหาตามที่รัฐบาลต้องการ

เฟซบุ๊คไม่มีทางเลือก ต้องยอมอ่อนข้อให้รัฐบาลไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631456

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 16:51 น.เฟซบุ๊คไม่มีทางเลือก ต้องยอมอ่อนข้อให้รัฐบาลไทยบทวิเคราะห์สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการเผชิญหน้าระหว่างเฟซบุ๊คและรัฐบาลไทยจากกรณีเพจหมิ่นเหม่

จากกรณีที่รัฐบาลไทยขอให้เฟซบุ๊คปิดกั้นการเข้าถึงกลุ่ม “รอยัลลิสต์ มาร์เก็ตเพลส” เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกิจกรรมที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันหลักของชาติ และทางเฟซบุ๊คมีปฏิกริยาขัดขืนคำร้องขอนี้และจะดำเนินการทางกฎหมาย

โฆษกของเฟซบุ๊คบอกกับสำนักข่าว AFP ว่าถูกรัฐบาลไทย “บังคับ” ให้ลบกลุ่มออก แต่ว่า “คำขอเช่นนี้รุนแรงขัดต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแสดงออกของผู้คน”

เฟซบุ๊คบอกว่า “เราจะทำงานเพื่อปกป้องและพิทักษ์สิทธิ์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกคนและกำลังเตรียมที่จะท้าทายคำขอนี้ด้วยกระบวนการตามกฎหมาย”

บริษัทเฟซบุ๊คไม่ได้ให้รายละเอียดของการดำเนินการทางกฎหมาย แต่เตือนว่าท่าทีบีบคั้นของทางการไทยจะทำลายความน่าเชื่อถือด้านการลงทุนของไทย

ถึงแม้ว่าเฟซบุ๊คจะพูดอย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊คไม่ใช่องค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ดำเนินการโดยไม่หวังผลกำไร และเรื่องเงินนี่แหละที่จะทำให้เฟซบุ๊คต้องยอมทำตามรัฐบาลไทย

จากสถิติประเทศที่มีผู้ใช้งานเฟซบุ๊คมากที่สุดในโลกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2020 พบว่าไทยมีผู้ใช้เฟซบุ๊คมากที่สุดอันดับที่ 8 ของโลกถึง 50 ล้านคน

ถ้าเฟซบุ๊คจะเดินหน้าชนรัฐบาลไทยด้วยกระบวนการทางกฎหมายในไทย เฟซบุ๊คก็ต้องเตรียมใจเอาไว้แต่เนิ่นๆ ว่า มีโอกาสแพ้สูงมาก เพราะรัฐบาลไทยจะมีน้ำหนักมากกว่าในเรื่องความมั่นคง

และในเมื่อเฟซบุ๊คฟ้องรัฐบาลไทยได้ รัฐบาลไทยก็ฟ้องเฟซบุ๊คได้เหมือนกัน มีช่องโหว่มากมายที่รัฐบาลไทยตอบโต้ เช่น อาจทำแบบสหรัฐที่ฟ้องเฟซบุ๊คฐานละเมิดกฎหมายสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนจากกรณี Cambridge Analytica ซึ่งเฟซบุ๊คยอมจ่ายค่าปรับให้รัฐบาลสหรัฐ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เท่านั้นยังไม่พอ เฟซบุ๊คยังต้องจ่ายค่าปรับให้รัฐบาลอังกฤษ 500,000 ปอนด์ด้วยข้อหาเดียวกัน และยังเจอรัฐบาลออสเตรเลียฟ้องในข้อหาละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนเป็นเงินถึง 529,000 แสนล้านเหรียญสหรัฐ!

ถ้ารัฐบาลไทยใช้วิธีนี้บ้าง เฟซบุ๊คอาจจะต้องยอมถอยดีกว่าเสียเงิน

เอาเข้าจริงแล้วการที่เฟซบุ๊คอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนเพื่อขัดขืนรัฐบาลไทยดูเหมือนจะเป็นการถ่มน้ำลายรดฟ้า น้ำลายนั้นก็กลับมาตกใส่หน้าตัวเอง เพราะเฟซบุ๊คมีชนักติดหลังเรื่องละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ที่อื้อฉาวกว่านี้อีก

และมีตัวอย่างมาแล้วที่เฟซบุ๊คยอมอ่อนข้อให้ “รัฐบาลเผด็จการ” เพื่อกุมตลาดในประเทศนั้นเอาไว้ เช่น เวียดนามซึ่งมีผู้ใช้มากที่สุดอันดับ 7 ของโลกที่ 64 ล้านคน

ในกรณีของเวียดนามนั้นใช้ไม้แข็งเอามากๆ นั่นทำให้การเข้าถึงช้าลง จนอีกฝ่ายต้องยอมควบคุมเนื้อหาที่มีปัญหากับรัฐบาลเวียดนาม

ถามว่าใช้วิธีนี้แล้วพี่ใหญ่อย่างสหรัฐไม่โวยวายเอาหรือ? ตอบว่ารัฐบาลสหรัฐก็ต้องยอมให้เวียดนาม เพราะต้องการเอาเวียดนามมาเป็นพันธมิตรเพื่อเล่นงานจีน ดังนั้น เวียดนามเผด็จการแค่ไหนสหรัฐก็ทำเป็นหลับตาไม่รู้ไม่เห็น ตราบใดที่เวียดนามเป็นศัตรูกับจีนและตอบสนองกับสหรัฐในการต้านจีน

ที่เห็นชัดๆ คือกรณีเวียดนามเล่นงานเฟซบุ๊คช่วงต้นปี พอเข้ากลางปีเดือนกรกฎาคม ไมค์ พอมพีโอ แถลงว่าสหรัฐกับเวียดนามเป็นหุ้นส่วนกันบนผลประโยชน์ร่วมกัน และบอกว่าความสัมพันธืของทั้งสองประเทศ คือ “ตัวอย่างของความร่วมมือและหุ้นส่วนระหว่างประเทศ”

หมายความว่าถ้าสหรัฐยอมให้เวียดนามเล่นงานเฟซบุ๊คได้โดยแลกกับการเป็นหุ้นส่วนความมั่นคง ประเทศอื่นๆ ก็สามารถใช้วิธีการนี้ได้เช่นกัน

ในเวลานี้สหรัฐกำลังหาพวกในอาเซียนมาช่วยสู้กับจีน และไทยก็เนื้อหอมขึ้นทุกวัน สมมติว่ารัฐบาลไทยต่อรองกับรัฐบาลสหรัฐเรื่องความมั่นคงในภูมิภาค มีหรือรัฐบาลสหรัฐจะไม่ยอมคุยกับเฟซบุ๊คให้ช่วย “ดูแล” เนื้อหาที่หมิ่นเหม่กับความมั่นคงของไทย?

ดังนั้น ถ้าเฟซบุ๊คจะไปฟ้องศาลสหรัฐ ก็ต้องคำนวณดีๆ ว่าจะฟ้องรัฐบาลไทยข้อหาอะไร และต้องถามให้มั่นใจว่ารัฐบาลสหรัฐจะยอมให้เฟซบุ๊คฟ้องไทยหรือเปล่า

แน่นอนว่าเรื่องฟ้องร้องเป็นภาระหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ แต่รัฐบาลสหรัฐย่อมสามารถแทรกแซงเฟซบุ๊คโดยตรงได้เพื่อให้หยุดการกระทำเช่นนี้ ยิ่งตอนนี้เฟซบุ๊คมีผลประโยชน์ที่ต้องกอบโกยโดยพยายามล็อบบี้รัฐบาลสหรัฐเพื่อเสียบแทน TikTok

ส่วนที่เฟซบุ๊คบอกว่าท่าทีบีบคั้นของไทยจะส่งผลต่อภาพลักษณ์การลงของไทยนั้นก็ให้ดูเวียดนามเป็นตัวอย่าง หลังจากที่มีเรื่องกับเฟซบุ๊คแล้ว เวียดนามยังมีการลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาไม่หยุดและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นเสรีภาพในการแสดงความเห็นกับศักยภาพในการทำธุรกิจมันเป็นคนละเรื่องกัน

กล่าวโดยสรุปก็คือ สุดท้ายแล้วเฟซบุ๊คก็ต้องยอมรัฐบาลไทย เพราะรัฐบาลไทยมีอาวุธหลายอย่างที่จะนำมาตอบโต้ ทั้งการฟ้องร้องเฟซบุ๊คกลับเรื่องละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือพยายามใช้มาตรการทางภาษี (นายกรัฐมนตรีพล.อ. ประยุทธิ์ จันทร์โอชา เคยแย้มเรื่องนี้ไว้คราวมาเยือนบางกอกโพสต์) และยังสามารถต่อรองกับรัฐบาลสหรัฐได้อีกด้วยหากต้องการจะทำ

มันจะไม่ใช่แค่การปิดกลุ่มหมิ่นเหม่ ต่อไปอาจนำไปสู่การควบคุมเนื้อหาทุกโพสต์ที่หมิ่นเหม่ ดังนั้นต่อให้กลุ่มหมิ่นเหม่ไปเปิดกลุ่มใหม่ รัฐบาลไทยก็จะใช้ไม้แข็งบดขยี้ผ่านเฟซบุ๊คไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น

นี่คือเริ่มต้นเท่านั้น

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

นักสิทธิมนุษยชนโวยรัฐบาลไทยแบนกลุ่มเฟซบุ๊คปิดกั้นเสรีภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631430

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 14:30 น.นักสิทธิมนุษยชนโวยรัฐบาลไทยแบนกลุ่มเฟซบุ๊คปิดกั้นเสรีภาพผอ.ฮิวแมนไรท์สวอตช์โวยรัฐบาลไทยใช้กฎหมายเกินขอบเขต ละเมิดสิทธิมนุษยชนซ้ำๆ

จอห์น ซิฟตัน ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายองค์การฮิวแมนไรท์สวอตช์ประจำเอเชีย เผยว่า “รัฐบาลไทยใช้กฎหมายที่เกินขอบเขตและละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกครั้ง เพื่อบังคับให้เฟซบุ๊คจำกัดเนื้อหาที่ได้รับการปกป้องจากเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น”

คำกล่าวนี้มีขึ้นหลังจากสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เฟซบุ๊คเตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีกับรัฐบาลไทยหลังจากถูกกดดันให้บล็อกกลุ่มรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลสที่สร้างขึ้นเพื่อวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีผู้ติดตามราว 1 ล้านคน 

ด้านตัวแทนจากเฟซบุ๊คเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า “หลังจากทบทวนอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เราพบว่าเฟซบุ๊คถูกบังคับให้จำกัดเนื้อหาที่รัฐบาลไทยมองว่าฝ่าฝืนกฎหมาย” คำกล่าวนี้อ้างถึงการตัดสินใจบล็อกกลุ่ม “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” ซึ่งมีผู้ติดตามราว 1 ล้านคนไม่ให้ผู้ใช้เฟซบุ๊คในประเทศไทยเข้าถึง 

เฟซบุ๊คกล่าวว่า บริษัทถูกรัฐบาลไทยกดดันให้จำกัดเนื้อหาบางอย่างเกี่ยวกับการเมือง โดยรัฐบาลข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีกับบริษัทตัวแทนของเฟซบุ๊คในประเทศไทย เฟซบุ๊คจึงจำเป็นต้องดำเนินคดีกับรัฐบาลไทย

“คำขอเช่นนี้ถือว่ารุนแรง ฝ่าฝืนกฎหมายสิทธิมนุษยชนในระดับสากล และมีผลกระทบกับการแสดงความคิดเห็นของประชาชน เราพยายามปกป้องและต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และกำลังเตรียมดำเนินการทางกฎหมายกับคำขอนี้”

โลกวิกฤต ทะเลขั้วโลกเหนือจะไร้น้ำแข็งภายในปี 2035 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631423

วันที่ 25 ส.ค. 2563 เวลา 13:15 น.โลกวิกฤต ทะเลขั้วโลกเหนือจะไร้น้ำแข็งภายในปี 2035 แบบจำลองสภาพภูมิอากาศล่าสุดคาดการณ์อาร์กติกอาจปราศจากน้ำแข็งในทะเลภายในปีพ.ศ. 2578

ทีมนักวิจัยระหว่างประเทศที่นำโดยคณะสำรวจอาร์กติกของบริเตน (BAS) ได้สร้างแบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่ทันสมัยซึ่งพัฒนาโดย Hadley Center ของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักร จนสามารถประเมินทะเลอาร์กติกอาจจะปราศจากน้ำแข็งภายในปี 2035 หรือพ.ศ. 2578 หรือในอีก 15 ปีข้างหน้า

สาเหตุมาจากผลกระทบของแสงแดดในฤดูใบไม้ผลิที่รุนแรงขึ้นจนทำให้เกิดน้ำแข็งละลายเป็นละลายจำนวบนพืดน้ำแข็ง ซึ่งทั้งแสงแดดที่รุนแรงและน้ำที่ขังในน้ำแข็งจะเร่งให้แผ่นน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น

ตามปกติแล้วน้ำแข็งที่มีสีขาวจะสะท้อนแสงอารทิตย์ได้มาก แต่เมื่อโลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ผิวหน้าน้ำแข็งละลายจนเริ่มเสื่อมสภาพการสะท้อนแสงอาทิตย์ทำให้โลกร้อนขึ้น เมื่อโลกร้อนขึ้นน้ำแข็งบยิ่งละลายมากขึ้น เป็นวงจรอุบาทว์ที่ยากจะแก้ไข

ทีมวิจัยทำการประเมินโดยสร้างแบบจำลองสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงระหว่างที่โลกเคยเกิดภาวะโลกร้อนและช่วงที่โลกเกิยุคน้ำแข็ง (เรียกว่ายุค interglacial) ยุค interglacial ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อ 127,000 ปีก่อน และในตอนนี้นับตั้งแต่สิ้นสุดยุค interglacial ครั้งสุดท้ายเวลาได้ผ่านมาแล้ว 11,700 ปี 

Photo by Steven C. AMSTRUP / POLAR BEARS INTERNATIONAL / AFP