เหยื่อ”โควิด-19″ทั่วโลกป่วยพุ่ง 24.3 ล้านราย – เสียชีวิตกว่า 8.2 แสนคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631591

วันที่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 06:43 น.เหยื่อ"โควิด-19"ทั่วโลกป่วยพุ่ง 24.3 ล้านราย - เสียชีวิตกว่า 8.2 แสนคนอัพเดตสถานการณ์โควิดทั่วโลก วันเดียวติดเชื้อพุ่งกว่า 2.61 แสนราย ทะลุ 24.3 ล้านราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 8.2 แสนราย

เว็บไชต์ Worldometers รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 26 ส.ค. 63 (เวลา 06.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) จำนวน 215 ประเทศทั่วโลก พบมีผู้ป่วยติดเชื้อ 24,312,704 ราย เพิ่มขึ้น 261,434 รายเสียชีวิต 828,644 ราย เพิ่มขึ้น6,076 ราย รักษาหาย 16,840,717 ราย

โดย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 5,996,397 ราย เพิ่มขึ้น 40,669 ราย เสียชีวิต 183,533 ราย เพิ่มขึ้น1,169ราย รักษาหาย 3,295,203 ราย

2. ประเทศบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 3,722,004 ราย เพิ่มขึ้น 47,828 ราย เสียชีวิต 117,756ราย เพิ่มขึ้น 1,090ราย รักษาหาย 2,908,848 ราย

3. ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อ3,307,749 ราย เพิ่มขึ้น75,995ราย เสียชีวิต 60,629 ราย เพิ่มขึ้น1,017 ราย รักษาหาย 2,523,443ราย

4.ประเทศรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 970,865 ราย เพิ่มขึ้น4,676 ราย เสียชีวิต 16,683 ราย เพิ่มขึ้น 115 ราย รักษาหาย 786,150 ราย

5.ประเทศ แอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 615,701 ราย เพิ่มขึ้น 2,684 ราย เสียชีวิต 13,502 ราย เพิ่มขึ้น194 ราย รักษาหาย 525,242ราย

6. ประเทศเปรู มีผู้ติดเชื้อ 607,382 ราย เสียชีวิต 28,001ราย รักษาหาย 414,577 ราย

7. ประเทศโคลอมเบีย มีผู้ติดเชื้อ572,270ราย เพิ่มขึ้น10,142 ราย เสียชีวิต 18,184ราย เพิ่มขึ้น295 ราย รักษาหาย 407,121ราย

8. ประเทศเม็กซิโก มีผู้ติดเชื้อ 568,621 ราย เพิ่มขึ้น 4,91ราย เสียชีวิต 61,450ราย เพิ่มขึ้น 650 ราย รักษาหาย 393,101ราย

9.ประเทศสเปน มีผู้ติดเชื้อ 426,818เพิ่มขึ้น 3,594ราย เสียชีวิต 28,971 ราย เพิ่มขึ้น47 ราย

10. ประเทศชิลี มีผู้ติดเชื้อ 402,365 ราย เพิ่มขึ้น 1,380ราย เสียชีวิต 10,990ราย เพิ่มขึ้น 32 ราย รักษาหาย 376,268ราย

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 120 มีผู้ติดเชื้อ 3,403 ราย เพิ่มขึ้น 1 เสียชีวิตคงที่ 58 ราย รักษาหาย 3,237 ราย

มองจีนให้เข้าใจเพื่อเตรียมรับกับภัยของสงครามเย็นใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631484

วันที่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 20:29 น.มองจีนให้เข้าใจเพื่อเตรียมรับกับภัยของสงครามเย็นใหม่ทำความเข้าใจว่า “ทำไมจีนถึงเป็นแบบนี้” ท่ามกลางการเผชิญหน้าระหว่างจีนกับสหรัฐ เพื่อคาดเดาแนวโน้มในอนาคต

จางเหวยเหว่ย เป็นศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยฟู่ต้าน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของจีน เขาผู้นี้เป็นนักวิชาการจีนที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก มีผลงานสำคัญคือหนังสือเรื่อง The China Wave: Rise of a Civilizational State ซึ่งอธิบายว่าจีนผงาดขึ้นมาได้อย่างไรและกำลังมุ่งไปทางไหน

หนังสือเล่มตีพิมพ์ในภาษาไทยในชื่อ “คลื่นจีน การผงาดของรัฐอารยธรรม” (แปลเรียบเรียงโดย ดร. ทิพภานิดา ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา) ซึ่งมีประโยชน์มากในการทำความเข้าใจว่า “ทำไมจีนถึงเป็นแบบนี้” และในเวลาที่มหาอำนาจทั้งสองคือสหรัฐและจีนกำลังเผชิญหน้ากัน การเข้าใจทั้งสองประเทศอย่างถ่องแท้จะช่วยให้เราคาดเดาแนวโน้มในอนาคตได้

1. จีนมีโมเดลการพัฒนาที่ชัดเจน จางเหวยเหว่ยถึงขนาดบอกว่า “โมเดลจีนอาจจะกำชัยชนะในที่สุด” แต่มันเป็นอย่างไร? มันคือหลักการ “สามไม่” คือไม่เลียนแบบชาติตะวันตก ไม่เลียนแบบประเทศสังคมนิยมอื่นๆ และไม่ละทิ้งจุดแข็งของตัวเอง ดังนั้นโลกภายนอกไม่อาจคาดหวังให้จีนเป็นแบบที่พวกเขาต้องการได้

2. นักปฏิรูปชาวจีนไม่ยอมรับคำอธิบายเชิงนามธรรมแบบชาวตะวันตกอย่างง่ายๆ อย่างเช่นคำถามที่ว่า “ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดคืออะไร?”, “ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดควรเป็นอย่างไร?”, “ประชาธิปไตยคืออะไร?”แต่พวกเขามุ่งลงมือทำและเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ด้วยตัวเองว่าระบบไหนที่ “เวิร์ก”

3. จีนมีรูปแบบมีรัฐที่เข้มแข็งการกุมอำนาจที่ชัดเจน ทำให้ไม่ต้องเจอปัญหาแบบ “รัฐอ่อนแอ” ที่มีความขัดแย้งสัพเพเหะระและการชิงอำนาจกันระหว่างนักการเมือง จนแทบไม่อาจบรรลุฉันทามติที่จะสร้างอะไรสักอย่างเช่นสะพานสักแห่งก็เถียงกันจะเป็นจะตาย อย่าพูดถึงว่าจะเอาชนะประเทศพัฒนาแล้วอย่างไร

4. จีนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเป็นอันดับต้นๆ เพราะตราบใดที่รัฐยังรักษาเสถียรภาพและสันติภาพได้ คนจีนจะสามารถเผยอุปนิสัย “ขยันขันแข็งสร้างความมั่งคั่ง” เติ้งเสี่ยวผิง ย้ำอยู่เสมอว่า “เสถียรภาพ (ในจีน) สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด” และ “ในบรรดาประเด็นปัญหาต่างๆ ที่จีนเผชิญ การรักษาเสถียรภาพเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หากปรากาศจากสภาวะแวดล้อมของความมีเสถียรภาพ อะไรๆ ก็ทำให้สำเร็จไม่ได้ และสิ่งที่ได้มาก็จะสูญเสียไปง่ายๆ”

5. จีนเน้นยุทธศาสตร์ที่ค่อยเป็นค่อยไป เช่น เติ้งเสี่ยวผิงมักยกภาษิตจีนโบราณขึ้นมากล่าวว่า “คลำก้อนหินข้ามลำน้ำ” เพื่ออธิบายแนวทางการทดลองการปฏิรูปของจีนที่ค่อยเป็นค่อยไป เรียนรู้จากประสบการณ์ไปเรื่อยๆ แต่แนวคิดค่อยเป็นค่อยไป ยังไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำกันอย่างเชื่องช้าไปเสียทั้งหมด

6. เมื่อทุกอย่างเข้าที่แล้วจีนยังต้องการ “สร้างมาตรฐานจีน” มาตรฐานนี้คือการผสมผสานความเป็นรัฐโบราณที่มีอารยธรรมยาวนานเข้ากับความเป็นสมัยใหม่ และวิพากษ์ระบอบการเมืองแบบตะวันตกว่าไม่มีความรับผิดชอบ จางเหวยเหว่ยวิจารณ์ว่า เพราะคติว่ารูปแบบทางการเมืองของตัวเองมีความชอบธรรม ประเทศตะวันตกบางแห่งจึงไม่แยแสกระทั่งจะขอโทษเมื่อตัวเองย่ำยีประเทศอื่นในนามของ “ค่านิยมสากล”

7. ด้วยมาตรฐานแบบจีนทำให้จีนพยายามอธิบายค่านิยมสากลด้วยชุดความคิดของตนเอง จางเหวยเหว่ยเคยมีประสบการณ์เรื่องนี้โดยตรงเมื่อถูกซักเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน เขาบอกว่า “ไม่มีประเทศไหนที่จะแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนทุกประเด็นได้ในคราวเดียวกันและควรตั้งเป้าหมายว่าสิทธิมนุษยชนเรื่องไหนควรเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้สำเร็จก่อน จีนไม่ได้เดินตามแนวทางของโลกตะวันตก และเห็นว่าการกำจัดความยากจนเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนอันดับแรก

8. จางเหวยเหว่ยชี้ว่าในประเทศตะวันตกหรือสหรัฐมักไม่เห็นว่าการกำจัดความยากจนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสิทธิมนุษยชน แม้กระทั่งไม่เห็นว่าเป็นปัญหาสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม “แต่เรา (จีน) ไม่มีเวลามารอให้โลกตะวันตกตาสว่างในเรื่องนี้ เราจึงต้องแก้ปัญหาในแบบของจีนเอง และบรรลุผลในด้านบวกอย่างมาก”

9. เขายังพยายามอธิบายว่า “จีนก็มีประชาธิปไตย” แต่เป็นแบบของตัวเอง โดยกล่าวว่า “ประชาธิปไตยเป็นค่านิยมสากล แต่ระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้นไม่ใช่ สองสิ่งไม่สามารถนำมาผสมกันได้ สารัตถะของประชาธิปไตยก็คือการสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนในการบรรลุซึ่งระบอบการปกครองที่ดี”

10. จางเหวยเหว่ยยังเทียบจีนกับอินเดีย (ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก) เขาบอกว่าประเทศทั้ง 2 ได้รับเอกราชในช่วงปลายทศวรรษที่ 1940 และเริ่มการพัฒนาที่ระดับเดียวกัน โดยอินเดียล้ำหน้าจีนอยู่เล็กน้อย เพราะจีนต้องผ่านความย่อยยับของสงครามมานานเกือบ 1 ศตวรรษ และมียอดผู้เสียชีวิตสูงถึงหลายสิบล้านคน

11. ผู้เชี่ยวชาญจีนรายนี้ยกสถิติมาให้เห็นว่า “60 ปีให้หลัง ช่องว่างระหว่างสองประเทศห่างออกไปมากอย่างเทียบกันไม่ติด เศรษฐกิจของจีนมีขนาดใหญ่กว่าอินเดียถึง 3 เท่า และแม้จะมีผืนดินที่ใช้ทำเกษตรน้อยกว่า แต่จีนมีผลผลิตธัญญาหารมากกว่าอินเดียถึง 2 เท่า การค้ากับต่างประเทศของจีนมากกว่าอินเดียถึง 4 เท่า อายุขัยเฉลี่ยของจีนสูงกว่าอินเดีย 10 ปี อัตราการเสียชีวิตของเด็กแรกเกิดในจีนต่ำกว่า 3 เท่า และศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเงินของอินเดียอย่างมุมไบ ดูล้าหลังกว่าเซี่ยงไฮ้ถึงสามทศวรรษ”

12. เขาบอกว่าแม้ว่าหลายคนในประเทศตะวันตกอยากจะเห็นอินเดียมีผลงานที่ดีกว่าจีน โดยอ้างว่าอินเดียมีไพ่ที่เหนือกว่าคือระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อเทียบกับจีน ประชาธิปไตยของอินเดียมีส่วนอย่างมากในการขัดขวางไม่ให้อินเดียปฏิรูปที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รัสเซียเผยคลิปลับทดลองระเบิดนิวเคลียร์ที่รุนแรงที่สุดในโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631633

วันที่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 15:55 น.รัสเซียเผยคลิปลับทดลองระเบิดนิวเคลียร์ที่รุนแรงที่สุดในโลก   ระเบิดนิวเคลียร์ลูกนี้มีน้ำหนักถึง 50 เมกะตัน พลังทำลายล้างรุนแรงกว่าระเบิดนิวเคลียร์ฮิโรชิมะ 3,333 เท่า

Rosatom หน่วยงานด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซียเผยแพร่คลิปวิดีโอลับสุดยอดที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน ขณะทำการทดลองระเบิดไฮโดนเจน ซาร์ บอมบา (Tsar Bomba) ระเบิดนิวเคลียร์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงที่สุดในโลก ในทะเลแบร์เรนต์สเมื่อปี 1961 หรือเมื่อ 59 ปีที่แล้ว

ช่างภาพโซเวียตในยุคนั้นพยายามจับภาพพลังการทำลายล้างของระเบิดไฮโดรเจนน้ำหนัก 50 เมกะตัน ซึ่งปลดปล่อยพลังเทียบเท่ากับระเบิดทั่วไปขนาด 50 ล้านตัน หรือรุนแรงกว่าพลังของระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโรชิมะของญี่ปุ่นถึง 3,333 เท่า

กล้องที่ตั้งอยู่ห่างจากจุดระเบิดหลายร้อยไมล์จับภาพลูกไฟขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าตลอดเวลา 40 วินาที ก่อนที่จะกระจายเป็นกลุ่มควันรูปทรงดอกเห็ด

ภาพอีกมุมหนึ่งจากเครื่องบินที่อยู่ห่างจากจุดระเบิด 100 ไมล์ หรือราว 161 กิโลเมตร เผยให้เห็นกลุ่มควันรูปทรงดอกเห็ดลอยในชั้นบรรยากาศ โดยจุดที่สูงสุดที่กลุ่มควันจากระเบิดลอยเหนือท้องฟ้าคือ 213,000 ฟุต หรือราว 65 กิโลเมตร หรือ 6 เท่าของระดับเพดานบินของเครื่องบินโดยสาร

ระเบิดซาร์ บอมบา หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ RDS-220 เป็นระเบิดนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และถูกพัฒนาขึ้นในช่วงที่สงครามเย็นปะทุเพื่อแข่งกับระเบิดไฮโดรเจนของสหรัฐ

เมื่อปี 1954 สหรัฐได้ทดลองระเบิดไฮโดนเจน แคสเซิล บราโว (Castle Bravo) ซึ่งใหญ่ที่สุดในขณะนั้นบนหมู่เกาะมาร์แชล โดยมีแรงระเบิด 15 เมกะตัน ต่อมาในปี 1961 รัสเซียได้พัฒนาซาร์ บอมบาซึ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาเพื่อโค่นสถิติของสหรัฐ

ในขณะนั้นรัสเซียใช้รถไฟขนซาร์ บอมบาไปยังฐานทัพโอเลนยา ก่อนจะขนย้ายใส่ท้องเครื่องบินทิ้งระเบิดตูโปเลฟ (Tu-95)  และในวันที่ 30 ต.ค. 1961 เครื่องบินดังกล่าวบินไปยังเกาะเซเวิร์นนีย์ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในอาร์กติกเซอร์เคิล เพื่อทิ้งระเบิด โดยซาร์ บอมบาระเบิดที่ความสูง 13,000 ฟุต หรือราว 4 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน

แสงไฟจากการระเบิดครั้งนั้นสามารถมองเห็นไปถึงประเทศนอร์เวย์ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 2,552 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนเทียบเท่ากับแผ่นดินไหว 5 แมกนิจูด และกัมมันตรังสีแพร่กระจายทั่วแถบสแกนดิเนเวีย ทำให้นานาชาติต่างประณามการทดลองนี้

คลิปวิดีโอที่ทางการรัสเซียเก็บเป็นความลับมานานเกือบ 6 ทศวรรษ เพิ่งถูกเปิดเผยโดย Rosatom เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา ในโอกาสครบรอบ 75 ปีการก่อตั้งหน่วยงาน

เดือด! จีนยิงขีปนาวุธ 2 ลูกตอบโต้สหรัฐบินสอดแนม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631625

วันที่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 13:52 น.เดือด! จีนยิงขีปนาวุธ 2 ลูกตอบโต้สหรัฐบินสอดแนมจีนแสดงแสนยานุภาพของกองทัพเพื่อข่มขู่สหรัฐ ท่ามกลางความสัมพันธ์ตึงเครียด

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดเจ้าหน้าที่ทหารจีนว่า เมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) จีนยิงขีปนาวุธ 2 ลูกลงในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณไปยังสหรัฐโดยตรง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 1 วันหลังจากสหรัฐส่งเครื่องบินสอดแนม U-2 บินเหนือเขตห้ามบินโดยไม่ได้รับอนุญาตระหว่างที่จีนกำลังซ้อมรบด้วยกระสุนจริงในทะเลป๋อไห่ทางตอนเหนือของประเทศ

ขีปนาวุธลูกหนึ่งคือ DF-26B ถูกยิงออกจากมณฑลชิงไห่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ และอีกลูกหนึ่งคือ DF21-D ยิงออกจากมณฑลเจ้อเจียงทางตะวันตกของจีน โดยทั้งสองลูกมีเป้าหมายบนพื้นที่ระหว่างมณฑลไหหลำและหมู่เกาะพาราเซล หรือหมู่เกาะซีซา ซึ่งป็นพื้นที่พิพาทระหว่างจีน เวียดนาม และไต้หวัน

จุดตกของขีปนาวุธทั้งสองอยู่ในเขตที่หน่วยงานด้านความปลอดภัยทางทะเลไห่หนานเผยว่าเป็นพื้นที่ห้ามเข้า เนื่องจากมีการซ้อมรบตั้งแต่วันที่ 24-29 นี้

ขีปนาวุธ DF-26 ซึ่งติดตั้งได้ทั้งหัวรบนิวเคลียร์และหัวรบธรรมดา ถือเป็นอาวุธต้องห้ามภายใต้สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางที่ลงนามโดยสหรัฐและสหภาพโซเวียตก่อนสิ้นสุดลงครามเย็น และเมื่อสหรัฐประกาศถอนตัวเมื่อปีที่แล้ว สหรัฐอ้างว่าจีนพัฒนาอาวุธดังกล่าว สหรัฐจึงมีความชอบธรรมในการถอนตัว

ขีปนาวุธ DF-26B มีสมรรถนะในการยิงเป้าหมายเคลื่อนไหวในทะเล จึงได้รับฉายาว่า ผู้พิฆาตเรือบรรทุกเครื่องบิน มีพิสัยการยิง 4,000-4,500 กิโลเมตร ซึ่งสามารถยิงไปถึงมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตกและมหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งเกาะกวมซึ่งเป็นที่ตั้งฐานทัพของสหรัฐ เกาะดิเอโก การ์เซีย ดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษ หรือเมืองดาร์วินของออสเตรเลีย

ขณะที่ DF-21 มีพิสัยการยิง 1,800 กิโลเมตร และสามารถยิงเรือรบที่กำลังเคลื่อนที่ได้เช่นกัน

แหล่งข่าวเผยว่า การยิงขีปนาวุธดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อแสดงแสนยานุภาพของจีน เพื่อข่มขู่ไม่ให้ประเทศอื่นลุกล้ำเข้ามาในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐที่ส่งทั้งเครื่องบินรบและเรือรบมาป้วนเปี้ยนในทะเลจีนใต้ถี่ขึ้นในระยะหลัง

ในเวลาต่อมา มาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยถึงการยิงขีปนาวุธของจีนว่า จีนละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศบ่อยครั้ง

สุดสลด โลมาตายเกลื่อนหาดมอริเชียสใกล้จุดน้ำมันรั่ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631601

วันที่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 10:13 น.สุดสลด โลมาตายเกลื่อนหาดมอริเชียสใกล้จุดน้ำมันรั่วพบซากโลมาอย่างน้อย 17 ตัวเกยตื้นชายหาดมอริเชียส สร้างความสลดใจให้ชาวบ้านที่พบเห็น

สำนักข่าว BBC รายงานว่า ชาวบ้านและทางการมอริเชียสพบซากโลมาอย่างน้อย 17 ตัวเกยตื้นบริเวณแนวชายหาดใกล้กับจุดที่เรือบรรทุกสินค้า Wakashio ของญี่ปุ่นอับปางเมื่อ 1 เดือนก่อน ถือเป็นการพบการตายของโลมาครั้งแรกนับตั้งแต่เหตุเรือล่ม

การตายของโลมาจำนวนมากพร้อมๆ กันเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในพื้นที่ดังกล่าว ครั้งที่พบมากที่สุดคือ 2 ตัวเกิดขึ้นเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว

การพบซากโลมาครั้งนี้สร้างความไม่พอใจและสลดใจให้ชาวบ้าน โดยชาวบ้านรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า “การตื่นขึ้นมาพบกับซากโลมาเกลื่อนชายหาดของเราในเช้าวันนี้แย่ยิ่งกว่าฝันร้ายเสียอีก”

บรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเผยเป็นเสียงเดียวกันว่า การตายของโลมาเกิดจากน้ำมันที่รั่วออกมาจากเรือ Wakashio และอาจเกี่ยวข้องกับการจมเรือดังกล่าวด้วย เนื่องจากรบกวนถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเล

สุนิล ดอวาร์คาซิง นักสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า หลังจากนี้จะมีผลกระทบตามมาอีกมากมาย และนี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น

ด้าน แจสวิน โซค อัพพาดู เจ้าหน้าที่จากกระทรวงประมงเผยว่า การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าซากโลมามีบาดแผลหลายจุด และมีเลือดออกบริเวณขากรรไกร แต่ไม่พบร่องรอยของน้ำมัน ส่วนโลมาที่รอดชีวิตอีกราว 10 ตัวมีอาการอ่อนเพลียและแทบว่ายน้ำไม่ไหว

เช่นเดียวกับ ซูเดียร์ มอดู รัฐมนตรีกระทรวงประมงที่ระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบความเกี่ยวข้องระหว่างการตายของโลมากับคราบน้ำมัน และยังเผยด้วยว่า ซากโลมาอย่างน้อย 2 ตัวมีรอยฉลามกัด

เบื้องต้นทางการส่งซากโลมาไปยังศูนย์วิจัยสัตว์ทะเลเพื่อหาสาเหตุการตายแล้ว คาดว่าจะทราบผลเร็วๆ นี้

Photo by Beekash Roopun / L’Express Maurice / AFP, Nitin Jeeha

เหยื่อ”โควิด-19″ทั่วโลกป่วยพุ่ง 24.3 ล้านราย – เสียชีวิตกว่า 8.2 แสนคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631591

วันที่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 06:43 น.เหยื่อ"โควิด-19"ทั่วโลกป่วยพุ่ง 24.3 ล้านราย - เสียชีวิตกว่า 8.2 แสนคนอัพเดตสถานการณ์โควิดทั่วโลก วันเดียวติดเชื้อพุ่งกว่า 2.61 แสนราย ทะลุ 24.3 ล้านราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 8.2 แสนราย

เว็บไชต์ Worldometers รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 26 ส.ค. 63 (เวลา 06.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) จำนวน 215 ประเทศทั่วโลก พบมีผู้ป่วยติดเชื้อ 24,312,704 ราย เพิ่มขึ้น 261,434 รายเสียชีวิต 828,644 ราย เพิ่มขึ้น6,076 ราย รักษาหาย 16,840,717 ราย

โดย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 5,996,397 ราย เพิ่มขึ้น 40,669 ราย เสียชีวิต 183,533 ราย เพิ่มขึ้น1,169ราย รักษาหาย 3,295,203 ราย

2. ประเทศบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 3,722,004 ราย เพิ่มขึ้น 47,828 ราย เสียชีวิต 117,756ราย เพิ่มขึ้น 1,090ราย รักษาหาย 2,908,848 ราย

3. ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อ3,307,749 ราย เพิ่มขึ้น75,995ราย เสียชีวิต 60,629 ราย เพิ่มขึ้น1,017 ราย รักษาหาย 2,523,443ราย

4.ประเทศรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 970,865 ราย เพิ่มขึ้น4,676 ราย เสียชีวิต 16,683 ราย เพิ่มขึ้น 115 ราย รักษาหาย 786,150 ราย

5.ประเทศ แอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 615,701 ราย เพิ่มขึ้น 2,684 ราย เสียชีวิต 13,502 ราย เพิ่มขึ้น194 ราย รักษาหาย 525,242ราย

6. ประเทศเปรู มีผู้ติดเชื้อ 607,382 ราย เสียชีวิต 28,001ราย รักษาหาย 414,577 ราย

7. ประเทศโคลอมเบีย มีผู้ติดเชื้อ572,270ราย เพิ่มขึ้น10,142 ราย เสียชีวิต 18,184ราย เพิ่มขึ้น295 ราย รักษาหาย 407,121ราย

8. ประเทศเม็กซิโก มีผู้ติดเชื้อ 568,621 ราย เพิ่มขึ้น 4,91ราย เสียชีวิต 61,450ราย เพิ่มขึ้น 650 ราย รักษาหาย 393,101ราย

9.ประเทศสเปน มีผู้ติดเชื้อ 426,818เพิ่มขึ้น 3,594ราย เสียชีวิต 28,971 ราย เพิ่มขึ้น47 ราย

10. ประเทศชิลี มีผู้ติดเชื้อ 402,365 ราย เพิ่มขึ้น 1,380ราย เสียชีวิต 10,990ราย เพิ่มขึ้น 32 ราย รักษาหาย 376,268ราย

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 120 มีผู้ติดเชื้อ 3,403 ราย เพิ่มขึ้น 1 เสียชีวิตคงที่ 58 ราย รักษาหาย 3,237 ราย

ปลดแอกคืออะไร ทำไมต้องปลดแอก? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631479

วันที่ 26 ส.ค. 2563 เวลา 20:22 น.ปลดแอกคืออะไร ทำไมต้องปลดแอก?คำนี้มีความหมายอย่างไร เริ่มใช้เมื่อไหร่ และมันยังสำคัญอยู่อีกหรือไม่กับขบวนการต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นในไทยตอนนี้

ในตอนนี้คำว่า “ปลดแอก” เข้าหูบ่อยครั้งเพราะการเคลื่อนไหวของขบวนการต่างๆ ที่ใช้คำคำนี้มาใส่ไว้ในชื่อขบวนการเช่น “คณะประชาชนปลดแอก” และ “เยาวชนปลดแอก”

แต่ว่าปลดแอกคืออะไร ทำไมต้องปลดแอก?

“แอก” คืออุปกรณ์อย่างหนึ่งเอาไว้วางพาดที่คอวัวหรือควายเพื่อ “เทียม” หรือโยงวัวควายกับไถสำหรับไถนาหรือเทียมเข้ากับเกวียน

วัวควายที่ถูกเทียมด้วยแอกต้องทำงานหนักภายใต้แรงกดดันจากมนุษย์ แม้ว่าพวกมันจะเหนื่อยล้าแค่ไหนก็ไม่สามารถปลดแอกตัวเองจากการถูกใช้แรงงานได้

คำว่า “ปลดแอก” จึงถูกคนบางกลุ่มนำมาใช้เปรียบเทียบผู้คนที่ถูกกดขี่และรีดเค้นจากบางคนบางกลุ่ม เหมือนกับที่ในปัจจุบันมีการพูดถึงกันมากว่าสังคมไทยถูกกดทับจากผู้มีอำนาจ แต่ไม่มีใครชี้ว่ากดทับแบบไหน

การที่จะตอบคำถามว่าผู้ถูกสวมแอกถูกกดขี่ (หรือกดทับ) แบบไหน จะต้องเข้าใจก่อนว่าคำว่า “ปลดแอก” ถูกนำมาใช้โดยขบวนการการเมืองฝ่ายซ้าย คือพวกมาร์กซิสต์หรือคอมมิวนิสต์

ฝ่ายซ้ายมีวิธีอธิบายว่าประชาชนคนเดินดินถูก “สวมแอก” โดยผู้มีอำนาจทางการเมืองและผู้มีทุน/เงินอยู่ในมือ แต่ประชาชนไม่รู้ตัวว่าพวกเขาถูกสวมแอกเอาไว้ขูดรีดโดยผู้มีอำนาจ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องมีการจัดตั้งทางการเมืองเพื่อ “ปลดแอก” พวกเขา

ทฤษฎีที่อธิบายว่าคนธรรมดาสามัญถูกผู้มีอำนาจกดขี่ขูดรีด (หรือสวมแอก) แบบไหนนั้น มีอธิบายไว้ในหนังสือของคาร์ล มาร์กซ์ ว่าด้วยหลักการ Exploitation of labour (การขูดรีดแรงงาน) ซึ่งมีความซับซ้อนมากพราะเป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์

คร่าวๆ ก็คือ การขูดรีดแรงงานก็คือการที่คนมีอำนาจการเมืองและอำนาจการเงิน ใช้โครงสร้างอำนาจในการขูดรีดผลประโยชน์จากคนทำงานไปมากกว่าที่มอบค่าตอบแทนให้กับแรงงาน เช่น นายทุนให้ค่าแรงคนละ 100 บาท แต่สินค้าที่แรงงานผลิตมีมูลค่าถึง 500 บาท หักต้นทุนไป 100 บาทแล้ว นายทุนกินส่วนต่างที่เหลือไปอย่างไม่เป็นธรรมกับที่แรงงานใช้แรงไป

หรือตัวอย่างเช่น เจ้าของที่ดินหลายร้อยไร่ ปล่อยที่ดินให้ชาวนาเช่าโดยเก็บค่าเช่าไร่ละ 100 โดยที่ผลผลิตต่อไร่ได้แค่ 150 ชาวนาแทบไม่เหลือกิน ความไม่สมมาตรที่เห็นคือ มีคนคนหนึ่งมีที่ดินมากเกินไปแล้วกินส่วนต่างจากการถือที่ดินให้ชาวนาเช่า พวกฝ่ายซ้ายมองว่าผู้ทำการผลิตต่างหากควรเป็นเจ้าของที่ดินด้วยตัวเอง

สำหรับฝ่ายซ้ายนั้นเวลาเรียกพวกนายทุนและเจ้าที่ดินจะมีศัพท์แสงเฉพาะเรียว่า “กฎุมภี” คือคนรวยทั่วๆ ไป

ด้วยแนวคิดแบบนี้ พวกฝ่ายซ้ายในไทยจึงคิดคำว่าปลดแอกขึ้นมา คาดว่าได้รับอิทธิพลมาจากศัพท์แสงฝ่ายซ้ายของคอมมิวนิสต์จีนที่มีคำลักษณะเดียวกันและความหมายใกล้ๆ กันคือคำว่า “เจี่ยฟ่าง” แปลว่าปลดปล่อย

เช่น กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) มีชื่อในภาษาจีนว่า “จงกั๋ว (ประเทศจีน) เหรินหมิน (ประชาชน) เจี่ยฟ่าง (ปลดปล่อย) จวิน (กองทัพ)”

สงครามกลางเมืองจีนระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ฝ่ายก๊กมินตั๋ง (หรือไต้หวัน) เรียกว่า “การระดมพลปราบความวุ่นวาย” ซึ่งหมายถึงการปราบคอมมิวนิสต์ แต่จีนแผ่นดินใหญ่เรียกว่า “สงครามปลดปล่อย” (เจี่ยฟ่าง จ้านเจิง)

กองทัพคอมมิวนิสต์คิดว่าตัวเองมีภารกิจปลดปล่อยประชาชนจากการขูดรีดของรัฐบาลเผด็จการที่เข้าข้างนายทุน ปลดปล่อยชาวนาชาวไร่จากพวกเจ้าที่ดิน ปลดปล่อยคนสามัญจากระบบศักดินา เช่น การเข้าไป “ปลดปล่อยทิเบต” ของกองทัพจีนเป็นการทำลายระบอบศักดินาของทิเบตลง แต่ภายนอกจีนมองว่ามันคือการรุกรานด้วยกำลังทหาร

เช่นเดียวกับการปลดปล่อยของฝ่ายคอมมิวนิสต์ไม่ได้นำมาสู่อิสรภาพ มันนำไปสู่เผด็จการรูปแบบใหม่ คือเผด็จการโดยชนชั้นแรงงาน และชนชั้นแรงงานก็ถูกบงการโดยเผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์ พูดง่ายๆ คือถึงจะปลดปล่อยแล้วสังคมก็ไม่เท่ากันอยู่ดี

เมื่อคำว่า “ปลดปล่อย” เดินทางจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาถึงพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็กลายเป็นคำว่า “ปลดแอก” ซึ่งเข้ากันดีกับสังคมเกษตรของไทยที่มีการใช้วัวใช้ควายเทียมแอกไถนา จึงสามารถสร้างวาทกรรมการกดขี่ขูดรีดให้คนไทยเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เหมือนกับเพลง “คนกับควาย” ของวงคาราวาน (ซึ่งเคยได้รับอิทธิพลฝ่ายซ้าย) ที่อธิบายแนวคิดการขูดรีดแบบมาร์กซิสต์ด้วยบทเพลงว่า และ “ความเป็นคนสลายลงไปพลัน/กฎุมภีกินแรงแบ่งชนชั้น/ชนชั้นชาวนาจึงต่ำลง”

ดังนั้นชื่อกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนในสมัยก่อนจึงเรียกกันในไทยว่า “กองทัพปลดแอกประชาชนจีน” และกองทัพปลดแอกประชาชนจีนในเวอร์ชั่นไทยก็คือ “กองทัพปลดแอกประชาชนไทย” (ทปท.) ภายใต้การบัญชาของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย มีภารกิจ “ทำสงครามปลดแอก” คนไทยจากการกดขี่ของศักดินาและนายทุน บางครั้งเรียกว่า “สงครามประชาชน”

อย่างที่เราทราบว่าสงครามปลดแอกไม่ประสบความสำเร็จ ผู้เคลื่อนไหวต่างออกจากป่าเข้าสู่เมืองเริ่มตั้งแต่ 40 ปีก่อน กระนั้นก็ตามแนวคิดนิยมซ้ายก็ยังอบอวลในเมืองไทยไม่หายไปไหน

แต่ผู้เขียนไม่คิดว่าขบวนการปลดแอกต่างๆ ในเมืองไทยในเวลานี้จะมีแนวคิดจะล้มล้างการขูดรีดแรงงานตามแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ จากที่ได้ยินมาขบวนการปลดแอกส่วนใหญ่ใช้คำว่าปลดแอกเพื่อโจมตีผู้มีอำนาจในบ้านเมืองว่ากดขี่พวกเขา แต่กดขี่อย่างไรนั้นไม่มีใครอธิบายอย่างเป็นระบบเหมือนลัทธิมาร์กซ์

ขบวนการปลดแอกบ้านเราตอนนี้จึงเป็นแค่การขอยืมคำศัพท์ของพวกฝ่ายซ้ายในยุคสงครามเย็นเอามาใช้ โดยอาจคิดว่าเป็นคำที่ทรงพลัง

แต่เนื้อแท้แล้วมันยังขาดพลังที่จะเปลี่ยนสังคมเพราะขาดแนวคิดเบื้องหลังที่เป็นระบบ เราได้ยินแต่คำว่า “โครงสร้างที่กดทับ” แต่มันกดทับอย่างไร กดทับแบบมาร์กซิสต์หรือกดทับแบบไทยๆ?

และความสับสนของขบวนการปลดแอกยุคใหม่ยังถูกกดทับด้วยแรงปรารถนาของบางกลุ่มที่จะโค่นล้มผู้มีอำนาจผู้เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เพื่อเปิดทางให้อีกฝ่ายทางการเมืองได้มีโอกาสได้เข้ามาบริหารประเทศบ้าง

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / Lillian SUWANRUMPHA / AFP

จีนขู่ไม่ส่งออกยาตอบโต้ที่สหรัฐกีดกันการเข้าถึงชิป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631586

วันที่ 26 ส.ค. 2563 เวลา 19:30 น.จีนขู่ไม่ส่งออกยาตอบโต้ที่สหรัฐกีดกันการเข้าถึงชิปที่ปรึกษารัฐบาลแนะให้ทางการจีนใช้การส่งออกยาเป็นอาวุธ เพื่อเอาคืนสหรัฐที่จำกัดไม่ให้เข้าถึงชิปคอมพิวเตอร์

หลี่เต้าขุย นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิงหัวและที่ปรึกษารัฐบาลจีน แนะนำให้ทางการจีนใช้การส่งออกยาและสารตั้งต้นเป็นอาวุธตอบโต้หากทางการสหรัฐกีดกันไม่ให้จีนเข้าถึงชิปคอมพิวเตอร์

หลี่เผยว่ากว่า 90% ของวัตถุดิบในการผลิตวิตามินและยาปฏิชีวนะของสหรัฐล้วนต้องนำเข้าจากจีน และสหรัฐก็ไม่สามารถผลิตวัตถุดิบเหล่านี้ได้เองในเวลาอันสั้น “แน่นอนว่าเราจะไม่ทำอย่างนี้กับใครก่อน แต่หากสหรัฐกล้าเล่นตุกติก เราจะตอบโต้ด้วยวิธีเหล่านี้”

หลี่ยังกล่าวอีกว่า การปิดกั้นจีนจากชิปโดยสิ้นเชิงเท่ากับเป็นการกดปุ่มระเบิดนิวเคลียร์ และการทำลายระบบเศรษฐกิจของจีนเท่ากับเป็นการเปิดสงครามกับปากท้องของชาวจีน จีนจึงมีสิทธิ์เปิดสงครามกับสหรัฐด้วยยาเช่นกัน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางการสหรัฐเพิ่งมีคำสั่งจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีชิปและซอฟท์แวร์สหรัฐของหัวเว่ย และยังขึ้นบัญชีดำบริษัทในเครือหัวเว่ยอีก 38 แห่ง ใน 21 ประเทศ รวมทั้งไทย โดยระบุว่าบริษัทเหล่านี้อาจเป็นตัวแทนหัวเว่ยในการทำธุรกรรมที่ขัดกับผลประโยชน์ของสหรัฐ

ออสเตรเลียเพิ่มงบทหารพัฒนากองทัพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631579

วันที่ 26 ส.ค. 2563 เวลา 18:17 น.ออสเตรเลียเพิ่มงบทหารพัฒนากองทัพออสเตรเลียเพิ่มงบกลาโหมอีก 1,000 ล้านเหรียญออสเตรเลียอัพเกรดอาวุธยุทโธปกรณ์

นายกรัฐมนตรี สกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลียเผยว่า ทางการเตรียมเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม 1,000 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือราว 22,572 ล้านบาท เพื่อพัฒนาฐานทัพและอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งจะเปิดรับทหารกองหนุนเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานได้ 4,000 ตำแหน่งเพื่อรองรับคนตกงานจากการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส

“วันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับแผนการสร้างงานอีกครั้ง เราจะทำทุกทางเท่าที่จะทำได้เพื่อให้หลุดพ้นจากภาวะถดถอยจาก Covid-19 เพื่อให้ชาวออสเตรเลียเชื่อมั่นว่าเราสร้างงาน และรักษาธุรกิจไว้อย่างเดิม” มอร์ริสันกล่าวกับผู้สื่อข่าวในกรุงแคนเบอร์รา

ทั้งนี้ การเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมครั้งนี้ทำให้ออสเตรเลียมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านกลาโหมมากกว่า 2% ของจีดีพี ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เรียกร้องจากออสเตรเลียรวมทั้งประเทศอื่นๆ ปฏิบัติ

การเพิ่มงบด้านกลาโหมนี้ยังรวมถึงการปรับปรุงยานพาหนะจำนวน 200 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือราว 4,514 ล้านบาท และอีก 80 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือราว 1,806 ล้านบาทในการจ้างงานพาร์ทไทม์ทหารกองหนุน 27,000 นาย

คิมจองอึนนั่งหัวโต๊ะประชุมพรรคสยบข่าวโคม่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631559

วันที่ 26 ส.ค. 2563 เวลา 16:05 น.คิมจองอึนนั่งหัวโต๊ะประชุมพรรคสยบข่าวโคม่าผู้นำเกาหลีเหนือสั่งเจ้าหน้าที่เตรียมรับมือผลกระทบโควิด-ไต้ฝุ่น

หลังจากมีข่าวออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ว่าคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนืออยู่ในอาการโคม่า ล่าสุดคิมปรากฏตัวในการประชุมคณะกรรมการกรมการเมืองเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

สำนักข่าวกรองกลางของเกาหลีเหนือ (KCNA) รายงานว่า คิมจองอึนเผยกับเจ้าหน้าที่กรมการเมืองว่า ให้ยกระดับการรับมือกับ Covid-19 และให้เตรียมพร้อมับมือพายุไต้ฝุ่นบาหวี่ที่คาดว่าจะขึ้นฝั่งเกาหลีเหนือเร็วๆ นี้ เพื่อป้องกันพืชผลเสียหาย

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือเพิ่งเผชิญกับอุทกภัยที่ทำให้พื้นที่เกษตรกรรมได้รับความเสียหายในวงกว้าง