พิพิธภัณฑ์ดัตช์เครียด ภาพวาดดังอายุเกือบ 400 ปีถูกขโมยครั้งที่ 3 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631723

วันที่ 28 ส.ค. 2563 เวลา 16:50 น.พิพิธภัณฑ์ดัตช์เครียด ภาพวาดดังอายุเกือบ 400 ปีถูกขโมยครั้งที่ 3หลังจากถูกขโมยครั้งที่ 2 ทางพิพิธภัณฑ์ได้เฝ้าระวังอย่างเข้มงวดแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

สำนักข่าว BBC รายงานว่า ภาพวาด Two Laughing Boys with a Mug of Beer อายุ 394 ปี มูลค่าราว 18 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 560.70 ล้านบาท ผลงานของศิลปินชาวดัตช์ชื่อดัง ฟรานส์ ฮัลส์ ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์ Hofje van Mevrouw van Aerden ในเมืองเลียร์ดัม จังหวัดอูเทรคต์ ทางตะวันตกของเนเธอร์แลนด์

ตำรวจเผยว่า โจรบุกเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ทางประตูด้านหลังในช่วงเช้ามืด โดยสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นเวลา 03.30 น. แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปถึง โจรก็หนีไปแล้ว โดยขณะนี้ทางพิพิธภัณฑ์กำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิด รวมทั้งประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านโจรขโมยผลงานศิลปะและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเพื่อตามตัวคนร้าย

ตำรวจเนเธอร์แลนด์เผยว่า ก่อนหน้านี้ภาพเขียนล้ำค่านี้ถูกโจรขโมยมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 1988 พร้อมกับภาพเขียนของ ยาค็อบ ฟาน ไรส์ดาล จิตกรชื่อดังในยุคเดียวกับฟรานส์ ฮัลส์ ก่อนจะตามกลับคืนมาได้ในอีก 3 ปีให้หลัง และครั้งที่ 2 เมื่อปี 2011 ก่อนจะพบอีกครั้งในอีก 6 เดือนต่อมา

หลังจากภาพดังกล่าวถูกขโมยครั้งที่ 2 ทางพิพิธภัณฑ์ได้ยกระดับการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมโดยต้องอยู่ในการดูแลติดตามของเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เท่านั้น

ด้าน อาร์ธูร์ บรันด์ นักสืบผู้เชี่ยวชาญด้านการตามหาผลงานศิลปะที่ถูกขโมยเผยว่า การโจรกรรมครั้งนี้เป็นการลงมือตามใบสั่ง

บรันด์ยังเผยอีกว่า ในอดีตหัวขโมยมักจะซื้อผลงานที่ตัวเองโจรกรรมไปเพื่อแลกเปลี่ยนกับการลดโทษจำคุก เช่นในกรณีของ คีส์ เฮาต์มาน นักค้ายาเสพติด ที่พยายามแลกเปลี่ยนภาพวาดของ ฟินเซนต์ ฟัน โคค หรือแวน โก๊ะ เพื่อขอลดโทษ ทว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลแล้ว เนื่องจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ไม่รับซื้องานศิลป์ที่ถูกโจรกรรมแล้ว

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์เล็กๆ มักตกเป็นเป้าของโจรขโมยงานศิลปะ เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว โจรพยายามขโมยผลงานของแรมบรันต์ ศิลปินชาวดัตช์ 2 ชิ้นจากแกลเลอรี่แสดงงานศิลปะ Dulwich Picture Gallery ในกรุงลอนดอน แต่ตำรวจเข้ามาถึงที่เกิดเหตุก่อนที่ภาพจะถูกนำออกไป

นักวิเคราะห์ชี้จีนยิงขีปนาวุธเสี่ยงจุดชนวนสงครามกับสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631714

วันที่ 28 ส.ค. 2563 เวลา 15:09 น.นักวิเคราะห์ชี้จีนยิงขีปนาวุธเสี่ยงจุดชนวนสงครามกับสหรัฐการยิงขีปนาวุธในทะเลจีนใต้ของจีนอาจผลักให้สหรัฐมีท่าทีแข็งกร้าวกับจีนมากขึ้น เสี่ยงนำมาสู่การจับอาวุธปะทะกัน

หลังจากจีนยิงขีปนาวุธ 2 ลูกโดยมีเป้าหมายในพื้นที่ระหว่างมณฑลไหหลำและหมู่เกาะพาราเซลในทะเลจีนใต้เมื่อวันพุธที่ 26 ที่ผ่านมา 1 วันหลังจากเครื่องบินสอดแนม U-2 ของสหรัฐบินเข้าไปในเขตห้ามบินเหนือน่านฟ้าที่จีนซ้อมยิงขีปนาวุธด้วยกระสุนจริง บรรดานักวิเคราะห์พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จะยิ่งทำให้ทั้งสองมหาอำนาจมีท่าทีรุนแรงต่อกันมากขึ้น

เดเรค กรอสแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจากสถาบันวิจัย Rand มองว่า การยิงขีปนาวุธมีแต่จะทำให้สหรัฐไม่ไว้วางใจเจตนาของจีนมากขึ้น และยิ่งมีท่าทีแข็งกร้าวกับจีนมากขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการทูต เศรษฐกิจ หรือความมั่นคง

“ไม่น่าเป็นไปได้ที่สหรัฐจะยอมอ่อนข้อ เนื่องจากตอนนี้ความพยายามทั้งหมดของรัฐบาลสหรัฐก็คือการแข่งขันและตอบโต้จีนทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการสู้ด้วยอาวุธอันเนื่องมาจากการประเมินผิดพลาด” กรอสแมนกล่าว

นักวิชาการจาก Rand ยังเผยอีกว่า สงครามระหว่างจีนกับสหรัฐยังไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่อาจเกิดความผิดพลาดได้ โดยยกตัวอย่างว่า หากจีนยิงขีปนาวุธ DF-21D อีก และขีปนาวุธเฉียดใกล้เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐที่เดินเรืออยู่ในทะเลจีนใต้ กองทัพสหรัฐอาจตอบโต้ด้วยกำลัง เพราะคิดว่าขีปนาวุธดังกล่าวพลาดเป้า ซึ่งสถานการณ์อาจลุกลามบานปลายจากจุดนั้น

ด้าน เฉิน กัง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์เผยว่า การยิงขีปนาวุธของจีนเข้าไปในพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้มีแต่จะทำให้สหรัฐพัฒนาและติดตั้งขีปนาวุธมากขึ้น

สตีฟ จาง นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลอนดอนเผยว่า ภาพความสัมพันธ์ในอนาคตของสหรัฐและจีนค่อนข้างเป็นลบ และกองทัพเรือสหรัฐจะยังคงยึดหลักเสรีภาพในการเดินเรือในทะเลจีนใต้ต่อไป และเป็นไปได้ว่าอาจปรากฏตัวในพื้นที่ดังกล่าวถี่ขึ้น เพื่อตอบโต้การยิงขีปนาวุธของจีน

ขณะที่ ไอแซค คาร์ดอน ผู้ช่วยศาสตราจารย์สถาบันทะเลจีนศึกษา วิทยาลัยกองทัพเรือสหรัฐมองว่า แม้ว่าการยิงขีปนาวุธจะทำให้จีนและสหรัฐมีท่าทีที่แข้งกร้าวต่อกัน แต่โอกาสที่ทั้งสองกองทัพจะเปิดฉากสู้รบกันค่อนข้างต่ำ เพราะกองทัพจะตอบโต้กันด้วยความระมัดระวัง

***หมายเหตุ ภาพประกอบเป็นการยิงขีปนาวุธของอิหร่าน

นายกฯญี่ปุ่นเตรียมลาออกเพราะปัญหาสุขภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631695

วันที่ 28 ส.ค. 2563 เวลา 13:00 น.นายกฯญี่ปุ่นเตรียมลาออกเพราะปัญหาสุขภาพวงในเผยผู้นำญี่ปุ่นเตรียมยื่นใบลาออกเนื่องจากปัญหาสุขภาพ

สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า นายกรัฐมนตรี ชินโซะ อาเบะ ของญี่ปุ่นตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากปัญหาสุขภาพ เพราะเกรงว่าอาการป่วยที่แย่ลงจะเป็นอุปสรรคกับการบริหารประเทศ

ปัญหาสุขภาพของผู้นำญี่ปุ่นเป็นที่จับตามองของสาธารณชนในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ความกังวลเริ่มเพิ่มขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากอาเบะเดินทางไปโรงพยาบาลในกรุงโตเกียว 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกันคือเมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา และในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา

ทั้งนี้ ผู้นำญี่ปุ่นมีอาการลำไส้อักเสบเรื้อรังมาหลายปีแล้ว

ฟิลิปปินส์จะขอให้สหรัฐช่วยถ้าจีนโจมตีเรือในทะเลจีนใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631668

วันที่ 28 ส.ค. 2563 เวลา 09:45 น.ฟิลิปปินส์จะขอให้สหรัฐช่วยถ้าจีนโจมตีเรือในทะเลจีนใต้รัฐบาลดูเตร์เตประกาศจะขอความช่วยเหลือจากสหรัฐหากจีนโจมตีเรือของกองทัพ

ทีโอโดโร ล็อคซิน จูเนียร์ รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ เผยกับสำนักข่าว ANC ว่า หากเรือของกองทัพฟิลิปปินส์ถูกเรือรบของจีนโจมตี หรือเกิดเหตุการณ์ใดนอกเหนือจากการโจมตีขึ้นในทะเลฟิลิปินส์ตะวันตก ซึ่งก็คือทะเลจีนใต้ฝั่งตะวันออกที่ฟิลิปปินส์อ้างสิทธิ์ ฟิลิปปินส์จะขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐ

รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ได้อ้างถึงสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันระหว่างสหรัฐและฟิลิปปินส์ (Mutual Defense Treaty) ที่ทั้งสองประเทศลงนามเมื่อปี 1951 ที่มีเนื้อหาว่าทั้งสองประเทศจะสนับสนุนช่วยเหลือกันและกันหากฟิลิปปินส์หรือสหรัฐถูกบุคคลภายนอกโจมตี

นับเป็นครั้งแรกภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดี โดรดริโก ดูเตร์เต ที่ฟิลิปปินส์ประกาศว่าจะใช้สนธิสัญญานี้ในการขอความช่วยเหลือจากสหรัฐ ท่ามกลางความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ระหว่างฟิลิปปินส์กับจีนที่ทวีความตึงเครียด

ก่อนหน้านี้ ทางการสหรัฐประกาศว่าการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ในทะเลจีนใต้ของจีนไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสหรัฐจะสนับสนุนประเทศที่ไม่ยอมรับการอ้างสิทธิ์ของจีนอย่างเต็มที่

นอกจากนี้เมื่อปี 2019 ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐยังกล่าวว่า หากจีนโจมตีกองทัพฟิลิปปินส์ หรือเรือ หรือเครื่องบินในทะเลจีนใต้ สนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันจะถูกนำมาใช้ทันที

โควิด-19ทั่วโลกยังหนัก ดับกว่า 8.4 แสนคน ติดเชื้อพุ่ง 24.5 ล้านราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631670

วันที่ 28 ส.ค. 2563 เวลา 06:20 น.โควิด-19ทั่วโลกยังหนัก ดับกว่า 8.4 แสนคน ติดเชื้อพุ่ง 24.5 ล้านรายสถานการณ์โควิดทั่วโลก ยังหนัก ติดเชื้อกว่า 24.5 ล้านราย วันเดียวพุ่ง 2.42 แสนราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 8.34 แสนราย

เว็บไชต์ Worldometers รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 28 ส.ค. 63 (เวลา 06.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) จำนวน 215 ประเทศทั่วโลก พบมีผู้ป่วยติดเชื้อ 24,584,850 ราย เพิ่มขึ้น 242,293 รายเสียชีวิต 834,441 ราย เพิ่มขึ้น5,529 ราย รักษาหาย 17,069,348 ราย

โดย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 6,039,978 ราย เพิ่มขึ้น 39,613 ราย เสียชีวิต 184,652 ราย เพิ่มขึ้น999ราย รักษาหาย 3,342,048 ราย

2. ประเทศบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 3,761,391 ราย เพิ่มขึ้น 39,387 ราย เสียชีวิต 118,649 ราย เพิ่มขึ้น 893 ราย รักษาหาย 2,947,250ราย

3. ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อ3,384,575 ราย เพิ่มขึ้น76,826ราย เสียชีวิต 61,694 ราย เพิ่มขึ้น1,065ราย รักษาหาย 2,583,063ราย

4.ประเทศรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 975,576 ราย เพิ่มขึ้น4,711 ราย เสียชีวิต 16,804 ราย เพิ่มขึ้น 121 ราย รักษาหาย 792,561 ราย

5.ประเทศ แอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 618,286 ราย เพิ่มขึ้น 2,585 ราย เสียชีวิต 13,628ราย เพิ่มขึ้น126 ราย รักษาหาย 531,338ราย

6. ประเทศเปรู มีผู้ติดเชื้อ 613,378 ราย เสียชีวิต 28,124ราย รักษาหาย 421,877 ราย

7. ประเทศโคลอมเบีย มีผู้ติดเชื้อ582,022ราย เพิ่มขึ้น9,752 ราย เสียชีวิต 18,468ราย เพิ่มขึ้น284 ราย รักษาหาย 417,793ราย

8. ประเทศเม็กซิโก มีผู้ติดเชื้อ 573,888 ราย เพิ่มขึ้น 5,267 ราย เสียชีวิต 62,076 ราย เพิ่มขึ้น 626 ราย รักษาหาย 396,758 ราย

9.ประเทศสเปน มีผู้ติดเชื้อ 451,792 เพิ่มขึ้น 3,781 ราย เสียชีวิต 28,996ราย เพิ่มขึ้น25 ราย

10. ประเทศชิลี มีผู้ติดเชื้อ 404,102 ราย เพิ่มขึ้น 1,737ราย เสียชีวิต 11,072ราย เพิ่มขึ้น 82 ราย รักษาหาย 377,922 ราย

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 120 มีผู้ติดเชื้อ 3,404 ราย เพิ่มขึ้น 1 เสียชีวิตคงที่ 58 ราย รักษาหาย 3,237 ราย

เมดิเตอร์เรเนียนระอุ กรีซ-ตุรกีขัดแย้งปมก๊าซธรรมชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631666

วันที่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 20:55 น.เมดิเตอร์เรเนียนระอุ กรีซ-ตุรกีขัดแย้งปมก๊าซธรรมชาติความตึงเครียดระหว่างกรีซและตุรกีขยับเข้าใกล้การเผชิญหน้าทางทหาร และสุดท้ายอาจร้อนไปทั้งภูมิภาค

ต่อไปนี้เป็นการสรุปความขัดแย้งล่าสุดระหว่างกรีซกับตุรกี

1.การค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาลใต้ทะเลรอบเกาะครีตและประเทศไซปรัส ทำให้เกิดการอ้างสิทธิ์ทางทะเลเหนือพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศกรีซกับตุรกีซึ่งต่างก็เป็นสมาชิกองค์การสิธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ที่ขัดแย้งกันบ่อยครั้ง

2.ชนวนความขัดแย้งครั้งล่าสุดเริ่มจากการที่ตุรกีส่งเรือสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียมไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกชายฝั่งทางตอนเหนือของไซปรัสเมื่อเดือน พ.ค. 2019 โดยไซปรัสได้คัดค้านว่าตุรกีละเมิดกฎหมาย อีก 2 เดือนต่อมาอียูจึงคว่ำบาตรตุรกี แต่แทนที่ตุรกีจะหยุด กลับเดินหน้าส่งเรือสำรวจปิโตรเลียมไปยังน่านน้ำพิพาทอย่างต่อเนื่อง

3.ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศทวีขึ้นอีกครั้งหลังจากเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ตุรกีส่งเรือรบพร้อมกับเรือสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียม Oruc Reis เข้าไปในเขตชายฝั่งทางตอนใต้ของไซปรัสและพื้นที่ส่วนใหญ่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันออกซึ่งอยู่ระหว่างไซปรัสกับกรีซ และหลังจากนั้นกรีซได้ส่งเรือรบไปประจันหน้าเรือรบของตุรกี

4.ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าตัวเองมีสิทธิ์เหนือน่านน้ำบริเวณดังกล่าวและกลายเป็นชนวนความขัดแย้งที่สั่นสะเทือนภูมิภาคมายาวนาน

5.เมื่อ 2 วันก่อน (25 ส.ค.) ไฮโก มาส รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกนาโตเดินทางเยือนทั้งกรีซและตุรกีเพื่อเจรจาให้ทั้งสองประเทศหันหน้าเจรจากันอย่างสันติ

6.หลังพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ฝั่งกรีซเผยว่าจะปกป้องอำนาจอธิปไตยของตัวเองตามกฎหมายอย่างเต็มที่ แต่พร้อมเจรจา โดยมีข้อแม้ว่าตุรกีต้องหยุดคุกคามกรีซ ส่วนตุรกีพร้อมเจรจาเช่นกัน แต่ต้องไม่มีการตั้งเงื่อนไขใดๆ และจะเจรจาเฉพาะการแบ่งสรรปันส่วนก๊าซธรรมชาติเท่านั้น

7.เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เยอรมนีเคยเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างกรีซกับตุรกีมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยระหว่างเจรจาตุรกีหยุดการสำรวจปิโตรเลียมในน่านน้ำพิพาทชั่วคราว แต่สุดท้ายการเจรจาล้มเหลว โดยฝั่งรัฐบาลตุรกีอ้างว่ากรีซละเมิดสิทธิ์ตุรกีด้วยการลงนามการปักปันเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่ขยายจาก 6 ไมล์ทะเลเป็น 12 ไมล์ทะเล (ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ) กับอียิปต์และอิตาลี ตุรกีจึงกลับมาสำรวจปิโตรเลียมต่อ

8.ล่าสุด กองทัพฝรั่งเศสและอิตาลีประกาศส่งเรือและเครื่องบินเข้าร่วมซ้อมรบกับกรีซและไซปรัสในน่านน้ำฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนระหว่างวันที่ 26-28 นี้ ขณะที่ตุรกีประกาศจะซ้อมรบในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันออกทางตะวันออกเฉียงเหนือของไซปรัสเช่นกัน

9.กรีซเตรียมประชุมอย่างไม่เป็นทางการกับรัฐมนตรีต่างประเทศของอียูที่กรุงเบอร์ลินของเยอรมนีเพื่อขอให้ลงโทษตุรกี ทว่าที่ผ่านมาอียูมักจะหลีกเลี่ยงการลงโทษหนักกับตุรกี เนื่องจากตุรกีมีไม้เด็ดอยู่ที่พรมแดน

10.ที่ผ่านมาประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ของตุรกี มักขู่อียูว่าจะเปิดพรมแดนตุรกีให้ผู้อพยพนับล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากซีเรีย ใช้เป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งก็ได้ผล

มองจีนให้เข้าใจเพื่อเตรียมรับกับภัยของสงครามเย็นใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631484

วันที่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 20:29 น.มองจีนให้เข้าใจเพื่อเตรียมรับกับภัยของสงครามเย็นใหม่ทำความเข้าใจว่า “ทำไมจีนถึงเป็นแบบนี้” ท่ามกลางการเผชิญหน้าระหว่างจีนกับสหรัฐ เพื่อคาดเดาแนวโน้มในอนาคต

จางเหวยเหว่ย เป็นศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยฟู่ต้าน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของจีน เขาผู้นี้เป็นนักวิชาการจีนที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก มีผลงานสำคัญคือหนังสือเรื่อง The China Wave: Rise of a Civilizational State ซึ่งอธิบายว่าจีนผงาดขึ้นมาได้อย่างไรและกำลังมุ่งไปทางไหน

หนังสือเล่มตีพิมพ์ในภาษาไทยในชื่อ “คลื่นจีน การผงาดของรัฐอารยธรรม” (แปลเรียบเรียงโดย ดร. ทิพภานิดา ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา) ซึ่งมีประโยชน์มากในการทำความเข้าใจว่า “ทำไมจีนถึงเป็นแบบนี้” และในเวลาที่มหาอำนาจทั้งสองคือสหรัฐและจีนกำลังเผชิญหน้ากัน การเข้าใจทั้งสองประเทศอย่างถ่องแท้จะช่วยให้เราคาดเดาแนวโน้มในอนาคตได้

1. จีนมีโมเดลการพัฒนาที่ชัดเจน จางเหวยเหว่ยถึงขนาดบอกว่า “โมเดลจีนอาจจะกำชัยชนะในที่สุด” แต่มันเป็นอย่างไร? มันคือหลักการ “สามไม่” คือไม่เลียนแบบชาติตะวันตก ไม่เลียนแบบประเทศสังคมนิยมอื่นๆ และไม่ละทิ้งจุดแข็งของตัวเอง ดังนั้นโลกภายนอกไม่อาจคาดหวังให้จีนเป็นแบบที่พวกเขาต้องการได้

2. นักปฏิรูปชาวจีนไม่ยอมรับคำอธิบายเชิงนามธรรมแบบชาวตะวันตกอย่างง่ายๆ อย่างเช่นคำถามที่ว่า “ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดคืออะไร?”, “ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดควรเป็นอย่างไร?”, “ประชาธิปไตยคืออะไร?”แต่พวกเขามุ่งลงมือทำและเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ด้วยตัวเองว่าระบบไหนที่ “เวิร์ก”

3. จีนมีรูปแบบมีรัฐที่เข้มแข็งการกุมอำนาจที่ชัดเจน ทำให้ไม่ต้องเจอปัญหาแบบ “รัฐอ่อนแอ” ที่มีความขัดแย้งสัพเพเหะระและการชิงอำนาจกันระหว่างนักการเมือง จนแทบไม่อาจบรรลุฉันทามติที่จะสร้างอะไรสักอย่างเช่นสะพานสักแห่งก็เถียงกันจะเป็นจะตาย อย่าพูดถึงว่าจะเอาชนะประเทศพัฒนาแล้วอย่างไร

4. จีนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเป็นอันดับต้นๆ เพราะตราบใดที่รัฐยังรักษาเสถียรภาพและสันติภาพได้ คนจีนจะสามารถเผยอุปนิสัย “ขยันขันแข็งสร้างความมั่งคั่ง” เติ้งเสี่ยวผิง ย้ำอยู่เสมอว่า “เสถียรภาพ (ในจีน) สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด” และ “ในบรรดาประเด็นปัญหาต่างๆ ที่จีนเผชิญ การรักษาเสถียรภาพเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หากปรากาศจากสภาวะแวดล้อมของความมีเสถียรภาพ อะไรๆ ก็ทำให้สำเร็จไม่ได้ และสิ่งที่ได้มาก็จะสูญเสียไปง่ายๆ”

5. จีนเน้นยุทธศาสตร์ที่ค่อยเป็นค่อยไป เช่น เติ้งเสี่ยวผิงมักยกภาษิตจีนโบราณขึ้นมากล่าวว่า “คลำก้อนหินข้ามลำน้ำ” เพื่ออธิบายแนวทางการทดลองการปฏิรูปของจีนที่ค่อยเป็นค่อยไป เรียนรู้จากประสบการณ์ไปเรื่อยๆ แต่แนวคิดค่อยเป็นค่อยไป ยังไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำกันอย่างเชื่องช้าไปเสียทั้งหมด

6. เมื่อทุกอย่างเข้าที่แล้วจีนยังต้องการ “สร้างมาตรฐานจีน” มาตรฐานนี้คือการผสมผสานความเป็นรัฐโบราณที่มีอารยธรรมยาวนานเข้ากับความเป็นสมัยใหม่ และวิพากษ์ระบอบการเมืองแบบตะวันตกว่าไม่มีความรับผิดชอบ จางเหวยเหว่ยวิจารณ์ว่า เพราะคติว่ารูปแบบทางการเมืองของตัวเองมีความชอบธรรม ประเทศตะวันตกบางแห่งจึงไม่แยแสกระทั่งจะขอโทษเมื่อตัวเองย่ำยีประเทศอื่นในนามของ “ค่านิยมสากล”

7. ด้วยมาตรฐานแบบจีนทำให้จีนพยายามอธิบายค่านิยมสากลด้วยชุดความคิดของตนเอง จางเหวยเหว่ยเคยมีประสบการณ์เรื่องนี้โดยตรงเมื่อถูกซักเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน เขาบอกว่า “ไม่มีประเทศไหนที่จะแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนทุกประเด็นได้ในคราวเดียวกันและควรตั้งเป้าหมายว่าสิทธิมนุษยชนเรื่องไหนควรเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้สำเร็จก่อน จีนไม่ได้เดินตามแนวทางของโลกตะวันตก และเห็นว่าการกำจัดความยากจนเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนอันดับแรก

8. จางเหวยเหว่ยชี้ว่าในประเทศตะวันตกหรือสหรัฐมักไม่เห็นว่าการกำจัดความยากจนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสิทธิมนุษยชน แม้กระทั่งไม่เห็นว่าเป็นปัญหาสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม “แต่เรา (จีน) ไม่มีเวลามารอให้โลกตะวันตกตาสว่างในเรื่องนี้ เราจึงต้องแก้ปัญหาในแบบของจีนเอง และบรรลุผลในด้านบวกอย่างมาก”

9. เขายังพยายามอธิบายว่า “จีนก็มีประชาธิปไตย” แต่เป็นแบบของตัวเอง โดยกล่าวว่า “ประชาธิปไตยเป็นค่านิยมสากล แต่ระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้นไม่ใช่ สองสิ่งไม่สามารถนำมาผสมกันได้ สารัตถะของประชาธิปไตยก็คือการสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนในการบรรลุซึ่งระบอบการปกครองที่ดี”

10. จางเหวยเหว่ยยังเทียบจีนกับอินเดีย (ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก) เขาบอกว่าประเทศทั้ง 2 ได้รับเอกราชในช่วงปลายทศวรรษที่ 1940 และเริ่มการพัฒนาที่ระดับเดียวกัน โดยอินเดียล้ำหน้าจีนอยู่เล็กน้อย เพราะจีนต้องผ่านความย่อยยับของสงครามมานานเกือบ 1 ศตวรรษ และมียอดผู้เสียชีวิตสูงถึงหลายสิบล้านคน

11. ผู้เชี่ยวชาญจีนรายนี้ยกสถิติมาให้เห็นว่า “60 ปีให้หลัง ช่องว่างระหว่างสองประเทศห่างออกไปมากอย่างเทียบกันไม่ติด เศรษฐกิจของจีนมีขนาดใหญ่กว่าอินเดียถึง 3 เท่า และแม้จะมีผืนดินที่ใช้ทำเกษตรน้อยกว่า แต่จีนมีผลผลิตธัญญาหารมากกว่าอินเดียถึง 2 เท่า การค้ากับต่างประเทศของจีนมากกว่าอินเดียถึง 4 เท่า อายุขัยเฉลี่ยของจีนสูงกว่าอินเดีย 10 ปี อัตราการเสียชีวิตของเด็กแรกเกิดในจีนต่ำกว่า 3 เท่า และศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเงินของอินเดียอย่างมุมไบ ดูล้าหลังกว่าเซี่ยงไฮ้ถึงสามทศวรรษ”

12. เขาบอกว่าแม้ว่าหลายคนในประเทศตะวันตกอยากจะเห็นอินเดียมีผลงานที่ดีกว่าจีน โดยอ้างว่าอินเดียมีไพ่ที่เหนือกว่าคือระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อเทียบกับจีน ประชาธิปไตยของอินเดียมีส่วนอย่างมากในการขัดขวางไม่ให้อินเดียปฏิรูปที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รัสเซียเผยคลิปลับทดลองระเบิดนิวเคลียร์ที่รุนแรงที่สุดในโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631633

วันที่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 15:55 น.รัสเซียเผยคลิปลับทดลองระเบิดนิวเคลียร์ที่รุนแรงที่สุดในโลก   ระเบิดนิวเคลียร์ลูกนี้มีน้ำหนักถึง 50 เมกะตัน พลังทำลายล้างรุนแรงกว่าระเบิดนิวเคลียร์ฮิโรชิมะ 3,333 เท่า

Rosatom หน่วยงานด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซียเผยแพร่คลิปวิดีโอลับสุดยอดที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน ขณะทำการทดลองระเบิดไฮโดนเจน ซาร์ บอมบา (Tsar Bomba) ระเบิดนิวเคลียร์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงที่สุดในโลก ในทะเลแบร์เรนต์สเมื่อปี 1961 หรือเมื่อ 59 ปีที่แล้ว

ช่างภาพโซเวียตในยุคนั้นพยายามจับภาพพลังการทำลายล้างของระเบิดไฮโดรเจนน้ำหนัก 50 เมกะตัน ซึ่งปลดปล่อยพลังเทียบเท่ากับระเบิดทั่วไปขนาด 50 ล้านตัน หรือรุนแรงกว่าพลังของระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโรชิมะของญี่ปุ่นถึง 3,333 เท่า

กล้องที่ตั้งอยู่ห่างจากจุดระเบิดหลายร้อยไมล์จับภาพลูกไฟขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าตลอดเวลา 40 วินาที ก่อนที่จะกระจายเป็นกลุ่มควันรูปทรงดอกเห็ด

ภาพอีกมุมหนึ่งจากเครื่องบินที่อยู่ห่างจากจุดระเบิด 100 ไมล์ หรือราว 161 กิโลเมตร เผยให้เห็นกลุ่มควันรูปทรงดอกเห็ดลอยในชั้นบรรยากาศ โดยจุดที่สูงสุดที่กลุ่มควันจากระเบิดลอยเหนือท้องฟ้าคือ 213,000 ฟุต หรือราว 65 กิโลเมตร หรือ 6 เท่าของระดับเพดานบินของเครื่องบินโดยสาร

ระเบิดซาร์ บอมบา หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ RDS-220 เป็นระเบิดนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และถูกพัฒนาขึ้นในช่วงที่สงครามเย็นปะทุเพื่อแข่งกับระเบิดไฮโดรเจนของสหรัฐ

เมื่อปี 1954 สหรัฐได้ทดลองระเบิดไฮโดนเจน แคสเซิล บราโว (Castle Bravo) ซึ่งใหญ่ที่สุดในขณะนั้นบนหมู่เกาะมาร์แชล โดยมีแรงระเบิด 15 เมกะตัน ต่อมาในปี 1961 รัสเซียได้พัฒนาซาร์ บอมบาซึ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาเพื่อโค่นสถิติของสหรัฐ

ในขณะนั้นรัสเซียใช้รถไฟขนซาร์ บอมบาไปยังฐานทัพโอเลนยา ก่อนจะขนย้ายใส่ท้องเครื่องบินทิ้งระเบิดตูโปเลฟ (Tu-95)  และในวันที่ 30 ต.ค. 1961 เครื่องบินดังกล่าวบินไปยังเกาะเซเวิร์นนีย์ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในอาร์กติกเซอร์เคิล เพื่อทิ้งระเบิด โดยซาร์ บอมบาระเบิดที่ความสูง 13,000 ฟุต หรือราว 4 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน

แสงไฟจากการระเบิดครั้งนั้นสามารถมองเห็นไปถึงประเทศนอร์เวย์ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 2,552 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนเทียบเท่ากับแผ่นดินไหว 5 แมกนิจูด และกัมมันตรังสีแพร่กระจายทั่วแถบสแกนดิเนเวีย ทำให้นานาชาติต่างประณามการทดลองนี้

คลิปวิดีโอที่ทางการรัสเซียเก็บเป็นความลับมานานเกือบ 6 ทศวรรษ เพิ่งถูกเปิดเผยโดย Rosatom เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา ในโอกาสครบรอบ 75 ปีการก่อตั้งหน่วยงาน

เดือด! จีนยิงขีปนาวุธ 2 ลูกตอบโต้สหรัฐบินสอดแนม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631625

วันที่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 13:52 น.เดือด! จีนยิงขีปนาวุธ 2 ลูกตอบโต้สหรัฐบินสอดแนมจีนแสดงแสนยานุภาพของกองทัพเพื่อข่มขู่สหรัฐ ท่ามกลางความสัมพันธ์ตึงเครียด

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดเจ้าหน้าที่ทหารจีนว่า เมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) จีนยิงขีปนาวุธ 2 ลูกลงในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณไปยังสหรัฐโดยตรง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น 1 วันหลังจากสหรัฐส่งเครื่องบินสอดแนม U-2 บินเหนือเขตห้ามบินโดยไม่ได้รับอนุญาตระหว่างที่จีนกำลังซ้อมรบด้วยกระสุนจริงในทะเลป๋อไห่ทางตอนเหนือของประเทศ

ขีปนาวุธลูกหนึ่งคือ DF-26B ถูกยิงออกจากมณฑลชิงไห่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ และอีกลูกหนึ่งคือ DF21-D ยิงออกจากมณฑลเจ้อเจียงทางตะวันตกของจีน โดยทั้งสองลูกมีเป้าหมายบนพื้นที่ระหว่างมณฑลไหหลำและหมู่เกาะพาราเซล หรือหมู่เกาะซีซา ซึ่งป็นพื้นที่พิพาทระหว่างจีน เวียดนาม และไต้หวัน

จุดตกของขีปนาวุธทั้งสองอยู่ในเขตที่หน่วยงานด้านความปลอดภัยทางทะเลไห่หนานเผยว่าเป็นพื้นที่ห้ามเข้า เนื่องจากมีการซ้อมรบตั้งแต่วันที่ 24-29 นี้

ขีปนาวุธ DF-26 ซึ่งติดตั้งได้ทั้งหัวรบนิวเคลียร์และหัวรบธรรมดา ถือเป็นอาวุธต้องห้ามภายใต้สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางที่ลงนามโดยสหรัฐและสหภาพโซเวียตก่อนสิ้นสุดลงครามเย็น และเมื่อสหรัฐประกาศถอนตัวเมื่อปีที่แล้ว สหรัฐอ้างว่าจีนพัฒนาอาวุธดังกล่าว สหรัฐจึงมีความชอบธรรมในการถอนตัว

ขีปนาวุธ DF-26B มีสมรรถนะในการยิงเป้าหมายเคลื่อนไหวในทะเล จึงได้รับฉายาว่า ผู้พิฆาตเรือบรรทุกเครื่องบิน มีพิสัยการยิง 4,000-4,500 กิโลเมตร ซึ่งสามารถยิงไปถึงมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตกและมหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งเกาะกวมซึ่งเป็นที่ตั้งฐานทัพของสหรัฐ เกาะดิเอโก การ์เซีย ดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษ หรือเมืองดาร์วินของออสเตรเลีย

ขณะที่ DF-21 มีพิสัยการยิง 1,800 กิโลเมตร และสามารถยิงเรือรบที่กำลังเคลื่อนที่ได้เช่นกัน

แหล่งข่าวเผยว่า การยิงขีปนาวุธดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อแสดงแสนยานุภาพของจีน เพื่อข่มขู่ไม่ให้ประเทศอื่นลุกล้ำเข้ามาในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐที่ส่งทั้งเครื่องบินรบและเรือรบมาป้วนเปี้ยนในทะเลจีนใต้ถี่ขึ้นในระยะหลัง

ในเวลาต่อมา มาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยถึงการยิงขีปนาวุธของจีนว่า จีนละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศบ่อยครั้ง

สุดสลด โลมาตายเกลื่อนหาดมอริเชียสใกล้จุดน้ำมันรั่ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631601

วันที่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 10:13 น.สุดสลด โลมาตายเกลื่อนหาดมอริเชียสใกล้จุดน้ำมันรั่วพบซากโลมาอย่างน้อย 17 ตัวเกยตื้นชายหาดมอริเชียส สร้างความสลดใจให้ชาวบ้านที่พบเห็น

สำนักข่าว BBC รายงานว่า ชาวบ้านและทางการมอริเชียสพบซากโลมาอย่างน้อย 17 ตัวเกยตื้นบริเวณแนวชายหาดใกล้กับจุดที่เรือบรรทุกสินค้า Wakashio ของญี่ปุ่นอับปางเมื่อ 1 เดือนก่อน ถือเป็นการพบการตายของโลมาครั้งแรกนับตั้งแต่เหตุเรือล่ม

การตายของโลมาจำนวนมากพร้อมๆ กันเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในพื้นที่ดังกล่าว ครั้งที่พบมากที่สุดคือ 2 ตัวเกิดขึ้นเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว

การพบซากโลมาครั้งนี้สร้างความไม่พอใจและสลดใจให้ชาวบ้าน โดยชาวบ้านรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า “การตื่นขึ้นมาพบกับซากโลมาเกลื่อนชายหาดของเราในเช้าวันนี้แย่ยิ่งกว่าฝันร้ายเสียอีก”

บรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเผยเป็นเสียงเดียวกันว่า การตายของโลมาเกิดจากน้ำมันที่รั่วออกมาจากเรือ Wakashio และอาจเกี่ยวข้องกับการจมเรือดังกล่าวด้วย เนื่องจากรบกวนถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเล

สุนิล ดอวาร์คาซิง นักสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า หลังจากนี้จะมีผลกระทบตามมาอีกมากมาย และนี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น

ด้าน แจสวิน โซค อัพพาดู เจ้าหน้าที่จากกระทรวงประมงเผยว่า การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าซากโลมามีบาดแผลหลายจุด และมีเลือดออกบริเวณขากรรไกร แต่ไม่พบร่องรอยของน้ำมัน ส่วนโลมาที่รอดชีวิตอีกราว 10 ตัวมีอาการอ่อนเพลียและแทบว่ายน้ำไม่ไหว

เช่นเดียวกับ ซูเดียร์ มอดู รัฐมนตรีกระทรวงประมงที่ระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบความเกี่ยวข้องระหว่างการตายของโลมากับคราบน้ำมัน และยังเผยด้วยว่า ซากโลมาอย่างน้อย 2 ตัวมีรอยฉลามกัด

เบื้องต้นทางการส่งซากโลมาไปยังศูนย์วิจัยสัตว์ทะเลเพื่อหาสาเหตุการตายแล้ว คาดว่าจะทราบผลเร็วๆ นี้

Photo by Beekash Roopun / L’Express Maurice / AFP, Nitin Jeeha