ปูตินกับม้าไม้เมืองทรอย ทะลวงยุโรปให้แตกแยก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680213

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 20:10 น.ปูตินกับม้าไม้เมืองทรอย ทะลวงยุโรปให้แตกแยก

หรือว่าเขาผู้นี้อาจจะเป็นกาวประสานให้รัสเซียกับยุโรปยอมคุยกันดีๆ อีกครั้ง นี่คือเรื่องราวของ “วิกโตร์ โอร์บาน” นายกรัฐมนตรีฮังการี ผู้ที่ได้ชื่อว่า “โปรปูติน” ที่สุดในหมู่ผู้นำยุโรป

ทันทีที่วิกโตร์ โอร์บาน ชนะการเลือกตั้งและรั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของฮังการีได้อีกครั้งเป็นสมัยที่ 4 ยุโรปและสหรัฐถึงกับนั่งไม่ติด

โอร์บานเป็นนักการเมืองฝ่ายขวาที่ออกจะจัดจ้าน บั่นทอนเสรีภาพต่างๆ ในประเทศไม่หยุดหย่อน จนฮังการีแทบจะกลายเป็นแกะดำท่ามกลางสหภาพยุโรปที่อิงประชาธิปไตยเสรีนิยม โอร์บานไม่แยแส ยังเชิดชูแนวทาง “ประชาธิปไตยไม่เสรีนิยม” ของเขาต่อไป ผลก็คือ ชาวประชาชอบใจ และเลือกเขากลับมาอีกครั้ง

โอร์บานเป็นคนตรงไปตรงมา เขารังเกียจจอร์จ โซรอสแค่ไหนก็บอกออกมาตรงๆ ดังในแถลงประกาศชัยชนะล่าสุดเขาบอกว่า “พวกฝ่ายซ้ายที่บ้าน (ฮังการี) ฝ่ายซ้ายนานาชาติที่กลาดเกลื่อน พวกข้าราชการบรัสเซลส์ จักรวรรดิโซรอสกับเงินทั้งหมดของมัน พวกสื่อกระแสหลักระหว่างประเทศ และท้ายที่สุด แม้แต่ประธานาธิบดียูเครน”

ในสายตาโอร์บานนั่นพวกที่เป็นเสรีประชาธิปไตย เป็นพวก “ซ้าย” ทั้งหมด ทั้งพวกที่บรัสเซลส์คือสหภาพยุโรป พวกโซรอส พวกสื่อตะวันตกทั้งหลายแหล่ และแม้แต่เซเลนสกี

ฝ่ายซ้ายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแนวคิดสังคมนิยม แต่หมายถึงประชาธิปไตยแบบที่ไม่เน้นชาตินิยมอย่างที่โอร์บานชอบ พวก “ประชาธิปไตยซ้าย” เหล่านี้ชอบให้ประเทศอื่นเปิดเสรีมันทุกสิ่งทุกอย่างโดยอ้าง “ความสวยงามของประชาธิปไตย” เพื่อตัวเองจะได้เข้าไปทะลวงถึงไส้ถึงพุง แล้วลากเอาผลประโยชน์ของประเทศนั้นมาสวาปาม

จอร์จ โซรอสนั้นเป็นลูกหลานฮังการีมาแต่เดิมแต่ต่อมาระหกระเหินไปอเมริกา จนกระทั่งสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นเศรษฐีใหญ่ พร้อมกับชูธงส่งเสริมประชาธิปไตยไปทั่วโลก แต่บางคนมองว่าโซรอสไม่ได้แค่รักประชาธิปไตย แต่ได้ประโยชน์จาก “เสรีนิยมประชาธิปไตย” ที่บีบให้บางประเทศต้องเปิดเสรีเศรษฐกิจด้วย ซึ่งนายทุนอยางเขาได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ

คนที่ชอบประชาธิปไตยแบบเปิดประเทศอ้าซ่าให้นายทุนเข้ามาหากินแบบนี้เชิดชูกโซรอสกันใหญ่ แต่โอร์บานชิงชังโซรอสที่สุด ไม่สนเลยว่าเขาผู้นำเข้ามาทำประโยชน์ให้บ้านเกิดคือฮังการีแค่ไหน และสร้างชื่อให้ฮังการีเพียงใด

ในความคิดพวกชาตินิยมหรือ “ประชาธิปไตยฝ่ายขวา” แบบโอร์บานนั้น ต่อให้เอาเงินมากองให้บ้านเกิดสูงท่วมภูเขา แต่หากอุดมการณ์ของคนๆ นั้นเป็นอันตรายต่อบ้านเมืองในระยะยาว ก็คงยากที่จะยกย่องเชิดชู

คำว่า “อันตรายต่อบ้านเมืองในระยะยาว” ก็เป็นคำกึ่งยากจะฟันธงอยู่เหมือนกัน เพราะฝ่ายหนึ่งก็คิดว่าตัวเองทำถูก อีกฝ่ายก็ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ขายชาติ เรื่องนี้คือความยอกย้อนทางการเมืองที่เราทุกคนต้องแยกแยะกันเองให้ดีเมืองไทยก็เกิดกรณีแบบนนี้บ่อยๆ คืออ้างว่ารักชาติ แต่พฤติกรรมไปคนละทาง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

กลับมาที่โอร์บาน ความเขาที่ “call out” เซเลนสกีประหนึ่งว่าเป็นลูกไล่ของพวกฝ่ายซ้ายนิยมเปิดเสรี ทำให้เซเลนสกีนั่งไม่ติด และสวนกลับในพลันว่า “เขาเป็นเพียงคนเดียวในยุโรปที่ให้การสนับสนุนปูตินอย่างเปิดเผย”

เปิดเผยหรือไม่เปิดเผยเราจะว่ากันต่อไป แต่คนแรกๆ ที่แสดงความยินดีกับชัยชนะของโอร์บานเป็นปูตินจริงๆ

ขณะที่โอร์บานก็ตอบสนองด้วยการขอให้หยุดยิงและเชิญปูตินมาเจรจาสันติภาพที่ฮังการีเสียเลย หลังจากสวมบทพระเอกคนกลางแล้ว ก็ยังขอเพิ่มการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียเสียเลยโดยไม่ต้องทำเป็นกระมิดกระเมี้ยนอีก ในขณะที่ยุโรปที่เหลือยังละล้าละลังว่าควรจะนำเข้าก๊าซจากรัสเซียต่อไปดีไหม เพราะตัวองก็คว่ำบาตรรัสเซียมันเกือบจะทุกด้านแล้ว ยกเว้นด้านพลังงานที่ขาดรัสเซียไม่ได้เลยไม่กล้าทำ

เซเลนสกีรำคาญจัดถึงกับบอกว่าถ้าจะคว่ำบาตรก็ทำให้มันจริงๆ จังๆ หน่อย และยังกระแทกไปถึงฮังการีด้วยว่ากำลังช่วยเหลือรัสเซีย

กระทรวงการต่างประเทศยูเครนบอกว่าดีลก๊าซของฮังการีกับรัสเซียนั้นเป็น “การตัดสินใจทางการเมืองชัดๆ ไม่มีอะไรผสม และไร้เหตุผลทางเศรษฐกิจ (มีเจตนา) เพื่อสนับสนุนเครมลิน ในขณะที่ส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของประเทศยูเครนและความสัมพันธ์ระหว่างยูเครน-ฮังการี”

ช่วงหลังนี้ เซเลนสกีและรัฐบาลของเขาเดินสายพูดแบบวันต่อวันและวันละหลายรอบ หลายครั้งเป็นการพูดเอามันจนเกินไป จนหลายคนเริ่มที่จะเบื่อ กรณีของฮังการีก็เช่นกัน จะไปว่าฮังการีก็ไม่ถูกเพราะมันมีเหตุผลทางเศรษฐกิจจริงๆ ในยุคก๊าซแพงดั่งทอง และถ้าจะด่าฮังการีเรื่องดีลก๊าซคงต้องด่าทั้งยุโรปที่คอยเชียร์ยูเครนด้วย

เรื่องก๊าซและสงครามนั้นจะเป็นกุญแจสำคัญของการเลือกตั้งในยุโรป เพราะผู้คนเจ็บปวดหันมากจากข้าวของแพง แต่ยังพยายามอดกลั้นเพราะรังเกียจการทำสงครามของรัสเซีย

แต่อุดมการณ์กับปากท้องคนยุโรปอย่างไหนจะแกร่งกว่ากันนั้น อีกไม่นานก็จะชัดขึ้น

อย่างกรณีของฮังการี ตั้งแต่ตอนหาเสียงกัน ฝ่ายค้านของฮังการีเตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเสมอถึงเรื่องที่โอร์บานมักจะมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปูตินและมีดีลกันต่างๆ นานา ในระยะ 12 ปีที่เขาอยู่ในอำนาจ หนึ่งในดีลที่ “ถูกแฉ” คือสัญญาก๊าซระยะยาวระหว่างฮังการีและรัสเซียเพื่อแลกกับราคาที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับพันธมิตรในยุโรป

เรื่องค่าไฟที่ถูกลงเป็นประเด็นหาเสียงสำคัญของโอร์บาน และมันทำให้เขาได้รับการเลือกตั้งอีกครั้ง นั่นย่อมหมายความว่าชาวฮังการีไม่สนเรื่อง “แฉ” และยอมให้ตัวองเป็นอียูประเทศแรกๆ ที่สนใจปากท้องมากกว่าสงครามแล้ว

แน่นอนว่า มันย่อมมีมูลเรื่องโอร์บานเป็นพันธมิตรกับปูตินด้วย

ว่ากันเรื่องรสนิยมทางการเมืองก่อน ทั้งสองคนนี้คิดอะไรคล้ายๆ กัน เรื่องชาตินิยม เรื่องต่อต้านความหลากหลายทางเพศ เรื่องระแวงพวกสากลนิยมทั้งหลาย ทั้องค์กรข้ามชาติและสื่อตะวันตก สองคนนี้ยังถูกกล่าวหาว่าเล่นการเมืองพ่วงระบอบเล่นพรรคเล่นพวก และถูกกล่าวหาว่าเป็น “ศัตรูของระบอบประชาธิปไตย” เหมือนกัน

แต่ก็อย่างที่บอกไป โอร์บานก็มีประชาธิปไตยในแนวของเขา และยังด่าว่าประชาธิปไตยของพวกฝ่ายซ้าย (อย่างโซรอส เซเลนสกี และพวกนักการเมืองอียูที่บรัสเซลส์) นั้นเป็นอันตราย

เรื่องที่โอร์บานถูกกล่าวหาว่าเชียร์ปูตินนั้น มันก็พอจะบอกว่าเป็นการ “เชียร์” ได้ และปูตินย่อมมองเห็นศักยภาพของโอร์บานในฐานะ “ม้าไม้เมืองทรอย” เพื่อใช้เขาเป็นตัวแทรกแซงเข้าไปในสหภาพยุโรป เพื่อใช้โอร์บานปั่นหัวให้ยุโรปแตกคอกันเอง ซึ่งรอยร้าวนั้นมีอยู่ แต่พยายามอำพรางกันเอาไว้ได้บ้างไม่ได้บ้าง

โปรดทราบว่ายิ่งประเทศไหนในยุโรปมีการเลือกตั้ง เรื่องความเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับการคว่ำบาตรรัสเซียจะยิ่งชัดเจนขึ้น นอกจากฮังการีแล้วก็ยังมีฝรั่งเศสอีกหนึ่งราย

แต่อย่าลืมว่าโอร์บานก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้นำสหภาพยุโรป ความที่เผชิญความขัดแย้งมาหลายศตวรรษเรื่องชาติใหญ่กลืนชาติ สัญชาติญาณหนึ่งของคนยุโรปประเทศเล็กๆ นั้นก็คือต้องรู้จักถ่วงดุลอำนาจ โอร์บานก็น่าจะเป็นคนประเภทนั้น

ขณะที่โอร์บานดูเหมือนจะเข้าข้างรัสเซียและบอกว่าการคว่ำบาตรไม่เวิร์ก แต่เขาก็คล้อยตามอียูด้วยการคว่ำบาตรรัสเซียเหมือนกัน แต่รัสเซียไม่โกรธ แถมปูตินยังแสดงความยินดีกับชัยชนะของโอร์บาน

คนแบบโอร์บานนั้นหากมีมากกว่านี้ บางทีสงครามอาจจะไม่เกิด

จะเห็นได้จากการที่โอร์บานบอกว่า ความแตกต่างระหว่างรัสเซียและนาโตเกี่ยวกับกรณียูเครนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ “สามารถเชื่อมโยง” และเสริมว่าทุกฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงที่จะรับประกันความมั่นคงของรัสเซียและเป็นที่ยอมรับของประเทศสมาชิกนาโตได้ด้วย

การที่ผู้นำฮังการีพูดอกมาแบบนี้มันสะท้อนถึงความไม่ลงรอยในยุโรปเช่นกัน ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่จะชนกับรัสเซียลูกเดียว กับฝ่ายที่อยากจะเคลียร์กันโดยไม่ใช้กำลัง ถ้าตัดเรื่องโอร์บานเชียร์ปูตินออกไป คำพูดของเขาก็ยิ่งมีน้ำหนัก

ฮังการีนั้นหนุนให้ยูเครนเป็นสมาชิกอียูเร็วๆ ด้วยซ้ำ แต่ขวางไม่ให้ยูเครนเป็นสมาชิกนาโต แต่พอเกิดสงครามขึ้นมาก็คว่ำบาตรรัสเซียเพื่อรักษาเอกภาพของอียูไว้ นี่แสดงว่าฮังการี “รู้อะไรควรไม่ควร”

หากเรามองที่การเมืองระหว่างประเทศตามความเป็นจริงว่าเป็นเรื่องของดุลอำนาจ ท่าทีแบบโอร์บานนี่แหละที่จะช่วยดับไฟสงครามได้

แต่เพราะโอร์บานตกอยู่ในสภาพเหมือนปูติน คือเป็นพวกคนละฝ่ายกับประชาธิปไตยกระแสหลักและเป็นคนที่สื่อกระแสหลักระแวงเกินเหตุ ทำให้เขาถูกหมายหัวในทันทีว่าเป็น “ภยันตรายอีกอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยในยุโรป” นอกเหนือจากปูติน

คำถามก็คือถ้าโอร์บานเป็นอันตรายกับระบอบประชาธิปไตย แล้วระบอบแบบไหนที่เลือกเขาเข้ามาเป็นผู้นำครั้งแล้วครั้งเล่า?

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Attila KISBENEDEK / AFP

VinFast รถยนต์เวียดนามไปไกล เปิด IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680201

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 17:40 น.VinFast รถยนต์เวียดนามไปไกล เปิด IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐ

VinFast ค่ายรถยนต์สัญชาติเวียดนามเตรียมขายหุ้น IPO หวังตีตลาดสหรัฐ-ยุโรป

Reuters รายงานว่า VinFast บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเวียดนามเปิดเผยว่าบริษัทได้ยื่นเอกสารเพื่อขอเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) กับหน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์ของสหรัฐ แต่ไม่ได้ระบุถึงขนาดและช่วงราคาสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO

โดยการเสนอขายหุ้น IPO จะมีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และเป็นทางเลือกหนึ่งในการจัดหาเงินทุนสำหรับการตั้งโรงงานแห่งแรกในสหรัฐ และการขยายกิจการในสหรัฐด้วย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว VinFast ยังเปิดเผยว่าได้ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อลงทุน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสร้างโรงงานในนอร์ทแคโรไลนา สำหรับผลิตรถโดยสารไฟฟ้า รถเอสยูวี และแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2024 และตั้งเป้าผลิตรถยนต์ให้ได้ 150,000 คันต่อปี

รายงานระบุว่า VinFast กำลังวางเดิมพันครั้งใหญ่ในตลาดสหรัฐ โดยหวังว่าจะสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรถยนต์รายเก่า และสตาร์ทอัพ ด้วยรถเอสยูวีไฟฟ้า และโมเดลการเช่าซื้อแบตเตอรี่ (battery leasing)

โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายในสหรัฐไว้ที่ 1.6-1.8 แสนคันต่อปี นอกจากนี้ยังมุ่งตีตลาดประเทศอื่นๆ ในยุโรปด้วย ซึ่งหากสามารถตีตลาดสหรัฐและยุโรปได้ตามเป้า VinFast จะถือว่าเป็นแบรนด์รถยนต์รายแรกจากอาเซียนที่จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในระดับโลก

Photo by REUTERS/Steve Marcus

Starstreak พยัคฆ์ติดปีกที่บดขยี้รถถัง-สอยฮ.รัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680196

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 16:30 น.Starstreak พยัคฆ์ติดปีกที่บดขยี้รถถัง-สอยฮ.รัสเซีย

รู้จัก Starstreak อาวุธสุดโหดจากอังกฤษ ที่ยูเครนใช้สอยฮ.รัสเซีย

1. หลังจากที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา บรรดาชาติตะวันตกต่างส่งอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าไปช่วยเหลือกองทัพรัสเซียเป็นจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นคือ Starstreak (สตาร์สตรีค) ที่ได้รับจากอังกฤษ ซึ่งได้แสดงแสนยานุภาพให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่ามันมีความร้ายแรงเพียงใด

2. เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่ถูกบันทึกได้จากแคว้นลูฮันสก์ ทางตะวันออกของประเทศยูเครน พบว่า Starstreak ยิงเข้าใส่เฮลิคอปเตอร์ Mi-28 ของกองทัพรัสเซียหลายลำ จนเกิดไฟลุกโชนกลางอากาศ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ขณะที่เฮลิคอปเตอร์แตกออกเป็นชิ้นๆ ก่อนที่จะร่วงลงสู่พื้นดิน

?? #Ukraine: Russian Mi-28 helicopter was shot down today (on April 1,2022) pic.twitter.com/deXeV5fjOe— – (@L_Team10) April 1, 2022

3. The Times รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวของกระทรวงกลาโหมระบุว่า “เชื่อว่าวิดีโอดังกล่าวแสดงให้เห็นการทำงานของ Starstreak ในยูเครน ซึ่งมันถูกใช้ในประเทศมาเกือบสัปดาห์แล้ว”

4. ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า Starstreak มีความเร็วสูงพอที่จะโจมตีเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์ให้แตกเป็นเสี่ยงๆ และโจมตีรถถังหรือยานหุ้มเกราะเพื่อสังหารพลขับที่อยู่ในนั้นได้

5. Starstreak เป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบประทับบ่ายิง (MANPADS) ที่พัฒนาโดย Thales Air Defense ของอังกฤษ ซึ่งสามารถใช้บุคคลพกพา (MANPADS) หรือจะนำไปติดตั้งบนยานพาหนะก็ได้ ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถปรับให้เข้ากับสถานการณ์ในสนามรบที่แตกต่างกัน ซึ่งเข้าประจำการในกองทัพอังกฤษตั้งแต่ปี 1997

6. หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นคือขีปนาวุธดังกล่าวประกอบด้วยหัวรบทังสเตน 3 หัว ซึ่งสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่า 4 มัค หรือมากกว่า 4,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากแหล่งข่าวหลายแหล่งรวมถึง Defense News ระบุให้ Starstreak เป็นขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศพิสัยสั้นที่เร็วที่สุดในโลก

7. Starstreak สามารถโจมตีเป้าหมายทั้งบนอากาศและภาคพื้นดิน พิสัยยิงราว 7 กิโลเมตร ด้วยหัวรบที่เป็นโลหะผสมทังสเตนความยาว 15 นิ้วที่จะพุ่งโจมตีเป้าหมายก่อนที่จะจุดชนวนระเบิดซ้ำอีกครั้ง

Ukraine has now Starstreak High Velocity Missiles from UK .Guidance system: Semi-automatic command to line of sight (SACLOS).Warhead: 3 laser beam-riding submunitions. This video shows how these missiles work, thx @CombatAir@theragex @Ninja998998 @jpg2t785 @CarloMasala1 https://t.co/QuQBIFrhnK pic.twitter.com/QXVYaSng6X— Felix Woessner (@FeWoessner) April 2, 2022

8. นอกจากยูเครนแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่ได้ครอบครองอาวุธสุดร้ายกาจนี้ซึ่งได้แก่ แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมถึงไทย ซึ่งได้สั่งซื้อ Starstreak ล็อตแรกในปี 2012 และอีกล็อตในอีก 3 ปีถัดมา

Photo by Capt. Joseph Bush/Wikipedia

เกิดอะไรขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ หัวใจของจีนจะรอดไหม?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680156

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 12:30 น.เกิดอะไรขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ หัวใจของจีนจะรอดไหม?

ชาวจีนเริ่มโวย ขยายล็อกดาวน์ทั่วเมืองเซี่ยงไฮ้ ศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลยืนยันคุมโควิดให้เป็นศูนย์

1. สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศจีนยังคงน่าเป็นห่วง โดยวานนี้ (6 เม.ย.) พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 20,472 ราย ซึ่งเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่สูงที่สุดนับตั้งแต่พบการแพร่ระบาดครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่น เมื่อปี 2019 โดยผู้ป่วยกว่า 80% มาจากนครเซี่ยงไฮ้

2. จำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในจีนเพิ่มขึ้นที่เพิ่มขึ้นในระยะหลังมานี้ เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของจีน

3. ขณะที่หลายประเทศเดินหน้าอยู่ร่วมกับโควิด-19 จีนยังคงนโยบายจำกัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ (Zero Covid) ทำให้จำเป็นต้องล็อกดาวน์เซี่ยงไฮ้ เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งมีประชากรราว 26 ล้านคน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนส่วนหนึ่ง

4. เมื่อวันที่ 6 เม.ย. เซี่ยงไฮ้ประกาศขยายมาตรการล็อกดาวน์ออกไปอย่างไม่มีกำหนด และกลายเป็นเมืองใหญ่เมืองแรกของจีนที่ถูกล็อกดาวน์ทั้งเมือง หลังพบผู้ติดเชื้อไม่แสดงอาการทุบสถิติอยู่ที่ 16,766 ราย ส่วนผู้ติดเชื้อแสดงอาการอยู่ที่ 311 ราย

5. โดยก่อนหน้านี้เซี่ยงไฮ้ประกาศมาตรการล็อกดาวน์เป็นระยะเวลา 9 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. ไปจนถึงวันที่ 5 เม.ย. โดยแบ่งออกเป็น 2 เฟส เฟสแรกครอบคลุมพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของเมือง ตั้งแต่แม่น้ำหวงผู่ไปจนถึงเขตผู่ตง ซึ่งมีประชากรราว 11 ล้านคน โดยจะล็อกดาวน์ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. ไปจนถึง 1 เม.ย. และจะล็อกดาวน์ทางฝั่งตะวันตกของเมือง ระหว่างวันที่ 1-5 เม.ย. เพื่อให้เศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อไปได้จึงใช้วิธีการล็อกดาวน์ทีละครึ่งเมือง

การปูพรมตรวจโควิด-19 ในย่ายที่อยู่อาศัยในเซี่ยงไฮ้ วันที่ 1 เม.ย. (REUTERS/Brenda Goh)

6. แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังคงทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทำให้ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอย่างเซี่ยงไฮ้ต้องประกาศล็อกดาวน์ทั้งเมือง และขยายมาตรการล็อกดาวน์ออกไปอย่างไม่มีกำหนด

7. ขณะที่ทางการจีนต้องระดมบุคลากรทางการแพทย์จากหลากหลายเมืองเพื่อเร่งปูพรมตรวจโควิด-19 ให้แก่ประชาชนทั้ง 26 ล้านคนในนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งนับว่าเป็นมาตรการรับมือด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของจีน

8. อย่างไรก็ตาม การรับมือกับโควิด-19 ด้วยนโยบาย Zero Covid ทำให้มีประชาชนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดความไม่พอใจ โดยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายการกักกันโรคของเซี่ยงไฮ้ทำให้เด็กๆ ต้องแยกจากผู้ปกครอง ประชาชนหลายพื้นที่ไม่สามารถออกจากบ้านได้แม้ออกมาเพื่อซื้อของใช้จำเป็น

9. นอกจากนี้การกักตุนอาหารก็ประสบปัญหาเนื่องจากการจัดส่งสินค้าในเมืองมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่สามารถสั่งอาหารได้ พนักงานขนส่งและปริมาณสินค้ามีจำกัด รวมถึงการปิดให้บริการของซูเปอร์มาร์เก็ต

10. ก่อนหน้านี้รัฐบาลท้องถิ่นเซี่ยงไฮ้กล่าวว่าจะระงับขนส่งสาธารณะ รวมทั้งบริการเรียกรถในพื้นที่ล็อกดาวน์ ตลอดจนระงับการทำงานในบริษัทและโรงงาน เว้นแต่บริการสาธารณะและการจัดส่งอาหาร ขณะที่แหล่งข่าวเผยว่า Tesla จะระงับการผลิตในโรงงานที่เซี่ยงไฮ้เป็นการชั่วคราว

Photo by China Daily via REUTERS

เผยรายงาน UFO ปล่อยรังสีจนผิวไหม้ ทำผู้หญิงท้องไม่รู้ตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680190

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 15:15 น.เผยรายงาน UFO ปล่อยรังสีจนผิวไหม้ ทำผู้หญิงท้องไม่รู้ตัว

เพนตากอน หรือกลาโหมสหรัฐ เผยรายงาน 1,500 หน้า บอกรายละเอียดการเผชิญหน้าระหว่างชาวโลกกับมนุษย์ต่างดาว

ล่าสุด มีการเปิดเผยฐานข้อมูลของเอกสารประกอบด้วยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับยูเอฟโอมากกว่า 1,500 หน้าจาก Advanced Aerospace Threat Identification Program (AATIP) ซึ่งเป็นโครงการลับของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่ดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ถึง พ.ศ. 2555 โดยข้อมูลนี้ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณะผ่านกฎหมายเสรีภาพข้อมูลข่าวสาร (Freedom of Information Act หรือ FOIA) ที่ให้สิทธิประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลของรัฐ

รายงานเหล่านี้ได้รับการเปิดเผยโดย The Sun สื่อในสหราชอาณาจักร หนึ่งในรายงานของเพนตากอนที่เปิดเผยออกมา คือเอกสารชื่อว่า “ผลกระทบผิดปกติของอาการรุนแรงและกึ่งรุนแรงในภาคานามต่อเนื้อเยื่อชีวภาพและมนุษย์” (Anomalous Acute and Subacute Field Effects on Human and Biological Tissues) ลงวันที่ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 รายงานดังกล่าวอธิบายถึงการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับ “ผู้สังเกตการณ์ที่เป็นมนุษย์โดยระบบการบินและอวกาศขั้นสูงที่มีความผิดปกติ” ซึ่งบางส่วนอาจเป็น “ภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ” ซึ่ง “ระบบการบินและอวกาศขั้นสูง” ในที่นี้ย่อมหมายถึง UFO นั่นเอง

รายงานระบุกรณี 42 กรณีที่มีข้อมูลการแพทย์และ 300 กรณีที่ “ไม่ได้เผยแพร่” เกี่ยวกับมนุษย์ได้รับบาดเจ็บหลังจากถูกกล่าวหาว่าพบกับ “ยานพาหนะผิดปกติ” ซึ่งรวมถึง UFO โดยในบางกรณี มนุษย์ได้รับบาดเจ็บจากการไหม้หรือเงื่อนไขอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งบางส่วนดูเหมือนว่าจะเกิดจาก “ระบบขับเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน” รายงานยังระบุกรณีของความเสียหายของสมอง ความเสียหายของเส้นประสาท อาการใจสั่น และปวดหัวที่เกี่ยวข้องกับการเผชิญหน้ายานพาหนะแปลกๆ ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานผลกระทบจากการเผชิญหน้า UFO ได้แก่ “การตั้งครรภ์ที่ตรวจสอบที่มาที่ไปไม่ได้” “การลักพาตัวซึ่งๆ หน้า” อาการอัมพาต และประสบการณ์การสื่อสารผ่านกระแสจิต การเคลื่อนย้ายร่างกายระยะไกล และการลอยตัว

Photo – ภาพประกอบเนื้อหา ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง REUTERS/NASA Ames/JPL-Caltech/Handout via Reuters

สหรัฐเชื่อมั่น ยูเครนสามารถ ‘ชนะ’ สงครามได้อย่างแน่นอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680138

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 11:20 น.สหรัฐเชื่อมั่น ยูเครนสามารถ 'ชนะ' สงครามได้อย่างแน่นอน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐ หรือ เพนตากอน กล่าวว่ายูเครนสามารถ ‘ชนะ’ สงครามได้อย่างแน่นอน

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า กระทรวงกลาโหมของสหรัฐ (เพนตากอน) กล่าวเมื่อวันพุธว่าประเมินว่ายูเครนสามารถชนะสงครามกับรัสเซียได้ แต่ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ก็พูดถึงความเสี่ยงของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อด้วย

“แน่นอนว่าพวกเขาสามารถชนะสิ่งนี้ได้” จอห์น เคอร์บี โฆษกเพนตากอนกล่าวในการบรรยายสรุปข่าว

“การพิสูจน์นั้นแท้จริงแล้วอยู่ที่ผลลัพธ์ที่คุณเห็นทุกวัน … พวกเขาสามารถชนะได้อย่างแน่นอน”

ขณะเดียวกัน รอยเตอร์รายงานการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อวันพุธว่า ชาวยูเครนจำนวนหนึ่งได้รับการฝึกอบรมในสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับวิธีใช้งานโดรน “Switchblade” โดรนสังหาร ซึ่งเป็นอาวุธแบบใช้ครั้งเดียวที่บินเข้าหาเป้าหมายและจุดชนวนเมื่อกระทบเป้าหมาย

ชาวยูเครนกำลังฝึก “Switchblade” และอาวุธอื่นๆ พวกเขามาถึงสหรัฐอเมริกาเพื่อเข้าร่วมโปรแกรมการศึกษาทางทหารตามปกติก่อนรัสเซียจะบุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์

“เราฉวยโอกาสจากโอกาสนี้ดึงพวกเขาออกห่างสักสองสามวันและให้การฝึกอบรมแก่พวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง Switchblades UAV,” เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าวกับผู้สื่อข่าวโดยพูดโดยไม่เปิดเผยชื่อ “UAV” หมายถึง อากาศยานไร้คนขับ

สหรัฐฯ ถอนตัวที่ปรึกษาทางทหารออกจากยูเครนก่อนการรุกรานของรัสเซีย โดยพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงระหว่างกองกำลังสหรัฐฯ และรัสเซียที่อาจบานปลายไปสู่สงครามในวงกว้าง

สหรัฐฯ และ NATO ได้จำกัดการจัดหาอาวุธให้กับยูเครนเป็นส่วนใหญ่ อันเป็นผลมาจากการถอนกำลัง  ซึ่งรวมถึงอาวุธของสหรัฐฯ ที่ทำให้ยูเครนได้เปรียบในการต่อต้านกองกำลังรัสเซีย เช่น ขีปนาวุธต่อต้านรถถัง Javelin และขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ Stinger แบบพกพาที่สามารถกำหนดเป้าหมายเครื่องบินรัสเซียได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงระบบในยุคโซเวียตที่ยังคงอยู่ในคลังของประเทศ NATO บางประเทศ

Photo – จอห์น เคอร์บี รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พูดคุยกับนักข่าวระหว่างการบรรยายสรุปข่าวที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 ในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย เคอร์บีถูกถามเกี่ยวกับอาวุธและเสบียงอื่นๆ ที่สหรัฐฯ ส่งไปยังยูเครนเพื่อช่วยเหลือประเทศนั้นหลังจากที่รัสเซียบุกเข้าไปเมื่อประมาณหนึ่งเดือนก่อน Chip Somodevilla / Getty Images / AFP (ภาพถ่ายโดย CHIP SOMODEVILLA / GETTY IMAGES ภาพอเมริกาเหนือ / Getty ผ่าน AFP)

อังกฤษ-สหรัฐ-ออสเตรเลีย จับมือพัฒนาอาวุธไฮเปอร์โซนิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680134

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 10:50 น.อังกฤษ-สหรัฐ-ออสเตรเลีย จับมือพัฒนาอาวุธไฮเปอร์โซนิก

อังกฤษ-สหรัฐ-ออสเตรเลีย เห็นพ้องร่วมมือพัฒนาขีปนาวุธเหนือเสียง ภายใต้สนธิสัญญา AUKUS

Reuters รายงานสำนักนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน เปิดเผยว่า สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย เห็นพ้องที่จะร่วมมือกันพัฒนาอาวุธที่มีความเร็วเหนือเสียง หรือไฮเปอร์โซนิก ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากที่ทั้งสามประเทศประกาศความร่วมมือในสนธิสัญญาความมั่นคงอินโด-แปซิฟิกฉบับใหม่ “AUKUS” เมื่อปีที่แล้ว

AUKUS ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนก.ย. ปีที่แล้ว ถูกระบุว่าเป็นความร่วมมือของทั้งสามประเทศเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าจะเป็นการคานอำนาจของจีนที่กำลังแผ่อิทธิพลในภูมิภาคนี้

โดยความร่วมมือดังกล่าวจะเอื้อให้ทั้งสามประเทศแบ่งปันเทคโนโลยีทางทหาร ตลอดจนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งจะส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นเป็นครั้งแรก

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของสหราชอาณาจักร, ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ และนายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลีย ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า พวกเขาพอใจกับความคืบหน้าของโครงการเรือดำน้ำนิวเคลียร์ติดอาวุธ และจะร่วมมือกันในด้านอื่นๆ ด้วย

“เรายังให้คำมั่นที่จะเริ่มความร่วมมือไตรภาคีใหม่เกี่ยวกับอาวุธไฮเปอร์โซนิก และความสามารถในการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์” แถลงการณ์ระบุ

“จากการรุกรานยูเครนโดยปราศจากการยั่วยุ ไม่ยุติธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมายของรัสเซีย เราขอย้ำถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของเราต่อระบบระหว่างประเทศที่เคารพสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และการแก้ไขข้อพิพาทโดยปราศจากการบีบบังคับ” ผู้นำทั้งสามกล่าวโดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในรส่งเสริมภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐกำลังลงทุนในการวิจัยพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ซึ่งเดินทางด้วยความเร็วเหนือเสียงถึงห้าเท่า เนื่องจากการรุกรานยูเครนของรัสเซียในเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของยุโรปทวีความรุนแรงขึ้น

ด้านจางจวิน เอกอัครราชทูตจีนประจำสหประชาชาติ แสดงความเห็นต่อความร่วมมือในการพัฒนาอาวุธของอังกฤษ สหรัฐ และออสเตรเลียว่า “หากไม่ต้องการเห็นวิกฤตในยูเครน ก็ควรละเว้นจากการกระทำที่อาจทำให้ส่วนอื่นๆ ของโลกเข้าสู่วิกฤตในแบบเดียวกัน…ถ้าคุณไม่ชอบอะไรก็ไม่ควรทำแบบนั้นกับคนอื่น”

ลูกสาวของปูติน เป้าหมายของการคว่ำบาตรที่น้อยจะรู้จัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680127

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 09:53 น.ลูกสาวของปูติน เป้าหมายของการคว่ำบาตรที่น้อยจะรู้จัก

ลูกสาวปูตินถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร แต่พวกเธอเป็นบุคคลที่ถูกซ่อนตัวจากสายตาสาธารณะจนหลายคนอาจไม่รู้ว่าปูตินก็มีลูก

ไม่ค่อยมีใครรู้มากนักเกี่ยวกับลูกสาวของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ที่ถูกคว่ำบาตรเมื่อวันพุธโดยรัฐบาลสหรัฐฯ โดยที่สหรัฐอ้างเรื่อง “ความโหดร้ายในยูเครน” จากน้ำมือของรัฐบาลมอสโก หลังการเปิดเผยเรื่องการสังหารพลเรือนอย่างเหี้ยมโหดในพื้นที่ต่างๆ 

กระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่าลูกสาวทั้งสองคือ คาเทรินา ทิโคโนวา (Katerina Tikhonova) “ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีที่ทำงานสนับสนุน … อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศของรัสเซีย” และ มาเรีย โวรอนโซวา (Maria Vorontsova) ซึ่งเป็นผู้นำโครงการวิจัยด้านพันธุศาสตร์ที่ได้รับทุนจากรัฐ “ดูแลโดยปูตินเป็นการส่วนตัว”

เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันเชื่อว่า “ทรัพย์สินของปูตินถูกซ่อนไว้กับสมาชิกในครอบครัว”

ตามประวัติอย่างเป็นทางการของปูตินบนเว็บไซต์ของเครมลิน มาเรีย ลูกสาวของเขาเกิดในปี 2528 ก่อนที่ครอบครัวจะย้ายไปเดรสเดน ประเทศเยอรมนีตะวันออก ซึ่งปูตินทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเคจีบี

คาเทรินา ลูกสาวคนที่สองเกิดในปีต่อมาในเมืองเดรสเดน ภาพถ่ายที่รู้จักกันเพียงภาพเดียวของเธอแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ โดยมีเปียสีบลอนด์ที่ผูกด้วยโบ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปูตินเปิดเผยว่าลูกสาวของเขาได้รับการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในรัสเซีย พูดภาษายุโรปได้หลายภาษา และอาศัยอยู่ในรัสเซีย ปูตินก็มีหลานด้วย

ไม่ค่อยมีใครรู้จักอย่างเป็นทางการเกินกว่านั้น เนื่องจากรัฐบาลเครมลินพยายามทำให้ชีวิตครอบครัวของปูตินไม่ตกอยู่ในสายตาของสาธารณชน

ตามรายงานของสื่อรัสเซีย มาเรีย โวรอนโซวาเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องต่อมไร้ท่อที่เกี่ยวข้องกับบริษัทวิจัยทางการแพทย์ขนาดใหญ่ที่เน้นการรักษามะเร็งด้วยความผูกพันกับรัฐบาล

สื่อรัสเซียระบุว่า คาเทรินา ทิโคโนวาเป็นนักคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นหัวหน้ามูลนิธิวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐของรัสเซีย

คาเทรินา ทิโคโนวายังเป็นนักเต้นร็อกแอนด์โรลกายกรรมมืออาชีพซึ่งมีส่วนร่วมในการแข่งขันระดับนานาชาติอันทรงเกียรติตามรายงานเหล่านั้น

วิดีโอจากการแข่งขันดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า คาเทรินา ทิโคโนวาสวมชุดรัดรูปแวววาว ขึ้นไปเหยียบมือคู่หูของเธอและถูกผลักขึ้นไปในอากาศเพื่อพลิกกลับและตีลังกา

ระหว่างการแถลงข่าวในปี 2019 ปูตินปฏิเสธที่จะตอบคำถามโดยตรงเกี่ยวกับอิทธิพลของธุรกิจที่กำลังเติบโตของลูกสาวและความผูกพันกับรัฐบาล โดยไม่เคยยอมรับจริงๆ ว่า มาเรีย โวรอนโซวา และ คาเทรินา ทิโคโนวาเป็นลูกของเขาและเรียกพวกเธอว่า “พวกผู้หญิง” (“women”)

“ผมภูมิใจในตัวพวกเธอ พวกเธอเรียนต่อและทำงาน” ปูตินกล่าวระหว่างการแถลงข่าวอีกครั้งเมื่อหลายปีก่อน

“พวกเขาเธอได้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางธุรกิจใดๆ และพวกเธอไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง พวกเธอไม่ได้พยายามจะผลักดันตัวเองไปสู่จุดใดๆ ” เขากล่าวเสริม

ในการให้สัมภาษณ์ในปี 2563 ปูตินกล่าวว่าเขาไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับครอบครัวของเขาเนื่องจาก “ความกังวลด้านความปลอดภัย”

เขาเปิดเผยว่าเขามีหลานแต่ไม่บอกว่ามีหลานกี่คน

“ผมมีหลาน ผมมีความสุข พวกเขาดีมาก น่ารักมาก ผมสนุกกับการใช้เวลากับพวกเขาจริงๆ”

Source – Agence France-Presse

Photo –  REUTERS/Jakub Dabrowski/File Photo

มนุษย์ต่างดาวคิดยังไง และจะทำอะไรกับสงครามยูเครน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680095

วันที่ 06 เม.ย. 2565 เวลา 18:30 น.มนุษย์ต่างดาวคิดยังไง และจะทำอะไรกับสงครามยูเครน?

มนุษย์ต่างดาวกับสงครามของมนุษย์โลก เป็นไปได้จริงหรือแค่มโนไปเอง

สงครามความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายแวดวงกำลังจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทหาร การเมือง เศรษฐกิจ สิทธิมนุษยชน ตลอดจนผู้ที่สนใจในเรื่องยูเอฟโอและมนุษย์ต่างดาวก็เชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้เช่นกัน

ในขณะที่ความตึงเครียดระดับโลกเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามเย็น รัสเซียยังคงเดินหน้าโจมตียูเครนอย่างต่อเนื่อง คอนสแตนติน ลิตวิเนนโก ผู้อำนวยการ CBN News ของยูเครนกล่าวกับรายการ The Global Lane โดยอ้างว่า ยูเอฟโอปรากฏตัวขึ้น และโจมตีกองกำลังรัสเซียด้วยสายฟ้าแลบ และจุดไฟเผารถถังทหารรัสเซีย แม้ว่าเรื่องนี้จะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ

เมื่อเดือนที่แล้วเว็บไซต์ข่าว IBTimes รายงานวิดีโอลึกลับที่เผยแพร่โดย สก็อตต์ ซี. วาริง นักเขียนเจ้าของผลงานหนังสือหลายเล่ม รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว โดยวิดีโอดังกล่าวถูกบันทึกจากยูเครนซึ่งแสดงให้เห็นวัตถุปริศนาที่สว่างไสว กำลังเคลื่อนผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน ซึ่งวาริงเชื่อว่าเป็นการปรากฏตัวของมนุษย์ต่างดาว ขณะที่หลายคนมองว่าเป็นไปไม่ได้

WION รายงานโดยอ้างคำพูดของ นิค โป๊ป นักยูเอฟโอวิทยาที่ให้สัมภาษณ์กับ Daily Star หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ของอังกฤษ โดยกล่าวว่าวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนกำลังขัดขวางไม่ให้มนุษย์ต่างดาวแสดงตัวต่อชาวโลก

“มนุษย์ต่างดาวที่มีวิวัฒนาการสูงอาจมองว่าการทำสงครามเป็นอารยธรรมล้าหลัง ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในยูเครนแปลว่าเราไม่น่าจะได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมสหพันธ์กาแลกติก (Galactic Federation) ในขณะนี้” โป๊ปกล่าว

ทั้งนี้ ยูเอฟโอได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยรัฐบาลสหรัฐได้จัดหมวดหมู่ชุดวิดีโอของวัตถุที่ไม่ปรากฏชื่อที่กองทัพเรือสหรัฐพบ และยอมรับอย่างเป็นทางการว่ากำลังศึกษาปรากฏการณ์นี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

ขณะที่ในปีนี้เพนตากอนได้จัดตั้งคณะทำงานใหม่เพื่อศึกษา “ปรากฏการณ์ทางอากาศที่ไม่สามารถระบุชื่อ” ซึ่งถือเป็นการสอบสวนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของรัฐบาลสหรัฐในประเด็นนี้

เว็บไซต์ข่าว IBTimes ระบุว่าเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ฮาอิม เอเชด อดีตหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยอวกาศของอิสราเอลยังอ้างว่ามีมนุษย์ต่างดาวแฝงตัวอยู่บนโลกจริงๆ ซึ่งสหรัฐและอิสราเอลกำลังทำงานอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ยังฟันธงไม่ได้และต้องศึกษากันต่อไป

หากมีจริง เป็นไปได้ไหมที่พวกเขาจะช่วยยับยั้งสงครามนิวเคลียร์?

ด้านผู้ที่เชื่อเรื่องยูเอฟโอต่างพากันหวังว่ามนุษย์ต่างดาวจะเข้ามาช่วยเหลือชาวโลกจากความขัดแย้งทางนิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้นได้ หลังจากที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียออกคำสั่งให้กองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศอยู่ในความตื่นตัวในระดับสูง เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เพื่อตอบโต้การคว่ำบาตรจากตะวันตก

“ฉันเชื่อจริงๆ ว่าผู้มาเยือนจะไม่ยอมให้ประเทศใดใช้นิวเคลียร์อีกต่อไป” ผู้ใช้รายหนึ่งแสดงความคิดเห็นบนฟอรัมยูเอฟโอบน Reddit เมื่อเดือนก.พ.

“ผมเกรงว่ามันจะเป็นแค่ความคิดเพ้อฝัน” โป๊ปกล่าว โดยมองว่าไม่ควรคาดหวังให้มนุษย์ต่างดาวเข้ามาหากสงครามนิวเคลียร์เกิดขึ้นจริง

“ต่อให้มนุษย์ต่างดาวจะสังเกตเราอยู่จริงๆ แต่พวกเขาไม่เห็นจะเข้ามาแทรกแซงเพื่อหยุดการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาหรือนางาซากิเลย ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะคิดว่าพวกเขาจะเข้ามาหยุดสงครามนิวเคลียร์ในตอนนี้”

หรือมันอาจเคยเกิดขึ้นมาแล้ว?

อย่างไรก็ตาม โป๊ปกล่าวกับ Metro ว่ามีความเชื่อที่แพร่หลายในแวดวงว่า เคยเกิดเหตุการณ์ที่มนุษย์ต่างดาวเข้ามาปิดอุปกรณ์นิวเคลียร์บนโลก โดยอ้างถึงเหตุการณ์ที่ฐานทัพอากาศอังกฤษเมื่อปี 1980 เมื่อเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศสหรัฐรายงานว่าพบเห็นวัตถุโลหะที่ไม่สามารถระบุได้ลอยอยู่ ขณะที่บุคลากรที่ประจำการอยู่ที่ฐานทัพอ้างว่าพบลำแสงจากวัตถุบินไม่สามารถระบุได้พาดผ่านพื้นที่จัดเก็บอาวุธ และส่งผลกระทบต่ออาวุธยุทโธปกรณ์บางส่วน

เว็บไซต์ news.com.au ของออสเตรเลียระบุว่า ในปี 2010 โรเบิร์ต ฮาสติงส์ ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับยูเอฟโอและอาวุธนิวเคลียร์ได้จัดงานแถลงข่าวพิเศษในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยอดีตเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศให้การว่ายูเอฟโอได้ปิดการใช้งานขีปนาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐและรัสเซีย พวกเขากล่าวว่าต้องออกไปรีสตาร์ทขีปนาวุธที่ถูกปิดใช้งานหลังจากพบยูเอฟโอในบริเวณใกล้เคียง

โรเบิร์ต ซาลัส อดีตกัปตันกองทัพอากาศยังพูดถึงเหตุการณ์ที่ฐานทัพอากาศมาล์มสตรอม ในมอนแทนา เมื่อปี 1967 โดยกล่าวว่าขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ทั้ง 10 ตัวที่เขาดูแลอยู่ เกิดเหตุขัดข้องและไม่สามารถใช้การได้ทันทีหลังมีรายงานจากหน่วยรักษาความปลอดภัยว่าพบวัตถุเรืองแสงสีแดงลึกลับบนท้องฟ้า

Photo by Handout / DoD / AFP

เพราะยูเครนเกือบสิ้นชาติ หน่วยรบพิเศษ SSO จึงถือกำเนิดขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680085

วันที่ 06 เม.ย. 2565 เวลา 15:45 น.เพราะยูเครนเกือบสิ้นชาติ หน่วยรบพิเศษ SSO จึงถือกำเนิดขึ้น

ไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ยูเครนเพิ่งจะมีหน่วยรบพิเศษในปี 2016 หรือเพียง 2 ปีหลังจากเกิดการรุกรานครั้งแรกของรัสเซียเมื่อปี 2014

1. ย้อนกลับไปในปี 2014 ในตอนต้นของวิกฤตไครเมียและสงครามในดอนบัส หลังการแทรกแซงของรัสเซียครังแรก รัฐสภาของยูเครนต้องพบกับความจริงที่น่าตกใจว่ากองกำลังของพวกเขามีทหารราบที่พร้อมรบเพียง 6,000 นาย เมื่อเทียบกับกองทหารประมาณ 20,000 นายที่ประจำการอยู่ที่ฐานทัพรัสเซียในแหลมไครเมียเพียงแห่งเดียว

2. ในช่วงเวลานั้น ยูเครนยังมีหน่วยปฏิบัติการจำนวนมากทั่วโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจนานาชาติ เช่น Operation Atalanta (ปฏิบัติการทางทหารต่อต้านการโจรสลัดในทะเลนอกจะงอยแอฟริกาและในมหาสมุทรอินเดียตะวันตก), ISAF (เป็นภารกิจทางทหารข้ามชาติในอัฟกานิสถานระหว่างปี 2001 ถึง 2014), Kosovo Force (กองกำลังรักษาสันติภาพระหว่างประเทศที่นำโดยนาโตในโคโซโว) และกองกำลังกว่า 200 นายประจำภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในคองโก

3. ทั้งหมดนี้เป็นการส่งทหารระดับหัวกะทิไปช่วย “ชาติพันธมิตร” โดยเฉพาะชาติตะวันตก/นาโต ในปฏิบัติการต่างๆ เพื่อระงับความขัดแย้งในประเทศที่สาม นี่หมายความว่ากองทหารที่มีประสบการณ์และฝึกฝนมาอย่างดีที่สุดของยูเครนถูกส่งไปนอกประเทศและไม่พร้อมใช้งานและมีกำลังคนไม่เพียงพอที่จะมีหน่วยรบพิเศษเพื่อป้องกันอธิปไตยของชาติตนเองในช่วงเวลาคับขัน

4. รัฐบาลยูเครนจึงต้องเริ่มกระบวนการระดมพลและการสร้างกองกำลังสำรองในทันที เช่น National Guard of Ukraine (กองกำลังรักษาชาติแห่งยูเครน) อย่างไรก็ตาม มันต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าหน่วยเหล่านี้จะได้รับการฝึก ดังนั้น ยูเครนจึงต้องใช้กองกำลัง Spetsnaz ซึ่งเป็นหน่วยรบพิเศษเดิม ที่มีกำลังคนน้อยอยู่แล้วเพื่อยันเอาไว้ก่อน โดยไม่ได้รับการหนุนจากกองกำลังทั่วไปที่ใหญ่กว่าหรือกองกำลังตำรวจท้องที่

5. ปัญหาคือ Spetsnaz เป็นหน่วยรบพิเศษที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียตและใช้ชื่อเดียวกับหน่วยรบพิเศษของรัสเซียที่เรียกว่า Spetsnaz เหมือนกัน ก่อนหน้าวิกฤตไครเมียและดอนบัส รัฐบาลยูเครนที่นิยมรัสเซียใช้หน่วย Spetsnaz ควบคุมฝูงชนที่ต่อต้านรัฐบาล และเมื่อรัสเซียบุกเข้ามาในยูเครนก็ยังใช้ Spetsnaz ของตัวเองเข้ามานำร่อง จนทำให้ในยูเครนและแหล่งข่าวในต่างประเทศแยกไม่อกอว่าใครเป็นใคร

6. และเมื่อเกิดการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลนิยมรัสเซียในยูเครนและตามด้วยการรุกรานของรัสเซียครั้งแรก หน่วย Spetsnaz ของยูเครนก็เกิดความสับสน มีทั้งฝ่ายที่แยกตัวไปเข้ากับรัสเซียและฝ่ายที่หันมาร่วมมือกับประชาชนต่อต้านรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีปัญหาคอร์รัปชั่นจนต้องปลดผู้บัญชาการหน่วยไปจำนวนหนึ่ง และรัสเซียใช้โอกาสนี้เรียกใช้หน่วย Spetsnaz ของยูเครนที่ถูกปลดมาทำงานให้ฝ่ายตนด้วย

7. รัฐบาลยูเครนหลังการปฏิวัติที่กันมาต้านรัสเซียตอนแรกไม่กล้าใช้ Spetsnaz ที่ยังเหลืออยู่เพราะถูกรัฐบาลนิยมรัสเซียใช้กดขี่ประชาชนมาก่อน จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเกลียดชังในสายตาประชาชน แต่เมื่อไม่มีหนทางจึงต้องเรียกใช้ Spetsnaz ที่กระพร่องกระแพร่งไปพลางๆ เพื่อต่อต้านการยึดครองไครเมียและดอนบัสจากรัสเซีย

8. แต่นี่คือการถือกำเนิดใหม่ของ Spetsnaz ในฐานะหัวหอกของกองกำลังปฏิบัติการพิเศษ (SSO) ของยูเครน โดยได้รับการแต่งตั้งขึ้นในปี 2016 แต่ก่อนหน้านั้น (ระหว่างปี 2014 – 2015) หน่วยนี้ก็ปฏิบัติการต่อต้านและโจมตีกองกำลังรัสเซียและกองกำลังในไครเมียและดอนบัสอยู่ตลอด

9. การถือกำเนิดใหม่ของหน่วยรบพิเศษของยูเครนครั้งนี้ คือการเกิดใหม่จริงๆ โดยหันไปใช้กระบวนการฝึกตามหลักสูตรของนาโต ในช่วงเวลาที่ยูเครนต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งของนาโตมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อใช้เป็นเกราะคุ้มกันภัยจากรัสเซีย (แต่ก็แน่นอนว่าความปรารนานี้จะทำให้ยูเครนต้องตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่าเดิมในเวลาต่อมา)

10. การฝึก SSO ทำกันทั้งในยุโรปและสหรัฐ โดยในปี 2018 หน่วยนี้ไปรับการฝึกที่มหาวิทยาลัยปฏิบัติการพิเศษร่วม ( Joint Special Operations University) ที่รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐ สถาบันการศึกษาภายใต้หน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐอเมริกา (USSOCOM) และได้รับการฝึกซ้อมผ่านการซ้อมรบ Sea Breeze ที่จัดขึ้นเป็นประจำที่ยูเครนกับสหรัฐ และประเทศอื่นๆ สับเปลี่ยนกันเข้ามาร่วมซ้อมรบ (ซึ่งรัสเซียเคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับ Sea Breeze เพราะถือว่าการฝึกซ้อมและการมีส่วนร่วมของรัฐนอกภูมิภาค “มีนัยต่อต้านรัสเซีย”)

11. เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2019 หน่วย SSO ของยูเครน สร้างประวัติศาสตร์เป็นครั้งแรก ในฐานะหน่วยที่ไม่ใช่สมาชิกของนาโตได้รับการรับรองว่าเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (SOF) ของนาโต และมีสิทธิ์เข้าร่วม NATO Rapid Reaction Force (หน่วยปฏิกริยาตอบสนองรวดเร็วของนาโต และเจ้าหน้าที่ SSO ของยูเครนยังมีส่วนร่วมในการประเมินหน่วยกองกำลังพิเศษโครเอเชียตามข้อกำหนดของกองกำลังตอบสนองของนาโต (NRF)

12. การเกิดขึ้นใหม่ของหน่วยรบพิเศษยูเครนตอกย้ำว่ากองทัพยูเครนเกี่ยวพันกับกองทัพนาโตแบบที่ยากจะแยกกันได้ เหมือนกันหน่วยรบพิเศษยุคแรกของยูเครนที่เกี่ยวข้องกับโซเวียตและรัสเซียอย่างเหนียวแน่น จนกระทั่งเมื่อเกิดความวุ่นวายในประเทศ บางส่วนก็ยังแปรพักตร์ไปเข้ากับฝ่ายรัสเซีย

13. เพื่อลบล้างความเกี่ยวพันกับโซเวียตและรัสเซีย เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2019 พลโทอิกอร์ ลูเนฟ ผู้บัญชาการหน่วยในขณะนั้น เผยว่าปืนไรเฟิลซุ่มยิงของหน่วย SSO ที่ผลิตในสหภาพโซเวียตทั้งหมด 100% ถูกแทนที่ด้วยปืนไรเฟิลในประเทศ UAR-10 ที่ผลิตในยูเครน และปืนไรเฟิลของบริษัท Savage Arms และบริษัท Barrett สัญชาติอเมริกัน

14. SSO ถือกำเนิดในช่วงเวลาฉุกละหุก ต้องปฏิวัติตัวเองไปพร้อมๆ กับการปฏิบัติหน้าที่แบบวันต่อวัน ในช่วงที่สงครามในดอนบัสไม่เคยยุติลงนับตั้งแต่ปี 2014 จนกระทั่งถึงการรุกรานครั้งล่าสุดของรัสเซีย ความสุยเสียของฝ่ายยุเครนที่น้อยจนน่าแปลกใจ น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า กองทัพยูเครนและ SSO มีประสิทธิภาพมาเพียงไร อย่างน้อยก็ในด้านการตั้งรับการรุกราน

Photo – REUTERS/Gleb Garanich