รวบตัวเจ้าพ่อสื่อฮ่องกงต่อต้านจีน ข้อหาสมคบต่างชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630324

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 12:02 น.รวบตัวเจ้าพ่อสื่อฮ่องกงต่อต้านจีน ข้อหาสมคบต่างชาติจิมมี่ ไหล เป็นเจ้าของสื่อชื่อ Apple Daily เป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและผู้ต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีน

จิมมี่ ไหล (Jimmy Lai) เจ้าพ่อสื่อฮ่องกงและลูกชายคนเล็กของเขาถูกจับกุมเมื่อวันจันทร์เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่จีนนำมาใช้กับฮ่องกงเมื่อเร็วๆ นี้ และเริ่มนำมาใช้จับกุมแกนนำประท้วงหลายคนแล้ว

จิมมี่ ไหล เป็นเจ้าของสื่อชื่อ Apple Daily เป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและผู้ต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่ง ถือเป็นการปฏิบัติการจับกุมบุคคลสำคัญที่สุดของขบวนการประท้วงฮ่องกงโดยใช้กฎหมายความมั่นคงซึ่งมีผลบังคับใช้ในดินแดนเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน

Apple Daily ก่อตั้งโดยจิมมี่ ไหล กล่าวว่าตำรวจควบคุมตัวทั้งคู่พร้อมกับพนักงานจำนวนหนึ่งของหนังสือพิมพ์ โดยไหลถูกใส่กุญแจมือขณะถูกตำรวจนำตัวออกจากบ้าน

เจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 200 นายเข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่ของ Apple Daily ในเวลาต่อมา

ตำรวจกล่าวในแถลงการณ์ว่ามีชายอย่างน้อย 7 คนที่ถูกจับกุม “ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับต่างประเทศ/องค์กรหรือบุคคลนอกประทเศที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ, สมคบกันทำการฉ้อโกง และความผิดอื่น ๆ ” และจะจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นอีก

ก่อนหน้านี้ไหลพร้อมกับนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยอีก 14 คนถูกฟ้องในข้อหาจัดการชุมนุมและปลุกระดมประชาชนให้เข้าร่วมการประท้วงโดยไม่ได้รับอนุญาตหลายครั้งเมื่อปีที่แล้ว

นักเคลื่อนไหวที่เป็นนักศึกษา 4 คนถูกจับกุมเมื่อเดือนที่แล้วเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าพยายามแบ่งแยกดินแดนและปลุกปั่นให้จัดตั้งม็อบและปลุกระดมให้คนอื่นเข้าร่วมองค์กรต่างประเทศที่สนับสนุนการประกาศเอกราชของฮ่องกง

Photo by Anthony WALLACE / AFP

“2รัฐมนตรีเลบานอน” ประกาศลาออกหลังเหตุระเบิดเบรุต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630308

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 08:33 น."2รัฐมนตรีเลบานอน" ประกาศลาออกหลังเหตุระเบิดเบรุตรัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศและรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของเลบานอนประกาศลาออก เพื่อแสดความรับผิดชอบต่อเหตุระเบิดรุนแรงในกรุงเบรุต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มานัล อับเดล ซาหมัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศ และ เดเมียนอส กัตตาร์ รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของเลบานอน ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุระเบิดรุนแรงในกรุงเบรุตเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 158 ราย และบาดเจ็บ 6,000 คน

หลังเกิดเหตุระเบิด ทำให้ชาวเลบานอนจำนวนมากรู้สึกไม่พอใจและออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง เนื่องจากเชื่อว่าการทุจริตคอร์รัปชันอยู่เบื้องหลังการระเบิดครั้งนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศ ได้ระบุในหนังสือลาออกว่า “ดิฉันขอโทษชาวเลบานอน เพราะเราไม่สามารถตอบสนองข้อเรียกร้องของพวกเขาได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในเลบานอนยังคงเป็นเรื่องยาก และความเป็นจริงไม่ได้เป็นไปอย่างที่พวกเรามุ่งหวัง และสืบเนื่องจากเหตุระเบิดร้ายแรงที่เกิดขึ้น ดิฉันจึงขอลาออกจากรัฐบาล”

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้าที่รัฐมนตรีสารสนเทศและรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของเลบานอนจะประกาศลาออกเมื่อวานนี้ ยังมีสมาชิกรัฐสภาอีกจำนวนหนึ่งยื่นหนังสือลาออกเนื่องจากเหตุระเบิดเช่นกัน

เมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา ประชาชนหลายพันคนได้ออกมารวมตัวกันตามท้องถนนในกรุงเบรุตเพื่อประท้วงต่อต้านรัฐบาล โดยเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการเมือง เพราะเชื่อว่าเหตุระเบิดครั้งนี้มีต้นตอมาจากการทุจริตคอร์รัปชัน

ทั้งนี้ เกิดเหตุระเบิด 2 ครั้งซ้อนในพื้นที่ของท่าเรือในกรุงเบรุตเมื่อเวลาประมาณ 18.10 น.ของวันที่ 4 ส.ค.63 ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นเผยว่า แอมโมเนียมไนเตรตซึ่งถูกเก็บไว้ที่โกดังแห่งหนึ่งที่ท่าเรือมาตั้งแต่ปี 2557 อาจเป็นสาเหตุของการระเบิด

โลกยังน่าห่วง การล็อคดาวน์ไม่ลดมลภาวะพอที่จะกู้วิกฤตได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630277

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 20:31 น.โลกยังน่าห่วง การล็อคดาวน์ไม่ลดมลภาวะพอที่จะกู้วิกฤตได้ผลการวิจัยที่ค่อนข้างน่าผิดหวังเพราะการล็อคดาวน์ช่วยลดมลพิษนิดหน่อย ส่วนปัญหาโลกร้อนยังวิกฤต

นักวิทยาศาสตร์เผยว่าก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศที่ลดลงอย่างมากในช่วงที่ทั่วโลกใช้มาตรการล็อคดาวน์เพื่อสกัดกั้นการระบาดของโควิด-19 จะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อการแก้ปัญหาโลกร้อน

การวิจัยชิ้นใหม่นำโดยศาสตราจารย์เพียร์ส ฟอร์สเตอร์ (Piers Forster) แห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ในสหราชอาณาจักรพบว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รายวันทั่วโลกลดลง 17% ในช่วงวิกฤตโควิด-19

นอกจากนี้ ยังพบว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงมากที่สุดในเดือนเมษายนโดยมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ไนโตรเจนออกไซด์ และการปล่อยมลพิษอื่นๆ ลดลงระหว่าง 10-30% ทั่วโลกส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการลดลงของการขนส่งภาคพื้นดิน

อย่างไรก็ตาม การลดลงของมลภาวะเป็นเพียงภาวะชั่วคราว และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ค้างอยู่ในธรรมชาติเป็นเวลานานมาก การวิเคราะห์ของทีมวิจัยชี้ให้เห็นว่าภายในปี 2030 อุณหภูมิโลกจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เพียง 0.01 องศาเซลเซียส

แต่ผู้เขียนเน้นว่ามาตรการฟื้นฟูโลกหลังยุคโควิด-19 มีความสำคัญมากต่อแนวโน้มระยะยาวของปัญหาโลกร้อน เช่น หากรัฐบาลต่างๆ ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใหล้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนและลดมลภาวะ หรือ green stimulus ที่แข็งแกร่ง ก็จะสามารถป้องกันไม่ให้โลกร้อนขึ่่นมาอีกเกิน 1.5 องศาเซลเซียสภายในกลางศตวรรษนี้

ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือความพยายามแก้ปัญหาโลกร้อนในระยะยาวด้วยการใช้นโยบายที่จริงจัง เพราะการหยุดเผาผลาญพลังงานระยะไม่กี่เดือยช่วยได้น้อยหรือแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลยด้วยซ้ำ

Photo by Greg Baker / AFP

วิกฤต! น้ำมันเตากว่า1,000ตันรั่วไหลจากเรือญี่ปุ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630283

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 17:30 น.วิกฤต! น้ำมันเตากว่า1,000ตันรั่วไหลจากเรือญี่ปุ่น ระบบนิเวศทางทะเลเสียหายหนักแน่ หลังน้ำมันรั่วไหลจากเรือที่เกยตื้นมานานหลายวัน

น้ำมันเตามากกว่า 1,000 ตันรั่วไหลออกมาจากเรือบรรทุกสินค้าของญี่ปุ่นที่เกยตื้นนอกประเทศมอริเชียส โดยบริษัท Mitsui O.S.K. Lines Ltd. ผู้ดำเนินการเรือดังกล่าวได้เปิดเผยเรื่องนี้พร้อมกับแสดงความเสียใจต่อเรื่องที่เกิดขึ้น

เรือ Wakashio เรือบรรทุกสินค้าที่ติดธงปานามาได้เกยตื้นนอกมอริเชียสเวลา 19:25 น. เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมตามเวลาท้องถิ่นตามรายงานของ บริษัท Nagashiki Shipping Co. ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมของเรือ

การรั่วไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มขึ้นในเช้าวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม เมื่อถังน้ำมันเกิดรอยแตก

จนกระทั่งในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม น้ำมันหนักจำนวนมากได้ซัดขึ้นหาดตามแนวชายฝั่งของมอริเชียสทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศและผลกระทบต่อสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์เช่นนกป่าพันธุ์พื้นเมืองและเต่าทะเล

อะกิฮิโกะ โอโนะ รองประธานบริหารของบริษัท Mitsui O.S.K. Lines Ltd. ขอโทษสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการแถลงข่าวในกรุงโตเกียวหลังจากที่ประเทศมอริเชียสซึ่งหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมเนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงรั่วไหลเมื่อวันศุกร์

“เราเสียใจอย่างยิ่ง” โอโนะกล่าวขณะที่เขาให้คำมั่นสัญญาว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหานี้

อย่างไรก็ตาม เรือลำนี้ยังมีน้ำมันอยู่ในลำเรือถึง 2,500 ตัน และ ทางบริษัทยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้

Photo by Daren Mauree / L’Express Maurice / AFP
Photo by Handout / various sources / AFP
Photo by Handout / various sources / AFP
Photo by Handout / various sources / AFP

TikTok สวนกลับ จะฟ้องรัฐบาลทรัมป์อย่างเร็วที่สุดวันอังคาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630279

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 15:36 น.TikTok สวนกลับ จะฟ้องรัฐบาลทรัมป์อย่างเร็วที่สุดวันอังคารการแบนแอพดังกำลังจะกลายเป็นมหากาพย์ เมื่อ TikTok ไม่ยอมรามือและยังไม่ขายบริษัทง่ายๆ

TikTok จะยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐอย่างเร็วที่สุดในวันอังคารนี้ เพื่อคัดค้านคำสั่งผู้บริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ห้ามใช้ TikTok ในสหรัฐอีกต่อไป ข้อมูลนี้ได้รับการเปิดเผยโดยสำนักข่าว NPR ซึ่งอ้างข้อมูลจากบุคคลซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับคดีดังกล่าว

คดีดังกล่าวจะถูกฟ้องในศาลแขวงเขตแคลิฟอร์เนียใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของของสำนักงาน TikTok ในสหรัฐ

คดีนี้จะโต้แย้งว่าคำสั่งของประธานาธิบดีนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญเพราะไม่เปิดโอกาสบริษัท TikTok ชี้แจงหรือตอบสนองกับคำสั่งห้ามดังกล่าวของทรัมป์

นอกจากนี้ TikTok ยังอ้างว่าเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติของรัฐบาลสหรัฐที่ใช้เป็นมูลเหตุในการออกคำสั่งดังกล่าวไม่มีมูลความจริง

ด้านทำเนียบขาวปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการฟ้องร้องดังกล่าว และยังปกป้องคำสั่งของทรัมป์ว่าเป็นความชอบธรรมแล้ว

ทรัมป์ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีเมื่อวันพฤหัสบดี ห้ามไม่ให้ผู้ที่อยู่ในสหรัฐและบริษัทต่างๆ ในสหรัฐทำธุรกิจกับแอพ TikTok และ WeChat ของ Tencent Holdings มีผลบังคับใช้ใน 45 วันโดยอ้างถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงของประเทศเกี่ยวกับข้ออ้างเรื่องการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของชาวอเมริกัน

ทั้งนี้ คำสั่งแบน TikTok ของทรัมป์อ้างอำนาจตามกฎหมายปี 1997 ที่ให้ประธานาธิบดีสหรัฐสามารถประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติเพื่อตอบสนองต่อ “ภัยคุกคามที่ผิดปกติและไม่ธรรมดา” เปิดโอกาสให้ประธานาธิบดีสามารถปิดกั้นธุรกรรมและยึดทรัพย์สินได้

Photo by Olivier DOULIERY / AFP

ภาพฮาแห่งปี นักเปลือยกายวิ่งไล่ตามหมูป่าฉกแล็บท็อป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630271

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 13:33 น.ภาพฮาแห่งปี นักเปลือยกายวิ่งไล่ตามหมูป่าฉกแล็บท็อปในปีที่มีแต่เรื่องเลวร้ายให้ชวนปวดหัว ยังมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราอดยิ้มไม่ได้

แม้ว่าโลกของเราจะยังพบกับเรื่องร้ายๆ ไม่หยุดหย่อน แต่ยังมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ยิ้มได้ เช่น เรื่องที่เกิดขึ้นในสวนสาธารณะทอยเฟลซี (Teufelssee) ในกรุงเบอร์ลิน

อะเดล ลานดาวเออร์ (Adele Landauer) อยู่ในเหตุการณ์ตอนที่หมูป่ากับลูกอีก 2 ตัวของมันโผล่ออกมาจากป่าแล้วเดินหาของกินที่ผู้คนวางไว้ริมทะเลสาบ หลังจากที่มันแอบกินพิซซ่าที่นักท่องเที่ยวคนหนึ่งวางไว้ระหว่างที่เขาลงไปเล่นน้ำ หมูป่าแม่ลูกก็ไปเจอเข้ากับกระเป๋าสีเหลืองสดใบหนึ่ง

พวกมันคงคิดว่าข้างในมีอาหารจึงคาบไปซะ โดยไม่รู้ว่าข้างในมีแล็บแท็ปของชายวัยกลางคนๆ หนึ่งอยู่ในนั้น พอเจ้าของรู้ว่าพวกหมูป่าฉกกระเป๋าไปก็สิ่งไล่ตามทั้งๆ ที่ยังเปลือยกายล่อนจ้อนโดยไม่แคร์สายตาผู้คน ท่ามกลางรอยยิ้มของคนที่มาพักผ่อน และ อะเดล ลานดาวเออร์เก็บภาพนี้เอาไว้ได้

ชายคนนี้วิ่งไล่ตามอย่างมุ่งมั่นจนกระทั่งนำกระเป๋ากลับคืนมาได้ในที่สุด ท่ามกลางเสียงปรบมือชื่นชมของคนในสวนสาธารณะ โดยชายคนนี้ก็ไม่โกรธเคืองอะไรแถมยังหัวเราะเสียงดังลั่น และยังอนุญาตให้อะเดล ลานดาวเออร์ นำภาพที่ถ่ายไปเปผยแพร่ในโซเชียลมีเดียได้ด้วย

อะเดล ลานดาวเออร์โพสต์ภาพเลห่านี้ในเฟซบุ๊คและบอกว่า “ พวกเราทุกคนต่างชื่นชมเขาว่าเขามีความมุ่งมั่นมากแค่ไหนและเมื่อเขากลับมาพร้อมกับกระเป๋าสีเหลืองในมื อเราทุกคนต่างปรบมือและแสดงความยินดีกับความสำเร็จของเขา สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เมื่อคุณตั้งใจไปที่เป้าหมายของคุณ”

อเมริกันติดโควิดถึง 5 ล้านคน ทรัมป์อ้างการระบาดลดลงแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630266

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 11:36 น.อเมริกันติดโควิดถึง 5 ล้านคน ทรัมป์อ้างการระบาดลดลงแล้วสื่อต่างประเทศชี้ว่าการระบาดของโควิด-19กำลังครอบงำสหรัฐ ซึ่งหมายความว่า “เอาไม่อยู่แล้ว”

จำนวนผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ในสหรัฐมีจำนวนถึง 5 ล้านคนแล้วจากการคำนวณเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาโดยสื่อของสหรัฐ สหรัฐยังเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลกและมีตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เลวร้ายที่สุด และยังตอกย้ำให้เห็นว่าสหรัฐอาจจะควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไม่ได้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสมากกว่า 5 ล้านรายในสหรัฐโดยมีการวิเคราะห์ว่ามีผู้ติดเชื้อ 1 ใน 66 คน

การนับโดยมหาวิทยาลัย Johns Hopkins แสดงให้เห็นว่าสหรัฐมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 160,000 คนซึ่งเกือบหนึ่งในสี่ของทั้งหมดทั่วโลก

ผู้ป่วยในสหรัฐมีเพิ่มขึ้นหลังการตัดสินใจของรัฐในการคลายล็อคอีกครั้ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์พยายามผลักดันให้ประชาชนเริ่มทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจเตามปกติและยังหวังว่าจะเพิ่มโอกาสของเขาที่จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายน

ในขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันลดลงตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมตามรายงานของ The New York Times แต่ผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 7 วันยังคงอยู่ที่ประมาณ 1,000 คน

นอกจากนี้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งของผู้บริหารเพื่อให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปเจอกับปัญหาทางตันระหว่างการพิจารณาในสภาคองเกรส

ทรัมป์ยังกล่าวว่าการระบาดลดลงแล้ว โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเขาอ้างว่า “เรากำลังเริ่มเห็นหลักฐานของความคืบหน้าครั้งสำคัญ จำนวนผู้ป่วยเชิงบวกทั่วประเทศลดลงเกือบ 6% จากสัปดาห์ก่อนและอัตราการการติดเชื้อเป็นบวกก็ลดลงจาก 8.7 เป็น 8% ในช่วงเวลาเดียวกันซึ่งเป็นสัญญาณที่ให้กำลังใจ – ผมต้องบอกว่า – ว่าไวรัสกำลังถอยแล้ว”

บราซิลยังคงเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบแย่ที่สุดเป็นอันดับสองทั้งในแง่ของการติดเชื้อและการเสียชีวิต เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตเกิน 100,000 คนและมีผู้เสียชีวิตมากถึง 3 ล้านคน

จากการนับของมหาวิทยาลัย John Hopkins จำนวนผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้วทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 19.5 ล้านคนในขณะที่มีผู้เสียชีวิตประมาณ 720,000 คน

Photo by Bryan R. Smith / AFP

แรงงานในเอเชียแปซิฟิกรายได้ร่วงหนักฉุดเศรษฐกิจประเทศสู่ภาวะถดถอย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630254

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 09:22 น.แรงงานในเอเชียแปซิฟิกรายได้ร่วงหนักฉุดเศรษฐกิจประเทศสู่ภาวะถดถอย“ADB” เผยรายได้ของแรงงานจากเอเชียแปซิฟิกที่ทำงานในต่างประเทศว่างงานจำนวนมากจากผลกระทบของโควิด ส่งผลอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ และความยากจนในประเทศบ้านเกิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) รายงานผลการศึกษาว่า รายได้จากแรงงานจากเอเชียแปซิฟิกที่ทำงานในต่างประเทศจะร่วงลงไปถึง 5.43 หมื่นล้านดอลลาร์ เนื่องจากการว่างงานเป็นจำนวนมาก ตลอดจนการลดค่าจ้างในกลุ่มแรงงานต่างชาติจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19

สัดส่วนของรายได้ที่ร่วงลงจะคิดเป็นสัดส่วน 19.8% ของเงินได้จากแรงงานที่ทำงานในต่างประเทศในภูมิภาคในปี 2561

จำนวนแรงงานที่มาจากเอเชียแปซิฟิกนั้น คิดเป็นสัดส่วน 33% ของแรงงานต่างชาติทั่วโลกในปี 2562 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในโลก ขณะที่รายได้จากแรงงานที่ทำงานในต่างประเทศคิดเป็น 3.15 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นน้ำเลี้ยงที่สำคัญสำหรับครอบครัวที่ยากจนและครอบครัวที่มีความเปราะบาง

มาซัทซุกุ อาซากาวา ประธาน ADB กล่าวว่า การระบาดครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาในเอเชียและแปซิฟิก อีกทั้งยังฉุดรั้งความก้าวหน้าในการบรรเทาความยากจน และยังทำให้เศรษฐกิจประเทศต่าง ๆ ต้องเข้าสู่ภาวะถดถอย

ประเทศที่รายได้จากแรงงานที่ทำงานในต่างประเทศมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศสูง เช่น ตองก้า ซาเมา และประเทศอื่นๆในแถบแปซิฟิกนั้น มีแนวโน้มว่า จะได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากรายได้ที่ลดลงอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

กี่เพ้าแห่งความตาย ความบ้าคลั่งของยุวชนแดง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629887

วันที่ 08 ส.ค. 2563 เวลา 21:37 น.กี่เพ้าแห่งความตาย ความบ้าคลั่งของยุวชนแดงครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ในประเทศจีน การโค่นล้มสิ่งเก่าเพื่อปูทางค่านิยมใหม่ฆ่าชีวิตผู้คนไปมากมาย

กี่เพ้าเป็นเครื่องแต่งกายที่มีเสน่ห์ชวนหลงใหล ช่วยขับให้ทรวดทรงของผู้หญิงจีนดูงามสง่าแฝงความเย้ายวน แต่ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม กี่เพ้าถูกตราหน้าว่าเป็นเครื่องแต่งกายของพวกชนชั้นนายทุน เป็นสัญลักษณ์ของหญิงแพศยา ผู้หญิงคนไหนยังสวมชุดกี่เพ้ารัดรูปแสดงว่าขวัญกล้าหรือไม่ก็บ้าบิ่นเต็มที

หวางกวงเหม่ย เป็นหนึ่งในผู้หญิงตกที่นั่งลำบาก (อย่างมาก) เพียงเพราะสวมชุดกี่เพ้า

หวางกวงเหม่ย ถึงเป็นภริยาของประธานาธิบดีหลิวซ่าวฉี แต่สถานะนี้ไม่ช่วยให้รอดจากความบ้าคลั่งของการปฏิวัติวัฒนธรรม ตรงกันข้ามการเป็นเมียหลิวซ่าวฉียิ่งทำให้เธออยู่ในอันตรายร้ายแรง เพราะหลิวซ่าวฉีเป็นเป้าหมายที่เหมาเจ๋อตงและเจียงชิงต้องการเชือด จึงปลุกปั่นให้ประชาชนเชื่อว่าหลิวซ่าวฉีเป็นศัตรูของการปฏิวัติ แต่ในความจริงก็คือเหมาเจ๋อตงต้องการกำจัดศัตรูไปให้พ้นทางต่างหาก

ย้อนกลับไปในปี 1963 หวางกวงเหม่ยกับหลิงซ่าวฉีเดินทางไปอินโดนีเซีย ในงานเลี้ยงรับรองโดยประนาธิบดีซูการ์โน หวางกวงเหม่ยแต่งชุดกี่เพ้ารัดรูปสวมตุ้มหูกับสร้อยไข่มุกงามสง่าชวนตะลึง (ขณะที่ผู้หญิงจีนในเวลานั้นสวมชุดคนงานเหมือนกันทั้งประเทศ) ไม่เพียงเท่านั้นหวางกวงเหม่ยยังเต้นรำแนบเนื้อกับซูการ์โน (ซึ่งเป็นจอมเจ้าชู้แห่งแดนอิเหนา) แล้วจุดไฟแช็กต่อบุหรี่ให้กับเขา กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวอย่างมาก

อันที่จริงชุดกี่เพ้าแบบที่หวางกวงเหม่ยสวมใส่เป็นแบบที่สตรีชั้นนำของจีนก็ใส่กันมาเพื่อแสดงเอกลักษณ์ของชาติ เช่น ซ่งชิงหลิงหรือซ่งเหม่ยหลิง ซึ่งเป็นสตรีผู้นำจีนในยุคสาธารณรัฐ แต่ในยุคแผ่นดินแดงแห่งสมัยสาธารณรัฐประชาชนจีน รสนิยมนี้ไม่พึงปรารถนา

ครั้นถึงช่วงมรสุมของการปฏิวัติวัฒนธรรม ครอบครัวตกเป็นเป้าทางการเมือง เยาวชนเริ่มถูกปั่นหัวให้ก่อหวอด หวางกวงเหม่ยพยายามแก้ไขสถานการณ์ด้วยการไปช่วยแก้ไขสถานที่มหาวิทยาลัยชิงหัว

แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก ในปี 1967 พวกยุวชนแดงแห่งมหาวิทยาลัยชิงหัวกลับเป็นฝ่ายนำตัวภริยาประธานาธิบดีไปสอบปากคำ ต่อว่าที่เจ้าหล่อนใส่ชุดกี่เพ้าเต้นรำกับซูการ์โน ทำให้ประเทศจีนต้องอับอายขายขี้หน้าเขาไปทั่ว แล้วสั่งให้หวางใส่กี่เพ้าตัวที่อวดชาวโลกในทริปอินโดนีเซีย แต่เจ้าตัวยืนยันหัวเด็ดตีนขาดว่า “ไม่” เพราะคงรู้ว่ากำลังถูกป้ายสี แล้วย้ำว่า “ต่อให้ฉันตายก็ไม่แยแสหรอก”

ยุวชนแดงที่ทำการสอบสวนตอกกลับว่า “ตายงั้นรึ พวกเราจะเก็บแกไว้เป็นๆ ใส่ซะ!

คำพูดของพวกยุวชนแดงแฝงความโหดเหี้ยมที่ยากจะต่อกร สุดท้ายหลังการบีบคั้นยาวนาน หวางกวงเหม่ยก็ยอมรับว่าตัวเองเป็นฝ่ายขวาต่อต้านการปฏิวัติ และยอมที่จะถูกลากตัวไปถูกตำหนิต่อหน้าธารกำนัลด้วยมือที่สั่นเทา

หวางกวงเหม่ยยอมสวมชุดกี่เพ้าเจ้าปัญหาซึ่งตอนนี้คับเกินไปแล้ว สวมสร้อยไข่มุกที่ทำด้วยลูกปิงปอง อีก 5 เดือนต่อมานางถูกคุมขังในคุกฉินเฉิง เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ตกเป็นเหยื่อการปฏิวัติอันบ้าคลั่ง อันที่จริงแล้วเล่าลือกันว่าหวางควรจะถูกประหารในข้อหาเป็นสายลับให้อเมริกา (สาเหตุเพราะรับการศึกษาแบบอเมริกันและแต่งตัวยั่วยวนสนองรสนิยมตะวันตก)

แต่เหมาเจ๋อตงไม่รู้จะมอบโทษหนักขนาดนั้นดีหรือไม่ จึงเขียนลงในคำสั่งสั้นๆ ว่า “ไว้ชีวิต”

ที่ไว้ชีวิตหล่อน คือชีวิตที่ไร้อิสรภาพในคุกนานถึง 12 ปี ระหว่างนั้น ไม่ทราบกระทั่งว่า หลิวซ่าวฉีถูกลากตัวจากทำเนียบมาทารุณทุบตีบีบบังคับให้สารภาพความผิด (ที่ไม่ได้ทำ) วันแล้ววันเล่าฐานเป็นศัตรูการปฏิวัติ จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1969 หรือ 2 ปีหลังจากภริยาถูกคุมขัง กว่าที่หวางกวงเหม่ยจะทราบว่าสามีเสียชีวิตแล้ว ก็ในคราวที่ได้รับอิสรภาพ อีก 10 ปีต่อมา

เมื่อเหมาเจ๋อตงเสียชีวิต และเติ้งเสี่ยวผิงขึ้นมามีอำนาจ สยบความวุ่นวายในชาติ ชื่อเสียงและความบริสุทธิ์ของหลิวซ่าวฉีและหวางกวงเหม่ยค่อยได้รับการฟื้นฟู ทุกวันนี้ชุดกี่เพ้าแบบคลาสสิกและแบบโมเดิร์นกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งบนแผ่นดินใหญ่

แต่บาดแผลของการปฏิวัติวัฒนธรรมกลับไม่ค่อยมีคนอยากพูดถึงนัก

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

ฟิลิปปินส์ยังหนัก วันเดียวติดโควิดเพิ่ม 4 พันกว่าคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630246

วันที่ 08 ส.ค. 2563 เวลา 18:42 น.ฟิลิปปินส์ยังหนัก วันเดียวติดโควิดเพิ่ม 4 พันกว่าคนหลังคลายล็อกดาวน์ ฟิลิปปินส์พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 7 เท่า และเสียชีวิตเพิ่มกว่า 2 เท่า

กระทรวงสาธารณสุขฟิลิปปินส์เผยวันนี้ (8 ส.ค.) พบผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสเพิ่ม 4,226 ราย เสียชีวิต 41 ราย รวมมีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 126,885 ราย เสียชีวิต 2,209 ราย ยังคงเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียนที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด

ด้าน แฮร์รี่ โรเก โฆษกของประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตร์เต เผยว่า สาเหตุที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อของฟิลิปปินส์สูงเพราะมีการตรวจหาเชื้ออย่างเอาจริงเอาจัง และโต้ว่าความจริงแล้วฟิลิปปินส์ไม่ได้มีผู้ติดเชื้อมากกว่าอินโดนีเซีย ที่อินโดนีเซียพบผู้ติดเชื้อน้อยเพราะตรวจน้อย ทว่าไม่ได้เปิดเผยข้อมูลสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว

ทั้งนี้ วานนี้ฟิลิปปินส์แซงหน้าอินโดนีเซียเป็นประเทศที่พบผู้ติดเชื้อมากที่สุดในอาเซียน โดยหลังจากรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ผู้ติดเชื้อในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า และเสียชีวิตเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ทำให้ต้องกลับไปล็อกดาวน์อีกครั้ง