“เกาหลีเหนือ”พบผู้ต้องสงสัยติดโควิดรายแรกของประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629265

วันที่ 26 ก.ค. 2563 เวลา 08:46 น."เกาหลีเหนือ"พบผู้ต้องสงสัยติดโควิดรายแรกของประเทศเกาหลีเหนือพบผู้ต้องสงสัยติดโควิด-19 เป็นรายแรกของประเทศ พบเป็นคนที่ลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย “ผู้นำคิม” สั่งใช้มาตรการขั้นสูงสุดป้องกันการแพร่ระบาด

สำนักข่าว KCNA ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานว่า พบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อโควิด-19 รายแรกในเกาหลีเหนือ ทำให้นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เรียกประชุมพรรคแรงงานเกาหลีเหนือฉุกเฉิน

รายงานข่าวระบุว่า บุคคลที่แปรพักตร์ไปยังเกาหลีใต้เมื่อ 3 ปีก่อน เป็นผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อโควิด-19 หลังจากลักลอบกลับเข้าเมืองแกซอง เมืองชายแดนของเกาหลีเหนือ อย่างผิดกฎหมาย

ทางการเกาหลีเหนือได้สั่งปิด เมืองแกซอง ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่ประชาชนที่สัมผัสกับบุคคลดังกล่าว และบุคคลที่เดินทางออกจากเมืองแกซองในช่วง 5 วันที่ผ่านมาได้ถูกกักตัวไว้แล้ว

นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้กล่าวระหว่างการ ประชุมฉุกเฉินของกรมการเมืองคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลีที่มีขึ้นเมื่อวานนี้ว่า จะใช้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดระดับสูงสุด

นอกจากนี้ ในการประชุมยังได้มีการหารือถึงปัญหาของประสิทธิภาพการป้องกันที่หละหลวมในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการหลบหนีไปเกาหลีใต้ และทางพรรคได้ตัดสินใจจะลงโทษอย่างรุนแรงหากเกิดกรณีคล้ายคลึงกันอีก

ก่อนหน้านี้เกาหลีเหนือประกาศตัวว่าเป็นประเทศที่ไม่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 และได้ตัดเส้นทางการเดินทางเข้าและออกจากจีนตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา หลังมีรายงานพบโควิด-19 ครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้วในเมืองอู่ฮั่นของจีน

รวยแค่ไหนก็ไม่รอดคุก ส่องคดีคนรวยฝั่งสหรัฐที่หนีเงื้อมมือกฎหมายไม่พ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629260

วันที่ 25 ก.ค. 2563 เวลา 21:40 น.รวยแค่ไหนก็ไม่รอดคุก ส่องคดีคนรวยฝั่งสหรัฐที่หนีเงื้อมมือกฎหมายไม่พ้นเปรียบเทียบเคสต่างประเทศ ถ้าคดีทายาทเครื่องดื่มชูกำลังเกิดที่เมืองนอก ยังจะรอดทุกข้อกล่าวหาอยู่ไหม  

เมื่อกระบวนการยุติธรรมให้ผลออกมาในรูปแบบที่ค้านสายตาประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้กระทำผิดมีฐานะ หรือมีเส้นสายใหญ่โตในประเทศ ที่มักจะไม่ถูกดำเนินคดี ก็ไม่แปลกที่คนในสังคมไทยจะตั้งคำถามว่า “หรือว่าคุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น” ส่วนต่างชาติก็มองว่าความยุติธรรมที่บิดเบี้ยวเป็นผลของการคอร์รัปชั่น และใช้อำนาจในทางมิชอบของเจ้าหน้าที่

เมื่อเป็นแบบนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่าหากคดีของทายาทเครื่องดื่มชูกำลังเกิดในต่างประเทศ เขาจะรอดทุกข้อกล่าวหาหรือไม่

ตัวอย่างของคดีอื้อฉาวระดับโลกที่คนจับตามองไม่แพ้คดีชนแล้วหนีของไทย ที่แสดงให้เห็นว่าต่อให้ผู้กระทำผิดจะมีอิทธิพลหรือร่ำรวยมหาศาลแค่ไหนก็ไม่สามารถหนีพ้นเงื้อมมือกฎหมายไปได้ ก็คือ การล่วงละเมิดทางเพศของ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน โปรดิวเซอร์มือทองที่ทรงอิทธิพลของฮอลลีวูด

โปรดิวเซอร์วัย 68 ปี ถูกหนังสือพิมพ์ The New York Times เปิดโปงเมื่อปี 2017 ว่ามีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศคนในวงการบันเทิง ทั้งนักแสดง นางแบบ และผู้ช่วยมากว่า 20 ปี โดยใช้เงินและอิทธิพลของตัวเองปิดปากผู้หญิงเหล่านี้

หลังจากนั้นบรรดาคนดังในวงการฮอลลีวูดก็ออกมาแฉพฤติกรรมไวน์สตีนอีกมากมาย จนนำมาสู่แคมเปญ #MeToo เพื่อให้กำลังใจผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อ โดยต่อมาตำรวจทั้งในสหรัฐและอังกฤษสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้เป็นการใหญ่

อัยการรัฐนิวยอร์กยื่นฟ้องไวน์สตีนเมื่อต้นปี 2018 ในข้อหาข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศ และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ศาลตัดสินว่าเขามีความผิดจริง โดยให้จำคุก 23 ปี ขณะที่เขารับโทษอยู่ในเรือนจำเวนดี รัฐนิวยอร์ก และยังต้องรอรับการพิจารณคดีล่วงละเมิดทางเพศอื่นๆ ที่รัฐแคลิฟอร์เนียอีก

อีกคดีหนึ่งที่คนมีฐานะเป็นผู้กระทำผิดก็คือ เจฟฟรีย์ เอปสไตน์ มหาเศรษฐีนักธุรกิจการเงินชื่อดัง ที่ก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กไว้หลายคดี จนถูกแจ้งความดำเนินคดี ครั้งแรกเขาติดคุกเพียง 13 เดือนก็ได้รับอิสรภาพ เนื่องจากแอบทำข้อตกลงลับกับพนักงานอัยการรัฐฟลอริดาโดยที่ผู้เสียหายไม่ทราบ

ต่อมาเอปสไตน์ถูกจับกุมอีกครั้งที่รัฐนิวยอร์ก แต่ครั้งนี้พนักงานอัยการและผู้พิพากษาไม่ปล่อยให้เขาลอยนวลอีกแล้ว ผู้พิพากษาไม่อนุญาตให้ประกันตัวไม่ว่าจะยื่นหลักทรัพย์ค้ำประกันสูงเพียงใดก็ตาม สุดท้ายมหาเศรษฐีรายนี้ก็สิ้นอิสรภาพ ก่อนจะมีข่าวว่าเขาเสียชีวิตในห้องขังในเวลาต่อมา

ทั้งสองคดีนี้จะเห็นได้ว่าทั้งพนักงานอัยการและผู้พิพากษาทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมอย่างเต็มที่ ไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลและเงินที่ผู้กระทำผิดมีอยู่ในมือ อย่างคดีของเอปสไตน์ศาลปฏิเสธการประกันตัวเด็ดขาด แม้จะมีหลักทรัพย์มูลค่ามหาศาลค้ำประกันก็ตาม ทำให้คนรวยมีโอกาสรอดจากการถูกดำเนินคดีน้อย

และหากคดีของทายาทเครื่องดื่มชูกำลังเกิดขึ้นในต่างประเทศ และคดีดำเนินไปถึงการพิจารณาของศาล มีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องรับโทษในเรือนจำไม่ต่างจากคนดังสองคนที่ยกตัวอย่างข้างต้น

กระบวนการพิจารณาคดีของศาลในสหรัฐจะให้คณะลูกขุน ซึ่งก็คือคนธรรมดาจากหลากหลายสาขาอาชีพ หลากหลายพื้นเพ เข้ามามีส่วนร่วมในการรับฟังการพิจารณาคดีและชี้ขาดว่าจำเลยมีความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ขณะที่ผู้พากษาทำหน้าที่ควบคุมการไต่สวนให้ดำเนินไปอย่างเรียบร้อย และกำหนดโทษจำเลยหลังคณะลูกขุนชี้ว่ามีความผิด

การนำคณะลูกขุนเข้ามาร่วมพิจารณาชี้ความผิดถือเป็นการถ่วงดุลอำนาจตุลาการไปในตัว และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาคดีของศาล อีกทั้งการที่คณะลูกขุนลงความเห็นไปตามความคิดเห็นของปุถุชนคนธรรมดา ถือเป็นเสียงของตัวแทนประชาชนในสังคมนั้นๆ ทำให้คำพิพากษาตรงกับความเห็นของประชาชนมากที่สุด

และหากฟังเสียงของประชาชนในสังคมไทยเกี่ยวกับคดีทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง และเมืองไทยใช้ระบบลูกขุน ผลของคดีคงไม่ค้านสายตาของคนในสังคมและสายตาชาวโลกจนกลายเป็นกระแสร้อนแรงเช่นนี้

จีน-สหรัฐงัดข้อแข่งกันดึงพันธมิตรยุโรป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629244

วันที่ 25 ก.ค. 2563 เวลา 15:28 น.จีน-สหรัฐงัดข้อแข่งกันดึงพันธมิตรยุโรปท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดส่อปะทุได้ทุกเมื่อ ทั้งจีนและสหรัฐต่างก็พยายามโน้มน้าวพันธมิตรฝั่งยุโรปอย่างเยอรมนีให้ตัดขาดอีกฝ่ายไปอยู่กับตัวเอง

หวังอี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีน ต่อสายโทรศัพท์หารือกับ เฮโก มาส รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี โดยขอความร่วมมือเยอรมนีอย่ายอมอ่อนข้อให้สหรัฐกดดันให้เลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐ

หวังอี้ให้เหตุผลว่า ฝ่ายที่ไม่ชอบจีนในสหรัฐสร้างสถานการณ์ให้เกิดการเผชิญหน้ากัน และข่มขู่ประเทศอื่นให้เลือกข้าง โดยสหรัฐตั้งใจจะขัดขวางการพัฒนาของจีน ดังนั้นประเทศใดๆ ก็ตามที่มีเอกราชไม่ควรร่วมมือกับสหรัฐ

ก่อนหน้านี้ 1 วัน ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เรียกร้องให้ประเทศประชาธิปไตยเป็นพันธมิตรกันเพื่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมทั้งยกเลิกสัญญากับจีนที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนีเผยหลังจากพูดคุยกับหวังอี้ว่า เยอรมนียังต้องการการเจรจาในประเด็นสำคัญกับจีน ซึ่งเหมือนเป็นการบอกปัดข้อเรียกร้องของพอมเพโอ และย้ำว่าเยอรมนีกับจีนจะบรรลุข้อตกลงด้านการลงทุนในสหภาพยุโรปเร็วๆ นี้

เวียดนามคุมโควิดเข้มอีกครั้ง หลังพบติดเชื้อในประเทศรายแรกรอบ 100 วัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629230

วันที่ 25 ก.ค. 2563 เวลา 12:59 น.เวียดนามคุมโควิดเข้มอีกครั้ง หลังพบติดเชื้อในประเทศรายแรกรอบ 100 วันเวียดนามกลับมาเฝ้าระวังโควิดระดับสูง หลังพบผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสรายแรกในประเทศในรอบ 100 วัน

กระทรวงสาธารณสุขเวียดนามแถลงพบผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสในประเทศรายแรกในรอบ 100 วัน เป็นชายวัย 57 ปี จากเมืองดานังซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของเวียดนาม

ชายคนดังกล่าวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลดานังซีในเมืองดานังหลังมีอาการไอและเหนื่อยง่าย โดยการตรวจหาเชื้อโคโรนาไวรัสทั้ง 3 ครั้งผลออกมาเป็นบวก

ในเวลาต่อมาทางการนำตัวสมาชิกในครอบครัวและผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับคนไข้รายนี้ 103 รายไปตรวจหาเชื้อ ซึ่งผลออกมาเป็นลบทั้งหมด ส่วนอีก 50 รายที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่โรงพยาบาลดานังซียังถูกกักตัวเพื่อเฝ้าดูอาการ

อย่างไรก็ดี ทางการเวียดนามไม่ได้ระบุว่าคนไข้ดังกล่าวได้รับเชื้อโคโรนาไวรัสได้อย่างไร แต่เผยว่าคนไข้ไม่ได้เดินทางออกจากเมืองดานังมาเกือบ 1 เดือนแล้ว โดยระหว่างนี้เขาเดินทางไปสถานพยาบาล 2 แห่ง รวมทั้งร่วมงานสังสรรค์ของครอบครัวและงานแต่งงาน

การพบผู้ติดเชื้อในประเทศอีกครั้งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทางการเวียดนามกำลังจะเปิดประเทศรับเที่ยวบินจากต่างประเทศ และการท่องเที่ยวภายในประเทศกำลังฟื้นตัว

จนท.สหรัฐบุกสถานกงสุลจีนในฮุสตันหลังครบเส้นตายสั่งปิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629211

วันที่ 25 ก.ค. 2563 เวลา 10:02 น.จนท.สหรัฐบุกสถานกงสุลจีนในฮุสตันหลังครบเส้นตายสั่งปิดหลังครบกำหนดเส้นตาย 72 ชั่วโมงที่สหรัฐสั่งให้จีนปิดสถานกงสุลในเมืองฮุสตัน เจ้าหน้าที่สหรัฐก็บุกเข้าไปด้านในท่ามกลางสายตาชาวอเมริกัน

สำนักข่าว CNN รายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น หรือช่วงเช้าของวันเสาร์ตามเวลาประเทศไทย เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลกลางและตำรวจท้องถิ่นของสหรัฐได้เข้าไปในสถานกงสุลจีนในเมืองฮุสตัน หลังจากครบกำหนด 72 ชั่วโมงที่ทางการสหรัฐสั่งให้ทางสถานกงสุลปิดทำการ

รายงานระบุว่ารถเอสยูวีจำนวนหนึ่ง รถตู้ และรถของช่างทำกุญแจได้ขับเข้าไปในสถานกลสุงท่ามกลางสายตาของประชาชนและกล้องของผู้สื่อข่าวที่ไปรอติดตามสถานการณ์อยู่ด้านนอก

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐรายหนึ่งเผยกับผู้สื่อข่าวว่า สถานกงสุลจีนในเมืองฮุสตันมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีฉ้อโกงซึ่งเกิดขึ้นที่สถาบันวิจัยแห่งหนึ่งในรัฐเทกซัส และมีเจ้าหน้าที่จากสถานกงสุลจีนติดต่อโดยตรงกับนักวิจัยของสถาบันดังกล่าว เพื่อสั่งการว่าจะล้วงข้อมูลใดบ้าง

เจ้าหน้าที่รายนี้ยังเผยอีกว่า การเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ในสถานกงสุลจีนในเมืองฮุสตันเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายกลุ่มบุคคลที่กระจายตัวอยู่ตามเมืองต่างๆ 25 เมือง โดยมีสถานกงสุลจีนในเมืองฮุสตันให้การสนับสนุน

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ของจีนและสหรัฐเริ่มย่ำแย่ในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งจากสงครามการค้ายืดเยื้อ การแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสที่สหรัฐกล่าวหาว่าจีนจัดการไม่ดี และการที่สหรัฐประณามว่าจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนในฮ่องกงและเขตปกครองตนเองซินเจียง

ทั่วโลกป่วยโควิดพุ่ง วันเดียว 2.88 แสนราย ใกล้แตะ 16 ล้านแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629207

วันที่ 25 ก.ค. 2563 เวลา 08:02 น.ทั่วโลกป่วยโควิดพุ่ง วันเดียว 2.88 แสนราย ใกล้แตะ 16 ล้านแล้วสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลก วันเดียวพุ่งกว่า 2.8 แสนราย สะสม 15,930,662 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นกว่า 641,867 รายแล้ว

เว็บไชต์ Worldometers รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 24 ก.ค. 63 (เวลา 07.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) จำนวน 215 ประเทศทั่วโลก พบมีผู้ป่วยติดเชื้อ 15,930,662 ราย เพิ่มขึ้น 288,245 ราย เสียชีวิต 641,867 ราย เพิ่มขึ้น 6,181 ราย รักษาหาย 9,715,983 ราย

โดย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 4,248,194 ราย เพิ่มขึ้น 77,876 ราย เสียชีวิต 148,477 ราย เพิ่มขึ้น 1,128 ราย รักษาหาย 2,027,102 ราย

2. ประเทศบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 2,348,200 ราย เพิ่มขึ้น 58,249 ราย เสียชีวิต 85,385 ราย เพิ่มขึ้น 1,178 ราย รักษาหาย 1,592,281 ราย

3. ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อ 1,337,022 รายเพิ่มขึ้น 48,892ราย เสียชีวิต 31,406 รายเพิ่มขึ้น 761 ราย รักษาหาย 850,107ราย

4.ประเทศรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 800,849 ราย เพิ่มขึ้น 5,811 ราย เสียชีวิต 13,046 ราย เพิ่มขึ้น 154 ราย รักษาหาย 588,774 ราย

5. ประเทศสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 421,996 รายเพิ่มขึ้น 13,944 ราย เสียชีวิต 6,343 รายเพิ่มขึ้น 250 ราย รักษาหาย 245,771 ราย

6.ประเทศเปรู มีผู้ติดเชื้อ 375,961 รายเพิ่มขึ้น 4,865 ราย เสียชีวิต 17,843 รายเพิ่มขึ้น 189 ราย รักษาหาย 259,423 ราย

7.ประเทศเม็กซิโก มีผู้ติดเชื้อ 370,712 ราย เพิ่มขึ้น 8,438 ราย เสียชีวิต 41,908 รายเพิ่มขึ้น 718 ราย รักษาหาย 236,209 ราย

8. ประเทศชิลี มีผู้ติดเชื้อ 341,304 รายเพิ่มขึ้น 2,545 ราย เสียชีวิต 8,914 ราย เพิ่มขึ้น 76 ราย รักษาหาย 313,696 ราย

9. ประเทศสเปน มีผู้ติดเชื้อ 319,501 ราย เพิ่มขึ้น 2,255 ราย เสียชีวิต 28,432 รายเพิ่มขึ้น 3 ราย

10.ประเทศสหราชอาณาจักร มีผู้ติดเชื้อ 297,914 รายเพิ่มขึ้น 768 ราย เสียชีวิต 45,677 ราย เพิ่มขึ้น 123 ราย

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 105 มีผู้ติดเชื้อ 3,279 ราย เพิ่มขึ้น 10 ราย เสียชีวิตคงที่ 58 ราย รักษาหาย 3,107 ราย

ถนนเมืองไทยสุดอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนจน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629191

วันที่ 24 ก.ค. 2563 เวลา 21:56 น.ถนนเมืองไทยสุดอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนจนย้อนรอยบทความต่างประเทศที่วิเคราะห์ถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่เท่าเทียมกันบนท้องถนนระหว่าง “คนรวย” กับ “คนจน”

นาทีนี้กระแสสังคมที่กำลังเป็นที่พูดถึงในประเทศไทยจะเป็นเรื่องไหนไปไม่ได้นอกจาก การสั่งไม่ฟ้อง บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทกระทิงแดง โพสต์ทูเดย์จึงนำบทความเรื่อง Thailand’s Roads Are Deadly. Especially If You’re Poor. (ถนนเมืองไทยอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นคนจน) ที่หนังสือพิมพ์ The New York Times ตีพิมพ์ไว้เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2019 มาสรุปไว้ดังนี้

The New York Times เริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องราวของ อรทัย จันทร์หอม ที่กำลังขี่รถจักรยานยนต์ไปทำงาน แต่แล้วรถกระบะของนายตำรวจนอกเวลาปฏิบัติงานที่มีอาการมึนเมาก็เสียหลักมาชนกับรถจักรยานยนต์ของเธอแล้วลากไปตามถนน เธอถูกชนจนกระเด็น และเสียชีวิตทันที ณ จุดเกิดเหตุ

หลังเกิดเหตุคู่กรณีที่ชนเธอจนเสียชีวิตยังคงปฏิบัติหน้าที่ตำรวจต่อ ยังมีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ และสามารถขับรถยนต์ได้ตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และศาลไม่ได้พิพากษาลงโทษจำคุกแต่อย่างใด

The New York Times ระบุต่อว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำในสังคมสูงที่สุดในโลก แม้แต่บนท้องถนนก็ยังแบ่งชนชั้น โดยคนยากจนมักเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากกว่าคนรวยหรือมีเส้นสาย

จากรายงานขององค์การอนามัยโลกเมื่อปี 2015 พบว่า ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดเป็นอันดับสองของโลก เป็นรองเพียงลิเบีย ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและไม่มีกฎหมายคุ้มครองเท่านั้น

และหากนับเฉพาะการเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์ต่อจำนวนประชากรแล้ว ไทยอยู่อันดับ 1

รัฐบาลไทยเคยประกาศต่อที่ประชุมองค์การสหประชาชาติเมื่อปี 2015 ว่า จะลดตัวเลขการเสียชีวิตจากอบัติเหตุบนท้องถนนให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี 2020 ทว่าในปี 2019 รัฐบาลไทยยังไม่มีทีท่าว่าจะทำได้ตามที่พูด ท้องถนนเมืองไทยยังติดอันดับ 1 ใน 10 ท้องถนนที่อันตรายที่สุดในโลก จากตัวเลขการเสียชีวิตที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดมากกว่า 20,000 รายต่อปี

ไทยมีตัวเลขการเสียชีวิตบนท้องถนนลดลงเล็กน้อยตั้งแต่ปี 2015 และมีการออกกฎหมายที่จำเป็นเพื่อให้ท้องถนนปลอดภัยขึ้น

แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาก็คือ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่เพียงแต่ทำให้ท้องถนนอันตรายขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการแบ่งแยกประเทศออกเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจนคือ คนรวยกับคนจน

ความไม่เท่าเทียมกันทั้งตอนมีชีวิตและตอนเสียชีวิต

ข้อมูลของ Credit Suisse สถาบันการเงินระดับโลกพบว่า ปี 2018 ไทยเป็นประเทศที่มีความไม่เท่าเทียมกันที่สุดใน 40 ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ท้องถนนของไทยไม่ปลอดภัย

ถนนของไทยราดยางอย่างดี เหมาะสำหรับการใช้ความเร็วสูง ผิดกับประเทศที่ยากจนกว่าประเทศอื่น อีกทั้งรถยนต์ที่บรรดาคนที่มีฐานะร่ำรวยและชนชั้นกลางที่กำลังเพิ่มขึ้นขับกันมักจะเป็นรถรุ่นใหม่และมีสมรรถนะสูง

ทว่า ครอบครัวคนไทยส่วนใหญ่กลับมีเงินซื้อเพียงรถจักรยานยนต์ โดยที่หมวกนิรภัยคุณภาพดีกลายเป็นสิ่งของฟุ่มเฟือย แม้จะมีกฎหมายกำหนดให้สวมใส่ก็ตาม

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนถนนที่การจราจรคับคั่งมักเกิดจากการที่รถยนต์ SUV ชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ จนทำให้ซากจากอุบัติเหตุเกลื่อนถนน ภาพหลังเกิดอุบัติเหตุแบบนี้พบเห็นได้ทั่วไป เป็นภาพอันน่าสยดสยองบนท้องถนนเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเศษซากยางฉีกขาด กันชนที่พังยับเยิน หรือแม้แต่รองเท้าแตะเปื้อนเลือด

อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์มักจะมีผู้เสียชีวิตหลายคน เนื่องจากระบบขนส่งมวลชนที่ยังไม่ครอบคลุมทั่วถึงบริเวณชานเมือง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นภาพของทั้งครอบครัวซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาคันเดียวโดยมีพ่อเป็นคนขับ แม่ซ้อน และลูกเล็กๆ อีกคนหรือสองคนนั่งตรงกลาง

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนไม่เท่าเทียมกัน ความยุติธรรมยังถูกใช้อย่างไม่เท่าเทียมกันด้วย

กฎหมายไทยไม่สามารถใช้กับคนที่มีฐานะร่ำรวยหรือมีตำแหน่งใหญ่โตในสังคม คนกลุ่มนี้สามารถขับรถเกินความเร็วที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ถูกลงโทษ หรือดื่มจนมึนเมาก่อนขับรถโดยที่ไม่ต้องกลัวผลที่จะตามมาด้วยซ้ำ

The New York Times ยกตัวอย่างกรณีของทายาทกระทิงแดงที่ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต แต่ก็ไม่เคยต้องรับโทษ

การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอและการคอร์รัปชั่น

การขับรถเกินความเร็วที่กำหนด เมาแล้วขับ และไม่สวมหมวกกันน็อก คือสาเหตุหลักของการเสียชีวิตบนท้องถนนในประเทศไทย แม้ว่าไทยจะมีกฎหมายที่ควบคุมเรื่องเหล่านี้ แต่กลับไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง

ส่วนเรื่องคอร์รัปชั่นนั้น บรรดามหาเศรษฐีหรือคนที่มีเส้นสายต่างทราบกันดีว่าการติดสินบนจะช่วยให้พวกเขาไม่ถูกจับกุมในข้อหาฝ่าฝืนกฎจราจร

สบาบสบายสไตล์คนไทย

เมื่อ The New York Times ถามว่าเหตุใดคนไทยจึงเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ไทยตอบว่าเป็นเพราะวัฒนธรรม “สบายสบาย” ซึ่งตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ การไม่สวมหมวกกันน็อก และเมื่อเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ฝ่าฝืน ก็จะถูกคนไทยต่อว่า

การโยนความผิดให้คนอื่น

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่า ปี 2016 คนไทย 32.7 คนจากประชากร 100,000 คนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ขณะที่สหรัฐอยู่ที่ 12.4 คนต่อปี อินโดนีเซียอยู่ที่ 12.2 คนต่อปี ขณะที่ประเทศยุโรปส่วนใหญ่เป็นเลขตัวเดียว

นับตั้งแต่ที่รัฐบาลไทยรับปากว่าจะลดตัวเลขผู้เสียชีวิตบนท้องถนน สถิติก็แทบจะไม่ดีขึ้นเลย ทำให้ไทยรั้งอันดับเกือบสุดท้ายประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตมากที่สุดในอันดับที่ 9

คำถามที่ว่าแล้วเป็นความรับผิดชอบของใครที่ประเทศไทยไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้ถูกโยนกลับไปกลับมาระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร โยนความรับผิดชอบให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ส่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยก็บอกว่าเป็นหน้าที่ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร

ความเป็นมนุษย์มีราคาแพง

เมื่อปี 2018 ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า หากลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนลงได้ครึ่งหนึ่ง ประเทศไทยอาจจะเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ได้มากถึง 22% ในปี 2038 แต่รัฐบาลทหารที่มาจากการปฏิวัติเมื่อปี 2014 ก็ไม่ได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตบนท้องถนน

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้ปรับปรุงความปลอดภัยของถนนให้ดีขึ้น และได้ให้สัญญาที่จะทำกิจกรรมอื่นๆ อีกด้วย โดยโรงเรียนได้มีการบรรจุหลักสูตรเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ขณะที่รัฐบาลได้กำหนดมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยของยานพาหนะขึ้นใหม่

จากสถิติแสดงให้เห็นว่ามีการพัฒนาขึ้นเล็กน้อย อัตราการเสียชีวิตบนถนนลดลง 7% โดยในปี 2018 มีจำนวนผู้เสียชีวิตบนถนน 22,491 ราย เมื่อเทียบกับปี 2015 ที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตบนถนน 24,237 ราย

ในขณะที่ค่าใช้จ่ายทางเศรษฐศาสตร์มหภาคจำนวนมหาศาลของการเสียชีวิตบนท้องถนนสามารถวัดผลเป็นตัวเลขได้ สิ่งที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเลขได้คือ การสูญเสียที่เกิดจากบุคคลซึ่งไม่ต้องรับโทษที่คุกคามถนนในประเทศไทย

ครอบครัวของอรทัยที่ถูกตำรวจขับรถชนเสียชีวิตไม่มีทนายในการดำเนินการคดีแพ่ง เพื่อขออุทธรณ์คำตัดสินของศาลที่พิพากษาไม่จำคุกนายตำรวจ และไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายต่อจากนั้น

“ในเมืองไทยกฎหมายไม่มีความสำคัญ คนจนแบบเราจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เราต้องตายไปอย่างไร้ค่า เพราะชีวิตของเรามันไม่มีค่าพอ” จุฬารัตน์ลูกสาวผู้ตายกล่าว

The New York Times สรุปไว้ว่า สำหรับคนจนแล้วถนนในเมืองไทยไม่ปลอดภัย ไม่ว่าจะที่ความเร็วแค่ไหนก็ตาม

จะลงทุนกับอาวุธหรือลงทุนกับปากท้องประชาชน? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628940

วันที่ 24 ก.ค. 2563 เวลา 20:05 น.จะลงทุนกับอาวุธหรือลงทุนกับปากท้องประชาชน?คำถามก็คือมหาอำนาจทั้งหลาย (หรือประเทศอำนาจน้อยอย่างไทย) จะมุ่งไปทางไหนดีในช่วงที่การเมืองโลกคุกรุ่นแต่การระบาดก็ยังเลวร้าย?

ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ผู้บัญชาการในสมรภูมิสงครามโลก และประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวสุนทรพจน์อันเป็นอมตะ Chance for Peace speech (โอกาสเพื่อสันติ) ที่ American Society of Newspaper Editors เมื่อวันที่ 16 เมษายน 1953

สุนทรพจน์นี้มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า

” … ปืนทุกกระบอก เรือรบทุกลำ จรวดทุกลูกที่ยิงไป ท้ายที่สุดแล้ว สะท้อนถึงการฉกฉวยมาจากผู้โหยหิวและท้องไม่อิ่ม ผู้คนที่เหน็บหนาวและไร้เครื่องนุ่งห่ม โลกที่แข่งขันกันด้วยอาวุธไม่เพียงแค่ทำให้เงินทองต้องสิ้นเปลืองไปเท่านั้น แต่ยังรีดไถมาจากหยาดเหงื่อของแรงงานที่ทำการผลิต ภูมิปัญญาของนักวิทยาศาสตร์ และความหวังของเด็กๆ ต้นทุนของเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นใหม่มีค่าเท่ากับสิ่งต่อไปนี้ เท่ากับอาคารเรียนทันสมัยสำหรับเมือง 30 แห่ง เท่ากับโรงงานผลิตไฟฟ้าที่สามารถรองรับประชากรได้ 60,000 คน เท่ากับโรงพยาบาลชั้นเยี่ยมอุปกรณ์ครบครัน 2 แห่ง เท่ากับถนนคอนกรีตยาว 80 กิโลเมตร เงินที่เราจ่ายไปสำหรับเครื่องบินขับไล่เพียงลำเดียว มีค่าเท่ากับข้าวสาลี 12 ล้านกิโลกรัม เรือพิฆาตเพียงลำเดียวมีค่าเท่ากับที่อยู่อาศัยสำหรับ 8,000 ชีวิต … “

สุนทรพจน์นี้มีขึ้นหลังการเสียชีวิตของ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียตเพื่อเตือนถึงภัยจากการก่อสงครามเพื่อสนองตัณหาของผู้มีอำนาจและคนในธุรกิจอาวุธ และเพื่อแย้มท่าทีให้ผู้นำใหม่ของโซเวียตหันมาพูดคุยกัน แทนที่จะเผชิญหน้าด้วยการสะสมอาวุธ

แน่นอนว่า ข้อเสนอนี้ไม่สำเร็จ เพราะหลังจากนั้น สงครามเย็นกลับทวีความรุนแรงขึ้น และยืดเยื้อ ลุกลามไปทั่วโลก

ตอนนี้สงครามเย็นครั้งใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างจีนกับสหรัฐ ฝ่ายที่แสดงท่าทีแข็งกร้าวเป็นพิเศษคือสหรัฐ แต่ฝ่ายจีนก็ตอบโต้อย่างรุนแรงไม่แพ้กัน แต่ยังไม่มีการแข่งขันเพื่อสะสมอาวุธที่ชัดเจน แต่ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มี

ในระยะสั้นประเทศต่างๆ จะให้ความสำคัญกับการลงทุนเรื่องสาธารณสุขและปากท้องของประชาชนเป็นหลัก แต่เราจะประมาทไม่ได้เพราะบางประเทศอาจใช้นโยบาย “แข็งกร้าวภายนอก สยบวุ่นวายภายใน” นั่นคือการทำท่าทีแข็งกร้าวกับประเทศคู่กรณี เพื่อที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากความล้มเหลวในการบริหารบ้านเมือง

บางคนอาจคิดว่าสหรัฐทำท่าทีแข็งกร้าวกับจีนเพราะทรัมป์ต้องการเบี่ยงความสนใจของประชาชนเรื่องการระบาดของโควิด-19 แต่ไม่ใช่แค่สหรัฐเท่านั้นที่ใช้วิธีนี้ (หากทรัมป์ใช้วิธีนี้จริงๆ)

อย่างที่กล่าวไปว่าในระยะใกล้ประเทศต่างๆ จะสนใจกับเรื่องสาธารณสุขมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความการสะสมอาวุธจะหยุดชะงัก ตรงกันข้าม ในช่วงที่เกิดการระบาดใหญ่เราเห็นมหาอำนาจบางประเทศแสดงแสนยานุภาพด้านการทหารทั้งๆ ที่อยุูในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมเอาเลย

เราเห็นจีนส่งเรือรบเฉียดไปเฉียดมาแถวเกาะเจ้าปัญหากับญี่ปุ่น เราเห็นสหรัฐส่งเรือรบและโดรนสอดแนมเข้ามาในทะเลจีนใต้ เราเห็นการปะทะกันระหว่างอินเดียกับจีน และเราเห็นการร่วมซ้อมรบทางทะเลระหว่างอินเดียกับสหรัฐ ฯลฯ

เรายังเห็นการเปิดตัวอาวุธใหม่ ของมหาอำนาจในช่วงเวลาเดียวกับที่มหาอำนาจแข่งกันผลิตวัคซีน

คำถามก็คือมหาอำนาจทั้งหลาย (หรือประเทศอำนาจน้อยอย่างไทย) จะมุ่งไปทางไหนดีในช่วงที่การเมืองโลกคุกรุ่นแต่การระบาดก็ยังเลวร้าย?

สุนทรพจน์ของ ไอเซนฮาวร์ ยังเป็นการเสนอหลักการ Guns versus butter (ปืนกับเนย) เป็นโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้รัฐพิจารณาว่า ควรจะทุ่มงบประมาณด้านกลาโหมเพื่อความมั่นคงทางการทหาร หรือควรจะทุ่มงบประมาณเพื่อปากท้องของประชาชน ซึ่งก็คือความมั่นคงด้านอาหารและสวัสดิการชีวิต หรือแม้แต่วัคซีน ซึ่งถือเป็นสินค้าพลเมือง (civilian goods) อย่างหนึ่ง

สุนทรพจน์ของ ไอเซนฮาวร์ กล่าวไว้เมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว มาวันนี้ ราคาค่างวดของอาวุธสงครามพุ่งสูงขึ้นมากมายมหาศาล เงินเฟ้อยังสูงลิ่ว เมืื่อไม่กี่ปีก่อนจากขัอมูลของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เครื่องบินขับไล่ F-35A มีมูลค่าถึง 157 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่างบประมาณสร้างโรงเรียนดีๆ ถึง 10 แห่ง ซึ่งจะใช้งบประมาณ 148 ล้านดอลลาร์

แต่มูลค่าขายของ F-35A ยังไม่รวมต้นทุนการวิจัยและพัฒนาที่สูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์!

ตอนนี้ เครื่องบินขับไล่ F-35A ราคาตกลงมาประมาณ 80 – 72 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งก็ยังไม่ใช่ถูกๆ และนำเงินจำนวนนี้ไปใช้อย่างอื่นได้อีกมาก

หลักเศรษฐศาสตร์ของ Guns versus butter จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ประเทศหนึ่งได้ถ่วงดุลความจำเป็นด้านความมั่นคงทางทหารและความมั่นคงของชีวิตประชาชนซึ่งทั้ง 2 เรื่องเป็นสิ่งจำเป็นเหมือนๆ กัน

แต่เราต้องระวังให้ดี เพราะนักการเมืองอาจไม่ได้มองเรื่องความจำเป็นของบ้านเมืองหรือประชาชนเป็นหลัก เพราะการเลือกที่ถูกต้องจะทำให้นักการเมืองได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจนชนะการเลือกตั้ง

ดังนั้นการที่รัฐบาลหรือนักการเมืองเลือกที่จะซื้ออาวุธอาจไม่ได้หมายความว่าเขารักชาติ หรือหากเขาเลือกที่จะลงทุนกับวัคซีนก็ไม่ได้หมายความว่าเขาห่วงประชาชนจากใจจริง เขาอาจคิดคำนวณแล้วว่าการเลือกสิ่งนี้จะทำให้เขาได้ประโยชน์ทางการเมือง

มีกรณีที่น่าสนใจของประธานาธิบดีลอนดอน บี. จอห์นสัน ซึ่งใช้นโยบาย Guns versus butter ไปพร้อมๆ กัน ดูเหมือนจะถ่วงดุลได้ดี แต่ผลลัพธ์ออกมาน่ากังขา เพราะในขณะที่จอห์นสันริเริ่มโครงการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจขนานใหญ่ มีการลงทุนด้านสาธารณสุขอย่างมโหฬาร นั่นคือ Great Society และยังประกาศสงครามกับความยากจน แต่เขาเป็นประธานาธิบดีที่ลงไปเล่นกับสงครามเย็นมากที่สุดคนหนึ่ง โดยส่งทหารไปรบในสงครามเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างมากถึงครึ่งล้านคน

จอห์นสันใช้นโยบายแบบ “butter” ด้วยการรบกับความยากจนและปัญหาสุขภาพของประชาชนจนทำให้เขาชนะการเลือกตั้งในปี 1964 แต่เขาใช้นโยบาบย Guns ด้วยการส่งลูกหลานคนอเมริกันไปตายในเวียดนามและอินโดนจีนจนทำให้ประชาชนเกลียดชังและทำให้เขามี “ชื่อเสีย” ในประวัติศาสตร์

จอห์นสันเป็นตัวอย่างของนักการเมืองที่ตกอยู่ในสภาพเหมือนหลายประเทศตอนนี้ นั่นคือปัญหาเศรษฐกิจและสาธารณสุขก็ต้องทำ ความมั่นคงของโลกก็เปราะบางจนต้องเตรียมพร้อมรับกับการเผชิญหน้าในสงครามเย็นครั้งใหม่

การเลือกถูกทางจะทำให้ได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น แต่หากเลือกผิดก็เตรียมเก็บของออกจากทำเนียบได้เลย

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

ยอดขายเซ็กซ์ทอยจีนพุ่งช่วงล็อกดาวน์จากอานิสงส์ลูกค้ายุโรป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629166

วันที่ 24 ก.ค. 2563 เวลา 15:31 น.ยอดขายเซ็กซ์ทอยจีนพุ่งช่วงล็อกดาวน์จากอานิสงส์ลูกค้ายุโรปธุรกิจเซ็กซ์ทอยจีนเฟื่องฟูช่วงล็อกดาวน์โควิด สวนทางกับธุรกิจอื่นๆ โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป อเมริกา

นับตั้งแต่ช่วงต้นปีเศรษฐกิจจีน รวมทั้งภาพรวมการผลิตและการส่งออกของจีนซบเซาอย่างหนัก เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก ผิดกับธุรกิจเซ็กซ์ทอยที่ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

ไวโอเล็ต ตู้ ผู้จัดการฝ่ายขายต่างประเทศบริษัท Libo Technology ในเมืองซานตงเผยว่า บริษัทมียอดส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 30% ในช่วงที่ Covid-19 ระบาด และต้องเพิ่มพนักงานในสายการผลิต 25% เป็นเกือบ 400 คนนับตั้งแต่กลับมาเปิดโรงงานเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

ตู้ยังเผยอีกว่า ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาฝรั่งเศส สหรัฐ และอิตาลีมียอดสั่งซื้อเข้ามามากที่สุด โดยยอดขายที่เพิ่มขึ้นถล่มทลายนี้มาจากมาตรการล็อกดาวน์ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากบางประเทศยังคงมาตรการไว้

ด้านหนังสือพิมพ์ The Paper ในเซี่ยงไฮ้ระบุว่า ปีนี้ยอดส่งออกเซ็กซ์ทอยของจีนเพิ่มขึ้นถึง 50% โดยตัวเลขส่งออกตุ๊กตายางเพิ่มขึ้น 2 เท่า ขณะที่ยอดสั่งซื้อตุ๊กตายางจากอิตาลีเพิ่มขึ้น 5 เท่านับตั้งแต่เดือน มี.ค.ซึ่งเป็นช่วงที่เชื้อโคโรนาไวรัสเริ่มระบาด

นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกหลายฉบับระบุว่า ยอดสั่งซื้อจากสหรัฐ อังกฤษ เดนมาร์ก นิวซีแลนด์ และออสเตรเลียก็เพิ่มขึ้นในช่วงที่บังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์เช่นกัน

จีนโต้กลับ สั่งปิดสถานกงสุลสหรัฐในเฉิงตู #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629147

วันที่ 24 ก.ค. 2563 เวลา 13:06 น.จีนโต้กลับ สั่งปิดสถานกงสุลสหรัฐในเฉิงตูจีนสั่งปิดสถานกงสุลสหรัฐในเฉิงตูตอบโต้ที่สหรัฐสั่งปิดสถานกงสุลจีนในเมืองฮุสตัน

กระทรวงการต่างประเทศจีนมีคำสั่งปิดสถานกงสุลสหรัฐในเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เพื่อเป็นการตอบโต้ที่สหรัฐสั่งปิดสถานกงสุลของจีนในเมืองฮุสตันก่อนหน้านี้

ในแถลงการณ์ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมาย และมีความจำเป็นเพื่อตอบโต้การเคลื่อนไหวที่ไร้เหตุผลของสหรัฐ และย้ำว่าสถานการณ์ระหว่างจีนกับสหรัฐขณะนี้เป็นสิ่งที่จีนไม่ต้องการให้เกิดขึ้น และสหรัฐต้องรับผิดชอบเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ทั้งนี้ สถานกงสุลสหรัฐในเมืองเฉิงตูตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1985 ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่กว่า 200 คน และตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากอยู่ติดกับทิเบต

อู่ซินป๋อ ผู้เชี่ยวชาญด้านอเมริกันศึกษาจากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นในเซี่ยงไฮ้เผยว่า สถานกงสุลสหรัฐในเมืองเฉิงตูมีความสำคัญกว่าสถานกงสุลอื่นของสหรัฐ เนื่องจากเป็นที่ที่สหรัฐใช้ในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทิเบต และการพัฒนาอาวุธด้านยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอื่นๆ ของจีน

ในเวลาต่อมา ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจีนพากันแสดงความคิดเห็นตอบรับคำสั่งปิดสถานกงสุลของทางการในครั้งนี้ โดยคอมเม้นต์หนึ่งในเวยปั๋วที่บอกว่า “เปลี่ยนสถานกงสุลสหรัฐให้เป็นร้านหม้อไฟดีมั้ย” ได้รับการกดไลค์มากถึง 100,000 ครั้ง