อินเดียติดโควิดเกิน 5 แสนราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627058

วันที่ 27 มิ.ย. 2563 เวลา 14:07 น.อินเดียติดโควิดเกิน 5 แสนรายอินเดียติดเชื้อโควิดยังไม่ถึงจุดพีด ป่วยสะสมมากสุดอันดับ 4 ของโลก คาดแตะหลักล้านคนในเดือนหน้า

หน่วยงานด้านสาธารณสุขของอินเดียเผยในวันเสาร์ (27 มิ.ย.) ว่า รอบ24ชั่วโมงที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหญ่กว่า 17,000 ราย ส่งผลให้ยอดตัวเลขสะสมทั้งประเทศอยู่ที่เกินกว่า 500,000 คนแล้ว โดยพบว่าติดเชื้อรายใหม่นี้ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เมืองสำคัญของประเทศ ซึ่งรวมถึงกรุงนิวเดลี เมืองหลวง อันเป็นเมืองสำคัญที่มีประชากรหนาแน่นอีกแห่งของประเทศ ซึ่งมียอดผู้ติดเชื้อสะสมแล้วเกือบ 80,000

อินเดียถือเป็นประเทศที่มียอดติดเชื้อโควิดสะสมสูงสุดอันดับ 4 ของโลก รองจากสหรัฐ บราซิล และรัสเซีย ด้วยจำนวนยอดติดเชื้อรายวันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนยอดเสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 15,685 ราย เพิ่มขึ้น 385 คนใน 24 ชั่วโมง รักษาหาย 295,880 รายผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า สถานการณ์ไวรัสโควิดในอินเดียยังคงห่างไกลจากจุดพีคของการติดเชื้อ และคาดว่ายอดติดเชื้อสะสมทั้งประเทศอาจพุ่งแตะหลักล้านรายก่อนสิ้นเดือนก.ค. แม้ยอดติดเชื้อสะสมยังคงพุ่งสูงขึ้น แต่รัฐบาลท้องถิ่นบางรัฐของอินเดียได้ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เมืองแล้ว เนื่องด้วยกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ

แบรนด์ยักษ์ใหญ่เล่นงานเฟซบุ๊ก บอยคอตโฆษณา เหตุไม่จัดการเฮทสปีชเหยียดผิว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627047

วันที่ 27 มิ.ย. 2563 เวลา 12:06 น.แบรนด์ยักษ์ใหญ่เล่นงานเฟซบุ๊ก บอยคอตโฆษณา เหตุไม่จัดการเฮทสปีชเหยียดผิวซัคเกอร์เบิร์กยอมถอย คุมเข้มโพสต์ไม่เหมาะสมบนเฟซบุ๊ก หลังถูกหลายแบรนด์ยักษ์แห่รุมถอนโฆษณา

มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กออกมาแถลงระบุว่า เฟซบุ๊กจะเริ่มทำการติดแท็กแจ้งเตือนโพสต์และข้อความไม่เหมาะสมแล้ว ไม่เว้นแม้แต่โพสต์ของบุคคลสำคัญ หลังจากที่เฟซบุ๊กถูกบรรดาบริษัทเจ้าของแบรนด์ยักษ์ใหญ่หลายเจ้าแห่กันถอนโฆษณา

ความคืบหน้านี้มีขึ้น นับตั้งแต่ที่สหรัฐเผชิญกับกระแสต่อต้านการเหยียดผิวจากกรณีของจอร์จ ฟลอยด์ ซึ่งทวิตเตอร์ได้ใช้วิธีการแบนเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงข้อความที่ประธานาธิบดีทรัมป์ทวีต แต่ตรงกันข้ามกับเฟซบุ๊กที่กลับนิ่งเฉยไม่จัดการใดๆกับข้อความที่มีลักษณะเดียวกันทั้งจากตัวผู้นำสหรัฐและนักการเมืองฝ่ายขวาหลายรายที่มีต่อเหตุการณ์ประท้วงต้านเหยียดสีผิว

ท่าทีอันนิ่งเฉยของเฟซบุ๊กดังกล่าว ส่งผลให้ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาบรรดาแบรนด์สินค้าดังทั้งเจ้าเล็กและเจ้าใหญ่ไม่น้อยกว่า 100 บริษัท ประกาศไม่ซื้อหรือหั่นงบโฆษณาบนแพลตฟอร์มของเฟซบุ๊ก อันเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ “Stop Hate for Profit” อาทิ ยูนิลิเวอร์ เวอร์ริซอน เบนแอนด์เจอร์รีย์ และยีนส์ลีวาย ประกาศยุติการโฆษณาบนเฟซบุ๊กและแพลตฟอร์มอื่นตลอดช่วงเดือนกรกฎาคม

ขณะที่โคคา-โคล่า ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าจะระงับการโฆษณาบนแพลตโซเชียลมีเดียทั้งหมดทั่วโลกเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งแม้ทางโค้กจะระบุว่าไม่ได้เข้าร่วมการบอยคอตอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด เป็นเพียงการหยุดโฆษณาชั่วคราวเท่านั้น

ด้านบลูมเบิร์กระบุว่า กระแสบอยคอตโฆษณาของเฟซบุ๊กดังกล่าวทำให้หุ้นของบริษัทเฟซบุ๊กดิ่งลงถึง 8 จุด ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินของนายมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์กหายไปถึง 7 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 2 แสนล้านบาท หล่นลงมาอยู่ที่อันดับ4ของเศรษฐีโลก

ทรัมป์ลงนามคำสั่งปกป้องอนุสาวรีย์สำคัญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627041

วันที่ 27 มิ.ย. 2563 เวลา 10:45 น.ทรัมป์ลงนามคำสั่งปกป้องอนุสาวรีย์สำคัญผู้นำสหรัฐเซ็นต์คำสั่งป้องรูปปั้นสำคัญทั่วประเทศ หลังหลายแห่งถูกม็อบละเลงเละ จ่อโทษคุกสูงสุด10ปี

เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตันดี.ซี. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐได้ลงนามในคำสั่งพิเศษของฝ่ายบริหาร ให้ทุกหน่วยงานหามาตรการปกป้องอนุสาวรีย์แห่งชาติและรูปปั้นบุคคลสำคัญจาก “กลุ่มหัวรุนแรงผู้นิยมอนาธิปไตยและพวกหัวรุนแรงฝ่ายซ้าย” หลังจากที่กระแสการต่อต้านเหยียดสีผิวได้เป็นชนวนเหตุบานปลายทำให้อนุสาวรีย์และรูปปั้นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์หลายแห่งทั่วสหรัฐ ซึ่งเคยมีประวัติการเหยียดสีผิวหรือเป็นผู้ใช้แรงงานทาส ถูกกลุ่มผู้ประท้วงโค่นทำลายจนเสียหายหลายแห่ง

ทรัมป์ระบุถึงการลงนามคำสั่งนี้ผ่านทวิตเตอร์ว่า “ผมได้ใช้อำนาจพิเศษลงนามคำสั่งของฝ่ายบริหารเพื่อปกป้องอนุสาวรีย์อนุสรณ์สถานและรูปปั้นชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่อย่างเข้มงวด .. ซึ่งจะแลกมาด้วยโทษติดคุกอันยาวนานสำหรับการกระทำอันป่าเถื่อนต่อต้านกฎหมายอันยิ่งใหญ่ของประเทศเรา”

คำสั่งดังกล่าวได้กำหนดบทลงโทษรุนแรงต่อผู้ที่ทำลายอนุสาวรีย์หรือรูปปั้นซึ่งอาจถูกจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ภายใต้กฎหมายของรัฐบาลกลาง

ด้านทำเนียบขาวระบุในแถลงการณ์ว่า “อนุสรณ์สถานเหล่านี้เป็นอนุสรณ์ประวัติศาสตร์ที่เราทุกคนมีร่วมกันในฐานะชาวอเมริกันและสมควรที่จะได้รับการปกป้องสำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคต”

เราอาจจะรอดจากโควิด แต่อาจจะไม่รอดจากโลกร้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626996

วันที่ 26 มิ.ย. 2563 เวลา 20:47 น.เราอาจจะรอดจากโควิด แต่อาจจะไม่รอดจากโลกร้อนหากยังไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โลกของเราจะไปถึงจุดที่ไม่สามารถหวนกลับได้แล้ว

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ภาวะโลกร้อนเริ่มส่งผลกระทบรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อนที่เล่นงานในแถบยุโรป หรืออุณหภูมิแถบอาร์กติกที่สูงเป็นประวัติการณ์ บรรดานักวิทยาศาสตร์ส่งสัญญาณเตือนมาตลอดว่า หากยังไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โลกของเราจะไปถึงจุดที่ไม่สามารถหวนกลับได้แล้ว 

ด้วยเหตุนี้การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่กรุงปารีสจึงทำข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) เมื่อปี 2015 ว่าจะช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อควบคุมไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากอุณหภูมิในยุคก่อนอุตสาหกรรม และจะพยายามอย่างหนักไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

โดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) บอกว่าวิธีที่จะคุมไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสคือ ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 7.6% ทุกปีนับตั้งแต่ปี 2020-2030

ทว่าล่าสุด UNEP เตือนว่าแม้แต่ละประเทศจะทำตามข้อตกลงปารีสแล้ว อุณหภูมิของโลกก็ยังจะเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2030-2052 ซึ่งยังอยู่ในช่วงชีวิตของผู้ใหญ่และเด็กที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน และจะพุ่งขึ้น 3 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 หรืออีก 80 ปีข้างหน้า

ถ้าโลกร้อนขึ้น 3 องศาจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

น้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลาย

พื้นที่แถบอาร์กติกอาจมาถึงขั้นที่ไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นเหมือนเก่าได้ อุณหภูมิแถบขั้วโลกจะสูงขึ้นเร็วกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก ซึ่งส่งผลให้ชั้นน้ำแข็งและธารน้ำแข็งสูญเสียน้ำแข็งไปราว 400 ลูกบาศก์กิโลเมตรภายใน 40 ปี

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีรายงานว่า เขตขั้วโลกเหนือแถบวงกลมอาร์กติก (Arctic Circle) มีอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 38 องศาเซลเซียส ทั้งที่อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูร้อนในแถบนั้นเพียง 13.2 องศาเซลเซียสเท่านั้น และในแถบไซบีเรียยังร้อนผิดปกติจนเกิดไฟป่าในหลายพื้นที่

เมื่อธารน้ำแข็งละลายก็จะส่งผลต่อระดับน้ำทะเล ภายในปี 2050 เมืองชายฝั่งที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 570 เมืองทั่วโลก อาทิ นิวยอร์ก ไมอามี กรุงเทพฯ เซี่ยงไฮ้ กรุงจาการ์ตา มีสิทธิ์ถูกน้ำทะเลท่วม ส่งผลกระทบกับประชากรราว 800 ล้านคน  และภายในปี 2100 น้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นราว 1 เมตร

น้ำแข็งทะเล (Sea Ice) ละลาย

โดยปกติน้ำแข็งทะเลที่มีหิมะปกคลุมทำหน้าที่สะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์กลับไปนอกโลกราว 80% ขณะที่มหาสมุทรดูดซับรังสีจากดวงอาทิตย์ 95% แต่เมื่อน้ำแข็งทะเลเริ่มละลาย พื้นผิวหน้าของมหาสมุทรก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ยิ่งดูดซับความร้อนมาสะสมจนอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้น้ำแข็งไม่สามารถก่อตัวได้ในฤดูหนาว เมื่อไม่มีน้ำแข็งสะท้อนความร้อนกลับ มหาสมุทรก็ยิ่งดูดความร้อน กลายเป็นวงจรซ้ำๆ

นอกจากนี้ เมื่อมหาสมุทรร้อนขึ้นยังทำหน้าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้น้อยลง ทำให้ก๊าซเหล่านี้สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศและทำให้โลกร้อนขึ้น

ชั้นดินเยือกแข็ง (Permafrost) ละลาย

Photo By Yukon 2012 Expedition by the COPER group of the Alfred Wegener Institute in Potsdam

ชั้นดินเยือกแข็งก็ไม่ต่างจากกล่องแพนดอร่า หรือกล่องแห่งหายนะตามตำนานของกรีก เพราะเป็นแหล่งแช่แข็งแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ ไว้มากมายนับพันๆ ปี หรืออาจเป็นล้านปีเพื่อรอการคืนชีพ เมื่อชั้นดินเยือกแข็งละลายเพราะโลกร้อน เชื้อโรคยุคโบราณเหล่านี้จะถูกปลดปล่อยออกมา

เมื่อเดือน ส.ค. 2016 มีเด็กชายวัย 12 ปีที่อาศัยอยู่ในคาบสมุทรยามัลในแถบไซบีเรียของรัสเซียเสียชีวิต และชาวบ้านอีกอย่างน้อย 20 รายมีอาการป่วยหลังจากติดเชื้อแอนแทร็กซ์

มีการสันนิษฐานว่าเมื่อ 75 ปีที่แล้วมีฝูงกวางเรนเดียร์ล้มตายเพราะโรคแอนแทร็กซ์ โดยที่ซากของพวกมันก็ถูกฝังอยู่ใต้น้ำแข็ง จนกระทั่งเกิดคลื่นความร้อนเมื่อปี 2016 ทำให้ชั้นดินเยือกแข็งละลาย เชื้อแอนแทร็กซ์จึงถูกปลดปล่อยออกมาปนเปื้อนในดินและน้ำจนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร โดยขั้นแรกมีกวางเรนเดียร์ติดเชื้อล้มตายกว่า 2,000 ตัว ก่อนจะติดสู่มนุษย์

คลื่นความร้อน

คลื่นความร้อนในหลายๆ ประเทศที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งจะกลายเป็นเรื่องปกติและเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ที่แย่ก็คือ หากคลื่นความร้อนทวีความรุนแรงขึ้นจนอุณหภูมิร่างกายมนุษย์แตะ 41 องศาเซลเซียส ระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายจะหยุดทำงาน อาทิ ไม่ผลิตเหงื่อ หายใจตื่นและเร็ว สมองจะเริ่มขาดเลือด และอวัยวะภายในล้มเหลว โอกาสเสียชีวิตมีสูง

ระบบนิเวศพังทลาย

กว่า 40% ของป่าแอมะซอนซึ่งเป็นปอดของโลกจะถูกทำลาย ทำให้พื้นดินได้รับความร้อนมากขึ้นจนพืชยืนต้นตายและคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาแทนที่จะดูดซับไว้ตามปกติ มีการคาดการณ์ว่าพืชที่ล้มตายจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 500 ตัน สุดท้ายเหตุการณ์เหล่านี้ก็ยิ่งกระตุ้นให้ภาวะโลกร้อนแย่ลง นอกจากนี้ สิ่งมีชีวิตราว 1 ใน 3 บนโลกจะเผชิญกับการสูญพันธุ์

พายุรุนแรงขึ้น

ประเทศแถบชายฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝั่งตะวันตกของสหรัฐและอ่าวเม็กซิโก ประเทศแถบแคริบเบียน แปซิฟิก และอ่าวเบงกอล จะเจอพายุเฮอร์ริเคนที่รุนแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน เนื่องจากอุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรที่สูงขึ้นทำให้พายุทวีกำลัง

ปะการังฟอกขาว

เกรตแบร์ริเออร์รีฟ แนวปะการังชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกของออสเตรเลียฟอกขาวตาย Photo by Handout / JAMES COOK UNIVERSITY AUSTRALIA / AFP

ช่วงก่อนทศวรรษ 1970 อุณหภูมิในมหาสมุทรไม่เคยร้อนจนกระทั่งเกิดปะการังฟอกขาวตาย แต่หลังจากที่โลกเริ่มร้อนขึ้นอีก 0.5 องศาเซลเซียส ปรากฏการณ์ฟอกขาวก็เกิดถี่ขึ้น แต่หากโลกเรายังร้อนขึ้นต่อเนื่อง ปะการังเหล่านี้จะฟอกขาวตายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนอาจหายไปทั้งหมด

หลายปรากฏการณ์ข้างต้นอาจไม่ได้เกิดขึ้นกับมนุษย์โดยตรง แต่สุดท้ายแล้วผลกระทบทั้งหมดจะย้อนกลับมาถึงตัวเราไม่ช้าก็เร็ว

แม้ว่าในช่วงที่ Covid-19 ระบาด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศจะลดลงชั่วคราวอันเนื่องมาจากมาตรการล็อกดาวน์และการหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่หากเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะกลับมารุนแรงอีกหรืออาจจะหนักกว่าเดิมเพื่อชดเชยความสูญเสียในช่วงกักกันโรค

และยังมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลต่างๆ จะละเลยเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่เคยตั้งเป้ากันไว้ เพราะจำเป็นต้องยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนอีกครั้ง หลังจากที่สะดุดไปนานหลายเดือนหรืออาจจะลากยาวหลายปี

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ หลังจากวิกฤตการณ์ทางการเงินทั่วโลกในปี 2007-2009 การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกลดลง 1.4% ในปี 2009 แต่กลับเพิ่มขึ้นถึง 5.9% ในปี 2010

เห็นได้ชัดว่ามลภาวะทางอากาศลดลงแค่นิดเดียวในช่วงเศรษฐกิจชะงักงัน แต่เมื่อถึงโอกาสที่เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ก็กลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง

สำหรับครั้งนี้เราอาจจะรอดจากโคโรนาไวรัส แต่อาจจะไม่รอดจากภาวะโลกร้อน

เศรษฐีจีนเตรียมแห่มาไทยหนีโควิดระลอกสอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627026

วันที่ 26 มิ.ย. 2563 เวลา 20:42 น.เศรษฐีจีนเตรียมแห่มาไทยหนีโควิดระลอกสองเชื้อโคโรนาไวรัสที่กลับมาระบาดอีกครั้งในกรุงปักกิ่งทำให้เศรษฐีชาวจีนเล็งเดินทางมาพักพิงในไทย เพราะรับมือการแพร่ระบาดได้ดี

สำนักข่าว Nikkei Asian Review รายงานว่าพบการสมัครสมาชิกบัตรอีลิทการ์ด (Thailand Elite Card) ที่ให้สิทธิพิเศษกับชาวต่างชาติกระเป๋าหนัก ผ่านตัวแทนของบริษัท Thailand Privilege Card เพิ่มมากขึ้นนับตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

จนถึงสิ้นเดือน ก.พ.มีสมาชิกบัตรอีลิทการ์ด ทั้งหมด 9,578 ราย เพิ่มขึ้นจาก 6,495 รายในปี 2018 โดยเป็นชาวจีนถึง 20% ส่วนที่เหลือเป็นชาวอังกฤษ 6% ชาวญี่ปุ่นและอเมริกันประเทศละ 5%

บ็อบบี้ เหอ ตัวแทนดำเนินการบัตรอีลิทการ์ดในกรุงเทพฯ เผยกับ Nikkei Asian Review ว่า มีลูกค้าสมัครบัตรดังกล่าวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ Covid-19 กลับมาระบาดในกรุงปักกิ่งอีกครั้งเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา โดยในสัปดาห์นี้มีลูกค้าขอสมัครถึง 7 รายภายในวันเดียว

“มันแปลกมากที่บางคนไม่เคยเดินทางมาประเทศไทยเลยด้วยซ้ำ Covid-19 ทำให้ชาวจีนหลายคนเริ่มมองหาบ้านหลังที่สองในต่างประเทศ” เหอกล่าว

Nikkei Asian Review ยังระบุอีกว่า การพบผู้ติดเชื้อนับร้อยรายอีกครั้งในกรุงปักกิ่งทำให้ชาวจีนเริ่มไม่มั่นใจในประสิทธิภาพการรับมือโรคระบาดของรัฐบาล ขณะที่ประเทศไทย จนถึงวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อรวมเพียง 3,150 รายเท่านั้น

ด้าน สมชัย สูงสว่าง ประธาน Thailand Privilege Card เผยว่า ชาวต่างชาติสมัครสมาชิกบัตรอีลิทการ์ดเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ประเทศไทยประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อปลายเดือน มี.ค. และห้ามสายการบินทั่วโลกบินเข้าไทยเมื่อต้นเดือน เม.ย. โดยสมาชิกรายใหม่ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน อังกฤษ ออสเตรเลียที่ตกค้างอยู่ในไทย

ทั้งนี้ อีลิทการ์ดริเริ่มโดยรัฐบาลไทยเมื่อปี 2003 เพื่อหวังดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติกระเป๋าหนัก โดยการเสนอให้พำนักในเมืองไทยได้ 5-20 ปี พร้อมกับสิทธิพิเศษอื่นๆ อาทิ ฟรีรถลีมูซีนรับส่งจากสนามบิน ช่องทางพิเศษตรวจคนเข้าเมืองในสนามบิน มีเจ้าหน้าที่ช่วยประสานงานการรายงานตัวทุกๆ 90 วัน และสิทธิใช้สนามกอล์ฟและสปาฟรี

ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องจ่ายเงินค่าสมาชิกตลอดชีพตั้งแต่ 500,000-2 ล้านบาท

มลพิษทางอากาศกลับมาอีกครั้งหลังหลายเมืองคลายล็อกดาวน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627017

วันที่ 26 มิ.ย. 2563 เวลา 18:57 น.มลพิษทางอากาศกลับมาอีกครั้งหลังหลายเมืองคลายล็อกดาวน์ หลายเมืองใหญ่ในยุโรปเริ่มกลับมาเผชิญปัญหามลพิษทางอากาศอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์

การล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสส่งผลทางอ้อมให้มลพิษทางอากาศในหลายเมืองลดลง ทว่าหลังจากรัฐบาลเริ่มผ่อนคลายมาตรการนับตั้งแต่เดือนที่แล้ว ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในหลายเมืองกลับมาสูงขึ้นอีกครั้งจนเกือบเท่ากับช่วงก่อน Covid-19 ระบาด

ศูนย์วิจัยด้านพลังงานและอากาศสะอาด (CREA) ตรวจวัดคุณภาพอากาศในเมืองใหญ่ของยุโรปที่มีประชากรอาศัยอยู่เกิน 1 ล้านคนขึ้นไปจำนวน 27 เมือง โดยการเปรียบเทียบระดับความเข้มข้นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์หลังคลายล็อกดาวน์และช่วงเวลาเดียวกันของปี 2017-2019

CREA พบว่า กรุงปารีสของฝรั่งเศสมีระดับไนโตรเจนไดออกไซด์เข้มข้นที่สุด ส่วนกรุงบูดาเปสต์ของฮังการีและกรุงออสโลของนอร์เวย์พบก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงก่อนเกิดโรค Covid-19

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเมืองที่ประสบปัญหาเดียวกัน อาทิ  กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม เมืองมิลานของอิตาลี กรุงบูคาเรสต์ของโรมาเนีย และกรุงลอนดอนของอังกฤษที่ความเข้มข้นของไนโตรเจนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น 34%

ทั้งนี้ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เกิดจากการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์ ส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจและก่อให้เกิดอาการอักเสบในอวัยวะต่างๆ

WHO รับไม่ชัวร์ว่าวัคซีนโควิดจะพร้อมใช้ในปีนี้ แม้หลายแห่งเริ่มทดลองในคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627009

วันที่ 26 มิ.ย. 2563 เวลา 18:08 น.WHO รับไม่ชัวร์ว่าวัคซีนโควิดจะพร้อมใช้ในปีนี้ แม้หลายแห่งเริ่มทดลองในคนอนามัยโลกคาดวัคซีนป้องกันโควิดอาจไม่พร้อมใช้ภายใน1ปี แม้ทดลองในหลายแลปจะคืบหน้า

นายแพทย์ เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกแถลงถึงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 โดยคาดว่าวัคซีนป้องกันโควิดอาจจะยังไม่พร้อมใช้ภายในปีนี้ แม้ว่าบรรดาทีมนักวิทยาศาสตร์ในหลายภาคส่วนทั่วโลกจะมีความคืบหน้าในการทดลอง ถึงขั้นเริ่มทดลงในมนุษย์แล้วก็ตาม

ผอ.อนามัยโลกกล่าวในการประชุมผ่านวิดิโอคอนเฟอร์เรนซ์ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการสาธารณสุขของสหภาพยุโรปว่า หากวัคซีนโควิดสามารถสร้างเสร็จได้จริงภายในปีนี้ มันก็ควรเป็น”สินค้าสาธารณะ”ที่ทุกคนเข้าถึงได้

เป็นที่สังเกตว่าผอ.อนามัยได้แสดงทัศนะจุดยืนที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับผู้นำจีน ซึ่งเคยแสดงความคิดเห็นไปก่อนหน้านี้เกี่ยวกับวัคซีนโควิดว่า หากจีนผลิตวัคซีนได้สำเร็จจะผลักดันให้เป็นสินค้าสาธารณะของทุกคนบนโลก

“เป็นเรื่องยากมากที่จะกล่าวว่าเราจะมีวัคซีน เนื่องจากเราไม่เคยมีวัคซีนสำหรับไวรัสโคโรนามาก่อน มันจึงเป็นความหวังของทุกคนหากจะมีการค้นพบเป็นครั้งแรก” ผอ.อนามัยโลกกล่าว

อย่างไรก็ดี นพ.เกรเบรเยซุส กล่าวว่า ขณะนี้อนามัยโลกมีผู้พร้อมเข้าทดสอบการฉีดวัคซีนมากกว่า 100 รายเพื่อเข้ากระบวนการทดลองวัคซีนในขั้นสูงแล้ว โดยได้แต่หวังว่าวัคซีนจะสามารถเสร็จได้ภายใน 1 ปี หรืออาจเร็วกว่านั้น ตามที่ทีมนักวิทยาศาสตร์หลายแห่งคาดหวังให้วัคซีนสำเร็จภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า

จีนเล็งให้เช็กประวัติทำร้ายร่างกายก่อนแต่งงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/627008

วันที่ 26 มิ.ย. 2563 เวลา 17:12 น.จีนเล็งให้เช็กประวัติทำร้ายร่างกายก่อนแต่งงานเมืองอี้อูในมณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกของจีน เตรียมนำระบบฐานข้อมูลตรวจสอบข้อมูลการทำร้ายร่างกายมาให้บริการสำหรับคู่รักที่กำลังจะแต่งงาน เพื่อป้องกันและลดโอกาสที่จะเกิดการใช้ความรุนแรงในครอบครัวในอนาคต

ระบบฐานข้อมูลนี้จะนำมาใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นี้เป็นต้นไป โดยเปิดโอกาสให้ชาวเมืองที่กำลังจะลั่นระฆังวิวาห์ตรวจสอบข้อมูลการใช้ความรุนแรงในครอบครัว และคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพจากศาล อาทิ ห้ามเข้าใกล้ จากบันทึกประวัติอาชญากรรมของว่าที่คู่สมรส

โดยสามารถสอบถามข้อมูลดังกล่าวได้ไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี และสอบถามข้อมูลของบุคคลที่จะแต่งงานด้วยได้ไม่เกิน 2 คนต่อปี

การใช้ความรุนแรงในครอบครัวถือเป็นปัญหาใหญ่ของจีน ก่อนปี 2001 การทำร้ายร่างกายคู่สมรสไม่ถือเป็นสาเหตุในการขอหย่า และทางการจีนเพิ่งผ่านกฎหมายที่กำหนดให้การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเป็นความผิดทางอาญาเมื่อปี 2015

อย่างไรก็ดี การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร โดยองค์กร Human Rights Watch เผยว่า ศาลมักจะไม่เอาเรื่องกับผู้ลงมือทำร้ายร่างกาย และเกลี้ยกล่อมให้ผู้ถูกกระทำกลับไปคืนดีกับอีกฝ่าย

ทั้งนี้ ผลการสำรวจความคิดเห็นชาวจีนโดยสหพันธ์สตรีแห่งประเทศจีนเมื่อปี 2011 พบว่า 1 ใน 4 ของผู้หญิงจีนเคยถูกสามีทำร้ายทั้งโดยการใช้กำลังและคำพูด รวมทั้งถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ และมักไม่ค่อยมีการแจ้งความ

คลังสหรัฐพลาด จ่ายเช็คช่วยโควิดให้คนมะกันตายไปแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626991

วันที่ 26 มิ.ย. 2563 เวลา 14:39 น.คลังสหรัฐพลาด จ่ายเช็คช่วยโควิดให้คนมะกันตายไปแล้วสหรัฐพลาดจ่ายเช็คเยียวยาโควิด4หมื่นล้านบาท ให้คนอเมริกันที่เสียชีวิตแล้ว

สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินสหรัฐเผยว่า รัฐบาลสหรัฐได้ส่งเช็คช่วยเยี่ยวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิดไปยังรายชื่อของชาวอเมริกันที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นมูลค่าความเสียหายเกือบ 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 43,288 ล้านบาท

ความผิดพลาดครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด ซึ่งสภาคองเกรสผ่านงบประมาณก้อนใหญ่ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ด้วยความรีบเร่งในการจัดสรรเงินเยียวยาโดยไม่ได้ครวจสอบ ส่งผลให้งบประมาณส่วนหนึ่งราว 269,000 ล้านดอลลาร์ซึ่งเป็นการมอบเช็คเงินสดมูลค่าใบละ 1,200 ดอลลาร์ (ราว37,000บาท) เพื่อเยียวยาชาวอเมริกันจากโควิด ถูกส่งไปยังชื่อของคนอเมริกันที่เสียชีวิตไปแล้วคิดเป็นเช็คจำนวน 1.1 ล้านใบ จากเช็คทั้งหมดราว 160 ล้านใบ

ด้านสำนักสรรพากรสหรัฐได้ออกคำเตือนว่า หากพบผู้ใดนำเช็คของผู้เสียชีวิตแล้วไปขึ้นเงินระวังมีความผิด และจะต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่รัฐบาล อย่างไรก็ดี ทางหน่วยงานตรวจสอบด้านการเงินของสหรัฐยังได้ตำหนิการทำงานของคลังสหรัฐว่าควรแบ่งปันและอัพเดตข้อมูลผู้เสียภาษีชาวอเมริกันให้ชัดเจนเสียก่อน เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

คนอังกฤษไม่กลัวโควิดและฮีตเวฟ แห่รวมตัวนอนอาบแดดแน่นหาดวันอากาศดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626976

วันที่ 26 มิ.ย. 2563 เวลา 12:09 น.คนอังกฤษไม่กลัวโควิดและฮีตเวฟ แห่รวมตัวนอนอาบแดดแน่นหาดวันอากาศดีอังกฤษร้อนสุดของปี ผู้คนนับพันแห่นอนอาบแดดแน่นขนัด แหกทุกกฎคุมโควิด หวั่นทำระบาดรอบสอง

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา สหราชอาณาจักร์ได้เผชิญวันที่มีสภาพอากาศร้อนจัดของปี โดยวัดอุณหภูมิเฉลี่ยได้ที่ 32 องศาเซลเซียส ซึ่งแม้ว่าจะเป็นวันที่มีอากาศร้อนจัด แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับชาวอังกฤษที่ประสบกับสถานการณ์โควิดทำให้ไม่สามารถเดินทางออกไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศได้ พากันออกมาพักผ่อนนอนอาบแดนอย่างแน่นขนัดชนิดแถบไม่มีที่เดิน จนหลายฝ่ายหวั่นว่าการรวมตัวกันของกลุ่มคนขนาดใหญ่อาจทำให้อังกฤษเสี่ยงเผชิญกับการระบาดรอบสอง

รายงานระบุว่า ชายหาดยอดนิยมหลายแห่งของประเทศ โดยเฉพาะที่เมืองเบิร์นเมาท์ เมืองท่าตากอากาศทางใต้ของประเทศ มีประชาชนแห่ไปเล่นน้ำคลายร้อนจากฮีตเวฟกันอย่างแน่นขนัดชนิดแทบไม่เหลือทางเดิน

แม้อังกฤษจะมีสถิติผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สูงสุดประเทศหนึ่งของโลก แต่ช่วงที่ผ่านมายอดติดเชื้อรายใหม่ทยอยลดลง รัฐบาลจึงรัฐบาลอังกฤษผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์พร้อมอนุญาตให้มีการเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆอย่างจำกัด ท่ามกลางมาตรการควบคุมการระบาดอย่างเข้มงวด โดยหลังจากนี้นายกจอห์นสันเตรียมยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับโควิดในอีกหลายมาตรการในช่วงต้นเดือนก.ค.เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี การผ่อนคลายมาตรการต่างๆส่งผลให้หลายฝ่ายหวั่นวิตกถึงความเสี่ยงการกลับมาระบาดรอบที่สองซึ่งอาจเกิดขึ้นได้

สำหรับอังกฤษกำลังเผชิญกับคลื่นฮีตเวฟที่ปกคลุมหลายพื้นที่ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศคาดว่า หน้าร้อนปีนี้อังกฤษอาจมีอุณหภูมิบางพื้นที่สูงทุบสถิติ

ส่วนสถานการณ์ไวรัส รอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่าน อังกฤษมีผู้เสียชีวิตจากโควิดเพิ่ม 154 ยอดสะสมรวมที่ 43,081 ราย