นักบินเถื่อนสะเทือนปากีสถานแอร์ฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626965

วันที่ 26 มิ.ย. 2563 เวลา 10:30 น.นักบินเถื่อนสะเทือนปากีสถานแอร์ฯอุบัติเหตุครั้งเดียว ทำปากีสถานแอร์ไลน์พบนักบินเถื่อน 150 คน ให้ผู้อื่นสอบในอนุญาตแทน

สายการบินปากีสถานแอร์ไลน์เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า เกือบ 1 ใน 3 ของนักบินในสายการบินพบว่าเป็นนักบินเถื่อนที่ให้ผู้อื่นเข้าสอบใบอนุญาตบินแทน ส่งผลให้ทางสายการบินสั่งพักงานนักบินจำนวน 150 คนที่ถูกตรวจสอบพบในทันที

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นราวหนึ่งเดือนหลังจากเหตุการณ์ที่เครื่องบินแอร์บัส เอ320 ของปากีสถานแอร์ไลน์ประสบเหตุตกขณะพยายามร่อนลงจอดยังสถานบินในนครการาจีเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้คร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือ 98 คน มีผู้รอดชีวิตเพียง2คน

Abdullah Hafeez Khan โฆษกของปากีสถานแอร์ไลน์เผยกับเอเอฟพีว่า จากอุบัติเหตุดังกล่าว ทำให้สายการบินตรวจสอบพบว่ามีนักบิน 150 คน จาก 262 คนซึ่งเป็นนักบินในประเทศที่ทำงานให้กับสายการบินทุจริตการเข้าสอบขอใบอนุญาตนักบินด้วยการให้ผู้อื่นสอบแทน

ขณะที่นายกูลาม ซาร์วาร์ ข่าน รัฐมนตรีกระทรวงการบินของปากีสถาน เผยในที่ประชุมเช่นกันว่าจำนวน นักบิน 262 คนในประเทศนี้ ไม่ได้เข้าสอบขอใบอนุญาตนักบินด้วยตัวเอง แต่ว่าจ้างคนอื่นไปสอบแทน และพวกเขาไม่มีประสบการณ์นำเครื่องขึ้นบนเลย นายข่านยังเผยอีกว่า สำนักงานการบินปากีสถานได้ออกใบอนุญาตทำการบินในประเทศให้กับนักบิน 860 คน ซึ่งเป็นนักบินของปากีสถานแอร์ไลน์โดยส่วนใหญ่ และนักบินจากสายการบินต่างชาติ

อย่างไรก็ดี สำหรับสองนักบินในเหตุการณ์เครื่องบินตกกลางชุมชนการาจีนั้น ไม่ได้อยู่ในรายชื่อของนักบินเถื่อนดังกล่าวแต่อย่างใด ทว่าจากการสอบสวนของสายการบินเบื้องต้นได้ระบุถึงสาเหตุการตกว่าเกิดจากความผิดพลาดของนักบินที่มั่นใจในตนเองจนเกินไป จนส่งผลให้ไม่สามารถนำเครื่องแลนดิ้งยังสนามบินได้ทั้งสองครั้ง โดยครั้งแรกนักบินมีระดับร่อนลงสูงเกินไป ส่วนครั้งที่สองมีระดับร่อนลงต่ำเกินไป รวมถึงความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินที่ไม่แจ้งความผิดพลาดของนักบิน ก่อนประสบเหตุตกดังกล่าว

แฟ้มภาพ : AFP

ภาพวาดอายุหลายร้อยปีของสเปนถูกบูรณะจนผิดเพี้ยน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626952

วันที่ 25 มิ.ย. 2563 เวลา 20:26 น.ภาพวาดอายุหลายร้อยปีของสเปนถูกบูรณะจนผิดเพี้ยนนักอนุรักษ์สเปนเรียกร้องทางการออกกฎคุมการบูรณะซ่อมแซมงานศิลป์โบราณหลังช่างมือสมัครเล่นซ่อมงานศิลป์โบราณจนเละ

สำนักข่าว Europa Press รายงานว่า เจ้าของภาพเขียนในเมืองวาเลนเซียของสเปนว่าจ้างช่างซ่อมเฟอร์นิเจอร์เป็นเงิน 1,200 ยูโร หรือ 41,595 บาท เพื่อให้ซ่อมแซมงานเขียนแม่พระปฏิสนธินิรมล (Immaculate Conception) ผลงานของ บาโตโลเม เอสเตบัน มูริญโญ (Bartolomé Esteban Murillo) จิตรกรศิลปะสไตล์บาโร้ก

ปรากฏว่ากลับทำให้ใบหน้าของพระแม่มารีผิดเพี้ยนไปจากเดิมจนแทบจำไม่ได้ แม้ช่างคนดังกล่าวจะพยายามซ่อมถึงสองครั้งแล้วก็ตาม

เหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกกับงานศิลปะล้ำค่าของสเปน เมื่อปี 2012 การซ่อมแซมภาพเขียนผนังรูปพระเยซูที่โบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองซาราโกซาเกิดความผิดพลาดบริเวณใบหน้าของพระเยซูจนถูกขนานนามว่าเป็นพระคริสต์หน้าลิง (Monkey Christ)

หรือเมื่อปีที่แล้ว ที่รูปปั้นของนักบุญจอร์จในสมัยศตวรรษที่ 16 ในโบสถ์ของเมืองนาวาร์เรก็ออกมาผิดเพี้ยนจนดูเหมือนฟิกเกอร์การ์ตูนมากกว่ารูปปั้นอายุหลายร้อยปี

ทั้งนี้ ปัจจุบันสเปนยังไม่มีกฎหมายควบคุมการบูรณะงานศิลปะ แต่หลังจากเกิดความผิดพลาดครั้งล่าสุด สมาคมนักอนุรักษ์และซ่อมแซม (Acre) เรียกร้องให้ทางการสเปนออกกฎหมายคุมเข้มเพื่อปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

ยูนิลิเวอร์เล็งเปลี่ยนชื่อแบรนด์ครีมผิวขาวขายดีในอินเดีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626936

วันที่ 25 มิ.ย. 2563 เวลา 17:26 น.ยูนิลิเวอร์เล็งเปลี่ยนชื่อแบรนด์ครีมผิวขาวขายดีในอินเดียยี่ห้อครีมผิวขาวที่ขายดีในอินเดียของยูนิลิเวอร์จะถูกเปลี่ยนชื่อ หลังกระแสต้านเหยียดผิวมาแรง

ยูนิลิเวอร์ ผู้ผลิตสินค้ากลุ่มอุปโภคชื่อดังสัญชาติดัตช์-อังกฤษ ได้ตัดสินใจเตรียมเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ครีมผิวขาวซึ่งมียอดขายดีในตลาดอินเดียอย่างแบรนด์ “Fair & Lovely” เนื่องจากโฆษณาของโลชั่นแบรนด์นี้ให้ภาพหญิงผิวดำเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์นี้แล้วจะมีผิวขาวขึ้นและประสบความสำเร็จมากขึ้น ท่ามกลางกระแสการต่อต้านเหยียดสีผิว ที่แผ่ขยายในหลายประเทศนอกเหนือจากสหรัฐ

สำหรับแบรนด์ Fair & Lovely เป็นผลิตภัณฑ์โลชั่นผิวขาวภายในเครือยูนิลิเวอร์ที่มีมูลค่าตลาดในอินเดียมากกว่า 500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งภายใต้ชื่อแบรนด์ดังกล่าว มีคำว่า Fair ซึ่งหมายถึง”ผิวขาว” ซึ่งสื่อถึงการเลือกปฏิบัติทางสีผิวอยู่ นอกจากนี้ทางบริษัทจะยังเปลี่ยนคำที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ทั้ง “whitening” และ “lightening” ออกจากตัวผลิตภัณฑ์ด้วย

ความคืบหน้านี้มีขึ้นหลังจากที่ผู้คนมากกว่า 11,000 คนลงนามในการรณรงค์เพื่อเรียกร้องให้ยูนิลีเวอร์หยุดขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเนื่องจากมีการสร้างภาพว่าผู้หญิงผิวขาวมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า

นอกจากยูนิลิเวอร์แล้ว กระแสต่อต้านการเหยียดผิวยังส่งผลให้แบรนด์สินค้าอุุปโภคอื่นๆต่างก็เตรียมเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ของตนเองกัน อาทิ ยาสีฟันดาร์ลี่ และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ซึ่งประกาศเลิกขายครีมไวท์เทนนิ่งในก่อนหน้านั้น

AFP PHOTO / BEHROUZ MEHRI

นักขุดแร่แทนซาเนียบังเอิญเจอพลอยหายาก ชีวิตพลิกเป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626917

วันที่ 25 มิ.ย. 2563 เวลา 15:24 น.นักขุดแร่แทนซาเนียบังเอิญเจอพลอยหายาก ชีวิตพลิกเป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืนเศรษฐีข้ามคืน ชายแทนซาเนียเจอแร่ “แทนซาไนท์” 2 ก้อนใหญ่สุดเท่าที่เคยขุดเจอ

นายซานินิว ไลเซอร์ ชาวบ้านนักขุดแร่ชาวแทนซาเนีย กลายเป็นมหาเศรษฐีร้อยล้านในชั่วข้ามคืน หลังจากเขาขุดพบแร่ “แทนซาไนต์” ซึ่งเป็นหนึ่งในหินแร่อัญมณีหายากสุดในโลกขนาดใหญ่จำนวน 2 ก้อน น้ำหนักก้อนละ 9.2 และ5.8 กิโลกรัม ซึ่งนอกหินดังกล่าวจะหายากแล้ว ยังถือเป็นขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วยตั้งแต่ที่เคยมีการพบมา

รายงานระบุว่า นายไลเซอร์ได้ขายแร่ “แทนซาไนต์”ทั้งสองก้อนซึ่งน้ำหนักรวมกันถึง 15 กิโลกรัม ให้กับรัฐบาลแทนซาเนียนราคารวม 3.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 104 ล้านบาท

นายไลเซอร์เผยอีกว่า ตนซึ่งเป็นพ่อของลูกๆทั้ง 30 คน จากภรรยา 4 คนนั้น เตรียมเลี้ยงฉลองใหญ่ที่เจอแร่ดังกล่าว รวมถึงเตรียมเก็บเงินไว้เพื่ออนาคตของครอบครัว

แม้โชคชะตาจะพาให้เขากลายเป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืน แต่เขาก็บอกว่าตนจะไม่เปลี่ยนวิถีชีวิตไปตามอย่างบรรดาเศรษฐี จะยังคงใช้การขุดหาแร่และเลี้ยงวัว 2,000 เพื่อยังชีพต่อไป รวมถึงเตรียมบริจาคเพื่อสร้างโรงเรียนให้เด็กๆในท้องถิ่นด้วย

ด้านทางกระทรวงเหมืองแร่แทนซาเนียเผยว่า แทนซาไนท์ทั้ง 2 ก้อน นับเป็นแทนซาไนท์ที่มีขนาดใหญ่สุดเท่าที่เคยพบ โดยก่อนหน้านี้มีการบันทึกสถิติใหญ่สุดที่ 3.3 กิโลกรัม แต่ทางแทนซาเนียไม่ได้เผยว่าจะจัดการกับพลอยหายากชนิดนี้ต่อไปเช่นไร

แควนตัสเล็งปลดคนงานราว 6,000 เซ่นโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626913

วันที่ 25 มิ.ย. 2563 เวลา 14:30 น.แควนตัสเล็งปลดคนงานราว 6,000 เซ่นโควิด-19สายการบินแห่งชาติออสเตรเลียจะยังคงไม่ให้บริการเส้นทางระหว่างประเทศไปอีก12เดือน

แควนตัส สายการบินแห่งชาติของออสเตรเลียได้ประกาศในวันนี้ว่า ทางสายการบินจะทำการปรับลดพนักงานล็อตใหญ่ถึงอย่างน้อย 6,000 คน หรือคิดเป็นราว ร้อยละ 20 ของพนักงานทั้งหมด อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูระยะสามปีที่สายการบินได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19

นายอลัน จอยซ์ ซีอีโอของสายการบินกล่าวในการแถลงข่าวว่า การปลดพนักงานราว 6,000 คนจากทั้งหมดราว 29,000 คนนั้น เพื่อพยุงสถานของบริษัทซึ่งได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยแควนตัสคาดว่าผลกระทบนี้ต่ออุตสาหกรรมการบินจะต่อเนื่องและยาวนานอีกนับปี

พนักงานจำนวน 6,000 คนที่จะถูกปลดนั้นคิดเป็นสัดส่วนพนักงานในสำนักงานราว 1,450 คน พนักงานภาคพื้น 1,500 คน ลูกเรือ 1050 วิศวกร 630 และนักบิน 220 ทั้งส่วนของสายการบินแควนตัส และเจ็ตแอร์เวย์ซึ่งเป็นสายการบินลูกต้นทุนต่ำ

นอกจากนี้ ซีอีโอของแควนตัสยังกล่าวว่า จากสถานการณ์โควิดในปัจจุบัน ส่งผลให้เครื่องบินราว 100 ลำซึ่งรวมถึงการให้บริการในเส้นทางบินระหว่างประเทศ จะยังไม่สามารถให้บริการได้ในอีก12เดือนข้างหน้า ซึ่งรวมถึงการปลดประจำการเครื่องบินโบอิ้ง 747 จำนวน 6 ลำภายใน 6 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ แควนตัสคาดการณ์ว่าจะสามารถฟื้นเส้นทางการบินระหว่างประเทศได้ราว 50% ภายในปีงบประมาณ 2022 และราว 75% ภายในปี 2023

นอกจากนี้ทางสายการบินได้เตรียมระดมทุนราว 1.4 พันล้านดอลลาร์ ผ่านจำหน่ายหลักทรัพย์ของสถานบันการเงิน และเตรียมระดมทุนอีก 500 ล้านดอลลาร์

WHO ฟันธงทั่วโลกติดโควิดทะลุ 10 ล้านแน่ในสัปดาห์หน้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626900

วันที่ 25 มิ.ย. 2563 เวลา 13:20 น.WHO ฟันธงทั่วโลกติดโควิดทะลุ 10 ล้านแน่ในสัปดาห์หน้าอนามัยโลกยังเตือนถึงการขาดแคลนถังออกซิเจน โดยเฉพาะแถบละตินอเมริกาที่เป็นคลัสเตอร์ใหญ่ของโลก

นายแพทย์เทอรอส อัดยานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ยอดการติดเชื้อโควิดสะสมทั่วโลกอยู่ที่ 9.39 ล้านราย 24ชั่วโมงเพิ่มขึ้นราว 1.33 แสนราย และเสียชีวิตทั่วโลกกว่า 4.8 แสนคน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้อนามัยโลกคาดการณ์ว่าภายในสัปดาห์หน้า ผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกจะเพิ่มทะลุหลัก 10 ล้านคน โดยเฉพาะในพื้นที่แถบกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาซึ่งยังคงมีเป็นคลัสเตอร์การระบาดจุดใหญ่ของโลกในขณะนี้ และยังคงไม่ถึงจุดสูงสุดหรือจุดพีค

อนามัยโลกยังได้เตือนอีกว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวที่ผู้ติดเชื้อจ่อทะลุหลัก 10 ล้าน อนามัยโลกยังได้เตือนว่าการผลิตเครื่องช่วยหายใจ หรือถังออกซิเจนเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยวิกฤตนั้นมีความสำคัฐมากเนื่องจากอาจขาดแคลนในอนาคต

อนามัยยังได้เผยว่า ขณะนี้ได้จัดซื้ออุปกรณ์ช่วยหายใจราว 14,000 ชิ้นจากบริษัทผู้ผลิตเพื่อส่งช่วยประเทศที่ขาดแคลนราว 120 ชาติทั่วโลกภายในสัปดาห์นี้ และเตรียมจัดส่งอุปกรณ์ดังกล่าวอีกราว 1.7 แสนชิ้นภายใน 6 เดือนข้างหน้า

3มลรัฐเข้ม ประกาศกักตัวอเมริกันจากรัฐอื่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626879

วันที่ 25 มิ.ย. 2563 เวลา 10:39 น.3มลรัฐเข้ม ประกาศกักตัวอเมริกันจากรัฐอื่นนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ และคอนเนตทิคัต บังคับใช้มาตรการกักตัว 14 วัน พลเมืองอเมริกันจากรัฐอื่น หลังเจอติดโควิดเพิ่มวันเดียวทุบสถิติ

ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ และรัฐคอนเนตทิคัต ได้ออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ถึงการบังคับใช้มาตรการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ต่อพลเมืองอเมริกันที่มาจากรัฐอื่น ซึ่งถูกจัดเป็นพื้นที่สีแดง หรือรัฐที่มีความเสี่ยงการระบาดของโควิด-19 โดยทั้งสามรัฐได้ระบุบทลงโทษต่อผู้ที่ฝ่าฝืนอย่างร้ายแรง

รัฐพื้นที่สีแดง8แห่งที่ถูกจัดเป็นเขตเสี่ยงโรคโควิด ส่วนใหญ่เป็นรัฐที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศ อาทิ อลาบามา อาร์คันซอน ฟลอริด้า เท็กซัส และยูทาห์ ซึ่งหากพลเมืองที่มาจากรัฐดังกล่าวต้องการเดินทางเข้ารัฐนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ และคอนเนคทิกัต จะต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน

ความคืบหน้านี้มีขึ้นพร้อมๆกับที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกิ้น ได้อัพเดตตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดโดยพบว่า รอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สหรัฐมีผู้ติดโควิดรายใหม่ 34,700 ราย มากสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

ผู้เชี่ยวชาญอเมริกันตอกรัฐบาลตัวเอง ล้ำเส้นที่เล่นงานหัวเหวย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626839

วันที่ 24 มิ.ย. 2563 เวลา 21:12 น.ผู้เชี่ยวชาญอเมริกันตอกรัฐบาลตัวเอง ล้ำเส้นที่เล่นงานหัวเหวย สำนักข่าวซินหัวระบุผู้เชี่ยวชาญชี้นโยบาย ‘คุมส่งออกสินค้า’ ให้ ‘หัวเหวย’ ของสหรัฐฯ ‘ล้ำเส้น’

เจฟฟรีย์ ซักซ์ (Jeffrey Sachs) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ “ทำเกินขอบเขตอำนาจ” ของข้อตกลงเศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ ระยะแรก ด้วยการออกมาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าให้แก่บริษัทหัวเหวย (Huawei) พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ระงับการออกมาตรการลงโทษใดๆ เพิ่มอีก

เจฟฟรีย์ ซักซ์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียกล่าวกับสำนักข่าวซินหัวผ่านทางอีเมลว่า “รัฐบาลทรัมป์ต้องการให้จีนซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ ตามข้อตกลงการค้าดังกล่าวต่อไป ขณะเดียวกันก็ออกข้อจำกัดใหม่ต่างๆ เพื่อลงโทษจีน เช่น สั่งห้ามไม่ให้ส่งออกอุปกรณ์กึ่งตัวนำให้แก่หัวเหวย”

ซักส์ระบุว่าข้อตกลงการค้านี้ควรตั้งอยู่บนหลักการที่ทั้งสองฝ่ายไม่ดำเนินการลงโทษซึ่งกันและกัน โดยเขาเชื่อว่า “ข้อจำกัดใหม่ที่เป็นการลงโทษเหล่านี้ เหล่านี้ฝ่าฝืนข้อตกลงระหว่างสองประเทศ ด้วยการสร้างภาระใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ให้แก่จีน ซึ่งเป็นการกระทำเพียงฝ่ายเดียว”

“ในกรณีนี้ สหรัฐฯ ก้าวล่วงข้อตกลง และควรยินยอมที่จะระงับมาตรการลงโทษใหม่ใดๆ ก็ตาม” ซักส์กล่าว

สหรัฐฯ ใช้อำนาจของตนในการกดขี่และขัดขวางยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนรายนี้อย่างไม่ลดละมานานกว่าหนึ่งปี โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ และใช้มาตรการควบคุมการส่งออกโดยมิชอบ

เมื่อไม่นานมานี้ซักส์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวทางอีเมลและระบุว่ารัฐบาลทรัมป์มุ่งสกัดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีน “ในมุมมองของผม นโยบายนี้ทั้งโง่เขลาและเป็นภัย ไม่ใช่ต่อจีนเท่านั้นแต่รวมถึงสหรัฐฯ เองด้วย และสถานการณ์อาจยิ่งย่ำแย่ลง ขณะที่สหรัฐฯ กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายน”

ขณะที่สถานการณ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังคงทวีความตึงเครียด ซักซ์กระตุ้นให้รัฐบาลสหรัฐฯ ร่วมมือกับจีน “เพื่อหยุดยั้งวิกฤตระดับโลก และเร่งกระบวนการฟื้นตัวของโลก”

ซักซ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งปรึกษาอาวุโสของสหประชาชาติ ระบุว่าความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมืองครั้งใหม่นั้นไม่ใช่สิ่งที่โลกใบนี้ต้องการ

“ผมเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งในตอนนี้คือ จีนควรให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันเป็นมิตรและความร่วมมือระดับโลกกับทุกฝ่ายในโลก แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะปั่นกระแสต่อต้านจีนก็ตาม”

แม้รัฐบาลทรัมป์จะมุ่งเน้นนโยบายภายใต้แนวคิด “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) ซึ่งเป็นการกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียว และทำให้สหรัฐฯ เหินห่างกับหลายประเทศ แต่ซักซ์มองว่าจีน “จะสามารถผูกมิตรกับประเทศทั่วโลกได้ด้วยการรักษาระดับความร่วมมือในทั่วโลก และให้ความสำคัญกับนโยบายที่สมประโยชน์ทุกฝ่าย”

สนับสนุนเนื้อหาข่าวโดย สำนักข่าวซินหัว

ภาพจาก Photo by STR / AFP) / China OUT

แปลกไปไหม? จีนบูรณะพระพุทธรูปแกะสลักอายุนับพันปีจนดูพิลึก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626848

วันที่ 24 มิ.ย. 2563 เวลา 19:13 น.แปลกไปไหม? จีนบูรณะพระพุทธรูปแกะสลักอายุนับพันปีจนดูพิลึกพระพุทธรูปแกะสลักในถ้ำแห่งหนึ่งในมณฑลกานซูถูกบูรณะจนมีรอยยิ้มกว้างจนชาวโซเชียลตั้งคำถาม

บล็อกเกอร์และนักประวัติศาสตร์สมัครเล่นรายหนึ่งนำภาพถ่ายพระพุทธรูปแกะสลักที่มีใบหน้ายิ้มกว้างอายุนับพันปีที่ประดิษฐานในวัดฝ่าจิ้งในเมืองสือเป่า มณฑลกานซูของจีน ซึ่งถ่ายไว้เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมามาเผยแพร่ต่อสาธารณชน

โดยพระพุทธรูปทั้ง 14 องค์ได้รับการบูรณะจากความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านในช่วงปี 1990 แต่ด้วยความที่ใบหน้าของพระพุทธรูปมีรอยยิ้มแปลกๆ จึงเกิดคำถามจากผู้พบเห็นว่าไม่น่าจะใช่ลักษณะดั้งเดิมของพระพุทธรูป

ชาวโซเชียลมีเดียบางรายถึงกับคอมเม้นต์ว่าพระพุทธรูปที่ได้รับการบูรณะใหม่เหมือนกับตัวตลก หรือภาพล้อเลียน

ผู้ใช้เว่ยปั๋ว Xiaoxiang Sumiao บอกว่า “ไม่รู้ว่าพระกำลังยิ้มอยู่หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เรากำลังหัวเราะอยู่”

Jiaxin Er Xianrenzhang บอกว่า “การบูรณะพระพุทธรูปสำคัญทางประวัติศาสตร์ลงเอยแบบนี้ได้อย่างไร”

ส่วน Nushen บอกว่า “เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบกับความน่าอับอายนี้”

ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นปฏิเสธว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ระหว่างบูรณะ

หวังจวนทา เจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมเมืองสือเป่าเผยว่า ถ้ำพระพุทธรูปดังกล่าวอยู่ในสมัยราชวงศ์เว่ยและจิ้น และในปี 1998 ชาวบ้านได้ร่วมกันลงขันนำเงินไปจ้างช่างฝีมือให้มาบูรณะพระพุทธรูป ซึ่งช่างได้บูรณะไปตามลักษณะเดิม โดยทำการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่ใบหน้า นอกจากนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง

หวังยังเผยอีกว่า เหตุการณ์นี้นำมาสู่การสอบสวนการบูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูปในถ้ำของวัดฝ่าจิ้ง ที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมเมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา

ภาพจากเวยปั๋ว

สื่อนอกตีข่าวคนไทยทนลิงลพบุรีไม่ไหว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626825

วันที่ 24 มิ.ย. 2563 เวลา 18:03 น.สื่อนอกตีข่าวคนไทยทนลิงลพบุรีไม่ไหวคนไทยคงคุ้นชินกับภาพฝูงลิงครองเมืองลพบุรี แต่กับชาวต่างชาติภาพที่พวกมันวิ่งกันตามหลังคาตึกหรือตามท้องถนนถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่สำหรับคนท้องถิ่นบางรายการถูกลิงระรานทุกวันกลายเป็นเรื่องเกินทน

บทความของสำนักข่าวเอเอฟพีเรื่อง Macaque attack: humans try to take back Thai city from monkeys (ลิงโจมตี มนุษย์พยายามทวงคืนลพบุรีจากลิง) ถ่ายทอดเรื่องราวของฝูงลิงลพบุรีไว้อย่างน่าสนใจว่า ประชากรเหล่านี้เริ่มจะมากขึ้นเรื่อยๆ จนควบคุมไม่ไหวแล้ว และยังสัมภาษณ์ความรู้สึกของคนในท้องถิ่นที่มีต่อลิงไว้ด้วย

ชาวบ้านรายหนึ่ง (Kuljira Taechawattanawanna) ชี้ไปที่ตาข่ายที่คลุมระเบียงบ้านของตัวเองเพื่อป้องกันไม่ไห้ลิงเข้าพร้อมเผยกับเอเอฟพีว่า “คนอยู่ในกรง แต่ลิงได้อยู่ข้างนอก พวกมันถ่ายมูลไว้ทุกที่และเหม็นมาก โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน”

เอเอฟพีระบุว่า ฝูงลิงที่ไม่กลัวคนเหล่านี้ยึดถนนรอบๆ พระปรางค์สามยอดใจกลางเมืองลพบุรี ปีนกำแพง และขโมยขอบยางประตูรถยนต์ ที่มีการปล่อยปละละเลยให้เป็นเช่นนี้เพราะพวกมันเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มักจะเอาอาหารมาโยนให้แล้วเซลฟี่กับลิง

ทว่าการหายไปของนักท่องเที่ยวในช่วงล็อกดาวน์เพื่อควบคุม Covid-19 ทำให้ลิงเริ่มมีพฤติกรรมดุร้ายขึ้น ดังที่เคยมีคลิปที่ลิงยกพวกตีกันเพื่อแย่งอาหารไปเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ด้วยจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือราวสองเท่าภายในเวลา 3 ปี เป็น 6,000 ตัว ทำให้พวกมันอยู่ร่วมกับชาวบ้านในท้องถิ่นได้ยากขึ้น โดยบางพื้นที่ก็ต้องยกให้ลิงไปเลย

เอเอฟพีเผยว่า โรงภาพยนตร์เก่ากลายเป็นศูนย์บัญชาการและสุสานของลิงลพบุรี ลิงตัวที่ตายจะถูกเพื่อนลิงนำมาวางไว้ในห้องฉายภาพยนตร์ด้านหลังโรงภาพยนตร์ หากชาวบ้านเข้าไปยุ่งในพื้นที่ของมันก็จะถูกทำร้าย

ชาวบ้านอีกรายหนึ่ง (Pramot Ketampai) ที่คอยดูแลศาลรอบพระปรางค์สามยอด เผยว่า อาหารที่มีน้ำตาล อาทิ น้ำอัดลม ซีเรียล ขนมหวาน กระตุ้นให้ลิงผสมพันธุ์กันมากขึ้น “ยิ่งลิงกินมากมันยิ่งมีพลังงานมาก พวกมันเลยผสมพันธุ์กันบ่อยขึ้น”

ปัญหาเหล่านี้ทำให้ทางการท้องถิ่นนำโครงการทำหมันลิงกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้งในเดือนนี้ หลังจากหยุดไป 3 ปี โดยใช้ผลไม้หลอกล่อให้ลิงเข้ากรง แล้วพาเข้าไปวางยาสลบ ทำหมัน แล้วประทับตราเป็นสัญลักษณ์ว่าถูกตอนแล้ว

อย่างไรก็ดี การทำหมันอาจไม่เพียงพอกับการควบคุมประชากรลิง ทางการจึงมีแผนระยะยาวจะสร้างศูนย์อนุรักษ์ลิงในพื้นที่อื่นของตัวเมือง แต่ดูเหมือนว่าจะถูกชาวบ้านคัดค้าน

เจ้าหน้าที่กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชรายหนึ่ง (Narongporn Daudduem) เผยว่า “เราต้องสำรวจความเห็นชาวบ้านในพื้นที่ก่อน มันเหมือนกับการเอาขยะไปทิ้งหน้าบ้านของพวกเขาแล้วถามเจ้าของบ้านว่ายินดีหรือไม่”

ด้านชาวบ้านรายหนึ่ง (Taweesak Srisaguan) ซึ่งเป็นเจ้าของร้านที่ใช้ตุ๊กตาจระเข้ไล่ลิงเผยว่า แม้จะต้องสู้รบปรบมือกับลิงมาตลอด แต่เจ้าตัวคงคิดถึงหากถึงวันที่พวกมันต้องย้ายไปที่อื่น เพราะเคยเห็นพวกมันเดินเตร็ดเตร่ วิ่งเล่นบนถนนทุกวัน “ถ้าพวกมันไปผมคงเหงา”