พบเทวาลัยพระศิวะอายุนับร้อยปีถูกฝังใต้เนินทรายในอินเดีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626823

วันที่ 24 มิ.ย. 2563 เวลา 16:14 น.พบเทวาลัยพระศิวะอายุนับร้อยปีถูกฝังใต้เนินทรายในอินเดียพลังแห่งธรรมชาติทำให้กระแสน้ำพัดทรายมากองถมจนท่วมเทวาลัยนานเกือบ100ปี

เทวาลัยศรีนาเคศวรสวามี ศาสนสถานของชาวฮินดูอายุกว่า 300 ปีที่ถูกค้นพบอีกครั้งหลังจากชาวบ้านในเขตเนลลอร์ รัฐอานธรประเทศ ทางตะวันออกของอินเดียขุดพบโดยบังเอิญใต้กองทรายริมแม่น้ำ

ชาวบ้านค้นพบส่วนเล็กๆ ของเทวาลัยก่อนจากนั้นจึงไปซักถามคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน จึงทราบว่าเมื่อก่อนเทวาลัยอยู่ริมแม่น้ำเปนนา แต่แม่น้ำแห่งนี้รับกระแสน้ำท่วมจนเกิดทรายทับถมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเนินทรายท่วมทับเทวาลัยทั้งหลังทั้งๆ ที่มีความสูงมาก

หลังจากนั้นสถานที่แห่งนี้ถูกจมอยู่ใต้เนินทรายขนาดใหญ่หายไปนานถึง 80 ปี จนกระทั่งเพิ่งมีการค้นพบกันในเดือนมิถุนายน 2020 ซึ่งนอกจากเทวาลัยศรีนาเคศวรสวามีแห่งนี้แล้ว ยังมีเทวาลัยอีก 2 แห่งที่จมอยู่ใต้เนินทรายสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 300 ปีก่อนเช่นกัน

New Indian Express รายงานว่าคนท้องถิ่นมีแผนที่จะขุดทรายออกจากเทวาลัยให้หมดและบูรณะกลับมาเป็นศาสนสถานให้ผู้คนได้กราบไหว้บูชาอีกครั้ง

ทั้งนี้ นาเคศวรสวามีหมายถึงพระศิวะที่ทรงจำแลงร่างเป็นพญานาคราช แต่คนท้องถิ่นเชื่อว่าเทวาลัยแห่งนี้ยังเกี่ยวข้องกับพระวิษณุด้วย เพราะเชื่อกันว่าปรศุรามซึ่งเป็นอวตารปางหนึ่งของพระวิษณุได้ทำการปลุกเสกสถานที่แห่งนี้

(หมายเหตุ ภาพประกอบเนื้อหาข่าวไม่ใช่เทวาลัยศรีนาเคศวรสวามี แต่เป็นเทวาลัยแห่งหนึ่งในอินเดียตอนใต้ ถ่ายโดย Linnaeus Tripe ปี 1858 เป็นของ The Metropolitan Museum of Art/Public Domain)

คลิปข่าวการค้นพบเทวาลัยศรีนาเคศวรสวามี

หนุ่มเกาหลีถูกวัยรุ่นดัชต์เตะเข้ากกหูอ้างเป็นตัวแพร่ไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626807

วันที่ 24 มิ.ย. 2563 เวลา 14:37 น.หนุ่มเกาหลีถูกวัยรุ่นดัชต์เตะเข้ากกหูอ้างเป็นตัวแพร่ไวรัสเชื้อโคโรนาไวรัสไม่เพียงคร่าชีวิตคนเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดโรคเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชียตามมาด้วย

เว็บไซต์ Nextshark.com รายงานว่า ยานิ หนุ่มเกาหลีวัย 16 ปี ถูกกลุ่มคนแปลกหน้าเตะใบหน้าจนล้มคว่ำขณะกำลังนั่งพักผ่อนกับเพื่อนๆ ที่สวนสาธารณะทะเลสาบยาเคอร์ชปลาสของเนเธอร์แลนด์ เนื่องจากถูกเข้าใจผิดว่าเป็นชาวจีน ท่ามกลางการเหยียดเชื้อชาติในช่วงที่เชื้อโคโรนาไวรัสแพร่ระบาด

เหตุการณ์นี่เริ่มต้นจากกลุ่มวัยรุ่นเนเธอร์แลนด์ 5 คนตะโกนถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติว่า “ไวรัสจีน” ใส่ยานิ ทั้งสองฝ่ายจึงเผชิญหน้ากัน โดยที่ยานิตอบกลับไปว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด กลุ่มวัยรุ่นดัชต์จึงเดินออกไป ก่อนจะกลับมาอีกครั้งโดยมีสมาชิกเพิ่มอีก 7 คนเพื่อข่มขู่กลุ่มของยานิ

วัยรุ่นดัชต์เดินผ่านกลุ่มของยานิหลายครั้ง แล้วคว้าโทรศัพท์ของเพื่อนในกลุ่มของยานิไปโดยเข้าใจว่าเป็นของยานิ ก่อนที่ยานิจะตามไปเอากลับคืน

จากการใช้ถ้อยคำเหยียดหยามกลายเป็นการใช้กำลัง หลังจากกลุ่มวัยรุ่นดัชต์กลับมาอีกครั้งพร้อมกับพรรคพวกรวมกว่า 20 คน และบังคับให้ยานิพูดว่า “ขอโทษครับลูกพี่” แต่เขาพูดเพียงขอโทษทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองต้องขอโทษ กลุ่มวัยรุ่นดัชต์จึงเดินเข้าไปหาแล้วหนึ่งในนั้นเตะไปที่ใบหน้าของยานิ

การถูกทำร้ายร่างกายเพราะการเหยียดเชื้อชาติส่งผลให้ยานิเป็นห่วงความปลอดภัยของตัวเองทุกครั้งที่ต้องออกจากบ้าน

“ผมอยากให้ทุกคนเห็นว่าเรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นได้ในเนเธอร์แลนด์ การเหยียดเชื้อชาติเกิดขึ้นที่เนเธอร์แลนด์ ผมมักจะถูกตะโกนด่าแต่ไม่ได้ตอบโต้กลับ ผมหมดความอดทนแล้ว คนเอเชียมักจะถูกเลือกปฏิบัติแต่กลับไม่ค่อยมีใครใส่ใจ” ยานิกล่าว

ทั้งนี้ ทางครอบครัวได้แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนี้แล้ว

  1. กก.โรคติดต่อเห็นชอบหลักคุมโควิด กลุ่มต่างชาติเดินทางมาไทย
  2. “วิษณุ”ไม่ขัด “ก้าวไกล” เสนอแก้ พรก.ฉุกเฉิน รับหากยกเลิกกระทบการกักตัว

สหรัฐเล็งเล่นงานไทย ดัมพ์ราคายางรถยนต์ส่งออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626776

วันที่ 24 มิ.ย. 2563 เวลา 12:57 น.สหรัฐเล็งเล่นงานไทย ดัมพ์ราคายางรถยนต์ส่งออกสหรัฐเข้มงวดกับการที่ประเทศอื่นกดราคาสินค้าให้ต่ำจนธุรกิจของสหรัฐแข่งขันด้วยไม่ไหว

กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐแถลงเมื่อวันอังคารตามเวลาท้องถิ่นว่าได้เปิดการสอบสวนการนำเข้ายางรถยนต์จากเกาหลีใต้, ไต้หวัน, ไทย และเวียดนามเพื่อตรวจสอบว่ามีการจำหน่ายยางรถยนต์ในราคาที่เป็นธรรมต่อผู้ค้ารายอื่นในตลาดหรือไม่

สหรัฐนำเข้ายางรถยนต์เกือบ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐจาก 4 ประเทศเอเชีย ในจำนวนนี้คิดเป็นของไทยรวมมูลค่าเกือบ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และกระทรวงพาณิชย์สหรัฐกล่าวว่าอัตราการทุ่มตลาดของไทยสูงถึง 106% ถึง 217.5% นับว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับ 4 ประเทศที่เหลือ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐกล่าวอีกว่ากำลังตรวจสอบว่าผู้ผลิตยางรถยนต์โดยสารและรถบรรทุกขนาดเล็ก (PVLT) ในเวียดนามได้รับเงินอุดหนุนเพื่อทำให้ต้นทุนลดลงอย่างไม่เป็นธรรมต่อคู่แข่งในตลาดหรือไม่

การสอบสวนดังกล่าวเป็นการตอบสนองต่อคำร้องที่ยื่นฟ้องในเดือนพฤษภาคมโดยสหแรงงานเหล็กกล้า (USW) ซึ่งเป็นตัวแทนของคนงานในโรงงานยางรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา

“แม้ว่าความต้องการยาง PVLT จะเพิ่มขึ้น แต่ผู้ผลิตในประเทศก็ยังถูกบังคับให้ต้องรับมือกับส่วนแบ่งตลาดที่ลดลง กำไรที่ลดลง และการตกงาน” ทอม คอนเวย์ ประธาน USW นานาชาติกล่าวก่อนหน้านี้โดยพาดพิงถึงข้อกล่าวหาที่ว่าผู้ผลิตในเอเชียรวมถึงไทยดัมพ์ราคาจนผู้ผลิตในสหรัฐสู้ไม่ไหว

อัตราการทุ่มตลาดของ 4 ประเทศที่ถูกกล่าวหาจากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ มีดังนี้ เกาหลี 43% ถึง 195%, ไต้หวัน 21% ถึง 116%, ประเทศไทย 106% ถึง 217.5% และเวียดนาม 5% ถึง 22%

ทั้งนี้ การนำเข้ายางรถยนต์จากทั้ง 4 ประเทศเข้ามาในสหรัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 20% นับตั้งแต่ปี 2017 โดยไทยมีมูลค่าสูงสุดที่ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วยเกาหลีใต้ที่ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

Chris Graythen/AFP

เปลี่ยนแปลงการปกครองทำไม? มอง2475จากสายตาฝรั่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626752

วันที่ 24 มิ.ย. 2563 เวลา 11:37 น.เปลี่ยนแปลงการปกครองทำไม? มอง2475จากสายตาฝรั่งทัศนะของผู้คนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นับวันจะยิ่งแตกแยกกันเหมือนการเมืองไทยในเวลานี้

ส่วนหนึ่งเพราะแต่ละฝ่ายใช้ “แว่น” ในการมองสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ยังไม่นับเจตนาที่จะใช้เหตุการณ์นี้เพื่อจุดประสงค์สวนตัวหรือเพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองของแต่ละคน ทำให้มุมมองของเหตุการณ์บิดเบี้ยวไปด้วย 

ผู้เขียนจึงขอหยิบยืมมุมมองของฝรั่งจากหนังสือ Siam in Transition (ปี พ.ศ. 2482) เพื่อสรุปย่อเรื่องมูลเหตุของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น จากปากคำของคนนอก คนใน กลุ่มอำนาจใหม่ กลุ่มอำนาจเก่า และสื่อมวลชน โดยเรียบเรียงจาก Kenneth Perry Landon นักวิชาการชาวอเมริกัน

Landon มีพื้นเพการศึกษาด้านเทววิทยา เขาเดินทางมายังสยามในฐานะผู้เผยแพร่ศาสนาเมื่อปี พ.ศ. 2470 เขาเรียนภาษาไทยเพื่อเตรียมสอนศาสนานานถึง 3 ปี กระนั้นครั้งแรกที่เขาเทศนามีชายชราชาวสยามคนหนึ่งมาชมเขาว่ารู้สึกดีใจที่ได้ยินคำสอนใหม่ว่า “พระเยซูคริสต์ทรงถูกตรึงกางเกง” (แทนที่จะเป็นกางเขน)  

หลังจากนั้น Landon และภรรยาที่ครรภ์แก่รวมถึงลูกชายที่เกิดในสยามก็ตะลอนไปปักษ์ใต้เพื่อทำงานศาสนา ทำให้เขาคุ้นเคยกับคนไทยและประเทศสยามอย่างมาก แม้ภาษาไทยของเขาจะปัญหาในครั้งแรกแต่มันคงไม่มีปัญหาในการสัมภาษณ์และอ่านงานเขียนของชาวสยามบางคนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 

Siam in Transition (สยามในการเปลี่ยนผ่าน) เป็นหนังสือเล่มแรกของ Landon และเขาบอกว่ามันเกือบจะทำให้เขาตายเลยทีเดียว แต่มันมีคุณค่ามหาศาลต่อการทำความเข้าในสยามในเวลานั้น 

ต่อไปนี้คือแง่มุมการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากบุคคลฝ่ายต่างๆ 

๏ จากหนังสือการเมืองการปกครองของกรุงสยาม ของหลวงวิจิตรวาทการ จากมุมมองของผู้ก่อการ

1. รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวใช้งานเจ้านายมากกว่าสามัญชน จากเดิมที่ในรัชกาลก่อนใช้งานขุนนางและสามัญชนมาก อีกทั้งเจ้านายยังเกือบจะอยู่เหนือกฎหมาย ขณะที่สามัญชนอยู่ภายใต้กฎหมายโดยเบ็ดเสร็จ

2. รัฐบาลไม่มีความโปร่งใส ไม่ชี้แจงต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย เช่นกรณีที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินเสด็จไปทรงทอดพระเนตรสถานการณ์เศรษฐกิจในต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในสยาม แต่ไม่ได้อะไรกลับมาเป็นชิ้นเป็นอัน ตรงกันข้ามมีการใช้เงินฟุ่มเฟือยไปกับการถ่ายภาพยนต์งานสังสรรค์

3. รัฐบาลไม่แจ้งข่าวต่อสื่อมวลชน ปล่อยให้สื่อคาดเดากันเองว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ จนต้องรายงานข่าว ซุบซิบ พิมพ์หนังสือแบบกล้าๆ กลัวๆ ทั้งยังมีการเซ็นเซอร์อย่างกว้างขวาง

4. มีการปลดข้าราชการชั้นผู้น้อยพร้อมกับมีการเก็บภาษีระบบใหม่ คนตกงานหางานไม่ได้ คนมีงานก็ถูกเก็บ ภาษีเพิ่ม

๏ ผู้เขียนสัมภาษณ์เชื้อพระวงศ์ท่านหนึ่งให้เหตุผลว่า

1. นักเรียนในพระนครบางกลุ่มอ่านหนังสือต่างประเทศเรื่องการโค่นล้มระบอบราชาธิปไตย แล้วเข้าใจผิดๆ ว่าระบบราชาธิปไตยนั้นชั่วร้าย ประเทศอื่นๆ เขาเปลี่ยนแปลงแล้ว สยามควรจะเปลี่ยนด้วย

2. นักเรียนสยามในฝรั่งเศสและเยอรมนีใช้มุมมองของชาวยุโรปที่เห็นว่าราชาธิปไตยนั้นกดขี่ประชาชน แล้วคิดว่าสังคมสยามเป็นแบบเดียวกัน อีกทั้งพวกเขายังอยู่ในยุคที่ยุโรป “โค่นล้ม” พระมหากษัตริย์ จึงรวมกลุ่มคน ที่มีแนวคิดแบบเดียวกัน

3. ข้าราชการทหารและพลเรือนที่มีหนี้สินรุงรัง อยากจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย โดยรู้มาว่ามีนโยบายการคลังแบบขาดดุล เน้นยืมเงินก้อนใหญ่ จึงอยากจะเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นกู้ยืม ทั้ง 3 กลุ่มนี้มีหลวงประดิษฐ์ฯ (ปรีดี พนมยงค์) เข้ากันได้ทุกกลุ่ม จนถือเป็นแกนหลักในการวมกลุ่มเข้าด้วยกัน

๏ ต่อไปนี้เป็นสรุปจากหนังสือพิมพ์ Bangkok Times วันที่ 8 กรกฎาคม 2475 หรือ 15 วันหลังการอภิวัฒน์

1. ไม่มีหลักฐานว่ามวลชนมีส่วนร่วมกับการยึดอำนาจ ไม่มีการเคลื่อนไหวรุนแรงจากระดับล่าง เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนผู้บริหารประเทศเท่านั้น ผู้ก่อการเข้ามาทำหน้าที่แทนเจ้านาย ประชาชนส่วนใหญ่เป็นเพียงผู้ดู แต่ไม่มีการกวาดล้างเจ้านายอย่างรุนแรง เพราะผู้ก่อการรู้ว่าประชาชนยังรักในหลวง ภายนอกรัฐบาลใหม่เป็นประชาธิปไตย แต่ในทางปฏิบัติเป็นฟาสชิสต์แบบอ่อนๆ

2. ฝ่ายที่มีส่วนร่วมมากที่สุดคือชนชนชั้นคนทำงานรับเงินเดือน ผลจากการส่งเสริมการศึกษาทำให้คนสยามได้สร้างชนชั้นที่มีการศึกษา แต่ไม่มีการสร้างงานให้ชนชั้นนี้ กอปรกับเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกจนมีการไล่คนออกจากราชการพอดี มีข้าราชการทีมีการศึกษาคนหนึ่งบอกกับผู้เขียนว่ามีเงื่อนไขให้ชนชั้นนี้เรียกร้องการมีส่วนร่วมในการปกครอง ขึ้นอยู่โอกาสเท่านั้นที่จะเอื้อหรือไม่

3. แนวคิดประชาธิปไตยเติบโตขึ้นมากจากการเข้าถึงความรู้แบบตะวันตก และจากการแพร่แนวคิดโดยแกนนำคณะราษฎรจากฝรั่งเศสและเยอรมนี คนของคณะราษฎรแพร่กระจายไปทั่วทุกกระทรวงกรม เมื่อมีสัญญาณให้เปลี่ยนความจงรักภักดีจากพระมหากษัตริย์มาเป็นคณะราษฎร จึงมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีข้อกังขา

จากหนังสือเรื่อง Siam in Transition: A Brief Survey of Cultural Trends in the Five Years Since the Revolution of 1932 โดย Kenneth Perry Landon (University of Chicago Press, 1939) 

เนื้อหาและถ่ายภาพหมุดคณะราษฏรโดย กรกิจ ดิษฐาน

คิมจองอึนสั่งระงับแผนส่งทหารจ่อคอหอยเกาหลีใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626771

วันที่ 24 มิ.ย. 2563 เวลา 09:38 น.คิมจองอึนสั่งระงับแผนส่งทหารจ่อคอหอยเกาหลีใต้ทำไมคิดจองอึนถึงเปลี่ยนใจกระทันหันทั้งๆ ที่สถานการณ์ระหว่าง 2 ฝ่ายกำลังดุเดือด?

คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือสั่งให้ระงับการปฏิบัติการทางทหารต่อเกาหลีใต้ หลังจากที่ทั้ง 2 ฝ่ายเผชิญหน้ากันอย่างดุเดือดจนเกาหลีเหนือสั่งทำลายสำนักงานประสานงานร่วมที่เมืองแคซอง พร้อมกับส่งใบปลิวและติดตั้งลำโพงโฆษณาชวนเชื่อที่ชายแดนเพื่อตอบโต้ที่เกาหลีใต้ปล่อยให้นักเคลื่อนไหวส่งใบปลิวยั่วยุเกาหลีเหนือ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือขู่ว่าจะส่งกองทหารกลับไปยังพื้นที่ปลอดอาวุธใกล้กับชายแดนเกาหลีใต้และส่งหน่วยปฏิบัติการกลับไปประจำการที่ฐานที่มั่นในแนวหน้า 10 ด่านซึ่งปิดไปตามข้อตกลงกับประธานาธิบดีมุนแจอินของเกาหลีใต้เมื่อปี 2018

แต่สำนักข่าวของรัฐบาลเกาหลีเหนือรายงานว่า ในระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการทหารประจำพรรคแรงงานเกาหลี คิมจองอึน “ได้พิจารณาอย่างละเอียดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและระงับแผนปฏิบัติการทางทหารกับฝ่ายใต้” เป็นการพลิกท่าทีที่เกิดขึ้นเพียง 1 วันก่อนวันครบรอบ 70 ปีของการเริ่มต้นสงครามเกาหลีในปี 1950

ในขณะเดียวกันเกาหลีใต้ตรวจพบสัญญาณว่าเกาหลีเหนือกำลังย้ายลำโพงประมาณ 10 ตัวที่ติดตั้งไว้สำหรับการโฆษณาชวนเชื่อตามแนวชายแดน โดยลำโพงเหล่านี้เพิ่งติดตั้งใหม่เมื่อไม่นานมานี้ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่าย

Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP

โควิดระลอกสองมาแน่ และจะรุนแรงกว่าระลอกแรก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626755

วันที่ 23 มิ.ย. 2563 เวลา 20:44 น.โควิดระลอกสองมาแน่ และจะรุนแรงกว่าระลอกแรกประวัติศาสตร์ชี้ โรคระบาดที่รุนแรง รวมทั้งโรค Covid-19 มีโอกาสสูงที่จะกลับมาระบาดใหม่ และอาจเกิดการระบาดระลอกที่สองหรือสาม โดยระลอกหลังมักจะมีความรุนแรงกว่าระลอกแรก

และที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเตือนว่า โรคระบาดที่รุนแรงในยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ รวมทั้งโรค Covid-19 มีโอกาสสูงที่จะกลับมาระบาดใหม่ และอาจเกิดการระบาดระลอกที่สองหรือสาม โดยระลอกหลังมักจะมีความรุนแรงกว่าระลอกแรก

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ไข้หวัดสเปนที่เริ่มระบาดช่วงต้นปี 1918 ระลอกแรกคร่าชีวิตชาวโลกไปราว 2 ล้านคน ซึ่งจากข้อมูลด้านสาธารณสุขที่มีอยู่อย่างจำกัดในขณะนั้นพบว่าอัตราการเสียชีวิตของไข้หวัดสเปนไม่ต่างจากการเสียชีวิตจากไข้หวัดประจำฤดูกาล

แต่การระบาดระลอกที่สองซึ่งเริ่มในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี 1918 ทำให้ผู้คนเสียชีวิตถึง 40 ล้านคนในระยะเวลาไม่กี่เดือน โดยตัวจุดชนวนก็คือ การออกเดินเรือของทหารเรือที่ไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อไวรัสจากท่าเรือพลีมัธของอังกฤษไปยังฝรั่งเศส สหรัฐ และแอฟริกาตะวันตก

การระบาดระลอกที่สองนี้ส่งผลให้ไข้หวัดสเปนกลายเป็นโรคระบาดที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

แม้ว่าไข้หวัดสเปนจะไม่เหมือนกับโรค Covid-19 แต่ก็เป็นบทเรียนให้รัฐบาลได้ว่าควรเตรียมพร้อมกับการระบาดระลอกที่สอง มิเช่นนั้นมนุษยชาติจะต้องเจอกับคำว่าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับ Covid-19 นั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ และขณะนี้เกาหลีใต้ที่เคยได้รับคำชมว่าควบคุมการระบาดได้ดี ก็ยอมรับแล้วว่ากำลังเผชิญกับการระบาดระลอกที่สอง

เกาหลีใต้ผ่อนคลายมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) ในช่วงวันหยุดยาวเมื่อต้นเดือน พ.ค. และเกือบจะกลับไปใช้ชีวิตได้แบบเดิมแล้ว แต่ช่วงปลายเดือนที่แล้วกลับพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นรายวัน วันละ 30-50 ราย โดยเป็นเคสติดเชื้อในประเทศเป็นส่วนใหญ่และมาจากสถานบันเทิงในย่านกรุงโซล

แต่ถึงอย่างนั้นเกาหลีใต้ยืนยันว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันขณะนี้ยังอยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้

เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศในแถบแปซิฟิกตะวันตกซึ่งมีเกาหลีใต้อยู่ด้วยสามารถควบคุมการระบาดได้ดีกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งที่มีประชากรถึง 1 ใน 4 ของประชากรโลก แต่จนถึงวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา กลับมีผู้ติดเชื้อในภูมิภาคนี้เพียง 2.4% ของตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลก และมีสัดส่วนผู้เสียชีวิตเพียง 1.6%

สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นสัมภาษณ์ แมทธิว กริฟฟิธ (Matthew Griffith) สมาชิกทีมรับมือ Covid-19 ประจำแปซิฟิกตะวันตกขององค์การอนามัยโลก ว่าเหตุใดแถบเอเชียซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ Covid-19 จึงไม่ใช่ประเทศที่มีการระบาดรุนแรงที่สุด

กริฟฟิธเริ่มจับตา Covid-19 ตั้งแต่เริ่มมีการระบาด และเผยว่าขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าทำไมบางประเทศจึงระบาดรุนแรง บางประเทศกลับเอาอยู่ แต่ก็มีบางปัจจัยที่เห็นได้ชัดเจน อาทิ

การติดตามการระบาด กริฟฟิธเผยว่าหลายประเทศในเอเชียรับมือการแพร่ระบาดด้วยการติดตามผู้ติดเชื้อและคนใกล้ชิด ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกต้องโดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการระบาดซึ่งการติดเชื้อส่วนใหญ่มาจากที่อื่น โดยยกตัวอย่างการจัดการของเวียดนามและญี่ปุ่นที่ติดตามผู้ติดเชื้ออย่างเข้มงวด เพราะยิ่งพบกลุ่มก้อนการระบาดเร็วก็ยิ่งรู้พื้นที่เสี่ยง

การสื่อสารชัดเจน

กริฟฟิธเผยว่าบางประเทศในเอเชียแฟซิฟิก อาทิ ญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์ สื่อสารให้ประชาชนตระหนักถึงการแพร่ระบาดได้ชัดเจน

พฤติกรรม วัฒนธรรม และโรคประจำตัว

กริฟฟิธเผยว่าความแตกต่างด้านวัฒนธรรมเป็นปัจจัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการทักทาย หรือการสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะ “วัฒนธรรมการกอดซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่เชื้อจะแพร่กระจาย เทียบกับวัฒนธรรมที่รักษาระยะห่าง หรือไม่นิยมการสวมกอดกัน ไม่จูบแก้ม ไม่จับมือ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยป้องกันการแพร่ระบาดไปในตัว”

บทเรียนจากอดีต

กริฟฟิธเผยว่า ประเทศที่เคยเผชิญกับโรคระบาดอย่างซาร์ส เมอร์ส ล้วนมีช่องทางการสื่อสารที่แข็งแกร่งระหว่างผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์กับรัฐบาล

ดังนั้นหากมีการระบาดระลอกที่สองในแถบเอเชียแปซิฟิก ประเทศเหล่านี้จะรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ต่างจากผลงานในระลอกแรก

ทว่าที่น่าเป็นห่วงเห็นทีจะเป็นสหรัฐ เนื่องจากการระบาดระลอกที่สองในสหรัฐอาจมาพร้อมกับฤดูไข้หวัดใหญ่ทำให้การรับมือยุ่งยากและซับซ้อนยิ่งขึ้นอีกหลายเท่าตัว เพราะภูมิคุ้มกันของประชาชนอาจลดลงในช่วงดังกล่าว ขณะที่โรงพยายาลก็ต้องแบ่งกำลังบุคลากรทางการแพทย์มารักษาไข้หวัดใหญ่

นอกจากนี้ การรวมกลุ่มของคนจำนวนมากอย่างการประท้วงก็อาจทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในเมืองฟิลาเดลเฟียในปี 1918 หลังจากมีการจัดขบวนพาเหรดขนาดใหญ่เพื่อฉลองการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ไข้หวัดสเปนแพร่ระบาดในวงกว้าง

และขณะนี้การประท้วงเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้คนผิวสีก็เกิดขึ้นในหลายรัฐของสหรัฐ รวมทั้งฝรั่งเศสที่เพิ่งจัดเทศกาลดนตรี Fête de la Musique เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยไม่มีการสวมหน้ากากอนามัยหรือเว้นระยะห่างทางสังคม

ความกังวลเกี่ยวกับการระบาดระลอกที่สองทำให้นักวิทยาศาสตร์จำลองโมเดลการแพร่ระบาดในหลายสถานการณ์ที่แตกต่างกัน และพบว่าการแพร่ระบาดระลอกที่สองจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นหากมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด รวมทั้งการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกครั้งในพื้นที่ที่ยังพบการแพร่ระบาดเร็วเกินไป

ในเมื่อหลีกเลี่ยงการระบาดระลอกที่สองหรืออาจจะเป็นระลอกที่สามไม่ได้ รัฐบาลก็ควรยกระดับระบบสาธารณสุขและการสื่อสารทั้งระหว่างองค์กรต่างๆ ด้วยกันเองและกับประชาชนให้เข้มแข็ง เพื่อปกป้องชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยไม่ต้องใช้มาตรการสุดขั้วอย่างการล็อกดาวน์อีกครั้ง

ทรัมป์กำลังใช้กลยุทธ์สร้างความเกลียดกลัวเพื่อยื้อตำแหน่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626739

วันที่ 23 มิ.ย. 2563 เวลา 19:23 น.ทรัมป์กำลังใช้กลยุทธ์สร้างความเกลียดกลัวเพื่อยื้อตำแหน่งความกลัวนี้จะทำให้คนลืมไปว่าทรัมป์ล้มเหลวในการควบคุมโควิด-19 จนทำให้สหรัฐตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดในโลก

ข้อความหนึ่งจากหนังสืออันอื้อฉาวของจอห์น บอลตัน อดีตผู้ช่วยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์บอกว่า “เป็นเรื่องยากสำหรับผม (บอลตัน) ที่จะชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจสำคัญๆ ของทรัมป์เรื่องไหนระหว่างที่ผมดำรงตำแหน่งอยู่ ที่ไม่มีแรงขับมาจากความต้องเอาชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง”

พูดกันด้วยภาษาง่ายๆ ก็คือ ทุกเรื่องสำคัญๆ ที่ทรัมป์ตัดสินใจ เขาต้องคำนวณเอาไว้ล่วงหน้าว่ามันจะช่วยให้เขาชนะเลือกตั้ง

เราจะเห็นได้ว่าในหนังสือ The Room Where It Happened บอลตันเลือกที่จะเปิดโปงแผนการต่างๆ นานาของทรัมป์ที่จะเอาชนะศึกเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะเรื่องที่ทรัมป์บากหน้าไปขอร้องสีจิ้นผิงให้ช่วยซื้อสินค้าเกษตรของชาวอเมริกันให้ที เพื่อที่เขาจะซื้อใจเกษตรกรในประเทศได้

เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าไร้เหตุผล แต่ถ้าใครติดตามสงครามการค้าทุกแง่มุมจะทราบว่ามันเป็นเหตุผลสำคัญเลยทีเดียว เพราะหลังจากที่ทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้าจีนแล้ว จีนเล่นงานสหรัฐทันทีด้วยการลดการนำเข้าถั่วเหลืองอันเป็นสินค้าเกษตรสำคัญที่จีนนำเข้ามากที่สุด 

จีนรู้ว่าควรจะเล่นงานทรัมป์ตรงจุดไหนนั่นเอง และการที่ทรัมป์บากหน้าไปขอสีจิ้นผิงให้ช่วยเหลือนี้เพราะเขารู้ผลสะเทือนมันชัดขึ้นเรื่อยๆ

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2016 เกษตรกรเชื่อมั่นในตัวทรัมป์อย่างมาก ผลก็คือทรัมป์คว้าคะแนนเสียงในรัฐที่ผลิตถั่วเหลืองหลักๆ ของประเทศมาได้ 8 รัฐจากทั้งหมด 10 รัฐ

หลังจากสงครามการค้าเริ่มขึ้น ปรากฏว่าเกษตรกรที่เคยมั่นใจในตัวทรัมป์เริ่มเสื่อมความเชื่อมั่นในตัวเขา และบ่นว่าทรัมป์ใช้เกษตรกรเป็นตัวประกัน แล้วหันไปปักหมุนคะแนนเสียงในกลุ่มอุตสาหกรรมแทน ซึ่งเป็นนายทุนเหมือนเขา

ปรากฎว่าสงครามการค้าทำให้ทรัมป์เสียฐานเสียงสำคัญไปคือเกษตรกร

จากโพลล่าสุดในบรรดา 8 รัฐถั่วเหลืองที่ทรัมป์เคยซื้อใจมาได้ คะแนนนิยมของทรัมป์ค่อนข้างสูสีกับโจ ไบเดน ผู้ท้าชิงจากพรรเดโมแครต บางรัฐเขายังเสียคะแนนนิยมด้วยซ้ำ

จากการสำรวจสถิติความเห็นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2020 ในบรรดา 8 รัฐคือไอโอวา, เนเบรสกา, อินดีแอนา, มิสซูรี, โอไฮโอ, เซาท์ดาโคตา, นอร์ทดาโคตา และแคนซัส ดูเหมือนว่าทรัมป์จะเสียรัฐนอร์ทดาโคตาและรัฐโอไฮโอไป และคะแนนเกือบเท่าคู่แข่งในไอโอวา ส่วนรัฐที่คะแนนทรัมป์ทิ้งห่างคืออินดีแอนากับมิสซูรี ที่เฆลือยังไม่มีผลสำรวจ

สรุปคร่าวๆ ช่วงกลางปี 2020 ในบรรดารัฐถั่วเหลือง ทรัมป์เสียไป 2 รัฐ รักษาไว้ได้ 2 รัฐ และก่ำกึ่งมากๆ อีก 1 รัฐ ประเมินด้วยสายตาคร่าวๆ จะเห็นมีโอกาสที่ทรัมป์จะแพ้มีสูงมาก

ส่วนรัฐที่กุมเสียงไว้ได้ก็ไม่ใช่เพราะเกษตรกรยังมั่นใจในทรัมป์ แต่เพราะบางรัฐเหล่านี้ยังเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมเดิมที่ซบเซาไปแล้ว (Rust Belt) ซึ่งทรัมป์ช่วยให้มีการจ้างงานขึ้นมาได้ คนในภาคอุตสาหกรรมจึงยังมั่นใจในตัวเขา

แต่เพราะการช่วย Rust Belt นี่เองที่ทำให้เขาต้องเสียภาคเกษตรในสงครามการค้ากับจีน และต้องไปขอสีจิ้นผิงให้ช่วยแบบไม่อาย

ไม่ต้องมองลึกไปถึงรัฐถั่วเหลือง แค่โพลในสมรภูมิเลือกตั้งสำคัญๆ ทั่วประเทศก็ชัดแล้วว่าทรัมป์ถูกทิ้งห่างจากโจ ไบเดน แถมทรัมป์ยังใช้เงินหาเสียงมากกว่าถึง 2 เท่าด้วย

แล้วทรัมป์จะพลิกกลับมาเอาชนะได้อย่างไร? ทรัมป์จะใช้ความกลัวความวุ่นวายเป็นอาวุธ ทรัมป์จะสร้างศัตรูที่น่ากลัวขึ้นมาเพื่อให้คนรู้สึกถูกคุกคาม จนยอมคล้อยตามเขาว่ามีแต่เขาเท่านั้นที่จะรับมือได้

หลังจากชะงักไปยาวเพราะทรัมป์เริ่มการหาเสียงอีกครั้งที่เมืองทัลซา รัฐโอคลาโฮมา ในช่วงเวลาที่สหรัฐตกอยู่ในความวุ่นวายจากการประท้วงต่อต้านการเหยียดผิวและลุกลามกลายเป็นจลาจลและการปล้นชิง ร่วมถึงการทำลายอนุสรณ์สถานต่างๆ

เป็นเรื่องบังเอิญที่เมืองทัลซาเคยเป็นที่เกิดเหตุสังหารหมู่คนผิวดำและจลาจลทางเชื้อชาติที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ หรือ Tulsa race massacre เมื่อปี 1921 ซึ่งบังเอิญอีกว่ามันเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน เดือนเดียวกับที่ทรัมป์ใช้เมืองทัลซาเริ่มหาเสียงอีกครั้ง และวันหาเสียงของทรัมป์ยังเกิดขึ้น 1 วันหลังวัน Juneteenth หรือวันรำลึกการปลดปล่อยทาสผิวดำ

นี่อาจเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ไม่มีใช่เรื่องบังเอิญที่ทรัมป์พยายามปลุกเร้าให้ประชาชนระแวงขบวนการต่อต้านการเหยียดผิวโดยพยายามป้ายสีว่าเป็นพวกจลาจลทั้งหมด และยังกล่าวหาว่าโจ ไบเดนอยู่เบื้องหลัง “พวกหัวรุนแรงบ้าคลั่ง”

ในการหาเสียงทรัมป์ใช้คำเหยียดที่น่าตกใจเช่นเรียกผู้ชุมนุมประท้วงว่า thugs (โจรอันธพาล) และโจมตีการย้ายอนุสาวรีย์ของฝ่ายสนับสนุนการมีทาสว่าเป็นความพยายามของพวก left-wing mob (ม็อบฝ่ายซ้าย) ที่ต้องการ vandalize our history (สร้างความพินาศให้ประวัติศาสตร์ของเรา)

การใช้วาทกรรมแบบนี้ของทรัมป์อาจเป็นคำเหยียดแบบที่ชวนให้ขบขันในระดับสติปัญญา แต่ทรัมป์คงคำนวณไว้แล้วว่าวาทกรรมแบบนี้จะมีผลต่อการเลือกตั้ง

ดังนั้นในขณะที่ฝ่ายต่อต้านทรัมป์หัวเราะเย้ยพฤติกรรมคิดตื้นๆ ฝ่ายสนับสนุนทรัมป์กระโดดรับในทันทีและขยายวาทกรรมความเกลียดชังนี้ต่อราวกับไฟลามทุ่ง คนเหล่านี้แหละคือกำลังสำคัญที่จะทำให้ทรัมป์ชิงคะแนนเสียงกลับมาคืนมาได้

เราจะเห็นปรากฎการณ์ตามแพลตฟอร์มข่าวสายรีพับลิกัน-อนุรักษ์นิยม เช่น Fox News

ในระหว่างการระบาดของโควิด-19 ทรัมป์ยังใช้วาทกรรมทำให้คนเกลียดกลัวจีนโดยเรียกว่าไวรัสว่า ไวรัสจีน หรือ ไวรัส kung flu (เลียนแบบคำว่า kung fu)

แม้ว่าทรัมป์จะไม่ใช้วาทกรรมแบบนี้ ชาวโลกจำนวนหนึ่งก็ชิงชังจีนด้วยเหตุผลทำนองนี้ไปแล้ว แต่การกระทำของทรัมป์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” เท่านั้น มันยังทำให้คนเอเชียทั้งหมดถูกเหมารวมไปด้วย โดยเฉพาะคนเอเชียน-อเมริกันที่ถูกรังแกเพราะถูกระแวงว่าเป็น “ไวรัสจีน” ตั้งแต่ก่อนที่คนผิวดำจะลุกฮือขึ้นมาในกรณีจอร์จ ฟลอยด์

หลังจากที่ทรัมป์ใช้ kung flu ก็ถูกตำหนิตามเคย แต่เคย์ลี แมคอีนานีย์โฆษกทำเนียบขาวบอกว่า “มันไม่ใช่การพูดถึงคนเอเชียน-อเมริกัน ซึ่งประธานาธิบดีถือเป็นพลเมืองที่ทรงคุณค่าของประเทศที่ยิ่งใหญ่นี้ แต่เป็นการกล่าวโทษจีนที่ปล่อยให้ไวรัสมาถึงที่นี่”

ทรัมป์ไม่ใช่คนที่ละเอียดอ่อนเรื่องเชื้อชาติอยู่แล้ว เขามีประวัติใช้คำพูดเหยียดหลายครั้ง แต่การเล่นงานจีนมีเจตนาเพื่อที่จะสร้าง “คู่กรณี” ของสหรัฐ ให้คนอเมริกันรู้สึกว่าพวกเขาถูกคุกคามจากจีน

เรื่องนี้จะสอดรับเข้ากันพอดีกับการตีฆ้องร้องป่าวของทรัมป์ว่าเขาทำ “ความสำเร็จ” ในการกำราบจีนในสงครามกาารค้า

แต่เพราะการเปิดโปงของบอลตันว่าทรัมป์บากหน้าไปขอให้สีจิ้นผิงช่วย อาจทำให้ทรัมป์เลือดเข้าตาหันมาเล่นแรงๆ กับจีนอีก หากจีนไม่ทันเกมส์แสดงอาการรุนแรงกับสหรัฐก็จะเข้าทางทรัมป์ในทันที

มี “เรื่องบังเอิญ” ในทำนองนี้เกิดขึ้นแล้วคือหลังจากที่บอลตันเผยในหนังสือว่าทรัมป์เห็นดีเห็นงามกับการที่จีนสร้างค่ายชาวอุยกูร์ ในเขตปกครองตนเองซินเจียง แต่หนึ่งวันหลังจากการเปิดเผยเรื่องนี้ทรัมป์ลงนามในกฎหมายกดดันจีนฐานกดขี่ชาวอุยกูร์

ปรากฎว่าจีนข่มขู่สหรัฐในทันทีว่าจะเอาคืน

แต่แล้วทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Axios เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนว่า เขาชะลอความคิดที่จะเล่นงานเจ้าหน้าที่จีนที่เกี่ยวข้องกับกรณีซินเจียงเอาไว้ก่อน เพราะอยู่ระหว่างการเจรจาการค้ากับจีน

เราวิเคราะห์ได้ว่าถ้าทรัมป์จะเล่นงานจีนเรื่องอุยกูร์ เขาเตรียมเสียรัฐเกษตรกรทั้งหมดได้เลย เพราะจีนจะลดนำเข้าแบบฮวบฮาบ ดังนั้นเขาจึงต้องชักเข้าชักออกเรื่องท่าทีต่อจีน

แต่ในบ้านตัวเอง ทรัมป์ก็ต้องไปต่อกับแผนสร้างปีศาจให้คนในประเทศกลัว ทางหนึ่งก็ใช้วาทกรรมสร้างภาพที่ “ชั่วร้าย” ให้กับจีน หากจีนไม่แสดงอาการที่ “ชั่วร้าย” ออกมายังไงเสียยังมีคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่เชื่อคำพูดของทรัมป์ ลองดูตามแพลตฟอร์มข่าวสายรีพับลิกัน-อนุรักษ์นิยมเราจะเห็นว่าคนอเมริกันไม่น้อยเลยที่เชื่อตามวาทกรรมทรัมป์

คนเหล่านี้เชื่อว่าขบวนการ Black Lives Matter คืออาชญากรซ่อนรูป พวกเขาเชื่อว่าพวกเสรีนิยมที่ออกมาเคลื่อนไหวตอนนี้กำลังบ่อนทำลายความเป็นอเมริกัน พวกเขาเชื่อว่าคนพวกนั้นคือผีคอมมิวนิสต์กลับชาติมาเกิด และพวกเขาเชื่อว่าหากปล่อยให้ซ้ายเกิดใหม่พวกนี้มีปากมีเสียง สุดท้ายแล้วคอมมิวนิสต์ตัวพ่ออย่างจีนจะเหยียบสหรัฐให้จมดิน

นี่คือกระบวนการทำงานของวาทกรรมทรัมป์

ความกลัวนี้จะทำให้คนลืมไปว่าทรัมป์ล้มเหลวในการควบคุมโควิด-19 จนทำให้สหรัฐตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดในโลก

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การสร้างศัตรูภายนอกและป้ายสีฝ่ายตรงข้ามในประเทศเป็นปีศาจ ช่วยทำให้คนๆ หนึ่งคว้าตำแหน่งผู้นำมาครอบครอง

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Nicholas Kamm / AFP

แฝดสามแรกเกิดเม็กซิโกติดเชื้อโควิด19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626731

วันที่ 23 มิ.ย. 2563 เวลา 17:22 น.แฝดสามแรกเกิดเม็กซิโกติดเชื้อโควิด19แฝดสามเม็กซิโกติดโควิดตั้งแต่แรกเกิด คาดรับเชื้อจากมารดา

เอพีรายงานว่า เม็กซิโกพบผู้ติดเชื้อโควิดเป็นเด็กทารกแรกเกิดแฝด3อายุเพียง1วัน ซึ่งนับเป็นทารกแฝดสามเคสแรกของโลกที่ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19

Monica Rangel รัฐมนตรีสาธารณสุขประจำรัฐซันลุยส์โปโตซีทางเหนือของเม็กซิโกเผยว่า แฝดทั้งสามคลอดเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยเป็นฝาแฝดสองคนซึ่งเป็นทารกเพศหญิงและชาย มีอาการทรงตัว ส่วนแฝดชายอีกคนแพทย์ต้องสังเกตอาการด้านทางเดินหายใจอย่างใกล้ชิดทั้งสามถูกตรวจพบการติดเชื้อโควิดมากตั้งแต่วันที่แรกที่คลอดจากภรรค์มารดา

จนถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเม็กซิโกยังคงหาคำตอบว่าแฝดสามได้รับเชื้อผ่านทางรกขณะอยู่ในครรภ์มารดาหรือไม่ หรือติดหลังจากคลอดแล้ว แต่เชื่อว่าทั้งสามติดเชื้อจากผู้เป็นมารดาอย่างแน่นอน เนื่องจากทั้งบิดาและมารดาเป็นผู้ติดเชื้อโควิดมาก่อนจะทำการคลอดทารกทั้งสาม แต่เป็นการติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของโลกที่พบทารกแรกเกิดติดเชื้อโควิด แต่เป็นครั้งแรกที่มีการติดเชื้อทารกที่เป็นแฝดพร้อมกันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเคสแฝดสามนี้จะสามารถช่วยหาคำตอบการติดเชื้อโควิดจากแม่สู่ลูกได้

สำหรับเม็กซิโกพบผู้ติดเชื้อสะสม 1.8 แสนคน รักษาหายแล้ว 1.4 แสนราย เสียชีวิตสะสมที่ 22,584

นายกฮุนเซนลั่น พรรครัฐบาลจะครองอำนาจเขมรไปอีก100ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626712

วันที่ 23 มิ.ย. 2563 เวลา 14:22 น.นายกฮุนเซนลั่น พรรครัฐบาลจะครองอำนาจเขมรไปอีก100ปี“ฝ่ายค้านรอชาติหน้า” ฮุนเซนลั่น พรรคของตนจะครองอำนาจประเทศอีก 100 ปี

รอยเตอร์รายงานคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีฮุนเซนของกัมพูชาที่เผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า พรรคการเมืองของตนจะครองอำนาจในกัมพูชาไปอีกนับศตวรรษ พรรคฝ่ายค้านควรทำใจรออีกนานเพราะคงต้อง”ชาติหน้า”กว่าที่ฝ่ายค้านจะได้ครองอำนาจเป็นรัฐบาล

สำหรับพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People Party – CPP) ของนายกฮุนเซนได้ครองเสียงข้างมากในสภามาตั้งแต่ปี 1979 โดยก่อนหน้านี้ในปี 2017 พรรคสงเคราะห์ชาติ (Cambodia National Rescue Party – CNRP) ของนายสม รังสี กับพวกถูกทางการสั่งยุบพรรค พร้อมทั้งห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2018 พรรคCPPเหมาคะแนนเสียงทั้งหมดของสภาผู้แทนฯเขมรทั้ง 125 ไม่เหลือที่นั่งให้พรรคฝ่ายค้านเลยแม้แต่เสียงเดียว

นายกฮุนเซนนับเป็นหนึ่งในผู้นำประเทศที่ครองอำนาจนานที่สุดคนนึงของโลก โดยเขาครองเก้าอี้นายกเขมรมานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่1984 ซึ่งจากการครองคะแนนเสียงในรัฐสภาชุดปัจจุบัน ก็อาจพูดได้ว่าฮุนเซนครองอำนาจแบบเบ็ดเสร็จชนิดที่ใครก็ไม่อาจโค่นล้มได้

“ใครที่คิดว่ามีความสามารถจะมาแทนที่คนชื่อฮุนเซนได้ ออกมาเลย .. แต่ก็ไม่มีใครนะ” ฮุนเซนกล่าวขณะเยี่ยมตรวจสอบการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ของประเทศ

“ฝ่ายที่ต้องการชิงอำนาจ อาจต้องรอไปชั่วชีวิตถึงชาติหน้า”

นอกจากนี้นายกฮุนเซนยังกล่าวว่า พรรคCPP ของเขาได้สร้างที่ทำการพรรคแห่งใหม่อันหรูหราใหญ่โตใจกลางกรุงพนมเปญ ด้วยมูลค่าถึง 30 ล้านดอลลาร์ พร้อมทั้งเตรียมสร้างที่ทำการพรรคประจำจังหวัดทั่วประเทศในเร็วๆนี้ เป็นนัยว่าพรรคCPP จะกลายเป็นพรรคการเมืองที่ครองอำนาจประเทศไปอีกยาวนาน

แฟ้มภาพ : AFP

กลิ่นทุเรียนไทย ทำไปรษณีย์เยอรมันแตกตื่น หามจนท.เข้าโรงพยาบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626698

วันที่ 23 มิ.ย. 2563 เวลา 13:01 น.กลิ่นทุเรียนไทย ทำไปรษณีย์เยอรมันแตกตื่น หามจนท.เข้าโรงพยาบาลกลิ่นทุเรียนไทยแผลงฤทธิ์ ป่วนไปรษณีย์เยอรมัน นึกว่าพัสดุอันตราย ถึงขั้นต้องหาม6เจ้าหน้าที่เข้าโรงพยาบาล

สื่อท้องถิ่นแคว้นบาวาเรียรายงานว่า สำนักงานไปรษณีย์ในเมืองชไวน์ฟวร์ท (Schweinfurt) ของรัฐบาวาเรีย ต้องสั่งอพยพพนักงานทั้งหมดราว 60 คน ออกจากอาคารเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังพนักงานหลายคนมีอาการคลื่นไส้จากการได้กลิ่นฉุนปริศนาจากพัสดุกล่องหนึ่ง ส่งผลให้มีการระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมายังสำนักงานเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากหวั่นว่าสิ่งของในพัสดุดังกล่าวอาจเป็นวัตถุอันตราย

สำนักงานตำรวจเมืองชไวน์ฟวร์ท เผยว่า จากเหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีพนักงานไปรษณีย์ 12 คนซึ่งมีอาการคลื่นไส้ต้องเข้ารับการปฐมพยาบาล ขณะทำการอพยพออกจากอาคารศูนย์ไปรษณีย์ และอีก 6 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งหลังการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่าภายในพัสดุมีทุเรียนไทย 4 ลูกบรรจุอยู่ โดยเจ้าของทุเรียนคือชาวเมืองรายหนึ่งวัย 50 ปี ซึ่งมีต้นทางส่งมาจากเมืองนูเรนเบิร์กทางตอนเหนือของแคว้นบาวาเรีย

แฟ้มภาพ : AFP

ที่มา : https://www.br.de/nachrichten/