อินโดฯทั้งติดและตายจากโควิดเยอะสุดในอาเซียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626273

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 18:09 น.อินโดฯทั้งติดและตายจากโควิดเยอะสุดในอาเซียนยอดผู้ป่วยโควิดในอินโดนีเซีย แซงหน้าสิงคโปร์ มากสุดในชาติอาเซียนแล้ว

สถานการณ์ไวรัสโคโรนา2019 หรือโควิด-19 ในอินโดนีเซียยังคงน่ากังวล โดยวันนี้ (17 มิ.ย.) หน่วยงานด้านสาธารณสุขอินโดนีเซียรายงานตัวเลขติดเชื้อรายใหม่รอบ 24 ชั่วโมงเพิ่มขึ้น1,031ราย ส่งผลให้ยอดติดเชื้อสะสมทั่วประเทศอยู่ที่ 41,431 แซงหน้าสิงคโปร์ซึ่งมีตัวเลขติดเชื้อสะสมที่ 41,216 กลายเป็นประเทศที่มียอดผู้ติดโควิดมากสุดในอาเซียน

ส่วนยอดผู้เสียชีวิตสะสมของอินโดฯอยู่ที่ 2,276 ราย ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน

ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อินโดนีเซียพบรายงานการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงจาการ์ต้าซึ่งมีอัตราประชากรหนาแน่น จากที่ทางการเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคในกรุงจาการ์ตาและเมืองอื่น ๆ เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี อินโดนีเซียยังคงห่างไกลจากการควบคุมโรคได้ เนื่องจากคาดว่ายังคงพบผู้ติดเชื้อกระจายตามเกาะพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ แม้ว่าทางการจะตั้งเป้าที่จะเพิ่มการทดสอบเชื้อรายวันเป็นสองเท่าให้ได้ถึง 20,000 คนต่อวัน จนกว่าจะมีวัคซีนพร้อมใช้สำหรับทุกคน

“แอมเนสตี้”ปลุกผู้สนับสนุนส่งจม.ถึงกัมพูชาจี้สอบ “วันเฉลิม” ถูกอุ้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626270

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 18:02 น."แอมเนสตี้"ปลุกผู้สนับสนุนส่งจม.ถึงกัมพูชาจี้สอบ "วันเฉลิม" ถูกอุ้ม“แอมเนสตี้”ชวนผู้สนับสนุนทั่วโลกส่งจดหมายถึงทางการกัมพูชาเรียกร้องให้สอบสวนกรณีการหายตัวไปของ “วันเฉลิม”

สำนักเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ออกปฏิบัติการด่วน เชิญชวนสมาชิก นักกิจกกรม และผู้สนับสนุนกว่า 8 ล้านคนทั่วโลกร่วมกันส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีฮุนเซน เรียกร้องทางการกัมพูชาสอบสวนอย่างเร่งด่วนต่อข้อกล่าวหาที่ว่ามีการลักพาตัววันเฉลิม และแจ้งให้ครอบครัวทราบทันทีว่าเขาอยู่ที่ใด และให้นำตัวผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนร่วมในการก่ออาชญากรรมครั้งนี้ เข้าสู่การพิจารณาคดีที่เป็นธรรมโดยศาลพลเรือน

ทั้งยังเรียกร้องให้กัมพูชาปฏิบัติตามข้อกำหนดในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย ซึ่งกัมพูชาเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาฯ และต้องไม่ส่งตัววันเฉลิมกลับประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีที่จะต้องไม่ส่งกลับบุคคลไปยังสถานที่ที่มีความเสี่ยงว่าจะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งการรณรงค์นี้จะมีไปถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2563

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุว่า วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมชาวไทยที่อยู่ระหว่างลี้ภัย ถูกบุคคลไม่ทราบฝ่ายลักพาตัวไปจากด้านนอกอพาร์ทเมนท์ของเขาในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เขาเป็นที่รู้จักในประเทศไทยจากการแสดงความคิดเห็นที่เห็นต่างจากรัฐ และในระหว่างที่ยังลี้ภัยอยู่เขามักใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกทางออนไลน์อยู่เสมอ ทางการไทยได้ออกหมายจับเขาเมื่อปี 2561 และเขาเป็นหนึ่งในเก้าของนักกิจกรรมชาวไทยที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านและต่อมาได้หายตัวไป ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีรายงานยืนยันว่ามีการสังหารนักกิจกรรมที่ลี้ภัยไปแล้วสองคน

แอมเนสตี้ยังกังวลว่า มีความเป็นไปได้ที่ทางการในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งกัมพูชา ร่วมมือกับทางการไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อบังคับส่งกลับบุคคลที่มีหมายจับไปยังประเทศที่เกี่ยวข้อง อันจะเป็นเหตุให้พวกเขาถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนเมื่อเดินทางกลับไปประเทศของตน รวมทั้งชาวกัมพูชาที่หลบหนีจากการดำเนินคดี อันเนื่องมาจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกอย่างสงบ ซึ่งต่อมาได้ถูกบังคับส่งตัวกลับจากไทยไปกัมพูชา

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจึงเชิญชวนสมาชิก นักกิจกรรม ผู้สนับสนุน ตลอดจนผู้ที่สนใจประเด็นสิทธิมนุษยชนทั่วโลก เขียนจดหมายเรียกร้องถึงทางการกัมพูชาเรียกร้องให้สอบสวนการหายตัวไปของเขาอย่างถี่ถ้วนและมีประสิทธิภาพและสืบทราบถึงที่อยู่ของเขาในปัจจุบัน ตามข้อกำหนดที่มีอยู่ในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย และให้นำตัวผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนร่วมในการก่ออาชญากรรมครั้งนี้ เข้าสู่การพิจารณาคดีที่เป็นธรรมโดยศาลพลเรือน และไม่ให้ใช้โทษประหารกับบุคคลเหล่านั้น และยังเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาต้องไม่ส่งตัววันเฉลิมกลับระเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีของท่านที่จะต้องไม่เข้าร่วมในการบังคับส่งกลับบุคคลไปยังสถานที่ที่มีความเสี่ยงว่าจะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน

ร่วมลงชื่อได้ที่นี่

https://www.amnesty.or.th/get-involved/take-action/ua20/

การรับรู้กลิ่นและรสของเจ้าชายชาร์ลส์ ยังไม่ปกติแม้หายประชวรจากโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626261

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 17:07 น.การรับรู้กลิ่นและรสของเจ้าชายชาร์ลส์ ยังไม่ปกติแม้หายประชวรจากโควิดเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เผยยังทรงมีปัญหาเรื่องการรับรู้กลิ่นและรสชาติ แม้หายจากประชวรติดเชื้อโควิดแล้ว

เมื่อวานนี้ (16 มิ.ย.) เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ ทรงเสด็จพร้อมด้วย คามิลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ พระชายา ไปยังโรงพยาบาลGloucestershire Royal Hospital เพื่อประทานกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาลและผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลซึ่งเป็นแนวหน้าในการรับมือสถาการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอังกฤษ

ในระหว่างการเสด็จเยี่ยมโรงพยาบาล เจ้าชายทรงเผยถึงประสบการณ์ติดเชื้อโควิดของพระองค์ต่อเจ้าหน้าที่แพทย์ NHS ว่า แม้ตอนนี้พระองค์จะทรงหายจากอาการประชวรติดเชื้อแล้ว แต่ทรงรู้สึกว่าประสาทการรับรู้กลิ่นและรสชาติของพระองค์ยังคงไม่กลับมาเป็นปกติจนถึงตอนนี้

การเสด็จครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของพระองค์ที่ทรงเสด็จออกงานสาธารณะ นับตั้งแต่ที่อังกฤษใช้มาตรการล็อกดาวน์ และพระองค์ทรงประชวรติดเชื้อโควิด-19 โดยการนี้เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ยังทรงใช้การไหว้ (นมัสเต) ในการทักทายผู้มาเข้าเฝ้าแทนการจับมือ ทั้งยังทรงเว้นระยะห่างจากบรรดาเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่มาเข้าเฝ้าราว 2 เมตร ตามคำแนะนำของรัฐ

ทั้งนี้ อาการสูญเสียการรับรู้กลิ่นและรสชาติลงชั่วคราวเป็นอาการที่พบได้ในผู้ป่วยโควิด โดยคาดว่าอาการดังกล่าวเกิดจากการที่เชื้อไวรัสเข้าไประบบประสาท และไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่างๆของร่างกายให้เกิดการตอบสนองต่อโรค จึงอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของเซลล์ประสาทตามมา อันเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียการรับรู้กลิ่นและรสชาติในผู้ป่วยโควิดบางราย โดยงานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการสูญเสียการรับรู้รสชาติและกลิ่น จะค่อยๆมีอาการดีขึ้นราว4สัปดาห์ต่อมา

จีนคิดทฤษฎีสงครามการค้า แต่ผู้ที่จะใช้มันฆ่าจีนคือสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626226

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 16:26 น.จีนคิดทฤษฎีสงครามการค้า แต่ผู้ที่จะใช้มันฆ่าจีนคือสหรัฐภายหลังการระบาด (หรืออาจจะระหว่างการระบาดของโควิด-19 ด้วยซ้ำ) สงครามครั้งใหญ่ของโลกจะเกิดขึ้น

สงครามในอนาคต (อีกไม่นานเกินรอ) มันไม่ใช่ทั้งสงครามเย็นหรือสงครามร้อน แต่เป็นการสู้กันด้วยอาวุธทางเศรษฐกิจ

เป็นเรื่องบังเอิญที่สหรัฐเงื้อหมัดแรงซัดจีนก่อนที่จะเกิดการระบาด จากนั้นทั้ง 2 ประเทศก็แลกกันคนละหมัดสองหมัดในสงครามการค้าก่อนที่จะตกลงกันได้ก่อนที่สหรัฐจะเพลี่ยงพล้ำให้กับการระบาดจนกลายเป็น “แชมป์” ยอดติดเชื้อมากที่สุดในโลก

โรคระบาดครั้งนี้สร้างความพินาศย่อยยับให้เศรษฐกิจโลกอย่างมหาศาล ใครที่ฟื้นไม่ทันมีสิทธิ์ถูกคู่แข่งฉวยโอกาสทำสงครามเศรษฐกิจซัดลงไปกองอีกรอบแน่ๆ

แต่สหรัฐไม่ได้มีชิงมวยอ่อนขนาดนั้น และจีนไม่ใช่มวยรอจังหวะเข้าทำเก่งๆ

เมื่อปีที่แล้ว ผู้เขียนแนะนำยุทธศาสตร์การรบของจีนผ่านเรื่อง “สงครามไร้ขีดจำกัด” ตอนนี้สงครามร้อนยังไม่เกิดขึ้นแม้ว่าจีนจะเริ่งสะสมอาวุธนิวเคลียร์อย่างขมักเขม้น เบื้องต้นจะเป็นการตัดกำลังทางเศรษฐกิจกันก่อน ดังนั้นเราจำเป็นจะต้องเข้าใจยุทธศาสตร์ส่วนนี้ด้วย

ไมเคิล พิลส์บิวรี กล่าวในหนังสือ “The Hundred-Year Marathon” ว่า ตอนแรกที่เขาค้นพบยุทธศาสตร์อันก้าวร้าวของจีน เขาได้นำเสนอเรื่องนี้กับนักวิเคราะห์ด้านข่าวกรองของสหรัฐและเจ้าหน้าที่ต่างๆ แต่พวกนั้นไม่เชื่อ โดยเขาอ้างว่าเป็นเพราะผู้นำจีนมักจะบอกกับประชาชาติอื่นๆ ว่า จีนจะไม่มีวันเป็นมหาอำนาจผูกขาด (อย่างที่สหรัฐเป็น)

ในหนังสือระบุว่า “จุดแข็งของมาราธอน 100 ปี ก็คือการปฏิบัติการแบบล่องหน ถ้าจะยืมคำพูดแบบภาพยนตร์เรื่อง Fight Club ก็คือกฎข้อแรกของมาราธอน 100 ปี คืออย่าพูดเรื่องมาราธอน 100 ปี”

แต่สมมติฐานนี้ดูจะไม่สมเหตุผล เพราะแนวคิดมาราธอน 100 ปี (หรือความฝัน 100 ปีของจีน) เป็นที่พูดถึงอย่างกวางขวาง มีหนังสือตีพิมพ์หลายครั้ง อ่านกันในสถาบันชั้นนำของโลก

และแม้แต่หนังสือแนวยุทธศาสตร์ที่เขียนโดยนายทหารจีนอย่างเรื่องสงครามไร้ขีดจำกัดก็ยังได้รับอนุญาตจากผู้เขียนให้เผยแพร่โดยแพล็ตฟอร์มขององค์กรภายใต้ของ CIA ได้ แล้วแบบนี้จะเรียกว่าเป็นปฏิบัติการล่องหนได้อย่างไร?

สายเหยี่ยวต้านจีนในวอชิงตันจึงมีจุดอ่อนในเรื่องความน่าเชื่อถือ แต่กระนั้น เราทราบดีว่าการเมืองสหรัฐขับเคลื่อนด้วยการล็อบบี้ หากพลังแห่งการล็อบบี้มากพอที่จะทำให้คองเกรสหรือคนในทำเนียบขาวหวั่นไหวได้ “เรื่องล่า” ของสายเหยี่ยวนี้ก็อาจกลายเป็น “เรื่องจริง” ได้เช่นกัน

เหมือนที่ทรัมป์เชิญสายเหยี่ยวต่อต้านจีนมาคุมทิศทางนโยบายจีนในเวลานี้ ผลเป็นอย่างไรนั้นเราก็เห็นๆ กันอยู่

แต่สงครามการค้าที่สหรัฐเริ่มต้นขึ้นนั้น จีนอาจจะทราบล่วงหน้ามานานแล้ว ในหนังสือสงครามไร้ขัดจำกัดก็เอ่ยถึงเรื่องนี้ และในเวลาต่อมามีหนังสือชื่อ “สงครามการเงินไร้ขีดจำกัด” เผยแพร่ในจีนโดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวฮ่องกงคนหนึ่งเมื่อปี 2009 ซึ่งเขาผู้นี้เสนอทฤษฎี “สงครามการเงิน” ที่สหรัฐจะใช้โจมตีจีน

คนๆ นี้มีชื่อว่า หลางเสียนผิง (Larry Hsien Ping Lang) หนังสือของเขามีชื่อที่ละม้ายคล้ายคลึงกับหนังสือหลายเล่มที่บทความชุดนี้เอ่ยถึงมีชื่อว่า “วาทะหลางเสียนผิง : สงครามการเงินไร้ขีดจำกัด”

เมื่อประมาณ 10 ปีก่อนหากจะยังคงจำกันได้ว่ารัฐบาลสหรัฐพยายามบีบให้จีนทำให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นหรือกล่าวหาว่าจีนตรึงค่าเงินหยวนเพราะค่าเงินหยวนที่ต่ำกว่าความเป็นจริงทำให้จีนได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐ

แต่หลางเสียนผิงชี้ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของสหรัฐคือการบีบให้จีนเปิดเสรีตลาดการเงิน เมื่อจีนถูกบีบจนไม่มีทางเลือกและต้องเปิดตลาดอ้าซ่า สหรัฐจะได้โอกาสส่ง “นักรบ” เข้าไปถล่มสมรภูมิการเงินของจีน

นักรบคนสำคัญของสหรัฐในสงครามการเงินคือจอร์จ โซรอสและจอห์น พอลสัน

แต่เชื่อหรือไม่ว่าในจีนเองไม่ได้มีความรู้สึกเกลียดกลัวจอร์จ โซรอส แถมยังมีหนังสือมากมายเล่าถึงความสำเร็จของพ่อมดการเงินรายนี้ในแบบชื่นชมราวกับว่าเขาคือแบบอย่างนักทุนนิยมอันประเสริฐ และจากประสบการณ์ของผู้เขียน ชาวจีนดูเหมือนจะไม่ทราบว่าโซรอสมีภาพลักษณ์ที่เลวร้ายเพียงในสำหรับผู้ที่ผ่านวิกฤตการเงิเอเชียเมือปี 1997 

ความเจ็บปวดของการถูกบีบให้เปิดเสรีตลาดการเงินนั้นคนไทยเคยลิ้มรสกันมาแล้วหลังเกิดวิกฤตการเงิน และหนึ่งในผู้ที่ทำให้เกิดวิกฤตการเงินในไทยก็คือจอร์จ โซรอสนั่นเอง

การเปิดเสรีตลาดการเงินเป็นอาวุธชั้นยอดของสหรัฐที่มักจะขายพ่วงกับระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมุนษยชน

แต่ว่ากันตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจการเมืองแล้ว ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยไม่จำเป็นจะต้องเปิดตลาดให้เสรีก็ได้ เพราะตลาดเสรีเป็นแนวคิดของลัทธิทุนนิยม

และทุนนิยมไม่จำเป็นต้องเป็นประชาธิปไตย แต่มันมักจะอำพรางตัวอยู่ในเสื้อคลุมประชาธิปไตย

ในหนังสือสงครามไร้ขีดจำกัด หน้า 21 – 22 ระบุว่า “การจงใจให้ตลาดหุ้นพังพินาศ การโจมตีด้วยไวรัสคอมพิวเตอร์ การทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของประเทศศัตรูเกิดความผิดปกติ หรือการปล่อยข่าวลือในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับผู้นำของประเทศศัตรู ทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดใหม่เรื่องอาวุธได้ทั้งสิ้น”

จากข้อความนี้เท่ากับจีนรู้อยู่แล้วว่าเศรษฐกิจเป็นอาวุธอันฉกาจ แต่จีนไม่ได้ใช้มันเพราะคนที่ใช้มันมาตลอดคือสหรัฐ

หลางเสียนผิงชี้ว่าสหรัฐเคยใช้ไม้นี้สำเร็จมาแล้วกับวิกฤตค่าเงินเยนในทศวรรษที่ 80 จนทำให้ญี่ปุ่นที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงทางเศรษฐกิจกลายเป็นง่อยนับแต่นั้นจนถึงบัดนี้ 

วิธีการอธิบายแบบนี้มักถูกลดทอนความน่าเชื่อถือโดยเรียกว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิด แต่ในในแง่หนึ่งมันเป็นการอธิบายที่สมเหตุสมผลในกรอบวิธีคิดแบบมาร์กซิสม์ที่มองว่าประเทศทุนนิยม (อย่างสหรัฐ) จะต้องสูบเลือดสูบเนื้อประเทศอื่นๆ เพื่อให้ระบบทุนนิยมมันเดินต่อไปได้

การสูบเลือดสูบเนื้อแบบนี้คือลัทธิจักรพรรดินิยม (Imperialism) และหนังสือของหลางเสียนผิงเล่มหนึ่งก็วิจารณ์เรื่องนี้โดยตรงโดยเรียกสงครามการเงินว่าเป็นลัทธิจักรพรรดินิยมใหม่ (New Imperialism)

จีนเป็นเป้าหมายที่สหรัฐพยายามเล่นงานให้ได้ แต่ผ่านมาสิบยี่สิบปีแล้วสหรัฐยังไม่ประสบความสำเร็จ

จนกระทั่งมาถึงยุคของโดนัลด์ ทรัมป์

ตั้งแต่ก่อนที่จะเป็นประธานาธิบดีแล้วที่ทรัมป์บ่นเรื่องการเอาเปรียบของจีนโดยตรึงค่าเงินให้อ่อนทำให้ธุรกิจอเมริกันแข่งกับจีนไม่ได้ และเมื่อหาเสียงนโยบายหนึ่งที่เขามุ่งมั่นเป็นพิเศษคือการตอบโต้จีนด้วยการขึ้นภาษีแล้วเขาก็ทำแบบนั้นจริงๆ

ไม่เพียงเท่านั้นในวันที่ 5 สิงหาคม 2019 กระทรวงการคลังสหรัฐยังระบุอย่างเป็นทางการว่าจีนเป็น “ผู้บิดเบือนค่าเงิน” (Currency Manipulator) โดยทรัมป์เป็นคนกดดันให้กระทรวงการคลังทำเช่นนี้ แต่มันเป็นการ ตอบโต้ที่ขวานผ่าซากเกินไป แม้แต่ IMF ที่เป็นองค์กรในอิทธิพลของสหรัฐก็ยังไม่ยอมรับการตราหน้าจีน แบบนี้

ตอนนี้สงครรามไร้ขีดจำกัดที่ควรจะทำแบบลับๆ ล่อๆ กลายเป็นสงครามเศรษฐกิจที่ขึ้นมาบนดินชัดเจน เพราะทรัมป์ไม่ใช่คนประเภท “ซ่อนดาบในรอยยิ้ม” เหมือนผู้นำสหรัฐที่แล้วๆ มา เขาเป็นคนที่คิดจะชนก็ชนเลย

มันทำให้สงครามไร้ขีดจำกัดที่ทำกันแบบนอกระบบ กลายเป็นสงครามในรูปแบบขึ้นมาจริงๆ

หลางเสียนผิงบอกว่า เป้าหมายของสหรัฐที่บีบให้จีนเลิกตรึงค่าเงินหยวนก็คือต้องการลดการส่งออกของจีน เมื่อจีนส่งออกน้อยลงเศรษฐกิจก็จะอ่อนแอลง พร้อมๆ กับที่เงินหยวนลอยตัวเป็ยนอิสระแล้วก็เป็นการเปิดโอกาสให้ถูกโจมตีได้ง่ายด้วย

นี่คือเป้าหมายสุดท้ายของสงครามการเงิน 

ปรากฎว่าทรัมป์ชิงสุกก่อนห่ามสั่งตัดตอนการส่งออกนำเข้าของจีนเสียก่อน แถมการตราหน้าจีนว่าเป็นผู้บงการค่าเงินก็ยังไม่ได้ผลเพราะ IMF ไม่เล่นด้วย ในปีต่อมาคือ 2020 สหรัฐก็ถอนคำประกาศนี้ออกไปหลัง จากดีลกันได้กับจีน

แต่จีนไม่รอช้าสั่งให้เสริมกำลังการบริโภคในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก นัยว่าเพื่อลดความเสียหายหากสงครามการค้า-สงครามการเงินจะระเบิดขึ้นมาอีก

การระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดกระแส “ปฏิโลกาภิวัฒน์” และเกิดความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาตัวเอง-นิยมชาติตัวเอง ทำให้สหรัฐใช้อาวุธทางเศรษฐกิจเล่นงานจีนได้ยากขึ้น

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

ปักกิ่งเข้มคุมโควิด ยกเลิกเที่ยวบินพันไฟลท์-ปิดโรงเรียนทั่วเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626242

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 15:19 น.ปักกิ่งเข้มคุมโควิด ยกเลิกเที่ยวบินพันไฟลท์-ปิดโรงเรียนทั่วเมืองกรุงปักกิ่งยกระดับเหตุฉุกเฉินคุมโควิด หลังคลัสเตอร์ตลาดทำยอดติดใหม่พุ่งเลข 2 หลัก สั่งล็อกดาวน์ชุมชน เข้าออกเมืองต้องมีใบตรวจเชื้อ

ทางการกรุงปักกิ่งประกาศยกระดับเหตุฉุกเฉินคุมโควิดจากระดับสามเพิ่มเป็นระดับสอง หลังจากที่สถานการณ์ไวรัสโควิดซึ่งพบระบาดในเมืองหลวงอีกครั้ง จากเหตุคลัสเตอร์ในตลาดค้าส่งซินฟาตี้ซึ่งล่าสุด (17 มิ.ย.) มีรายงานตัวเลขติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 31 ราย ส่งผลให้ตัวเลขผู้ป่วยโควิดในกรุงปักกิ่งเพิ่มเป็นอย่างน้อย 140 ราย จำนวนนี้ 106 รายเป็นผู้ติดเชื้อที่เชื่อมโยงกับตลาดซินฟาตี้ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตเฟิงไถ ของกรุงปักกิ่ง

ด้วยเหตุนี้กรุงปักกิ่งจึงออกมาตรการเข้มงวดในการคุมระบาดทั่วเมืองหลวงด้วยการสั่งปิดโรงเรียนประถมและมัธยมทุกแห่งในเมือง ให้นักเรียนกลับไปใช้วิธีการเรียนออนไลน์แทน ส่วนการกลับเข้าเรียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยจะถูกเลื่อนออกไป รวมถึงประกาศให้ประชาชนทุกคนที่จะเดินทางออกจากกรุงปักกิ่งจะต้องได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ก่อน หลังเริ่มมีรายงานพบการระบาดที่กระจายไปยังมณฑลอื่นใกล้เคียงแล้ว

ก่อนหน้านี้ สถานการณ์ระบาดในกรุงปักกิ่งเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่เมื่อพบเหตุคลัสเตอร์ตลาดซินฟาตี้ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ตัวเลขติดเชื้อรายใหม่ของเมืองทะยานสู่เลขสองหลัก หลังไร้ติดเชื้อใหม่ในเมืองมานาน 57 วัน

ขณะเดียวกันเทศบาลกรุงปักกิ่งยังสั่งล็อกดาวน์พื้นที่ชุมชน 30 แห่งซึ่งอยู่ทางใต้ใกล้เคียงกับที่ตั้งของตลาด หลังพบผู้ติดเชื้อในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงสั่งระงับเที่ยวบินถึง 1,255 ซึ่งเข้าออกกรุงปักกิ่งทั้งเที่ยวบินในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันเชื้อแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆของประเทศ

ชมชัดๆ เกาหลีเหนือบึ้มทิ้งศูนย์ประสานงานเกาหลีใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626212

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 13:18 น.ชมชัดๆ เกาหลีเหนือบึ้มทิ้งศูนย์ประสานงานเกาหลีใต้เกาหลีเหนือระเบิดทำลายศูนย์ประสานงานรัฐบาลโซลทิ้งอย่างไม่ใยดี ขู่เคลื่อนทัพเข้าเขตDMZ

สำนักข่าวเคซีเอ็นเอ สื่อกระบอกเสียงรัฐบาลเปียงยางได้เผยแพร่ภาพขณะที่ทางการเกาหลีเหนือระเบิดทำลายศูนย์ประสานงานสองเกาหลี ซึ่งตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมแกซอง ที่ถูกทำลายไปเมื่อวานนี้ สืบเนื่องจากความตึงเครียดระหว่างสองเกาหลีที่ทวีความรุนแรงขึ้นตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำหรับศูนย์ประสานงานดังกล่าวเป็นกลุ่มอาคารที่สร้างขึ้นด้วยเงินรัฐบาลเกาหลีใต้ หลังจากที่ทั้งผู้คิมจองอึน และประธานาธิบดีมุนแจอิน ได้หารือร่วมกันเป็นครั้งแรกที่หมู่บ้านพันมุนจอมเมื่อปี 2018 ในการลงนามข้อตกลงและจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวเพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของความร่วมมือเพื่อยุติการกระทำที่อาจเป็นภัยคุกคามและยั่วยุของสองชาติ

ขณะเดียวกันในวันนี้ทางการเกาหลีเหนือได้ปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาลโซลที่จะส่งคณะเจรจาพิเศษเพื่อบรรเทาความตึงเครียดที่จะเกิดขึ้น ทั้งยังคงใช้คำขู่ว่าจะส่งกำลังทหารไปยังพื้นที่ชายแดนเขต DMZ บริเวณเขตเขากุ่มกังและเขตจังหวัดแกซองใกล้กับชายแดนฝั่งใต้ซึ่งยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ทวีความรุนแรงขึ้น

ด้านทำเนียบชองวาแดของประธานาธิบดีมุนแจอิน ได้แถลงตำหนิท่าทีอันแข็งกร้าวของนางสาวคิมโยจอง น้องสาวผู้นำคิมจองอึน ซึ่งปฏิเสธความหวังดีของรัฐบาลเกาหลีใต้อย่างไม่มีเยื้อใย ทั้งยังเป็นการแสดงท่าทีชนิดที่ไม่รักษาน้ำใจในความสัมพันธ์ที่สองผู้นำเคยมีร่วมกัน และหวังว่าเปียงยางจะมีมารยาททางการทูตมากกว่านี้

ช่วงสองสัปดาห์ก่อนหน้าที่เกาหลีเหนือจะระเบิดทิ้งศูนย์ความร่วมมือสองเกาหลี รัฐบาลเปียงยางได้สั่งตัดสายโทรศัพท์ฮอตไลน์ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างทหารในพื้นที่ด้วยกัน และระหว่างรัฐบาลเปียงยางกับรัฐบาลโซล จากความไม่พอใจที่รัฐบาลโซลนิ่งเฉยไม่จัดการกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวต่อต้านเกาหลีเหนือซึ่งส่วนมากเป็นบรรดาคนเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์ไปยังฝั่งใต้ ปล่อยบอลลูนโปรยใบปลิวโจมตีคิมจองอึนเข้ามายังฝั่งเหนือ

ซึ่งหลังจากการตัดสายฮอตไลน์ดังกล่าว เป็นที่น่าสังเกต”อย่างผิดปกติ”ว่านางสาวคิมโยจองได้มีบทบาทสำคัญในการแสดงออกถึงท่าทีอันดุเดือดของรัฐบาลเปียงยางทันที รวมไปถึงการออกแถลงการขู่ส่งกำลังทหารบุกพรมแดนฝั่งใต้ด้วย โดยความเคลื่อนไหวของคิมโยจองมีขึ้นตามมาหลังจากมีกระแสข่าวการป่วยหนักของนายคิมจองอึน

นายกนิวซีแลนด์สั่งทหารคุมพรมแดน หลังคนติดโควิดเล็ดรอด State Quarantine #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626204

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 11:59 น.นายกนิวซีแลนด์สั่งทหารคุมพรมแดน หลังคนติดโควิดเล็ดรอด State Quarantine“ความล้มเหลวนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ มันไม่ควรเกิดขึ้น และจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก”

นางจาร์ซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีหญิงของนิวซีแลนด์ได้แถลงการณ์ในวันนี้ (17 มิ.ย.) ถึงสถานการณ์ไวรัสโควิดในประเทศ หลังจากที่เมื่อวานนิวซีแลนด์มีรายงานพบผู้ป่วยรายใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 25 วัน เป็นนักเดินทางหญิง2รายซึ่งกลับมาจากอังกฤษ และได้รับอนุญาติเป็นกรณีพิเศษหลังกลับมาถึงเมืองโอ๊กแลนด์และเข้ากักกันโรคได้เพียง 6 วัน ให้สามารถออกเดินทางจากเมืองโอ๊กแลนด์ ไปยังกรุงเวลลิงตัน ด้วยเหตุผลเพื่อไปร่วมงานศพของบุพาการีที่เสียชีวิต แต่ในภายหลังหญิงทั้งสองรายถูกตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้หลายฝ่ายหวั่นว่า อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อภายในประเทศ หลังจากที่นิวซีแลนด์ผ่อนปรนมาตรการโควิดเพราะสามารถคุมการแพร่ระบาดในประเทศได้แล้ว

นางอาร์เดนแถลงว่า ความผิดพลาดดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น และจะต้องไม่เกิดขึ้นอีกซ้ำเป็นครั้งที่สอง ด้วยเหตุดังกล่าวเธอจึงใช้อำนาจสั่งการให้ระดมกำลังทหารเข้าปฏิบัติหน้าที่ในส่วนการควบคุมการผ่านแดนพลเมืองที่เดินทางกลับมาจากต่างแดน รวมถึงกระบวนตรวจสอบและพิจารณาการกักกันโรค ทั้งยังได้แต่งตั้งพลจัตวา Digby Webb รองผู้บัญชาการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้บัญชาการควบคุมศูนย์กักกันทั้งหมดทั่วประเทศรวมถึงกระบวนสอบสวนและการพิจารณาการปล่อย-รับตัวผู้ที่ต้องเข้ามาตรการกักกันโรค

อย่างไรก็ดี แม้จะเกิดปัญหาเรื่องState Quarantine แต่ในวันนี้ (17 มิ.ย.) นิวซีแลนด์ยังคงไม่มีการพบผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ ขณะเดียวกันสำนักควบคุมโรคนิวซีแลนด์ได้ทำการติดตามสอบสวนโรคบุคคลที่เคยเดินทางร่วมเที่ยวบินและบุคคลที่มีประวัติติดต่อสองหญิงที่กลับจากอังกฤษไปแล้วราว 320 ราย พร้อมกับให้มีการกักตัวคนในครอบครัวที่ทั้งสองติดต่อใกล้ชิดแล้วเช่นกัน ซึ่งแม้ยังไม่พบติดเชื้อใหม่เพิ่ม แต่เหตุดังกล่าวทำให้นิวซีแลนด์มีความเสี่ยงเชื้อกลับมาระบาด

สำหรับนิวซีแลนด์มียอดผู้ติดเชื้อสะสมที่ 1,506 รักษาหายแล้ว 1,482 เสียชีวิต 22 ราย มีเคสติดเชื้อ 2 ราย ซึ่งคือหญิงที่มีประวัติเดินทางกลับจากอังกฤษ ไม่มีผู้ป่วยหนักที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล

ปะทะเดือดพรมแดนหิมาลัย อินเดียเสียทหาร 20 นาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626188

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 10:42 น.ปะทะเดือดพรมแดนหิมาลัย อินเดียเสียทหาร 20 นายอินเดียเสียทหาร 20 นาย เหตุตีกับทหารจีนบนพรมแดนหิมาลัย ฝ่ายจีนเจ็บด้วยอย่างน้อย 43 นาย

สื่อท้องถิ่นอินเดียเผยว่า จากเหตุที่ทหารทั้งฝ่ายอินเดียและทหารจีน ที่ประจำการบริเวณหุบเขากัลวาน ทางตะวันออกของเขตลาดักห์ บนเทือกเขาหิมาลัยซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างสองชาติ เกิดปะทะกันอย่างรุนแรงเมื่อช่วงคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา จนส่งผลให้เบื้องต้นเมื่อวานนี้ (16 มิ.ย.) มีรายงานทหารอินเดียเสียชีวิตอย่างน้อย 3 นายนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดในวันนี้ (17 มิ.ย.) กองทัพอินเดียแถลงว่าเหตุปะทะดังกล่าวทำให้มีทหารฝ่ายอินเดียอย่างน้อย 20 นาย และเจ้าหน้าที่อีกอย่างน้อย 17 นายได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทางอินเดียให้เหตุผลว่าด้วยสภาพแวดล้อมในที่เกิดเหตุมีบางจุดมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และมีภูมิประเทศสูงชัน จึงเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บ แต่ทางอินเดียก็ยังไม่ให้ข้อมูลที่ชัดเจนถึงการบาดเจ็บของแต่ละนายว่ามาเหตุปะทะหรือไม่อย่างไร

ด้านกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย กล่าวโทษจีนว่าเหตุที่มีการปะทะกันบริเวณชายแดนหิมาลัยซึ่งคร่าชีวิตทหารไป 20 นายนั้น เกิดจากการที่กองทัพจีนพยายามเปลี่ยนสถานะเดิมของจุดประจำการพรมแดนตามกรอบ Line of Actual Control (LAC) ซึ่งเป็นกรอบที่ทำหน้าที่กั้นพรมแดนโดยพฤตินัยระหว่างสองชาติ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย เหตุความสูญเสียนี้สามาระเลี่ยงได้หากปักกิ่งปฏิบัติตามข้อตกลงพรมแดนที่มีร่วมกันอย่างเคร่งครัดอย่างไรก็ดี รัฐบาลนิวเดลีกล่าวว่า ขณะนี้ทหารทั้งสองฝ่ายถอนกำลังออกจากพื้นที่การปะทะแล้ว ส่วนอาวุธที่สองฝ่ายใช้สู้นั้นมีการใช้ก้อนหินและแท่งเหล็กเป็นอาวุธในการปะทะ

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่าทหารอินเดียเป็นฝ่ายละเมิดเส้นแบ่งที่หมู่บ้านกัลวาน ทั้งแสดงท่าทียั่วยุใส่ทหารจีนก่อน ซึ่งแม้ว่าจีนจะยังไม่ได้ให้ข้อมูลรายละเอียดถึงความสูญเสียจากเหตุปะทะอย่างชัดเจน แต่มีรายงานว่าทหารฝ่ายจีนได้รับบาดเจ็บถึงบาดเจ็บสาหัสอย่างน้อย 43 นายและคาดว่าจะมีทหารเสียชีวิตด้วย

Photo : Press Trust of India

หรือว่าเกาหลีเหนือกำลังปูทางให้น้องสาวคิมเป็นผู้นำคนต่อไป? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626163

วันที่ 16 มิ.ย. 2563 เวลา 21:58 น.หรือว่าเกาหลีเหนือกำลังปูทางให้น้องสาวคิมเป็นผู้นำคนต่อไป?  ความสัมพันธ์สองเกาหลีตึงเครียดชั่วข้ามคืน โดยมี คิมยอจอง น้องสาวท่านผู้นำสูงสุดเป็นตัวละครสำคัญ

ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากเกาหลีเหนือแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลเกาหลีใต้ปล่อยให้ชาวเกาหลีเหนือที่ลี้ภัยอยู่ในเกาหลีใต้ส่งใบปลิวต่อต้านคิมจองอึนข้ามพรมแดนเข้าไปในเกาหลีเหนือ

หลังจากนั้น คิมยอจอง (Kim Yo Jong) น้องสาวของคิมจองอึนก็ออกแถลงการณ์ดุเดือดถึงเกาหลีใต้หลายครั้งติดต่อกัน เริ่มจากประกาศว่าถึงเวลาแล้วที่จะตัดขาดจากเกาหลีใต้ และมอบหมายให้ทหารเตรียมโจมตีเกาหลีใต้อย่างเด็ดขาด

ซึ่งวันนี้ (16 มิ.ย.) ฝั่งเกาหลีเหนือได้ถล่มสำนักงานประสานงานของทั้งสองเกาหลีที่ตั้งอยู่ในเมืองแคซองฝั่งของเกาหลีเหนือราบเป็นหน้ากลองอย่างที่พูดแล้ว นอกเหนือไปจากการตัดสายฮอตไลน์ระหว่างกันเมื่อไม่นานมานี้

เกาหลีเหนือเริ่มมีท่าทีแข็งกร้าวกับเกาหลีใต้หลังจากมีข่าวลือเมื่อเดือน เม.ย.ว่าคิมจองอึนป่วยหนักถึงขั้นเสียชีวิต ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่าเกาหลีเหนือพยายามกลบข่าวเรื่องสุขภาพของผู้นำสูงสุดหรือไม่ เพราะกรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นในสมัยคิมจองอิล พ่อของคิมจองอึนมาแล้วเมื่อปี 2010

ครั้งนั้นเกาหลีเหนือยิงปืนใหญ่และจรวดกว่า 170 ลูกใส่เกาะยอนพย็องของเกาหลีใต้ ส่งผลให้มีชาวเกาหลีใต้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บอีก 19 ราย ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเกาหลีในปี 1953 ตามการประกาศขององค์การสหประชาชาติ

แม้ว่าทางการเกาหลีใต้จะบอกว่ายิงเพื่อตอบโต้ที่เกาหลีใต้ยิงเกาะที่เกาหลีเหนืออ้างสิทธิ์ แต่การถล่มเกาะยอนพย็องเกิดขึ้นหลังจากการแต่งตั้งคิมจองอึนเป็นผู้สืบทอดอำนาจ ผู้เชี่ยวชาญจึงเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เป็นการพยายามทำให้ภาพลักษณ์ของตระกูลคิมเข้มแข็ง และปูทางให้คิมจองอึน เพราะไม่กี่เดือนหลังจากนั้นคิมจองอิลก็เสียชีวิต

เหตุการณ์ครั้งล่าสุดนี้ก็อาจเป็นการปูทางให้คิมยอจองเช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้ทั้งคิมจองอิลและคิมอิลซุง ปู่ของคิมจองอึนก็เคยเลื่อนตำแหน่งพี่น้องของตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศ เพื่อเป็นการเตรียมการสืบทอดตำแหน่งหากเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับตัวผู้นำสูงสุด จึงไม่แปลกที่คิมจองอึนจะเจริญรอยตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ทายาทของตัวเองยังเด็ก

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักข่าวกรองกลางของเกาหลีเหนือ (KCNA) ระบุว่าคิมยอจองได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายคนที่ 1 ของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือตอนนี้คิมยอจองเป็นรองเพียงพี่ชายเท่านั้น และยังรับหน้าที่ดูแลกิจการที่เกี่ยวกับสองเกาหลีด้วย

การเลื่อนตำแหน่งคิมยอจองยิ่งทำให้ข้อกังขาว่าสุขภาพของคิมจองอึนกำลังแย่มีน้ำหนักยิ่งขึ้นแม้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนก็ตาม

มินยองอี อดีตนักวิเคราะห์เกาหลีเหนือของรัฐบาลสหรัฐเผยว่า นี่คือความตั้งใจอย่างชัดเจนที่จะทำให้คิมยอจองมีความโดดเด่นมากกว่าที่ตัวเธอเองหรือคนอื่นๆ เคยได้รับ ซึ่งช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของคิมยอจองจากน้องสาวผู้นำเป็นคนที่มีสิทธิ์ในการกำหนดนโยบายด้วยตัวเอง ดังจะเห็นได้จากการที่คิมยอจองออกแถลงการณ์โจมตีเกาหลีเหนือในนามของตัวเอง

อันที่จริงในช่วงที่คิมจองอึนหายตัวไปราว 3 สัปดาห์เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ชื่อของคิมยอจองก็ถูกทั่วโลกพูดถึงและจับตาว่าเธอจะเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากพี่ชาย และตั้งแต่นั้นมาเธอก็กลายเป็นคนออกหน้าในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีใต้

ทว่าการเลือกให้ผู้หญิงขึ้นมาอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในตระกูลคิมที่ปกครองด้วยผู้ชายเป็นใหญ่ตั้งแต่ทศวรรษ 1940 แต่คิมยอจองกลับเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่มีตำแหน่งสูงที่สุดในตระกูล

ทั้งยังเกิดขึ้นไม่บ่อยที่พี่น้องของผู้นำสูงสุดจะได้ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งที่โดดเด่นหรือได้รับการเอ่ยถึงในสื่อหลักของเกาหลีเหนือ

ในสมัยคิมจองอิล พี่ชายแม่เดียวกันของเขาถูกพบจมน้ำเสียชีวิตตั้งแต่เด็กๆ ส่วนพี่น้องคนละแม่ก็ถูกเนรเทศออกจากเกาหลีเหนือไปหลายสิบปี ขณะที่คิมจองอึนก็ถูกตั้งข้อสงสัยว่าสั่งเก็บ คิมจองนัม พี่ชายคนละแม่เมื่อปี 2017

อย่างไรก็ดี คิมจองอึนกับคิมยอจองสนิทกันมาก เพราะเคยใช้ชีวิตในวัยเด็กร่วมกันระหว่างเรียนหนังสืออยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ การสั่งฆ่าพี่น้องเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองอาจจะไม่เกิดขึ้น

และที่คิมยอจองออกมาขู่เกาหลีใต้อย่างดุเดือดต่อเนื่องกันในช่วงนี้ก็เพื่อเป็นการสร้างเครดิตให้กับตัวเองเพื่อสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์พรรคแรงงานและชาวเกาหลีเหนือรอวันรับตำแหน่งต่อจากพี่ชาย

จะเกิดสงครามระหว่างจีนกับอินเดียหรือไม่? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626153

วันที่ 16 มิ.ย. 2563 เวลา 19:10 น.จะเกิดสงครามระหว่างจีนกับอินเดียหรือไม่?อะไรคือสาเหตุที่ทำให้หิมาลัยระอุ เมื่อ 2 ยักษ์แห่งเอเชียจู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากันในช่วงที่โลกยังไม่คลายจากการระบาดใหญ่

1. จีนกับอินเดียมีพรมแดนทับซ้อนกัน 4,057 กิโลเมตรและเป็นเหตุให้เกิดสงครามมาแล้วในปี 1962 (โดยจีนเป็นฝ่ายบุกพร้อมๆ กันหลายจุดแต่เป็นฝ่ายยอมหยุดยิงเอง) ยังไม่นับการเผชิญหน้าของทหารตามชายแดนหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในแคว้นลาดักของอินเดีย

2. เป็นเรื่องปกติก็ว่าได้สำหรับประเทศที่มีพรมแดนยาวหลายพันกิโลเมตรแต่มีพื้นที่ขัดแย้งกันถึง 2 ใน 3 ส่วน ดังนั้นจึงยากที่อินเดียและจีนจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากัน การปะทะครั้งรุนแรงทีสุดก่อนปี 2020 คือกรณีที่ดอกลัม (Doklam) รัฐสิกขิม เมื่อปี 2017 หลังจากนั้นจีนเพิ่มแสนยานุภาพในทิเบตขึ้นมามาก

3. และในปี 2020 ทั้ง 2 ประเทศก็เกิดการปะทะอีกครั้งซึ่งดูเผินๆ เหมือนจะเป็นเหตุการปกติเริ่มจากการปะทะกันของทหารสองฝ่ายเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ทะเลสาบปางกงโซ (Pangong Tso) ที่คาบเกี่ยวระหว่างแคว้นลาดักของอินเดียและทิเบตของจีน ในวันนั้นทหารสองฝ่ายขว้างหินใส่กันแล้วต่อยตีด้วยมือเปล่าแล้วก็จบกันไป

4. ต่อมาวันที่ 10 กับ 11 พฤษภาคม ทหารจีนกับอินเดียตะลุมบอนกันอีกครั้งคราวนี้มีทหารอินเดียบาดเจ็บ 72 นาย จีนยังส่งเฮลิคอปเตอร์มาบินวนเวียนใกล้กับชายแดนแต่ไม่ได้ล้ำเข้ามาในอินเดีย

5. วันเดียวกันนั้น (10 พฤษภาคม) ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรที่รัฐสิกขิมแถบหุบเขามูกูทัง (Muguthang Valley) ทหารจีนตะโกนข้ามพรมแดนว่า “นี่ไม่ใช่แผ่นดินของคุณ นี่ไม่ใช่นดินแดนอินเดีย ออกไปเถอะ” ทำให้นายทหารอินเดียชกนายทหารจีนนายหนึ่งจนเลือดออก แล้วมีการต่อยตีกันจนบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย

6. วันที่ 21 พฤษภาคม สื่ออินเดียรายงานว่าทหารจีนล่วงล้ำเข้ามาในดินแดนที่หุบเขาแม่น้ำกัลวัน (Galwan River) ในแคว้นลาดักเพื่อคัดค้านการสร้างถนนของอินเดียในพื้นที่นั่น และในวันที่ 24 พฤษภาคมมีรายงานว่าทหารจีนประมาณ 800–1000 นายข้ามเข้ามาในเขตอินเดีย 3 จุดในแคว้นลาดัก

7. หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอินเดียและจีนได้หารือกันและดูเหมือนว่าจะเคลียร์กันได้เรื่องเหตุปะทะยิบย่อยที่เกิดขึ้น แต่แล้วในปลายเดือนพฤษภาคมจีนส่งทหารเข้ามาในพื่นที่ทับซ้อนในลาดักหลายพันนายทำให้อินเดียต้องส่งทหารเข้าไปประจำการในลาดักเพิ่มเติม

8. จนกระทั่งในวันที่ 15 มิถุนายน ก็เกิดการปะทะของทหารจีนกับอินเดียอีกครั้งที่หุบเขาแม่น้ำกัลวัน คราวนี้ทหารอินเดีย 3 นายทหารจีน 5 นายถึงกับเสียชีวิตจากการตะลุมบอนสองฝ่ายโดยใช้ก้อนหินกับดาบปลายปืนสู้กันแต่ไม่มีการยิง นับเป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปีที่มีคนตายจากความขัดแย้งจีน-อินเดีย

9. เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าทำไมจีนกับอินเดียถึงมีท่าทีแข็งกร้าวต่อกันมากขึ้นแล้วจะเกิดสงครามระหว่าง 2 ประเทศหรือไม่? คำถามนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งแต่เกิดการปะทะครั้งแรกๆ ในปีนี้ จนกระทั่งมันเริ่มจะวิตกมากขึ้นเมื่อมีคนเสียชีวิต

10. ผู้เชี่ยวชาญต่างแสดงทัศนะต่างๆ กัน เช่น ศาสตราจารย์เทย์เลอร์ ฟราเวล (Taylor Fravel) แห่งสถาบัน MIT กล่าวว่า จีนกำลังมีปฏิกริยาต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอินเดียในลาดักซึ่งเป็นพื้นที่เปราะบางด้านยุทธศาสตร์ นอกจากนี้ยังอาจเป็นการแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของจีนในช่วงที่เกิดการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งการระบาดนี้ทำให้เศรษฐกิจจีนและความสัมพันธ์ทางการทูตของจีนต้องเสื่อมถอยลง

11. คนที่คิดคล้ายๆ กันคือ นายพลเกษียณ ไซเอด อาตา ฮาสเนน (Syed Ata Hasnain) แห่งกองทัพอินเดียที่กล่าวว่าการที่จีนเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็เพื่อบงการยุทธศาสตร์ของประเทศเพื่อนบ้านยุคหลังโควิด-19 เพื่อให้อินเดียหันมาเพ่งเล็งที่ภูมิภาคหิมาลัยแทนที่จะเป็นภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย เนื่องจากจีนมีความพร้อมในแถบหิมาลัยมากกว่า แต่ไม่มีฐานที่มั่นที่จะรับมืออินเดียได้ดีนักในแถบมหาสมุทรอินเดีย 

12. นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าจีนต้องการจะ “แสดงเพาเวอร์” ในแถบลาดักหลังจากที่อินเดียตัดสินใจแยกแคว้นลาดักออกจากแคว้นชัมมูและกัษมีร์เมื่อปีที่แล้วจากนั้นกำหนดให้ลาดักเป็นดินแดนของรัฐบาลกลาง เรื่องนี้ทำให้จีนอาจรู้สึกได้ว่าอินเดียกำลังจะ “เคลม” พื้นที่ทับซ้อนในลาดัก หนึ่งในผู้ที่มีความเห็นในทำนองนี้คือเคาตัม พัมพะวาเล (Gautam Bambawale) นักการทูตชาวอินเดียที่เคยประจำการอยู่ที่จีน 

13. เหตุผลนี้ค่อนข้างมีน้ำหนักเพราะอามิต ชาห์ (Amit Shah) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของอินเดียประกาศต่อรัฐสภาว่าดินแดนอักไสจิน (Aksai Chin) ที่จีนครอบครองอยู่นั้นที่จริงแล้วคือดินแดนของลาดัก ท่าทีนี้ตอกย้ำว่าลึกๆ แล้วนักการเมืองอินเดียยังต้องการจะอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่กรณีพิพาทที่เกี่ยวข้องกับลาดักมาโดยตลอด 

14. นอกจากนี้ยังมีแง่มุมด้านการเมืองระดับมหภาค เช่น ราชัน โมหัน (Raja Mohan) ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาแห่งเอเชียใต้ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์กล่าวว่าเป็นเพราะดุลอำนาจระหว่างจีนและอินเดียที่เริ่มจะไม่สมดุลเป็นสาเหตุหลักของข้อพิพาทครั้งนี้ ส่วนสาเหตุที่สมดุลเปลี่ยนไปก็เพราะอินเดียเอนเอียงไปทางสหรัฐมากขึ้นจนทำให้จีนไม่พอใจ 

15. ความเห็นของโมหันอาจทำให้หลายคนเข้าใจว่าอินเดียเพิ่งจะเอนเอียงมาทางสหรัฐ แต่อินเดียเคยขอความช่วยเหลือสหรัฐมาแล้วครั้งหนึ่งช่วงที่ทำสงครามกับจีนเมือปี 1962 ก่อนที่จีนจะประกาศหยุดยิงได้ไม่นานสหรัฐได้เตรียมส่งเรือบรรทุกครื่องบินมาช่วยและยังส่งยุทธภัณฑ์สนับสนุนอินเดียด้วย 

16. สงครามจีน-อินเดียเมื่อ 58 ปีก่อนไม่ได้มีแค่จีนกับอินเดียเท่านั้นที่รบกัน แต่จีนรบอย่างเดียวดายโดยที่อินเดียได้รตับการสนับสนุนด้านอาวุธชั้นเลิศจากสหภาพโซเวียต ประเทศคอมมิวนิสต์ที่เคยเป็นมหามิตรกับจีนแต่มาแตกคอกันไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น แถมอินเดียยังได้รับแรงหนุนจากสหรัฐด้วย เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขในตอนนี้ หากจะเกิดสงครามอีกครั้ง ก็คงจะเป็นอีกครั้งที่จีนต้องรบกับอินเดียอย่างเดียวดายอีกเช่นเคย

17. แต่จีนก็คงเตรียมใจเอาไว้แล้ว ดังที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงกล่าวกับกองทัพเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมว่าให้เตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดและเตรียมพร้อมรับกับสมรภูมิการรบ เพราะการระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของจีนอย่างลึกซึ้ง

AFP PHOTO / Diptendu DUTTA