ทราเวล บับเบิล ไม่เวิร์กจนกว่าจะมีวัคซีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626365

วันที่ 18 มิ.ย. 2563 เวลา 20:47 น.ทราเวล บับเบิล ไม่เวิร์กจนกว่าจะมีวัคซีนเรายังไม่ควรประมาท ยังไม่ควรลดการ์ด เพราะเชื้อสามารถกลับมาได้ทุกเมื่อ

เชื้อโคโรนาไวรัสทำให้การเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกหยุดชะงัก องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (WTO) คาดการณ์ว่าการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศในปีนี้จะลดลงถึง 80% หลายประเทศที่เริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ จึงเริ่มมองหาหนทางในการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว

มาตรการ Travel Bubble จึงถูกพูดถึงอย่างหนาหูในช่วงนี้

Travel Bubble ก็คือ การจับคู่การเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสได้แล้ว โดยให้พลเมืองของประเทศคู่สัญญาเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกันโดยไม่ต้องกักตัวเพื่อเฝ้าดูอาการ 14 วัน เพื่อฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยว

ประเทศที่ตกลงจะทำสัญญา Travel Bubble ระหว่างกันเป็นประเทศแรกๆ ก็คือ ออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ (Trans-Tasman bubble) เพราะทั้งสองประเทศสั่งปิดพรมแดนสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่เดือน มี.ค. และสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อยู่หมัดแล้วในขณะนั้น

แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าแผนเปิดพรมแดนระหว่างกันจะต้องเลื่อนออกไป เพราะนิวซีแลนด์เองก็กลับมาพบการติดเชื้ออีกระลอก หลังจากไม่มีผู้ป่วยรายใหม่  24 วันติดต่อกัน ส่วนออสเตรเลีย บางรัฐ อาทิ ควีนส์แลนด์ เวสเทิร์นออสเตรเลีย ยืนยันว่าจะยังไม่เปิดพรมแดนไปจนถึงปีหน้า ทำให้ต้องชะลอแผนท่องเที่ยวระหว่างกันไว้ก่อน

แปลว่ามาตรการ Travel Bubble ไม่เวิร์กแล้ว เพราะรัฐบาลท้องถิ่นของออสเตรเลียไม่เอาด้วย ส่วนนิวซีแลนด์ก็ยังกล้าๆ กลัวๆ เพราะออสเตรเลียยังมีผู้ติดเชื้ออยู่

ประเด็นการระบาดระลอกสองกลายเป็นเรื่องที่น่าจับตาสำหรับประเทศที่กำลังจะใช้มาตรการ Travel Bubble โดยเฉพาะประเทศไทย เพราะประเทศที่เราจะจับคู่ด้วยต่างก็เริ่มมีสัญญาณการระบาดระลอกสอง ไม่ว่าจะเป็นจีนที่พบการระบาดในตลาดซินฟาตี้ในกรุงปักกิ่งจนต้องล็อกดาวน์ห้ามเดินทางเข้าออกในพื้นที่ 11 จุด

ส่วนในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ยังพบกลุ่มผู้ติดเชื้อใหม่ต่อเนื่องเป็นหลักสิบ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสถานบันเทิงยามค่ำคืน ทั้งๆ ที่ดูเหมือนว่าจะควบคุมได้แล้วก่อนหน้านี้

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าเรายังไม่ควรประมาท ยังไม่ควรลดการ์ด เพราะเชื้อสามารถกลับมาได้ทุกเมื่อ การเปิดรับนักท่องเที่ยวแม้จะมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดการแพร่เชื้อหากมีนักท่องเที่ยวติดเชื้อ

เรื่องนี้มีผลสำรวจความคิดเห็นชาวไทยจากสวนดุสิตโพลล์เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่า 75.72% มองว่ายังไม่ควรเปิด Travel Bubble 54.39% บอกว่าคนไทยควรเที่ยวในประเทศกันเองก่อน และ 21.33% กังวลว่านักท่องเที่ยวต่างชาติอาจจะทำให้ Covid-19 ระบาดระลอกสอง

คำถามคือ หากไม่เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วธุรกิจการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้อย่างไร

ณ ตอนนี้คนไทยต้องหันมาเที่ยวกันเองในประเทศ อย่างที่ กลินท์ สารสิน ประธานหอการค้าไทยแนะนำว่าไทยต้องเริ่มจากการท่องเที่ยวในประเทศก่อน แม้ว่าจะไม่อาจชดเชยรายได้ที่ขาดหายไปจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่หากมองจากสถานการณ์ในจีนขณะนี้ ไทยควรเพลย์เซฟไว้ก่อน

เพราะหากมีนักท่องเที่ยวติดเชื้อแม้เพียงคนเดียว นอกจากจะมีความเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อให้คนไทยแล้ว รัฐบาลอาจจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลนักท่องเที่ยว ซึ่งอาจจะสูงกว่ารายได้ที่ไทยจะได้จากนักท่องเที่ยวรายนั้นหลายเท่า

รัฐบาลไทยมีงบประมาณเตรียมพร้อมสำหรับกรณีนี้หรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีแง่มุมที่ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนรอบคอบ อาทิ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของผู้ประกอบการที่กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจาก Travel Bubble เพราะหากเปิดแล้วนักท่องเที่ยวน้อยก็ไม่คุ้มกับต้นทุนในการดำเนินการ

ความกังวลเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยวมีรายงานจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ระบุว่านักท่องเที่ยวยังกังวลเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางด้วยเครื่องบิน โดยช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวมีแผนจะเดินทางภายใน 2-3 เดือนหลัง Covid-19 จบ เพียง 45% ลดลงจากเดือน เม.ย. ที่อยู่ที่ 61%

และหากนักท่องเที่ยวนำเชื้อเข้ามาแพร่ในประเทศจนเกิดการระบาดระลอกสอง ไทยจะต้องงัดมาตรการล็อกดาวน์กลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครต้องการแล้ว เพราะทุกคนทั้งประชาชนและภาคธุรกิจต่างก็บอบช้ำจากการล็อกดาวน์ระลอกแรกมาไม่น้อย ถ้าต้องเจ็บตัวซ้ำทั้งที่ยังไม่ทันฟื้นตัวจากครั้งแรก คนที่สายป่านสั้นอาจต้องล้มหายตายจากไป

แล้วทำไมกรีซซึ่งมีตัวเลขผู้ติดเชื้อและการควบคุมการแพร่ระบาดใกล้เคียงกับไทยทำได้

กรีซเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (European Health Insurance) ที่ครอบคลุมระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกัน รวมทั้งในสวิตเซอร์แลนด์และสหราชอาณาจักร หากนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปด้วยกันเกิดติดเชื้อโคโรนาไวรัสติดในกรีซ รัฐบาลกรีซไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลนักท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลสหภาพยุโรป

นอกจากนี้ กรีซยังจับตาดูสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมตรวจหาเชื้อในกลุ่มนักท่องเที่ยว รวมทั้งบังคับใช้มาตรการเพื่อความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทั่วประเทศ อาทิ จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในโรงแรมและรีสอร์ท แต่ละโรงแรมต้องมีแพทย์ประจำ

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคหลัง Covid-19 อย่างแท้จริง หมายความว่าเชื้อโคโรนาไวรัสอาจกลับมาระบาดได้ทุกเมื่อ และหากมันเกิดขึ้นความพยายามควบคุมการแพร่ระบาดที่ผ่านมาล้วนเสียเปล่า  

ขึ้นชื่อว่าฟองอากาศ (Bubble) ย่อมมีความเปราะบาง ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีน ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่ไม่ว่าจะควบคุมอย่างเข้มงวดเพียงใดก็ตาม Travel Bubble ก็ยังไม่ควรเกิดขึ้น

เยอรมนีงานเข้า โควิดระบาดในโรงฆ่าสัตว์ ติดเชื้อแล้ว 650 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626363

วันที่ 18 มิ.ย. 2563 เวลา 19:46 น.เยอรมนีงานเข้า โควิดระบาดในโรงฆ่าสัตว์ ติดเชื้อแล้ว 650เยอรมนีเร่งหยุดการแพร่ระบาดของ Covid-19 หลังคนงานในโรงงานฆ่าสัตว์ 650 คนในรัฐนอร์ดไฮน์เวสต์ฟาเลนทางตะวันตกของประเทศ ติดเชื้อโคโรนาไวรัส

ทางการเยอรมนีสั่งปิดโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ในเมืองกือเทอร์สโลในรัฐนอร์ดไฮน์เวสต์ฟาเลนชั่วคราว หลังพบว่าพนักงานในโรงงาน 650 คนติด Covid-19

ด้าน กีเรียน ชูลซ์ อัลธอฟฟ์ ประธานฝ่ายการจัดการคุณภาพของบริษัท Toennies ซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานระบุว่า พนักงานของโรงงานจำนวนหนึ่งเป็นแรงงานต่างชาติที่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ และอาจนำเชื้อโคโรนาไวรัสกลับมาแพร่ที่โรงงาน

นอกจากนี้ ยังยอมรับว่า การบังคับใช้มาตรการเว้นระยะห่างระหว่างกันในโรงงานทำได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากโรงงานไม่ได้สร้างเพื่อรองรับโรคระบาด

ขณะที่ทางการท้องถิ่นกำลังเร่งควบคุมการแพร่ระบาดไม่ให้ขยายวงกว้าง แต่ยังไม่ประกาศล็อกดาวน์ ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงของรัฐบาลกลางว่าหากพบการติดเชื้อเกิน 50 คนต่อประชากร 100,000 คนในรัฐใด รัฐนั้นต้องมีมาตรการควบคุมโรค

การระบาดล่าสุดในโรงงานฆ่าสัตว์ทำให้เกิดความกังวลว่าสถานการณ์ Covid-19 ในเยอรมนีจะแย่ลง และทำให้นึกถึงการระบาดระลอกใหม่ในจีนและนิวซีแลนด์

ทั้งนี้ ทางการเยอรมนีผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคและเปิดพรมแดนไปเมื่อเร็วๆ นี้

ส่อวุ่น เนปาลอนุมัติแผนที่ประเทศฉบับใหม่ รุกล้ำดินแดนอินเดีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626352

วันที่ 18 มิ.ย. 2563 เวลา 17:33 น.ส่อวุ่น เนปาลอนุมัติแผนที่ประเทศฉบับใหม่ รุกล้ำดินแดนอินเดียอินเดียมีปัญหาเพื่อนบ้านรอบด้าน ล่าสุดสภาเนปาลอนุมัติแผนที่ใหม่ ผนวกดินแดนอินเดียด้วย

รอยเตอร์รายงานว่า วันนี้ (18 มิ.ย.) วุฒิสภาเนปาลได้เห็นชอบอนุมัติใช้แผนที่ประเทศฉบับใหม่ ซึ่งมีการผนวกรวมดินแดนบางส่วนที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การปกครองของอินเดียไปด้วย ส่งผลให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติของเอเชียใต้แย่ลง ซ้ำเติมสถานการณ์ปะทะกันบนพรมแดนหิมาลัยระหว่างอินเดียกับจีน

รายงานระบุว่า แผนที่ฉบับใหม่ของเนปาล ได้รวมถึงดินแดนเขต Limpiyadhura, ช่องเขาลิปูเลค (Lipulkeh) และดินแดนคาลาปานี (Kalapani)ซึ่งเป็นพื้นที่ภายใต้การปกครองของอินเดียในส่วนหนึ่งของเขตพิธาราระห์รัฐอุตตราขัณฑ์ และเป็นดินแดนที่ถูกเนปาลเรียกร้องอ้างสิทธิ์มาตั้งแต่ปี 1998

วุฒิสภาเนเปาลซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 59 เสียง ได้ลงมติท่วมท้นด้วยคะแนน 57 เสียง เห็นด้วยเกี่ยวกับร่างราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญในการเปลี่ยนแปลงแผนที่ประเทศ หลังจากที่ร่างฯดังกล่าวผ่านการอนุมติของสภาผู้แทนฯเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เรื่องดังกล่าว ทางการอินเดียได้ออกมาปฏิเสธตั้งแต่ก่อนหน้าที่วุฒิสภาเนปาลจะอนุมัติว่า โดยว่าเนปาลได้อ้างสิทธิ์เหนือดินแดนโดยปราศจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาอ้างอิง

ด้านนาง Shiva Maya Tumbahamphe รมว.ยุติธรรม แถลงต่อที่ประชุมสภาโดยยืนยันว่า เนเปาลมีข้อเท็จจริงและหลักฐานมากพอที่จะยืนยันถึงสิทธิเหนือดินแดนต่ออินเดีย

ทั้งนี้ แผนที่ประเทศฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการต่อเมื่อประธานาธิบดีพิทยา เทวี ภัณทารี ผู้นำหญิงของเนปาลลงนามอนุมัติ ซึ่งจะส่งผลให้กลายเป็นข้อพิพาททางดินแดนระหว่างอินเดียกับเนปาล หลังจากที่อินเดียเพิ่งมีข้อพิพาททางดินแดนกับจีน จากเหตุปะทะกันระหว่างทหารจีนกับอินเดียบนพรมแดนเขาหิมาลัย ซึ่งส่งผลให้ทหารอินเดียอย่างน้อย 20 นาย เสียชีวิต และมีรายงานทหารจีนอย่างน้อย 43 นายบาดเจ็บด้วย แต่ทางการจีนยังไม่ได้ออกมาเปิดเผยอย่างชัดเจนว่ามีทหารฝ่ายตนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจำนวนเท่าใด

อดีตผู้นำคาซัคสถาน ติดเชื้อโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626348

วันที่ 18 มิ.ย. 2563 เวลา 16:26 น.อดีตผู้นำคาซัคสถาน ติดเชื้อโควิดอดีตประธานาธิบดีคาซัคสถานวัย79ปี ผู้ครองอำนาจประเทศนานเกือบสามทศวรรษ ติดเชื้อโควิด-19

เอเอฟพีรายงานว่า นายนูร์ซุลตัน นาซาร์บาเยฟ (Nursultan Nazarbayev) อดีตประธานาธิบดีคาซัคสถานวัย 79 ปี ผู้มีฉายาว่าบิดาแห่งชาติ เนื่องจากเป็นผู้สร้างชาติคาซัคสถานและเป็นผู้นำคนแรกของประเทศซึ่งครองอำนาจมานานกว่า 28 ปี ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แถลงการณ์จากเลขาส่วนตัวของนายนาซาร์บาเยฟ ระบุว่า ขณะนี้อดีตประธานาธิบดีได้เข้าแยกกักกันตัวเองแล้ว หลังจากผลตรวจเชื้อยืนยันว่าเขาติดไวรัสโควิด แต่ไม่มีอาการรุนแรงใดๆที่ต้องเป็นกังวล

อดีตผู้นำคาซัคสถานกำลังจะมีอายุครบ 80 ปีในเดือนหน้า ได้ก้าวลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อช่วงเดือนมีนาคมปี 2019 หลังครองอำนาจประเทศมาตั้งแต่ปี 1991 ซึ่งหลังการลงจากอำนาจ นายนูร์ซุลตันได้รับฉายาว่าเป็น”ผู้นำแห่งชาติ” ทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆเป็นกรณีพิเศษ

ทั้งนี้ นอกจากอดีตผู้นำแล้ว มีบุคคลสำคัญระดับสุงในรัฐบาลคาซัคสถานหลายรายที่ถูกพบว่าติดเชื้อโควิด รวมถึงโฆษกประจำตัวประธานาธิบดีโตกาเยฟผู้นำคนปัจจุบันด้วย

สายการบินอินโดฯยกเลิกพนักงานสวมหน้ากาก เหตุผู้โดยสารโวยไม่เห็นรอยยิ้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626341

วันที่ 18 มิ.ย. 2563 เวลา 14:58 น.สายการบินอินโดฯยกเลิกพนักงานสวมหน้ากาก เหตุผู้โดยสารโวยไม่เห็นรอยยิ้ม

ผู้โดยสารบ่นแอร์ฯไม่ยิ้ม การูดาอินโดนีเซีย ยกเลิกนโยบายให้ลูกเรือสวมหน้ากากอนามัย

จาการ์ต้าโพสต์รายงานว่า สายการบินการูดา อินโดนีเซีย (Garuda Indonesia) ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของอินโดนีเซีย เตรียมยกเลิกนโยบายที่ให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสวมหน้ากากอนามัยขณะให้บริการผู้โดยสารบนเครื่อง หลังจากที่ถูกผู้โดยสารตำหนิว่าการสวมหน้ากากอนามัยทำให้ไม่เห็นรอยยิ้มของพนักงาน ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกว่าพนักงานดูไม่ค่อยเต็มใจในการให้การบริการ

สำหรับสายการบินการูดาเริ่มกลับมาให้บริการเส้นทางในประเทศเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยมาตรการป้องกันเชื้อบนเครื่องยอ่างเคร่งครัดโดยเฉพาะการให้พนักงานต้อนรับสวมหน้ากากและถุงมือขณะให้บริการ แต่เรื่องดังกล่าวส่งผลให้มีผู้โดยสารจำนวนมากร้องเรียนทางสายการบินว่า ไม่เห็นรอยยิ้มของพนักงานจึงรู้สึกว่าพนักงานบริการอย่างไม่เป็นมิตร โดยทางฝ่ายบริหารของสายการบินกำลังพิจารณาทางเลือกในการให้ลูกเรือใช้เฟซชิลด์แทนการใช้หน้ากากอนามัยเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

Photo :garuda-indonesia.com

อดีตคนใกล้ชิดแฉหมดเปลือก ทรัมป์ขอสีจิ้นผิงช่วยเลือกตั้งสมัยสอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626319

วันที่ 18 มิ.ย. 2563 เวลา 12:51 น.อดีตคนใกล้ชิดแฉหมดเปลือก ทรัมป์ขอสีจิ้นผิงช่วยเลือกตั้งสมัยสองอดีตที่ปรึกษาทรัมป์แฉ ผู้นำสหรัฐแอบขอความช่วยเหลือจีน ให้ชนะเลือกตั้งสมัยสอง

สื่อสหรัฐรายงานว่า เนื้อหาในตอนหนึ่งของหนังสือเล่มใหม่ซึ่งกำลังจะวางจำหน่ายที่มีชื่อว่า The Roome Where It Happened : A White House Memoir เขียนโดยนายจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาด้านด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งตอนหนึ่งของหนังสือเล่มดังกล่าวอ้างว่า ผู้นำสหรัฐพยายามแสวงหาความช่วยเหลือจากประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ผู้นำจีน ในการช่วยให้เขาชนะการเลือกสมัยสองซึ่งกำลังจะมีขึ้นช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

นายโบลตัน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงทรัมป์ระหว่างปี 2018-2019 เผยในตอนหนึ่งของหนังสือเล่มใหม่ความยาว 577 หน้าโดยโบลตันอ้างว่า เมื่อคราวการประชุมG20ที่เมืองโอซาก้าประเทศญีปุ่นปี 2019 ผู้นำสหรัฐได้พบหารือแบบทวิภาคีกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ผู้นำจีนได้กล่าวเชิงบ่นว่านักการเมืองและกลุ่มนักวิจารณ์การบางฝ่ายในสหรัฐ ต้องการทำลายบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ คลายๆกับสงครามเย็นยุคใหม่ ซึ่งแม้นายสีจะไม่ได้พาดพิงถึงใคร แต่ทรัมป์คาดว่าอาจเป็นบรรดาพรรคเดโมแครต

ซึ่งต่อมาผู้นำสหรัฐได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนา พูดถึงประเด็นการเลือกตั้งสหรัฐช่วยปลายปี2020 เป็นนัยว่าหากเขาได้รับการเลือกตั้งสมัยสอง จะช่วยรักษาบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำสองชาติ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการค้าของจีนได้ โดยเฉพาะเรื่องการซื้อขายสินค้าเกษตรกับสหรัฐ

นอกจากนี้นายโบลตันยังกล่าวว่าตลอดระยะเวลาที่เขาทำงานในทำเนียบขาว ได้พบถึงการมีความเห็นที่ไม่ลงรอยกันระหว่าง นายไมค์ ปอมเปโอ รมว.ต่างประเทศกับปธน.ทรัมป์ ซึ่งเขาสัมผัสได้ว่าทรัมป์แทบไม่เข้่าใจการบริหารประเทศเลย โดยเฉพาะในการรับฟังสรุปรายงานด้านข่าวกรอง ทรัมป์มักเป็นฝ่ายพูดมากกว่าการรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคง

นี่เป็นเพียงบางส่วนที่นายโบลตันกล่าวอ้างลงในหนังสือเล่มใหม่ของเขา ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีรายงานว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้เตรียมฟ้องร้องนายโบลตัน พร้อมร้องขอคำสั่งศาลให้ยุติการตีพิมพ์และจำหน่ายหนังสือเล่มใหม่ของเขา โดยอ้างว่าเต็มไปด้วยเนื้อหาสุ่มเสี่ยงด้านความมั่นคงและขายความลับทางราชการ ทั้งข้อมูลส่วนใหญ่บิดเบือนคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แต่ทว่าหากหนังสือของนายโบลตันถูกจำหน่าย ทางยุติธรรมก็เตรียมฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายด้วยการให้อายัดผลกำไรที่ได้จากการจำหน่ายเข้าสู่คลังของรัฐ

ทรัมป์ยืนยันสหรัฐจะไม่ล็อกดาวน์ประเทศอีก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626305

วันที่ 18 มิ.ย. 2563 เวลา 11:14 น.ทรัมป์ยืนยันสหรัฐจะไม่ล็อกดาวน์ประเทศอีกผู้นำสหรัฐยัน จะไม่ปิดประเทศอีก แม้คนมะกันติดโควิดเพิ่ม

รอยเตอร์รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (17 มิ.ย.) กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ว่า สหรัฐจะไม่ล็อกดาวน์ประเทศอีก และไม่คิดจะทำเช่นนั้น เนื่องจากจะกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศ แม้ว่ายอดตัวเลขสะสมผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ท่าทีของผู้นำสหรัฐมีขึ้นสอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของนายแลร์รี คุดโลว์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาวและนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลัง ซึ่งพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสหรัฐไม่สามารถปิดเศรษฐกิจได้อีก

ด้านรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ได้ต่อสายถึงยังผู้ว่าการรัฐในแต่ละมลรัฐ โดยย้ำว่ารัฐบาลกลางจะเร่งเพิ่มความสามารถในการตรวจคัดกรองเชื้อเพิ่มขึ้น ขณะที่นิวยอร์กไทมส์ตั้งข้อสังเกตว่า มีอย่างน้อย 14 รัฐที่ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงกว่าตัวเลขเฉลี่ยการตรวจคัดกรองเชื้อ

ทั้งนี้ จากมาตรการล็อกดาวน์ในหลายพื้นที่ทั่วสหรัฐ ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ขณะนี้มีคนสหรัฐตกงานนับสิบล้านคน ขณะที่ยอดติดเชื้อสะสสมอยู่ที่ 2.16 ล้าน เสียชีวิตแล้ว 118,000 ราย

ไทยควบคุมโรคระบาดได้ดี แต่ทำไมถึงไม่มีใครชื่นชม? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626283

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 20:47 น.ไทยคุมโควิดได้ดี แต่ทำไมถึงไม่มีใครชื่นชม? ความร่วมมือของคนไทยและความอุตสาหะของบุคคลากรทางเแพทย์เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โรคระบาดไม่รุนแรง แต่ทำไม่ถึงไม่มีใครชื่นชมไทยในเรื่องนี้?

ในสายตาของคนทำข่าวต่างประเทศตลอดเกือบ 6 เดือนที่มีการระบาดของโควิด-19 ประเทศไทยถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยเลยในการควบคุมโรคไม่ให้ขยายวงกว้าง ยิ่งเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลซียด้วยแล้วถือว่าผลงานของไทยนั้นดีมาก

แต่แปลกที่ไม่ค่อยมีสื่อต่างชาติยกย่องความสำเร็จของไทย

มีบทความในสื่อต่างประเทศไม่กี่แห่งที่ชื่นชมไทย เช่น บทความของ Shawn W. Crispin เรื่อง “เรื่องราวความสำเร็จเกี่ยวกับโควิด-19 ของไทยที่ไม่มีใครรู้” เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ชี้ว่าความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากความพร้อมใจของคนไทยที่ปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันโรคด้วยดี และระบบสาธารณสุขที่ครอบคลุม

แต่บทความนี้ชี้ว่าข้อด้อยของไทยคือไม่มีการตรวจเชื้อที่ครอบคลุมและเป็นระบบ จุดนี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญบางคนสงสัยว่าไทยปิดข่าว แต่เมื่อดูจากเงื่อนไขแวดล้อม เช่น โรงพยาบาลที่ไม่มีคนไข้แออัด หรือสื่อที่ค่อนข้างเสรี และโลกโซเชียลที่เสรียิ่งกว่าเอามากๆ ก็ต้องยอมรับว่าไทยไม่มีการปิดข่าว

แต่คำชมไทยก็มีเท่านี้ แถมยังเป็นคำชมที่ไว้เชิง คือไม่ยอมชมแบบเต็มที่เพราะยังสงสัยว่าไทยไม่น่าจะเก่งขนาดนี้

ตรงกันข้ามในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน สื่อต่างประเทศชมเชยว่าสิงคโปร์ประสบความสำเร็จและเป็นโมเดลตัวอย่าง จนกระทั่งสถานการณ์เปลี่ยนไปเสียงชมก็กลายเป็นความกังขาที่สิงคโปร์มีผู้ตคิดเชื้อมากมาย แต่ก็ไม่ยักมีใครตำหนิว่าสิงคโปร์ล้มเหลว

ที่น่าตกใจก็คือถึงขนาดนี้แล้วยังมีสื่อนอกบางแห่งยังกล้าชมเชยว่าสิงคโปร์รับมือการระบาดได้ดีที่สุดในโลก เช่นบทความใน Time ที่ชื่นชมสิงคโปร์เสียหยดย้อย และยังจัดอันดับประเทศที่มีการติดเชื้อพอๆ กับไทยแต่มีผู้เสียชีวิตมากกว่าไทยอย่างกรีซให้อยู่ในระดับดีเยี่ยมด้วย

ในกรณีของสิงคโปร์นั้นยังเกิดความกังขาขึ้นในเมืองไทยเมื่อบริษัท Deep Knowledge Group หรือ DKG จัดให้อันดับให้สิงคโปร์อยู่ในกลุ่มรับมือการระบาดได้ดีมาก หรือ Tier1 ส่วนไทยอยู่ในระดับ Tier3 เกือบจะบ๊วย (Tier4) อยู่แล้ว จึงเป็นการตัดสินที่ค้านสายตาคนไทยเป็นอย่างมาก

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับไทยเท่านั้น เมื่อเดือนเมษายนนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลโพสต์เฟซบุ๊คอวดว่าอิสราเอลปลอดภัยที่สุดในโลกระหว่างการระบาดโควิด-19 โดยอ้างข้อมูลจาก DKG แต่กลับถูกสื่อและประชาชาตั้งข้อสังสัยว่าองค์กรนี้มันน่าเชื่อถือหรือ?

ปรากฎว่า DKG มีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือและมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจคริปโตเคอเรนซี่, การลงทุนเงินตราจต่างประเทศ และการลงทุนอื่นๆ มากวก่าจะเป็หน่วยงานด้านบิ๊กดาต้าทางสังคม ที่สำคัญคือเว็บไซต์ขององค์กรยังระบุว่า “DKG ไม่รับผิดชอบใดๆ กับความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลเหล่านั้น”

และ “เราเชื่อว่าเนื้อหาของเว็บไซต์นี้มีความถูกต้องสมบูรณ์และทันเหตุการณ์ อย่างไรก็ตามไม่มีการรับประกันความถูกต้อง สมบูรณ์ หรือทันเหตุการณ์ของเนื้อหา มันเป็นความรับผิดชอบของคุณในการตรวจสอบข้อมูลใด ๆ ก่อนที่จะเชื่อถือมัน”

เป็นไปได้หรือไม่ว่าบางประเทศพยายามซื้อพื้นที่ข่าวเพื่อโปรโมทตัวเองทั้งๆ ที่ตัวเองทำล้มเหลว หากเป็นแบบนั้นก็เท่ากับเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่ออำพรางความจริงอย่างหนึ่ง

หรือไม่บางประเทศที่สื่อถูกควบคุมโดยรัฐก็พยายามประโคมว่าประเทศตัวเองควบคุมการระบาดได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่ระบอบการปกครองของประเทศนั้นไม่เอื้อให้มีการตรวจสอบ ขาดความโปร่งใส และมีการลงโทษผู้เห็นต่างจากรัฐบาลแม้แต่ในช่วงที่เกิดการระบาด

ที่น่าวิตกคือบางประเทศมีการบิดเบือนข้อมูลเพื่อที่จะ “บลั๊ฟ” ประเทศอื่นอย่างเห็นได้ชัด

ในภาพใหญ่เรายังเห็นการต่อสู้ระหว่าง “โมเดลเผด็จการ” กับ “โมเดลเสรีนิยม” เช่น มารีส เพน (Marise Payne) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียที่กล่าวหาจีนกับรัสเซียว่าทำสงครามข้อมูลข่าวสาร (infodemic) เพื่อที่จะบั่นทอนระบอบประชาธิปไตย โดยทำให้เห็นว่าประเทศประชาธิปไตยล้มเหลวในการควบคุมโควิด-19

เพนบอกว่า “เป็นเรื่องที่น่าขุ่นใจที่บางประทเศกำลังใช้การระบาดมาบั่นทอน (โมเดล) ประชาธิปไตยเสรีนิยมและโปรโมทโมเดเผด็จการอำนาจนิยมของตัวเอง”

ก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการยุโรปมีรายงานว่ารัสเซียกับจีนเป็นตัวการปล่อยข่าวปลอมออกมาเพื่อบั่นทอนวิธีการควบคุมการระบาดตามโมเดลประชาธิปไตยและเพื่อทำให้สังคมแตกแยกแล้วสร้างภาพว่าตัวเองควบคุมการระบาดได้ดีกว่า

ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่ว่าก็ตาม เราจะเห็นว่าความสำเร็จและความล้มเหลวในการควบคุมโรคกลายเป็นอาวุธทางการเมืองไปแล้ว

แม้แต่ไทยเองก็อาจถูกลากเข้าไปร่วมในสงครามอุดมการณ์แบบนี้

วอลเดน เบลโล (Walden Bello) นักวิชาการชาวฟิลิปปินส์ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับสังคมไทยเรื่อง A Siamese Tragedy ได้เขียนบทความเรื่อง “ไทยควบคุมโควิด-19 อย่างไร?” โดยชี้ว่าในประเทศที่มีมรสุมทางการเมืองอย่างไทย สิ่งที่เป็นตัวแปรไม่ใช่ “โองการจากเบื้องบน” แต่เป็นระบบสาธารณสุขที่ประชาชนชื่นชม

เขาชี้ว่าการที่เอเชียคุมโควิด-19 ได้ดีว่าโลกตะวันตกทำให้มีคนสรุปว่าเพราะเอเชียมีรัฐบาลเผด็จการอำนาจนิยมมากกว่าส่วนไทยก็มีรัฐบาลที่เต็มไปด้วยอิทธิพลทหาร ทำให้ถูกมองได้ง่ายๆ ว่าใช้โมเดลเผด็จการแบบจีน

แต่เบลโลบอกว่าการมองแบบนี้มันผิวเผินไป เพราะแม้รัฐบาลไทยจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่คนที่สู้ในสงครามกับโควิด-19 นั้นคือบุคลากรทางการแพทย์โดยใช้วิธีโน้มน้าวให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ บุคคลากรเหล่านี้รวมถึงผู้คนระดับรากหญ้าตามหมู่บ้านต่างๆ ด้วย

รัฐบาลไทยอาจไม่มีเวลามาโฆษณาความสำเร็จของตัวเอง ในแง่นหนึ่งมันยังไม่อาจเรียกว่าเป็นความสำเร็จได้เพราะไม่รู้ว่าโรคมันจะหายไป 100% เมื่อไรกันแน่ อีกด้านหนึ่งการทำแบบนั้นจะยิ่งทำให้รัฐบาลถูกคนในประเทศโจมตีว่า “เอาหน้า”

แต่เราต้องแยกระหว่างการทำดีเอาหน้าและความมีประสิทธิภาพจริงๆ

และในสังคมไทยแตกแยกรุนแรง เรายังอาจต้องแยกระหว่างคนในทำเนียบกับคนทำงานภาคสนาม และหากเกลียดคนในทำเนียบจนอยากให้ล้มเหลวก็เป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ไม่ควรลากเอาบุคคลากรที่ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำมาสนองจริตทางการเมืองของตัวเอง

ส่วนรัฐบาลควรจะโปรโมท “ความสำเร็จ” ของไทยในเวทีโลกให้มากกว่านี้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในอนาคตหากโลกของเราพร้อมที่จะเปิดประตูให้กันอีกครั้ง

หรือหากยังไม่มองไปไกลขนาดนั้น การโปรโมทเรื่องราวในไทยให้โลกได้รับรู้ จะช่วยป้องกันการแทงข้างหลังของบางประเทศ ที่อาจจะยกตัวเองให้ดูดีแล้วบิดเบือนว่าไทยล้มเหลว

และยังช่วยกำหนดจุดยืนของไทยให้ชัดเจน ในเวลาที่มหาอำนาจกำลังชิงดีชิงเด่นกันเรื่องโมเดลเผด็จการหรือโมเดลประชาธิปไตย

อย่างมุมมองของวอลเดน เบลโลที่เห็นว่าไม่ใช่รัฐบาลที่บงการความสำเร็จ แต่เป็นเพราะความร่วมมือร่วมใจของคนไทย เป็นผลงานของบุคคลากรทุกระดับชั้นรวมถึงคนในท้องถิ่น แสดงว่าไทยไม่ใช้โมเดลบีบบังคับสั่งการอย่างเดียว แต่เป็นการตัดสินใจของประชาชนที่จะเลือกปฏิบัติตาม “คำแนะนำ” ด้วย

นี่ไม่ใช่เรื่องขำๆ แต่มันเป็นการชิงไหวชิงพริบในเวทีการเมืองโลก

การแถลงข่าวภาษาอังกฤษมันไม่พอเสียแล้ว จะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อทำให้ไทยเป็นประเทศในกลุ่มสำเร็จ ไม่ใช่ในกลุ่มล้มเหลว หรือในกลุ่มที่โลกลืม

หากไม่ทำเชิงรุกแบบนี้ อย่างเบาะๆ ไทยจะถูกโลกลืม อย่างแย่ที่สุดคือถูกใส่ร้ายจากบางประเทศว่าล้มเหลว

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

“ไต้หวัน”อนุญาตให้นักธุรกิจจากประเทศเสี่ยงโควิดต่ำเดินทางเข้าได้ มีไทยด้วย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626282

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 20:31 น."ไต้หวัน"อนุญาตให้นักธุรกิจจากประเทศเสี่ยงโควิดต่ำเดินทางเข้าได้ มีไทยด้วย“ไต้หวัน”อนุญาตให้นักธุรกิจจากประเทศเสี่ยงโควิดต่ำมี ไทย-เวียดนาม-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ เดินทางเข้าประเทศได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลไต้หวันได้ประกาศอนุญาตให้นักธุรกิจจากกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำเกี่ยวกับโรคติดเชื้อโควิด-19 สามารถเดินทางเข้าประเทศได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป

ทั้งนี้ กลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าสู่ไต้หวัน ได้แก่ ไทย เวียดนาม ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ขณะที่กลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงปานกลางถึงต่ำที่ได้รับอนุญาต ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเก๊า

รายงานข่าวระบุว่า นักธุรกิจจากประเทศที่ได้รับอนุญาตดังกล่าว จะต้องแสดงใบรับรองปลอดการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ก่อนการเดินทาง 3 วัน และจะต้องถูกกักตัวเป็นเวลา 14 วัน แต่หากยินยอมเป็นผู้จ่ายค่าตรวจหาเชื้อ และผลออกมาเป็นลบ ก็อาจไม่ต้องถูกกักตัวถึง 14 วัน

นอกจากนี้ นักธุรกิจดังกล่าวยังต้องแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆในไต้หวันที่ต้องการเดินทางไป และต้องแสดงใบรับรองว่าได้รับเชิญจากบริษัทในไต้หวัน

นอร์เวย์ชี้แจงไม่มีหลักฐานแซลมอนมีเชื้อโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/626278

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 19:32 น.นอร์เวย์ชี้แจงไม่มีหลักฐานแซลมอนมีเชื้อโควิด-19ท่าทีของนอร์เวย์เกี่ยวกับรายงานข่าวเรื่องการตรวจพบเชื้อไวรัสโควิด-19 ในตลาดค้าส่งของสดที่ประเทศจีน

จากรายงานข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการตรวจพบเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ที่ปักกิ่ง ทำให้ผู้บริโภคเกิดความหวั่นเกรงการบริโภคแซลมอนนำเข้า สืบเนื่องจากสื่อท้องถิ่นจีนที่รายงานว่ามีการค้นพบเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่บนเขียงแล่แซลมอนในตลาดค้าส่งของสดนั้น ทางสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) ชี้แจงว่าขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการถึงความเกี่ยวข้องระหว่างเชื้อไวรัสโควิด-19 และผลิตภัณฑ์อาหารสดรวมถึงแซลมอนจากนอร์เวย์

หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารของนอร์เวย์ยืนยันว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านอาหาร และยังไม่มีรายงานกรณีการติดเชื้อที่เกิดจากการปนเปื้อนในน้ำหรืออาหาร ไม่มีความเป็นไปได้ที่อาหารทะเล เช่น แซลมอน จะเป็นแหล่งกำเนิดหรือพาหะของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือการที่เชื้อไวรัสจะติดอยู่ในตัวปลามาตั้งแต่แรก

สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์เผยว่า ผู้ประกอบการฟาร์มแซลมอนในนอร์เวย์ดำเนินมาตรการที่เคร่งครัดเพื่อจำกัดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และเดินหน้าผลิตอาหารทะเลภายใต้สุขอนามัยและมาตรการตรวจวัดการปนเปื้อนในอาหารที่เข้มงวดมาอย่างต่อเนื่อง

NSC ยังยืนยันนอร์เวย์ยังยึดมั่นในการผลิตอาหารที่ปลอดภัยท่ามกลางการระบาด และมีการติดตามความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าให้มองข้ามความจำเป็นในการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างเข้มงวดในการจัดเตรียมอาหาร องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำหลักสำคัญ 5 ประการ เพื่ออาหารที่ปลอดภัย คือ

1. รักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด 2. แยกอาหารที่ดิบและปรุงสุกแล้วออกจากกัน 3. ประกอบอาหารให้สุกอย่างทั่วถึง 4. จัดเก็บอาหารให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม 5. ใช้น้ำและวัตถุดิบที่สะอาดปลอดภัย

ภาพ LFL16