อเมริกันซื้อปืนเกลี้ยงร้าน ตุนไว้ให้อุ่นใจยามโควิดรุกราน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618048

วันที่ 18 มี.ค. 2563 เวลา 18:09 น.

อเมริกันซื้อปืนเกลี้ยงร้าน ตุนไว้ให้อุ่นใจยามโควิดรุกราน

สหรัฐกลัวสิ่งที่คาดไม่ถึงแห่กันไปซื้อปืนตามร้านขายปืนเป็นแถวยาวเหยียด

ร้านขายปืน Spartan Arms & Range Supplies ในเมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐ แชร์คลิปวิดิโอบรรยากากศในร้านซึ่งปรากฎว่าปืนที่วางโชว์ไว้บนชั้นและในตู้หายไปจนเกลี้ยงร้าน หลังจากลูกค้าแห่กันเข้ามาซื้อปืนจนหมด

เจ้าของคลิปซึ่งคาดว่าเป็นเจ้าของร้านบอกว่าปืนไรเฟิลในร้านเหลือไม่ถึง 10 กระบอกส่วนปืนพกไม่เหลือสักกระบอก มีแต่ปืนรีวอลเวอร์ไม่กี่กระบอก ส่วนกระสุนก็แทบไม่เหลือเลย เจ้าของร้านต้องบอกว่าอย่าโทรมาที่ร้านอีก เพราะไม่เหลืออะไรให้ซื้อแล้ว

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ลาสเวกัสเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทั่วสหรัฐ New York Post รายงานว่ามีชาวนิวยอร์กแห่ไปซื้อปืนเป็นจำนวนมากตามร้านต่างๆ มีรายหนึ่งบอกว่าเขามาซื้อปืนเพื่อกันไว้ก่อนที่จะเสียใจทีหลังเพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อสถานการณ์เลวร้ายลงและผู้คนต้องตกงาน

USA Today รายงานว่ามีการแห่ซื้อปืนที่เมืองคัลเวอร์ซิตี้ รัฐแคลิฟอรืเนีย โดยมีการต่อแถวที่ร้าน Martin Retting Guns ก่อนที่ร้านจะเปิดด้วยซ้ำ เป็นแถวยาวจนหลายคนท้อใจจนเลิกต่อคิว

ผู้ที่มาซื้อปืนให้สัมภาษณ์ว่าพวกเขาต้องการสิ่งของมาช่วยปกป้องตนเองหากมีการปิดเมือง และบางคนบอกว่าเพราะผู้คนกลัวจากกระแสตื่นตระหนกไปทั่วโลก

ร้านขายปืนหลายแห่งสินค้าหมดแล้ว ทำให้ต้องไปหาซื้อกันในตลาดออนไลน์ โดยร้าน Ammo.com เผยว่ามียอดสั่งซื้อเข้ามามากมายตั้งแต่ปลายเดือนกุมพาพันธ์

เนเธอร์แลนด์ใช้แผน “Herd Immunity” สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ รับมือโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618071

วันที่ 18 มี.ค. 2563 เวลา 16:40 น.

เนเธอร์แลนด์ใช้แผน "Herd Immunity" สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ รับมือโควิด

นายกฯเนเธอร์แลนด์รับ จะมีคนดัตช์จำนวนมากติดเชื้อไวรัสโคโรนา

มาร์ก รุตเตอ นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์แถลงผ่านโทรทัศน์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ถึงสถานการณ์ระบาดของโคโรนาไวรัส (โควิด-19) ที่เนเธอร์แลนด์และทุกชาติในยุโรป กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

ประเด็นสำคัญในคำแถลงของนายกดัตช์ ได้พูดถึงแผนการรับมือโควิดของเนเธอร์แลนด์ด้วยการรับแนวคิด “สร้างภูมิคุ้มกันหมู่” (Herd Immunity) ซึ่งสร้างข้อถกเถียงอย่างมากในหมู่นักวิทยาศาสตร์หลายแขนง

“ในอนาคตอันใกล้ประชากรจำนวนมากของเนเธอร์แลนด์จะติดเชื้อไวรัสนี้ แต่เราจะชนะได้ด้วยการสามารถสร้างภูมิต้านทาน อาจใช้เวลาเป็นเดือนหรือนานกว่านั้น ในอัตราควบคุมได้เพื่อพัฒนาการสร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้นเอง แต่ยังคงป้องกันกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงให้ได้มากที่สุดเช่นกัน”

คำแถลงของนายกฯรุตเตอร์ สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของนาย Volgens Van Dissel ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษารัฐบาลในการรับมือกับโควิด กล่าวว่า “คนเนเธอร์แลนด์ราว 50-60% ควรติดไวรัสโคโรนาเพื่อการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่”

ตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 แนวคิดดังกล่าวถูกเสนอครั้งแรกโดยAnders Tegnell นักระบาดวิทยาชาวสวีเดน รวมถึง Patrick Vallance หัวหน้าที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ แต่ดูเหมือนองค์การอนามัยโลกจะมีคำถามหลายคำถามกับวิธีการรูปแบบนี้ เนื่องนี่เป็นโรคอุบัติใหม่ที่โลกยังขาดความรู้ความเข้าใจและต้องใช้เวลาศึกษาอีกนานนับปี และยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่ามันจะทำอะไรกับภูมิคุ้มกันของมนุษย์บ้าง ทั้งไม่รู้ว่าจะอยู่ในร่างกายมนุษย์ได้นานเพียงใด รวมถึงเป็นเรื่องยากที่จะแยกกลุ่มเสี่ยงสูง อาทิ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ออกจากประชากรกลุ่มหลักที่มีอายุน้อยได้ยาก

“เราสามารถถกเถียงในทฤษฎีนี้ได้ แต่ในขณะนี้เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เราต้องดูความเป็นจริงด้วย” โฆษกหญิงของอนามัยโลกกล่าว

นอกจากคำแถลงที่ประเด็นหลักจะเป็นเรื่อง Herd Immunity แล้ว นายกดัตช์ยังกล่าวถึงมาตรการปิดประเทศ และจำกัดความเคลื่อนไหวของพลเมืองเฉกเช่นที่หลายชาติในยุโรป ใช้วิธีการนี้เช่นกันและเป็นไปตามมติของสหภาพยุโรปที่สั่งปิดพรมแดนยุโรปทั้งหมด พร้อมๆกับการรับผู้ติดเชื้อเข้ารักษาพยาบาล

เนเธอร์แลนด์พบผู้ติดเชื้อสะสมที่ยืนยันแล้ว ณ วันที่ 18 มีนาคม จำนวน 1,700 คน เสียชีวิตแล้ว 43 ราย

ก่อนหน้าการแถลงของนายกเนเธอร์แลนด์ รัฐบาลอังกฤษก็ดูเหมือนมีท่าทีเชิงนโยบายที่ใช้แนวคิดลักษณะนี้เช่นกัน แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์สาธารณะในหลายภาคส่วน

อะไรคือ “Herd Immunity” 

Herd Immunity หรือ การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เป็นรูปแบบการป้องกันการติดต่อของโรคติดเชื้อรูปแบบหนึ่ง ที่ไม่ใช่เกิดจากการป้องกันโดยตรง (การรักษา) แต่เป็นการทำให้สัดส่วนประชากรโดยร่วมติดเชื้อจนมีภูมิคุ้มกันในระดับหนึ่ง ผู้ที่ยังไม่ได้ติดเชื้อก็จะได้รับประโยชน์จากการปกป้องหมู่โดยอัตโนมัติ

แม้จะมีงานวิจัยว่าการติดไวรัส Covid-19 อาจทำให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีหรือภูมิคุ้มกันโรคตามธรรมชาติไปตลอดชีวิต แต่ยังขาดหลักฐานที่มีน้ำหนักมากพอจะสนับสนุนในทฤษฏีนี้ ซึ่งนั่นอาจเร็วเกินไปสำหรับแนวคิดแผนHerd Immunity อีกทั้งแผนนี้หลายฝ่ายในอังกฤษวิจารณ์ว่าเป็นการเอาชีวิตพลเมืองไปเสี่ยงมากเกินไป

อย่างไรก็ดี ในมุมกลับหากประเทศนั้นๆใช้วิธีรับรักษาผู้ติดเชื้อโควิด แต่มีศักยภาพในการบริบาลผู้ป่วยไม่เพียงพอ ก็อาจเกิดวิกฤตด้านสาธารณสุขเฉกเช่นที่อิตาลีกำลังเผชิญอยู่

คนดังได้ตรวจ แต่คนธรรมดารอก่อน การปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมช่วงโควิดระบาดในสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618069

วันที่ 18 มี.ค. 2563 เวลา 16:20 น.

คนดังได้ตรวจ แต่คนธรรมดารอก่อน การปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมช่วงโควิดระบาดในสหรัฐ

18 ภาพต่อไปนี้เป็นหลักฐานได้อย่างดีว่าคนดังและคนธรรมดาได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันในสหรัฐในช่วงที่เชื้อโคโรนาไวรัสกำลังระบาด

1.คนธรรมดา : วันที่ 10 ของการป่วยหนักในห้องแยกกักตัวของโรงพยาบาล ไม่มีอุปกรณ์ตรวจสอบการติดเชื้อ รักษาตามอาการที่ปรากฏ เครื่องช่วยหายในช่วยฉันได้เยอะ

https://twitter.com/allareblessed/status/1239446631759699968

2.คนดัง : ชาร์ลส์ บาร์คลีย์ นักบาสเก็ตบอล พูดถึงการกักตัวของตัวเองว่า “ผมรู้สึกไม่ค่อยสบาย และพวกเขาไม่อยากให้ผมเสี่ยง”3.คนธรรมดา : “อุณหภูมิลูกสาววัย 16 ของฉันตั้งแต่วันศุกร์ อยู่ระหว่าง 40 ต่ำสุดก็ 38 ทั้งอาการไข้และอาการ Covid-19 แต่ไม่ว่าจะโทรสายด่วนกระทรวงสาธารณสุข 111 กี่ครั้งๆ ก็ถูกปฏิเสธไม่ให้ตรวจหาเชื้อ ”

3.คนธรรมดา : “อุณหภูมิลูกสาววัย 16 ของฉันตั้งแต่วันศุกร์ อยู่ระหว่าง 40 ต่ำสุดก็ 38 ทั้งอาการไข้และอาการ Covid-19 แต่ไม่ว่าจะโทรสายด่วนกระทรวงสาธารณสุข 111 กี่ครั้งๆ ก็ถูกปฏิเสธไม่ให้ตรวจหาเชื้อ ”

https://twitter.com/HaywardSammi/status/1239631399650570249

 

4.คนดัง : ทอม แฮงค์ นักแสดงฮอลลีวูด เผยในอินสตาแกรมว่า “เรารู้สึกเหนื่อยๆ เหมือนจะเป็นไข้ และปวดเมื่อยตัว ริตามีอาการหนาวสั่น เป็นไข้เล็กน้อย เพื่อให้ทุกอย่างถูกต้อง เราจึงไปตรวจหาเชื้อโคโรนาไวรัส และพบว่าเราติดเชื้อ”

5.คนธรรมดา : “ผมนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลและอาจจะเป็น #COVID19 แต่ก็ตรวจหาเชื้อไม่ได้แม้ว่าทั้งหมอและพยาบาลทั้งหมดจะคิดว่าผมควรตรวจก็ตาม”

https://twitter.com/robmichaelsII/status/1239768331848163330

6.คนธรรมดา : “เช้านี้ผมตรวจพบว่าติดเชื้อโคโรนาไวรัส จนถึงตอนนี้ผมยังสบายดี ไม่มีอาการ แต่กักตัวตั้งแต่รู้ตัวว่าเสี่ยงได้รับเชื้อแล้ว” –ไอดริส เอลบา นักแสดงฮอลลีวูด

7.คนธรรมดา : “เพื่อร่วมห้องของลุงผมที่อยู่ที่ฝรั่งเศสติด Covid-19 แต่ทางการสหรับไม่ตรวจลุงผม เพราะไม่มีอาการ อเมริกาคืออะไร??????????????”

8.คนดัง : นักบาสเก็ตบอลทีมยูทาห์แจ๊สทั้ง 58 คนได้รับการตรวจหาเชื้อ

9.คนธรรมดา : “แม่ฉัน (อยู่ที่นิวยอร์ก) มีไข้ เธอเป็นพยาบาลปฏิบัติในวัย 70 เธออยู่ในระบบสาธารณสุข แต่ไม่ได้รับการตรวจ”

10. คนดัง : “เช่นเดียวกับพวกคุณหลายๆ คน ฉันไม่สบายมาทั้งสัปดาห์ และที่โชคร้ายคือสามีของฉันที่เพิ่งกลับจากเดินสายทัวร์เมื่อสองสามวันก่อนก็ไม่สบายเหมือนกัน เพื่อให้ปลอดภัย เราแยกกันอยู่ชั่วคราวจนกว่าผลตรวจโคโรนาไวรัส (ที่ในที่สุดเราก็ได้ตรวจในวันนี้) จะออกมา”-ไฮดี้ คลูม นางแบบชื่อดัง

11.คนธรรมดา : “ไข้ยังเกิน 38 องศาเซลเซียส เจ็บหน้าอกและไอนิดหน่อย ยังไม่รู้ว่าเป็นไข้ธรรมดา ติดเชื้อในทรวงอก หรือติดไวรัส และยังไม่ได้ตรวจ”

12.คนดัง : “หลังจากตรวจแล้ว แพทย์ระบุว่าไม่ติดโคโรนาไวรัส”- เซลีน ดิออน นักร้อง

13.คนธรรมดา : “เพื่อร่วมงานอยู่บนเรือแกรนด์ ปริ๊นเซส ส่วนอีก 2 คนไปที่ Kaiser และผมยังไม่ได้ตรวจ Covid-19 ไม่สบายมาทั้งอาทิตย์ มีอาการต้องสงสัยทั้งหมด คนดังและนักกีฬาที่ไม่มีอาการได้รับการตรวจทุกวัน เงินเยอะ=ได้รับบริการสุขภาพที่ดี มันไม่ถูกต้อง”

14.คนดัง : “ฉันไม่มีไข้ก็เลยมั่นใจว่าไม่ติด แต่แพทย์แนะนำว่าให้ตรวจเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากผลเอกซเรย์ปอดของฉันพบจุดสีขาว”-อาลี เฟโดทาวสกี นักแสดงเรียลลิตี้โชว์ The Bachelorette

15.คนธรรมดา : “ตำรวจอาวุโสของแอตแลนตาบอกผมว่า เจ้าหน้าที่เกือบ 10 คน มีอาการป่วยคล้าย #COVID19 แต่พวกเขายังไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อ”

16.คนดัง : “ผมติดเชื้อโคโรนาไวรัส ผมและครอบครัวทำการกักตัวเองอยู่ที่บ้าน พวกเราสบายดี ผมแค่มีไข้และอาการเล็กน้อย”-คริสโตเฟอร์ ฮิฟยู นักแสดง Game Of Thrones

17.คนธรรมดา : “เพื่อนผมไปคอนเสิร์ตของ สนูป ด็อกก์ เมื่อ 4 วันที่แล้วเขามีไข้และติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบน ผลตรวจไข้และคอออกมาเป็นลบ แต่เขาสงสัยว่าตัวเองจะติด Covid-19 แต่ไม่สามารถตรวจหาเชื้อ ถ้าไปคอนเสิร์ตนี้มาก็กักตัวเองนะ”

18.คนดัง : “คริส เจนเนอร์ ไม่ได้ป่วยและไม่ได้มีอาการ แต่เธอสัมผัสกับคนที่ติดเชื้อ เธอจึงไปตรวจหาเชื้อ”-แหล่งข่าวเผยถึงการตรวจหาเชื้อของเจนเนอร์กับสำนักข่าว ET

 

เรียบเรียงจาก BuzzFeed

เวนิสธรรมชาติฟื้นคืน หลังโควิดทำทัวริสต์หาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618044

วันที่ 18 มี.ค. 2563 เวลา 13:58 น.

เวนิสธรรมชาติฟื้นคืน หลังโควิดทำทัวริสต์หาย

โควิดทำทัวริสต์ในเวนิสหาย ธรรมชาติรีเซ็ตตัวเอง น้ำในคลองกลับมาใส เริ่มเห็นฝูงปลาอีกครั้ง

ตั้งแต่สถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิดในอิตาลีที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของอิตาลี หลายเมืองที่เคยเป็นจุดหมายปลายทางหลัก และเคยคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว ปัจจุบันกลายเป็นเมืองร้าง ซึ่งแม้จะกระทบจะมีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

ที่เวนีสซึ่งเป็นเมืองที่เคยมีนักท่องเที่ยวล้นเกิน แต่เมื่อเกิดการระบาดของไวรัส นักท่องเที่ยวเงียบหาย จนกลายเป็นผลดีที่ทำให้ธรรมชาติของเมืองกลับฟื้นคืนอีกครั้ง

https://twitter.com/ikaveri/status/1239660248207589383

ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียหลายรายต่างแชร์ภาพของนครเวนีสที่เริ่มมีความเปลี่ยนแปลง หลังนักท่องเที่ยวหายไป น้ำในคลองเริ่มกลับมาเป็นสีฟ้าใส ตามคลองในย่านใจกลางเมืองเริ่มเห็นฝูงปลาตัวเล็กๆ
REUTERS/Manuel Silvestri

ชาวบ้านอธิบายว่าผ่านสื่อท้องถิ่นว่า เหตุที่น้ำในคลองกลับมาใสจนเห็นปลาอีกครั้ง เพราะหลังที่นักท่องเที่ยวหายไปการจราจรทางน้ำลดลง ทำให้ตะกอนด้านล่างนิ่ง รวมถึงมีบรรดาฝูงหงส์ปรากฎตัวที่บริเวณเกาะมูราโน่ นอกเมืองเวนิสจำนวนมากขึ้นเช่นกัน

ไม่เพียงแต่น้ำในคลองเวนิสจะใสขึ้น แต่ข้อมูลจากดาวเทียมโคเปอร์นิคัส Sentinel-5p ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) ซึ่งสามารถวัดความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกและมลพิษในชั้นบรรยากาศแสดงให้เห็นว่าระหว่าง 1 มกราคมถึง 11 มีนาคมความเข้มข้นของไนโตรเจนไดออกไซด์ในอิตาลีลดลงอย่างมาก

ไต้หวันปิดประเทศ ไม่ให้ต่างชาติเข้าประเทศแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618029

วันที่ 18 มี.ค. 2563 เวลา 12:14 น.

ไต้หวันปิดประเทศ ไม่ให้ต่างชาติเข้าประเทศแล้ว

ไต้หวันประกาศปิดประเทศห้ามคนต่างชาติทุกสัญชาติทั้งหมดเข้าไต้หวัน ส่วนคนไต้หวันหากกลับเข้าประเทศต้องกักตัวเอง 14 วัน

สื่อทางการไต้หวันรายงานว่า วันนี้ (18 มีนาคม) นายเฉินสือจง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขและผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมโรคระบาดแห่งชาติไต้หวัน ประกาศห้ามชาวต่างชาติทั้งหมดเดินทางเข้าไต้หวัน โดยให้มีผลตั้งแต่เวลา 0.00 น.ของวันที่ 19 มีนาคมเป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

มาตรการดังกล่าวจะยกเว้นเป็นกรณีพิเศษเฉพาะ พลเมืองไต้หวัน คนต่างชาติที่ได้วีซ่าพำนักในไต้หวัน (ARC) นักการทูตต่างชาติ และเจ้าหน้าที่รัฐบาล จะได้รับอนุญาตเดินทางเข้าประเทศ แต่จะต้องแจ้งข้อมูลเพื่อเข้ากักกันโรคด้วยตนเองตามมาตรการของรัฐบาล หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับสูงสุด 1 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ตามกฎหมายการควบคุมโรค เพื่อป้องกันการระบาดของโควิด-19

ทั้งนี้ ไต้หวันมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิดสะสมที่ 77 ราย รักษาหาย 22 เสียชีวิต 1 คน

Photo : REUTERS/Ann Wang

อิตาลีเร่งบรรจุหมอจบใหม่สู้โควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/618008

วันที่ 18 มี.ค. 2563 เวลา 10:51 น.

อิตาลีเร่งบรรจุหมอจบใหม่สู้โควิด-19

อิตาลีอนุมัติบรรจุหมอจบใหม่ 10,000 คน เป็นกรณีพิเศษ ลงหน้างานช่วยกู้วิกฤตโควิดระบาด

รอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลโรมได้เร่งอนุมัติการจบการศึกษาให้กับนักศึกษาแพทย์แปีสุดท้าย ให้เป็นกรณีพิเศษเพื่อสนับสนุนการระมือการระบาดของไวรัสโควิด หลังอิตาลีประสบวิกฤตด้านสาธารณสุขไม่สามารถรองรับการบริบาลผู้ป่วยจากไวรัสโควิดได้อย่างทั่วถึง

ที่แคว้นลอมบาร์ดีทางเหนือของประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลของการระบาดหนักที่สุด มีรายงานว่าในหลายโรงพยาบาลในแคว้นต้องปิดทุกแผนกในโรงพยาบาลเพื่อเปลี่ยนมารับรักษาผู้ป่วยโควิดเท่านั้น ซึ่งนอกจากแพทย์และบุคลกรการแพทย์จะไม่เพียงพอ ยังพบว่าในโรงพยาบาลหลายแห่งมีเตียงและเครื่องมือพยุงชีพผู้ป่วยไม่เพียงพอรองรับจำนวนคนไข้แล้ว

นายกาเอตาโน มันเฟรดี้ รัฐมนตรีกระทรวงอุดมศึกษาของอิตาลี เผยว่ารัฐบาลจะอนุมัติการผ่อนผันเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้นักศึกษาแพทย์ในปีสุดท้าย เริ่มฝึกงานเร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมราว 8 ถึง 9 เดือน ยกเลิกการสอบปลายภาค โดยรัฐบาลจะส่งนักศึกษาแพทย์จบใหม่ที่มีอยู่ราว 10,000 ลงหน้างานเผชิญสถานการณ์จริงเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19ตามคลินิกท้องถิ่น และโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศทันที

วิกฤตด้านสาธารณสุขอิตาลียังได้ส่งผลให้ก่อนหน้านี้ ทางการอิตาลีระดมบุคลากรการแพทย์ที่เกษียณไปแล้วให้กลับมาทำงานเป็นการชั่วคราวเพื่อสู้ศึกไวรัสโควิดเช่นกัน

ทั้งนี้ ยอดผู้ติดเชื้อสะสมทั้งอิตาลีพุ่งถึง 31,506 คน ผู้เสียชีวิตเพิ่ม 345 ยอดรวมเสียชีวิต 2,503 เพิ่มขึ้น 16%จากยอดของวันก่อนหน้าในรอบ 24 ชั่วโมง

ถอดกลยุทธ์เกาหลีใต้ รัฐบาลทำอย่างไรถึงควบคุมโคโรนาไวรัสได้เร็ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/617972

วันที่ 17 มี.ค. 2563 เวลา 20:40 น.

ถอดกลยุทธ์เกาหลีใต้ รัฐบาลทำอย่างไรถึงควบคุมโคโรนาไวรัสได้เร็ว

“การตรวจเชื้อโคโรนาไวรัสสำคัญที่สุดเพราะจะทำให้เราพบผู้ติดเชื้อได้เร็ว” คังคยองวา รมว.กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ เผย

คังคยองวา รัฐมนตรีว่าการกระทวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการในการรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสที่เกาหลีใต้ ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ผ่านรายการ The Andrew Marr Show ของสำนักข่าว BBC ไว้ดังนี้

แอนดรูว์ มาร์ : ประเทศคุณนำยุทธศาสตร์เฉพาะมารับมือกับการแพร่ระบาดครั้งนี้ ช่วยอธิบายยุทธศาสตร์นี้ให้เราฟังหน่อยครับ

คังคยองวา : หลักของเราก็คือ ความตรงไปตรงมา ความโปร่งใส และการแจ้งข่าวให้ประชาชนทราบอย่างสม่ำเสมอ ฉันคิดว่าวิธีนี้ได้ผล เรามีระบบบริการสุขภาพที่ดีและใช้ประโยชน์จากจุดนี้อย่างเต็มที่ เรารับมือกับโรคนี้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ด้วยความโปร่งใส ทำให้เราได้รับความเชื่อมั่นและแรงสนับสนุนจากชาวเกาหลีใต้ ขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อของเราเริ่มนิ่งติดต่อกันอย่างน้อย 3 วัน จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่น้อยกว่าจำนวนผู้ติดรักษาหายแล้ว

แอนดรูว์ มาร์ : คุณยังมีระบบการตรวจผู้ติดเชื้อน่าสนใจ คุณตรวจผู้ต้องสงสัยติดเชื้อวันละ 20,000 ราย ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีประชากรเท่าๆ กับเกาหลีใต้ คุณทำได้อย่างไรและทำไมคุณจึงให้ความสำคัญกับการตรวจ

คังคยองวา : การตรวจถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะจะทำให้เราพบผู้ติดเชื้อได้เร็ว ลดการแพร่กระจาย และทำให้รักษาผู้ที่ติดเชื้อได้เร็ว ฉันคิดว่าวิธีนี้คือกุญแจสำคัญที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตน้อย ระบบบริการสุขภาพของเราเอื้อให้มีการตรวจสอบผู้ติดเชื้อได้รวดเร็ว หลังจากที่ทางการจีนเปิดเผยโครงสร้างดีเอ็นเอของเชื้อเมื่อช่วงกลางเดือน ม.ค. จากนั้นกระทรวงสาธารณสุขได้หารือกับสถาบันวิจัยและแบ่งปันข้อมูลให้กับบริษัทผลิตยา จากนั้นบริษัทผลิตยาก็ผลิตอุปกรณ์ตรวจเชื้อ ขณะนี้เราตรวจผู้ป่วยแล้ว 268,000 ราย (ณ วันที่ 15 มี.ค.)

?แอนดรูว์ มาร์ : ยอดเยี่ยมมาก อีกสิ่งหนึ่งที่คุณทำคือการติดตามผู้ป่วยหลังจากตรวจพบ เกาหลีใต้ไม่ได้ปิดประเทศหรือแยกตัวออกจากสังคมอย่างที่หลายประเทศในยุโรปทำ แต่ติดตามผู้ป่วยผ่านแอพพลิเคชั่นแทน คุณช่วยอธิบายได้ไหมว่าทำไมจึงทำเช่นนั้นและไม่ปิดทั้งประเทศ

คังคยองวา : ฉันคิดว่านี่คือการยึดมั่นในระบบประชาธิปไตย นั่นคือความตรงไปตรงมาและรัฐบาลต้องทำงานรับใช้ประชาชนอย่างเต็มที่ ชาวเกาหลีใต้วางมาตรฐานการทำงานของรัฐบาลไว้สูง และนั่นคือปัจจัยที่ผลักดันให้รัฐบาลรับมือกับโรค Covid-19 อย่างรวดเร็ว เราเฝ้าจับตาทั้งการเดินทางเข้าและออกนอกประเทศ ดังนั้นจึงไม่ใช่การลดเฉพาะความเสี่ยงจากคนที่จะเดินทางเข้าประเทศ และควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีมาตรการตรวจสอบผู้ที่มีอาการต้องสังสัยที่จะเดินทางออกนอกประเทศด้วย

แอนดรูว์ มาร์ : ตอนนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเริ่มลดลงแล้ว คุณคิดว่าเกาหลีใต้ก้าวพ้นช่วงวิกฤตแล้วหรือยัง

คังคยองวา : ช่วงที่มีการติดเชื้อมากที่สุดคือช่วงปลายเดือน ก.พ. ซึ่งขณะนั้นมีผู้ติดเชื้อกว่า 900 ราย แต่ตอนนี้ลดลงเหลือ 76 ราย (ณ วันที่ 15 มี.ค.) ฉันคิดว่าตอนนี้ผู้ป่วยรายใหม่เริ่มลดลงแต่เราก็ยังไม่พอใจ เพราะสถานการณ์นี้ไม่ได้กระทบเฉพาะเกาหลีใต้เท่านั้น เราไม่ได้ยึดหลักความตรงไปตรงมาและเปิดเผยเฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่ยังใช้ในระดับนานาชาติด้วย เนื่องจากเกาหลีใต้และประเทศอื่นต้องพึ่งพาอาศัยกัน

ชาวเกาหลีใต้เดินทางท่องเที่ยวและทำธุรกิจในต่างประเทศ เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับการถ้อยทีถ้อยอาศัยกับประเทศอื่นๆ ดังนั้นเราจึงไม่ต้องการปิดประตูใส่ประเทศอื่น และเนื่องจากโรคนี้ระบาดในหลายประเทศ เราจึงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และยืนยันว่าจะไม่ปิดประเทศ วิธีนี้อาจใช้ไม่ได้กับประเทศที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารไม่พร้อม แต่ฉันคิดว่าสุดท้ายแล้ว เราต้องยอมรับว่านี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เชื้อโรคใหม่ๆ เป็นภัยคุกคามทางสาธารณสุขระดับโลก

เราหวังว่าประสบการณ์ของเราและวิธีการรับมือจะช่วยเป็นตัวอย่างให้กับประเทศอื่น และก่อให้เกิดความร่วมมือในระดับนานาชาติเพื่อเตรียมการรับมือหากเกิดโรคระบาดครั้งต่อไป

แอนดรูว์ มาร์ : ในมุมมองของคุณคือ แม้เราจะผ่านเรื่องนี้ไปได้แล้ว แต่นี่ก็ไม่ใช่ตอนจบ มันคือการเริ่มต้นของวิถีชีวิตใหม่

คังคยองวา : ใช่ค่ะ ในฐานะรัฐบาลฉันอยากบอกว่าเราต้องเตรียมรับมือกับความตื่นตระหนกด้วย ฉันคิดว่ารัฐบาลต้องสุขุมรอบคอบ และยึดถือตามหลักฐานและวิทยาศาสตร์ เนื่องจากฉันมองว่าการที่องค์การอนามัยโลกประกาศว่าเชื้อโคโรนาไวรัสเป็นโรคที่ระบาดไปทั่วโลก (pandemic) เสี่ยงต่อการแพร่ความหวาดวิตกและความหวาดกลัว (phobia) ตัวฉันเองเคยถูกทำร้ายร่างการและทำร้ายด้วยคำพูดหลายต่อหลายครั้งเมื่อคนอื่นทราบว่าฉันเป็นชาวเอเชีย หรือชาวเกาหลีใต้ และรัฐบาลต้องรับผิดชอบในการหยุดเหตุการณ์เหล่านี้ เพราะมันเป็นอุปสรรคต่อการร่วมมือในการก้าวผ่านวิกฤติโรคระบาดครั้งนี้ไปด้วยกัน

เพราะโลกของเราขาดผู้นำที่เชื่อมั่นได้ ประชาชนก็ไม่เชื่อใจกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/617965

วันที่ 17 มี.ค. 2563 เวลา 19:50 น.

เพราะโลกของเราขาดผู้นำที่เชื่อมั่นได้ ประชาชนก็ไม่เชื่อใจกัน

บทพิสูจน์ภาวะผู้นำไม่เฉพาะในไทยแต่รวมถึงทั่วโลก และบทพิสูจน์ความเป็นพลเมืองในเวลาที่ผู้นำต้องการความร่วมมือ

ยูวาล โนอา ฮารารี ผู้เขียนหนังสือ “เซเปียนส์: ประวัติย่อมนุษยชาติ” (Sapiens: A Brief History of Humankind) เขียนบทความล่าสุดในเว็บไซต์ของนิตยสาร Time เรื่อง “ในสมรภูมิต่อสู้กับโคโรนาไวรัส มนุษยชาติขาดความเป็นผู้นำ”

แม้ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ของบทความจะสาวไปถึงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติกับการระบาดใหญ่ (ในทำนองเดียวกับที่เขาเขียนในหนังสือ) แต่หัวเรื่องของบทความนี้บอกทัศนะของเขาอย่างชัดเจนแล้วว่าโลกของเราตอนนี้มีปัญหาเรื่องผู้นำอย่างมาก

เขาบอกว่า “ทุกวันนี้มนุษยชาติกำลังเผชิญกับวิกฤตที่สาหัสมากไม่เฉพาะแต่โคโรนาไวรัสเท่านั้น แต่ยังมาจากความไม่เชื่อกันระหว่างมุนษย์ด้วย การที่จะเอาชนะการระบาดได้ ประชาชนจะต้องเชื่อมั่นในผู้เชี่ยวชาญ พลเมืองจะต้องเชื่อใจในผู้บริหารบ้านเมือง และประเทศต่างๆ จะต้องเชื่อใจกันและกัน”

เมื่อเราลองนึกตามสิ่งที่ฮารารีเขียนไว้เราจะเห็นการพังทลายของความเชื่อมั่นเป็นโดมิโน่ เมื่อระดับพื้นที่สุดคือประชาชนไม่เชื่อใจแม้กระทั่งหมอ แล้วจะให้เชื่อใจผู้นำประเทศได้อย่างไร เพราะผู้นำประเทศก็ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญการแพทย์

เมื่อผู้นำประเทศเกิดความลังเลเพราะออกนโยบายอะไรมาประชาชนก็ไม่เชื่อ ทำให้ประเทศขาดเข็มทิศที่ชัดเจน เมื่อไม่มีเข็มทิศที่ชัดเจนก็ลังเลที่จะร่วมมือกับประเทศอื่น เพราะตัวเองก็ยังสับสน

ในอีกด้านหนึ่ง แต่ละประเทศมี “อีโก้สูง” เกินกว่าจะร่วมมือกัน แม้แต่จะยอมเรียนรู้บทเรียนจากประเทศอื่นก็ยังไม่ยอม เช่น ความแตกต่างทางการเมืองระหว่างสหรัฐกับจีน ทำให้แทนที่สหรัฐจะเรียนรู้การควบคุมโรคจากจีน กลับมาทะเลาะกันเรื่องชื่อไวรัส (ทรัมป์เรียกว่าไวรัสจีน) และโยนบาปกันไปมาว่าอีกฝ่ายคือต้นกำเนิดของไวรัส (จีนโทษว่าตัวการไวรัสมาจากสหรัฐ)

เราจะเห็นสื่อตะวันตกแสดงความชื่นชมไต้หวัน เกาหลีใต้ ฮ่องกงที่คุมโรคได้ดี แต่ไม่เอ่ยถึงจีนทั้งๆ ที่จีนลดการระบาดได้อย่างมาก

กระนั้นก็ตาม เอียน จอห์นสัน (Ian Johnson) นักเขียนของ The New York Times ยังโวยว่าจีนอุตส่าห์ซื้อเวลาให้โลกตะวันตกแล้ว แต่โลกตะวันตกเลินเล่อจนน่าตกใจ ผลก็คือระบาดกันใหญ่โต (ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกเพราะแต่ไหนแต่ไรมา The New York Times ไม่ค่อยเป็นมิตรกับจีน)

เอียน จอห์นสัน เขียนไว้ว่า “มันเป็นเรื่องโง่เขลาที่จะเชื่อว่าการตัดสินใจของจีนอิงกับการปกครองโดยเผด็จการ เราไม่จำเป็นต้องแก้ต่างมาตรการของจีนไปเสียทุกอย่างโดยอ้างเหตุผลด้านการแพทย์ เรื่องนี้จะเป็นประเด็นให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ไปถกเถียงกันในอีกหลายปีข้างหน้า แต่สิ่งที่ควรค่าแก่การยอมรับก็คือไม่ใช่ว่ามาตรการทุกอย่างที่จีนใช้เป็นการใช้อำนาจเผด็จการ และนโยบายบางอย่างของจีนเกิดจากความกังวลอย่างจริงจังต่อประโยชน์สุขของสาธารณะและดำเนินการโดยข้าราชการที่มีประสิทธิภาพสูง

แต่เรื่องนี้เราต้องเข้าใจด้วยว่า ระบอบการปกครองที่แตกต่างกันทำให้โลกตะวันตกคงคิดว่าไม่เหมาะที่จะเลียนแบบโมเดลการควบคุมโรคของจีนกระมัง และไต้หวันดูเหมือนจะเป็นแบบอย่างที่ดีของประเทศประชาธิปไตยที่ควบคุมโรคได้โดยไม่บั่นทอนเสรีภาพประชาชนมากนัก

นี่คือความเชื่อมั่นต่อกันและกันที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แทนที่ชาวโลกจะร่วมมือกัน เรียนรู้กันและกัน และเห็นอกเห็นใจ กลายมาเป็นตั้งแง่ใส่ เหยียดหยาม และหาเรื่องชวนตีทั้งในระดับชาติและระดับโลก

โลกของเราจึงน่าเวทนาที่สุด เพราะขาดทั้งความสามัคคีและผู้นำประเทศที่น่าเลื่อมใสพอที่จะรวมพลังให้เป็นหนึ่งเดียว และขาดผู้นำโลกที่พอจะเป็นความหวังได้

บางคนอาจจะบอกว่า สีจิ้นผิงดูเหมือนจะเป็นผู้นำที่จัดการการรระบาดได้เด็ดขาดดี แต่ที่จริงแล้วสีจิ้นผิงถูกตำหนิอย่างมากในประเทศจีนเรื่องความล่าช้าของรัฐบาลกลางและความไม่โปร่งใส เพียงแต่เสียงตำหนิเหล่านั้นถูกลบไปจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก และบางคนที่ตำหนิสีจิ้นผิง “ถูกอุ้มหาย” ไปด้วยซ้ำ

ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ขาดความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิง เรียกได้ว่าเป็นผู้นำสหรัฐที่ขาดบารมีที่สุดในรอบหลายสิบปี สิ่งที่เขาพูดออกมานอกจากจะไม่เคลียร์แล้ว ยังทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอีกดังจะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นตอบรับด้วยการติดลบเพราะไม่เชื่อมั่นในตัวเขา

ทรัมป์ดู “ชิล” กับการระบาดใหญ่มากเกินไป ผู้นำสหรัฐที่เคยมีอาการแบบนี้มาก่อนก็เช่น วูดโรว์ วิลสัน ในปี 1918 ที่ไม่เคยเอ่ยถึงอะไรเกี่ยวกับไข้ใหญ่สเปนเลย แม้ว่าโรคนี้จะฆ่าคนอเมริกันไปหลายล้านคนก็ตาม

แต่ในอดีตมีผู้นำสหรัฐบางคนที่ว่องไวกับการระบาดด้วยการแก้ไขสถานการณ์ได้เร็วเหลือเชื่อ ทำให้ประเทศรอดพ้นจากหายนะเหมือนปี 1918 ได้ทันการณ์ และแน่นอนผู้นำแบบนี้ว่าช่วยให้โลกของเราปลอดภัยด้วย

ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา หากโลกของเราเผชิญกับวิกฤตร่วมกัน อย่างน้อยจะยังมีผู้นำสหรัฐที่พูดอะไรออกมาให้ชาวโลกคลายความกังวลลงได้ ผู้นำสหรัฐเกือบทุกคนมีอาวุธสำคัญอยู่ที่วาทะศิลป์ที่กระชับ ปลุกเร้า และ Quotable คือเป็นคำคมที่คนจำได้และนำไปใช้เป็นเสมือนเข็มทิศได้

แม้ว่าผู้นำคนนั้นจะไม่เก่งกาจอะไรสักอย่างเลยก็ตาม แต่เขาควรที่จะรู้ว่าจะใช้คนที่เก่งในสาขานั้นๆ อย่างไร และรู้ว่าประชาชนคิดอย่างไร รู้จักปลอบขวัญผู้ตามแต่ก็ไม่หลอกลวงพวกเขา

ตอนที่สหรัฐเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยเมื่อปี 1933 ประธานาธิบแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ กล่าววาทะอันยิ่งใหญ่ว่า “สิ่งเดียวที่เรากลัวก็คือความกลัวเท่านั้น”

เขาพูดออกมาโดยไม่ต้องมีหลักวิทยาศาสตร์อ้างอิงอะไร แต่มันทำให้คนหายตื่นตระหนกจากวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อคนหยุดกลัวก็จะมีเวลาตั้งสติแล้วรู้ว่าควรทำอะไรต่อไป

หันมองรอบกายแล้วเราไม่พบผู้นำแบบที่พูดออกมาแล้วคนหายกลัวเลย กลับจะยังตื่นตระหนกกันเข้าไปใหญ่

ผู้นำอาจจะท้วงว่าสถานการณ์ตอนนี้มันน่าวิตกแล้วจะให้ประชาชนมองโลกได้แง่ดีได้อย่างไร?

แต่มันมีศิลปะแห่งการปลุกเร้าโดยไม่ต้องโกหก แต่มองสถานการณ์ด้วยความเป็นจริง ผสมผสานการเตือนให้ประชาชนพร้อมรับวิกฤตการณ์ไปพร้อมๆ กับให้ความหวังกับพวกเขา

เช่นในสุนทรพจน์เดียวกันของรูสเวลท์ที่มีขึ้นในวันรับตำแหน่งประธานาธิบดีวันที่ 4 มีนาคม 1933 เขายังบอกให้ประชาชนที่ตกงานเพราะเศรษฐกิจถดถอยยอมรับว่าปัญหามีอยู่จริง และต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแบบทำมากได้น้อย เขาบอกว่า “มีแต่การมองโลกในแง่ดีอย่างโง่เขลาเท่านั้นที่จะไม่ยอมรับความจริงอันมืดมนในขณะนี้”

รูสเวลท์บอกว่า “จงอย่ากลัวโดยไร้เหตุผล” เพื่อหยุดความตื่นตระหนกและตั้งสติก่อน เมื่อผู้ฟังตั้งสติได้แล้วเขาจึงบอกว่า “ไม่กลัวก็ดี แต่อย่ามองโลกในแง่ดีเกินไป” เพื่อดึงไม่ให้หวังสูงเกินไปจนประมาท จากนั้นเมื่อผู้ฟังเข้าสู่ภาวะของความมีเหตุมีผลเขาจึงปลุกเร้าด้วยแนวทางที่ชัดเจน ในตอนหนึ่งของสุนทรพจน์เขาบอกว่า

“หากผมเดาอารมณ์ของประชาชนของเราได้ถูกต้อง เราเพิ่งจะรู้ว่าเราไม่เคยตระหนักมาก่อนว่าเราจต่างพึ่งพากันและกัน ว่าเราไม่อาจเอาแต่ได้แต่ต้องแบ่งปันด้วย ว่าถ้าเราต้องการจะมุ่งไปข้างหน้า เราจะต้องมุ่งหน้าไปเหมือนทหารที่จงรักภักดีที่ผ่านการฝึก พร้อมที่จะเสียสละเพื่อความประโยชน์แห่งวินัยส่วนรวม เพราะหากไม่มีวินัยแล้วจะไม่มีทางเจริญก้าวหน้าได้ และจะไม่มีผู้นำคนใดที่จะมีประสิทธิภาพได้ ผมรู้ว่าพวกเนาพร้อมและเตรียมใจที่จะมอบชีวิตและทรัพย์สินของเราเพื่อความมีระเบียบวินัย เพราะการทำเช่นนั้นจะช่วยให้มีผู้นำที่สร้างประโยชน์ให้คนหมู่มากเป็นจริงขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงขอเสนอให้พวกเราผนึกกำลังด้วยเจตนารมณ์อันมั่นคงด้วยความสามัคคีในหน้าที่เสมือนที่มีอยู่ในภาวะสงคราม”

“ด้วยเจตนารมณ์นี้ ผมไม่ลังเลที่จะรับหน้าที่ผู้นำของกองทัพอันยิ่งใหญ่ของประชาชนเราที่อุทิศตนเพื่อโจมตีปัญหาร่วมกันของเราด้วยความมีวินัย”

รูสเวลท์ไม่ดีแต่พูด แต่เขานำพาสหรัฐ (และโลก) ฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มาได้ และในอีกหลายปีต่อมารูสเวลท์ที่ต้องนั่งรถเข็นเพราะสุขภาพย่ำแย่ ยังนำพาสหรัฐและสัมพันธมิตรต่อสู้กับฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า

ในช่วงเวลาที่เราทำสงครามกับไวรัส โลกควรได้ผู้นำแบบนี้สักคนหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่เราไม่มีสักคนที่พึ่งพาได้ อย่าว่าแต่ผู้นำโลกเลย แม้แต่ผู้นำประเทศก็ยังทำให้เราอุ่นใจไม่ได้

แม้แต่รูสเวลท์ยังต้องปลุกเร้าให้ประชาชนเห็นประโยชน์ร่วมกัน

แต่บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะต่อว่า ผู้เขียนต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงให้ประชาชนเปลี่ยนความกลัวเป็นความมีสติ มองสถานการณ์ด้วยความเป็นจริงไม่ใช่เชื่อเสียงร่ำลือ เมื่อเราอิงกับข้อเท็จจริงเราจะรู้ว่าควรจะเรียกร้องผู้นำอย่างไร

และผู้นำควรจะปลุกเร้าประชาชนให้บุกบั่นฟันฝ่าอุปสรรคอย่างไร เพราะในเวลานี้เราต้องผู้นำที่ให้ความหวังกับประชาชน (Inspirational) พอๆ กับผู้นำที่มองสถานการณ์ด้วยความไม่ประมาท

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

เวียดนามไม่สน บังคับต่างชาติทุกคนต้องกักกันโรค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/617962

วันที่ 17 มี.ค. 2563 เวลา 18:45 น.

เวียดนามไม่สน บังคับต่างชาติทุกคนต้องกักกันโรค

เวียดนามจะบังคับให้พลเมืองต่างชาติไม่ว่าจากสหรัฐ ยุโรป และอาเซียน ต้องเข้ากักกันโรค

รอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลเวียดนามแถลงเตรียมบังคับให้พลเมืองต่างชาติจากสหรัฐ ยุโรป ไม่เว้นแม้แต่จากชาติอาเซียด้วยกัน ในทุกคนต้องเข้ามาตรการกักกันโรค เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดในประเทศ

คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นในวันเดียวกับที่ช่วงเช้า เวียดนามได้ประกาศระงับการออกวีซ่าทุกประเภทแก่นักท่องเที่ยวทุกสัญชาติ

ทั้งนี้ เวียดนามพบผู้ติดเชื้อโควิดแล้ว 61 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยต่างชาติ ยังไม่พบผู้เสียชีวิตรายแรก

ไต้หวันยกระดับเตือนภัยโควิดในไทยขั้นสูงสุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/617953

วันที่ 17 มี.ค. 2563 เวลา 17:23 น.

ไต้หวันยกระดับเตือนภัยโควิดในไทยขั้นสูงสุด

ไต้หวันยกระดับเตือนภัยโควิดในไทยและอีก 18 ประเทศในระดับสูงสุด – คนไทยเข้าไต้หวันต้องกักตัว 14 วัน ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 1 ล้าน

วันที่ 17 มีนาคม ศูนย์ป้องกันโรคระบาดไต้หวันแถลงยกระดับเตือนภัยการระบาดของโควิด-19 อยู่ในระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุง มีผลใน19ประเทศทั่วเอเชีย ประกอบด้วย ไทย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีเหนือ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนิเซีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ บรูไน ติมอร์ตะวันออก บังคลาเทศ ภูฏาน เนปาล ศรีลังกา อินเดีย และมัลดีฟส์

อีก 3 รัฐในสหรัฐคือวอชิงตัน นิวยอร์ก และแคลิฟอร์เนีย โดยคำประกาศในระดับสามนี้ มีผลเทียบเท่ากับคำประกาศยกระดับเตือนภัยโรคระบาดที่ไต้หวันประกาศใช้กับจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง มาเก๊า เกาหลีใต้ และอิตาลี ไปก่อนหน้านั้น

คำประกาศดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคมเป็นต้นไป โดยพลเมืองไต้หวันที่เดินทางมาจากประเทศในข้างต้นต้องเข้าการกักตัวเองในที่พักเป็นเวลา 14 วัน เช่นเดียวกับพลเมืองไทยที่เดินทางไปไต้หวันจะต้องเข้าระบบกักตัวตามมาตรการของรัฐบาลไทเปเป็นเวลา 14 วันเช่นกัน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ 1แสน ถึงสูงสุด 1ล้าน เหรียญไต้หวัน

ที่มา : https://www.taiwannews.com.tw