แฮ็คเกอร์รัฐบาลเวียดนามโจมตีไทย ล้วงความลับทางธุรกิจยักษ์ใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609925

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2562 เวลา 17:53 น.

แฮ็คเกอร์รัฐบาลเวียดนามโจมตีไทย ล้วงความลับทางธุรกิจยักษ์ใหญ่

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่ากลุ่มแฮ็คเกอร์ชาวเวียดนามกำลังเรียนรู้ยุทธศาสตร์การทำสงครามไซเบอร์แบบเดียวกับที่จีนทำ โดยใช้การโจมตีทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น เพื่อสอดแนมคู่แข่งและช่วยให้เวียดนามสามารถไล่ตามคู่แข่งทั่วโลกได้

บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ CrowdStrike Inc. เผยว่า ในช่วงสองปีที่ผ่านมา มีกลุ่มแฮ็คเกอร์ที่คาดมีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลเวียดนามและรู้จักกันในชื่อ APT32 ได้ทำการจารกรรมไซเบอร์มากขึ้นโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันกับที่แฮ็คเกอร์ชาวจีนทำกันอยู่

จากข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญหลายรายระบุว่า อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นเป้าหมายสำคัญของ APT32  นักวิจัยที่จับตาเรื่องนี้อยู่แต่ไม่ขอเปิดเผยชื่อระบุว่ากลุ่ม APT32 สร้างโดเมนปลอมของ Toyota Motor Corp และ Hyundai Motor Co. เพื่อพยายามแทรกซึมเครือข่ายของผู้ผลิตรถยนต์ ในเดือนมีนาคมโตโยต้าค้นพบว่าบริษัทสาขาในเวียดนามและไทยตกเป็นเป้าหมาย รวมถึงบริษัทสาขาในญี่ปุ่นคือ Toyota Tokyo Sales Holdings Inc ในเรื่องนี้โฆษกของบริษัทคือไบรอัน ลีออนส์เป็นผู้เปิดเผย และยังมีพนักงานของโตโยต้าอีกคนหนึ่ง (ซึ่งร้องขอไม่ให้เปิดเผยตัวตน) ยืนยันว่ากลุ่มแฮ็ค APT32 เป็นผู้ลงมือ

เวียดนามยังมุ่งเป้าไปที่ธุรกิจอเมริกันที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของเวียดนาม รวมถึงอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นเวลาหลายปีจากข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญแอนดรูว์ กร็อตโต แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการอาวุโสด้านนโยบายความมั่นคงทางไซเบอร์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติตั้งแต่ปลายปี 2558 ถึงกลางปี 2560 เขากล่าวว่า มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ในด้านการคุกคามทางไซเบอร์และผู้ที่เข้ามามีบทบาทในกิจกรรมนี้ยังเก่งขึ้นเรื่อยๆ กร็อตโต ยังกล่าวว่า “พวกเขามีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเครื่องมือของตัวเองมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ไปเจาะตลาดมัลแวร์ระดับโลกเพื่อหาเครื่องมือมาใช้ในเชิงพาณิชย์”

การจู่โจมด้านการจารกรรมทางเศรษฐกิจของเวียดนามเริ่มขึ้นในปี 2555 และทวีความหนักหน่วงมากขึ้นตั้งแต่ปี 2561 ตามข้อมูลของ CrowdStrike ในช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลทรัมป์พยายามควบคุมการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหนักหน่วงโดยจีน การจารกรรมทรัพย์สินทางปัญญาของจีนนั้นทำให้ คีธ อเล็กซานเดอร์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติในสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา และประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ถึงกับเรียกว่าเป็น “การดูดความมั่งคั่งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า แฮ็คเกอร์ชาวเวียดนามได้เลียนแบบวิธีการทำสงครามไซเบอร์บางส่วนมาจากจีนแต่มีสเกลเล็กกว่าอย่างมาก

เอริค รอเซนแบค ผู้อำนวยการศูนย์เบลเฟอร์ว่าด้วยวิทยาศาสตร์และวิเทศสัมพันธ์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเคนเนดี้ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในด้านการป้องกันความมั่นคงระดับในสมัยโอบามา กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่แฮ็คเกอร์รัฐบาลเวียดนามจะเห็นความสำเร็จของจีนในการสร้างขีดความสามารถด้านการจารกรรมทางไซเบอร์และความแสนยานุภาพในด้านความั่นคงไซเบอร์ เป็นผลให้พวกเขาอาจสร้างหรือซื้อเทคโนโลยีที่จะทำจารกรรมไซเบอร์ ไม่ว่าจะเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือขโมยทรัพย์สินทางปัญญาแบบทันท่วงที

กระทรวงการต่างประเทศเวียดนามและสถานทูตเวียดนามในวอชิงตันไม่ตอบคำร้องขอความคิดเห็นของสำนักข่าว Bloomberg ก่อนหน้านี้ โฆษกหญิงของรัฐบาลเวียดนามกล่าวว่า ข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่มุ่งโจมตีผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาตินั้น “ไม่มีมูลความจริง” ส่วนตัวแทนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐก็ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเช่นกัน

ตัวแทนของ Hyundai ก็ไม่ขอแสดงความคิดเห็นว่าบริษัทตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มแฮ็คเกอร์ชาวเวียดนามหรือไม่ แต่กล่าวว่าบริษัท “ตรวจจับและตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับความมั่นคงด้านไอทีของบริษัทในทันที”

เวียดนามเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาและซื้อแสนยานุภาพด้านไซเบอร์ นอกเหนือจากมหาอำนาจไซเบอร์ เช่น รัสเซียและจีน

ไมเคิล แดเนียล ผู้ประสานงานความปลอดภัยทางไซเบอร์ในสภาความมั่นคงแห่งชาติในสมัยรัฐบาลโอบามา และปัจจุบันเป็นประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่ม Cyber Threat Alliance กล่าวว่า หนึ่งในแนวโน้มที่พวกเขาติดตามตอนอยู่ที่เขาทำงานในทำเนียบขาวคือ การเพิ่มจำนวนของประเทศที่มีโครงการด้านไซเบอร์ “ประเทศที่ลงทุนในด้านไซเบอร์อย่างเวียดนามกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ต่างให้เหตุผลที่แตกต่างกันและบางครั้งก็ขัดแย้งกันในการอธิบายสาเหตุที่กลุ่มแฮ็คเกอร์เวียดนามลงมือ ซึ่งเหตุผลมีตั้งแต่การขโมยทรัพย์สินทางปัญญาไปจนถึงการล้วงข้อมูลเพื่อนำมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์เวียดนามเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและในการเจรจา ไปจนถึงการสอดแนมเพื่อสอดส่องว่าบริษัทต่างชาติปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศหรือไม่

FireEye Inc. ซึ่งเป็นบริษัทด้านการรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ได้ติดตามกลุ่ม APT32 ซึ่งยังมีฉายาว่า Ocean Lotus และ Ocean Buffalo มาตั้งแต่ปี 2555 นิค คาร์ ผู้อำนวยการของบริษัทกล่าวว่า ในปี 2560 ทีมของเขาได้สืบสวนกรณีแฮ็คในสหรัฐ, เยอรมนีและหลายประเทศในเอเชีย และพบว่ากลุ่มแฮ็คเกอร์ในเวียดนามใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีในการโจมตีรัฐบาลต่างประเทศ นักข่าว ผู้คัดค้านรัฐบาลเวียดนาม และบริษัทต่างประเทศที่ลงทุนในด้านผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคและภาคการบริการของเวียดนาม

“APT32 ใช้ประโยชน์จากชุดของมัลแวร์ที่มีคุณลักษณะครบครัน มาใช้ร่วมกับเครื่องมือที่มีจำหน่ายทั่วไป เพื่อดำเนินการตามเป้าหมายที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของรัฐบาลเวียดนาม” บริษัท FireEye กล่าวในรายงาน

คาดว่ายุทธวิธีที่ใช้โดย APT32 รวมถึงการจดทะเบียนโดเมนที่มีลักษณะคล้ายกับบริษัทรถยนต์ต่างๆ ซึ่งจะสามารถโจมตีด้วยการทำฟิชชิ่ง หมายความว่าข้อมูลประจำตัวของผู้ใช้จริงจะถูกขโมยโดยแฮ็คเกอร์เพื่อเข้าถึงเครือข่ายภายใน

“ล่าสุดเราเคยเห็นการลงทะเบียนโดเมนโดย APT32 ที่น่าสงสัยซึ่งออกแบบมาให้คล้ายกับบริษัทยานยนต์” จอห์น อัลท์ควิสต์ ผู้จัดการของบริษัท FireEye กล่าว “การลงทะเบียนอย่างต่อเนื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสนใจอย่างต่อเนื่องของ APT32 ในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติที่ทำธุรกิจในเวียดนาม”

Eset บริษัท รักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตในสโลวาเกีย เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ APT32 ใช้ Facebook เพื่อล็อคเป้าบุคคลที่มีส่วนร่วมในการเมืองเวียดนาม โดยแฮ็คเกอร์ของ APT32 จะส่งอัลบั้มรูปไปยัง Facebook Messenger หรือหน้าเพจ Facebook ของเป้าหมายที่จะเล่นงาน เมื่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อคลิกดูอัลบั้มก็จะตกหลุมพรางทันที เพราะหนึ่งในภาพถ่ายจำนวนมากที่ส่งมาคือมัลแวร์อันตรายที่ซ่อนไว้ และจะแทรกซึมเข้าไปในคอมพิวเตอร์ของเป้าหมาย

ด้านสตีเวน เอแดร์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Volexity, Inc. กล่าวว่าการที่ APT32 ล็อคเป้าหมายผู้ต่อต้านรัฐบาล เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญการเฝ้าจับตาของภาครัฐ รวมการแฮ็คเข้าไปในเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมจากประชาชนที่มีความเคลื่อนไหวทางการเมือง แล้วใช้เว็บไซต์เหล่านี้ติดตามผู้ที่ใช้บริการแล้วเก็บข้อมูล

บริษัท Volexity ยังเผยว่า APT32 สอดแนมและจู่โจมด้วยระบบดิจิตอลที่มีความซับซ้อนกับกลุ่มประชาชนในวงกว้าง นอกจากนี้ยังกำหนดเป้าหมายโจมตีประเทศต่างๆ ในเอเชีย สื่อมวลชนในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและประชาสังคม รวมทั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน

ในขณะที่การแฮ็คภาคธุรกิจของเวียนามดูเหมือนจะเพิ่มสูงขึ้น บริษัท FireEye เห็นว่าการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของจีนลดลงอย่างมากต่อภาคธุรกิจ แม้แต่ในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนยังเน้นไปที่การเจรจาให้จีนยุติการจารแกรรมแบบนี้ด้วย ดังนั้นจากมุมมองของ FireEye การแฮ็คของจีนจะลดลงอย่างมหาศาลอย่างแน่นอน

แต่เวียดนามกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ และเช่นเดียวกับที่จีนทำไว้เมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้เวียดนามหันมาใช้การจารกรรมทางไซเบอร์เพื่อการแข่งขันทางธุรกิจมากขึ้น อดัม เมเยอร์ส รองประธานฝ่ายข่าวกรองของบริษัท CrowdStrike กล่าวว่าการจารกรรมไซเบอร์ของเวียดนามนั้น “เหมือนกับวีรกรรมของจีนในแบบที่ย่อส่วนลงมา”

แปลและเรียบเรียงจาก Vietnam-linked Hacking Group Targets Toyota, Other Companies

เงินบาทส่อแววอ่อนค่าปีหน้า หลังซิวแชมป์แข็งสุดในเอเชีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609918

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2562 เวลา 16:23 น.

เงินบาทส่อแววอ่อนค่าปีหน้า หลังซิวแชมป์แข็งสุดในเอเชีย

สำนักข่าว Bloomberg ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างมากในปีนี้ กำลังอ่อนค่าลงเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ชะลอตัว ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็เริ่มที่จะเข้ามาจัดการกับการแข็งค่าของสกุลงิน

หลังจากแข็งค่าขึ้นถึง 8% ในปีนี้จนกลายเป็นสกุลเงินที่มีความเคลื่อนไหวที่ดีที่สุดในเอเชีย เมื่อเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของปีเงินบาทกลับกำลังสูญเสียโมเมนตัมเนื่องจากการผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนกับเงินบาทในฐานะการลงทุนที่ปลอดภัย รวมถึงปัจจัยอื่นๆ คืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรในประเทศที่ลดลง และการไหลออกของตราสารทุน

เงินบาทสวนทางกับการอ่อนค่าของสกุลเงินอื่นๆ ภูมิภาค เนื่องจากนักลงทุนต้องการลงทุนในสกุลเงินที่ปลอดภัยแต่ให้ผลตอบแทนต่ำ นอกจากนี้ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในระดับสูงและทุนสำรองต่างประเทศจำนวนมากยิ่งช่วยให้นักลงทุนแห่กันเข้ามาลงทุนกับเงินบาท

แต่ทิศทางเริ่มที่จะเปลี่ยนไป เงินบาทแข็งค่าขึ้นเพียง 0.1% ในเดือนธันวาคมทำให้เป็นสกุลเงินที่มีความเคลื่อนไหวแย่ที่สุดในภูมิภาค โดยปรับตัวลดลง 0.2% มาอยู่ที่ประมาณ 30.2 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่แข็งค่ามากที่สุดในรอบกว่า 6 ปีในเดือนตุลาคม

เงินบาทอาจอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องหากความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนดีมากขึ้น จากการวิเคราะห์สกุลเงินตลาดเกิดใหม่ 19 สกุลเงินโดยสำนักข่าว Bloomberg พบว่าเงินบาทเป็นสกุลเงินที่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของเงินหยวนน้อยที่สุด

การผ่อนคลายของเงินบาทในเดือนธันวาคมเกิดขึ้นเนื่องจากธนาคารแห่งประเทสไทยปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยอ้างความเสี่ยงทั่วโลก และตัวเลขส่งออกช่วง 11 เดือนของปีนี้ยังปรับลดลงด้วย

นักวิเคราะคาดว่า เงินบาทคาดว่าจะอ่อนค่าลง 1% มาอยู่ที่ 30.5 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐภายในสิ้นปี 2563

หากการเติบโตของไทยชะลอตัวลงอาจช่วยกระตุ้นการเทขายในตลาดหุ้นไทยและกดดันค่าเงินบาทลง การไหลออกของทุนต่างประเทศจากตลาดหุ้นในไทยระยะเวลา 12 เดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี

พันธบัตรไทยก็เสื่อมความนิยมลง เนื่องจากอัตราผลตอบแทนลดลง หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทสไทยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุสิบปีให้ผลตอบแทนน้อยกว่าพันธบัตรสหรัฐประมาณ 1.6%

หากค่าเงินบาทไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจเข้าแก้ไขการแข็งค่ามาอีกครั้ง ที่ผ่านมาผู้กำหนดนโยบายทางการเงินการคลังของไทย ได้ออกมาตรการต่างๆ มากมาย รวมถึงการชะลออุปทานพันธบัตรระยะสั้นและการผ่อนคลายกฎระเบียบเกี่ยวกับการไหลออกของเงินทุนเพื่อบีบไม่ให้ค่าเงินแข็งขึ้น

แปลจาก Thai Baht, Asia’s Best-Performing Currency, Faces Reversal โดย Bloomberg

ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล / Post Today

ส่งท้ายทศวรรษที่ 2010 เมื่อยุโรปตกต่ำ จีนผงาด และสหรัฐยอมไม่ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609887

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2562 เวลา 12:29 น.

ส่งท้ายทศวรรษที่ 2010 เมื่อยุโรปตกต่ำ จีนผงาด และสหรัฐยอมไม่ได้

ย้อนกลับไปเมื่อทศวรรษที่ 2000 สัญญาณความสั่นคลอนของทุนนิยมตะวันตกก็เกิดขึ้น

เมื่อเกิดวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ในสหรัฐ วิกฤตนี้เกิดจากการที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้กู้ยืมที่ไม่น่าจะชำระหนี้ได้ แต่ก็ยังปล่อยให้กู้ยืมเงินไปซื้อสินเชื่อ จนทำให้สถาบันการเงินสหรัฐล่มสลายไปตามๆ กันในปี 2007 – 2008

แต่รัฐบาลสหรัฐกระโดดเข้ามาอุ้มภาคการเงินเอาไว้โดยอ้างว่า “ใหญ่เกินกว่าที่จะปล่อยให้ล้ม” (Too big to fail) แม้จะต้องใช้ภาษีประชาชนมหาศาล เพื่อตามล้างตามเช็ดความไม่รอบคอบของสถาบันการเงิน

แต่วิกฤตซับไพรม์ลุกลามกลายเป็นวิกฤตการเงินโลก ส่งผลสะเทือนไปถึงยุโรปและกลายเป็นวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปเริ่มต้นขึ้นในต้นปี 2010 (พ.ศ. 2553) เมื่อรัฐบาลกรีซยอมรับว่ามีปัญหาในการให้บริการหนี้สาธารณะขนาดใหญ่ จนต้องขอความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นระยะ

ถึงกลางปี 2011 วิกฤตลามไปถึงโปรตุเกส ไอร์แลนด์ สเปน และไซปรัส และเกือบที่จะฉุดอิตาลีให้จมดิ่งไปด้วยเมื่อบวกกับภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ เช่น อัตราว่างงานของกรีซและสเปนที่สูงถึง 27%, ส่งผลให้สภาพยุโรปต้องแบกรับภาระให้การอุ้มภาระหนี้สาธารณะของประเทศเหล่านี้รวมเป็นเงิน 2 ล้านล้านยูโร

วิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปทำให้เกิดคำถามถึงความมั่นคงของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ การใช้เงินสกุลเดียวกัน การควบคุมนโยบายการคลังร่วมกัน รวมถึงความฝันที่จะเห็นโลกมีตลาดร่วมที่ไร้พรมแดน ที่สำคัญก็คือ วิกฤตนี้ได้บั่นทอนอิทธิพลและความเชื่อมั่นในตนเองของยุโรปลงไปมาก ยังไม่นับการถอนตัวจากสหภาพยูโรปของอังกฤษ หรือ Brexit ที่เริ่มในช่วงกลางทศวรรษแต่จนถึงสิ้นทศวรรษนี้กระบวนการดังกล่าวก็ยังไม่เห็นทางออก

ยุโรปเริ่มที่จะทนกับเสียงร้องขอความช่วยเหลือของกรีซไม่ไหว จนเกิดการเผชิญหน้าระหว่างกรีซทีติดหนี้จนเกือบจะฉุดยูโรปให้พังตามไปด้วย กับเยอรมนีในฐานะสมาชิกที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่สุดในยุโรปและแสดงอาการว่าไม่อยากจะอุ้มกรีซอีกต่อไป ทำให้เกิดกระแสต่อต้านเยอรมนีในกรีซและอิตาลี

ขณะที่ยุโรปกำลังทะเลาะกัน กรีซก็ได้ผู้กอบกู้คนใหม่จากแดนไกล นั่นคือจีน

ในปี 2010 นายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่าของจีน เสนอตัวที่จะซื้อพันธบัตรรัฐบาลกรีซโดยบอกว่า “จีนจะพยายามอย่างมากที่จะพยุงประเทศยูโรโซนและกรีซในอันที่จะฟันฝ่าวิกฤตนี้”

หลังจากนั้นกรีซกับจีนก็สนิทสนมกันอย่างมาก จนถึงปี 2019 ทั้ง 2 ประเทศก็ยังรักกันปานจะกลืนกินเพราะต่างก็รับประโยชน์ร่วมกัน โดยกรีซมีจีนช่วยในฐานะกระเป๋าเงินโดยไม่ต้องง้อสหภาพยุโรป (โดยเฉพาะเยอรมนี) ส่วนจีนก็ได้ท่าเรือของกรีซเป็นฐานที่มั่นทางโลจิสติกส์ในยุโรป

การเข้ามาช่วยเหลือกรีซของจีน ถือเป็นหมายหลักสำคัญที่บอกว่าในทศวรรษที่ 2010s จีนมีอำนาจทางเศรษฐกิจมากพอที่จะช่วยประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งๆ ที่จีนยังอยู่ในสถานะประเทศกำลังพัฒนา

ปี 2010 ปีเดียวกับที่จีนเสนอช่วยยุโรป จีนยังกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกแซงหน้าญี่ปุ่น หลังจากนั้นเศรษฐกิจจีนก็เติบโตอย่างมั่นคง จนกระทั่งเริ่มชะลอตัวในปลายทศวรรษ แต่ภาคธุรกิจของจีนสยายปีกจากแดนมังกรไปปักหมุดในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในยุคนี้ เราจึงเริ่มคุ้นชื่อของมหาเศรษฐีชาวจีนคนแล้วคนเล่า โดยเฉพาะแจ็ค หม่า และบริษัทอาลีบาบาของเขา

ทศวรรษนี้จีนเปลี่ยนผู้นำอีกครั้ง ผู้ที่ขึ้นมากุมบังเหียนคือ สีจิ้นผิงซึ่งมีผลงานแรกคือปฏิบัติการกวาดล้างการคอร์รัปชั่นและจัดระเบียบการเมืองครั้งใหญ่ หลังจากนั้นสีจิ้นผิงเริ่มจัดระเบียบทางสังคมและเศรษฐกิจ ด้วยการชูอุดมการณ์ “ความฝันจีน” (จงกั๋วเมิ่ง) เพื่อสร้างค่านิยมแบบจีน การกระตุ้นให้คนจีนสร้างชาติให้แข็งแกร่งเพื่อฟื้นฟูจีนให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ นิยามที่สั้นที่สุดของความฝันจีน คือ “สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีน”

จีนยังกลายเป็นแถวหน้าของสังคมไร้เงินสด (cashless society) และเงินดิจิทัล ซึ่งกลายเป็นปรากฎการณ์สำคัญของยุคสมัยนี้ โดยเฉพาะในช่วงปี 2018 – 2019 กับการทำราคาขึ้นมาอย่างมหาศาลของบิตคอยน์และเงินคริปโตเคอร์เรนซี่สกุลต่างๆ แม้แต่โซเชียลเน็ตเวิร์กรายใหญ่ๆ ยังคิดที่จะออกเงินดิจิทัลของตัวเอง เพื่อรองรับพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เปลี่ยนไป

ในขณะที่จีนกำลังรวยเอาๆ สหรัฐเผชิญกับเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ในบางช่วงถึงกับตกอยู่ในภาวะถดถอย ศักยภาพด้านการแข่งขันของสหรัฐย่ำแย่ลง โดยถูกสิงคโปร์แซงหน้าเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการแข่งขันที่ดีที่สุด และยังถูกฮ่องกงแซงไปอีกด้วย พร้อมๆ กับกระแสคาดการณ์ว่า จีนอาจจะแซงหน้าสหรัฐขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจในเวลาไม่นานเกินรอ

แต่จีนกลับอ่อนแรงลง จีนพยายามประคองไม่ให้เศรษฐกิจอ่อนแรงเร็วเกินไปจนเกิดแรงกระแทกหนักหน่วงหากเกิดภาวะทรุดตัวฉับพลัน ในระยะปลายของทศวรรษนี้ เศรษฐกิจจีนจึงโตช้าลง สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วง เมื่อสหรัฐพยายามที่จะทวงคืนตำแหน่งเบอร์หนึ่ง และเลือกโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี ผู้มีแคมเปญการหาเสียงที่ชัดเจนว่า “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” (Make America Great Again) และนโยบาย “อเมริกามาก่อน” (America First’)

แผนการอันยิ่งใหญ่ของทรัมป์เริ่มต้นด้วยการประกาศสร้างงงาน ฟื้นฟูอุตสาหกรรมของประเทศ เริ่มต้นด้วยการขับไล่และควบคุมแรงงานผู้อพยพ จากนั้นลามไปถึงผู้อพยพโดยทั่วไป จากนั้นเมื่อทรัมป์ปักหมุดเศรษฐกิจในบ้านได้มันคงแล้ว จึงเปิดสงครามการค้ากับจีน ซึ่งเขาบอกว่าเป็นตัวการทำลายอุตสาหกรรมของสหรัฐ เป็นผู้ทำการค้าอย่างไม่แฟร์ และยังละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ

ทั้ง 2 ประเทศตอบโต้กันไปมาด้วยการแย่งกันขึ้นภาษีสินค้าของกันและกัน แต่เพราะทั้งคู่เป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 และ 2 ดังนั้นผลกระทบของสงครามการค้าจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะทั้งคู่ แต่ได้ลุกลามไปทั่วโลก ทำให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกและนำเข้าและต้องพึ่งอุปสงค์-อุปทานของสหรัฐและจีนต้องเจ็บกันระนาว รวมถึงไทยด้วย

ผลของสงครามการค้า ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐดีขึ้น มีการจ้างงานมากขึ้น ภาคอุตสาหกรรมลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง แต่เรายังไม่อาจสรุปได้ว่านี่เป็นผลดีระยะสั้นหรือระยะยาวต่อสหรัฐ อีกทั้งทศวรรษที่ 2010s ได้สิ้นสุดลงไปก่อน

ในทศวรรษหน้าเราจึงต้องจับตากันต่อไปว่า ศึกยักษ์ชนยักษ์จะจบลงดีๆ หรือไม่ก็จะกลายเป็นศึกยืดเยื้อที่เรียกกันว่า “สงครามเย็นครั้งใหม่”

Photo by JIM WATSON / AFP

วิกฤตหนัก จีนขาดแคลนเนื้อหมูต้องลดภาษีนำ12% เหลือ8% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609870

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2562 เวลา 10:38 น.

วิกฤตหนัก จีนขาดแคลนเนื้อหมูต้องลดภาษีนำ12% เหลือ8%

กระทรวงการคลังจีนประกาศว่าจะลดภาษีนำเข้าสินค้ากว่า 850 รายการรวมถึงหมูแช่แข็งตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้า คาดว่าเป็นมาตรการที่อาจช่วยลดแรงกดดันต่ออุปทานเนื้อหมูที่ลดลง เนื่องจากการระบาดของไวรัสโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

ประเทศจีนได้รับผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนเนื้อหมูอย่างรุนแรงหลังจากการระบาดอย่างหนักไวรัสโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรทำลายอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อหมูของประเทศอย่างหนักหน่วง จากสถิติของทางการระบุว่ามีสุกรมากกว่าล้านตัวที่ถูกกำจัดทิ้งเนื่องจากติดโรคและราคาเนื้อสัตว์หลักเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

จากการประกาศล่าสุดระบุว่าอัตราภาษีสำหรับหมูแช่แข็งจะลดลงจาก 12% เป็น 8% โดยเริ่มจากวันที่ 1 มกราคม ซึ่งคณะกรรมาธิการภาษีของสภาแห่งรัฐ ระบุว่าการลดภาาจะเพิ่มประสิทธิภาพ “โครงสร้างการค้าและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง” ซึ่งหมายความว่าราคาเนื้อหมูของจีนกำลังแพงมากจนบั่นทอนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากลดภาษีนำเขาเนื้อหมูอย่างมากแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ถูกลดภาษีนำเข้าลดลงรวมถึงผลิตภัณฑ์อาหาร เช่นปลา ชีส และถั่ว และยังมียากับผลิตภัณฑ์เคมีหลากหลายประเภท

และจีนกล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมปีหน้าจะลดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีบางอย่างอีกด้วย

นอกจากนี้ สินค้าจากประเทศต่างๆ ได้แก่ นิวซีแลนด์, เปรู, คอสตาริกา, สวิตเซอร์แลนด์, ไอซ์แลนด์, ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้ และปากีสถาน ก็จะถูกเรียกเก็บแม้แต่น้อยลงภายใต้ข้อตกลงการค้าทวิภาคี

สำนักข่าว AFP คาดว่าท่าทีดังกล่าวไม่ได้เชื่อมโยงกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน และเมื่อต้นเดือนนี้ทั้งสองฝ่ายได้ประกาศข้อตกลงแบบย่อ เพื่อลดการเรียกเก็บภาษีบางส่วน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันจากสงครามการค้าไปได้ระดับหนึ่ง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วจีนกล่าวว่าผลิตภัณฑ์เคมีของสหรัฐที่จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า ได้แก่ กาวและกาวอุตสาหกรรมบางชนิด โพลิเมอร์อุตสาหกรรม และพาราฟิน

จูบยัดเยียด นักอุดมคติที่เท้าไม่ติดดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609845

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 19:58 น.

Posttoday Podcast:The Expert Ep.18 จูบยัดเยียด นักอุดมคติที่เท้าไม่ติดดิน

***************************

รับฟังเฉพาะเสียงได้ที่ soundcloud PostToday

ลดอันดับความน่าเชื่อถือเวียดนาม สาเหตุธนาคาร-รัฐบาลจ่ายหนี้ช้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609828

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 17:40 น.

ลดอันดับความน่าเชื่อถือเวียดนาม สาเหตุธนาคาร-รัฐบาลจ่ายหนี้ช้า

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม บริษัทมูดีส์ (Moody’s Investors Service) ประกาศว่าได้ปรับแนวโน้มด้านการชำระหนี้ของเวียดนามให้ลงมาอยู่ที่ระดับลบ (negative) เนื่องจากรัฐบาลเวียดนามล่าช้าในการชำระหนี้ แต่ยังคงระดับความสามารถด้านการชำระหนี้ของเวียดนามอยู่ที่ Ba3 เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งช่วยค้ำยันไว้

มูดีส์ชี้ว่า “แนวโน้มเชิงลบสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของความล่าช้าในการชำระหนี้ที่เป็นภาระผูกพันทางอ้อมของรัฐบาล อีกทั้งยังไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมและมีนัยสำคัญมากขึ้นในการปรับปรุงการประสานงาน และความโปร่งใสในการบริหารหนี้ภายในหน่วยงานภาครัฐ”

โชคดีที่อันดับความสามารถในการชำระหนี้ในเวลานี้ยังคงไว้ที่ Ba3 เพราะเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่ง ทำให้เวียดนามยังมีความสามารถที่จะรองรับภาวะช็อคทางการเงินได้ รวมถึงผลกระทบจากสงครามการค้า

เพียงหนึ่งวันหลังจากนั้น มูดีส์ยังประกาศปรับลดความน่าเชื่อถือด้านการชำระหนี้ของธนาคาร 15 แห่งจากทั้งหมด 18 แห่งของเวียดนามลงมาอยู่ที่ระดับติดลบเช่นกัน ทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีภาพลักษณ์ที่ไม่สู้ดีนักในด้านการชำระหนี้

หลังจากที่มูดีส์ปรับลดความน่าเชื่อถือของเวียดนาม กระทรวงการคลังของเวียดนามจึงมีแถลงการณ์ว่า รัฐบาลเวียดนามยืนยันที่จขะชำระหนี้ตามกำหนดทั้งกับหุ้นส่วนการพัฒนาและกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และในการนี้นายกรับมนตรียังได้สั่งการให้กระทรวงการคลังใช้ทรัพยากรที่มีเพื่อนำไปชำระหนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของเวียดนาม

ด้านสำนักข่าว VN Express รายงานว่า หน่วยงานเฉพาะกิจของนายกรัฐมนตรีเหงียน ซวน ฟุก แห่งเวียดนามได้สั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดเวลาต้องพิจารณาตนเอง เพราะเป็นเหตุให้เวียดนามทั้งประเทศถูกบริษัทมูดีส์ ลดอันดับความน่าเชื่อถือด้านการชำระหนี้

ฝรั่งเศสนับวันยิ่งอยู่ยาก คนเอเชียถูกทำร้ายไม่หยุดหย่อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609790

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 12:27 น.

ฝรั่งเศสนับวันยิ่งอยู่ยาก คนเอเชียถูกทำร้ายไม่หยุดหย่อน

สำนักข่าว AFP  รายงานว่า คนเอเชียที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส กำลังเผชิญกับกระแสต่อต้านและการถูกทำร้าย แต่พวกเขากลับถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการเหลียวแลจากทั้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและคนในสังคม

หนึ่งในนั้นคือ หมิง ซึ่งเล่าว่าขณะที่เธอกำลังขึ้นรถบัสในเขตชานเมืองของปารีส ในเขตวาล – เดอ – มาร์น มีชายสวมหน้ากากพยายามฉีกกระเป๋าถือของเธอ เมื่อเธอขัดขืนคนร้ายก็ทุ่มเธอลงไปที่พื้นและทุบตีเธอจนหมดสติ

หมิงกระดูกหักถึง 2 แห่งและยังหวาดกลัวอย่างหนักจนไม่สามารถทำงานเป็นเวลาสามสัปดาห์ นี่เป็นเพียงเหตุการณ์เดียวเท่านั้น ยังมีชาวเอเชียทั้งชายและหญิงอีกเป็นจำนวนมากถูกทำร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ในฝรั่งเศส

นักรณรงค์กังวลว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ความรุนแรงที่มีเป้าหมายที่คนเชื้อสายเอเชีย โดยมีสาเหตุมาจากการเหยียดเชื้อชาติ และความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวฝรั่งเศสว่าจะต้องเป็นคนรวย

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นคนรวย หมิง บอกเล่าเรื่องราวนี้โดยใช้นามแฝงเพราะเธอยังคงกลัวเรื่องความปลอดภัยของเธอ เธอเผยว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นกระเป๋าของเธอถูกชิงไปแม้ว่ามันจะมีเงินแค่สองสามยูโรและบัตรประจำตัวประชาชนของเธอเท่านั้น แต่เธอถูกทำร้ายอย่างหนักทั้งร่างกายและจิตใจ หญิงเอเชียวัย 41 ปีบอกว่าเธอพยายามดิ้นรนเพื่อเอาชนะคนร้าย เพราะรู้สึกโกรธและรู้สึกสิ้นหวัง

“ทำไมต้องเป็นฉัน? ฉันไม่มีเงินเลย ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีอะไรเลย ทำไมถึงต้องทำรุนแรงแบบนี้”

การทำร้ายคนเอเชียกลายเป็นที่สนใจของสังคมขึ้นมา หลังการเสียชีวิตของช่างตัดเสื้อชื่อ จางเฉาหลิน ทางตอนเหนือของปารีสในปี 2559

จาง วัย 49 ปี คุณพ่อของลูกวัยสองขวบ กำลังเดินทางไปยังร้านอาหารในย่านชานเมืองของปารีส แต่ขณะนั้นเองเขาถูกวัยรุ่นสองคนทำร้ายอย่างรุนแรงจนเสียชีวิต ทั้งๆ ที่จางมีของติดตัวแค่สายชาร์จโทรศัพท์กับขนมหวาน คนร้ายถูกจำคุกในปี 2561

การโจมตีคนเอเชียมักมุ่งเป้าไปที่นักท่องเที่ยวชาวจีนและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กในเขตชานเมืองของฝรั่งเศส แต่กรณีของจางทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ต่อผู้ประท้วงที่เรียกร้องให้มีการต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในเอเชียในชุมชนฝรั่งเศสที่ยากจน

“เพราะการตายของเฉาหลิน เราจึงตระหนักว่ามีปัญหาเรื่องนี้ แต่คาดไม่ถึงว่าจะรุนแรงถึงขนาดนี้” ซุนไหลตันโฆษกกลุ่ม Security for Everyone กลุ่มชุมชนในเขตวาล – เดอ – มาร์น กล่าว

เนื่องจากฝรั่งเศสห้ามเก็บสถิติเกี่ยวกับเชื้อชาติ จึงไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการโจมตีต่อคนเชื้อชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นแต่ผู้รณรงค์บอกว่าพวกเขาเริ่มเห็นแนวโน้มการโจมตีคนเอเชียเป็นพิเศษ และเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายมักเป็นผู้หญิงหรือผู้สูงอายุ ผู้ลงมือจะจับตาเป้าหมายตามท้องถนน จากนั้นติดตามมาถึงพื้นที่ลับตาแล้วค่อยถูกโจมตี

“เหยื่อตกเป็นเป้าหมายเพราะพวกเขาเป็นชาวเอเชีย” ซุนไหลตันกล่าวและย้ำว่า “ไม่ต้องสงสัยเลย” ว่าการโจมตีนั้นมีสาเหตุมูลฐานมาจากการเหยียดเชื้อชาติ

การที่ฝรั่งเศสไม่เก็บข้อมูลโดยการแบ่งแยกเชื้อชาติในคดีอาชญากรรม ทำให้ตำรวจเพียงแค่รับคดีไปเท่านั้นแบะบันทึกแบบกว้างๆ ไม่ได้ระบุเจาะจง โดยตำรวจบันทึกว่ามีการทำร้าย 114 ครั้งระหว่างเดือนพฤษภาคม 2561  – พฤษภาคม 2562 ซึ่งเท่ากับว่าทีการโจมตีคนเอเชีย 1 ครั้งทุกๆ 3 วันส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่วาล – เดอ – มาร์น

แต่นักรณรงค์กลัวว่าปัญหาจะแพร่หลายและกล่าวหาเจ้าหน้าที่ยังเพิกเฉยต่อการเหยียดเชื้อชาติแบบนี้

หลายคนที่ถูกทำร้ายไม่ได้แจ้งความ อีกทั้งยังกลัวการล้างแค้นจากคนร้าย นอกจากนี้บางคนยังอายหรือเพราะไม่มีใบอนุญาตให้อาศัยอย่างถูกต้อง

“การติดต่อกับคนที่ถูกทำร้ายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่ทราบว่าคนอื่นกำลังถูกทำร้ายเหมือนกัน” เลติเชีย ชิว หัวหน้าสมาคมเยาวชนจีนในฝรั่งเศส (AJCF) กล่าว

โรแบร์ ณ จำปาศักดิ์ (Robert Na Champassak) กล่าวว่าเขาได้เข้าร่วม Security for Everyone ซึ่งช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในการต่อสู้ทางกฎหมาย และนำคนร้ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อแก้ไขอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้แก้ปัญหานี้

แม่วัย 64 ปีของโรแบร์ ณ จำปาศักดิ์  เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองแตก 18 วันหลังจากถูกทำร้ายในระหว่างทางไปเรียนเต้นในปี 2560

ในขณะที่แพทย์ไม่ได้ทำการเชื่อมโยงสาเหตุระหว่างการโจมตีและโรคหลอดเลือดสมอง แต่โรแบร์ ณ จำปาศักดิ์ เชื่อมั่นว่าการถูกทำร้ายเป็นต้นเหตุที่ทำให้สุขภาพของแม่ทรุดลง

“แม่ของผมชอบการใช้ชีวิต แต่หลังจากการโจมตีแม่ไม่อยากที่จะออกไปข้างนอก แม่ไม่เหมือนเดิมอีก” โรแบร์ ณ จำปาศักดิ์ กล่าว

เมื่อสำนักข่าว AFP สอบถามความคิดเห็นตำรวจและเจ้าหน้าที่สำนักเทศบาลเมืองกล่าวว่าพวกเขาติดตามปัญหาอย่างใกล้ชิด

อัยการของเขตวาล – เดอ – มาร์น อธิบายว่าพวกเขาดำเนินคดีการเหยียดเชื้อชาติให้มากเท่าที่พวกเขาจะทำได้ โดยมีถึง 19 คดีจาก 22 กรณีการทำร้ายร่างกายคนเอเชียที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม

เจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งกล่าวว่าการทำร้ายประชาชนชาวเอเชียอาจเป็นธรรมเนียมในการพิสูจน์ตัวเองก่อนที่จะเข้าแก๊ง และพวกสมาชิกแก๊งที่เป็นเยาวชนเชื่อว่าชาวเอเชียมักจะมีเงินจำนวนมาก

ตำรวจนายนี้ไม่ยอมเปิดเผยชื่อ แต่เสริมว่า “สำหรับพวกเขา (สมาชิกแก๊ง) มันเป็นเกมการเดิมพันอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้บ่อยครั้งการทำร้ายมีความรุนแรงมาก”

อย่างไรก็ตาม เลติเชีย ชิว หัวหน้าสมาคมเยาวชนจีนในฝรั่งเศส (AJCF) กล่าวว่า ตอนนี้มีความคืบหน้าขึ้นมาแล้ว โดยจะเปิดตัวโครงการนำร่องในโรงเรียนทั่วภูมิภาคปารีส เพื่อทำลายทัศนคติการเหยียดเชื้อชาติโดยจัดขึ้นร่วมกับสมาคม SOS Racism

แต่นักรณรงค์รู้สึกไม่พอ และผลักดันให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นติดตั้งกล้องวงจรปิดและติดตามผู้กระทำผิด

“การป้องกันเป็นสิ่งจำเป็น แต่การจับกุมและพิจารณาคดีคนร้ายก็มีความสำคัญต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเหมือนกัน” ซุนไหลตัน กล่าว

แปลและเรียบเรียงจาก Anti-Asian assaults a ‘neglected’ plight in France โดยสำนักข่าว AFP

เงินบาทแข็งพ่นพิษ มาสด้าเตรียมย้ายการผลิตกลับญี่ปุ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609782

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 10:08 น.

เงินบาทแข็งพ่นพิษ มาสด้าเตรียมย้ายการผลิตกลับญี่ปุ่น

สำนักข่าว Nikkei รายงานว่า บริษัทมาสด้า มอเตอร์ (Mazda Motor) จะพิจารณาย้ายฐานการประกอบรถยต์บางรุ่นจากประเทศไทยกลับไปยังประเทศญี่ปุ่น

Nikkei เผยสาเหตุว่าเป็นเพราะบริษัทต้องแบกรับต้นทุนจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตลาดรถยนต์ในไทยที่ซบเซาลง ทำให้ผลกำไรของบริษัทได้รับผลกระทบไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตหลักของบริษัทมาสด้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในปีนี้เงินบาทเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าต่อเงินเหรียญสหรัฐมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยในปีนี้แข็งค่าขึ้นมาถึง 8% ส่วนสกุลเงินที่แข็งค่ามากที่สุดคือรูเบิลของรัสเซีย หากวัดในแง่ภูมิภาค เงินบาทแข็งค่ามากที่สุดในเอเชีย

การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบต่อภาคส่งออก อันป็นพลังขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย ทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในตลาดโลก และทำให้ความต้องการสินค้าไทย หรือสินค้าที่ผลิตจากไทยลดลง เช่นรถยนต์ โดยล่าสุดทำให้ตัวเลขส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปไปต่างประเทศลดลงถึง 19.25% ในเดือนพฤศจิกายนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว จากการเปิดเผยของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ขณะเดียวกันยดขายรถยนต์ในประเทศไทยก็ลดลง 16.2% ในเดือนพฤศจิกายนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว คาดว่ายอดขายรถยนต์ตลาดในประเทศจะหดตัวลงถึง 3.8% ในปีนี้

มอสโกเจออากาศ “อบอุ่น” สุดในรอบ 133 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609773

  • นที่ 21 ธ.ค. 2562 เวลา 19:02 น.

มอสโกเจออากาศ "อบอุ่น" สุดในรอบ 133 ปี

กรุงมอสโกเจออากาศอบอุ่นอย่างผิดปกติที่สุดในรอบ 133 ปี ทำดอกไม้บานผิดฤดู

รอยเตอร์รายงานว่า กรุงมอสโกเผชิญสภาพอากาศอบอุ่นอย่างผิดปกติที่สุดในรอบ 133 ปี โดยการเปิดเผยของ Elena Vosolyuk จากศูนย์พยากรณ์อากาศ FOBOS weather center ระบุว่า เมื่อคืนวันพุธที่ 18 ธ.ค. ที่ผ่านมา กรุงมอสโกวัดอุณภูมิได้ที่ 6 องศาเซลเซียส แตกต่างจากปกติที่ในช่วงกลางเดือนธันวาคม กรุงมอสโกจะต้องมีอุณหภูมิติดลบ และปกคลุมด้วยไปด้วยหิมะขาวโพลน

อุณภูมิที่อบอุ่นอย่างผิดปกตินี้ ส่งผลให้บรรดาดอกไม้หลากชนิดในสวนพฤกษศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติมอสโก ออกดอกผลิบานอย่างผิดฤดูกาลเนื่องจากสภาพอากาศที่อบอุ่น จึงทำให้ดอกไม้นานาพรรณเข้าใจผิดว่าถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิแล้ว

กรุงมอสโกยังคงไร้หิมะและอุณหภูมิติดลบแม้เข้ากลางเดือนธันวาคม

จากสถิติพบว่าครั้งล่าสุดที่กรุงมอสโกมีอุณหภูมิสูงกว่า 5.3 องศาคือเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมในปี 1886 ขณะที่อุณหภูมิโดยปกติของมอสโกในช่วงนี้ควรอยู่ที่ราว -2 ถึง -6 องศา สภาพที่อบอุ่นผิดปกติทำให้ชาวมอสโกรายหนึ่งถึงกับบอกว่า “นี่ไม่ใช่ฤดูหนาวของเรา .. มันมาจากที่อื่น”

Photo : AFP

อิตาลีจ่อปิดสายการบินแห่งชาติกลางปีหน้า หากไม่มีเอกชนเข้าซื้อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609770

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2562 เวลา 18:15 น.

อิตาลีจ่อปิดสายการบินแห่งชาติกลางปีหน้า หากไม่มีเอกชนเข้าซื้อ

“รัฐบาลจะไม่ใช้เงินภาษีประชาชนอุ้มสายการบิน Alitalia อีกต่อไป”

รอยเตอร์รายงานว่า นาย Stefano Patuanelli รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจของอิตาลีเผยว่า สายการบิน Alitalia ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของอิตาลี อาจต้องเผชิญการปิดตัวลงในช่วงกลางปี 2020 หากยังไม่มีนักลงทุนใดเข้าซื้อกิจการ

นาย Patuanelli กล่าวว่า รัฐบาลจะไม่ใช้เงินภาษีประชาชนอุ้มสายการบิน Alitalia อีกต่อไป คำกล่าวของรมว.อิตาลีมีขึ้นหลังจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาเพิ่งลงนามอนุมัติเงินกู้จำนวน 400 ล้านยูโร อุ้มสถานะสายการบินแห่งชาติที่กำลังประสบภาวะขาดทุนถึงเฉลี่ยวันละ 2 ล้านยูโร

รัฐมนตรีเศรษฐกิจอิตาลียังกล่าวอีกว่า แม้จะมีนักลงทุนหลายรายให้ความสนใจเข้าซื้อกิจการสายการบิน Alitalia แต่ยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงใดๆ ซึ่งหากพบว่าถึงกลางปี 2020 ยังไม่มีใครเข้าซื้อกิจการ สายการบิน Alitalia เสี่ยงที่จะต้องถูกปิด

อย่างไรก็ดี นอกจากรัฐบาลจะให้เงินอุ้มสายการบินแล้ว ทางสายการบินกำลังอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลให้เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา สหภาพแรงงานของสายการบิน ได้ออกมาเดินขบวนใจกลางกรุงโรมเพื่อประท้วงนโยบายปลดพนักงาน และแสดงจุดยืนคัดค้านการเข้าซื้อกิจการของภาคเอกชน

นักวิเคราะห์คำนวนว่า สายการบิน Alitalia ซึ่งเคยผ่านการกู้ชีพทางการเงินครั้งใหญ่มาแล้ว 2 ครั้งในปี 2008 และ 2014 ได้ถลุงเงินภาษีของประชาชนอิตาลีไปแล้วประมาณ 9 พันล้านยูโร