ผู้นำคิมสั่งรื้อโรงแรมทุนโสมใต้พ้นเขาคุมกัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604442

  • วันที่ 24 ต.ค. 2562 เวลา 14:27 น.

ผู้นำคิมสั่งรื้อโรงแรมทุนโสมใต้พ้นเขาคุมกัง

คิมจองอึนสั่งรื้อ รีสอร์ทบนเทือกเขาคุมกัง ที่สร้างโดยเกาหลีใต้ เหตุทรุดโทรมไม่สมฐานะเกาหลีเหนือ

นายคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือได้สั่งการให้รื้อทำลายสิ่งปลูกสร้างโรงแรมและรีสอร์ตบนเทือกเขาคุมกังที่สร้างบริษัทโดยเกาหลีใต้ รวมถึงกลุ่มบ้านพักที่ผู้นำคิมมองว่าไม่มีความสวยงามและดูคล้ายกับบ้านสำหรับผู้ประสบภัย

คำสั่งดังกล่าวของผู้นำคิมมีขึ้นในระหว่างที่เขาเดินทางไปตรวจพื้นที่ ซึ่งเป็นเทือกเขาและทะเลสาบอันสวยงามใกล้กับพรมแดนเกาหลีใต้ พร้อมระบุว่าสภาพของโรงแรมรีสอร์ตในบริเวณนี้ทรุดโทรม และดูไม่มีเอกลักษณ์ใดที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของเกาหลีเหนือ พร้อมระบุว่าจะดีกว่านี้หากเกาหลีเหนือบริการแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งนี้ด้วยตนเองโดยไม่มีเกาหลีใต้มาเกี่ยวข้อง

“สิ่งอำนวยความสะดวกและทันสมัยในแบบเกาหลีเหนือจะถูกสร้างขึ้นที่นี้” ผู้นำคิมกล่าว

 

 

รีสอร์ตบนเทือกเขาคุมกังถูกสร้างขึ้นช่วงปี 1990 อันเป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์ด้านความร่วมมือของสองเกาหลี แต่ละมีปีมีชาวเกาหลีใต้ได้รับอนุญาตให้มาท่องเที่ยวสถานที่แห่งนี้ซึ่งเปรียบเสมือนสวิตเซอร์แลนด์แห่งคาบสมุทรเกาหลีนับแสนคน แต่ทว่าการท่องเที่ยวกลับชะงักลงหลังในปี 2008 เกิดเหตุนักท่องเที่ยวหญิงถูกทหารเกาหลีเหนือยิงเสียชีวิตที่แอบเข้าไปในบริเวณพื้นที่ห่วงห้าม

กระทั่งปี 2011 รัฐบาลเปียงยางได้เข้ายึดพื้นที่และทรัพย์สินของโรงแรมรีสอร์ตทั้งหมด พร้อมเนรเทศพนักงานเกาหลีใต้กลับประเทศ

 

นายคิมยังกล่าวอีกว่า อาจเป็นการเข้าใจผิดที่มองว่ารีสอร์ตแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลี ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นสัญลักษณ์ของการพึ่งพากันมากกว่า

แม้ว่าปีที่ผ่านมา ผู้นำทั้งสองเกาหลีจะหารือครั้งประวัติศาสตร์ร่วมกันที่หมู่บ้านปันมุนจอม รวมถึงมีการลงนามเห็นชอบรวมกันในหลายประเด็น อีกทั้งผู้นำเกาหลีเหนือยังหารือกับผู้นำสหรัฐถึงสองครั้ง แต่ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลีก็ไม่ได้แน่นแฟ้นหรือคืบหน้าใดๆ

ชิลีประท้วงรัฐรุนแรง ยอดเสียชีวิต 18 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604424

  • วันที่ 24 ต.ค. 2562 เวลา 12:12 น.

ชิลีประท้วงรัฐรุนแรง ยอดเสียชีวิต 18 ราย

ชิลียังประท้วงรุนแรงต่อเนื่อง โวยรัฐทำค่าครองชีพแพง แม้ผู้นำโร่แถลงขอโทษ พร้อมให้คำมั่นเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ

สถานการณ์ประท้วงในกรุงซานดิอาโก ของชิลีในวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ยังคงรุนแรง ผู้ประท้วงนับหมื่นคนออกมาเดินขบวนในหลายพื้นที่ทั่วเมือง ผู้ประท้วงมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ปราบจลาจล พร้อมจุดไฟเผาก่อความวุ่นวายในหลายจุดของเมือง ตำรวจปราบจลาจลต้องใช้แก๊สน้ำตาพร้อมปืนฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าควบคุมสถานการณ์

 

 

เหตุประท้วงครั้งนี้สืบเนื่องหลังจากที่ช่วงวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้ประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษา ออกมาเดินขบวนไม่พอใจที่รัฐบาลประกาศขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าเมโทรทุกสายของกรุงซานดิอาโก ในอัตราค่าโดยสารช่วงเวลาเร่งด่วนสูงสุดที่ 830 เปโซชิลี หรือราว 35 บาท

รัฐบาลชิลีให้เหตุผลในการขึ้นราคาตั๋วรถไฟฟ้าจากเดิมที่ราคาในอัตราสูงสุดที่ไม่เกิน 800 เปโซชิลี เนื่องจากต้นทุนทางพลังงานที่สูงขึ้นและเงินเปโซที่อ่อนค่าลง

 

การประท้วงดังกล่าวได้ขยายผลโดยมีกลุ่มประชาชนที่ไม่พอใจรัฐบาล และสหภาพแรงงานราว 20 กลุ่ม ออกมาผสมโรงร่วมประท้วง ทางการต้องส่งทหารและตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์จำนวน 20,000 นาย เป็นเหตุให้มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 18 ราย

แม้ว่าก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเซบาสเตียน ปิเนรา ผู้นำชิลี จะออกแถลงการณ์ขอโทษรวมถึงให้คำมั่นสัญญาในการเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจและระบบสวัสดิการสังคม ด้วยมาตรการเพิ่มเงินบำนาญรายเดือนขึ้นต่ำจาก 109,704 เปโซ (ราว151 ดอลลาร์) เป็น 131,499 เปโซ (ราว181 ดอลลาร์) เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำต่อเดือนจาก 301,000 เปโซ เป็น 350,000 เปโซ และลดอัตราค่าไฟฟ้าลง 92% ภายในเดือนหน้า รวมถึงประกาศใช้กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินและเคอร์ฟิวในเขตเมืองหลวง แต่ก็ไม่อาจลดทอนเหตุรุนแรงดังกล่าวได้

 

 

ชิลีนับเป็นประเทศที่มีระบบสวัสดิการที่ดีและจัดเป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นประเทศเดียวในอเมริกาใต้ที่ได้รับการจัดอยู่ในกลุ่ม OECD ปีผ่านมีจีดีพีของชิลีเติบโตถึง 2.5% แต่ทว่าปัจจุบันชิลีกำลังเผชิญกับช่องทางเศรษฐกิจที่นับวันยิ่งห่างขึ้นเรื่อยๆ

ชาวชิลีหลายคนรู้สึกว่าค่าครองชีพกำลังเพิ่มสูงขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลอนุรักษ์นิยม ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและยารักษาโรคสูงขึ้น เงินบำนาญของรัฐอยู่ในระดับต่ำ หลายครอบครัวมีรายได้เพียง 550-700 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 16,000-21,000 บาท)

 

 

 

ผู้นำอินโดฯตั้งอดีตคู่แข่งทางการเมือง นั่งรมว.กลาโหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604401

  • วันที่ 24 ต.ค. 2562 เวลา 10:21 น.

ผู้นำอินโดฯตั้งอดีตคู่แข่งทางการเมือง นั่งรมว.กลาโหม

ปธน.โจโกวี สร้างเซอร์ไพร์ซ ตั้ง”พลโท ปราโบโว ซูเบียนโต” อดีตคู่แข่งเลือกตั้ง นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกลาโหม

ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ผู้นำอินโดนีเซียได้เผยโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หลังจากที่เขาชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่สอง แต่สิ่งที่สร้างความฮือฮาที่สุดคือการแต่งตั้งอดีตคู่แข่งทางการเมือง ในศึกการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คือพลโท ปราโบโว ซูเบียนโต เป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม

ย้อนไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โจโกวี ได้เอาชนะนายพลซูเบียนโต เป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 55.5 % ขณะที่นายพลปราโบโว ซูเบียนโตได้คะแนนเสียงที่ 44.5 % ทั้งสองมีคะแนนโหวตต่างกันที่ 16,957,123 เสียง หรือคิดเป็นร้อยละ 11%

 

 

ส่งผลให้หลังจากการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการของกกต.อินโดฯ ในวันเดียวกันนั้นเกิดการประท้วงของกลุ่มผู้สนับสนุนนายพลปราโบโวที่ไม่ย้อมรับความพ่ายแพ้ ก่อเหตุประท้วงหลายพื้นที่กลางกรุงจาการ์ต้า จนมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ มีผู้เสียชีวิตถึง 6 ราย บาดเจ็บกว่า 200 คน

ก่อนหน้านี้มีนักวิเคราะห์มองว่า เหตุที่ปราโบโวประกาศไม่ยอมแพ้ผลการเลือกตั้งนั้ด้วยวัย 67 ปีนั้นหมายความว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายที่เขาโลดแล่นในการเมือง แต่แทบเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะลงสมัครเลือกตั้งสมัยหน้าในปี 2024 รวมถึงเขายังเคยแพ้การเลือกตั้งชิงตำแหน่งผู้นำอินโดมาแล้วถึง 3 ครั้งในปี 2009 และ 2014 ซึ่งแพ้โจโกวีไปเพียง 6 จุด

 

การจับมือระหว่างโจโกวีกับนายพลปราโบโวผู้เป็นหัวหน้าพรรคขบวนการอินโดนีเซียยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีฐานเสียงเป็นมุสลิมหัวอนุรักษ์นิยม จะเพิ่มเสถียรภาพให้กับรัฐบาล และสร้างความสมานฉันท์ทางการเมือง อีกทั้งยังทำให้ฝ่ายรัฐบาลครองเสียงข้างมากในสภาได้ถึง 74%

นอกจากนายพลปราโบโวแล้ว อีกตำแหน่งหนึ่งที่น่าสนใจคือรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯและวัฒนธรรม ที่มีนายนาดีม มาคาริม วัย 35 ปี อดีตซีอีโอและผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชั่น Gojek แอปฯเรียกรถชื่อดังของอินโดฯเข้าร่วมรัฐบาลโจโกวีชุดนี้ด้วย

อย่างไรก็ดีการตั้งนายพลปราโบโวนั่งรมว.กลาโหม ได้สร้างข้อวิตกกังวลต่อบรรดานักสิทธิมนุษยชน จากการที่นายพลปราโบโว สมัยที่ยังเป็นผู้นำกองทัพเคยถูกวิจารณ์ในประเด็นดังกล่าวอย่างมาก

อนาคตการสืบทอดบัลลังก์ญี่ปุ่นท่ามกลางสมาชิกชายที่น้อยลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604381

  • วันที่ 23 ต.ค. 2562 เวลา 20:29 น.

อนาคตการสืบทอดบัลลังก์ญี่ปุ่นท่ามกลางสมาชิกชายที่น้อยลง

ด้วยกฎมณเฑียรบาลที่กำหนดให้เฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่ขึ้นครองราชย์ได้ ตอนนี้รัชทายาทของราชวงศ์ญี่ปุ่นจึงเหลือเพียง 3 คนเท่านั้น

สมาชิกพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลแนวอนุรักษนิยมของญี่ปุ่น เสนอให้นำสมาชิกราชสกุลชายของทั้ง 11 ราชสกุลที่ถูกตัดออกจาการเป็นสมาชิกราชวงศ์เมื่อปี 1947 กลับเข้าเป็นสมาชิกราชวงศ์ โดยการให้สมาชิกราชสกุลชายที่ยังไม่สมรสเข้าพิธีสมรสเข้าสู่ราชวงศ์หรือให้รับเป็นบุตรบุญธรรม เพื่อให้มีทายาทชายในการสืบต่อราชบัลลังก์อย่างมั่นคงในภายภาคหน้า หลังสมาชิกราชวงศ์ญี่ปุ่นโดยเฉพาะผู้ชายเหลือน้อยลงๆ

ปัจจุบันราชวงศ์ญี่ปุ่นที่สมาชิกทั้งหมด 18 พระองค์ รวมทั้งสมเด็จพระจักรพรรดิหลวงอากิฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีพันปีหลวงมิชิโกะซึ่งไม่ได้ออกปฏิบัติพระกรณียกิจแล้ว โดยในจำนวนนี้เป็นราชวงศ์หญิงถึง 13 คน

และด้วยความที่กฎมณเฑียรบาลของญี่ปุ่นเมื่อปี 1947 กำหนดให้เฉพาะสมาชิกราชวงศ์ชายที่สืบเชื้อสายจากพ่อเท่านั้นที่สืบต่อบัลลังก์ได้ ทำให้เหลือสมาชิกราชวงศ์ชายที่จะสืบทอดบัลลังก์ดอกเบญจมาศต่อจากสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะเพียง 3 พระองค์ คือ มกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ พระอนุชาในสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ พระชันษา 53 ปี เจ้าชายฮิซาฮิโตะ พระโอรสในมกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ พระชันษา 12 ปี และเจ้าชายฮิตาชิ พระอนุชาในสมเด็จพระจักรพรรดิหลวงอากิฮิโตะ ชันษา 83 ปี

หากยังใช้กฎมณเฑียรบาลที่ใช้มาตั้งแต่สมัยเมจิต่อไป ในอนาคตการสืบต่อราชบัลลังก์ของญี่ปุ่นอาจไม่มั่นคง และเค้าลางก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อครั้งเริ่มรัชสมัยเฮย์เซย์ในปี 1989 มกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะคือสมาชิกราชวงศ์ชายคนล่าสุดที่ถือกำเนิดในราชวงศ์ญี่ปุ่นในปี 1965

ความกังวลนี้ทำให้รัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี จุนอิชิโร โคอิสุมิ พยายามเปลี่ยนกฎเกณฑ์การสืบสันตติวงศ์ในปี 2005 อาทิ ให้สมาชิกราชวงศ์หญิงขึ้นครองราชย์ได้ ให้ทายาทที่สืบเชื้อสายทางแม่มีสิทธิ์เป็นรัชทายาทและให้ลูกคนแรกไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายมีสิทธิ์สืบทอดบัลลังก์ลำดับแรก โดยข้อเสนอทั้งหมดนี้เพื่อเอื้อให้เจ้าหญิงไอโกะ พระธิดาในสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะที่ประสูติเมื่อปี 2001 มีสิทธิ์เป็นจักรพรรดินี

ทว่าขณะนั้นรัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันจากภายในพรรคค่อนข้างสูง บวกกับการประสูติของเจ้าชายฮิซาฮิโตะในปี 2006 ซึ่งถือเป็นสมาชิกราชวงศ์ชายคนแรกในรอบ 41 ปีของญี่ปุ่น ทำให้ข้อเสนอดังกล่าวตกไป

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้สมาชิกราชวงศ์หญิงที่แต่งงานกับชายสามัญชนสามารถคงตำแหน่งในฐานะสมาชิกราชวงศ์ไว้ได้ แต่ก็ถูกฝ่ายค้านสายอนุรักษนิยมคัดค้าน เพราะเกรงว่านำมาสู่การขึ้นครองบัลลังก์ของผู้หญิงหรือทายาทที่สืบเชื้อสายจากทางแม่จะมีสิทธิ์เป็นจักรพรรดิ

และแม้ว่าเมื่อปี 2017 ที่รัฐบาลอภิปรายกฎหมายการสละราชบัลลังก์ของสมเด็จพระจักรพรรดิหลวงอิกิฮิโตะจะมีการเสนอให้รัฐบาลหามาตรการแก้ปัญหาการสืบบัลลังก์ รวมทั้งเสนอให้สมาชิกราชวงศ์หญิงคงสถานะเดิมหลังแต่งงานกับสามัญชน แต่ก็ยังมีเสียงคัดค้านด้วยเหตุผลเดิมคือกลัวว่าผู้หญิงจะได้ครองราชย์

ขณะที่ผลการสำรวจความคิดเห็นของสำนักข่าวเกียวโดเมื่อปลายปีที่แล้วพบว่า ชาวญี่ปุ่น 84% สนับสนุนให้ผู้หญิงครองบัลลังก์ ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกับ อิตสุโอะ โซโนเบะ อดีตผู้พิพากษาศาลสูงสุดของญี่ปุ่น ที่มองว่าหากไม่ยอมให้ผู้หญิงหรือทายาทที่สืบเชื้อสายทางแม่ขึ้นครองบัลลังก์ได้ ญี่ปุ่นอาจเผชิญการสิ้นสุดของราชวงศ์

ทว่า ฮิเดสุงุ ยางิ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญจากมหาวิทยาลัยเรย์ทาคุแย้งว่า การครองราชย์ของจักรพรรดิทั้ง 126 ครั้งที่ผ่านมาล้วนเป็นผู้ชายที่สืบเชื้อสายทางฝั่งพ่อ ส่วนในอนาคตจะยอมให้ทายาทที่เกิดจากเจ้าหญิงเป็นจักรพรรดิหรือไม่นั้นไม่ควรนำหลักการสืบสันตติวงศ์กับเทรนด์สังคมที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางเพศมาปะปนกัน

แม้การเปลี่ยนแปลงให้ผู้หญิงครองบัลลังก์ได้จะไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่ในอนาคตญี่ปุ่นต้องนำประเด็นดังกล่าวกลับมาพิจารณาอีกแน่นอนหากยังยึดกฎมณเฑียรบาลเดิม

จีนปัดแผนเขี่ย “แคร์รี่ แลม” พ้นผู้ว่าฯฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604371

  • วันที่ 23 ต.ค. 2562 เวลา 17:53 น.

จีนปัดแผนเขี่ย "แคร์รี่ แลม" พ้นผู้ว่าฯฮ่องกง

ทางการจีนปฏิเสธรายงานข่าวสื่อนอกที่อ้างว่าจีนเล็งปลดแคร์รี่ แลม พ้นตำแหน่งผู้ว่าฮ่องกง ยันยังหนุนเต็มที่

โฆษกกระทรวงต่างประเทศนางหัว ชุนอิง ได้ออกมาแถลงปฏิเสธถึงรายงานของสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทม์ของอังกฤษ ที่รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวภายในรัฐบาลปักกิ่งว่า จีนเล็งวางแผนปลดนางแคร์รี่ แลม พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เซ่นกรณีประท้วงรุนแรงยื้ดเยื้อเป็นเวลานานหลายเดือน

โฆษกจีนระบุว่า “เรื่องดังกล่าวเป็นข่าวลือทางการเมืองที่มีวาระซ่อนเร้น” พร้อมทั้งยืนยันว่า รัฐบาลจีนยังคงสนับสนุนการทำงานของนางแลม รัฐบาลและตำรวจฮ่องกงในการหยุดความรุนแรงและฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยโดยเร็ว

ก่อนหน้านี้รายงานข่าวของสำนักข่าวไฟแนนเชี่ยลไทม์ได้อ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลปักกิ่งว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงอาจใช้กลไกปลดนางแลมวัย 62 ปี พ้นเก้าอี้ผู้ว่าเกาะฮ่องกง และแต่งตั้งผู้นำรักษาการในเดือนมีนาคม โดยให้ดำรงตำแหน่งไปจนสิ้นสุดวาระของนางแลมในปี 2022

นับตั้งแต่มีการประท้วงรุนแรง นางแลมได้กลายเป็นบุคคลที่กลุ่มผู้ประท้วงฮ่องกงไม่นิยมเป็นอย่างมาก ไม่เว้นแม้แต่ภายในสภาที่บรรดาส.ส.ฝ่ายค้านได้พยายามค้านการแถลงร่างงบประมาณของเธอในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้ปรากฎคลิปเสียงของนางแลมที่พูดในตอนหนึ่งว่า เธอต้องการลาออกจากผู้บริหารฮ่องกง”หากทำได้” แต่ภายหลังได้ปฏิเสธเรื่องดังกล่าว

ตำรวจอังกฤษพบ 39 ศพปริศนาซุกตู้คอนเทนเนอร์รถบรรทุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604365

  • วันที่ 23 ต.ค. 2562 เวลา 16:39 น.

ตำรวจอังกฤษพบ 39 ศพปริศนาซุกตู้คอนเทนเนอร์รถบรรทุก

ตำรวจอังกฤษพบศพปริศนา 39 ร่าง ยัดตู้คอนเทนเนอร์ท้ายรถบรรทุก รวบตัวคนขับสอบสวน เร่งหาสาเหตุการตาย

สื่ออังกฤษรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเขตเอสเซกซ์ได้พบร่างของผู้เสียชีวิตปริศนาจำนวน 39 ศพ อยู่ในตู้คอนเทอเนอร์รถบรรทุกที่บริเวณนิคมอุตสาหกรรมทางตะวันออกของกรุงลอนดอน

รายงานระบุว่า เมื่อเวลา 01.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นหน่วยฉุกเฉินได้รับแจ้งที่นิคมอุตสาหกรรมWaterglade ว่าพบศพผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากอยู่ท้ายรถบรรทุกคันหนึ่ง ในจำนวนนี้ 28 ศพเป็นวัยผู้ใหญ่ส่วนอีก 1 ศพเป็นวัยรุ่น โดยตำรวจเชื่อว่ารถบรรทุกคันนี้มาจากบัลแกเรีย และเข้าสู่อังกฤษผ่านเมือง Holyheadในแคว้นเวลส์เมื่อวันที่ 19 ต.ค. แต่รายงานไม่ได้ระบุอัตลักษณ์เบื้องต้นว่าผู้เสียชีวิตมีลักษณะชนชาติใด

ส่วนคนขับเป็นชายวัย 25 ปี จากไอร์แลนด์เหนือซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวสอบสวนแล้ว

Andrew Mariner ผู้กำกับสถานีตำรวจเอสเซกส์ระบุในแถลงการณ์ว่า นับเป็นโศกนาฏกรรมที่มีเหยื่อผู้สูญเสียชีวิตจำนวนมาก โดยตำรวจจะเร่งสอบสวนพร้อมระบุอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต รวมถึงสาเหตุการเสียชีวิตโดยเร็ว

PHOTO : Mirror

นายพลสหรัฐตบเท้า วิจารณ์ทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604360

  • วันที่ 23 ต.ค. 2562 เวลา 15:10 น.

นายพลสหรัฐตบเท้า วิจารณ์ทรัมป์

อดีตนายพลกองทัพสหรัฐหลายคน รวมถึงอดีตรมว.กลาโหม ออกมาวิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์

ย้อนไปเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่งานเลี้ยงอาหารค่ำประจำปีมูลนิธิอัลเฟรด อี สมิธ นครนิวยอร์ก นายเจมส์ แมตทิส พลเอกแห่งนาวิกโยธินสหรัฐ และอดีตรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ผู้ซึ่งถูกประธานาธิบดีทรัมป์ปลดจากตำแหน่ง เหตุเพราะมีความคิดเห็นหลายอย่างไม่ตรงกัน โดยนายแมตทิสได้กล่าวถึงประธานาธิบดีทรัมป์ในเชิงประชดประชันในงานเลี้ยงอาหารค่ำดังกล่าวว่า “ผมไม่ใช่แค่นายพลที่ถูกประเมินค่าสูงไป แต่ผมยังเป็นนายพลที่เยี่ยมที่สุดในโลก และผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการกล่าวเช่นนั้นโดยโดนัลด์ ทรัมป์ เพราะเขาเองก็เรียกเมอร์รีล สตรีฟ ว่าเป็นนักแสดงที่ถูกประเมินค่าสูงไป ดังนั้นผมจึงเหมือน”นายพลเมอร์รีลสตรีฟ”

ก่อนหน้านี้ที่ประธานาธิบดีทรัมป์แต่งตั้งแมตทิส เขาได้ยกย่องแมตทิสประหนึ่งวีรบุรุษสงคราม แต่เมื่อปลดแมตทิสออกจากตำแหน่ง กลับวิจารณ์ว่าเป็นแค่นายพลที่ถูก”ให้ราคาสูงเกินไป”

 

เจมส์ แมตทิส

นี่เป็นเพียงหนึ่งในนายทหารระดับสี่ดาวของกองทัพสหรัฐที่ออกมากล่าววิจารณ์ในตัวประธานาธิบดีทรัมป์ .. สหรัฐในยุคปัจจุบันแทบไม่เคยเห็นบรรดานายพลในกองทัพออกมาวิจารณ์ตัวผู้นำรัฐบาลต่อสาธารณะมากเท่าสมัยทรัมป์อีกแล้ว

ก่อนหน้านี้ ในเดือนตุลาคม พลเรือเอก วิลเลียม เอช แมคราเวน นายพลเกษียณผู้ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างสูงในกองทัพ และเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองทัพสหรัฐในภารกิจสังหารบินลาเดน ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทม์ วิจารณ์ถึงตัวประธานาธิบดีทรัมป์เช่นกันว่า “เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เข้าร่วมงานรำลึกซึ่งทำให้ผมคิดว่าทำไมเราต้องห่วงใยประเทศนี้ และทำไมอนาคตของเราถึงต้องตกอยู่ในอันตราย ทุกวันนี้อเมริกาเชื่อว่าเราถูกโจมตีจากภายนอก แต่ปัจจุบันไม่ใช่ มันมาจากภายใน”

 

ในเดือนตุลาคมเดียวกันนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่สถานการณ์ในซีเรียปะทุขึ้นอีกครั้ง พลเอกจอห์น อัลเลน อดีตผู้บัญชาการกองกำลังอเมริกันในอัฟกานิสถาน ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นถึงสถานการณ์ในซีเรียว่า เหตุการณ์ที่สหรัฐถอนกำลังจากซีเรียนั้น คาดการณ์ได้ไม่ยาก เพราะทรัมป์ทำตามสัญชาติญาณของตัวเอง อีกทั้งทรัมป์ยังวางตัวคนใกล้ชิดไว้ทั่วทำเนียบแล้ว

กรณีซีเรียยังไม่จบแค่นั้น เมื่อพลเอกโจเซฟ โวเทล อดีตผู้บัญชาการศูนย์ CENTCOM ซึ่งมีส่วนในปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มไอซิส ได้วิจารณ์ทรัมป์เช่นกันว่า”การละทิ้งภารกิจต่อสู้กับไอซิส ที่เคยทำมาเป็นเวลาห้าปีและจะสร้างความเสียหายอย่างมากต่อความน่าเชื่อถือของอเมริกา ในการต่อสู้ในอนาคตที่เราต้องการพันธมิตรที่แข็งแกร่ง” เช่นเดียวกับปีก่อนที่ พลเอก สแตนลี่ย์ แมคคริสตัล นายพลสี่ดาวเกษียณของกองทัพบกสหรัฐ ได้วิจารณ์ทรัมป์อย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นคนเลวทรามที่ผิดศีลธรรม

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่บรรดานายพลในกองทัพสหรัฐหลายรายออกมาวิจารณ์ในตัวประธานาธิบดีอย่างโจงแจ้ง (แม้ว่าอาจมีบ้างที่บรรดานายทหารจะวิจารณ์ผู้นำแต่ก็ไม่ออกมากล่าวในที่สาธารณะเนื่องจากเป็นมารยาทต่อฝ่ายบริหาร) สิ่งเหล่านี้สะท้อนความน่าเชื่อถือของตัวผู้นำและคณะบริหารทรัมป์ และอาจส่งผลกระทบโดยเฉพาะสำหรับตัวทรัมป์เองที่เขาประกาศลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2020 อีกสมัย

จีนเปิดคาเฟ่(เหมือน)แพนด้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604345

  • วันที่ 23 ต.ค. 2562 เวลา 13:03 น.

จีนเปิดคาเฟ่(เหมือน)แพนด้า

คาเฟ่สัตว์เลี้ยงในจีน จับสุนัข “เชาเชา” แปลงโฉมเป็นแพนด้า

คาเฟ่สัตว์เลี้ยงกำลังเป็นที่นิยมในแห่งทั่วโลกโดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับคนรักสัตว์ที่ไม่สามารถเลี้ยงหรือดูแลสัตว์เลี้ยงได้ด้วยตัวเอง

ที่เมืองเฉิงตู เมืองเอกของมณฑลเสฉวนซึ่งถือเป็นเมืองบ้านเกิดของแพนด้า และเป็นแหล่งอนุรักษ์แพนด้าใหญ่ที่สุดของจีน ได้มีคาเฟ่สัตว์แห่งหนึ่งเปิดให้บริการ”แพนด้า”คาเฟ่

รายงานของ Chengdu Economic Daily ระบุว่าคาเฟ่แห่งนี้ให้บริการด้วยกาแฟและ “แพนด้า” ขนปุกปุยหกตัว แต่ทว่า”แพนด้า”ที่ว่านี้กลับไม่ใช่แพนด้าซึ่งเป็นสัตว์สงวน แต่เป็นสุนัขสายพันธุ์เชาเชา ซึ่งเสมือนเป็นสุนัขประจำชาติของจีน ถูกนำมาแปลงโฉมย้อมสีให้ดูคล้ายกับแพนด้า

นายหวง เจ้าของคาเฟ่กล่าวว่า ร้านของเขาให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมกับบริการย้อมสีสัตว์เลี้ยง หวงเผยว่า สีที่ใช้ย้อมนั้นนำเข้ามาจากต่างประเทศ พร้อมทั้งมีเจ้าหน้าที่ซึ่งเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงให้ค่อยให้บริการ โดยมีราคาอยู่ที่ 1,500 หยวน เนื่องจากสีย้อมมีราคาแพงเพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพของสีย้อมและบอกว่าไม่มีผลกระทบต่อสัตว์

อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวนั้นนาย Li Daibing สัตวแพทย์ได้เตือนผ่านสื่อท้องถิ่นว่า สีที่ใช้ย้อมนั้นสามารถทำลายขนและผิวหนังของพวกมันได้ เช่นเดียวกับผู้ใช้งานเว่อป๋อบางรายบอกว่า การย้อมขนสัตว์เลี้ยงก็ไม่ต่างจากการย้อมสีผมของมนุษย์ที่สามารถทำลายเส้นผมและหนังศีรษะไม่ต่างจากการย้อมสีขนในสัตว์เลี้ยง

ทั้งนี้ ช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสย้อมสีขนสัตว์เลี้ยงกำลังเป็นที่นิยมในจีน แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงในสื่อสังคมออนไลน์ของจีนในประเด็นดังกล่าวก็ตาม

จีนเล็งเปลี่ยนตัวผู้นำฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604335

  • วันที่ 23 ต.ค. 2562 เวลา 10:16 น.

จีนเล็งเปลี่ยนตัวผู้นำฮ่องกง

สื่อนอกอ้างแหล่งข่าว ปักกิ่งอาจเตรียมปลดแคร์รี่ แลม เซ่นประท้วงรุนแรงหลายเดือน

สำนักข่าวไฟแนนเชี่ยลไทม์ได้รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวภายในรัฐบาลปักกิ่ง ที่ระบุว่าจีนมีแผนปลดนางแคร์รี่ แลม วัย 62 ปี ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง หลังจากที่ฮ่องกงเกิดเหตุการณ์ประท้วงยืดเยื้อยาวนานเป็นเวลากว่า 5 เดือน

แหล่งข่าวกล่าวกับ FT ว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนต้องการให้สถานการณ์ในฮ่องกงมีเสถียรภาพก่อนที่จะตัดสินใจขั้นสุดท้ายเนื่องจากพวกเขาไม่ต้องการเห็นความรุนแรง ซึ่งหากประธานาธิบดีสีจิ้งผิงตัดสินใจเรื่องดังกล่าวแล้ว จะมีการจัดตั้งรัฐบาลรักษาการขึ้น ก่อนจะมีการประกาศแต่งตั้งผู้บริหารฮ่องกงคนใหม่เดือนมีนาคมปีหน้า ซึ่งจะรับหน้าที่บริหารต่อจากนางแลมไปจนสิ้นสุดระยะการดำรงตำแหน่งที่เหลือของเธอ คือในปี 2022

อย่างไรก็ดี ถึงขณะนี้ท่าที่ของรัฐบาลปักกิ่งยังคงสนับสนุนนางแลม และสนับสนุนการปฏิบัติงานของตำรวจฮ่องกง พร้อมประณามผู้ประท้วงว่าเป็นกลุ่มผู้นิยมความรุนแรงและก่อความจลาจล

อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวที่บอกกับ FT ว่าแผนนี้จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในฮ่องกง ซึ่งปักกิ่งจะรอให้สถานการณ์ในฮ่องกงมีเสถียรภาพก่อนตัดสินใจ เพราะไม่อยากถูกมองว่าเป็นการยอมแพ้ให้แก่การใช้ความรุนแรง โดยปักกิ่งเชื่อว่าจะทำให้ฮ่องกงมีความสงบเรียบร้อยมากขึ้น

ด้านสำนักงานของนางแลมยังไม่มีคำแถลงหรือท่าทีใดๆต่อรายงานข่าวดังกล่าว

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกันยายนเคยมีรายงานข่าวว่านางแลม ต้องการลาออกจากผู้บริหารฮ่องกง”หากเธอทำได้” แต่ภายหลังเธอบอกว่าเธอไม่เคยร้องขอรัฐบาลจีนให้อนุมัติการลาออกของเธอเพื่อหวังลดทอนความรุนแรงจากการประท้วงดังกล่าว

เมแกน-เคท ต้นเหตุสัมพันธ์สองเจ้าชายร้าว?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/604329

  • วันที่ 22 ต.ค. 2562 เวลา 21:16 น.

เมแกน-เคท ต้นเหตุสัมพันธ์สองเจ้าชายร้าว?

ข่าวลือความไม่ลงรอยกันของเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี่บ่อยครั้งเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระชายาทั้งสอง คือดัชเชสเคทแห่งเคมบริดจ์และดัชเชสเมแกนแห่งซัสเซ็กซ์

เมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าชายแฮร์รี่ ดยุคแห่งซัสเซ็กซ์ ทรงเปิดใจยอมรับต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกว่าทรงมีปัญหาขัดแย้งกับเจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์ พระเชษฐา ระหว่างให้สัมภาษณ์กับ ทอม แบรดบี ในรายการสารคดีเกี่ยวกับการเดินทางในแอฟริกาของพระองค์กับ เมแกน มาร์เคิล ดัชเชสแห่งซัสเซ็กซ์ หลังจากมีข่าวลือหลายต่อหลายครั้งว่าทั้งสองพระองค์ทรงไม่ลงรอยกัน

เกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์พี่น้อง

พี่ชายไม่ปลื้มแฟนน้อง

เมื่อปี 2018 The Sun หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ของอังกฤษรายงานว่า ความตึงเครียดระหว่างพี่น้องค่อยๆ ก่อตัวขึ้นหลังจากเจ้าชายแฮร์รี่ทรงพาดัชเชสเมแกนไปแนะนำตัวกับพระเชษฐาที่พระราชวังเคนซิงตันก่อนจะทรงหมั้นหมายกัน แต่เจ้าชายวิลเลียมทรงเตือนว่าทั้งคู่หมั้นกันเร็วเกินไป ทำให้เจ้าชายแฮร์รี่กริ้ว

ข่าวลือความบาดหมางของเจ้าชายทั้งสองพระองค์ยิ่งโหมหนักขึ้นเมื่อเจ้าชายแฮร์รี่และดัชเชสเมแกนทรงย้ายออกจากพระราชวังเคนซิงตันที่เคยประทับร่วมกับดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ไปประทับยังพระตำหนักฟร็อกมอร์ ใกล้กับพระราชวังวินด์เซอร์ นอกกรุงลอนดอนเมื่อเดือน พ.ย. 2018 ทว่าแหล่วงข่าวใกล้ชิดกับราชวงศ์เผยกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า สาเหตุเป็นเพราะเจ้าชายแฮร์รี่ทรงต้องการความเป็นส่วนพระองค์ ส่วนเจ้าชายวิลเลียมก็ทรงต้องการพื้นที่สำหรับทีมงานเตรียมการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหลังเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พระบิดาขึ้นครองราชย์

เกี่ยวข้องกับพระชายาหรือเปล่า

หลังจากประกาศย้ายที่ประทับ คามิลลา โทมินีย์ ผู้สื่อข่าวสายราชวงศ์ อ้างแหล่งข่าววงในว่า ดัชเชสเคทเคยเสียน้ำตาเพราะดัชเชทเมแกนมาแล้ว ในช่วงการเตรียมพิธีเสกสมรสเมื่อเดือน พ.ค. 2018 สื่อวงในรายงานว่าระหว่างที่ดัชเชสเคทพาเจ้าหญิงชาร์ล็อตมาลองชุดเพื่อทำหน้าที่โปรยดอกไม้นำขบวนเจ้าสาว ได้เกิดความยุ่งยากขึ้นเนื่องจากพระประสงค์หลายอย่างของดัชเชสเมแกนเกี่ยวกับชุดของเจ้าหญิงชาร์ล็อต และทรงให้เจ้าหญิงชาร์ล็อตลองชุดซ้ำหลายครั้ง  ทำให้ดัชเชสเคทเครียดจนร้องไห้

ทว่ามีข้อมูลอีกฝั่งหนึ่งเผยว่าสาเหตุที่ดัชเชสเคทร้องไห้ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะความเครียดจากฮอร์โมน เพราะเพิ่งมีพระประสูติการเจ้าชายหลุยส์ ทำให้ทรงอ่อนไหวง่าย ส่วนดัชเชสเมแกนก็ทรงอยู่ในภาวะเครียดในการเตรียมงาน รวมทั้งข่าวปัญหาครอบครัว ทั้งพี่สาวที่โจมตีทางทวิตเตอร์เป็นรายวัน หรือพ่อที่จะไม่ไปร่วมพิธีเสกสมรส

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าดัชเชสทั้งสองพระองค์อาจจะไม่กินเส้นกันตั้งแต่เมื่อครั้งพบกันครั้งแรกในเดือน ม.ค. 2017 ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นวันคล้ายวันเกิดดัชเชสเคท ดัชเชสแห่งซัสเซ็กซ์จึงถือสมุดบันทึกปกหนังไปฝากเจ้าหญิงเคท ซึ่งก็ไม่น่าจะมีอะไรทำให้ผิดใจกันได้ แต่ จอร์จ ดับออฟ และจูลี มิลเลอร์ นักเขียนของนิตยสาร Vanity Fair มองว่าของขวัญชิ้นนี้ดูเหมือนกับดัชเชสเมแกนตั้งใจจะซื้อให้ตัวเองมากว่า เพราะพระองค์โปรดการจดบันทึก

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าววงในเผยกับซีเอ็นเอ็นว่า หลังจากเจ้าชายอาร์ชีประสูติความสัมพันธ์ของดัชเชสเคทและดัชเชสเมแกนก็เริ่มดีขึ้น เนื่องจากทั้งสองพระองค์ทรงเข้าใจหัวอกของคนเป็นแม่ด้วยกัน และมักจะส่งข้อความถึงกันแม้จะไม่ค่อยปรากฏตัวร่วมกันก็ตาม  และยังมีหลักฐานว่าทั้งสองพระองค์ทรงเข้ากันได้ดี อย่างการเสด็จฯ ไปชมเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี่ทรงโปโลด้วยกันด้วยความสนิทสนม และการหัวเราะและยิ้มให้กันอย่างอบอุ่นระหว่างทอดพระเนตรการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดันรอบสุดท้าย

ภาพเหล่านี้ถือเป็นการสื่อสารให้สาธารณชนทราบว่าข่าวลือว่าทั้งสองพระองค์ไม่ลงรอยกันเป็นเรื่องเหลวไหล ดังที่เจ้าชายแฮร์รี่และเจ้าชายวิลเลียมทรงยืนยันระหว่างเสด็จฯ ไปร่วมงานการกุศลของราชวงศ์เมื่อปี 2018 ว่าหากมีเรื่องบาดหมางระหว่างเจ้าชายทั้งสองพระองค์ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับพี่ชายน้องชาย ไม่เกี่ยวกับดัชเชสทั้งสองพระองค์