ไต้หวันดันนโยบายวินวินกับไทยยุคสงครามการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603476

  • วันที่ 14 ต.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

ไต้หวันดันนโยบายวินวินกับไทยยุคสงครามการค้า

ดร.ถง เจิ้น หยวน ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กล่าวในงานเฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 108 แห่งการสถาปนาสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ว่า รัฐบาลไต้หวันได้ผลักดันนโยบายมุ่งใต้ใหม่อย่างเต็มที่ รวบรวมทรัพยากรภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างคุณประโยชน์รูปแบบใหม่ที่ทำให้ไต้หวันและไทยจะชนะไปด้วยกัน

นอกเหนือจากนั้น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนแผ่นดินใหญ่ก็ได้เป็นปัจจัยทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจชาวไต้หวันในจีนนั้นได้พิจารณาการย้ายฐานการผลิต และก่อให้เกิดกระแสย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการวางแผนการลงทุน แรงผลักดันจากทั้ง 3 ส่วนนี้ได้ยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันและไทยให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 บริษัท จงชินเทค เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด และบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ได้บันทึกความเข้าใจด้านการสร้างเมืองอัจฉริยะ ซึ่งถือว่าเป็นการประกาศว่าความร่วมมือระหว่างไต้หวันและไทยได้มุ่งสู่ก้าวต่อไป และประกาศว่าการแลกเปลี่ยนทางการค้าไทยและไต้หวัน ได้เข้าสู่ยุค “พัฒนาความสัมพันธ์เป็นพันธมิตรไต้หวัน-ไทย 4.0”

ดร.ถง เจิ้นหยวนเน้นย้ำว่า พัฒนาความสัมพันธ์เป็นพันธมิตรระหว่างไทยและไต้หวันได้รับการยกระดับ 5 ด้านดังต่อไปนี้

1.ด้านการท่องเที่ยว เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาเยือนไต้หวันทะลุ 250,000คน เติบโตร้อยละ 29

2.ด้านการศึกษา นักเรียนไต้หวันที่ได้ทุนรัฐบาลเพื่อศึกษาต่อในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 18 ประเทศ จำนวน 10 ท่านนั้น มี 6 ท่านเลือกที่จะมาศึกษาต่อที่ไทย แสดงให้เห็นว่านักเรียนไต้หวันได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาไทยที่มีข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

3.ด้านการเกษตร ไทยและไต้หวันได้ร่วมมือกันด้านพืชสวน การป้องกันศัตรูพืชและการเพาะพันธุ์ อีกทั้งสถาบันวิจัยการเกษตรไต้หวันยังได้ร่วมมือกับศูนย์พืชผักโลกทดลองปลูกพืชผักไต้หวันในไทย ซึ่งทั้งหมดนี้ได้สร้างประโยชน์แก่ไทยเป็นอย่างมากและช่วยให้ผู้ประกอบการเมล็ดพันธุ์ชาวไต้หวันเจาะตลาดประเทศไทยได้สำเร็จ

4. ด้านการลงทุน ครึ่งต้นปีนี้จำนวนเงินลงทุนของบริษัทไต้หวันที่ได้ยื่นขอต่อไทยนั้นเพิ่มขึ้น 211 % ปีที่แล้วจำนวนมูลค่าไทยลงทุนไต้หวันเพิ่มขึ้น 942 % สูงเป็นประวัติการณ์ ครึ่งต้นปีนี้ยังคงเติบโต 88.8 % ตลาดการลงทุนดูจะสดใสอยู่ไม่น้อย

5.เมืองอัจฉริยะ บริษัทไต้หวันและไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจจะร่วมก่อตั้ง “เมืองอัจฉริยะไทเปในอมตะนคร” ในอนาคตเมืองอัจฉริยะไทเปจะจัดแสดงระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ของไต้หวันก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจอย่างนับไม่ถ้วน

ความร่วมมือดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่าการร่วมมือระหว่างไต้หวัน-ไทย ได้สร้างประโยชน์ให้ทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมทำให้มิตรภาพภาคเอกชนมีความใกล้ชิดมากขึ้น

The Expert EP.8 คอมมิวนิสต์กลายร่าง ผีที่กลับมาหลอกไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603479

  • วันที่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 19:25 น.

The Expert EP.8 คอมมิวนิสต์กลายร่าง ผีที่กลับมาหลอกไทย

สิ่งที่เรียกว่า “ผีคอมมิวนิสต์” นั้นมาจากประโยคแรกในคำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto) ของมาร์กซ์กับเองเกิล ที่กล่าวว่า “มีผีตนหนึ่งกำลังหลอกหลอนยุโรป มันคือผีคอมมิวนิสต์ อำนาจทั้งหลายของยุโรปเก่าได้ผนึกเป็นพันธมิตรศักดิ์สิทธิ์เพื่อกำราบผีตนนี้ คือพระสันตะปาปาและพระเจ้าซาร์”

แค่นำประกาศก็ชัดเจนในตัวมันเองแล้วว่าศัตรูของคอมมิวนิสต์คือศาสนจักรและองค์ราชาธิปัตย์

***************************

รับฟังเฉพาะเสียงได้ที่ soundcloud PostToday

สีจิ้นผิงขู่ใครคิดแยกประเทศจีนระวังพบจุดจบแบบศพไม่สวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603477

  • วันที่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 19:01 น.

สีจิ้นผิงขู่ใครคิดแยกประเทศจีนระวังพบจุดจบแบบศพไม่สวย

ระหว่างการเยือนเนปาลอย่างเป็นทางการ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เตือนเมื่อว่าความพยายามใดๆ ที่จะแบ่งแยกประเทศจีนจะถูกบดขยี้ นับเป็นการแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวอย่างมาก เพราะในเวลานี้จีนไม่เพียงต้องเผชิญกับความท้าทายทางการเมืองจากการประท้วงหลายเดือนที่ฮ่องกงเท่านั้น แต่ล่าสุดยังถูกโจมตีจากประเทศตะวันตกเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยมุสลิมในซินเจียง

“ใครก็ตามที่พยายามจะแยกจีนออกจากส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศจะต้องพบจุดจบด้วยการกลายเป็นซากศพที่แหลกเหลวและกระดูกที่แตกเป็นเสี่ยง” สีจิ้นผิง กล่าวกับนายกรัฐมนตรีเนปาล เคพี ศรมา โอลี ของเนปาล ในการประชุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ผู้นำจีนยังประกาศด้วยว่า “และกองกำลังภายนอกที่สนับสนุนความพยายามในการแบ่งแยกประเทศจีน คนจีนมองว่าเป็นความฝันเฟื่อง”

ส่วนนายกรัฐมนตรีเนปาลบอกกับผู้นำจีนว่า เนปาลสนับสนุนอธิปไตยและความเป็นหนึ่งเดียวกันของจีน และจะขัดขวางกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่เป็นการต่อต้านจีนในประเทศเนปาล

ทั้งนี้ สีจิ้นผิงเป็นประธานาธิบดีจีนคนแรกที่เดินทางไปประเทศเนปาลในรอบ 22 ปี โดยเดินทางถึงประเทศเนปาลเมื่อวันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามข้อตกลงขยายการเชื่อมโยงทางรถไฟและอุโมงค์ข้ามเทือกเขาหิมาลัย เชื่อมต่อระหว่างประเทศเนปาลกับเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน

สายใย 2แผ่นดิน ชาวพุทธญี่ปุ่นจัดพิธีรำลึกในหลวงรัชกาลที่9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603470

  • วันที่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 18:12 น.

สายใย 2แผ่นดิน ชาวพุทธญี่ปุ่นจัดพิธีรำลึกในหลวงรัชกาลที่9

วันนี้ (13 ตุลาคม) วัดมูเรียวจูจิ จังหวัดเฮียวโงะ ประเทศญี่ปุ่น ได้จัดพิธีทางศาสนาพุทธถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม เป็นเครื่องยืนยันถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง 2 ประเทศ ที่ไม่ได้มีเฉพาะองค์พระประมุขของทั้งไทยและญี่ปุ่น แม้แต่ชาวพุทธญี่ปุ่นก็ยังร่วมน้อมใจประกอบพิธีรำลึกถึงพระมหากษัตริย์ที่เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

พิธีจัดขึ้นที่วิหารหลวงใหญ่แห่งพุทธศาสนา (Royal Grand Hall of Buddhism) ซึ่งทางวัดได้ถือให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวพุทธทุกคนในโลก ทางวัดได้บรรรยายว่า งานพิธีนี้โดยได้มีการตกแต่งแท่นบูชาอย่างสวยงามด้วยดอกไม้สีเหลืองสดใส อันเป็นสีเป็นสัญลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ก่อนหน้านี้ วัดมูเรียวจูจิยังเคยจัดงานพิธีทางศาสนาถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยจัดงานขึ้นที่วิหารพระศากยมุนี ตามพิธีกรรมของนิกายสุขาวดี หรือนิกายเน็นบุตสึ ในงานนั้นมีการโปรยกลีบดอกบัวไปพร้อมกับการสวดมนต์วถายพระพรชัยมงคล และมีพุทธศาสนิกชนชาวญี่ปุ่นเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

https://www.instagram.com/p/B0hEm9iJtJG/

https://www.instagram.com/p/BwNpDKzpjdh/

ปฏิรูปการศึกษาแบบ “จีน” พัฒนาเทคโนโลยี คงคุณค่าความเป็นมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603458

  • วันที่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 16:29 น.

ปฏิรูปการศึกษาแบบ “จีน” พัฒนาเทคโนโลยี คงคุณค่าความเป็นมนุษย์

การพัฒนาคนของจีนในวันนี้ มาจากการปรับตัวและใช้การปฏิรูปการศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้จริงและยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากนโยบายจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

************************

ในวันที่ “จีน” ตั้งเป้าในการสร้างชาติ สร้างชื่อ สร้างคน เพื่อขึ้นแท่นผู้นำนวัตกรรมโลก หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไม่ยากอย่างแน่นอน เพราะจีนมีเงินทุนสนับสนุนมากมายมหาศาล มีประชากรจำนวนมากในการคัดเลือกคนเก่งมาสร้างสรรค์งานให้บรรลุเป้าหมาย แต่เมื่อเรียนรู้โครงสร้างในแผนงานที่จีนเตรียมไว้ จะค้นพบว่า เงินทุนเป็นเพียงปัจจัยเสริมเท่านั้น เพราะหัวใจหลักของการก้าวไปสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมของโลกนั้น มีหัวใจหลัก 2 ประการที่จีนให้ความสำคัญ นั่นคือ “วิสัยทัศน์ผู้นำ” และ “คุณภาพการศึกษา”

เมื่อผู้นำได้แสดงวิสัยทัศน์อย่างชัดเจนว่า จีนจะต้องจะต้องเป็นประเทศทรงอิทธิพลด้านนวัตกรรม และต้องขึ้นแท่นผู้นำโลก ด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ให้ได้ ภายในปี 2030 หรือ พ.ศ. 2573 การพัฒนาศักยภาพของคนจึงเป็นปัจจัยหลักที่จีนให้ความสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมาย โดยใช้เครื่องมือสำคัญนั่นคือ “การปฏิรูปศึกษา” ส่งผลให้ การพัฒนาคนด้วยการศึกษากลายเป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญที่สุด

ว่ากันตามจริงแล้วการส่งเสริมด้านการศึกษาให้ลูกหลานของจีนนั้นมีมาตั้งแต่ในอดีต เพราะเชื่อว่าการศึกษาเป็นเครื่องยกฐานะทางสังคม แต่ในสมัยโบราณ โอกาสทางการศึกษายังสงวนไว้เฉพาะลูกหลานขุนนางและคหบดี จนกระทั่งเมื่อได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้น การศึกษาขึ้นพื้นฐานจึงเกิดขึ้น ส่งผลโอกาสทางการศึกษากระจายออกไปอย่างทั่วถึง ผู้คนคนอ่านออกเขียนได้อย่างกว้างขวาง เปิดหน้าใหม่ของมิติแห่งการพัฒนาการศึกษาในจีนอย่างชัดเจน

เมื่อเข้าสู่โลกยุคใหม่ การศึกษาไม่ได้สอนแค่ให้คนอ่านออกเขียนได้ แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การศึกษาจึงกลายเป็นสิ่งที่คนจีนจะขาดไม่ได้ และถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่ครอบครัวชาวจีนลงทุนมากที่สุด ตัวอย่างเช่นแม้ว่าการศึกษาก่อนวัยเรียน จะไม่ได้เป็นภาคบังคับ แต่ก็กลายเป็นมาตรฐานทางสังคม โดยโรงเรียนอนุบาลในจีน มีทั้งของเอกชนและแบบที่จัดขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และ ดำเนินตามทฤษฎีใหม่ที่ย้ำอยู่เสมอว่า การศึกษาก่อนวัยเรียนมีความสำคัญมาก เพื่อเป็นพื้นฐานการพัฒนาศักยภาพของเด็กเมื่อเติบโตขึ้น กิจกรรมในโรงเรียนอนุบาลจึงมีความหลากหลาย โดยการเรียนการสอนในระดับนี้ จะไม่มุ่งเน้นวิชาการ แต่เน้นทักษะการใช้ชีวิต

การศึกษาก่อนวัยเรียนในจีน เน้นเป้าหมาย 3 ด้าน ได้แก่ เด็กต้องพัฒนาร่างกายตามวัย และมีสุขภาพแข็งแรง ต้องมีการสร้างพื้นฐานความรู้ที่เน้นให้เด็กรู้จัก “วิธีเรียน” และต้องส่งเสริมคุณธรรม ความรักชาติให้แก่เด็ก โดยทั้งหมดนี้จะสอดแทรกอยู่ในกิจกรรมทั้งในและนอกห้องเรียน

การปลูกฝังทักษะการใช้ชีวิตของเด็กวัยนี้ ครูผู้สอนจะให้เด็กเรียนรู้ ผ่านกีฬา และศิลปะ เช่น ร้องเพลง เต้นรำ งานฝีมือ วาดเขียน หรือเล่นเกม ดังนั้นครูผู้สอนระดับอนุบาลของจีน จึงไม่เพียงต้องมีความรู้ความเข้าใจในหลักการสอนเท่านั้น แต่ยังต้องเข้าใจในวัฒนธรรมอย่างถ่องแท้ มีทักษะดนตรี กีฬา และศิลปะ เข้าใจจิตวิทยาเด็ก และมีความคิดสร้างสรรค์อยู่เสมออีกด้วย

การสร้างคนเก่งตั้งแต่ก่อนวัยเรียนของจีน นำมาสู่การพัฒนา “ครู” ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ รัฐบาลจีนจึงทุ่มงบประมาณจำนวนมากในการพัฒนา “คุณภาพครู” ให้สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้สมัยใหม่ การเรียนการสอนทุกวันนี้แตกต่างไปจากอดีตที่มักจะยึดครูผู้สอนเป็นหลัก แต่การเรียนการสอนในปัจจุบัน จะยึดเอาตัวเด็กเป็นหลัก โดยครูจะเป็นเพียงผู้คอยสังเกตและให้คำปรึกษา  ครูจะทำหน้าที่ผลักดันให้เด็กก้าวไปข้างหน้าผ่านศักยภาพที่เด็กแสดงออกมา ซึ่งครูผู้สอนจะคอยสังเกต ให้คำแนะนำเพิ่มเติม พัฒนาบุคลิกภาพ และพฤติกรรมของเด็กควบคู่กันไป ครูผู้สอนจะเริ่มจากการสังเกตความสนใจของเด็กเป็นจุดเริ่มต้น เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นเพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว ฝึกฝนความสามารถในการออกกำลังกาย ความคล่องตัว และความแข็งแรงของพวกเขา

เมื่อเข้าสู่ระดับประถมศึกษา การเรียนการสอนจะเข้มข้นขึ้นทั้งในและนอกห้องเรียน วิชาพื้นฐานที่เด็กจีนจะต้องเรียน ก็คือ ภาษาจีน คณิตศาสตร์ จริยธรรม พลศึกษา และวิชาภาษาต่างประเทศ มีการสนับสนุนการใช้ Ed-Tech หรือ Education Technology  ที่มาพร้อมกับความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ทางการศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพการเรียนการสอน

สิ่งสำคัญของการเรียนรู้ในระดับนี้ จีนเปิดโอกาสให้นักเรียนมีทางเลือกที่หลากหลายๆ มีโอกาสได้รับประสบการณ์ที่แตกต่าง เปิดโอกาสให้มีเพื่อนต่างชาติ เสริมสร้างสร้างศักยภาพให้แก่ผู้เรียน โดยเฉพาะวิชาภาษาต่างประเทศที่จีนถือว่ามีความจำเป็นมากสำหรับเด็กรุ่นใหม่ เพราะจะเป็นตัวช่วยให้จีนเชื่อมต่อกับโลกสากลได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น เพราะภาษาเป็นเครื่องมือพื้นฐานสำหรับผู้คนในการสื่อสารและเข้าใจกัน การพัฒนาด้านต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์ ความเชี่ยวชาญเรื่องภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญของโอกาสและการทำธุรกิจกับชาวต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลก ดังนั้นพ่อแม่จึงสนับสนุนให้ลูกหลานได้เรียนรู้มากกว่าหนึ่งภาษาในเวลาเดียวกัน

นอกจากวิชาพื้นฐานแล้ว หลักสูตรปัจจุบัน ยังเน้นความยืดหยุ่น สามารถปรับเนื้อหาให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เด็กตกกระแสของโลก  ตัวอย่าง เช่น วิชาการเขียนโปรแกรม หรือ Coding เพื่อให้เด็กเรียนรู้ชุดคำสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ชุดข้อมูลจะถูกบรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กฝึกกระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล มีการรู้จักวางแผน และรู้จักจับประเด็นได้เก่งขึ้น รวมทั้งการสอดแทรก วิชาการลงทุน ความรู้ด้านการเงิน-การลงทุน ที่เริ่มมีการสอนในบางโรงเรียน ตั้งแต่ชั้นประถมไปจนถึงมัธยม เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าเป็นทักษะจำเป็นสำหรับโลกยุคปัจจุบัน

นอกจากนั้นแล้วผู้ปกครองบางคนยังเตรียมความพร้อมเด็กเข้าสู่โลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้การพัฒนาบุคลิกภาพ การเรียนมารยาทสากลในสถาบันนอกเหนือจากโรงเรียน เพื่อให้เด็กรู้จักวิธีการเข้าสังคมกับชาวตะวันตก หากแต่ไม่ใช่ความคลั่งไคล้วัฒนธรรมตะวันตก ทุกวันนี้กว่าครึ่งหนึ่งของเด็กนักเรียนประถมในจีน นิยมเรียนพิเศษเพิ่มเติมนอกห้องเรียน โดยแม้จะเป็นค่าใช้จ่ายสูง แต่ผู้ปกครองยินดีจ่าย ในแต่ละปีเฉพาะค่าเรียนพิเศษของเด็กที่อยู่ในเมือง อาจสูงถึง 300,000 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยร่วม 1 ล้าน 3 แสนบาทเลยทีเดียว

เมื่อเข้าสู่ช่วงมัธยมปลาย เด็กนักเรียนจีนจะเลือกเรียนวิชาที่ตรงกับความถนัด ซึ่งแบ่งเป็น 2 สาย คือสายสามัญ และสายอาชีวะ โดยน่าจะคล้ายกับอีกหลายประเทศ ที่การเรียนสายสามัญยังคงได้รับความนิยมมากกว่า หากแต่ช่วงทศวรรษที่ผ่านมารัฐบาลจีนส่งเสริมการเรียนสายอาชีวะอย่างจริงจัง ทำให้คุณภาพของนักเรียนสายอาชีวะพัฒนาขึ้นไปมาก มีการว่าจ้างอาจารย์ที่มีประสบการจริงจากภาคอุตสาหกรรม มาเป็นผู้สอน มีการลงทุนเครื่องไม้เครื่องมือให้ทันสมัย สอดคล้องกับของจริงที่ใช้กันอยู่ในภาคธุรกิจ รวมทั้งมีการกำหนดหลักสูตรว่านักเรียนสายอาชีวะต้องผ่านประสบการณ์ฝึกงานในสถานที่ทำงานจริงไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยขณะที่สายสามัญทำหน้าที่ผลิตคนเก่งมาช่วยสร้างสรรค์นวัตกรรม สายอาชีวะก็ทำหน้าที่เป็นหัวใจสำคัญของตลาดแรงงาน

ในระดับอุดมศึกษาซึ่งเป็นกระบวนการเกือบสุดท้ายของการสร้างคนที่มีคุณภาพให้ออกไปทำงานช่วยพัฒนาประเทศ กระบวนการเรียนรู้ในระดับนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างความรู้ใหม่ ผ่านการทดลองและวิจัยทางวิทยาศาสตร์โดยมีรัฐบาลสนับสนุนเครื่องไม้เครื่องมืออย่างเต็มที่ ขณะที่ผู้เรียนก็ผ่านการปลูกฝังแนวทางและวิธีคิดที่พร้อมจะแข่งขันในระดับสากล

ผลลัพธ์จากกระบวนการสร้างคนผ่านการศึกษาในแบบของจีน ทำให้ทุกในวันนี้คนจีนรุ่นใหม่ กลายเป็นคนเก่ง ที่รักชาติ และพร้อมที่จะแข่งขันอยู่ตลอดเวลา เพราะคนเหล่านี้ถูกปลูกฝังความรักชาติมาตั้งแต่เด็ก รวมถึงความมีระเบียบวินัยที่ต้องยอมารับว่าได้รับการพัฒนาขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต ความคิดสร้างสรรค์และหัวคิดทางการค้าสอดแทรกผ่านกระบวนการทางการเรียนการสอนในทุกช่วงวัย การแข่งขันที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางการศึกษา ทำให้คนจีนรุ่นใหม่มีทักษะของการแข่งขันที่ครบพร้อม

การสร้างคนและพัฒนาประเทศ ด้วยการ “ปฏิรูปการศึกษา” ไม่ใช่แนวคิดใหม่ หลายประเทศรู้และ ตระหนักรวมทั้งลงมือทำอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาโดยตลอด เพราะสิ่งนี้ไม่ได้ส่งผลให้เห็นในเร็ววัน จำเป็นต้องใช้เวลาและทำอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างความสำเร็จเกิดขึ้นใน “จีน” อย่างเห็นได้ชัด แต่เกิดจากการลงมือทำของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศที่พร้อมจะเผชิญหน้าความเปลี่ยนแปลง เรียนรู้เท่าทันเทคโนโลยี ภายใต้บริบทของสังคมวัฒนธรรมที่ยังให้คุณค่าความสำคัญต่อความเป็นมนุษย์ เพื่อนำไปประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อย่างแท้จริง

 

เผยภาพถ่ายทางอากาศความเสียหายหลังไต้ฝุ่นฮากิบิส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603455

  • วันที่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 16:01 น.

เผยภาพถ่ายทางอากาศความเสียหายหลังไต้ฝุ่นฮากิบิส

ภาพมุมมองทางอากาศ แสดงให้เห็นสะพานรถไฟที่เสียหายเหนือแม่น้ำชิคุมะ ที่เอ่อท้นจนท่วมริมตลิ่ง ในเมืองอุเอดะ จังหวัดนะงะโนะ อันเป็นผลพวงของพายุไต้ฝุ่นฮากิบิส เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2562 วันเดียวกัน ทหารของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นพยายามเข้าเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ถูกขังในเขตน้ำท่วม โดยส่งกำลังถึง27,000 นายในปฏิบัติการช่วยเหลือ ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 คน และยังเกิดแผ่นดินถล่มตามมา (ภาพถ่ายโดย STR / JIJI PRESS / AFP)

ภาพมุมมองทางอากาศ จะเห็นว่าแม่น้ำชิคุมะ ในเมืองอุเอดะ จังหวัดนะงะโนะ ที่เอ่อท้นจนท่วมบ้านเรือนริม 2 ฝั่งจนจมบาดาล อันเป็นผลพวงของพายุไต้ฝุ่นฮากิบิส โดย NHK รายงานว่า นอกจากจะมีผู้เสียชีวิตถึง 21 คนแล้ว ยังมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 160 คนและสูญหายอย่างน้อย 16 คน เนื่องจากมีหลายพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำฝนและลมพายุที่รุนแรง (ภาพถ่ายโดย STR / JIJI PRESS / AFP)

ภาพจากทางอากาศนี้แสดงให้เห็นแม่น้ำอากิยามะ ในเมืองซาโนะ จังหวัดโทจิงิ ที่เอ่อท้นจากผลพวงของพายุไต้ฝุ่นฮากิบิสที่เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2562 มีรายงานจากสำนักข่าว Kyodo ว่า มีรายงานแผ่นดินถล่มและโคลนถล่มอย่างน้อย 48 เหตุใน 12 เขตและแม่น้ำ 9 สายเอ่อท้นท่วมฝั่ง (ภาพถ่ายโดย STR / JIJI PRESS / AFP)

มุมมองทางอากาศนี้แสดงให้เห็นแม่น้ำอาราคาวะ ซึ่งแบ่งเขตกรุงโตเกียวและจังหวัดไซตะมะ และเอ่อท้นจากผลพวงของพายุไต้ฝุ่นฮากิบิส ด้าน กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมเปิดเผย ว่าในตอนเที่ยงของวันอาทิตย์ อาคารบ้านเรือนประมาณ 262,150 หลังทั่วประเทศยังไม่มีไฟฟ้า และอีก 14,000 หลังไม่มีน้ำใช้เนื่องจากฤทธิ์ของพายุไต้ฝุ่น (ภาพถ่ายโดย STR / JIJI PRESS / AFP)

ผีคอมมิวนิสต์ของบิ๊กแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603445

  • วันที่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 13:21 น.

ผีคอมมิวนิสต์ของบิ๊กแดง

บทวิเคราะห์โดยกรกิจ ดิษฐาน

วันที่ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ขึ้นเวทีบรรยายพิเศษ “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” มีคำๆ หนึ่งที่ถูกเอ่ยถึงบ่อยจนน่าคิด คือคำว่า “คอมมิวนิสต์”

ตอนหนึ่งพล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า “แต่วันนี้ก็ยังมีพวกหัวเดิมๆ กลับออกมาเป็นนักการเมือง มาเป็นนักวิชาการ และยังฝังชิปสมองในเรื่องของการเป็นคอมมิวนิสต์อยู่” และย้ำอีกครั้งว่า “ในปี 2531 พรรคคอมมิวนิสต์ถึงยอมวางอาวุธ และถือว่าสิ้นฤทธิ์คอมมิวนิสต์ แต่ก็อย่าลืมว่ายังเหลือคนบางคน”

เราไม่อาจทราบได้ว่า พล.อ.อภิรัชต์หมายถึงใคร แต่เราทราบได้ว่ากองทัพ (หรืออย่างน้อยหัวหอกในกองทัพ) ยังเชื่อว่ามีผู้ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ทำการเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่

ว่ากันตามตัวบทกฎหมายแล้ว การเป็นคอมมิวนิสต์ในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายอีกต่อไป นับตั้งแต่พ.ศ. 2543 เมื่อรัฐบาลชวน หลีกภัยได้ประกาศใช้ “พ.ร.บ. ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495” นับแต่นั้นการเป็นคอมมิวนิสต์ไม่เป็นความผิดในประเทศไทยอีกต่อไป

แต่วันนี้ บิ๊กแดงพูดถึงคอมมิวนิสต์อีกครั้ง และย้ำว่ายัง “ยังเหลือคนบางคน” ที่ “ยังฝังชิปสมองในเรื่องของการเป็นคอมมิวนิสต์”

ถามว่าในเมื่อการเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ผิดกฎหมายแล้ว แม่ทัพใหญ่จะกังวลอะไร?

ผู้เขียนเข้าใจว่าสิ่งที่พล.อ.อภิรัชต์ อาจต้องการจะเชื่อมโยงผู้ที่ยังเชื่อลัทธิคอมมิวนิสต์กับแนวคิดการล้มล้างการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

คำถามก็คือเป็นคอมมิวนิสต์แล้วต้องเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่?

ในทางทฤษฎีแล้วคอมมิวนิสต์ทุกสาย ทั้งมาร์ซิสต์ เลนินนิสต์ และเหมาอิสต์ มีเป้าหมายสูงสุดที่การโค่นล้มระบอบศักดินาแล้ววิวัฒนาการไปสู่การปกครองที่ไร้ชนชั้น ผู้คนเท่าเทียมกัน ระบบเศรษฐกิจที่ทุกคนได้อย่างที่ลงแรงทำ ไม่มีการขูดรีดหรือฉกฉวยเอากำไรส่วนเกินไปโดยนายทุนและเจ้าที่ดิน

แต่ในทางปฏิบัติคอมมิวนิสต์ไม่สามารถทำให้การปฏิบัติสมบูรณ์แบบอย่างนั้นเกิดขึ้นได้ เราเห็นแล้วว่าสหภาพโซเวียตต้องฆ่าศัตรูแห่งการปฏิวัติไปถึง 1.2 ล้านคนในยุคสตาลินแต่แล้วมันก็ล่มสลายในที่สุด และจีนที่ต้องเปลี่ยนมาเป็นนายทุนเกือบจะเต็มตัว ก็เพราะระบบเศรษฐกิจแบบคอมนูนทำคนตายไปเกือบ 30 ล้านคนในยุคของเหมาเจ๋อตง

ปัจจุบันพรรคคอมมิวนิสต์ก็ยังอยู่ดีและมีที่ทางทางการเมืองในหลายประเทศ แม้แต่ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เช่น สเปน (พรรค PCE) เบลเยี่ยม (พรรค PCB และ PVDA) ญี่ปุ่น (พรรค JCP)

แน่นอนว่า พรรคสายคอมมิวนิสต์เหล่านี้ต้องการโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ เพราะเป้าหมายสูงสุดของการปฏิวัติของสังคมที่เท่าเทียมกันปราศจากอภิสิทธิ์ชน ตามทฤษฎีของเลนินการจะโค่นล้มสถาบันลงได้จะต้องใช้กำลัง “ปฏิวัติโค่นล้มสังคมแบบเก่า” แต่ในโลกปัจจุบันไม่มีใครต้องการเรื่องแบบนั้นอีก (เช่นในสเปนเคยมีแนวคิดสงครามประชาชน แต่ละทิ้งอุดมการณ์นี้ในปลายทศวรรษที่ 1990) พรรค “สายแดง” จึงต้องใช้กระบวนการประชาธิปไตย คือมติมหาชน เช่น การลงประชามติ

กรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นที่เบลเยี่ยมเมื่อครั้งเกิดปัญหาเรื่องสถาบันกษัตริย์ (Royal Question) ที่กินเวลาระหว่างปี 1945 – 1951 เนื่องจากสังคมตั้งคำถามต่อสมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 3 ถึงบทบาทของพระองค์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายคอมมิวนิสต์ไม่ต้องการให้พระองค์กลับมา แต่ปรารถนาจะเปลี่ยนประเทศเป็นระบบสาธารณรัฐ ทำให้เกิดวิกฤตการเมืองขึ้น และแก้ปัญหาด้วยการลงประชามติ ปรากฎว่าเสียงส่วนใหญ่ต้องการให้กษัตริย์กลับมาเป็นประมุขอีกครั้ง

ในช่วงหลังสงครามใหม่ๆ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเบลเยียมมีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นมาก แต่คะแนนเสียงที่ได้ลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหลังวิกฤตในปี 1954 ได้รับคะแนนเสียงเพียง 3.57% และไม่เคยกลับมามีอิทธิพลอีก จะเห็นได้ว่ากระบวนการประชาธิปไตยมีส่วนสำคัญมากในการค้ำชูสถาบันหลัก

เช่นเดียวกันพรรคคอมมิวนิสต์แห่งญี่ปุ่น แต่ไรมาไม่เห็นด้วยที่จะให้จักรพรรดิเป็นพระประมุข แต่ใน 2004 เปลี่ยนท่าทีมายอมรับจักรพรรดิในฐานะประมุขแห่งรัฐของญี่ปุ่น ตราบเท่าที่พระองค์ทรงดำรงสถานะพระประมุขโดยมิได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และแม้พรรคสนับสนุนการจัดตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตย แต่ระบอบกษัตริย์จะสถาพรต่อไปหรือไม่และควรจะเปลี่ยนเป็นระบบสาธารณรัฐหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ในเวลาอันเหมาะสมในอนาคต

ย้อนกลับไปในยุคที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ยังคงเคลื่อนไหว พคท. พยายามหลีกเลี่ยงที่จะวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ เพราะทราบดีว่าสถาบันมีความสำคัญต่อคนไทยเพียงใด สำคัญมากขนาดที่แตะต้องไม่ได้แม้แต่ พคท. ก็เองก็ยังมักเลี่ยงไปใช้คำว่า “ศักดินา”

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีแนวคิดนั้น เพราะอย่างที่กล่าวไปว่าทั้งในทางทฤษฎีและการปฏิบัติ ผู้ที่มีแนวคิดคอมมิวนิสต์ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบราชาธิปไตย สิ่งทีเกิดขึ้นในสเปนนั้นเป็นเพียงการรอมชอมทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อรอโอกาสที่มติมหาชนจะเข้าข้างพวกเขา ในยุคที่ไม่ใช่ใครสนับสนุนการปฏิวัติด้วยสงครามประชาชนอีก เพราะเห็นถึงความฉิบหายวายวอดที่เกิดขึ้นในสหภาพโซเวียตและจีนยุคก่อตั้งประเทศใหม่

สิ่งที่เรียกว่า “ผีคอมมิวนิสต์” นั้นมาจากประโยคแรกในคำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto) ของมาร์กซ์กับเองเกิล ที่กล่าวว่า “มีผีตนหนึ่งกำลังหลอกหลอนยุโรป มันคือผีคอมมิวนิสต์ อำนาจทั้งหลายของยุโรปเก่าได้ผนึกเป็นพันธมิตรศักดิ์สิทธิ์เพื่อกำราบผีตนนี้ คือพระสันตะปาปาและพระเจ้าซาร์”

แค่นำประกาศก็ชัดเจนในตัวมันเองแล้วว่าศัตรูของคอมมิวนิสต์คือศาสนจักรและองค์ราชาธิปัตย์

แล้วผีคอมมิวนิสต์ของบิ๊กแดงยังอยู่ดีหรือไม่? คำถามนี้คงต้องไปหาคำตอบเอาจากผู้ที่มีแนวคิดคอมมิวนิสต์ในปัจจุบัน

โปรดติดตามตอนต่อไป

เที่ยวบินไปนาริตะยังแคนเซิล ส่วนโอซาก้าฟ้าเปิดแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603426

  • วันที่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 09:11 น.

เที่ยวบินไปนาริตะยังแคนเซิล ส่วนโอซาก้าฟ้าเปิดแล้ว

เที่ยวบินเกือบทุกเที่ยวที่เดินทางจากสนามบินนาริตะ ในกรุงโตเกียว ยังไม่สามารถให้บริการได้ในช่วงเช้าวันนี้ (13 ตุลาคม) โดยเที่ยวบินเกือบทั้งหมดอยู่ในสถานะ CANCELED หรือเลื่อนเวลาใหม่ (NEW TIME) และเลื่อนวัน (NEW DATE)

จากการตรวจสอบเที่ยวบินที่จะเดินทางกลับมาประเทศไทยยังคงต้องเลื่อนการเดินทางออกไปเป็นเวลาใหม่ในช่วงเวลา 09:00 – 12:00 ตามเวลาท้องถิ่น ส่วนเวลา 12:00 – 15:00 ต้องเลื่อนวันเดินทางออกไป

อย่างไรก็ตาม เที่ยวบินที่เดินทางจากสนามบินคันไซ เมืองโอซาก้าเริ่มให้บริการตามปกติแล้ว โดยมีเที่ยวบินที่เดินทางมายังประเทศไทยให้บริการตามปกติ เช่นเดียวกับสนามบินฟุกุโอกะ แต่สนามบินในเขตโทโฮกุ หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นที่เซนได ยังมีปัญหาระงับการเงินทางเหมือนในกรุงโตเกียว

สำหรับความเสียหายจากพายุไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดในรอยหลายสิบปี ล่าสุด สถานีโทรทัศน์สาธารณะ NHK รายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 7 คน สูญหายไป 15 คน และทำให้กรุงโตเกียวเป็นอัมพาต

ส่วนการแข่งขัน Rugby World Cup ในกรุงโตเกียวจะดำเนินต่อไป โดยเฉพาะแมตช์การแข่งขันระหว่างเจ้าภาพคือญี่ปุ่นกับสก็อตแลนด์ จะจัดขึ้นที่สนามโยโกฮามา สเตเดียมในวันนี้ หลังจากภัยพิบัติจากพายุไต้ฝุ่นสิ้นสุดลงแล้ว

ญี่ปุ่นยกเลิกคำเตือนฝนตกหนักครบทุกจังหวัดแล้ว รถไฟเริ่มทยอยเปิดให้บริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603425

  • วันที่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 08:25 น.

ญี่ปุ่นยกเลิกคำเตือนฝนตกหนักครบทุกจังหวัดแล้ว รถไฟเริ่มทยอยเปิดให้บริการ

ญี่ปุ่นประกาศยกเลิกคำเตือนฝนตกหนักครบทุกจังหวัดแล้ว คาดไต้ฝุ่น “ฮากิบิส” พ้นภูมิภาคโทโฮคุช่วงสาย 13 ต.ค.นี้ รถไฟเริ่มทยอยเปิดให้บริการ

เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 62 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น รายงานว่า เวลา 08.45 น. (13 ต.ค. 62) กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นได้ประกาศยกเลิกคำเตือนฝนตกหนัก (heavy rain emergency warning) ของจังหวัดอิวาเตะ ซึ่งเป็นจังหวัดสุดท้าย และเป็นการยกเลิกครบทุกจังหวัดแล้ว

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 13 ต.ค. 62 กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นประกาศยกเลิกคำเตือนฝนตกหนัก (heavy rain emergency warning) ของจังหวัดชิซึโอกะ โตเกียว อิบารากิ โทจิกิ คานากาวะ ไซตามะ กุมมะ นากาโนะ ยามากาตะ ยามานาชิ นีงาตะ ฟูกูชิมะ และมิยากิ

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น คาดว่าช่วงประมาณ 9.00 น. ของวันที่ 13 ต.ค. 62 พายุไต้ฝุ่น “ฮากิบิส” จะพ้นภูมิภาคโทโฮคุ

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น แจ้งด้วยว่า รถไฟและชินคันเซนจะเริ่มทยอยเปิดให้บริการ ในช่วงเช้าของวันที่ 13 ต.ค.นี้ แต่หากเดินทางโดยรถยนต์ ขอให้ตรวจสอบความปลอดภัยตลอดเส้นทางเดินรถไปยังจุดหมาย และขอให้ระมัดระวังความเป็นไปได้ของแผ่นดินถล่มในพื้นที่ต่างๆ และน้ำเอ่อล้นบริเวณริมแม่น้ำด้วย

ทั้งนี้ ขอให้ตรวจสอบความปลอดภัยของที่อยู่อาศัยและบริเวณโดยรอบ อาจมีของใหญ่ปลิวไปค้างอยู่บนที่สูงและอาจตกลงมาเป็นอันตรายได้

ภาพ เอเอฟพี

ญี่ปุ่นคืออันดับหนึ่งในการรับมือภัยพิบัติ ไต้ฝุ่นแรงแค่ไหนก็โค่นไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603412

  • วันที่ 12 ต.ค. 2562 เวลา 19:59 น.

ญี่ปุ่นคืออันดับหนึ่งในการรับมือภัยพิบัติ ไต้ฝุ่นแรงแค่ไหนก็โค่นไม่ได้

รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนการรับมือกับภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ ส่วนประชาชนก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด

เหตุการณ์พายุไต้ฝุ่นฮากิบิสรุนแรงเท่ากับเฮอร์ริเคนระดับ 5 พัดขึ้นฝั่งที่ญี่ปุ่น ทำให้เราคนไทยได้เห็นภาพการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติของทั้งรัฐบาลและประชาชน โดยในฝั่งรัฐบาลนั้นนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ได้ตั้งวอร์รูมเฝ้าจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำชับให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น ด้านกระทรวงกลาโหมสั่งเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันตนเอง 17,000 คน เตรียมพร้อมทุกวินาทีเพื่อลงพื้นที่ปฏิบัติการกู้ภัย

ฝั่งประชาชนก็ปฏิบัติตามคำเตือนของทางการอย่างเคร่งครัดและเป็นระเบียบ บางส่วนออกจากบ้านไปอยู่ที่ศูนย์หลบภัยของรัฐตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา เตรียมซื้ออาหารเท่าที่จำเป็นโดยไม่กักตุน นำบอร์ดมาปิดกั้นกระจกเพื่อป้องกันสิ่งของถูกลมพัดมากระแทกเสียหาย

ญี่ปุ่นตั้งอยู่ระหว่างแนวไต้ฝุ่นแปซิฟิกและวงแหวนแห่งไฟ ทำให้ต้องเผชิญภัยธรรมชาติรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว สึนามิ ภูเขาไฟระเบิด หรือไต้ฝุ่นที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้เป็นประจำ ญี่ปุ่นจึงมีทักษะในการการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติเหล่านี้ และสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วในระดับที่ชาวโลกยังทึ่ง

มาร์ค ฟอร์นี ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติของธนาคารโลก ยังถึงกับเอ่ยปากว่า “ญี่ปุ่นคืออันดับ 1 ของโลกทั้งในแง่ของการเตรียมตัวและการรับมือภัยพิบัติ”

แต่ครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 1923 ญี่ปุ่นเคยถูกแผ่นดินไหวความรุนแรง 7.9 แมกนิจูดถล่มในแถบคันโตจนมีผู้เสียชีวิตราว 100,000 คนมาแล้ว ต่อมารัฐบาลจึงกำหนดให้วันที่ 1 ก.ย.ของทุกปีเป็นวันป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อให้ชาวญี่ปุ่นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ตระหนักถึงอันตรายของภัยพิบัติ รวมทั้งจัดการซ้อมอพยพกันอย่างจริงจัง และทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติชาวญี่ปุ่นจะปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด

ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ไต้ฝุ่นเชบีถล่มเมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลแนะนำให้ประชาชน 1.2 ล้านคนอพยพ แต่ไม่ได้บังคับ แต่ถึงอย่างนั้นชาวญี่ปุ่นก็เต็มใจจะทำตามแม้ว่าพื้นที่ของตัวเองยังไม่อันตรายถึงขั้นต้องออกจากพื้นที่ก็ตาม

นอกเหนือจากวินัยของประชาชนแล้ว ญี่ปุ่นยังเป็นตัวอย่างอันดีว่าแต่ละกระทรวงซึ่งทำหน้าที่ต่างกันสามารถประสานงานกันเพื่อรับมือปัญหาได้อย่างดี อย่างกรณีของไต้ฝุ่นฮากิบิส หลังจากนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ สั่งการให้ตั้งวอร์รูมจับตาพายุ 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมได้สั่งให้บริษัทไฟฟ้าเตรียมพร้อมรับมือแก้ปัญหาไฟฟ้าขัดข้อง จากนั้นกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งตามมาว่าให้รัฐบาลท้องถิ่นดูแลความปลอดภัยของประชาชนเต็มที่ ทั้งยังร่วมมือกับภาคเอกชน เพราะฉะนั้นก่อนที่พายุจะเข้า เอกชนเหล่านี้ก็จะรู้ว่าตัวเองมีหน้าที่ช่วยเหลือรัฐบาลรับมือภัยพิบัติอย่างไร

ตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและเอกชนล่าสุดคือ การฟื้นฟูสนามบินคันไซหลังไต้ฝุ่นเชบีถล่ม ที่ใช้เวลาเพียง 17 วันเท่านั้นทั้งๆ ที่สนามบินได้รับความเสียหายอย่างหนักทั้งน้ำท่วมอาคารผู้โดยสารและบริเวณที่รับกระเป๋าสัมภาระ กระแสไฟฟ้าดับ รันเวย์ถูกน้ำท่วม หลังคาโกดังเก็บสินค้าถูกลมพัดจนเปิด

นอกจากความสามารถในการประเมินความเสียหายของเจ้าหน้าที่สนามบินแล้ว ความช่วยเหลือจากภายนอกก็มีส่วนสำคัญให้สนามบินกลับมาให้บริการอย่างรวดเร็ว รัฐบาลได้ส่งรถบรรทุกสสำหรับสูบน้ำออกจากสนามบิน 10 คันมาช่วย ส่วนสนามบินอื่นๆ ให้ยืมรถปัดกวาดเพื่อเคลียร์เศษขยะออกมจากรันเวย์

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อป้องกันภัยพิบัติ อย่างการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดมหึมายาว 6.3 กิโลเมตร ที่ใช้เวลาสร้าง 13 ปี (1993-2006) ใช้งบประมาณเกือบ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีประสิทธิภาพล้นเหลือ

ในปี 1991 ก่อนการสร้างอุโมงค์ หลังฝนตกหนัก 48 ชั่วโมง ปรากฏว่าบ้านเรือนถูกน้ำท่วมกว่า 31,000 หลังคาเรือน ขณะที่ในปี 2017 หลังจากอุโมงค์สร้างเสร็จแล้ว ฝนตกปริมาณเดียวกันแต่มีบ้านถูกน้ำท่วมเพียง 43 หลังเท่านั้น รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่าในช่วง 10 ปีแรกที่เปิดใช้ อุโมงค์แห่งนี้สามารถลดความเสียหายของทรัพย์สินไปแล้วถึง 930 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเท่ากับ 44% ของค่าก่อสร้างอุโมงค์ แต่อุโมงค์แห่งนี้สามารถใช้งานได้นับสิบนับร้อยๆ

ที่น่าทึ่งคือ รัฐบาลญี่ปุ่นยังมองการณ์ไกลไปกว่าการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ เนื่องจากมองว่าอุโมงค์ไม่ใช่ยาครอบจักรวาลของปัญหาน้ำท่วม เพราะน้ำท่วมอาจเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ อีกได้ เป้าหมายของรัฐบาลญี่ปุ่นคือ การลดความรุนแรงด้วยการเตือนภัยแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที

โจทย์นี้รัฐบาลจะต้องพยากรณ์อย่างแม่นยำว่าพายุจะพัดขึ้นฝั่งที่ไหน จะมีปริมาณฝนเท่าไร คนที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่นคงจะเคยเห็นพยากรณ์อากาศของญี่ปุ่นที่บอกข้อมูลละเอียดยิบ ไม่ใช่แค่การบอกว่าฝนจะตกหนักหรือหนักมาก แต่ที่ญี่ปุ่นจะบอกได้ว่าฝนจะตกกี่มิลลิเมตร ซึ่งมาจากเทคโนโลยีการพยากรณ์อากาศที่ล้ำหน้า โดยญี่ปุ่นใช้ระบบอัลกอริทึมร่วมกับข้อมูลจากหลายๆ ส่วน ทั้งเรดาร์ตรวจอากาศ ดาวเทียมตรวจอากาศ ไปจนถึงสถานีตรวจวัดอากาศอัตโนมัติ จนได้ข้อมูลที่แม่นยำ

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ชาวญี่ปุ่นจะรับมือกับภัยพิบัติอย่างเป็นระบบระเบียบ และสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว