ภาพ Banksy ล้อสภาอังกฤษประมูลได้กว่า 300 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602640

  • วันที่ 04 ต.ค. 2562 เวลา 14:47 น.

ภาพ Banksy ล้อสภาอังกฤษประมูลได้กว่า 300 ล้านบาท

ภาพชิมแปนซีในสภาอังกฤษของศิลปินนิรนาม Banksy ทำราคาประมูลได้ถึง 9.8 ล้านปอนด์

ภาพ”รัฐสภาที่ถูกถ่ายโอน” ( Devolved Parliament ) ผลงานของศิลปินนิรนาม Banksy ถูกนำออกประมูลที่สถาบันประมูล Sotheby ในกรุงลอนดอนเมื่อวันที่ 4 ต.ค. สามารถทำราคาประมูลได้สูงถึง 9.8 ล้านปอนด์ หรือกว่า 368 ล้านบาท

ผลงานดังกล่าวเป็นของศิลปินนิรนาม Banksy ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นตั้งแต่ปี 2009 โดยในครั้งนั้นมีการประเมินราคาอยู่ที่ราว 1.5-2 ล้านปอนด์

ภาพดังกล่าวเป็นภาพเขียนสีน้ำมันบนผืนผ้าใบความยาว 4 เมตร ชื่อ “Devolved Parliament” ซึ่งแสดงถึงฝูงลิงชิมแปนซีกำลังโต้เถียงกันภายในสภาสามัญของอังกฤษ สื่อถึงบรรดานักการเมืองผ่านฝูงลิงในหลากหลายอิริยาบถเช่นเดียวมนุษย์ อีกทั้งยังสื่อถึงความวุ่นวายการเมืองในอังกฤษช่วงเบร็กซิตขณะนี้ด้วย

ภาพดังกล่าวใช้เวลาประมูล 13 นาที ก่อนที่ผู้ชนะประมูลทางโทรศัพท์จะได้ไปในราคา 8.5 ล้านปอนด์ แต่เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งต่างๆแล้วจะรวมเป็น 9.8 ล้านปอนด์

ลีกาชิงควัก 3,885 ล้านบาทช่วยธุรกิจท้องถิ่นฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602634

  • วันที่ 04 ต.ค. 2562 เวลา 14:08 น.

ลีกาชิงควัก 3,885 ล้านบาทช่วยธุรกิจท้องถิ่นฮ่องกง

ลีกาชิง มหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกงเตรียมบริจาคเงินช่วยธุรกิจท้องถิ่นที่พังจากการประท้วง

ลีกาชิง มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของฮ่องกง ประกาศบริจาคเงิน 1,000 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือราว 3,885 ล้านบาทผ่านมูลนิธิลีกาชิง เพื่อนำไปสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นขนาดกลางและขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากกรชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 18 โดยจะหารือมาตรการสนับสนุนกับรัฐบาล

การเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของลีกาชิงเกิดขึ้นหลังจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ New World Development ประกาศจะบริจาคที่ดินที่เป็นพื้นที่การเกษตรของตัวเองจำนวน 278,709 ตารางเมตรสำหรับสร้างบ้านเอื้ออาทร

ขณะที่รัฐบาลฮ่องกงกำลังพิจารณาออกมาตรการฉุกเฉิน รวมทั้งการห้ามสวมใส่หน้ากากระหว่างการชุมนุม ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในตั้งแต่เที่ยงคืนนี้เป็นต้นไปตามเวลาท้องถิ่น

ออสซี่พบเห็ดพิษร้ายแรงจากญี่ปุ่นในประเทศเป็นครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602631

  • วันที่ 04 ต.ค. 2562 เวลา 13:43 น.

ออสซี่พบเห็ดพิษร้ายแรงจากญี่ปุ่นในประเทศเป็นครั้งแรก

เห็ดพิษญี่ปุ่นสุดอันตราย เผลอสัมผัสอาจถึงตาย พบในออสเตรเลียเป็นครั้งแรก

เอเอฟพีรายงานว่า หนึ่งในเห็ดราสายพันธุ์อันตรายที่สุดในโลกถูกพบในออสเตรเลียเป็นครั้งแรก ทั้งๆที่ถิ่นต้นกำเนิดของมันตามธรรมชาติอยู่ในภูเขาแถบญี่ปุ่นและเกาหลี

เห็ดพิษปะการังไฟ (Poison Fire Coral fungus) ซึ่งมีลักษณะสีแดงส้มและแตกกิ่งคล้ายปะการังนี้ถูกพบในแถบชานเมืองแคนส์ในรัฐควีนส์แลนด์ ซึ่งช่างภาพท้องถิ่นคนหนึ่งพบเข้าโดยบังเอิญ กระทั่งถูกระบุชนิดโดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเจมส์คุก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

รายงานระบุว่าเห็ดชนิดนี้เป็นที่ทราบกันดีว่ามีสารพิษที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนัง ซึ่งพิษจะทำลายระบบประสาทส่วนกลางของสมอง และทำให้อวัยวะล้มเหลว รวมถึงหารับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดอาการ อาเจียน ท้องร่วง มีไข้ และเหน็บชา กระทั่งเสียชีวิตในที่สุด

มีรายงานว่าพบผู้เสียชีวิตหลายรายในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ จากการที่ไม่ทราบถึงพิษของเห็ดชนิดนี้ แล้วรับประทานเข้าไป

แมตต์ บาร์เร็ต นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเจมส์คุก ผู้ระบุชนิดของเห็ดดังกล่าวยืนยันว่า การค้นพบครั้งนี้นับเป็นการค้นพบครั้งแรกในออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ห่างไกลจากถิ่นต้นกำเนิดของมันไกลนับหมื่นไมล์ ถือเป็นเรื่องน่าแปลก แต่ก็จะช่วยให้ขยายความเข้าใจเกี่ยวกับการแพร่กระจายของมัน

อย่างไรก็ดี เป็นไปได้ว่ามันเห็ดชนิดนี้อาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติผ่านการแพร่กระจายจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีรายงานการพบเห็ดดังกล่าวทั้งในอินโดฯและปาปัวนิวกินีเช่นกัน

มาเลเซียเตรียมเปิดตัวตึกสูงสุดในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602623

  • วันที่ 04 ต.ค. 2562 เวลา 12:15 น.

มาเลเซียเตรียมเปิดตัวตึกสูงสุดในอาเซียน

Exchange 106 ของมาเลเซียจะกลายเป็นตึกสูงที่สุดในอาเซียน และโค่นแชมป์ตึกปิโตรนาส ด้วยความสูง 492 เมตร

เดอะสเตรตส์ไทมส์รายงานว่า โครงการ “Exchange 106” อาคารสูงที่สุดของมาเลเซียกำลังจะสร้างเสร็จในเร็วๆนี้ ซึ่งตึกดังกล่าวมีได้โค่นแชมป์ความสูงของตึกแฝดปิโตรนาสซึ่งมีความสูง 452 เมตรเป็นที่เรียบร้อย และเตรียมขึ้นแท่นตึกสูงที่สุดในอาเซียน แซงหน้าอาคาร Landmark 81 ซึ่งเป็นโครงการตึกสูง 469.5 เมตรของเวียดนาม

รายงานระบุว่า “Exchange 106” เป็นโครงการพัฒนาอสังหาฯในย่าน Tun Razak Exchange ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาย่านเศรษฐกิจใหม่ “New CBD” ของกรุงกัวลาลัมเปอร์ตามแผนของอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัก ผู้อื้อฉาวจากคดีทุจริตเงินกองทุนแห่งชาติ 1MDB

สำหรับตึก Exchange 106 แห่งนี้มีความสูงทั้งสิ้น 492 เมตร ประกอบไปด้วยทั้งหมด 106 ชั้น ภายในแบ่งเป็นพื้นที่เช่าสำหรับสำนักงานทั้งหมด 4.9 ล้านตารางฟุต ซึ่งขณะนี้มีถูกเช่าไปเกือบทั้งหมดแล้ว

โครงการ Exchange 106 เป็นการร่วมทุนกันระหว่าง Mulia Property Development นักพัฒนาอสังหาฯสัญชาติอินโดฯ กับกระทรวงการคลังมาเลเซีย โดยคาดว่าจะสามารถเปิดอย่างเป็นทางการได้ภายในปีหน้า

PHOTO: EXCHANGE 106

กลาโหมสหรัฐเย้ย เกาหลีเหนือไม่ได้ยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602618

  • วันที่ 04 ต.ค. 2562 เวลา 11:41 น.

กลาโหมสหรัฐเย้ย เกาหลีเหนือไม่ได้ยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ

โสมเหนืออ้างทดสอบมิสไซล์จากเรือดำน้ำสำเร็จ แต่กลาโหมสหรัฐบอกแค่ยิงจากฐานยิงในทะเลเท่านั้น

กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ภายหลังที่มีรายงานข่าวว่ากองทัพเกาหลีเหนือได้ประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธรุ่นใหม่ Pukguksong-3 จากเรือดำน้ำได้สำเร็จ

รายงานระบุว่าการทดสอบดังกล่าวสามารถทำความสูงได้ 910 กิโลเมตร และยิงออกไปไกล 450 กิโลเมตร ก่อนจะตกลงในทะเลญี่ปุ่น

อย่างไรก็ดีทางด้านคณะเสนาธิการทหารร่วมของสหรัฐได้แถลงการระบุว่า ขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือยิงทดสอบนั้นดูเหมือนจะเป็นขีปนาวุธพิสัยสั้นถึงกลาง ไม่ใช่ขึปนาวุธพิสัยไกลที่เกาหลีเหนือระบุว่าสามารถยิงได้ไกลถึง 2,000 กิโลเมตรแต่อย่างใด

ผลการวิเคราะห์ของกลาโหมสหรัฐระบุว่า ขีปนาวุธดังกล่าวถูกยิงจากฐานยิงในทะเล “sea-based platform” นอกชายฝั่งเมืองวอนซาน ไม่ใช่ถูกยิงจากเรือดำน้ำ

การเปิดเผยครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่สหรัฐแถลงถึงผลการวิเคราะห์การทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ แต่อย่างไรก็ดี ทางคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆเพิ่มเติมถึงรายละเอียดของขีปนาวุธใหม่ดังกล่าว

ด้านนายมาร์ค เอสเปอร์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ยังระบุอีกว่าการทดสอบของเกาหลีเหนือครั้งนี้เป็นการยั่วยุโดยไม่จำเป็น พร้อมแนะเกาหลีเหนือให้หยุดทดสอบเพื่อรักษาบรรยากาศการเจรจาระหว่างคณะผู้แทนของสหรัฐและเกาหลีเหนือซึ่งมีกำหนดหารือในประเด็นคาบสมุทรเกาหลีร่วมกันระหว่างวันที่ 4-5 ต.ค. ที่กรุงสต็อกโฮม ประเทศสวีเดน

ปินส์วิจารณ์ยับ “ดูเตอร์เต” แต่งกายสุดไร้มารยาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602608

  • วันที่ 04 ต.ค. 2562 เวลา 10:26 น.

ปินส์วิจารณ์ยับ "ดูเตอร์เต" แต่งกายสุดไร้มารยาท

ชาวเน็ตฟิลิปปินส์วิจารณ์ดูเตอร์เต แต่งตัวพบนายกฯรัสเซียได้ขายหน้าสุดๆ

เดอะสเตรตส์ไทมส์ รายงานว่า ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ซึ่งอยู่ระหว่างภารกิจเดือนทางเยือนรัสเซีย ได้สร้างความอับอายขายหน้าให้กับชาวฟิลิปปินส์เสียเอง เมื่อปรากฎภาพของดูเตอร์เตจับมือกับนายกรัฐมนตรีดิมิทรี เมดเวเดฟ ของรัสเซีย ในชุดที่ไม่เรียบร้อยและไม่เหมาะสมกับกาลเทศะอย่างยิ่ง

ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นดูเตอร์เตสวมสูทที่ดูคล้ายกับเพิ่งซื้อจากห้างมาสดๆร้อนๆ พร้อมกับเสื้อตัวในที่เหมือนยังไม่ได้รีด แถมไม่ติดกระดุมคอให้เรียบร้อย อีกทั้งยังปลดเนคไทลงมา คล้ายกับมีคนผูกเนคไทรอไว้ให้แล้ว

ผู้นำฟิลิปปินส์ได้จับมือถ่ายรูปร่วมกับนายเมดเวเดฟ ซึ่งอยู่ในชุดสูทเนียบไร้ที่ติ ตรงกันข้ามกับผู้นำฟิลิปปินส์แบบสุดๆ

ภาพดังกล่าวได้สร้างเสียงวิจารณ์ทั้งชาวเน็ตในรัสเซีย และในฟิลิปปินส์เสียเอง โดยผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในรัสเซียบางคนได้กล่าวว่า “ผู้นำฟิลิปปินส์ไม่รู้หรือว่าพิธีการเยือนระดับรัฐต้องทำตัวอย่างไร”

“เขาดื่มทั้งคืนแล้วเพิ่งออกจากผับหรือ ถึงปรากฎตัวในสภาพเช่นนี้”

ด้านผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในฟิลิปปินส์ต่างวิจารณ์ดูเตอร์เตอย่างรุนแรงเช่นกัน โดยหลายคนบอกว่า “นี่ไม่ใช่ประธานาธิบดีของเรา” (he is not my president) บางคนบอกว่ามารยาทการแต่งกายของดูเตอร์เตคือตัวอย่างของความอับอายของชาติ

ทั้งนี้ โฆษกของดูเตอร์เต ภายหลังได้ออกมาปกป้องโดยบอกว่าเหตุที่ดูเตอร์เตปลดเน็คไทลงมานั้น เพราะเขารู้สึกอึดอัดและหายใจไม่ออก

อย่างไรก็ดี ชาวเน็ตในฟิลิปปินส์บางคนซึ่งเป็นฝ่ายที่สนับสนุนดูเตอร์เต ได้ระบุว่า “แล้วมันสำคัญด้วยหรือ สำคัญที่สุดคือสิ่งที่เขาทำเพื่อประเทศชาติ คนหน้าซื่อใจคดหลายคนมักสวมชุดราคาแพงดูเรียบร้อย แต่สมองกลวงก็มีเช่นกัน”

ผู้ใหญ่รังแกเด็กหรือเด็กยังอ่อนต่อโลก เมื่อผู้นำโลกรุมติงเกรียตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602586

  • วันที่ 03 ต.ค. 2562 เวลา 20:30 น.

ผู้ใหญ่รังแกเด็กหรือเด็กยังอ่อนต่อโลก เมื่อผู้นำโลกรุมติงเกรียตา

การปราศรัยที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของ เกรียตา ธูนแบรย์ กลายเป็นประเด็นร้อนที่คนพูดถึงมากกว่าโลกร้อนที่เธอต้องการเสียอีก โดยจารุณี นาคสกุล

วาทะของ เกรียตา ธูนแบรย์บนเวทีการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ (UN Climate Action Summit) เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นถกเถียงไปทั่วโลกแซงหน้าประเด็นเรื่องภาวะโลกร้อน ด้วยท่าทีและน้ำเสียงที่แข็งกร้าวดุดัน และคำถามไปยังผู้นำที่อยู่ในห้องประชุมว่า “พวกคุณกล้าดียังไง” หลายครั้ง ทำให้มีเสียงวิจารณ์ว่าธุนแบร์เป็นเด็กก้าวร้าวในสายตาผู้ใหญ่ รวมทั้งมีเสียงติติงจากบรรดาผู้นำระดับโลก

ล่าสุด ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย กล่าวถึงธูนแบรย์ในการประชุมด้านพลังงานในกรุงมอสโกว่า “ผมอาจจะทำให้คุณผิดหวัง แต่ผมไม่รู้สึกตื่นเต้นกับการปราศรัยของเธอเมื่อเดือนที่แล้วเลย ไม่มีใครเคยอธิบายให้เธอฟังหรือว่าโลกยุคนี้ช่างซับซ้อนและแตกต่าง และ…ผู้คนในแอฟริกาหรือในเอเชียอีกหลายประเทศต่างก็ต้องการเป็นประเทศร่ำรวยระดับเดียวกับสวีเดน ลองไปอธิบายกับประเทศกำลังพัฒนาสิว่าเหตุใดพวกเขาต้องทนอยู่กับความยากจนต่อไป”

ปูตินยังเผยอีกว่า “เราควรสนันสนุนคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อใครบางคนพยายามใช้เด็กหรือวัยรุ่นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง คนคนนั้นควรถูกประณามที่สุด ผมมั่นใจว่าเกรียตาเป็นเด็กที่อ่อนโยนและจริงใจ แต่ผู้ใหญ่ต้องไม่ดึงเด็กและวัยรุ่นเข้ามาในสถานการณ์ที่ยุ่งยากแบบนี้”

นอกจากปูตินแล้ว ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ได้ติติงธูนแบรย์เช่นกัน โดยมาครงเผยกับสำนักข่าว Europe 1 ว่า ความเห็นของธุนแบร์ค่อนข้างสุดโต่งและขัดแย้งกับสังคม

คำกล่าวของผู้นำฝรั่งเศสเกิดขึ้นหลังจากธูนแบรย์และเพื่อนนักเคลื่อนไหวอีก 15 คนยื่นฟ้องประเทศเศรษฐกิจใหญ่ 5 ประเทศ คือ เยอรมนี ฝรั่งเศส บราซิล อาร์เจนตินา และตุรกี ต่อองค์การสหประชาชาติว่าละเมิดสิทธิของเยาวชนตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เนื่องจากไม่จัดการปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง (ความจริงแล้วสหรัฐและจีนก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงมากพอๆ กับทั้ง 5 ประเทศ แต่ทั้งสองประเทศไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก จึงไม่ถูกธูนแบรย์ฟ้อง)

ส่วนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่พาสหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงปารีสที่กำหนดให้ทั่วโลกช่วยกันแก้ไขไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นจากยุคก่อนอุตสาหกรรมเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ได้ทวีตข้อความหลังจากธุนแบร์ปราศรัยว่า “เธอดูเหมือนเด็กผู้หญิงที่มีความสุขคนหนึ่งซึ่งกำลังเฝ้ามองอนาคตที่สดใส ดีใจที่ได้เจอเธอ” ข้อความนี้ถูกมองว่าเป็นการเยาะเย้ยนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมวัย 16 ปีมากกว่า

เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลกและคำกล่าวของผู้นำประเทศทำให้เกิดคำถามตามมาว่าผู้ใหญ่รังแกเด็กหรือเปล่า สำหรับทรัมป์อาจจะใช่ เพราะข้อความที่ทรัมป์ทวีตดูเหมือนเป็นการเยาะเย้ยนักเคลื่อนไหววัย 16 ปีมากกว่า เพราะตรงข้ามกับภาพที่คนทั่วโลกได้เห็นคือ ธุนแบร์พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอในบางจังหวะ ไม่มีช่วงไหนเลยที่บ่งบอกว่าเธอมีความสุขตามที่ทรัมป์ทวีต

แต่สำหรับผู้นำรัสเซียและฝรั่งเศสเป็นการติติงด้วยความหวังดีจากผู้ใหญ่ที่มองโลกรอบด้าน อย่างที่ปูตินบอกว่าธูนแบรย์อาจจะยังไม่เข้าใจความซับซ้อนของปัญหาและอาจมองปัญหาเพียงแง่มุมเดียว และต้องการให้หยุดตัวการที่ทำให้โลกร้อนทั้งหมดทันที ทว่าปัญหาโลกร้อนเกี่ยวพันไปถึงปากท้องของประชากรโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่กำลังพัฒนาอีกนับพันล้านคน ไม่สามารถจัดการให้ลุล่วงได้ในทันที

เช่นที่ แบร์นาร์ด อาร์โนลต์ มหาเศรษฐีชาวฝรั่งเศสเจ้าของแบรนด์สินค้าหรูอย่าง LVMH เอ่ยถึงธูนแบรย์ว่า เธอไม่ได้เสนออะไรนอกเหนือไปจากคำวิจารณ์ และยังเผยอีกว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาทำให้คนหลายล้านคนทั่วโลกหลุดพ้นจากความยากจน ยกระดับคุณภาพชีวิต และปรับปรุงปัญหาด้านสาธารณสุขของประเทศยากจนอย่างแอฟริกา หากไม่อยากถอยหลังเข้าคลอง ก็ต้องทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไป

อีกทฤษฎีหนึ่งคือบรรดาผู้ใหญ่ที่ไม่ชอบท่าทีของธุนแบร์สมคบกับบริษัทใหญ่ๆ แต่ทฤษฎีนี้มีความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากการประชุม UN Climate Action Summit ครั้งล่าสุดมีการริเริ่มโครงการต่างๆ ในการแก้ปัญหามากมาย อาทิ ผู้นำประเทศและภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดของโลก เช่น อินเดีย สวีเดน ฝรั่งเศสที่ถูกธูนแบรย์ฟ้องว่าละเลยปัญหาภาวะโลกร้อน เยอรมนี รวมถึงธุรกิจการบิน เหล็กกล้า การเดินเรือ ประกาศร่วมมือกันหาทางลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้มากที่สุด เพื่อมุ่งสู่การเป็นประเทศหรืออุตสาหกรรมที่ไม่ปล่อยก๊าซดังกล่าวเลยให้ได้ภายในปี 2050

หรืออย่างเครือ LVMH ที่รับปากว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หนึ่งในตัวการของภาวะโลกร้อนให้ได้ 25% ภายในปี 2020 และให้ตรวจสอบวัตถุดิบทั้งหมดย้อนไปถึงที่มาได้ภายในปี 2025

จุดที่ธูนแบรย์พลาดจนทำให้เธอถูกวิจารณ์อย่างหนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอกล่าวในที่ประชุมว่าด้วยโลกร้อนขององค์การสหประชาชาติด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยวจนถูกมองว่าเป็นเด็กก้าวร้าว ผู้ฟังหลายๆ คนที่เป็นผู้ใหญ่อาจจะรู้สึกไม่ถูกใจกับท่าทีนี้ กลายเป็นว่าบางคนยัดเยียดข้อหาให้เธอว่ามีประเด็นการเมืองซ่อนอยู่เบื้องหลัง หรือเป็นหุ่นเชิดของพ่อมดทางการเงิน จอร์จ โซรอส ที่เคยแทรกแซงค่าเงินจนเกิดความปั่นป่วนเมื่อครั้งวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 มาแล้ว

นอกจากนี้ ธูนแบรย์ยังถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองซึ่งถือเป็นพื้นที่สำหรับผู้ใหญ่ การที่เธอออกมาเคลื่อนไหวจึงถูกผู้ใหญ่บางคนมองว่าเป็นเพียงเด็กที่ต้องการเรียกร้องให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการเท่านั้น

อย่างไรก็ดี อีกฝั่งหนึ่งมองว่าอารมณ์เกรี้ยวกราดของธูนแบรย์เป็นผลมาจากอาการของโรคแอสเพอร์เกอร์ ที่จะมีพฤติกรรมทำเรื่องบางเรื่องซ้ำๆ จนกลายเป็นเชี่ยวชาญเรื่องนั้นๆ ไปเลย แต่อาจจะมีปัญหาในการเข้าสังคมจนบางครั้งแสดงความก้าวร้าวออกมา ทว่ากลุ่มนี้กลับถูกกระแสตีกลับว่าไม่ว่าจะด้วยคววามหวังดีหรือไม่ก็ไม่ควรหยิบยกอาการป่วยของธูนแบรย์มาลดทอนความมุ่งมั่นของเธอจนละเลยประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมไป

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม อย่างน้อยสาวน้อยวัย 16 ปีคนนี้ก็แสดงพลังของเธอด้วยการลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ผู้คนทั่วโลกให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่หันมาให้สนใจประเด็นนี้กันมากขึ้น เพราะในที่สุดแล้วคนรุ่นใหม่ก็ต้องลงมือแก้ไขปัญหานี้ร่วมกับผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน

ชนะโดยไม่ต้องรบ พิชิตมหาอำนาจด้วยกลศึกสามสงครามของพญามังกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602582

  • วันที่ 03 ต.ค. 2562 เวลา 18:48 น.

ชนะโดยไม่ต้องรบ พิชิตมหาอำนาจด้วยกลศึกสามสงครามของพญามังกร

ยุทธศาสตร์แบบใหม่ แนวโน้มของการรบที่เลือดตกยางออกน้อยลง ใช้อาวุธน้อยลง แต่เกิดผลสะเทือนรุนแรง โดยเฉพาะผลด้านจิตวิทยา โดยกรกิจ ดิษฐาน

“สงครามไร้ขีดจำกัด” เขียนโดยเฉียวเหลียง พลตรีในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนและนักทฤษฎีทางการ กับหวางเซียงซุ่ย ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเป่ยหัง อดีตพันเอกในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน เป็นหนังสือเล่มแรกที่ไม่ใช่นิยายซึ่งได้รับการพิมพ์ใหม่ถึง 10 ครั้งในระยะเวลาเพียง 1 ปี ย่อมรับประกันได้ถึงคุณภาพของมันได้เป็นอย่างดี และในการพิมพ์ปี 2005 ก็ยังมีการรีวิวสถานการณ์หลังจากการพิมพ์ครั้งแรก พบว่าหลายเรื่องกลายเป็นความจริง โดยเฉพาะการที่สหรัฐใช้สงครามนอกระบบกับจีน เช่น สงครามเศรษฐกิจ

แต่ก่อนจะไปถึงจุดเริ่มต้นมหากาพย์สงครามเศรษฐกิจ เราต้องทำความเข้าใจวิธีการรบบนอกแบบในศตวรรษนี้กันก่อน

เริ่มที่ The Merciful Trend in Weapons หรือ แนวโน้มอาวุธที่มีเมตตา

ขีปนาวุธ DF-17 ของจีน (Photo by GREG BAKER / AFP)

“แนวโน้มอาวุธที่มีเมตตา” ไม่ได้หมายความว่าอาวุธจะฆ่าคน อาวุธยังฆ่าคนอยู่เช่นเดิม เพียงแต่มันจะฆ่าคนน้อยลงโดยจะหวังประสิทธิภาพที่สูงขึ้น

หลังจากที่นานาประเทศสั่งสมอาวุธนิวเคลียร์กันมากขึ้น ก็เริ่มตระหนักว่าอาวุธทำลายล้างสูงที่ฆ่าคนได้เป็นหมื่นเป็นแสนไม่มีประโยชน์อะไร เพราะทำลายโลกของเราไปด้วย อาวุธนิวเคลียร์จึงเป็นทางตัน และสิ้นยุคสมัยของทฤษฎีสงครามที่มุ่งฆ่าให้มากที่สุด ทำลายศัตรูให้ยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข

กระแสการพัฒนาหวนกลับสู่ “สูงสุดยอดคืนสู่สามัญ” ตามหลักปรัชญาจีน คือ “อู้จี๋ ปี้ฝ่าน” เมื่ออะไรที่มันสุดโต่งเกินไป ถึงจุดหนึ่งแล้วมันจะพลิกกลับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม

ขีปนาวุธ HHQ-9B (Photo by GREG BAKER / AFP)

นับจากนี้เป็นยุคแห่งมินิมัลลิสม์ด้านการรบ มีอาวุธที่แม่นยำและไม่เน้นฆ่าไม่เลือก เป้าหมายการพัฒนาอาวุธไม่ใช่ที่ความแข็งแกร่ง แต่เป็น “การมีความเมตตาที่ครอบคลุมขึ้น” อาวุธที่มีความแม่นยำจะยิงเข้าใส่เป้าหมายและทำให้เกิดความเสียหายน้อยกว่าผ่านการควบคุมอย่างดี ตัวอย่างแรกๆ ที่เราเห็นคือวิธีที่รัสเซียใช้สัญญาณโทรศัพท์มือถือและจรวดนำวิถีเพื่อสังหารผู้นำกบฎชาวเชเชน

ส่วนในสนามรบ แทนที่จะเน้นการฆ่าก็หันมาทำให้เกิดผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก จนศัตรูแบกรับภาระหนักในการรักษาคนเจ็บ (ซึ่งกุนซือชาวจีนชี้ว่า การฆ่าคนและคนตายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการอยู่แล้ว) แทนที่จะฆ่าทหาร การทำให้ทหารบาดเจ็บจะเป็นการสร้างความหวาดกลัวในใจทหารนายอื่นๆ และยังเป็นการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านสงครามที่ทรงพลังทำให้คนที่อยู่นอกสมรภูมิรู้สึกสะเทือนใจ

นี่คือแนวโน้มของการรบที่เลือดตกยางออกน้อยลง ใช้อาวุธน้อยลง แต่เกิดผลสะเทือนรุนแรง โดยเฉพาะผลด้านจิตวิทยา

ขีปนาวุธ DF-100 (Photo by GREG BAKER / AFP)

นับแต่นี้สมรภูมิจะมีอยู่ในทุกที่ โดยเฉพาะสมรภูมิข้อมูลข่าวสารและพื้นที่เครือข่ายออนไลน์ ต่อไปนี้เส้นแบ่งระหว่างทหารและพลเรือน สมรภูมิและนอกสมรภูมิจะแยกแยะได้ยาก “สนามรบมีอยู่ทั่วไป ตั้งแต่ห้องคอมพิวเตอร์หรือจากพื้นซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ก็สามารถทำการโจมตีที่ร้ายแรงต่อต่างประเทศได้ ในโลกใบนี้มีที่ไหนบ้างที่ไม่ใช่สนามรบ? สนามรบอยู่ที่ไหน? มันมีอยู่ทุกที่” (หน้า 38 – 42)

ผู้เขียนเตือนว่า แต่เราไม่ควรตกหลุมพรางของความคิดที่ว่า “อาวุธเมตตา” ในที่สุดจะนำไปสู่สงครามไร้เลือดที่เล่นกันบนคอมพิวเตอร์

คำพูดนี้เหมือนเป็นคำทำนายสงครามโดรน ซึ่งอากาศยานไร้คนขับถูกบังคับจากหน้าจอ และโจมตีเป้าหมายจากมุมหนึ่งของโลก โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ แต่ยังอาจหมายถึงสงคราม “ข่าวปลอม” ที่ใช้ข้อมูลข่าวสารที่ปั้นขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อถล่มเป้าหมาย

ขีปนาวุธ DF-5B (Photo by GREG BAKER / AFP)

คำถามก็คือ “ใครจะเป็นนักรบในสงครามแห่งอนาคต?”

ผู้เขียนบอกว่า สงครามไม่ได้สงวนไว้สำหรับทหารอาชีพอีกต่อไป พวกเขาเชื่อว่าพลเรือนกึ่งทหารที่จะเป็นนักรบในอนาคตคือ “แฮกเกอร์” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่มีทักษะทหาร แต่พึ่งพาทักษะด้านเทคนิคของตัวเองเจาะระบบคอมพิวเตอร์ความมั่นคงทางทหารและความมั่นคงของชาติ ตัวอย่างหนึ่งก็คือ ทหารจีนที่ไม่พอใจกับการทารุณกรรมชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีนในสมัยประธานาธิบดีซูฮาร์โต ได้แฮกข้อมูลของรัฐบาลอินโดนีเซีย และทำให้โลกได้รับรู้ถึงความเลวร้ายของรัฐบาลและกองทัพอินโดนีเซีย

จีนใช้แฮกเกอร์ให้เป็นประโยชน์หรือไม่? เรามีแต่การยืนยันจากสื่อตะวันตกสายอนุรักษ์นิยม เช่น Foreign Policy ที่อ้างว่า จีนมีกองทัพแฮกเกอร์ประมาณ 50,000 – 100,000 เพื่อทำสงครามไซเบอร์ และจากการประเมินโดยผู้เขียนบทความ จีนถูกกล่าวหาเรื่องสงครามไซเบอร์ตั้งแต่ราวปี 2010

ขีปนาวุธ DF-31AG (Photo by GREG BAKER / AFP)

แต่สิ่งที่สหรัฐยังเคืองจีนไม่หาย คือการที่เจ้าของหนังสือเล่มนี้วิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำว่า สหรัฐจะถูกโจมตีจาก “องค์กรที่มิใช่รัฐ (ที่เป็น) ภัยคุกคามต่อโลกมากกว่าแฮกเกอร์” หนึ่งในนั้นคือบิน ลาเดน ที่ในขณะที่เขียนหนังสือเล่มนี้เพิ่งจะระเบิดสถานทูตสหรัฐในเคนยาและแทนซาเนีย ยังไม่ได้สั่งโจมตีนิวยอร์ก

เราจะเห็นได้ว่า นับตั้งแต่ปี 1999 จนถึงปีนี้ 2019 เป็นเวลาถึง 20 ปีแล้วที่จีนมองขาดว่า สมรภูมิใหม่คืออะไร และนักรบกลุ่มใหม่คือใคร แนวโน้มสงครามจะมีราคาถูกลงและผลเสียหายรุนแรง

ความจริงแล้วทัศนะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และคนในวงการยุทธศาสตร์รู้จักดีในชื่อ Grand strategy หรืออภิมหายุทธศาสตร์ คือการใช้ศักยภาพทุกอย่างทั้งการทหาร การเมืองและเศรษฐกิจเพื่อทำให้ชาติบรรลุเป้าหมายใหญ่ ซึ่งอาจเป็นเป้าหมายที่ใช้เวลาข้ามรุ่นกว่าจะบรรลุ หนึ่งในเจ้าทฤษฎีนี้คือ ลิดเดลล์ ฮาร์ท (B. H. Liddell Hart) นักประวัติศาสตร์การทหารชาวอังกฤษ

WZ-8 supersonic reconnaissance drone (Photo by GREG BAKER / AFP)

ลิดเดลล์ ฮาร์ท กล่าวว่า “สงครามจะดำเนินการในพื้นที่ที่ไม่ใช่สงคราม (nonwar spheres) หากต้องการชัยชนะในสงครามในอนาคต เราต้องเตรียมพร้อมทางสติปัญญาอย่างเต็มที่สำหรับสถานการณ์นี้ กล่าวคือพร้อมที่จะทำสงครามที่มีผลกระทบต่อทุกด้านของชีวิตในประเทศที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการในขอบเขตที่ไม่ถูกครอบงำโดยการปฏิบัติการทางทหาร” พูดง่ายๆ ก็คือ สมัยนี้เขาไม่รบกันด้วยอาวุธเพียงอย่างเดียวแล้ว

Grand strategy ของจีนก็คือ กาารที่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนผลักดันแนวคิด “การสงครามสามประเภท” (Three Warfares) คือสงครามสื่อ, สงครามจิตวิทยา และสงครามกฎหมาย ซึ่งเป็นแนวคิดที่อยู่ในหนัวสือสงครามไร้ขีดจำกัดนั่นเอง

สงครามสื่อ คือการใช้ข้อมูลข่าวสารสร้างเหตุปัจจัยที่เหมาะสม ในเวลานี้จีนอาจจะมีผลงานไม่ดีนักในการทำสงครามสื่อนอกประเทศ แต่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการสร้างกระแสชาตินิยมในประเทศ เราจะเห็นความล้มเหลวและความสำเร็จนี้ในช่วงที่เกิดการประท้วงฮ่องกง ซึ่งทั่วโลกมองจีนด้านลบ (เพราะการโจมตีของสื่อตะวันตก) แต่ในประเทศกลับปลุกกระแสชาตินิยมที่แรงกล้ามากในหมู่คนรุ่นใหม่

(Photo by GREG BAKER / AFP)

สงครามจิตวิทยา ตัวอย่างที่น่าสนใจก็คือการใช้นโยบายการผงาดโดยสันติ (Peaceful Rise) เพื่อทำให้ประชาคมโลกเข้าใจว่าจีนไม่มีเจตนาก้าวร้าว ไม่คิดที่จะก่อสงครามหรือรุกรานประเทศอื่น แนวทางหลักของการผงาดโดยสันติคือการโฆษณาเรื่องกองเรือของเจิ้งเหอในสมัยราชวงศ์หมิง เพื่อชี้ให้ชาวโลกได้เห็นว่า จีนมีแสนยานุภาพมาพอที่จะพิชิตทั่วโลกได้ แต่เลือกที่จะทำการค้าและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมมากกว่า แนวทางนี้จีนใช้มากในช่วงปี 2010

สงครามกฎหมาย คือการใช้ประโยชน์จากกฎหมายในประเทศและต่างประเทศเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม เช่น การอ้างกฎหมายเพื่อแสวงหาความชอบธรรมให้จีน ขณะเดียวกันก็ใช้กฎหมายบั่นทอนความชอบธรรมของศัตรู อย่างไรก็ตาม เราจะเห็นว่าจีนจะส่งกำลังทหารไปยังต่างแดนโดยรอมติของสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเท่านั้น และกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้ จีนใช้วิธีส่งกำลังทหารไปปักหมุด พร้อมๆ กับยกหลักฐานต่างๆ นานา มาอ้างสิทธิเหนือดินแดนนี้ ดังนั้นการทำสงครามกฎหมายของจีนแข็งแกร่งจนหาช่องโหว่ได้ยาก

(Photo by GREG BAKER / AFP)

สมัยนี้เขาไม่รบกันด้วยอาวุธเพียงอย่างเดียว แล้วทำไมประเทศอย่างจีนจึงสะสมอาวุธไม่หยุดหย่อน และเพิ่มจะอวดอาวุธใหม่ๆ ในงานพาเหรดวันชาติ 1 ตุลาคม 2019?

นั่นเพราะเป้าหมายของจีนยังใช้การรบแบบเดิม วิธีสะสมอาวุธแบบเดิมโดยละเลยอำนาจทางเศรษฐกิจ ส่วน Grand strategy จะต้องทำควบคู่กันทั้งในทางการทหารและเศรษฐกิจ ในเวลานี้จีนก้าวถึงอันดับที่ 2 ในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแล้ว และเมื่อมีพลังทางเศรษฐกิจ จีนก็มีเงินทองมากมายที่จะพัฒนาอาวุธเพื่อ “ขู่”

ขณะที่สหรัฐประสบปัญหาอย่างมากในด้านเศรษฐกิจ มีการอัดงบประมาณด้านกลาโหมเพิ่มขึ้นทุกปี แต่มันเกิดขึ้นบนความเสียหายด้านสวัสดิการและความมั่นคงของมนุษย์ เนื่องจากงบประมาณด้านนี้ถูกเฉือนไปช่วยกลาโหมด้วยความเร่งด่วนสุดๆ

เพราะในปี 2018 ยุทธศาสตร์การป้องกันชาติ (National Defence Strategy) ได้ระบุว่าจีนคือคู่แข่งสูงสุดไปเสียแล้ว

(ติดตามตอนต่อไป)

นาซาเผยภาพจุดดำบนผิวดาวพฤหัสบดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602565

  • วันที่ 03 ต.ค. 2562 เวลา 16:51 น.

นาซาเผยภาพจุดดำบนผิวดาวพฤหัสบดี

จุดดำขนาดใหญ่นี้คือเงาของดวงจันทร์บริวารดาวพฤหัสบดี มีขนาดกว้างถึง 3,540 กิโลเมตร

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือ นาซา ได้เปิดเผยภาพถ่ายที่ได้จากยานอวกาศจูโน ซึ่งถ่ายภาพของดาวพฤหัสบดีเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่าน แสดงให้เห็นจุดสีดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบริเวณผิวของดาวพฤหัสบดี

นาซาอธิบายว่าจุดสีดำดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากผิวของดาวพฤหัสบดี แต่เกิดขึ้นจากเงาของดวงจันทร์ Io ซึ่งเป็นหนึ่งในดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสฯพาดผ่านบริเวณพร้อมบดบังแสงจากดวงอาทิตย์ จึงเกิดสุริยคราสขึ้น

สุริยคราสที่ปรากฎนั้นมีขนาดความกว้างถึง 2,200 ไมล์ หรือราว 3,540 กิโลเมตร หากเทียบกับขนาดบนโลกจะเท่่ากับระยะทางระหว่างนครนิวยอร์ก กับลาสเวกัสในรัฐเนวาด้า ของสหรัฐ

 

NASA/JPL-Caltech/SwRI/MSSS Image processing by Kevin M. Gill

 

สำหรับดาวพฤหัสบดีถือเป็นดาวเคราะห์ดวงใหญ่ที่สุดในกาแลคซี่ทางช้างเผือก มีดวงจันทร์บริวารหลายดวง โดยดวงจันทร์ Io นี้มีขนาดใกล้เคียงกับดวงจันทร์ของโลก แต่มีพื้นผิวที่เต็มไปด้วยภูเขาไฟที่ยังคงคุกกรุ่น มากกว่า 400 ลูก ซึ่งยังปะทุซัลเฟอร์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมาเป็นครั้งคราว

ทั้งนี้ ยานจูโน่ได้ถ่ายภาพของดาวพฤหัสบดีในระหว่างการโคจรรอบที่ 22 ของดาวพฤหัสบดี อันเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสำรวจเขตแดนใหม่ของนาซา ซึ่งยานจูโนได้ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 2011 และเดินทางไปถึงดาวพฤหัสฯเมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2016 และมีกำหนดโคจรรอบดาวพฤหัสบดีทั้งสิ้น 37 รอบเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์

หนุ่มรัสเซียฟ้อง Apple อ้างไอโฟนทำเขาเป็นเกย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602541

  • วันที่ 03 ต.ค. 2562 เวลา 14:20 น.

หนุ่มรัสเซียฟ้อง Apple อ้างไอโฟนทำเขาเป็นเกย์

หนุ่มรัสเซียฟ้องบริษัท Apple 1ล้านรูเบิล อ้างไอโฟนทำให้เขากลายเป็นเกย์

มอสโกไทมส์รายงานว่า ชายรายหนึ่งได้เตรียมฟ้องบริษัท Apple Inc. เรียกค่าเสียหายมูลค่า 1 ล้านรูเบิล (15,000 ดอลลาร์) หรือราว 450,000 บาท จากการที่เขาอ้างว่าโทรศัพท์มือถือไอโฟน เปลี่ยนเขาให้กลายเป็นคนรักเพศเดียวกัน

เรื่องดังกล่าวได้รับการเปิดเผยผ่านสถานีวิทยุ Govorit Moskva ซึ่งชายคนดังกล่าวเผยชื่อเพียงว่า D. Razumilov ได้อ้างว่าตนเองติดหล่มในความสัมพันธ์เพศเดียวกัน จากการที่เมื่อปี 2017 เขาได้รับเหรียญคริปโตฯจำนวน 69 เหรียญจากแอปฯที่ชื่อว่า GayCoin พร้อมข้อความเป็นภาษาอังกฤษจากผู้ส่งที่ไม่ระบุชื่อว่า “อย่าตัดสินโดยไม่ลอง” ซึ่งแอปฯดังกล่าวมีให้ดาวน์โหลดผ่าน Appstore

 

“ผมคิดว่าจริงๆแล้ว ผมจะตัดสินบางอย่างโดยไม่ลองได้อย่างไร” เขาจึงตัดสินใจลองมีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน

“ผมมีแฟนหนุ่ม และไม่รู้จะอธิบายให้พ่อแม่ฟังได้อย่างไร” นาย D. Razumilov อ้าง “หลังจากได้รับข้อความดังกล่าวชีวิตผมก็เปลี่ยนไปซึ่งแย่ลงกว่าเดิมและไม่ปกติอีกต่อไป”

Razumilov กล่าวหาว่า Apple ได้ยั่วยุให้เขากลายเป็นคนรักร่วมเพศอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งนั่นทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมาณด้านศีลธรรมและต่อสุขภาพจิต”

ศาลเขต Presnensky ของกรุงมอสโกได้รับฟ้องคดีของ Razumilov แล้วเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งได้เตรียมนัดเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมในวันที่ 17 ต.ค. นี้

ทั้งนี้สำหรับ ชาว LGBT ในรัสเซียต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง คนรักร่วมเพศในรัสเซียหลายคนถูกทำร้ายร่างกายทั้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงจากประชาชนด้วยกันเอง ชาวรักร่วมเพศในรัสเซียบางคนถึงขั้นต้องลี้ภัยออกจากประเทศจากการถูกทารุณกรรมอย่างรุนแรง