การประท้วงที่ฮ่องกงกลายเป็นการต่อต้านจีนเต็มรูปแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602751

  • วันที่ 06 ต.ค. 2562 เวลา 11:15 น.

การประท้วงที่ฮ่องกงกลายเป็นการต่อต้านจีนเต็มรูปแบบ

จุดเริ่มต้นของการประท้วงที่ฮ่องกงคือการต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน แต่เมื่อแคร์รี่ หลั่ม ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงถอนกฎหมายตัวนี้ออกไปตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน การประท้วงก็ไม่ได้ยุติลงไปด้วย ทั้งยังกลายสภาพเป็นการจลาจลทำลายอาคารและสถานที่ราชการ สถานีขนส่งสาธารณะ และล่าสุดคือการมุ่งทำลายร้านค้าของคนจีนและชาวจีนแผ่นดินใหญ่

สำนักข่าว udn ในไต้หวันชี้ว่าการประท้วงได้กลายสภาพจากการต่อต้านกฎหมายส่งตัวให้จีน (ฝ่านซ่งจง) กลายเป็นการต่อต้านจีน (ฝ่านจง)

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า สำนักงานธนาคาร Bank of China (Hong Kong) ในย่านจิมซาจุ่ย ไม่เพียงแต่ถูกทำลายกระจกจนแตกยับเยินเท่านั้น แต่ผู้ประท้วงยังติดสติ๊กเกอร์คำว่า “ร้านของค้าของนาซีคอมมิวนิสต์จีน” การโจมตีครั้งนี้ทำให้ Bank of China ประกาศหยุดให้บริการตามสาขาต่างๆ ในฮ่องกงเพื่อความปลอดภัยของพนักงานและลูกค้า รวมถึงธนาคารอื่นๆ ที่มาจากจีนก็ต้องระงัีบการให้บริการลักษณะเดียวกันเพื่อความปลอดภัย

ด้านสำนักข่าวจีนในฮ่องกง หรือ CNA รายงานว่า ร้านของเสียวหมี่ (Xiaomi) แบรนด์สมาร์ทโฟนยอดนิยมของจีนก็ถูกทำลายโดยม็อบเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ข้าวของในร้านได้รับความเสียหายย่อยยับ

ส่วนร้านโยวผิ่น360 (Best Mart 360) ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับม็อบเสื้อขาวของแก๊งฮกเกี้ยนที่โจมตีผู้ประท้วง แม้ว่าร้านนี้จะชี้แจงแล้วว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งฮกเกี้ยน แต่ก็ยังถูกผู้ประท้วงโจมตีอย่างต่อเนื่อง

รอยเตอร์สรายงานว่า ผู้ประท้วงฉีดพ่นสีสเปรย์ข้อความต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีนไปทั่ว เช่น คำว่า”โค่นล้มพรรคคอมมิวนิสต์” ซึ่งในระยะหลังผู้ประท้วงใช้คำว่า “ไชนาซี” หรือ”นาซีคอมมิวนิสต์จีน” เพื่อโจมตีรัฐบาลจีน แต่มักจะขยายวงไปถึงธุรกิจของชาวจีนแหรือคนจีนแผ่นดินใหญ่ในฮ่องกงด้วย

ขณะเดียวกัน สื่อของทางการจีน เช่น CCTV ก็ประณามการโจมตีของ “ม็อบเสื้อดำ” (เฮยอี) เป็นเหมือนการโจมตีในคืน “คืนกระจกแตก” (Kristallnacht) ของพวกนาซีเมื่อวันที่ 9–10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1938 จะเห็นได้ว่าแต่ละฝ่ายต่างใช้นาซีมาเป็นคำโจมตีกันและกัน

อังกฤษคุ้มครองความเป็นอิสระของผู้พิพากษาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602736

  • วันที่ 05 ต.ค. 2562 เวลา 19:38 น.

อังกฤษคุ้มครองความเป็นอิสระของผู้พิพากษาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18

หลักประกันขั้นพื้นฐานที่จะทำให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างยุติธรรมก็คือ ความเป็นอิสระของผู้พิพากษา การพิจารณาคดีของผู้พิพากษาจะต้องไม่มีอิทธิพลหรืออำนาจใดๆ มาแทรกแซง หรือครอบงำบงการ เช่น สั่งให้ผู้พิพากษาตัดสินคดีตามความต้องการหรือให้เป็นประโยชน์กับบุคคลหนึ่งบุคคลใด เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความเที่ยงธรรมและเป็นไปตามข้อเท็จจริงแห่งคดี

หลักการนี้มีบัญญัติอยู่ในหลักการพื้นฐานสหประชาชาติว่าด้วยความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการในข้อแรกว่า “ความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการต้องได้รับการประกันโดยรัฐและถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายของรัฐ รัฐบาลและหน่วยงานอื่นมีหน้าที่ต้องเคารพและรักษาความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ”

นอกจากนี้ ยังมีกฎบัตรสากลของผู้พิพากษาที่ได้รับการรับรองโดยผู้พิพากษาทั่วโลกระบุว่า “ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการอำนวยความยุติธรรมภายใต้กฎหมาย ทุกสถาบันและทุกหน่วยงานทั้งในระดับชาติและนานาชาติต้องเคารพ คุ้มครอง และปกป้องความเป็นอิสระนั้น”

หลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาเริ่มต้นขึ้นที่ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นต้นแบบของประชาธิปไตยเมื่อศตวรรษที่ 18 โดยปรากฏอยู่ในกฎหมาย The Act of Settlement 1701 เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้พิพากษา โดยกำหนดชัดเจนว่า ผู้พิพากษาต้องมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีอย่างเป็นธรรม โดยมีอิสระในการตัดสินคู่ความทั้งสองฝ่ายด้วยความเป็นธรรมและมีเหตุผล ไม่ตัดสินบนพื้นฐานของแรงกดดันจากฝ่ายบริหารหรือฝ่ายอื่น

การคุ้มครองความเป็นอิสระของผู้พิพากษาตามกฎหมาย Act of Settlement 1701 ของอังกฤษยังถูกนำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐ โดยสหรัฐได้บัญญัติหลักประกันความอิสระเพิ่มเติมจากของอังกฤษไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย เช่น การเพิ่มเงินเดือนผู้พิพากษาให้เพียงพอต่อค่าครองชีพ เพื่อให้ผู้พิพากษามีความเป็นอิสระส่วนตัว ไม่ต้องกังวลกับการหาเลี้ยงชีพอย่างอื่น

ส่วนประเทศเยอรมนี บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 97 ว่า “ผู้พิพากษาต้องมีความเป็นอิสระและอยู่ภายใต้กฎหมายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” โดยระบบกฎหมายของเยอรมนีแบ่งการคุ้มครองความมีอิสระของผู้พิพากษาเป็น 2 ประเภท คือ ความเป็นอิสระในเนื้อหา หมายถึง ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายใด หรือไม่ต้องตกอยู่ในอิทธิพลของบุคคลหรือองค์กรใด และความเป็นอิสระในทางส่วนตัว หมายถึง ผู้พิพากษาจะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากความเกรงกลัวว่าจะได้รับผลร้ายหรือถูกกลั่นแกล้งจากการปฏิบัติหน้าที่ของตน

จะเห็นว่าทุกประเทศล้วนให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระของผู้พิพากษา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่คนในสังคมว่าทุกคนมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม

ส.ส.อินโดฯ เปิดตัวภรรยาสามคนออกสื่อวันรับตำแหน่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602727

  • วันที่ 05 ต.ค. 2562 เวลา 17:30 น.

ส.ส.อินโดฯ เปิดตัวภรรยาสามคนออกสื่อวันรับตำแหน่ง

สภาอินโดฯฮือฮา ส.ส.เปิดตัวภรรยาสามคนโชว์สื่อวันสาบานตน ระบุเพื่อความเท่าเทียมกับภรรยาทั้งสาม

นาย Achmad Fadil Muzakki Syah วัย 39 ปี หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า Lora Fadil สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรค Nasdem Party ได้สร้างความฮือฮาในระหว่างการเข้าสาบานตนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซียเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ด้วยการพาภรรยาทั้งสามคน มาเปิดตัวต่อสื่อและร่วมเป็นสักขีพยานในวันสาบานตนรับหน้าที่ของเขา

ภาพของนายFadil เป็นสมาชิกพรรคNasdem ที่ได้รับเลือกตั้งจากเขตชวาติเมอร์ ทางตะวันออกของเกาะชวา ซึ่งพาภรรยาทั้งสามเปิดตัวต่อสาธาณะในวันสาบานตนนั้น ได้กลายเป็นกระแสไวรัลในผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตของอินโดฯ

นายFadil ได้ให้สัมภาษณ์ต่อ Liputan6.com สื่อท้องถิ่นว่า “ผมมีความตั้งใจที่จะดึงความสนใจจากสื่อมวลชนเพื่อแสดงให้เห็นว่าการมีภรรยาหลายคน (polygamy) นั้นสามารถทำได้ (ภายใต้กฎ nikah sirih) อีกทั้งภรรยาทุกคนยังปรองดอง ไม่มีอะไรต้องเป็นความลับ การพาภรรยาทั้งสามมาร่วมเป็นสักขีพยานในวันสำคัญของผมก็เพื่อความเท่าเทียมของภรรยาทุกคน”

nikah sirih คือการแต่งงานหลายภรรยาที่เป็นไปตามบรรทัดฐานทางศาสนา แต่ไม่ได้รับการยอมรับทางกฎหมายจากรัฐ

นาย Fadil แต่งงานกับภรรยาคนแรกเมื่อ 22 ปีที่แล้ว และแต่งงานกับภรรยาอีกสองคนใน 8 ปีให้หลัง โดยแต่งงานกับภรรยาคนล่าสุดในปี 2013 มีลูก 7 คน

เขายังเผยว่า ไม่มีความลับกับภรรยาทั้งสาม อีกทั้งเขาและภรรยาสามคนยังนอนร่วมเตียงเดียวกัน

ในรายงานข่าวของ https://www.tribunnews.com/ ยังระบุว่าวันแรกของการเข้าสภานั้น ได้ปรากฎภาพนาย Fadil นั่งหลับขณะอยู่ภายในสภาด้วย

ทั้งนี้ อินโดนีเซียยังมีการเปิดเผยผลการรายงานทรัพย์สินของสมาชิกสภาเช่นเดียวกับไทย โดยพบว่านาย Fadil มีมูลค่าทรัพย์สินรวม 1,100,848,905 รูเปียห์ หรือประมาณ 2.3 ล้านบาท ประกอบด้วยทื่ดิน อสังหาฯ รถยนต์ และเงินสด ไม่มีหนี้สิน

อย่างไรก็ดี หลังปรากฎภาพการเปิดตัวดังกล่าว ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาวมุสลิมบางส่วนเช่นกัน โดยนาง Hera Diani บรรณาธิการ Magdalene.co นิตยสารด้านสิทธิสตรีออนไลน์ของอินโดนีเซีย ได้วิจารณ์นายFadil ว่าน่าอับอายอย่างมาก “ฉันจำไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลคนล่าสุดที่เปิดตัวว่ามีหลายภรรยาเป็นใคร .. แม้แต่อดีตรองประธานาธิบดี Hamzah Haz ซึ่งมีภรรยาหลายคน ก็ยังให้เกียรติกับภรรยาคนแรกปรากฎตัวต่อสาธารณะเท่านั้น”

“ฉันรู้สึกรังเกียจมาก ฉันเติบโตมาในฐานะมุสลิม แต่ตกใจกับการแสดงออกของชาวมุสลิมด้วยกัน ที่สนับสนุน polygamy รวมถึงแสดงออกทางศาสนาที่หยาบคายแบบอื่นๆ” นางDiani กล่าว

รายงานจากเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ยังระบุด้วยว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบการเพิ่มขึ้นของประชากรที่มีภรรยาหลายคน ด้วยการแต่งงานตามหลักศาสนา รวมถึงยังมีการเพิ่มจำนวนของผู้ใช้งานแอพออกเดทสำหรับผู้ชายที่หาภรรยาคนที่สอง อีกทั้งพบว่ายังมีการจัดงานสัมนาเกี่ยวกับการสร้างครอบครัวและจัดการครอบครัวแบบpolygamyที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

เบอร์นี่ แซนเดอร์ส ส่อวืดชิงประธานาธิบดี หลังพบปัญหาโรคหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602720

  • วันที่ 05 ต.ค. 2562 เวลา 16:12 น.

เบอร์นี่ แซนเดอร์ส ส่อวืดชิงประธานาธิบดี หลังพบปัญหาโรคหัวใจ

“เบอร์นี แซนเดอร์ส” ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสังกัดเดโมแครต ยุติหาเสียงกระทันหัน หลังแพทย์พบป่วยโรคหัวใจ

นายเบอร์นี่ แซนเดอร์ วัย 78 ปี ผูู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ 2020 ได้ยุติหาเสียงลงกระทันพร้อมเข้ารับการผ่าตัดเมื่อสามวันก่อนหน้านี้ที่โรงพยาบาลในเมืองลาสเวกัส รัฐเนวาด้า โดยทางทีมแพทย์ได้เปิดเผยว่านายแซนเดอร์เข้ารับการผ่าตัดหลังจากเกิดอาการเจ็บหน้าอก เพื่อรักษาอาการหลอดเลือดหัวใจอุดตันเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

โดยล่าสุดทีมหาเสียงของเขาได้เปิดเผยว่า ขณะนี้แซนเดอร์มีอาการดีขึ้นพร้อมเดินทางออกจากโรงพยาบาลแล้ว พร้อมบอกว่านายแซนเดอร์สามารถพูดคุยได้แล้ว และอยู่ในอาการที่ดี แต่ยังไม่ได้ระบุว่าจะสามารถกลับมาหาเสียงได้อีกครั้งเมื่อใด

แต่ทั้งนี้ ภรรยาของเขากล่าวว่า นายแซนเดอร์สจะเข้าร่วมการดีเบตครั้งที่ 4 ของพรรคเดโมแครตซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 15 ต.ค.นี้

ทั้งนี้ นายแซนเดอร์นับว่าเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุด ซึ่งในคราวชิงตำแหน่งประธานาธิบดีก่อนหน้านี้ เขาก็เคยประกาศลงสมัครชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐเช่นกัน แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับผู้สมัครจากพรรคเดียวกัน โดยการประกาศชิงตำแหน่ง2020 ในครั้งนี้ หลายฝ่ายได้ตั้งข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของเขาเช่นกัน ประกอบกับด้วยบุคลิกส่วนตัว และนโยบายหลายอย่างที่ค่อนข้าง”ซ้ายจัด” ยิ่งทำให้หลายฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องยากที่เอาอาจจะชนะในศึกเลือกตั้งที่จะถึงนี้

กระทั่งมีรายงานครั้งนี้ว่าแซนเดอร์ประสบปัญหาด้านโรคเกี่ยวกับหัวใจ ยิ่งทำให้คะแนนนิยมในตัวเขาลดลง ซึ่งจะส่งผลให้โอกาสในการได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนพรรคเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับโดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ในบรรดาผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากฝั่งเดโมแครตนั้น หลายฝ่ายจับตามองไปที่นายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีวัย 76 ปี ซึ่งยังมีสุขภาพแข็งแรง แต่ทว่ากำลังถูกสกัดดาวรุ่งจากประธานาธิบดีทรัมป์ ด้วยการชูประเด็นคอรัปชั่นในบริษัทต่างชาติที่บุตรชายนายไบเดนอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง

แต่เรื่องดังกล่าวทางประธานสภาผู้แทนฯสหรัฐ ก็ได้ประกาศดำเนินสอบสวนเพื่อถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์เช่นกัน โดยกล่าวหาว่าทรัมป์ละเมิดรัฐธรรมนูญด้วยการดึงเอาต่างชาติแทรกแซงการเมืองภายในเช่นกัน

สื่อนอกเสนอข่าวผู้พิพากษาไทยยิงตัวเองกลางศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602714

  • วันที่ 05 ต.ค. 2562 เวลา 14:46 น.

สื่อนอกเสนอข่าวผู้พิพากษาไทยยิงตัวเองกลางศาล

สื่อต่างชาติให้ความสนใจรายงานข่าวผู้พิพากษายิงตัวเองกลางศาลจังหวัดยะลา

สำนักข่าวเดอะการ์เดี้ยนได้รายงานข่าวกรณีที่นายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดยะลา ยิงตัวเองในศาล สืบเนื่องจากคดีความทื่ผู้พิพากษาท่านนี้ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ ได้อ้างว่าตนเองถูกแทรกแซงในกระบวนการพิจารณาคดีเกี่ยวกับความมั่นคง

เดอะการ์เดี้ยนได้อ้างรายงานข่าวจากเว็บไซต์บางกอกโพสต์ว่า การบาดเจ็บของเขาไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ยังคงมีอาการสาหัสและเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลยะลา

การ์เดี้ยนยังระบุอีกว่า หลังจากเกิดเหตุดังกล่าว ได้ปรากฎคำแถลงการณ์ของผู้พิพากษาคณากร ที่กล่าวแสดงความกังวลถึงการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของไทยซึ่งใช้อำนาจตัดสินความผิดตามเป้าหมายทางการเมือง

ด้านนิวสเตรตส์ไทมส์ สื่อของมาเลเซีย เป็นอีกหนึ่งสื่อต่างชาติที่รายงานข่าวเช่นกันว่า นายคณากร ได้ใช้ปืนพกยิงเข้าที่บริเวณหน้าอกของตนเองจำนวนหนึ่งนัด ในขณะที่เป็นประธานพิจารณาคดีดังกล่าวเมื่อเวลา 12.30 น. ที่ศาลในจังหวัดยะลาซึ่งอยู่ติดกับรัฐเกดะห์และเปรักของมาเลเซีย

เช่นเดียวกับสำนักข่าวนิวยอร์กไทมส์ และสำนักข่าวซินหัว ที่รายงานเหตุการณ์ดังกล่าวเช่นกัน พร้อมทั้งยังระบุถึงคำแถลงของโฆษกศาลที่กล่าวว่า การกระทำของผู้พิพากษาคณากร นั้นเป็นไปเพราะความเครียดส่วนตัว

ที่มา : https://www.theguardian.com/world

https://www.nst.com.my/world/

https://www.nytimes.com/

http://www.xinhuanet.com/

ฮ่องกงเดือดหนักหลังงัดกฎหมายฉุกเฉิน ตำรวจใช้กระสุนยิงม็อบเจ็บเป็นรายที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602701

  • วันที่ 05 ต.ค. 2562 เวลา 12:08 น.

ฮ่องกงเดือดหนักหลังงัดกฎหมายฉุกเฉิน ตำรวจใช้กระสุนยิงม็อบเจ็บเป็นรายที่ 2

ม็อบฮ่องกงเดือดหลังทางการใช้กฎหมายพิเศษ จุดไฟเผาสถานีรถไฟฟ้า ผู้ประท้วงเด็กชายวัย 14 ปี ถูกลูกหลงกระสุนตำรวจ บาดเจ็บเป็นรายที่สอง

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า หลังจากที่เมื่อวานนี้ นางแคร์รี่ แลม ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงได้ประกาศใช้กฎหมายฉุกเฉินพิเศษ ห้ามผู้ชุมนุมสวมหน้ากาก หรือเครื่องป้องกันใบหน้าในระหว่างการชุมนุม ซึ่งกฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายเก่าแก่จากยุคอาณานิคม และเป็นการประกาศใช้กฎหมายฉุกเฉินเป็นครั้งแรกในรอบ 52 ปี

 

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้ช่วงคืนที่ผ่านมา (4 ต.ค.) ต่อเนื่องถึงรุ่งสางของวันนี้ มีรายงานผู้ประท้วงชาวฮ่องกงปะทะเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายพื้นที่ ทั้งบริเวณย่านเซนทรัล และย่านเกาลูน มีรายงานเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม

มีรายงานว่ากลุ่มผู้ชุมนุมได้วางเพลิงสถานีรถไฟฟ้าหลายแห่ง รวมถึงทำลายขบวนรถไฟเปล่า มีการจุดไฟและขว้างระเบิดเพลิงใส่ตำรวจ

กระทั่งช่วงเช้าวันนี้ (5 ต.ค.) ทางการตำรวจฮ่องกงได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติภารกิจระงับเหตุรุนแรงในเขตหยวนหลง ซึ่งมีกลุ่มผู้ประท้วงชุดดำเข้ามาล้อมรถของเจ้าหน้าที่จึงเกิดเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้ชุมนุม ทางตำรวจจึงยิงกระสุนออกไปหนึ่งนัดเพื่อป้องกันตนเอง แต่กระสุนถูกเข้าที่ขาของหนึ่งในผู้ประท้วงซึ่งเป็นเด็กชายวัย 14 ปี จนได้รับบาดเจ็บ

 

มีรายงานว่าเด็กชายคนดังกล่าวถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล Pok Oi Hospital แล้ว โดยยังไม่มีความชัดเจนถึงอาการบาดเจ็บ

เหตุการณ์นี้นับว่าเป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์ หลังจากที่เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา ตำรวจฮ่องกงได้ใช้กระสุนยิงผู้ชุมนุมวัย 18 ปี ในเขตฉวนว่านระยะเผาขนจนได้รับบาดเจ็บเช่นกัน โดยสำหรับอาการบาดเจ็บของผู้ที่ถูกยิงเป็นรายแรกนี้จะมีบาดแผลสาหัส แต่ไม่ได้เป็นอันตรายแก่ชีวิต

ด้านเอ็มทีอาร์ (MTR) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าในฮ่องกง ได้ประกาศปิดให้บริการเดินรถเป็นการชั่วคราวตลอดช่วงเช้าวันนี้ ต่อเนื่องจากเหตุรุนแรงตั้งแต่ช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยยังไม่ชัดเจนว่าจะกลับมาให้บริการได้อีกครั้งเมื่อใด ซึ่งนอกจากรถไฟฟ้าแล้ว ทางบริษัทยังต้องยุติการเดินรถราง รถไฟรางเบา และรถไฟเชื่อมสนามบินตลอดวันเช่นกัน จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

เจ้าชายแฮร์รี่เปิดศึกฟ้องสื่อ แอบดักฟังโทรศัพท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602686

  • วันที่ 05 ต.ค. 2562 เวลา 10:17 น.

เจ้าชายแฮร์รี่เปิดศึกฟ้องสื่อ แอบดักฟังโทรศัพท์

เจ้าชายแฮร์รี่ฟ้องร้องดำเนินคดีสื่อดัง “เดลีมิร์เรอร์ และเดอะซัน” ฐานลอบดักฟังข้อความเสียง

สื่ออังกฤษรายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่ ดยุกแห่งซัสเซกส์ ทรงเดินหน้าดำเนินคดีฟ้องร้องต่อสื่อแทบลอยด์ชื่อดังสองราย คือเดลีมิร์เรอร์ และเดอะซัน ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการลอบดักฟังข้อความเสียงส่วนพระองค์อย่างผิดกฎหมาย

รายงานข่าวดังกล่าวได้รับคำยืนยันจากสำนักพระราชวังบักกิ้งแฮม ว่าเจ้าชายทรงดำเนินการฟ้องร้องต่อบริษัทเจ้าของสื่อชื่อดังทั้งสองแห่งจริง

การฟ้องร้องครั้งนี้มาขึ้นหลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่เมแกน ดัชเชส แห่งซัสเซกส์ พระชายา ได้เริ่มกระบวนการฟ้องร้องทางกฎหมายกับหนังสือพิมพ์เมล์ออนซันเดย์ จากการที่เผยแพร่จดหมายส่วนตัวของเธอถึงนายโธมัส มาร์เคิล ผู้เป็นบิดา

เจ้าชายแฮร์รี่ทรงตรัสถึงกรณีดังกล่าวโดยตำหนิสื่อเหล่านี้ว่า กำลังคุกคามพระชายาของพระองค์เฉกเช่นเดียวกับที่เจ้าหญิงไดอาน่า พระมารดาผู้ล่วงลับเคยเผชิญมาแล้วเช่นกัน

เจ้าชายทรงรับสั่งว่า จะไม่ทรงทนมองพระชายาต้องทนทุกข์ใจและเป็นเหยื่อต่อสื่อหิวข่าวเหล่านี้อย่างแน่นอน

ด้านโฆษกของ News Corp UK & Ireland Limited บริษัทเจ้าของหนังสือพิมพ์เดอะซัน ซึ่งมีมหาเศรษฐีเจ้าพ่อสื่ออย่างรูเพิร์ต เมอร์ด็อค ถือหุ้นใหญ่ ได้แถลงยืนยันว่าถูกเจ้าชายฟ้องร้องจริง

อย่างไรก็ดี ข้อฟ้องร้องของสองสื่อใหญ่นั้น ไม่ได้ระบุรายละเอียดถึงการดักฟังข้อความเสียงว่าเกิดขึ้นเมื่อเวลาใด แต่เป็นการรุกคืบของทั้งดยุกและดัชเชสที่ต้องการเปิดศึกฟ้องร้องสื่อ หลังจากที่พบว่าช่วงหลังสื่อแท็บลอยด์ในอังกฤษมักรายงานข่าวด้านลบเกี่ยวกับพระองค์และพระชายาอยู่บ่อยครั้ง โดยครั้งล่าสุดที่มีการระบุถึงการใช้เงินภาษีตกแต่งพระตำหนักฟอล์กมอร์เฮาส์ใหม่ รวมถึงเช่าเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวเดินทางพักผ่อนส่วนพระองค์

ทั่วโลกแบนพาราควอตแล้ว 53 ประเทศ ไทยจะไปทางไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602660

  • วันที่ 04 ต.ค. 2562 เวลา 19:50 น.

ทั่วโลกแบนพาราควอตแล้ว 53 ประเทศ ไทยจะไปทางไหน?

พาราควอต เป็นหนึ่งในสารกำจัดศัตรูพืชที่ใช้มาอย่างยาวนานทั่วโลก และยังเป็นสารเคมีที่อันตรายและเป็นที่ถกเถียงมากที่สุดด้วย

สารพาราควอตถูกสังเคราะห์ขึ้นมาตั้งแต่ปี 1882 แต่โลกรู้จักคุณสมบัติด้านการกำจัดวัชพืชของพาราควอตในปี 1995 หรืออีก 73 ปีให้หลัง และถูกนำมาผลิตและจัดจำหน่ายครั้งแรกโดยบริษัท ICI ของอังกฤษในช่วงต้นปี 1962 จนกระทั่งเป็นหนึ่งในสารกำจัดวัชพืชที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย

สหภาพยุโรปอนุมัติให้ใช้สารพาราควอตเมื่อปี 2004 แต่สวีเดน เดนมาร์ก ออสเตรีย และฟินแลนด์ร่วมกันคัดค้านจนนำมาสู่การแบนในอีก 3 ปีต่อมา เนื่องจากมีงานวิจัยยืนยันว่าสารเคมีดังกล่าวเป็นอันตรายต่ออวัยวะสำคัญ อาทิ ตับ ไต หัวใจ และระบบทางเดินหายใจ ส่วนในสหรัฐมีการจำกัดการใช้อย่างเข้มงวด คือต้องได้รับใบอนุญาตจากทางการเท่านั้น

ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในเอเชียและละตินอเมริกา นิยมใช้สารพาราควอตอย่างแพร่หลาย เนื่องจากกำจัดวัชพืชได้รวดเร็วและสลายลงสู่พื้นดินได้ง่าย

นอกจากนี้ เกษตรกรยังใช้พาราควอตเพื่อเสริมประสิทธิภาพของสารกำจัดวัชพืชยอดนิยมอย่างไกลโฟเซต หรือที่รู้จักในชื่อสามัญว่าราวด์อัพ ที่พัฒนาขึ้นโดยสหรัฐ และมักนำมาจะใช้กับพืชตัดแต่งพันธุกรรมอย่างถั่วเหลือง ข้าวโพด และพืชอื่นที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้คงทนต่อสารไกลโฟเซต

ทว่า เมื่อต้นปี 2015 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้ไกลโฟเซตเป็นสารก่อมะเร็ง ขณะที่กำหนดให้พาราควอตเป็นสารเคมีอันตรายปานกลาง แต่มีข้อสังเกตไว้ในรายงานว่าหากถูกดูดซึมเข้าร่างกายจะมีผลต่อสุขภาพในระยะยาว และเป็นอันตรายแก่ชีวิตหากรับประทานหรือสัมผัสกับผิวหนังป็นบริเวณกว้าง

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างพาราควอตกับการเกิดโรคพาร์กินสัน อาทิ ผลการศึกษาของสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐเมื่อปี 2011 พบว่าสารพาราควอตทำให้เกิดอนุพันธุ์ออกซิเจนที่เป็นอันตรายกับโครงสร้างของเซลล์ และคนที่ใช้พาราควอตหรือยาปราบศัตรูพืชอื่นๆ มีโอกาสเป็นโรคพาร์กินสัน ส่วนผลวิจัยอีกฉบับที่ตีพิมพ์ในวารสาร Neurology เมื่อปี 2013 พบว่าการได้รับสารพาราควอตทำให้เสี่ยงเป็นพาร์กินสันมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า

ขณะที่ประเทศไทยกำลังผลักดันการแบนสารเคมีอันตราย โดยหนึ่งในนั้นมีพาราควอตด้วย ทั่วโลกสั่งห้ามใช้สารพาราควอตแล้วถึง 53 ประเทศ  อาทิ กัมพูชา ลาว เวียดนาม จีน เกาหลีใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ เยอรมนี ฮังการี และจำกัดการใช้อย่างเข้มงวดอีก 17 ประเทศ อาทิ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สหรัฐ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

ฮ่องกงผ่อนคลายกฎไฟเขียวให้ตำรวจใช้กระสุนจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602670

  • วันที่ 04 ต.ค. 2562 เวลา 19:09 น.

ฮ่องกงผ่อนคลายกฎไฟเขียวให้ตำรวจใช้กระสุนจริง

ทางการฮ่องกงผ่อนปรนแนวทางการใช้กำลังรับมือผู้ประท้วง ให้อำนาจตำรวจตัดสินใจตั้งรับสถานการณ์ยุ่งยากมากขึ้น

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่าทางการตำรวจฮ่องกงได้แก้ไขระเบียบปฏิบัติภายในว่าด้วยการใช้กำลังรับมือผู้ประท้วงของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทที่ 29 ว่าด้วยคู่มือการใช้กำลัง โดยเปลี่ยนประโยคจาก “เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง” เป็น “เจ้าหน้าที่ต้องใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจว่าจะใช้กำลังในระดับใดเพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ตรงหน้า”

นอกจากนี้ ยังระบุว่าหากเจ้าหน้าที่ถูกผู้ประท้วงทำร้ายร่างกายจนเกิดหรืออาจเกิดการบาดเจ็บสามารถใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง กระสุนถุงตะกั่ว กระสุนหัวฟองน้ำ หัวฉีดน้ำแรงดันสูง กระสุนพริกไทย (pepper balls) สเปรย์พริกไทย หรือการใช้มือเป็นอาวุธ ขณะที่ในอดีตสามารถใช้เพียงกระบอง สเปรย์พริกไทย เท่านั้นกับการทำร้ายร่างกายที่ทำให้บาดเจ็บเล็กน้อย

ในระเบียบปฏิบัติที่แก้ไขใหม่ยังอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้กระสุนจริงหากถูกผู้ประท้วงทำร้ายร่างกายจนเกิดหรืออาจเกิดการบาดเจ็บร้ายแรงหรือเสียชีวิต หากเป็นระเบียบฉบับเก่าเจ้าหน้าจะที่ใช้กระสุนจริงได้ก็ต่อเมื่อผู้ประท้วงทำร้ายร่างกายโดยตั้งใจให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บร้ายแรงหรือเสียชีวิตเท่านั้น

เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเผยกับ South China Morning Post ว่าระเบียบปฏิบัติฉบับใหม่บังคับใช้ตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ใช้เฉพาะกับเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกฝนแล้วเท่านั้น โดยเพิ่งบังคับใช้กับเจ้าหน้าที่ทั้งหมดเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ก่อนวันชาติจีนเพียง 1 วัน จนเกิดการยิงกระสุนจริงใส่ผู้ประท้วงบาดเจ็บสาหัส 1 รายในวันชาติจีน

ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว ตำรวจฮ่องกงยิงแก๊สน้ำตาราว 1,400 นัด กระสุนหัวฟองน้ำ 230 นัด กระสุนถุงตะกั่ว 190 นัด กระสุนยาง 900 นัด กระสุนจริง 6 นัด ซึ่งถือเป็นการใช้อาวุธมากที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่มีการประท้วง เพื่อตอบโต้ที่ผู้ประท้วงขว้างระเบิดขวดใส่เจ้าหน้าที่

ฮ่องกงใช้กฎหมายฉุกเฉินครั้งแรกรอบ 50 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602658

  • วันที่ 04 ต.ค. 2562 เวลา 16:28 น.

ฮ่องกงใช้กฎหมายฉุกเฉินครั้งแรกรอบ 50 ปี

ฮ่องกงงัดกฎหมายพิเศษจากยุคอาณานิคมเป็นครั้งแรกในรอบ 52 ปี ห้ามผู้ประท้วงปิดบังใบหน้า

นางแคร์รี่ แลม ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงได้ออกแถลงการณ์ในวันนี้ (4 ต.ค.) ประกาศใช้กฎหมายฉุกเฉินเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1967 ห้ามไม่ให้มีการสวมหน้ากากหรืออุปกรณ์ปิดบังใบหน้าทุกชนิดระหว่างเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ผู้ใดก็ตามที่ฝ่าฝืนอาจต้องรับโทษจำคุกนานสูงสุดเป็นเวลา 1 ปี หรือปรับเป็นเงิน 25,000 ดอลลาร์ฮ่องกง

คำประกาศดังกล่าวนับเป็นการประกาศใช้อำนาจพิเศษซึ่งเป็นกฎหมายจากยุคอาณานิคมเป็นครั้งแรกในรอบ 52 ปี โดยทางการฮ่องกงหวังจะใช้อำนาจตามกฎหมาพิเศษฉบับนี้ควบคุมสถานการณ์ชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อ ซึ่งผู้ประท้วงมักสวมหน้ากากหรืออุปกรณ์ปิดบังใบหน้าในระหว่างการร่วมชุมนุม

นางแลมกล่าวว่า การใช้กฎหมายนี้ไม่ได้หมายถึงฮ่องกงอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่หวังเพื่อควบคุมสถานการณ์ประท้วง

การชุมนุมในฮ่องกงโดยเฉพาะช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งตรงกับครบรอบ70 ปี การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยิ่งส่งผลให้สถานการณ์ประท้วงรุนแรงยิ่งขึ้นหลังจากมีรายงานว่าตำรวจได้ใช้กระสุนจริงยิงผู้ประท้วงซึ่งเป็นนักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่ง โดยตำรวจระบุว่าเพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง ยิ่งทำให้ความไม่พอใจของผู้ประท้วงทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น