ห้ามใส่หน้ากากไม่ได้ผล คนฮ่องกงใส่ทุกอย่างปิดหน้าประท้วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602815

  • วันที่ 07 ต.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

ห้ามใส่หน้ากากไม่ได้ผล คนฮ่องกงใส่ทุกอย่างปิดหน้าประท้วง

หลังจากที่รัฐบาลมีคำสั่งห้ามสวมหน้ากากในที่ชุมนุม โดยใช้กฎหมายที่ตราขึ้นตั้งแต่สมัยฮ่องกงเป็นอาณานิคมอังกฤษ ชาวฮ่องกงหลายพันคนก็ยังออกมาชุมนุมโดยสวมหน้ากากและสิ่งของปกปิดใบหน้ารูปแบบต่างๆ พร้อมร้องตะโกนว่า `’การสวมหน้ากากไม่ใช่อาชญากรรม’

คำสั่งห้ามมีผลบังคับใช้ในวันเสาร์ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นในช่วงสองวันที่ผ่านมา ในการชุมนุมวันที่ 6 ตุลาคม บรรดาผู้ชุมนุมพยายามหลีกเลี่ยงหรือล้อเลียนคำสั่งห้ามสวมหน้ากาก ด้วยการนำหน้ากากที่ใช้ในการแสดง ของที่ระลึก ของเล่น หรือแม้แต่ถุงกระดาษมาปิดบังใบหน้า

ขณะเดียวกัน เดนนิส กว๊อก สมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายประชาธิปไตย กล่าวว่าศาลสูงปฏิเสธที่จะให้ถอนคำสั่งห้ามการสวมหน้ากาก

Photo by Mohd RASFAN / AFP

Photo by Anthony WALLACE / AFP

Photo by Philip FONG / AFP

Photo by Philip FONG / AFP

Photo by Philip FONG / AFP

Photo by Mohd RASFAN / AFP

Photo by Mohd RASFAN / AFP

Photo by Philip FONG / AFP

HSBCเตรียมปลดพนักงานถึง10,000 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602844

  • วันที่ 07 ต.ค. 2562 เวลา 15:17 น.

HSBCเตรียมปลดพนักงานถึง10,000 คน

หนังสือพิมพ์ Financial Times รายงานว่า ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) กำลังวางแผนที่จะปลดพนักงานมากถึง 10,000 คน นับเป็นข่าวร้ายครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการประกาศลาออกจากตำแหน่งของผู้บริหารระดับสูง และก่อนหน้านี้ยังประกาศหั่นตำแหน่งงานไป 4,000 ตำแหน่งเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่สู้ดีนัก

การปลดตำแหน่งงานครั้งล่าสุด ส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งที่มีเงินเดือนสูง และเป็นส่วนหนึ่งของแผนลดต้นทุนที่ผลักดันโดยโนเอล ควินน์รักษาการซีอีโอ เนื่องจาก HSBC ต้องดิ้นรนเพื่อปรับตัวให้เข้ากับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ปัญหา Brexit และสงครามทางการค้าระยะยาว

Financial Times อ้างแหล่งข่าวไม่เผยชื่อว่า “เรารู้มาหลายปีแล้วว่าเราต้องทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับต้นทุนพื้นฐานของเรา ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ใหญ่ที่สุดซึ่งก็คือคน ในที่สุดเราจับจุดที่เป็นปัญหารบกวนได้”

แหล่งข่าวเผยว่า “เราถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงมีพนักงานมากมายในยุโรป เมื่อเราได้รับผลตอบแทนเป็นตัวเลขสองหลักในภูมิภาคเอเชีย”

เมื่อเดือนที่แล้ว ธนาคาร HSBC ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน ได้ประกาศข่าวที่น่าตกใจว่า จอห์น ฟลินท์ ลาออกจากตำแหน่งซีอีโอ หลังจากอยู่ในตำแหน่งเพียง 18 เดือน ในเวลาเดียวกัน HSBC เปิดเผยว่าจะลดตำแหน่งงาน 2% ของพนักงานทั่วโลกของตนหรือประมาณ 4,000 ตำแหน่ง ในการปรับโครงสร้างใหม่ มุ่งเป้าไปที่การต้านทานภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน

HSBC ยังคงรายงานกำไรสุทธิครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 18.6% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 8,5000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีกำหนดรายงานผลประกอบการไตรมาสสามช่วงสิ้นเดือนตุลาคม

อนาคตกษัตริย์อังกฤษเชียร์วิลล่า ทรงเฮลั่นหลังถล่มนอริช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602823

  • วันที่ 07 ต.ค. 2562 เวลา 13:23 น.

อนาคตกษัตริย์อังกฤษเชียร์วิลล่า ทรงเฮลั่นหลังถล่มนอริช

เจ้าชายจอร์จ พระชนมายุ 6 พรรษา เสด็จพร้อมกับพระบิดา คือเจ้าชายวิลเลียม และพระมารดา คือดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ พร้อมด้วยพระขนิษฐาน คือเจ้าหญิงชาร์ล็อตต์ ไปทอดพระเนตรเกมการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมแอสตันวิลลากับทีมนอริชซิตี้่ ที่สนามแคร์โรวโรด

หลังจากที่ทีมแอสตันวิลลาทำประตูที่ 5 ได้ เจ้าชายน้อยก็ทรงกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดี ซึ่งคาดว่าเป็นการทอดพระเนตรฟุตบอลครั้งแรกของพระองค์ และยังอาจเป็นเกมการแข่งขันแรกที่ทรงทอดพระเนตรร่วมกับเจ้าชายวิลเลียม พระบิดา

ทั้งนี้ เจ้าชายวิลเลียมยังเป็นแฟนฟุตบอลตัวยง และทรงไปชมการแข่งขันประจำที่สนามวิลล่าพาร์ค โดยเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ทรงเชียร์ทีมวิลลาที่สนามเวมบลีย์ด้วย โดยวิลลาเอาชนะดาร์บี้เคานตี้และได้กลับมาล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

ภาพอาการดีใจสุดๆ ของเจ้าชายน้อยทำให้แฟนฟุตบอลรู้สึกยินดีไปตามๆ กัน โดยมีผู้แสดงความเห็นกันอย่างล้นหลาม เช่น ความเห็นหนึ่งที่เว็บไซต์ข่าว Daily Mail ยกมาบอกว่า “รักความมีแพสชั่นของพระองค์ที่ทรงมีให้ทีมของพระองค์ไปเรียบร้อยแล้ว”

อีกความเห็นบอกว่า “ทรงโตเร็วมาก! ดีมากที่ได้เห็น และเด็กทุกคนควรมีประสบการณ์ดีใจสุดๆ แบบนี้ รู้จักเวลาที่จะชนะ และเวลาที่จะแพ้ เป็นบทเรียนการเรียนรู้ชีวิต”

อีกความเห็นบอกว่า “ฉันรักมากที่เห็นครอบครัวเคมบริดจ์เป็นครอบครัวธรรมดา มีความสุข เป็นครอบครัวที่รักใคร่ และสนุกร่วมกัน”
.

ธนาธรคุยประชาธิปไตยที่ฮ่องกง เตือนอย่าให้อยู่ในสภาพเดียวกับประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602809

  • วันที่ 07 ต.ค. 2562 เวลา 10:47 น.

ธนาธรคุยประชาธิปไตยที่ฮ่องกง เตือนอย่าให้อยู่ในสภาพเดียวกับประเทศไทย

ในระหว่างร่วมการสัมนา Open Future Festival ที่ฮ่องกงเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ขึ้นเวทีพร้อมกับ Tim Wilson สมาชิกสภาพผู้แทนราษฎรของออสเตรเลีย (ซึ่งทั้ง 2 คน ได้ถ่ายภาพร่วมกับโจชัว หว่องในงานนี้ด้วย)

ระหว่างการสัมมนา พิธีกรได้ซักถามว่าทำไมนายธนาธรจึงเข้ามาทำงานการเมืองและยังหวังว่าพรรคอนาคตใหม่จะประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าหมายหรือไม่ นายธนาธรได้ตอบว่า “ในการที่จะโค่นล้มระบอบทหารคุณจะต้องมีความเคลื่อนไหวทั้งนอกสภาและในสภา ผมคิดว่าจะต้องไปด้วยกัน ไม่มีทางอื่นที่คุณจะสร้างพลังผลักดัน คือพลังภายในและพลังภายนอก”

ในส่วนของวิกฤตการเมืองไทย นายธนาธรตอบว่า “ขบวนการเสื้อเหลืองคือวิกฤตการที่ถูกสร้างขึ้นมา ถ้าคุณมองวิกฤตการการเมืองในประเทศไทย การรัฐประหารทำให้เราแตกแยก ทำให้เรามีความเห็นตรงข้ามทางการเมือง เพื่อที่จะใช้หลักการแบ่งแยกและปกครองประชาชน (devide and conquer) และก็สำคัญด้วยเพราะมีความขัดแย้งระหว่างประชาชน เพื่อที่พวกเขา (ทหาร) จะให้คนเข้าใจว่าประชาธิปไตยคือปัญหา เผด็จการคือทางออก ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่พวกเขาต้องการให้เกิดภาพลักษณ์แบบนั้น เขาอยากให้ประชาชนได้เห็นแบบนั้น และคนที่ได้ประโยชน์ คนที่เปลี่ยนสถานการณ์ให้เป็นทุนจากวิกฤตครั้งนี้ก็คือนายทุนใหญ่ ครอบครัวที่มีอิทธิพลไม่กี่ครอบครัว บุคคลที่มีความใกล้ชิดกับการทำรัฐประหารนี่คือผู้ที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้”

นายธนาธรยังเอ่ยถึงสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นปัญหารากเหง้าของไทยว่า “ในปี 2018 Credit Suise ธนาคารแห่งหนึ่ง ปล่อยรายงานว่าด้วยช่องว่างระหว่างคนรวยคนจน และประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่แย่ที่สุดในโลก คนรวย1% ครอบครองความมั่งคั่งของทั้งประเทศราว 67% แย่ที่สุดในโลก และแย่ลงมานับตั้งแต่ปี 2016 รายงานเดียวกันระบุว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 3 ตามหลังอินเดียและรัสเซีย และเมื่อถึงปี 2018 เราแย่ที่สุด ผมจึงคิดว่ามีความเชื่อมโยงใกล้ชิดระหว่างความไม่เท่าเทียมกันกับการปกครองของคณะรัฐประหาร สิ่งที่เราพยายามทำก็คือ เฮ้ ดูสิ การแตกแยกของประชาชน ระหว่างเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง ความแตกแยกนี้ไม่ถูกต้อง ความแตกแยกที่แท้จริงคือความแตกแยกแนวราบ (คือ) ประชาชนทั้งหมดและคณะรัฐประหาร นี่คือภาพใหม่ที่เราต้องการจะทำให้เห็น”

ต่อข้อซักถามว่าการฟื้นประชาธิปไตยในประเทศทำให้รู้สึกกดดันหรือไม่ นายธนาธรตอบว่า “ผมอยากบอกให้ทราบว่า estblishmet เอ่อ คณะรัฐประหารกลัวการมีอยู่ของเรา คนที่เลือกพรรคเราเป็นคนรุ่นใหม่ สิ่งที่เขาทำคือสกัดผมไม่ให้เขาไปในสภา แม้ว่าผมจะได้รับเลือกจากประชาชนก็ตาม ในส่วนของคำถาม ผมคิดว่าผมมีหวัง ประเทศไทยเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีที่สุดของสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนถูกเมินเฉย”

นายธนาธรกล่าวต่อไปว่า “ในทศวรรษที่ 1990 ประเทศไทยเคยมีประชาธิปไตยที่รุ่งเรือง เราเคยเป็นตัวอย่างให้ประชาชน 200 ล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคแผ่นดินใหญ่ ในพม่า ในลาว ในกัมพูชา ในเวียดนาม ผู้คนหลายร้อยล้านคนยังมีชีวิตอยู่ใต้ระบอบอำนาจนิยม เราจึงเชื่อว่า ประเทศไทยที่มีประชาธิปไตยจะมีคุณูปการต่อภูมิภาคนี้มากขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้น หากคุณไม่ลุกขึ้นสู้ และไม่ปกป้องประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน ผมคิดว่านี่คือความผิดพลาด และต้นทุนของมันสูงมาก เราอยู่ในความขัดแย้งทางการเมืองมา 13 ปีแล้ว 13 ปีแล้ว! ดังนั้นต้นทุนมันสูงมาก ผมอยากจะขอร้องทุกท่าน ทุกคน คุณจำเป็นต้องปกป้องสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหนก็ตาม มันเป็นเรื่องของเราทุกคน เราต้องปกป้องประชาธิปไตย ไม่อย่างนั้นคุณก็อาจอยู่ในสภาพเดียวกับประเทศไทย”

นายธนาธรยังเอ่ยถึงฮ่องกง ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานสัมมนาว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในฮ่องกงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านเป็นแรงบันดาลใจให้เราด้วย เราย้อนกลับไปในปี 2018 ตอนที่เรากำลังตัดสินใจจะตั้งพรรค ตอนั้นมี 2 ทางเลือก คือจะเป็นขบวนการ หรือควรจะเป็นพรรคการเมือง มีการถกเถียงกันใหญ่ในหมู่สมาชิกผู้ก่อตั้งพรรคว่าควรจะจัดการให้เป็นขบวนการทางการเมืองหรือพรรคการเมือง และเราสรุปที่พรรคการเมือง เพราะบาดแผลจากการกวาดล้างเมื่อปี 2010 ยังคงไม่ประสาน การกวาดล้างโดยทหารเมื่อปี 2010 มีคนถูกยิงตายมากกว่า 100 คน บาดเจ็บอีกกว่า 1,000 คน เพราะการกวาดล้าง เราจึงตระหนักว่า พวกนั้นจะทำทุกอยางที่ทำได้เพื่อรักษาอำนาจตัวเอง เราจึงคิดว่าบางทีสาธารณชนอาจยังไม่พร้อมกับความเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้ง ความกลัวยังอยู่ในหัวใจของประชาชน ดังนั้นจึงมีทางเลือกเดียวเหลือคือพรรคการเมือง ผมจึงคิดว่าฮ่องกงเป็นแรงบันดาลใจให้เรา”

ธนาธรประกบโจชัว หว่อง หวังร่วมมือต้านอนุรักษ์นิยมในเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602802

  • วันที่ 07 ต.ค. 2562 เวลา 09:14 น.

ธนาธรประกบโจชัว หว่อง หวังร่วมมือต้านอนุรักษ์นิยมในเอเชีย

ในเฟซบุ๊คของ โจชัว หว่อง โพสต์ภาพของตัวเขากับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โดยมีข้อความในภาษาจีนดังนี้

ขอบคุณ “The Economist” ที่จัดเวที open Future Forum เมื่อคืนที่ผ่านมาเชิญผู้นำทางการเมืองจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกขึ้นมาฮ่องกง เพื่อแลกเปลี่ยน และให้ทุกคนมารวมตัวกันเพื่อแบ่งปันมุมมองของเราเกี่ยวกับเมืองและอนาคตของโลก

สำหรับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เขาได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่เมื่อปีที่แล้ว นอกเหนือจากการวางแนวทางที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้นเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและการกระจายความมั่งคั่งอย่างเป็นธรรม เขายังสนับสนุนการให้นำทหารออกจากการเมืองของไทยและการกลับคืนสู่รัฐบาลของปัญญาชน (อันที่จริงฮ่องกงมีความต้องการที่แตกต่างกันมาก)

ด้วยการทำลายสถานการณ์ทางการเมืองแบบเดิม ในการเลือกตั้งครั้งแรกทำให้พรรคกลายเป็นพรรคอันดับที่ 3 ซึ่งชนะมากกว่า 80 ที่นั่งในรัฐสภา แต่ในขณะเดียวกันต้องเผชิญการฟ้องร้องโดยรัฐบาลทหารที่ฟ้องร้องในข้อหาปลุกระดม ซึ่งอาจต้องโทษการจำคุก 9 ปี แต่ก็ะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของพลังที่สามที่เกิดขึ้นใหม่ในเวทีการเมือง

เมื่อผมได้พูดคุยกับเขา ผมบอกว่าผมถูกขังคุกเป็นเวลา 12 ชั่วโมงที่สนามบินในกรุงเทพฯ โดยรัฐบาลไทยเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ต่อมาผมได้รับแจ้งว่าถูกขึ้นบัญชีดำและส่งตัวกลับ แม้ว่าผมจะไม่รู้ว่าผมจะมีโอกาสไปเที่ยวประเทศไทยเมื่อใด ผมไม่รู้ว่าทางการไทยจะปฏิเสธไม่ให้ผมเข้ามาในอนาคตหรือไม่ และยังไม่แน่ชัดว่าเขา (ธนาธร) จะถูกปฏิเสธไม่ให้เขามา (ฮ่องกง) ในอนาคตหรือไม่ แต่ผมหวังว่าในเวลาที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมหรือเผด็จการขยายตัวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เราสามารถแลกเปลี่ยนกันในเอเชียตะวันออก และส่งเสริมค่านิยมก้าวหน้าของประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง

เปิดเอกสารลับ เหตุการณ์ 6 ตุลาจากการสายตาของCIA

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602790

  • วันที่ 06 ต.ค. 2562 เวลา 19:29 น.

เปิดเอกสารลับ เหตุการณ์ 6 ตุลาจากการสายตาของCIA

เอกสารเหล่านี้เคยเป็นความลับ ก่อนหน้านี้สามารถอ่านได้จากคอมพิวเตอร์ 4 เครื่องที่ตั้งอยู่นอกกรุงวอชิงตันดีซีเท่านั้น แต่เพราะองค์กร MuckRock ผลักดันให้เปิดเผยเอกสารลับตามกฎหมายเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ดังนั้น CIA จึงเผยแพร่ความลับเหล่านี้ในที่สุดเมื่อปี 2014 อย่างไรก็ตาม เอกสารที่ได้รับการเปิดเผยยังมีหลายส่วนถูกทาดำทับไว้เพื่อปกปิดข้อมูล

ต่อไปนี้คือมุมมองของ CIA ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยหลัง 6 ตุลาคม 2519

จดหมายข่าวข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Bulletin) ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ระบุว่า “ความรุนแรงปะทุขึ้นช่วงสั้นๆ ในช่วงเช้านี้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งผู้ประท้วงรวมตัวกันต่อต้านการปรากฎตัวในประเทศไทยของถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี การต่อสู้ที่เกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่าเกิดจากการกระตุ้นเร้าโดยนักศึกษาอาชีวะติดอาวุธ ซึ่งมักถูกใช้งานโดยฝ่ายขวาอยู่บ่อยๆ เพื่อข่มขู่นักศึกษาหัวรุนแรง”

เอกสารวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กล่าวต่อไปว่า “แม้ว่ากองทัพจะระวังตัวอย่างเต็มที่ มีการใช้กระบวนการมาตรฐานในช่วงที่เกิดความไม่สงบ กองกำลังตำรวจที่บุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยเห็นได้ชัดว่าควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้นายกรัฐมนตรีเสนีย์ให้ตัดสินใจเกี่ยวกับถนอม แต่ข้อกล่าวหาเรื่องการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเหตุให้มีการจับกุมตัวผู้นำนักศึกษาหลายคน อาจทำให้ฝ่ายอุนรักษ์นิยมต่อต้านการกดดันให้ถนอมเดินทางออกจากประเทศ”

เอกสารวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ของ CIA ยังไม่ระบุถึงการยึดอำนาจในวันนั้นโดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ และยังคาดว่าหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชจะยังเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ทว่า ในช่วงเย็นวันนั้น (เวลา 18.00 น.) ก็เกิดการทำรัฐประหารขึ้น และ CIA เพิ่งจะกล่าวถึงในวันรุ่งขึ้น แต่ด้วยความไม่ชัดเจนของสถานการณ์

ในวันที่ 7 ตุลาคม 2519  จดหมายข่าวข่าวกรองแห่งชาติระบุว่า “ยังไม่ชัดเจนว่าการยึดอำนาจกองทัพไทยวานนี้ เป็นการยึดอำนาจอย่างตรงไปตรงมา หรือเป็นนายกรัฐมนตรี (เสนีย์) ผู้วิตกและกังวลที่เชื้อเชิญ (ทหารเข้ามา)” ต่อมาข้อความทั้งย่อหน้ายาวๆ ถูกลบไป และเมื่อข้อมูลปรากฎอีกครั้ง ก็เอ่ยถึงการจัดองค์กรของคณะรัฐประหาร และ CIA ประเมินว่า กองทัพเชื่อจะได้รับการสนับสนุน สถานการณ์ในกรุงเทพฯ วันนั้นสงบเงียบ CIA ประเมินว่าพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เอนเอียงมาทางสหรัฐ และเชื่อว่าคณะรัฐประหารจะไม่ให้ความสำคัญกับนโยบายของรัฐบาลเสนีย์ ที่หันไปสานสัมพันธไมตรีกับเวียดนาม

ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐเคยใช้ไทยเป็นฐานทัพในสงครามเวียดนาม แต่เมื่อประสบความล้มเหลวในสงครามยืดเยื้อ สหรัฐจึงถอนกำลังทหารออกไปจากเวียดนาม และถอนทัพจากไทยในปี 2518 – 2519 ทำให้รัฐบาลเสนีย์ตัดสินใจที่จะใช้วิถีทางการทูตโดยติดต่อกับเวียดนาม และได้ข้อตกลงว่าเวียดนามจะตั้งสถานทูตในไทย แต่มาเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม และ “ขวาพิฆาตซ้าย” เสียก่อน (นอกจากนี้ CIA ระบุว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ประสานงานกับเวียดนามและการถอนทัพสหรัฐออกไปจากไทย คือนายอานันท์ ปันยารชุน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้ถูกสั่งย้ายไปเป็นเอกอัครราชทูตผู้แทนพิเศษ)เอกสารสรุปย่อให้ประธานาธิบดี (The President’s Daily Brief) วันที่ 8 ตุลาคม 2519  ระบุว่า พลเรือเอกสงัดและคณะรัฐประหาร (คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน) พยายามเน้นย้ำว่า ทหารเข้ามาปูทางให้มีรัฐบาลประชาธิปไตยต่อไปในภายภาคหน้า แต่มีปัญหาเรื่องการหาพลเรือนมาร่วมรัฐบาล ขณะเดียวกันรัฐบาลเวียดนามกล่าวหาว่า “กองทัพไทยสมคบกับสหรัฐในการนำตัวเผด็จการกลับประเทศโดยวางแผนที่จะโค่นล้มรัฐบาลตามระบอบรัฐสภา รัฐบาลเวียดนามเตือนว่า หากรัฐบาลใหม่ใช้นโยบายโปรสหรัฐ ก็จะเผชิญกับผลลัพธ์ที่เลวร้าย”

เอกสารสรุปย่อให้ประธานาธิบดีวันที่ 11 ตุลาคม 2519 ระบุว่า พลเรือเอกสงัด ชลออยู่หวังจะให้มีการตั้งรัฐบาลพลเรือนโดยเร็ว เพื่อที่จะเบี่ยงความทะเยอทะยานของคนในกองทัพบางฝ่ายที่อยากจะมีบทบาททางการเมือง และในคณะรัฐประหารเอกก็มีเสียงเรียกร้องให้รั้งอำนาจทหารไว้นานกว่านี้ พลเรือเอกสงัดยังกังวลกับหัวหน้าพรรคชาติไทยในเวลานั้นและพันธมิตรของเขาในกองทัพว่าอาจวางแผนทำรัฐประหารซ้อน ทำให้ต้องวางกำลังตรวจตราในกรุงเทพฯ อย่างเข้มงวดเมื่อวันที่ 10 และในวันที่ 10 ยังเรียกเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงมาพบคณะรัฐประหาร เพื่อสอบถามเรื่องรัฐประหารซ้อน

สถานการณ์โดยรวมในกรุงเทพฯ สงบนิ่ง นักศึกษาที่ถูกจับไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเริ่มได้รับการประกันตัวออกมา ฝ่ายซ้ายแตกแยกจนต่อไม่ติด และต้องลงไปปฏิบัติการใต้ดิน CIA ประเมินว่าภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงที่สุดของรัฐบาลใหม่ คือความทะเยอทะยานของคนในกองทัพที่ไม่อยากจะสละอำนาจที่ได้มาเร็วเกินไป

ปรากฎในเอกสารวันที่ 12 ตุลาคม 2519 ว่า คือ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก ที่ถูกปลดจากตำแหน่ง ฐานไม่มารายงานตัว และถูกสงสัยว่าจะทำรัฐประหาร (และในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520 พล.อ.ฉลาด ก็ก่อกบฎขึ้นจริงๆ)

ถึงวันที่ 22 ตุลาคม 2519 เอกสารของ CIA ยิ่งประเมินว่าภัยคุกคามของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่ใช่ฝ่ายซ้ายหรือนักศึกษา แต่เป็นการชิงอำนาจกันเอง “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินเริ่มแสดงอาการของความไม่มีเอกภาพ สาเหตุหลักเนื่องจากการแทรกแซงของพล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ที่ไม่อยากจะเสียอำนาจไป” และ “การตัดสินใจของสงัดที่จะตั้งรัฐบาลพลเรือนอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลักก็เพื่อก่อกวนยศ” นอกจากนี้ CIA ประเมินว่า การตั้งนายอุปดิศร์ ปาจรียางกูร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็เพื่อที่จะต่อให้ติดกับรัฐบาลสหรัฐ

ขณะที่พลเรือเอกสงัดกำลังจัดการกับกลุ่มอำนาจในกองทัพที่เริ่มแตกแถว การจัดการกับฝ่ายซ้ายก็เริ่มหนักมือขึ้น

ย้อนกลับไปที่เอกสารวันที่ 11 ตุลาคม 2519 ยังระบุถึงการแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี โดย CIA ประเมินว่านายธานินทร์ “เป็นที่รู้กันว่าเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมแต่ไม่มีแนวคิดฝ่ายขวาสุดขั้ว”

ในเอกสารวันที่ 22 ตุลาคม 2519 ระบุว่า “ในแถลงการณ์ครั้งแรกต่อประเทศ นายกรัฐมนตรีธานินทร์สนใจกับความหมกมุ่น 2 อย่างเป็นหลัก คือ (การปราบ) คอมมิวนิสต์และการคอร์รัปชั่น และคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินก็เริ่มจับนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย ศักยภาพของฝ่ายซ้ายที่จะก่อปัญหาถูกจำกัดลงอย่างมาก แต่หากการปราบปรามกระทำหนักมือไป ก็อาจทำให้ประชาชนมีท่าทีต่อต้านรัฐบาลได้”

CIA บันทึกไว้ว่า การปราบปรามฝ่ายซ้ายประกอบไปด้วย การจับกุมผู้ที่สนับสนุนฝ่ายซ้ายและแนวคิดคอมมิวนิสต์ การกวาดล้างร้านหนังสือ และหน่วยงานด้านการศึกษาที่ตีพิมพ์หนังสือที่บ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติ การปิดหนังสือพิมพ์และนิตยสารบางฉบับ รวมถึงฉบับที่สำคัญ CIA ระบุว่าการทารุณกรรมมีเพียงไม่กี่กรณี แต่อาจเปิดโอกาสให้กระทำการโดยพลการได้

“ในเวลานี้ การกวาดล้างได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนพอสมควร ตอนแรกที่หวั่นเกรงกันว่าจะมีนักศึกษาและนักกิจกรรมในเขตเมืองจำนวนมากไปร่วมกับกลุ่มติดอาวุธในชนชท ดูเหมือนจะเป็นความกลัวเกินกว่าเหตุ แม่ว่าจะมีนักศึกษาไม่กี่คนที่มีรายงานว่าไปที่ลาวเพื่อรับการฝึก แต่นักศึกษาส่วนใหญ่ที่มีความกระตือรือร้นทางการเมือง หันมาสนใจกับการสลัดตัวเองจากเรื่องการเมืองและเรียนต่อไป แทนที่จะหนีเข้าป่าไปหาความลำบาก”

อย่างไรก็ตาม การประเมินของ CIA ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง ทั้งในเรื่องนายธานินทร์ กรัยวิเชียร และนักศึกษาหนีเข้าป่า เพราะปรากฎว่ามีนักศึกษาแอบหนีเข้าป่ามากขึ้นในเวลาต่อมา จนกลายเป็นกำลังใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ประกอบกับรัฐบาลนายธานินทร์ใช้ไม้แข็งในการปราบฝ่ายซ้ายหนักมือขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำให้ภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์รุนแรงยิ่งขึ้น

ในที่สุด พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ก็ก่อรัฐประหารอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520 เพื่อล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่จัดการกับฝ่ายซ้ายหนักมือเกินไปและล่าช้าในการปฏิรูป นายกรัฐมนตรีคนใหม่คือ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ พร้อมด้วย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ดำเนินนโยบายใหม่ในการจัดการปัยหาคอมมิวนิสต์ นั่นคือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523

มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมและรับผู้ที่หนีเข้าป่ากลับมาร่วมพัฒนาประเทศ ทำให้นักศึกษาที่หนีเข้าป่ากลับมายังบ้านเกิดเมืองนอนในที่สุด และถือเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบแห่งภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

อ้างอิง

เอกสารหมายเลข CIA-RDP79T00975A029400010010-4 (NATIONAL INTELLIGENCE BULLETIN)

เอกสารหมายเลข CIA-RDP79T00975A029400010012-2 (NATIONAL INTELLIGENCE BULLETIN)

เอกสารหมายเลข 0006466866 (THE PRESIDENT’S DAILY BRIEF 8 OCTOBER 1976)

เอกสารหมายเลข 0006466868 (THE PRESIDENT’S DAILY BRIEF 11 OCTOBER 1976)

เอกสารหมายเลข CIA-RDP79T00975A029400010018-6 (NATIONAL INTELLIGENCE BULLETIN)

เอกสารหมายเลข CIA-RDP79T00975A029400010036-6 (NATIONAL INTELLIGENCE BULLETIN)

“เปิดแฟ้ม CIA” 6ตุลา เกิดอะไรขึ้นในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602788

  • วันที่ 06 ต.ค. 2562 เวลา 19:10 น.

The Expert EP.07 เปิดแฟ้มCIA 6 ตุลา 2519

เปิดแฟ้มCIA เกิดอะไรขึ้นในไทยวันที่ 6 ตุลา 2519

***************************

รับฟังเฉพาะเสียงได้ที่ soundcloud PostToday

เต่าตัวเท่าฝ่ามือมีพลาสติกในท้องถึง104ชิ้น นอนตายคาชายหาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

  • วันที่ 06 ต.ค. 2562 เวลา 16:23 น.

เต่าตัวเท่าฝ่ามือมีพลาสติกในท้องถึง104ชิ้น นอนตายคาชายหาด

พลาสติกในสัตว์ทะเลไม่ได้เป็นปัญหาแค่ในเมืองไทย จนคร่าชีวิตพะยูนน้อยมาเรียม ทั่วโลกกำลังประสบปัญหาเดียวกัน เช่น ที่เมืองโบคาเรตัน ชายฝั่งรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐ เจ้าหน้าที่ศูนย์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม Gumbo Limbo Nature Center พบเต่าน้อยนอนตายบนชายหาด ซึ่งไม่น่าจะเป็นการตายตามธรรมชาติ

เมื่อทำการผ่าซากเต่าพบว่า ในลำไส้ของมันมีพลาสติกชิ้นเล็กน้อยถึง 104 ชิ้น มีตั้งแต่ชิ้นส่วนลูกโป่งไปจนถึงชิ้นส่วนฉลากขวดน้ำ

เฟซบุ๊คของ Gumbo Limbo Nature Center, Inc. โพสต์ภาพของเต่าและข้อความว่า

“นี่คงไม่ใช่ #TurtleTuesday (วันอังคารเพื่อเต่า) ที่มีความสุขในสัปดาห์นี้ ตอนนี้ถึงฤดูลมทะเลซัดสิ่งของมาที่ชายหาดของ Gumbo Limbo และมีเต่าตัวเล็กๆ ที่อ่อนแอ ถูกทะเลซัดมาตามแนวชายฝั่ง และต้องการความช่วยเหลือจากเรา น่าเสียดายที่ไม่ใช่ว่าทุกตัวจะรอดชีวิต 100% และการช่วยพวกมันกลับสู่ทะเลของเรา ก็ยังไม่สำเร็จหากเต่าตัวนั้นมีพลาสติกในลำไส้ เต่าตัวนี้ซึ่งมีขนาดพอดีกับฝ่ามือของคุณ กินพลาสติกเข้าไป 104 ชิ้น นี่เป็นเครื่องเตือนใจที่น่าเศร้า ให้เราทุกคนต้องมีส่วนร่วมเพื่อให้มหาสมุทรของเราปลอดพลาสติก”

“PayPal” ประกาศขอถอนตัวจากสมาคมลิบราของ “เฟซบุ๊ก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602774

  • วันที่ 06 ต.ค. 2562 เวลา 16:22 น.

"PayPal" ประกาศขอถอนตัวจากสมาคมลิบราของ "เฟซบุ๊ก"

“บริษัทเพย์พาล” ประกาศถอนตัวออกจากสมาคม “ลิบรา” ที่พัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของเฟซบุ๊กแล้ว

สื่อต่างประเทศรายงานว่า บริษัทเพย์พาล ผู้ให้บริการด้านระบบชำระเงินออนไลน์จากสหรัฐได้ประกาศถอนตัวออกจาก “สมาคมลิบรา” ซึ่งดูแลการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลใหม่ที่ก่อตั้งโดยเฟซบุ๊กแล้ว

อย่างไรก็ตามเพย์พาลไม่ได้ระบุถึงเหตุผลที่เฉพาะเจาะจงในการถอนตัวออกจากสมาคมลิบรา โดยระบุในแถลงการณ์เพียงว่า บริษัทได้ตัดสินใจที่จะยกเลิกการเข้าร่วมสมาคมลิบราในเวลานี้ เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาภารกิจและความสำคัญทางธุรกิจที่มีอยู่ของเพย์พาลต่อไป

เพย์พาลระบุอีกว่า บริษัทจะยังคงให้การสนับสนุนการพัฒนาสกุลเงินลิบรา และหวังว่าจะได้หารืออย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับวิธีการทำงานร่วมกันในอนาคต เนื่องจากเฟซบุ๊กเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ยาวนานและมีคุณค่าต่อเพย์พาล ดังนั้นเพย์พาลจะยังคงให้การสนับสนุนเฟซบุ๊กสำหรับขีดความสามารถในด้านต่างๆ ต่อไป

ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่า วีซ่า และมาสเตอร์การ์ด จะถอนตัวออกจากโครงการลิบรา แต่ในที่สุดกลับกลายเป็นเพย์พาลที่เป็นสมาชิกรายแรกที่ประกาศถอนตัวออกจากสมาคมลิบราอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้สมาคมลิบราเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่ประกอบด้วยสมาชิก 28 ราย ซึ่งบริษัทเฟซบุ๊ก อิงค์ ได้ก่อตั้งขึ้นในเดือนมิ.ย. 2562 เพื่อดูแลการพัฒนาสกุลเงินลิบรา

ภาพ เอเอฟพี

ใช่เสี่ยท็อปหรือไม่ อ้างเป็นผู้ช่วยสำนักนายกสมัยยิ่งลักษณ์ดูงานรัฐวิสาหกิจจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602756

  • วันที่ 06 ต.ค. 2562 เวลา 12:40 น.

ใช่เสี่ยท็อปหรือไม่ อ้างเป็นผู้ช่วยสำนักนายกสมัยยิ่งลักษณ์ดูงานรัฐวิสาหกิจจีน

มีรายงานข่าวว่าบุคคลที่ใช้ชื่อ Siripiyaporn Thananat ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นบุคคลเดียวกับ “เสี่ยท็อป” ไปปรากฎตัวในคณะของรัฐบาลไทย ไปเยือนบริษัทSINOCONST หรือกลุ่มบริษัทเครื่องจักรอุตสาหกรรมก่อสร้างแห่งจีนจำกัด โดยมีภาพและเนื้อหาข่าวว่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม (2012) นาย Xu Yanlin ประธานบริษัท SINOCONST ได้พบหารือกับMrThananatSiripiyaporn ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของสำนักนายกรัฐมนตรี และ Mr.VarissananSiripiyaporn ที่ปรึกษาด้านกิจการแห่งรัฐของรองนายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือในอนาคต

ภาพ China Machinery Industry Construction Group Inc.

นอกจากนี้ ยังพบว่าบุคคลชื่อนี้ยังเดินทางไปดูงานรัฐวิสาหกิจบริษัทก่อสร้างของการรถไฟจีน กลุ่มวิศวกรรมที่ 8 (Construction Company Of China Railway No8 Engineering Group Co., Ltd.) ซึ่งทางโพสต์ทูเดย์ได้ตรวจสอบ พบว่า ในเว็บไซต์ของบริษัทได้รายงานข่าวการเยือนของคณะทางการไทยและบุคคลชื่อ Siripiyaporn Thananat เอาไว้โดยระบุว่า “ผู้แทนของสำนักนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลไทยเยือนกลุ่มบริษัท” โดยเผยแพร่เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2012

ทีมงานโพสต์ทูเดย์เอ็กคลูซีฟได้ทำการแปลเนื้อหาข่าว ซึ่งมีรายละเอียดทั้งหมดดังนี้

ระหว่างวันที่ 26 ถึง 27 ตุลาคมนี้ (2012) นาย Siripiyaporn Thananat ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลไทยและคณะจากการรถไฟ (แห่งประเทศไทย?) จำนวน 4 คนเดินทางมาเยี่ยมชมกลุ่มบริษัท เพื่อหารือและเจรจากับนายหวังกั๋วหมิง รองผู้จัดการทั่วไป และหัวหน้าฝ่ายบัญชีของกลุ่มบริษัท โดยหวังเจี้ยน ประธานบริษัทและเลขานุการของคณะกรรมการพรรค และหวงจี๋หลัน ผู้จัดการทั่วไป ให้การต้อนรับผู้มาเยือนอย่างอบอุ่น

ระหว่างมาเยือนกลุ่มบริษัท คณะดูงานได้เข้าเยี่ยมชมห้องโถงเกียรติยศของกลุ่มบริษัท ซึ่งบันทึกประวัติความสำเร็จในอดีตที่ที่ยอดเยี่ยม และมองไปข้างหน้าถึงความร่วมมือในอนาคตและผลประโยชน์ร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย

ต่อจากนั้นทั้งสองฝ่ายได้จัดงานในบรรยากาศที่จริงใจและเป็นกันเอง ในการประชุม Mr. Siripiyaporn Thananat ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานนายกรัฐมนตรีของไทยได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการเดินทาง และวิเคราะห์การก่อสร้างทางรถไฟ สถานการณ์การพัฒนา และโอกาสความร่วมมือในประเทศเพื่อนบ้านเช่นประเทศไทย ลาวและพม่า

หวังกั๋วหมิง รองผู้จัดการทั่วไปและหัวหน้าฝ่ายบัญชีของกลุ่มบริษัท นำเสนอรายละเอียดประวัติของบริษัท ขนาดของบริษัท การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และระดับการพัฒนาของโลจิสติกและการค้าด้านโลจิสติกที่ทันสมัยของบริษัท ทั้งสองฝ่ายได้ระบุถึงความตั้งใจอย่างชัดเจน และมีความเชื่อมั่นที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุผลประโยชน์ร่วมกัน

ในส่วนของธุรกิจโลจิสติกส์ ทั้งสองฝ่ายและพันธมิตรดำเนินการปรึกษาหารืออย่างจริงจังนานครึ่งวัน และแลกเปลี่ยนความร่วมมือและความร่วมมือทางธุรกิจ การบำรุงรักษาหัวรถจักรของการรถไฟแห่งประเทศไทย และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระยะยาวในอนาคตโดยอิงกับสถานการณ์ปัจจุบัน ความร่วมมือระยะยาวและแบ่งปันผลประโยชน์

ทั้งสามฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาของโครงการความร่วมมือ โดยผ่านการพิจารณาอย่างครบถ้วน และบรรลุมติที่เป็นเอกฉันท์ในวางรากฐานสำหรับการสร้างโอกาสที่ดีเกี่ยวกับความร่วมมือ และส่งเสริมความร่วมมือที่สำคัญยิ่งกับรัฐบาลไทย การประชุมเหล่านี้มีขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเองเสมอ และมีความคืบหน้า

ต่อจากนั้นคณะดูงานของไทยพร้อมด้วยประธานบริษัทโลจิสติกส์ เลขาธิการพรรคหวังเจี้ยน และผู้จัดการทั่วไปหวังจี๋หลัน เดินทางไปยังบริษัท China South Locomotive Group Ziyang Locomotive เพื่อตรวจสอบกำลังการผลิตและกำลังบำรุงรักษาหัวรถจักร และเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัท ที่เฉิงตู สถานที่ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงฉงชิ่ง

การเยือนรัฐบาลไทยในครั้งนี้ เป็นที่ชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุความร่วมมือและมีความมั่นใจที่ว่าทั้งสองฝ่ายจะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน ช่วยหนุนยุทธศาสตร์ “ออกไปข้างนอก” ของบริษัท และส่งเสริมการพัฒนาใหม่ของการพัฒนาเชิงปฏิสัมพันธ์ ในธุรกิจการค้าวัสดุและโลจิสติกส์