ทำเนียบขาวโต้กลับ “ไม่ร่วมมือคองเกรส” ถอดถอนทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603060

  • วันที่ 09 ต.ค. 2562 เวลา 13:16 น.

ทำเนียบขาวโต้กลับ "ไม่ร่วมมือคองเกรส" ถอดถอนทรัมป์

ทำเนียบขาวลั่น “ไม่ขอร่วมมือสภาผู้แทนฯ” สอบสวนเพื่อปลดประธานาธิบดีทรัมป์จากตำแหน่ง

ทำเนียบขาวได้ออกแถลงการณ์ระบุถึงการไม่ให้ความร่วมมือใดๆกับสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐซึ่งมีพรรคแดโมแครตครองเสียงข้างมาก จากกรณีที่เดโมแครตเริ่มกระบวนการไต่สวนเพื่อถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่ง

ท่าทีครั้งนี้ส่อเค้าแสดงให้เห็นความขัดความขัดแย้งระหว่างสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคเดโมแคตรครองเสียงข้างมากกับฝ่ายบริหารอย่างทำเนียบขาวทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นตามมาหลังจากเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งจดหมายไปยังนางแนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภาผู้แทนฯ ไม่อนุญาตให้นาย Gordon Sondland เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหภาพยุโรป ขึ้นให้การต่อรัฐสภาในประเด็นที่คองเกรสพบหลักฐานว่าผู้นำสหรัฐได้กดดันประธานาธิบดียูเครน ให้ดำเนินการทางกฎหมายบุตรชายนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดี และผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในศึกเลือกตั้ง 2020

ฝ่ายแดโมเครตอ้างว่าทรัมป์ได้ละเมิดรัฐธรรมนูญด้วยการพยายามดึงต่างชาติเข้ามาแทรกแซงการเมืองภายใน เพื่อหวังสกัดขาคู่แข่งทางการเมือง

ด้านประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรองในสภาผู้แทนฯ ระบุว่า ความพยายามของทรัมป์แสดงให้เห็นถึงเจตนาขัดขวางการสอบสวนของรัฐสภา

ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ทีมทนายความของทรัมป์อาจเตรียมนำเรื่องดังกล่าวเข้ากระบวนการศาล ส่วนประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวโจมตีนางเปโลซี่ ประธานสภาผู้แทนฯที่ประกาศเริ่มต้นกระบวนการสอบสวนเพื่อถอดถอนทรัมป์ว่าเหมือนศาลเตี้ย

สิงคโปร์แซงสหรัฐขึ้นแท่นประเทศมีศักยภาพการแข่งขันสูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603050

  • วันที่ 09 ต.ค. 2562 เวลา 11:45 น.

สิงคโปร์แซงสหรัฐขึ้นแท่นประเทศมีศักยภาพการแข่งขันสูงสุด

ส่วนไทยหล่น 2 อันดับ ดัชนีศักยภาพการแข่งขัน รั้งที่ 40 ของโลก

world economic forum ได้เปิดเผยผลการ จัดอันดับประเทศที่มีศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจ (Global Competitiveness Report 2019) โดยในปีนี้พบว่า เวิร์ล อีโคโนมิค ฟอรั่ม ได้ยกให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจสูงที่สุดของโลก แซงหน้าสหรัฐจากปีที่แล้ว จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดแรงงาน และการพัฒนาระบบการเงิน

ส่วนรองลงมาประกอบด้วย สหรัฐ ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เยอรมนี สวีเดน สหราชอาณาจักร และเดนมาร์ก ตามลำดับ

ส่วนประเทศไทยในปีนี้พบว่าหล่นจากการจัดอันดับในปีก่อน 2 อันดับ รั้งที่ 40 ของโลก ขณะที่ประเทศอื่นๆในอาเซียนพบว่า มาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 27 ของโลก หล่นลงมา 2 อันดับ อินโดนีเซีย หล่นลงมา 5 อันดับ รั้งที่ 50 ของโลก

ขณะที่เวียดนามพบว่าเป็นประเทศในอาเซียนที่มาแรงที่สุด โดยแซงขึ้นมา 10 อันดับ ขึ้นจากอันดับที่ 77 ของปีก่อนมาอยู่ที่อันดับ 67 ของโลก

รายงานยังระบุด้วยว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแถบแปซิฟิก เป็นภูมิภาคที่มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก

ยูเอ็นส่อถังแตก อาจไม่มีเงินพอจ่ายพนักงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603040

  • วันที่ 09 ต.ค. 2562 เวลา 10:50 น.

ยูเอ็นส่อถังแตก อาจไม่มีเงินพอจ่ายพนักงาน

เลขาฯยูเอ็นยอมรับขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินมากพอจ่ายเงินเดือนพนักงานในเดือนหน้า หลังสหรัฐซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ค้างชำระเงินอุดหนุนรายปี

นายอันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้กล่าวยอมรับว่า ในเดือนหน้ายูเอ็นอาจไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่ นับเป็นวิกฤตด้านสภาพคล่องที่เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี สืบเนื่องจากประเทศสมาชิกบางชาติจำนวน 64 ชาติ จากทั้งหมด 193 ประเทศ ยังไม่ได้จ่ายเงินอุดหนุนรายปี ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศผู้สนับสนุนรายใหญ่ให้กับยูเอ็นด้วย

สหรัฐนับเป็นสนับสนุนรายใหญ่ของยูเอ็น คิดเป็นร้อยละ 22% ของงบประมาณที่ยูเอ็นได้รับจากนานาชาติ ซึ่งในปีนี้ยูเอ็นคาดว่าจะได้รับเงินอุดหนุนรวมมากว่า 3,300 ล้านดอลลาร์ โดยงบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปในภารกิจด้านมนุษยธรรม ภารกิจลดอาวุธ ด้านเศรษฐกิจ สังคม การสื่อสาร และภารกิจการทูตระหว่างประเทศ ซึ่งยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านภารกิจรักษาสันติภาพตามพื้นที่ขัดแย้งหลายแห่ง

ขณะที่ส่วนที่เหลือจะเป็นค่าใช้จ่ายกิจการภายในภายในของยูเอ็นเช่น งบประมาณสำหรับหน่วยงานต่างๆ รวมถึงการจ่ายเงินเดือนพนักงานในแผนกต่างๆจำนวน 37,000 คน

นายกูเตอร์เรสยอมรับว่ายูเอ็นยังขาดดุลงบประมาณอยู่ราว 230 ล้านดอลลาร์จนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้ และหากยังประสบปัญหานี้ต่อไป ยูเอ็นอาจต้องพิจารณามาตรการลดค่าใช้จ่ายบางประการให้ได้อย่างน้อยราว 600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจรวมไปถึงการงดจัดการประชุมสำคัญในบางประเด็น

นอกเหนือจากสหรัฐแล้ว ประเทศสมาชิกอื่นๆที่ยังไม่ได้จ่ายเงินอุดหนุนรายปีให้กับยูเอ็นอาทิ บราซิล อิหร่าน อิสราเอล เม็กซิโก เกาหลีใต้ ซาอุดิอาระเบีย และอุรุกวัย

 

จากรายงานของยูเอ็นพบว่าในปีงบประมาณนี้ยูเอ็นได้รับเงินอุดหนุนจากชาติสมาชิกแล้ว 129 ประเทศ เป็นจำนวนรวม 1,990 ล้านดอลลาร์ โดยยังมียอดค้างชำระรวมอยู่อีก 1,386 ล้านดอลลาร์

ตามข้อมูลของคณะผู้แทนสหรัฐฯพบว่า สหรัฐซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ต้องจ่ายเงินให้ยูเอ็นทุกปีราว  674 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจำนวนนี้ยังไม่รวมถึงเงินบริจาคที่ใช้ในภารกิจพิเศษของยูเอ็นในส่วนอื่นๆอีกต่างหาก

อย่างไรก็ดี ตามปฏิทินงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐจะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งหลายครั้งที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวถึงการตัดลดเงินอุดหนุนให้กับยูเอ็น เพราะมองว่าสหรัฐต้องแบกรับภาระอันไม่ชอบธรรมต่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้

FBIเผยฆาตกรต่อเนื่องเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ สารภาพฆ่าเหยื่อ 93 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/603002

  • วันที่ 08 ต.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

FBIเผยฆาตกรต่อเนื่องเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ สารภาพฆ่าเหยื่อ 93 คน

สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐ หรือเอฟบีไอ เผยเบื้องหลังการก่อคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง 93 รายของชายวัย 79 ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องที่สังหารเหยื่อมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

ฆาตกรรายนี้มีชื่อว่า ซามูเอล ลิตเติล ปัจจุบันอายุ 79 ปีถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำในรัฐเทกซัส เรื่องราวการลงมือสังหารเหยื่อของเขาเริ่มเปิดเผยหลังจากเขาถูกจับกุมตัวที่บ้านพักคนไร้บ้านในรัฐเคนทักกีเมื่อเดือน ก.ย. 2012 และถูกส่งตัวไปดำเนินคดีข้อหายาเสพติดในรัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนที่การตรวจสอบดีเอ็นเอของเขาจะเชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมในลอสแองเจลิสที่ยังปิดไม่ลงเมื่อปี 1987 และ 1989 ซึ่งเหยื่อเป็นหญิง 3 รายถูกทุบตีและรัดคอแล้วถูกนำร่างไปทิ้งไว้ตามจุดต่างๆ

โดยเบื้องต้นลิตเติลปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่สุดท้ายเขาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตทั้ง 3 คดี

การก่อคดีฆาตกรรมหญิงทั้งสามคนของเขาถูกนำไปเป็นกรณีศึกษาในโครงการทำความเข้าใจการใช้ความรุนแรงของอาชญากร (ViCAP) ซึ่งจะวิเคราะห์ฆาตกรต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมทางเพศและใช้ความรุนแรงของเอฟบีไอ แล้วแชร์ผลวิเคราะห์ไปยังตำรวจในรัฐต่างๆ เพื่อใช้เชื่อมโยงกับคดีที่ยังปิดไม่ได้ ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สามารถเชื่อมโยงคำสารภาพของลิตเติลกับการเสียชีวิตของเหยื่อได้แล้ว 50 คดี

เจ้าหน้าที่จากโครงการ ViCAP เผยว่า พวกเขาพบรูปแบบที่น่าตกใจและความเชื่อมโยงกับคดีฆาตกรรมอีกมากมายทั่วสหรัฐ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจึงกลับมาติดตามคดีฆาตกรรมที่ยังปิดไม่ลงของ เดนิส คริสตี บราเธอร์ส หญิงจากรัฐเทกซัส ที่สงสัยว่าจะถูกลิตเติลลงมือฆ่า

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษของรัฐเทกซัสอย่าง Texas Rangers ยังเดินทางมายังเรือนจำในแคลิฟอร์เนียเพื่อสอบสวนลิตเติลเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้วจนนำมาสู่การสารภาพว่าเขาลงมือสังหารทั้งหมด 93 ครั้ง และในที่สุดลิตเติลถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีฆ่า เดนิส คริสตี บราเธอร์ส และถูกส่งตัวไปรับโทษที่เรือนจำในรัฐเทกซัสที่เขาถูกจองจำอยู่ในปัจจุบัน

เหยื่อของฆาตกรรายนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงชาวแอฟริกัน-อเมริกันและมักจะมีจุดร่วมที่คล้ายๆ กัน คือ เป็นคนที่สังคมไม่ค่อยสนใจไม่ค่อยให้ความสำคัญ อาทิ หญิงค้าประเวณีหรือติดยาเสพติด โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่มักจะระบุสาเหตุการเสียชีวิตของเหยื่อว่ามาจากการเสพยาเกินขนาด อุบัติเหตุ หรือไม่ทราบสาเหตุ

และจนถึงปัจจุบันนี้เจ้าหน้าที่ยังหาร่างผู้เสียชีวิตบางรายไม่พบ เนื่องจากฆาตกรซึ่งเป็นอดีตนักมวยมักจะต่อยเหยื่อจนสลบด้วยหมัดอันทรงพลังแล้วจึงรัดคอ ทำให้ไม่มีร่องรอยการแทงหรือรูกระสุน

จากคลิปการสอบสวนที่เอฟบีไอนำมาเผยแพร่นั้น ลิตเติลพูดถึงการลงมือของตัวเองด้วยความตื่นเต้น พูดถึงแต่ละเหตุกาณ์ราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา และมักจะยิ้มหรือหัวเราะไปด้วยตลอดการให้การ ทั้งยังบอกเล่าเรื่องราวอย่างละเอียด รวมทั้งชื่อถนนและเสื้อผ้าของเหยื่อโดยไม่มีท่าทีสำนึกผิดแต่อย่างใด แต่เหยื่อบางรายก็จำปีที่เกิดเหตุไม่ค่อยได้ นักสืบ ไมเคิล ม็องเกลูซโซ จากรัฐฟลอริดาเผยว่า ลิตเติลบอกกับเขาว่า “พระเจ้าส่งผมมาบนโลกเพื่อให้ผมทำสิ่งที่ผมได้ลงมือไป พระเจ้าสั่งให้ผมทำ”

ฆาตกรวัย 79 ปียังเอ่ยถึงการลงมือสังหารหญิงผิวดำในเมืองนิวออร์ลียส์ รัฐลุยเซียนาเมื่อปี 1982 ว่าเขาพบเหยื่อในงานปาร์ตี้วันเกิดแล้วขับรถพาหญิงวัย 30-40 ปีจากงานไปที่คลองแห่งหนึ่ง “ผมลากขาเธอลงน้ำ เธอเป็นคนเดียวที่ผมทำให้จมน้ำตาย ผมปล่อยเธอไว้ทั้งๆ ที่ศีรษะเธอยังจมอยู่ในน้ำ ลำตัวครึ่งบนของเธอจมน้ำ ส่วนขาพาดอยู่บนฝั่ง”

นอกจากนี้ ลิตเติลยังสารภาพว่าเขาลากร่างของหญิงข้ามเพศวัยรุ่นไปในหนองน้ำที่เต็มไปด้วยโคลนในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดาราวปี 1972 และยังบอกด้วยว่าเหยื่อรายนี้ชื่อแมริแอนน์และเชื่อว่าจะไม่มีใครหาร่างของเธอพบ ส่วนเหยื่ออีกรายหนึ่งเป็นหญิงผิวดำที่ถูกฆ่ารัดคอที่รัฐอาร์คันซอช่วงปี 1992-1994

เจ้าหน้าที่เอฟบีไอรายหนึ่ง ยังเผยด้วยว่าลิตเติลเชื่อมาตลอดหลายปีว่าเขาจะไม่ถูกจับ เพราะเหยื่อเหล่านี้ไม่มีญาติหรือไม่มีใครสนใจ

นอกจากคำสารภาพจากปากแล้ว ฆาตรกรต่อเนื่องรายนี้ยังสเก็ตช์ภาพของเหยื่อ 30 ราย พร้อมทั้งข้อมูลว่าเขาพบเหยื่อแต่ละรายที่ไหนให้เจ้าหน้าที่ โดยที่ผ่านมาลิตเติลถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีฆาตกรรมเพียง 8 กระทงรวมทั้งคดีที่เขาสารภาพกับเอฟบีไอ

ทั้งนี้ ลิตเติล หรือรู้จักในอีกชื่อว่า ซามูเอล แม็คโดเวลล์ เติบโตในรัฐโอไฮโอ เขาลาออกจากโรงเรียนกลางคันแล้วออกตระเวนไปทั่วสหรัฐ ระหว่างนั้นก็ก่อคดีหลายคดี เช่น ขโมยของในร้านค้า ลักเล็กขโมยน้อยเพื่อนำเงินมาซื้อแอลกอฮอล์และยาเสพติด เขาเคยถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมหญิงในรัฐมิสซิสซิปปีและฟลอริดาในช่วงปี 1980 แต่ได้รับการปล่อยตัวไป

แต่สุดท้ายเขาก็หนีผลกรรมที่ตัวเองทำไว้ไม่พ้น และหากศาลไม่ตัดสินประหารชีวิตเขาเสียก่อน อาชญากรที่ลงมือสังหารเหยื่อมากที่สุดของสหรัฐอาจต้องถูกจองจำจนกระทั่งจบชีวิตในเรือนจำเทกซัส

พระราชวงศ์ยุโรปรุ่นใหม่ ไม่มีฐานันดรศักดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602997

  • วันที่ 08 ต.ค. 2562 เวลา 18:40 น.

พระราชวงศ์ยุโรปรุ่นใหม่ ไม่มีฐานันดรศักดิ์

นอกจากพระนัดดาในคิงสวีเดนทั้ง 5 องค์แล้ว พระโอรสในเจ้าชายแฮร์รี่ก็อีกหนึ่งสมาชิกราชวงศ์รุ่นใหม่ที่ไม่ดำรงฐานันดรศักดิ์เช่นกัน

ราชสำนักสวีเดนได้สร้างปรากฎการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์แบร์นาด็อต จากการที่สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ ทรงออกพระราชโองการประกาศถอนพระราชนัดดาทั้ง 5 พระองค์อันประกอบด้วย เจ้าชายอเล็กซานเดอร์ และเจ้าชายกาเบรียล พระโอรสในเจ้าชายคาร์ล ฟิลิป รวมถึงพระโอรสและพระธิดาในเจ้าหญิงเมดเดอลีน ได้แก่ เจ้าหญิงเลโอนอร์ เจ้าชายนิโคลัส และเจ้าหญิงอาเดรียนน์ ออกจากการเป็นสมาชิกพระบรมวงศ์

ROYAL COURT OF SWEDEN

“part of the royal family, but not the Royal House”

พระราชโองการระบุตอนหนึ่งว่า เจ้าหญิงและเจ้าชายน้อยทั้ง 5 พระองค์จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวงศ์ แต่ไม่มีสถานะในสมาชิกพระบรมวงศ์สวีเดน (part of the royal family, but not the Royal House) โดยทุกพระองค์ยังคงอิสริยศเป็นเจ้าหญิงและเจ้าชาย รวมถึงมีสิทธิ์สืบสันราชสันตติวงศ์(ในทางทฤษฎี) แต่พระนัดดาทั้ง 5 จะไม่มีฐานันดร His / Her Royal Highness นำหน้าพระนาม ส่งผลให้ในอนาคตพระราชนัดดาทั้ง 5 องค์ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติกรณียกิจเป็นทางการ

ครอบครัวใหญ่ใช้งบเยอะ

เหตุที่คิงคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ ทรงมีพระราชโอการดังกล่าวนักวิเคราะห์ราชวงศ์ในสวีเดนมอง ช่วงระยะไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมาราชวงศ์สวีเดนได้ขยายตัวขึ้นอย่างมาก กลายเป็นครอบครัวใหญ่ จากการที่มีสมาชิกพระราชวงศ์ประสูติใหม่ นั้นหมายความว่าการมีสมาชิกพระราชวงศ์ที่เพิ่มจำนวนขึ้น ย่อมหมายถึงค่าใช้จ่ายในราชสำนักที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ราชวงศ์สวีเดนเป็นเพียงราชวงศ์เดียวในยุโรปที่ดำรงราชสถานะประมุุขของรัฐ แต่ทรงแทบไม่มีพระราชอำนาจทางการเมืองใดๆ สมเด็จพระราชธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ พระองค์ไม่จำเป็นต้องลงพระปรมาภิไธยในการตรากฎหมายใหม่เสียด้วยซ้ำ

ROYAL COURT OF SWEDEN

 

ราชสำนักสวีเดนได้รับเงินถวายรายปีจากรัฐบาลซึ่งมาจากภาษีประชาชนเป็นรวมเป็นจำนวนราว 136 ล้านโครนา หรือราว 418 ล้านบาทต่อปี สำหรับการบริหารราชสำนัก (The Court Administration) และ กิจการในสำนักพระราชวัง (The Palace Administration)

ประกอบกับช่วงปีที่ผ่านมารัฐบาลสวีเดนได้พิจารณาทบทวนงบประมาณในส่วนของงบประมาณในราชสำนักจากการขยายตัวของสมาชิกราชวงศ์ ส่งผลให้เกิดเสียงวิจารณ์จากบางส่วนในประเด็นดังกล่าวเช่นกัน

เรื่องดังกล่าวสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งสวีเดนจึงทรงตัดสินพระทัยแก้ปัญหาด้วยการ”จำกัด”ขนาดของราชวงศ์ให้เล็กลงซึ่งจะเหลือสมาชิกพระราชวงศ์เพียงไม่กี่พระองค์เท่านั้นดำรงอิสริยยศและปฏิบัติกรณียกิจต่อสาธารณะ ส่วนพระราชนัดดาทั้ง 5 พระองค์จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนรายปีจากรัฐบาลในส่วนนี้

 

ROYAL COURT OF SWEDEN

อิสระจากกรอบในราชสำนัก

ในเมื่อพระราชนัดดาทั้ง 5 พระองค์ไม่ได้ดำรงฐานันดรศักดิ์เป็นสมาชิกพระบรมวงศ์แล้ว นั้นหมายความว่าเมื่อทั้ง 5 พระองค์เจริญพระชันษาขึ้นจะมีโอกาสใช้ชีวิตได้หรือทำงานได้โดยไม่ต้องถูกจำกัดอยู่ภายใต้กรอบเกณฑ์ของราชสำนัก แต่ในขณะเดียวกันพระองค์ยังคงสามารถออกงานสังคมได้ตามฐานันดรดำรงอยู่ ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะคล้ายกับเจ้าหญิงเบียทริซและเจ้าหญิงยูจีนี พระธิดาในเจ้าชายแอนดรูว์แห่งราชวงศ์อังกฤษ

ภายหลังมีประกาศราชโองการดังกล่าว ทั้งเจ้าชายคาร์ล ฟิลิป และเจ้าหญิงโซเฟีย มีพระดำรัสลงในอินสตาแกรมว่า “ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นการดีต่ออเล็กซานเดอร์ และกาเบรียลที่จะมีทางเลือกในชีวิตที่มากขึ้น” เช่นเดียวกับเจ้าฟ้าหญิงเมดเดอลีนก็ทรงมีพระดำรัสลงอินสตาแกรมส่วนพระองค์เช่นกันว่า “ข้าพเจ้าและสวามีคิดว่าเป็นโอกาสดีที่ลูกๆของเราจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระในอนาคต”

 

Photo : AFP

 

“อาร์ชี เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์”

พระโอรสในเจ้าชายแฮร์รี่ และเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกส์ อยู่มีลักษณะคล้ายกับกรณีของราชวงศ์สวีเดนเช่นกัน โดยพระโอรสน้อยอาร์ชี่ แม้จะพระสูติจากเจ้าชายแฮร์รี่พระบิดาผู้มีสถานะเป็น “เจ้าชาย” แต่โอรสน้อยอาร์ชี่ไม่ได้มีสถานะเป็น “เจ้าชาย” เฉกเช่นพระบิดา แม้ว่าพระองค์จะอยู่ในลำดับที่ 7 ของการสืบสันตติวงศ์สหราชอาณาจักรก็ตาม

Katie Nicholl ผู้แต่งหนังสือ Harry and Meghan: Life, Loss and Love ได้เปิดเผยถึงเหตุผลที่โอรสน้อยอาร์ชี่ไม่ดำรงสถานะ”เจ้าชาย” กับนิตยสารไทม์ ว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร … สัญชาติอเมริกันของดัชเชสมีส่วนทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสถาบันกษัตริย์อังกฤษ ทั้งเจ้าชายแฮร์รี่และดัชเชสเมแกน เคยตรัสในหลายครั้งว่า ประสงค์ให้ทายาทของพระองค์มีชีวิตแบบธรรดาสามัญทั่วไป และแม้ว่าในอนาคตเราอาจเห็นโอรสน้อยอาร์ชี่ปรากฎองค์บนสีหบัญชรหน้าพระราชวังบักกิ้งแฮม แต่เขาจะมีชีวิตเฉกเช่นคนทั่วไป”

ลักษณะเช่นนี้เหมือนกับกรณีของเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง ที่ทั้งนายปีเตอร์ ฟิลลิปส์ พระโอรส และซารา ฟิลลิปส์ พระธิดา ไม่ได้มีสถานะเป็นเจ้าหญิงเจ้าชาย แต่ก็อยู่ในลำดับการสืบสันตติวงศ์อังกฤษเช่นกัน

สามก๊กของวิกฤตฮ่องกง เมื่อแคร์รี่ หลั่มคิดเชิญตั๋งโต๊ะเข้าเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602992

  • วันที่ 08 ต.ค. 2562 เวลา 18:10 น.

สามก๊กของวิกฤตฮ่องกง เมื่อแคร์รี่ หลั่มคิดเชิญตั๋งโต๊ะเข้าเมือง

บทวิเคราะห์สถานการณ์โดยกรกิจ ดิษฐาน

สถานการณ์ที่ฮ่องกงเริ่มไม่น่าไว้ใจขึ้นทุกที …

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม หยิบกวอกฮิ้ม (Ip Kwok-him) หนึ่งในคณะรัฐมนตรีของฮ่องกง และนักการเมืองสายนิยมจีนให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP โดยแย้มว่า “รัฐบาลไม่ปัดความเป็นไปได้ที่จะตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต” เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้ประท้วง เพราะการประท้วงไม่มีแกนนำแต่ประสานงานผ่านฟอรั่มออนไลน์ และแอพพลิเคชั่นเข้ารหัสเพื่อส่งข้อความระดมพล

ข่าวนี้เหมือนจะเป็นความเห็นของคนๆ เดียว และสื่อใหญ่ไม่ได้รายงานนัก แต่มันเป็นการส่งสัญญาณที่น่าจับตา ไม่แน่ว่าความเคลื่อนไหวต่อไปของรัฐบาลฮ่องกงอาจจะคลาดสายตาไม่ได้เลยทีเดียว

ในวัดถัดมา 9 ตุลาคม แคร์รี่ หลั่ม ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงแถลงข่าวตามปกติ แต่หลุดกปากออกมาว่า “มาถึงจุดนี้ ฉันยังคงเชื่อมั่นอย่างมากว่าเราสามารถหาทางออกด้วยตัวเราเองได้ และยังเป็นจุดยืนของรัฐบาลกลาง (ที่ปักกิ่ง) ที่ฮ่องกงควรแก้ปัญหาด้วยตัวเอง แต่หากสถานการณ์เลวร้ายมาก อย่างนั้นก็คงไม่อาจปัดทางเลือกอื่นๆ ไปได้ ถ้าหากอย่างน้อยเราต้องการให้โอกาสกับฮ่องกงอีกครั้ง”

ท่าทีเช่นนี้เป็นการวางหมากล้อมเป็นขั้นๆ เริ่มจากผ่านคำสั่งห้ามสวมหน้ากากในที่ชุมนุม ตามด้วยการแย้มเรื่องตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต และตามด้วยการบอกว่าไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะเชิญทหารเข้ามา

แต่การที่แคร์รี่ หลั่มเอ่ยคำว่า “ให้โอกาสกับฮ่องกงอีกครั้ง” เป็นสิ่งที่น่าคิดอย่างมากว่าหมายถึงโอกาสอะไร?

เป็นไปได้หรือไม่ว่านี่คือโอกาสสุดท้ายแล้วก่อนที่จีนจะเข้ามาจัดการเอง เพราะหากทางการฮ่องกงไม่มีปัญญาที่จะสยบความวุ่นวาย จากนั้นใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดคือตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต และสั่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเข้ามา

นั่นหมายความว่า จีนจะไม่เอาฮ่องกงไว้แล้วในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เพราะการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตจะกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างเลวร้าย และการนำทหารจีนเข้ามาปราบจลาจลเท่ากับ “เชิญตั๋งโต๊ะเข้ามือง”

ในยุคสามก๊ก เกิดความวุ่นวายในราชธานีลกเอี๋ยง พวกสิบขันทีเป็นใหญ่ (อันที่จริงแล้วมี 12 คน) กุมอำนาจเหนือฮ่องเต้ ในเวลานั้นราชวงศ์ฮั่นยังถูกคุกคามจากกบฎโพกผ้าเหลือง

ขุนนางตงฉินกราบทูลฮ่องเต้ว่าเป็นเพราะสิบขันทีฉ้อราษฎร์บังหลวงใช้อำนาจตามอำเภอใจทำให้เกิดกบฎขึ้น

แต่ฮ่องเต้ไม่ยอมเชื่อฟังคำเตือน แผ่นดินจึงเกิดความโกลาหลไปทั่ว พวกขุนนางไม่อาจต้านทานสิบขันทีและจลาจลได้ หนึ่งในขุนนางคือโฮจิ๋นจึงตัดสินใจเชิญตั๋งโต๊ะเข้ามาปราบพวกสิบขันที

แต่การยืมมือตั๋งโต๊ะเป็นการตัดสินใจที่อันตราย เพราะตั๋งโต๊ะขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมอำมหิต แล้วก็เป็นดังว่า เมื่อปราบจลาจลในเมืองหลวงเสร็จแล้วตั๋งโต๊ะไม่ยอมกลับ ยึดอำนาจเป็นใหญ่ในเมืองลกเอี๋ยงต่อไป

หลังจากนั้นลกเอี๋ยงก็ไม่ใช่ลกเอี๋ยงอีก แถมยังถูกตั๋งโต๊ะสั่งปล้นสั่งเผาเป็นจุณ แล้วย้ายเมืองหลวงไปที่เตียงอัน

กองทัพจีนก็คือตั๋งโต๊ะ ฮ่องกงก็คงเป็นลกเอี๋ยง และเซินเจิ้นอาจเปรียบได้กับเตียงอัน เมืองหลวงใหม่ที่จะมาแทนที่ฮ่องกงในด้านเศรษฐกิจและการเงิน

นี่เป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียนผสมกับนิยายสามก๊ก ผู้ประท้วงไม่เหมือนกับสิบขันที แต่กำลังสร้างเงื่อนไขปัจจัยเหมือนพวกสิบขันที ส่วนแคร์รี่ หลั่มเริ่มที่จะที่จะหมดหวังถึงกับบอกว่า ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะเชิญ “ตั๋งโต๊ะ” เข้ามา

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่แคร์รี่ หลั่มจะทำตัวเหมือนโฮจิ๋น เชิญตั๋งโต๊ะเข้ามาเผาเมืองนั้นน้อยมาก และรัฐบาลจีนเองก็ไม่อยากทำตัวเป็นตั๋งโต๊ะและเผาฮ่องกงเหมือนลกเอี๋ยงด้วย

เทียบลกเอี๋ยงกับเตียงอันในสมัยสามก๊ก การเผาลกเอี๋ยงแล้วย้ายไปเตียงอันไม่ถือว่าเสียเปล่า เพราะเตียงอันมีปัจจัยที่เหนือกว่า นั่นคือเป็นจุดยุทธศาสตร์การค้าบนเส้นทางสายไหม ปัจจุบันเตียงอันก็คือเมืองซีอาน ส่วนลกเอี๋ยงคือลั่วหยาง เราจะเห็นได้ว่าซีอานยังคงเป็นเมืองที่คึกคัก ส่วนลั๋วหยางเงียบเป็นป่าช้า

ในระยะหลังมีการพูดกันมากถึงการปล่อยให้ฮ่องกงเฉาไปเอง แล้วทำให้เซินเจิ้นเป็นตัวเลือกแทนที่ และรัฐบาลจีนก็ไม่เก็บงำความทะเยอทะยานนี้ไว้

และเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมได้ประกาศเป้ายกระดับเซินเจิ้นให้เป็นเมืองนวัตกรรมนานาชาติภายในปี 2025 เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาแบบสังคมนิยมภายในปี 2035 และเป็นเมืองมาตรฐานในด้านศักยภาพ นวัตกรรม และอิทธิพลในระดับโลกภายในปี 2050

สรุปก็คือกว่าที่เซินเจิ้นจะเทียบเท่าฮ่องกงในระดับอินเตอร์ต้องรอถึงปี 2050 และการจะย้ายฮ่องกงมายังเซินเจิ้น จึงไม่ง่ายเหมือนย้ายลกเอี๋ยงมาเตียงอัน เพราะฮ่องกงมีปัจจัยหนึ่งที่บริษัทต่างชาติยอมรับมากกว่าเซินเจิ้นนั่นคือ “เสรีภาพ”

แต่ในระยะยาวมันมีทางเลือกหรือเปล่า? เพราะแนวโน้มที่ฮ่องกงจะจมปลักอยู่ในความรุนแรงและต่อต้านหนักขึ้น จากผลสำรวจความเห็นของประชาชนโดย Chinese University of Hong Kong พบว่าในบรรดาชาวฮ่องกง 600 คนมีที่เชื่อในการประท้วงโดยไม่ใช้ความรุนแรงลดลงเหลือ 70% ในเดือนกันยายน ลดลงจาก 83% จากการสำรวจเมื่อเดือนสิงหาคม

นั่นหมายความว่าคนฮ่องกงอดทนน้อยลง และเห็นชอบกับการประท้วงที่รุนแรงกันมากขึ้น

ถ้าแนวโน้มเป็นแบบนี้แล้ว ฮ่องกงคงไม่มีประโยชน์ในสายตาจีนอีก คงต้องจัดการให้เด็ดขาดเข้าสักวัน แต่วันไหนนั้นเรายังไม่อาจคาดเดาได้

แน่นอนว่าแคร์รี่ หลั่มในฐานะ “โฮจิ๋น” ที่เชิญตั๋งโต๊ะเข้ามา ต้องถูกมหาชนชาวฮ่องกงเกลียดชังอย่างแน่นอน ขนาดที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้ (อย่างน้อยก็เดินเตร่ในฮ่องกงลำบากแล้ว) ดังเช่นที่โฮจิ๋นถูกพวกสิบขันทีรุมฆ่า

ในแง่ยุทธศาสตร์ ความเคลื่อนไหวในฮ่องกงมีเป้าหมายที่หวังสูงเกินตัว โดยมองหาพันธมิตรนอกเมือง แทนที่จะหาแนวร่วมจากในเมือง นั่นคือคนจีนแผ่นดินใหญ่ ตรงกันข้ามคนฮ่องกงยกปมเขื่องของตัวเองที่คิดว่าสูงส่งกว่าคนแผ่นดินใหญ่ ทำให้ไม่ได้รับความเห็นใจจากคนแผ่นดินใหญ่

ซ้ำยังทำร้ายคนแผ่นดินใหญ่เข้าไปอีก (โดยเฉพาะพนักงานของ JP Morgan ที่ตะโกนบอกว่า “พวกเราก็คนจีนเหมือนกัน”) แทนที่กระแสต่อพรรคคอมมิวนิสต์จะแผ่ไปในแผ่นดินใหญ่ กระแสชาตินิยมในแผ่นดินใหญ่ดันรุนแรงขึ้นและคนที่นั่นชิงชังฮ่องกงมากขึ้น

แน่นอนว่า คนฮ่องกงไม่ได้หวังให้ “พี่น้องคนจีน” มาช่วยอยู่แล้ว สิ่งที่ทำมาโดยตลอดคือร้องหาต่างชาติให้มาช่วย ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนไม่อาจปล่อยให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว

คนฮ่องกงที่มีปมเขื่องคิดว่าตัวเองจะจุดความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำดินได้โดยไม่แยแสมหาชนในจีน เหมือนกับพวกสิบขันที คิดว่าตัวเองมีอำนาจเปลี่ยนฮ่องเต้ได้โดยลำพัง

แต่เมื่อกองทัพของตั๋งโต๊ะยาตราทัพเข้ามาก็ถูกกวาดเรียบเมือง

อิตาลีเล็งแก้รัฐธรรมนูญ ลดจำนวนสส.-สว.ในสภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602962

  • วันที่ 08 ต.ค. 2562 เวลา 15:21 น.

อิตาลีเล็งแก้รัฐธรรมนูญ ลดจำนวนสส.-สว.ในสภา

อิตาลีปฏิรูปการเมือง เตรียมโหวตลดจำนวนสมาชิก สส.-สว.ในสภา คาดประหยัดงบหลวงได้ถึง 100 ล้านยูโรต่อปี

เอเอฟพีรายงานว่า รัฐสภาอิตาลีได้ลงมติในวันนี้ (8 ต.ค.)เห็นชอบให้มีการเตรียมจัดลงประชามติปฏิรูปรัฐธรรมนูญโดยหนึ่งในเนื้อหาของการแก้ไขนั้นจะรวมถึงการลดจำนวนสภาผู้แทนราษฎร (Camera dei deputati) จากเดิมมีจำนวนสมาชิกสภาถึง 630 เสียง ลดเหลือ 400 เสียง

ส่วนสมาชิกวุฒิสภา (Senato della Repubblica) จากเดิมมี 321 เสียง ลดเหลือ 200 เสียง

ปัจจุบันสภาอิตาลีจัดว่ามีจำนวนสมาชิกส.ส.มากที่สุดในอียู รองจากสมาชิกสภาเวสต์มินสเตอร์ของอังกฤษ โดยการลงประชามตินี้คาดว่าจะมีขึ้นภายในหนึ่งเดือนข้างหน้า ส่วนจำนวนส.ส. และส.ว. ที่ลดลงนั้นคาดว่าจะมีขึ้นหลังการเลือกตั้งครั้งถัดไป โดยคาดว่าจะสามารถช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐได้สูงถึง 100 ล้านยูโรต่อปี หรือกว่า 3,343 ล้านบาท

การลดจำนวนสมาชิกของทั้งสองสภานั้นหมายความว่า อิตาลีต้องมีการแก้ไขกฎหมายการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ซึ่งมีการผลักดันให้นำระบบเขตเลือกตั้งแบบสัดส่วนมาใช้

ท่าทีครั้งนี้มีขึ้นหลังจากอิตาลีได้รัฐบาลผสมชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนเดิมนายจูเซปเป้ คอนติ จากรัฐบาลชุดก่อนซึ่งมีข้อขัดแย้งระหว่างนายกฯคอนติ กับนายมัตเตโอ ซัลวินี รัฐมนตรีมหาดไทยและหัวหน้าพรรค Lega Nord ที่นายกซัลวินีได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกของตนเอง จนทำให้นายกคอนติต้องลาออก ก่อนจะจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคFive Star Movement และ Democratic Party Italy ซึ่งทั้งสองพรรคมีมติเห็นชอบในการปฏิรูปรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าวอยู่ด้วยแล้ว

นักวิเคราะห์บางฝ่ายได้ชื่นชมว่า การลดจำนวนส.ส. และส.ว. ลงจะยิ่งทำให้ทุกพรรคระมัดระวังในการเลือกผู้สมัครเป็นพิเศษ อย่างไรก็ดีนักวิเคราะห์บางฝ่ายเตือนว่าการลดจำนวนส.ส.ลงนั้นอาจยิ่งเพิ่มเปอร์เซนต์ล็อบบี้เสียงโหวตในสภา ส่วนประเด็นการประหยัดงบประมาณนั้นหาเทียบกับจำนวนหนี้สาธารณะในอิตาลีแล้วถึงว่าเป็นผลดีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่พรรคฝ่ายค้านอย่าง Lega Nord มองว่ารัฐบาลพยายามหาวิธีการสกัดขานักเมืองฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น

สหรัฐแบนบริษัทจีน ฐานละเมิดชาวอุยกูร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602936

  • วันที่ 08 ต.ค. 2562 เวลา 13:13 น.

สหรัฐแบนบริษัทจีน ฐานละเมิดชาวอุยกูร์

สหรัฐขึ้นบัญชีดำหน่วยงาน – บริษัทจีนรวม 28 แห่ง ตอบโต้กดขี่มุสลิมอุยกูร์

กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศขึ้นบัญชีดำหน่วยงานด้านความมั่นคงของจีน รวมถึงบริษัทด้านเทคโนโลยีอีก 28 แห่ง ตอบโต้กรณีที่จีนเลือกปฏิบัติรวมถึงละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวมุสลิมอุยกูร์ ในเขตปกครองซินเจียง และชนกลุ่มน้อยมุสลิมในส่วนอื่นๆของประเทศ

จากประกาศของทางการสหรัฐ หน่วยงานที่ถูกระบุขึ้นบัญชีดำประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงสาธารณะในเขตปกครองซินเจียงอุยกูร์ และบริษัทด้านเทคโนโลยีของจีน ทั้งหมด 28 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงบริษัท Hikvision ผู้ผลิตอุปกรณ์กล้องวงจรปิดและระบบรักษาความปลอดภัยชั้นนำของจีน

 

นอกจากนี้ยังรวมถึงบริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำของจีนอีกหลายแห่งอาทิ Megvii Technology, SenseTime FLYTEK Co, Xiamen Meiya Pico Information Co และ Yixin Science and Technology

คำแถลงของสหรัฐระบุว่า องค์กรเหล่านี้มีส่วนพัวพันการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสอดส่อง กดขึ่ กักขังมุสลิมอุยกูร์ และชนกลุ่มน้อยมุสลิมแห่งอื่นๆ

“รัฐบาลสหรัฐและกระทรวงพาณิชย์จะไม่อดทนกับการข่มเหลงชนกลุ่มน้อยในจีน” ตอนหนึ่งของคำแถลงโดยกระทรวงพาณิยช์สหรัฐระบุ

การขึ้นบัญชีดำนี้จะส่งผลให้บริษัทเหล่านี้ไม่สามารถซื้อหรือใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในสหรัฐได้

 

คำประกาศนี้ยังมาในช่วงเวลาเดียวกันกับที่จีนและสหรัฐเตรียมเปิดการเจรจาการค้ารอบใหม่ในสัปดาห์นี้ แต่ทางสหรัฐระบุว่าการขึ้นบัญชีคำดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการเจรจาการค้าแต่อย่างใด

มีการประเมินว่า ทางการจีนได้ดำเนินการคุมตัวชาวมุสลิมอุยกูร์ เข้าไปในค่ายปรับทัศนคติแล้วมากกว่า 1 ล้านราย ซึ่งในขณะเดียวกันช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ปรากฎคลิปวิดิโอที่แสดงให้เห็นชาวมุสลิมอุยกูร์ในซินเจียง ถูกมัดมือปิดตา ส่งเข้าค่ายศึกษาปรับทัศนคติ พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่ทหารค่อยเฝ้า แต่ภายหลังทางการจีนออกมาระบุว่าเป็นวิธีการตามปกติตามกระบวนการยุติธรรม

คิงสวีเดนถอดพระราชนัดดาออกจากสมาชิกพระบรมวงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602919

  • วันที่ 08 ต.ค. 2562 เวลา 11:21 น.

คิงสวีเดนถอดพระราชนัดดาออกจากสมาชิกพระบรมวงศ์

คิงสวีเดนประกาศถอดพระนัดดาทั้ง 5 ออกจากฐานันดรศักดิ์ ประสงค์ให้พระนัดดาใช้ชีวิตได้อย่างอิสระในอนาคต

สื่อสวีเดนรายงานว่า สำนักพระราชวัง (Sveriges Kungahus)ได้ออกประกาศพระราชโองการในสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ ถอดพระราชนัดดาทั้ง 5 พระองค์อันประกอบด้วย เจ้าชายอเล็กซานเดอร์ และเจ้าชายกาเบรียล พระโอรสในเจ้าชายคาร์ล ฟิลิป รวมถึงพระโอรสและพระธิดาในเจ้าหญิงเมดเดอลีน ได้แก่ เจ้าหญิงเลโอนอร์ เจ้าชายนิโคลัส และเจ้าหญิงอาเดรียนน์ ออกจากการเป็นสมาชิกพระบรมวงศ์ รวมถึงเลิกการใช้คำหน้าพระยศ His/Her Royal Highness ต่อพระนัดดาทั้ง 5 องค์

อย่างไรก็ดีพระนัดดาทั้ง 5 พระองค์นั้นจะยังคงดำรงอิสริยศเจ้าหญิง / เจ้าชาย ต่อไปรวมถึงตำแหน่งดยุกและดัชเชสที่สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟทรงแต่งตั้ง และยังคงอยู่ในลำดับการสืบราชสันตติวงศ์สวีเดน แต่จะไม่มีการสืบพระยศไปถึงรุ่นต่อไปเมื่อพระราชนัดดาทั้ง 5 องค์มีทายาทในอนาคต

 

สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ , เจ้าฟ้าหญิงวิกตอเรีย มกุฎราชกุมารีแห่งสวีเดน , เจ้าหญิงเอสเทลล์ Photo : Sandra Birgersdotter Ek/Kungl. Hovstaterna

พระราชนัดดาทุกพระองค์ยังคงเป็นสามาชิกราชวงศ์เบอร์นาดอต์ แต่จะไม่มีสถานะในฐานะสมาชิกพระบรมวงศ์สวีเดน (part of the royal family, but not the Royal House) เนื่องจากพระนัดดาทั้ง 5 พระองค์มีโอกาสน้อยในประกอบพระกรณียกิจในฐานะพระราชวงศ์ในอนาคต

ราชโองการดังกล่าวหมายความว่า พระนัดดาทั้ง 5 พระองค์นั้นจะยังคงดำรงพระอิสริยศตามเดิม แต่จะไม่ได้รับการการถวายพระเกียรติยศเฉกเช่นสมาชิกพระบรมวงศ์ ซึ่งจะทำให้ทั้ง 5 พระองค์มีอิสระในการใช้ชีวิตหรือประกอบกิจการธุรกิจในอนาคตเมื่อทรงเจริญพระชันษาขึ้น อีกทั้งจะไม่ได้รับเงินถวายรายปีจากรัฐบาลสวีเดนเช่นกัน

นักวิเคราะห์ราชวงศ์มองว่า ด้วยที่ราชวงศ์สวีเดนในปัจจุบันขยายใหญ่มากขึ้น ส่งผลให้ในอนาคตอาจต้องกระทบกับงบประมาณของรัฐบาล จากเงินถวายรายปี อีกทั้งพระราชนัดดาทั้ง 5 นั้น แม้จะอยู่ในสายการสืบราชสันตติวงศ์ แต่ก็นับว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะได้ขึ้นสืบสันตติวงศ์ในอนาคต พระองค์จึงตัดสินพระทัยถอดฐานันดรศักดิ์พระราชนัดดาทั้ง 5 เพื่อตัดลดงบประมาณอีกทั้งยังให้อิสระในอนาคตของเจ้าหญิงเจ้าชายได้ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องอยู่ในกรอบของราชสำนัก

ทั้งนี้ พระราชโองการของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ ไม่ได้รวมถึงเจ้าหญิงเอสเทลล์ และเจ้าชายออสการ์ พระธิดาและพระโอรสในเจ้าหญิงวิกตอเรีย มกุฎราชกุมารีแห่งสวีเดน ซึ่งอยู่ในลำดับต้นของการสืบราชสันตติวงศ์และยังคงพระราชอิสริยยศตามเดิมทุกประการ นั้นหมายความว่าพระราชวงศ์สวีเดนที่จะประกอบพระราชกิจหลักแก่ประเทศจะมีเพียง สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ สมเด็จพระราชินีซิลเวีย เจ้าหญิงวิกตอเรีย มกุฎราชกุมารีแห่งสวีเดน และเจ้าชายแดเนียล พระสวามี รวมถึงเจ้าหญิงเอสเทลล์เมื่อทรงเจริญพระชันษาขึ้น

ด้านเจ้าฟ้าชายคาร์ล ฟิลิป และเจ้าหญิงโซเฟีย มีพระดำรัสลงในอินสตาแกรมว่า “ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นการดีต่ออเล็กซานเดอร์ และกาเบรียลที่จะมีทางเลือกในชีวิตที่มากขึ้น” เช่นเดียวกับเจ้าฟ้าหญิงเมดเดอลีนก็ทรงมีพระดำรัสลงอินสตาแกรมส่วนพระองค์เช่นกันว่า “ข้าพเจ้าและสวามีคิดว่าเป็นโอกาสดีที่ลูกๆของเราจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระในอนาคต”

นักวิทย์ฯพบดวงจันทร์บริวารดาวเสาร์เพิ่ม 20 ดวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/602902

  • วันที่ 08 ต.ค. 2562 เวลา 10:18 น.

นักวิทย์ฯพบดวงจันทร์บริวารดาวเสาร์เพิ่ม 20 ดวง

ดาวเสาร์ขึ้นแท่นมีดวงจันทร์บริวารมากสุดในระบบสุริยะถึง 82 ดวง

ทีมนักวิทยาศาสตร์สหรัฐเปิดเผยการค้นพบดวงจันทร์บริวารของดาวเสาร์เพิ่มขึ้นอีก 20 ส่งผลให้ดาวเสาร์กลายเป็นดาวเคราะห์ที่มีดวงจันทร์บริวารมากที่สุดของระบบสุริยะทั้งหมด 82 ดวง แซงหน้าดาวพฤหัสบดีซึ่งมีดวงจันทร์บริวารที่ 79 ดวง

การเปิดเผยมีขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาโดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ดาวเคราะห์น้อยแห่งสหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ ( International Astronomical Union’s Minor Planet Center) จากการใช้กล้องสำรวจดวงดาวซูบารุ ในรัฐฮาวายประเทศสหรัฐฯ

ดวงจันทร์ทั้งหมด 20 ดวงที่ค้นพบใหม่นี้มีขนาดเล็ก มีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 5 กิโลเมตร โดยจำนวนนี้ 17 ดวงมีวงโคจรสวนทางกับทิศทางหมุนของดาวเสาร์ ขณะที่อีก 3 ดวงเคลื่อนที่ตามการหมุนของดาวเสาร์

สำหรับดวงจันทร์ที่ค้นพบใหม่ทั้งหมดยังไม่มีชื่อและได้เตรียมเปิดให้สาธารณะร่วมกันตั้งชื่อ

ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบเชื่อว่า ดวงจันทร์ดเหล่านี้คือเศษซากของวัตถุที่ใหญ่กว่าอย่างน้อย 3 ชิ้น พุ่งชนกันจนแตกเป็นเสี่ยงๆอย่างรุนแรง หรืออาจเป็นการปะทะกันของดาวเคราะห์น้อย หรือดาวหางที่ผ่านเข้ามา

Photo : NASA/ESA Hubble Space Telescope