อียิปต์เผยร่างมัมมี่นายช่างใหญ่ผู้โด่งดังเมื่อ3400ปีก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601426

  • วันที่ 22 ก.ย. 2562 เวลา 09:44 น.

อียิปต์เผยร่างมัมมี่นายช่างใหญ่ผู้โด่งดังเมื่อ3400ปีก่อน

นักโบราณคดีย้ายมัมของเซนเนเจม (Sennedjem) นายช่างศิลปะที่มีชีวิตอยู่ในยุคอียิปต์โบราณราว 3400ปีก่อน หลังจากทำการเคลื่อนย้ายมัมมี่ของเขาออกจากโลงศพ เพื่อนำไปยังห้องทดลองในเต็นท์ปลอดเชื้อ ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอารยธรรมอียิปต์ (NMEC) ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2019

ช่าง อียิปต์โบราณที่ชื่อเซนเนเจมผู้นี้ อาศัยอยู่ที่เมืองเซต มาอัต (Set Maat แปลว่า “สถานที่แห่งความจริง) ปัจจุบันคือเมืองเดียร์ เอล เมดินาบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ตรงข้ามกับเมืองธีบส์ ในช่วงรัชสมัยของฟาโรฟ์เซติ ที่ 1 และฟาโรห์รามเสสที่ 2

เซนเนเจม มีตำแหน่งเป็น “คนรับใช้แห่งสถานที่ความจริง” ซึ่งหมายถึงผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสุสานหลวงในเมืองธีบส์ และหลังจากเสียชีวิตแล้วจะถูกบรรจุร่างอยู่สุสานที่สวยงาม

เซนเนเจม ถูกฝังพร้อมกับภรรยาของเขาที่ชื่อ อิยเนเฟอร์ตี และสมาชิกในครอบครัว ในสุสานรวมที่หมู่สุสานประจำหมู่บ้าน สุสานของเขาถูกค้นพบเมื่อวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1886 พบเฟอร์นิเจอร์จากบ้านของเขา รวมถึงมานั่ง และเตียง ซึ่งเขาเคยใช้จริงเมื่อยังมีชีวิตอยู่การเปิดเผยมัมมี่และการเคลื่อนย้ายร่างของเซนเนเจมได้รับความสนในจากสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก แม้ว่าเขาจะไม่มีสถานะสูงส่งในทางประวัติศาสตร์เทียบเท่ากับฟาโรฟื แต่ก็ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยให้ข้อมูลกับเราเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคนธรรมดาสามัญในยุคอียิปต์โบราณ

ภาพชุด

AFP

AFP

AFP

AFP

AFP

AFP

AFP

Victim Blaming ทำไมถึงต้องโทษว่าเป็นความผิดเหยื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601405

  • วันที่ 21 ก.ย. 2562 เวลา 20:00 น.

Victim Blaming ทำไมถึงต้องโทษว่าเป็นความผิดเหยื่อ

เผยอิทธิพลของสังคมและมายาความเชื่อที่ทำให้คนบางกลุ่มชี้นิ้วโทษว่าเหยื่อมีส่วนทำให้เกิดคดีข่มขืน

ส่วนใหญ่หลังจากเกิดคดีล่วงละเมิดทางเพศ มักจะมีคนบางกลุ่มโยนความผิดให้เหยื่อว่าอาจมีส่วนทำให้เกิดการกระทำผิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแต่งตัวโป๊บ้างล่ะ ให้ท่าบ้างล่ะ หรือว่าเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงเองบ้างล่ะ หรือที่หนักกว่านั้นคือทำให้ตัวเองอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เช่น ดื่มแอลกอฮอล์หรือเสพยาบ้างล่ะ อย่างที่เราเห็นกันในคดีของพริตตี้รายหนึ่งที่กำลังเป็นข่าวอยู่ตอนนี้ พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้เรียกว่า Victim Blaming หรือการโทษว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของผู้ถูกกระทำ

พฤติกรรมนี้มีให้เห็นทั่วโลก อย่างเมื่อปี 2013 หญิงชาวสวิสถูกกลุ่มชายฉกรรจ์รุมโทรมขณะไปตั้งแคมป์กับสามีในป่าแห่งหนึ่งของรัฐมัธยประเทศของอินเดีย แต่ระหว่างการสอบสวนคดีตำรวจท้องถิ่นกลับโทษว่าส่วนหนึ่งเป็นความผิดของนักท่องเที่ยวสองสามีภรรยาที่ไม่ยอมแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าจะตั้งแคมป์ที่ไหน

หรือในเคสของนักร้องสาวร่างเล็ก อาเรียนา แกรนเด ที่ถูกบาทหลวงจับหน้าอกระหว่างพูดไว้อาลัยการจากไปของ อารีธา แฟรงคลิน นักร้องชาวอเมริกัน ที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง ฝั่งหนึ่งบอกว่าไม่ใช่ความผิดของแกรนเดเลย อีกฝั่งหนึ่งบอกว่าบาทหลวงคนนี้ทำผิด แต่แกรนเดสามารถป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้โดยการแต่งตัวให้มิดชิด บางคนบอกว่าไม่มีการแต๊ะอั๋งเกิดขึ้น มันเป็นแค่อุบัติเหตุ แล้วสักพักเรื่องก็เงียบไป

อาเรียนา แกรนเด และบาทหลวงชาร์ลส์ เอลลิส REUTERS/Mike Segar

เมื่อเกิดวัฒนธรรมการโทษผู้ถูกกระทำขึ้น ผู้หญิงมักจะถูกสั่งให้เปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อไม่ให้ตัวเองถูกข่มขืนหรือคุกคามทางเพศ ทั้งให้แต่งตัวให้มิดชิด ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่อยู่ในสถานที่เปลี่ยวหรืออโคจร ต่างๆ นานา จนเกิดความเชื่อว่าหากถูกคุกคามก็เป็นความผิดของผู้หญิงเอง เจสสิกา อีทตัน นักรณรงค์เพื่อผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถึงกับตัดพ้อว่า “เมื่อเกิดเหตุก่อการร้ายขึ้น รัฐบาลหรือตำรวจมักจะบอกว่าเราจะไม่เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตประจำวัน เราจะไม่เปลี่ยนพฤติกรรม เราจะทำทุกอย่างตามปกติ แต่กับเหตุข่มขืนรัฐบาลหรือตำรวจกลับบอกให้ผู้หญิงเปลี่ยนพฤติกรรม เหตุใดผู้หญิงต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อคนร้าย”

ประเด็นเรื่องการแต่งตัวมักจะถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวโทษผู้หญิง โดยทึกทักเอาว่าการสวมใส่เสื้อผ้าที่โชว์เนื้อหนังคือการแสดงความยินยอมให้ตัวเองถูกลวนลาม และแม้งานศึกษาวิจัยส่วนใหญ่จะพบว่าผู้ชายมองผู้หญิงที่สวมเสื้อผ้าเซ็กซี่ว่ามีแนวโน้มยินยอมพร้อมใจมีเพศสัมพันธ์มากกว่า แต่กลับไม่มีข้อมูลใดๆ ระบุไว้เลยว่าผู้หญิงที่แต่งตัวโป๊มีโอกาสถูกข่มขืนมากกว่า และจากข้อมูลของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ชี้ว่าความเป็นไปได้ในการก่อคดีข่มขืนขึ้นอยู่กับอายุและสถานที่ ไม่เกี่ยวกับสไตล์การแต่งตัว

ก่อนหน้านี้เคยมีการจัดนิทรรศการ “What were you wearing?” (คุณสวมชุดอะไร?) ในกรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม ที่จำลองเสื้อผ้าที่ผู้ถูกกระทำสวมใส่ในวันที่เกิดเหตุข่มขืน เช่น ชุดนอน ชุดวอร์มแขนยาวขายาว เสื้อยืดลายลิตเติลโพนี ซึ่งล้วนเป็นชุดที่มิดชิดไม่น่าจะกระตุ้นให้คนร้ายลงมือข่มขืนเลย เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ว่าเสื้อผ้าไม่เกี่ยวข้องกับการคุกคามทางเพศ

ส่วนคำถามว่าแล้วทำไมผู้คนบางคนในสังคมยังชี้นิ้วโทษผู้หญิงที่ถูกกระทำ สำหรับบางประเทศเกิดจากอิทธิพลของสังคมที่มองว่าผู้ชายเป็นใหญ่ ส่วนผู้หญิงเป็นรองต้องเชื่อฟังและเคารพผู้ชาย ส่วนอีกเหตุผลหนึ่ง เชอร์รี่ แฮมบี ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Sewanee University ของสหรัฐ เผยว่าการโทษผู้ถูกกระทำเป็นผลข้างเคียงที่น่าแปลกของความเชื่อของมนุษย์ที่ว่าโลกนี้ยุติธรรม เมื่อเกิดเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นกับคนคนหนึ่ง เราจึงมักจะเชื่อกันว่าคนคนนั้นจะต้องทำอะไรไม่ดีมาแน่ๆ ถึงได้เจอเรื่องร้ายๆ

แฮมบี ยังกล่าวอีกว่าการเชื่อเช่นนั้นช่วยปกป้องภาพลวงตาที่คนเราสร้างขึ้นมาว่าเรื่องร้ายๆ จะไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง

ทว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ดังนั้นแทนที่จะไปโทษว่าผู้หญิงถูกล่วงละเมิดทางเพศเพราะแต่งตัวโป๊ เพราะดื่มแอลกอฮอล์จนไม่มีสติ ลองคิดถึงใจเขาใจเราและเผื่อเผ่ความเห็นใจให้คนที่ถูกกระทำบ้างก็ไม่เสียหาย

หิมะแรกของญี่ปุ่นตกแล้วที่ฮอกไกโด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601411

  • วันที่ 21 ก.ย. 2562 เวลา 19:00 น.

หิมะแรกของญี่ปุ่นตกแล้วที่ฮอกไกโด

แม้ในกรุงโตเกียวจะเผชิญกับคลื่นความร้อนสุดโหดตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เลยขึ้นไปทางเหนือสุดของประเทศอย่างเกาะฮอกไกโด กลับมีหิมะตกโปรยปรายลงมาแล้ว


คลิปวิดีโอด้านบนนี้บันทึกไว้เมื่อช่วง 08.30 น.ของวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา บนภูเขาอาซาฮิดาเกะในอุทยานแห่งชาติไดเซ็ตสึซังที่ตั้งอยู่บนยอดเขาทางตอนกลางของฮอกไกโด แม้ฮอกไกโดจะเข้าสู่ฤดูหนาวก่อนพื้นที่อื่นของประเทศ แต่นักท่องเที่ยวก็ไม่คาดฝันว่าอากาศจะเย็นลงเร็วกว่าปกติ ขณะที่บริเวณอื่นของอุทยานแห่งชาติไดเซ็ตสึซังมีการรายงานจากท้องถิ่นว่าพบหิมะตกตั้งแต่ช่วง 22.00 น.ของวันที่ 18

สำนักข่าว SoraNews24 รายงานว่าอุณหภูมิช่วงกลางคืนในจุดที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,500 เมตรลดลงมาอยู่ที่ 0 องศาเซลเซียส และหนาวกว่านั้นหากสูงเกิน 1,900 เมตร และคงอยู่ในจุดเยือกแข็งจนถึงช่วง 06.00 น.ของวันที่ 19 โดยมีหิมะหนาประมาณ 5 เซนติเมตร นับว่าเป็นหิมะแรกของปีนี้ของญี่ปุ่น

ชมชัดๆภาพความเสียหายโรงน้ำมันซาอุฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601401

  • วันที่ 21 ก.ย. 2562 เวลา 17:40 น.

ชมชัดๆภาพความเสียหายโรงน้ำมันซาอุฯ

ซาอุฯเผยโรงน้ำมันอรามโกถูกโดรน 25 ลำและมิสไซล์โจมตีอย่างหนัก

จากเหตุโจมตีโรงน้ำมันสองแห่งคือโรงกลั่นที่ Abqaiq และโรงกลั่นที่ Khurais ซึ่งทั้งสองแห่งเป็นของบริษัทซาอุดิ อรามโก รัฐวิสาหกิจน้ำมันขนาดใหญ่ของซาอุดิอาระเบียเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก อีกทั้งกระทำต่อกระบวนการผลิตน้ำมันป้อนเข้าสู่ตลาดโลก

ทางการซาอุดิอาระเบียได้เชิญสำนักข่าวต่างประเทศเข้าสำรวจความเสียหายของโรงน้ำมัน Abqaiq ซึ่งนับเป็นหนึ่งในแหล่งขุดเจาะน้ำมัน 2 แห่งที่ถูกโจมตี

ภาพ : AFP

สำหรับโรงกลั่น Abqaiq ตั้งอยู่บริเวณทางทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งขุดเจาะน้ำมันขนาดใหญ่ที่สำคัญที่สุดของซาอุดิอาระเบีย รวมถึงเป็นหนึ่งในแหล่งขุดเจาะน้ำมันดิบและเป็นโรงงานแปรรูปน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีกำลังการผลิตน้ำมันดิบมากกว่า 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน

แม้ว่าเวลาจะผ่านมาเพียง 1 สัปดาห์แต่ทางการซาอุดิ อรามโกได้เริ่มกระบวนการซ่อมแซมแล้ว โดยคาดหวังจะให้แล้วเสร็จเร็วที่สุดเพื่อกลับมามีกำลังการผลิตป้อนตลาดน้ำมันในตลาดโลกได้ตามเดิม

ภาพ : AFP

นักข่าวของซีเอ็นบีซีรายงานว่า จากการเปิดเผยของบริษัทอรามโกระบุว่ามีคนงานทำงานอยู่ในโรงน้ำมันดิบขณะเกิดเหตุโจมตีราว 200 คน

เจ้าหน้าที่อรามโกเผยว่า ขณะนี้โรงน้ำมันที่ Khurais สามารถผลิตน้ำมันได้เพียง 30% จากกำลังการผลิตปกติ โดยเดินหน้าผลิตน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง และคาดว่าจะดำเนินการซ่อมแซมส่วนที่เสียหายจากโจมตีจนกลับมาผลิตได้เต็มกำลังอีกครั้งช่วงปลายเดือนกันยายนนี้

 

ภาพ : AFP

ทางการซาอุฯกล่าวอีกว่า ในเดือนพฤศจิกายนทั้งประเทศจะสามารถกลับมาผลิตน้ำมันได้ราว 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ว่าช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาทางซาอุฯจะลดกำลังการผลิตน้ำมันเหลือ 10 ล้านบาร์เรลต่อวันสืบเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำ

 

ภาพ : AFP

ทางการซาอุฯยังเผยอีกว่าโรงน้ำมัน Abqaiq ที่ถูกโจมตีนี้มีอายุเก่าแก่ถึง 70 ปีแล้วนั้นถูกโจมตีถึง 18 ครั้ง ส่วนอีกแห่งถูกโจมตีถึง 4 ครั้ง และแม้จะถูกโจมตีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาถึง 18 จุด แต่ทางคนงานในโรงน้ำมัน Abqaiq ก็สามารถกลับมาผลิตน้ำมันได้ 2 ล้านบาร์เรลภายใน 48 ชั่วโมงหลังเหตุโจมตี ขณะที่ส่วนที่เหลือที่ยังคงเสียหายทางอรามโกตั้งใจจะซ่อมให้เสร็จภายในปลายเดือนกันยายนนี้แต่ต้องรอจัดส่งชิ้นส่วนบางอย่างจากทางสหรัฐและยุโรป

 

ภาพ : AFP

ก่อนหน้านี้ พันเอกTurki al-Maliki โฆษกกองกำลังพันธมิตรอาหรับแถลงเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า เหตุโจมตีโรงน้ำมันเมื่อคืนวันเสาร์ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น พบว่ามีการใช้โดรนโจมตีถึง 25 ลำ รวมถึงขีปนาวุธร่อนอีกจำนวนหนึ่งในการโจมตี

ภาพ : AFP

โฆษกซาอุฯ อ้างว่าขีปนาวุธทั้งหมดถูกยิงมาจากทางเหนือ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของอิหร่านอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ไม่ได้ถูกยิงจากทางเยเมนซึ่งเป็นพื้นที่ของกบฏฮูตี เนื่องจากโดรนที่ใช้ในการโจมตีนั้นอยู่นอกขอบเขตของโดรนที่ใช้โดยกลุ่มกบฏฮูตี

 

 

ภาพ : AFP

ทรัมป์ส่งทหารไปซาอุฯ เสริมทัพป้องกันหลังเหตุโจมตีโรงน้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601387

  • วันที่ 21 ก.ย. 2562 เวลา 14:29 น.

ทรัมป์ส่งทหารไปซาอุฯ เสริมทัพป้องกันหลังเหตุโจมตีโรงน้ำมัน

สหรัฐส่งทหารและระบบป้องกันภัยทางอากาศช่วยซาอุฯ พร้อมขึ้นบัญชีดำแบงก์ชาติอิหร่าน หลังเหตุโรงน้ำมันถูกโจมตี

สื่อสหรัฐรายงานว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้รับอนุมัติจากทำเนียบขาวซึ่งเป็นไปตามคำร้องของซาอุดิอาระเบีย ให้สหรัฐส่งเพิ่มกองกำลังทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ในซาอุดิอาระเบีย เพื่อเพิ่มมาตรการป้องกันภัยและสกัดการโจมตีทางอากาศ หลังจากเหตุโดรนและมิสไซล์หลายลำโจมตีโรงผลิตน้ำมันของบริษัทซาอุดิ อรามโก จนได้รับความเสียหายอย่างหนักเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดีตามคำแถลงของนายมาร์ค เอสเปอร์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐนั้นไม่ได้ระบุถึงจำนวนทหารรวมถึงกรอบเวลาการปฏิบัติภารกิจ และชนิดของอาวุธป้องกันการโจมตีทางอากาศที่ส่งเข้าไปตามคำร้องของซาอุดิอาระเบีย แต่นายเอสเปอร์ได้ระบุเช่นกันว่ารัฐบาลสหรัฐได้ส่งทหารและขีปนาวุธในลักษณะเดียวกันไปประจำการในยูเออีเช่นกัน

ภายหลังคำประกาศของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ทางด้านกระทรวงการคลังสหรัฐก็ได้ออกแถลงการณ์ขึ้นบัญชีดำธนาคารกลางอิหร่าน โดยให้เหตุผลอ้างว่าแบงก์ชาติอิหร่านให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการร้าย

ทั้งนี้ มาตรการลงโทษทั้งสองของสหรัฐมีขึ้นหลังเหตุโจมตีโรงน้ำมันขนาดใหญ่สองแห่งในซาอุดิอาระเบีย ซึ่งทางสหรัฐได้กล่าวโทษว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลังการโจมตี แต่ทางรัฐบาลเตหะรานได้ปฏิเสธมาโดยตลอด

เป็นที่คาดกันว่าการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติครั้งที่ 74 ที่นครนิวยอร์ก หัวข้อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน และการโจมตีคลังน้ำมันซาอุฯครั้งนี้จะเป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกเป็นประเด็นสำคัญของการประชุม

พิพิธภัณฑ์แห่งแรกของโลกที่อุทิศแด่ช่องคลอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601382

  • วันที่ 21 ก.ย. 2562 เวลา 13:30 น.

พิพิธภัณฑ์แห่งแรกของโลกที่อุทิศแด่ช่องคลอด

ลอนดอนเตรียมเปิดพิพิธภัณฑ์ช่องคลอดแห่งแรกของโลก

ทั่วโลกมีพิพิธภัณฑ์อันมีชื่อเสียงที่รวบรวมผลงานศิลปะวัตถุและโบราณวัตถุไว้มากมาย แต่คงจะไม่มีที่ไหนแปลกและน่าสนใจเท่ากับพิพิธภัณฑ์ช่องคลอดที่กำลังจะเปิดใหม่ในกรุงลอนดอนแห่งนี้

พิพิธภัณฑ์ช่องคลอดแห่งนี้จะใช้ชื่อตรงๆว่า “The Vagina Museum” Zoe Williams ผู้จัดการระบุว่ามันจะเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของโลกที่อุทิศให้แด่ช่องคลอดของสตรีทุกคน

Florence Schechter ผู้ก่อตั้งเผยว่าได้ไอเดียเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ช่องคลอดจากการที่เธอได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับอวัยวะเพศชายที่ประเทศไอซ์แลนด์ (Icelandic Phallological Museum) จึงคิดได้ว่าทำไมไม่มีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับอวัยวะเพศหญิงบ้าง ซึ่งทั้งสองล้วนเป็นของคู่กันตามธรรมชาติ

 

 

Schechter และทีมงานของเธอจึงเปิดระดมทุนจนได้เงินสูงถึง 50,000 ปอนด์ หรือราว 1.9 ล้านบาท

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีกำหนดเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 พฤศจิกายนในย่าน London Camden Market ภายใต้คอนเซปแรก “”Muff Busters: Vagina Myths and How to Fight Them” โดยนิทรรศการนี้จะนำเสนอตำนานอันแพร่หลายภายใต้วัฒนธรรมทั่วโลกเกี่ยวกับความเชื่อของช่องคลอดและอวัยวะเพศหญิง อาทิ วิวัฒนาการทำความสะอาดช่องคลอดตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน

ทีมผู้ก่อตั้งยังเผยอีกว่าพันธกิจของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะมีเพื่อสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่ม LGBT รวมถึงด้านสิทธิสตรี “มันไม่มีอะไรต้องน่าอายหรือน่ารังเกียจเกี่ยวกับช่องคลอดหรืออวัยวะเพศหญิง .. มันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเราที่ควรฉลอง” Zoe Williams กล่าว

Photo : https://www.vaginamuseum.co.uk/

กลุ่มคลั่งไคล้เอเลี่ยนกว่า 2,000 คนรวมตัวนอกแอเรีย 51

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601372

  • วันที่ 21 ก.ย. 2562 เวลา 11:55 น.

กลุ่มคลั่งไคล้เอเลี่ยนกว่า 2,000 คนรวมตัวนอกแอเรีย 51

ชมภาพ กลุ่มผู้คลั่งไคล้เอเลี่ยนนับพันคน รวมตัวด้านนอกทางเข้าฐานทัพแอเรีย 51

สื่อท้องถิ่นสหรัฐรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่นของรัฐเนวาด้า มีกลุ่มผู้คนที่เชื่อเรื่องราวเกี่ยวกับเอเลี่ยน ได้นัดมารวมตัวกันบริเวณด้านหน้าทางเข้าของฐานทัพแอเรีย 51 ใจกลางทะเลทรายเนวาด้า จำนวนมากกว่า 2,000 คนเพื่อหวังพิสูจน์ความลี้ลับของฐานทัพแห่งนี้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก

การรวมตัวดังกล่าวมีขึ้นตามแคมเปญ “Storm Area 51” ซึ่งถูกจัดตั้งบนเฟซบุ๊กเมื่อหลายเดือนก่อนและมีผู้ลงชื่อเข้าร่วมกิจกรรมนับล้านคน แม้ว่าภายหลังผู้ตั้งแคมเปญดังกล่าวจะยอมรับว่ากิจกรรมดังกล่าวจะตั้งขึ้นเพื่อความสนุกเท่านั้น

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้เมื่อวานนี้ (20 ก.ย.) มีรายงานว่าที่เมือง Rachel เมืองขนาดเล็กอันห่างไกลซึ่งอยู่ใกล้กับฐานแอเรีย 51 ที่สุด มีกลุ่มบรรดาผู้คลั่งไคล้เอเลี่ยนเดินทางมาร่วมกิจกรรมดังกล่าวมากกว่า 2,000 คนตามรายงานของสื่อสหรัฐ

 

กระทั่งเมื่อเวลา 02.30 น. พบว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมราวๆ 100 คน นัดรวมตัวกันด้านหน้าประตูทางเข้าฐานแอเรีย 51 หลายคนสวมชุดคอสตูมเลียนแบบการแต่งกายของเอเลี่ยนที่ตนเองเชื่อ เหตุดังกล่าวส่งผลให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดของฐานทัพระดมกำลังเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

มีรายงานด้วยว่าพบเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบินวนโดยรอบเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ด้วย

เหตุการณ์ชุมนุมดังกล่าวเป็นไปด้วยความสงบ ไม่มีการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุมลัทธิเอเลี่ยน กระทั่งเวลาใกล้รุ่งสางผู้ชุมนุมได้ถอนตัวออกไป

เช่นเดียวกับที่เมือง Alamo และ Hiko ซึ่งอยู่ใกล้กับฐานแอเรีย 51 ก็พบว่ามีกลุ่มคนผู้คลั่งไคล้เอเลี่ยนเดินทางมารวมตัวเช่นกัน

อย่างไรก็ดี จากการเปิดเผยของหัวหน้านายอำเภอเขตลินคอร์นเคาท์ตี้ ระบุว่า มีผู้ชุมนุมอย่างน้อย 2 คน ถูกจับกุมจากการที่พบว่าคนหนึ่งประพฤติตัวไม่เหมาะสมในสาธารณะด้วยการปัสสาวะรดประตู ส่วนอีกคนหนึ่งถูกจับฐานใช้แอลกอฮอล์จนก่อความวุ่นวาย

 

 

Photo : AFP

จีนบังคับนักข่าวทดสอบความภักดีสีจิ้งผิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601366

  • วันที่ 21 ก.ย. 2562 เวลา 10:47 น.

จีนบังคับนักข่าวทดสอบความภักดีสีจิ้งผิง

เผยนักข่าวในจีนต้องเทสต์ความรู้เกี่ยวกับประธานาธิบดีสีจิ้งผิง รวมถึงแนวคิดของพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อทดสอบความภักดี

มีรายงานจากทั้งเดอะการ์เดี้ยนและเซาท์มอร์นิ่งโพสต์ที่ระบุตรงกันว่า ในเร็วๆนี้บรรดานักข่าวรวมถึงผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักในจีนจะต้องเข้าทดสอบความรู้เกี่ยวกับตัวประธานาธิบดีสีจิ้นผิง รวมถึงแนวคิดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อทดสอบถึงความภักดีต่อตัวผู้นำจีน

รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้มีการส่งหนังสือเวียนแจ้งข่าวไปยังสำนักข่าวหลายแห่งโดยเฉพาะสื่อของรัฐบาลจีนในกรุงปักกิ่งมากกว่า 12 แห่ง ตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมา ถึงคำแนะนำให้ทีมข่าวเตรียมตัวเข้ารับการทดสอบความรู้ผ่านแอปพลิเคชั่นโฆษณาชวนเชื่อของรัฐที่ชื่อว่า “Study Xi” ซึ่งแอปฯดังกล่าวเปิดตัวเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อให้นักข่าวสามารถได้รับการต่ออายุหนังสือรับรองทางวิชาชีพ

หลายส่วนเชื่อว่าการทดสอบครั้งนี้อาจขยายผลให้ใช้กับนักข่าวในจีนทั่วประเทศ โดยเดอะการ์เดี้ยนได้อ้างแหล่งข่าวเป็นนักข่าวในจีนจากสำนักข่าว 3 แห่งนอกปักกิ่ง ระบุว่าพวกเขาได้รับการจดหมายแจ้งเรื่องดังกล่าวเช่นกันเพื่อให้ลงทะเบียนทำการทดสอบผ่านแอปฯ

นักข่าวคนหนึ่งจากสถานีในมณฑลซานตงเผยว่า ไม่มีนักข่าวคนใดได้รับอนุญาตให้พูดเรื่องนี้ รวมถึงไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งระดับบรรดาธิการจนจึงนักข่าวภาคสนามก็ไม่มีใครหนีการทดสอบครั้งนี้ได้

รายงานจากเว็บไซต์ Sohu.com ระบุว่า ข้อสอบจะแบ่งออกเป็น 5 ส่วน จำนวนนี้สองส่วนจะเกี่ยวข้องกับประธานาธิบดีสีจิ้งผิง ขณะที่ส่วนอื่นๆจะเน้นไปทางแนวคิดของมาร์ซิสและพรรคคอมนิวนิสต์จีน

บรรณาธิการในสำนักข่าวของรัฐบาลจีนรายหนึ่งเผยกับเซาท์มอร์นิ่งโพสต์ว่า ตัวเขาได้ผ่านการทำการทดสอบแล้ว และส่วนตัวเชื่อว่าตนจะผ่านการทดสอบ

นอกจากนี้ยังเผยอีกว่า แอปดังกล่าวสามารถติดตามความคืบหน้าของผู้ใช้งานรวมถึงรวบรวมข้อมูลการใช้งาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ของสำนักโฆษณาชวนเชื่่อจีนสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้

ทั้งนี้ สำหรับจีนอยู่ในอันดับของประเทศที่มีเสรีภาพทางสื่อน้อยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากการจัดอันดับขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนในปี 2019 โดยอยู่ในอันดับที่ 177 จากทั้งหมด 180 แห่งทั่วโลก

บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายจริง 39 ประเทศสั่งแบนแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601345

  • วันที่ 20 ก.ย. 2562 เวลา 21:00 น.

บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายจริง 39 ประเทศสั่งแบนแล้ว

ส่องมาตรการควบคุมและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าของนานาประเทศ

หลังจากมีการใช้ในยุโรปเมื่อราว 13 ปีที่แล้ว บุหรี่ไฟฟ้าก็กลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก เนื่องจากคำกล่าวอ้างจากผู้ผลิตว่าปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่ปกติ แต่จากการศึกษาขององค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อปี 2016 พบว่ายังไม่มีหลักฐานมากพอที่จะสรุปได้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้ผู้ใช้เลิกบุหรี่มวน ขณะที่องค์กรด้านสุขภาพและรัฐบาลหลายประเทศออกคำเตือนว่าบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่มวนส่งผลเสียต่อสุขภาพไม่ต่างกัน

ล่าสุดรัฐบาลอินเดียประกาศห้ามจำหน่าย รวมทั้งห้ามผลิต นำเข้า จัดเก็บ และโฆษณาบุหหรี่ไฟฟ้า ผู้ฝ่าฝืนต้องถูกจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 100,000 รูปี หรือทั้งจำทั้งปรับ หากทำผิดซ้ำต้องระสางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับ 500,000 รูปี

การสั่งแบนของอินเดียเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่หลายประเทศกำลังตื่นตัวและเตรียมทบทวนการควบคุมของบุหรี่ไฟฟ้า รายงานของ Global State of Tobacco Harm Reduction ระบุว่าประเทศต่างๆ 39 ประเทศมีคำสั่งห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าหรือนิโคตินเหลว ขณะที่บางประเทศมีการควบคุม หรือให้ใช้อย่างถูกกฎหมาย อาทิ

ไทย แบนทุกกรณีตั้งแต่ปี 2014

สิงคโปร์ ห้ามนำเข้า จัดจำหน่าย แจกจ่าย หรือเสนอขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 เหรียญสิงคโปร์

กาตาร์ แบนตั้งแต่ปี 2014

ออสเตรีย กำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ การจำหน่ายต้องได้รับใบอนุญาต

เบลเยียม สามารถจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ที่บรรจุสารนิโคตินนอกร้านขายยาได้ หากบรรจุนิโคตินไม่เกิน 2 มิลลิลิตร หรือเฉพาะสารนิโคตินไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร โดยห้ามจำหน่ายให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี

สาธารณรัฐเช็ก ห้ามจำหน่ายให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และอนุญาตให้จำหน่ายเฉพาะร้านที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายบุหรี่มวนเท่านั้น การใช้หรือโฆษณาไม่ผิดกฎหมาย ในทางพฤตินัยห้ามจำหน่ายในช่องทางออนไลน์เนื่องจากไม่สามารถระบุอายุผู้ซื้อได้ แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีการบังคับใช้ เนื่องจากมีร้านค้าออนไลน์จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมาก ทำให้ควบคุมได้ยาก

เดนมาร์ก ควบคุมการโฆษณา และกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากทางการก่อนจึงจะทำการตลาดและจำหน่ายได้ ทว่าจนถึงตอนนี้ทางการยังไม่เคยออกใบอนุญาตดังกล่าว

ฟินแลนด์ การจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินเหลวถือว่าผิดกฎหมาย แต่หากไม่มีสารนิโคตินเหลวสามารถจำหน่ายได้ตราบใดที่ไม่มีภาพและราคาบนบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังผ่อนผันให้ซื้อบุหรี่ไฟฟ้าบรรจุนิโคตินเหลวจากต่างประเทศเพื่อใช้ส่วนตัวได้ โดยต้องมีนิโคตินไม่เกิน 10 มิลลิกรัม และน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าต้องมีนิโคตินไม่เกิน 0.42 กรัมต่อขวด หากเกินกว่านั้นต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ในฟินแลนด์

ฝรั่งเศส ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ใดๆ ทั้งที่มีและไม่มีนิโคตินให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี รวมทั้งยังกำหนดสถานที่ห้ามสูบ โดยผู้ฝ่าฝืนต้องถูกปรับตั้งแต่ 150 ยูโรขึ้นไป ส่วนเจ้าของสถานที่ที่เป็นพื้นที่ห้ามสูบและผู้ที่ไม่ติดป้ายห้ามสูบปรับ 450 ยูโร

เนเธอร์แลนด์ ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จำกัดการจำหน่ายน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าไม่เกินขวดละ 10 มิลลิลิตร มีนิโคตินได้ไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร

สหรัฐ ขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละรัฐ

ออสเตรเลีย ยังไม่มีกฎหมายที่แน่ชัด แต่การจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าต้องขึ้นทะเบียนกับคณะกรรมการสินค้าเพื่อการบำบัดโรค (TGA)

แคนาดา ส่วนใหญ่ยังไม่มีกฎหมายควบคุม แต่ในทางเทคนิคการจำหน่ายน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินยังผิดกฎหมาย เนื่องจากทางการแคนาดายังไม่อนุมัติ แต่โดยทั่วไปแล้วมีน้ำยาชนิดนี้จำหน่ายทั่วประเทศ ส่วนในเมืองแวนคูเวอร์ห้ามสูบบุหรี่ไฟฟ้าในสถานที่สาธารณะที่ห้ามสูบหบุรี่มวน เมืองโตรอนโตห้ามสูบบรี่หรี่ไฟฟ้าในสถานที่ทำงาน

ฮ่องกง ห้ามจำหน่ายและครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคติน ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 100,000 เหรียญฮ่องกง หรือจำคุก 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ยังไม่มีกฎหมายครอบคลุมบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีสารนิโคติน

ญี่ปุ่น ห้ามจำหน่ายหรือใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินตั้งแต่ปี 2010 แต่ยังมีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีนิโคตินให้กับทั้งเยาวชนและผู้ใหญ่ เนื่องจากไม่มีกฎหมายห้าม

มาเลเซีย มีกฎศาสนาอิสลามห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าในรัฐปีนัง เกดะห์ ยะโฮร์ และกลันตันเมื่อปี 2015 ต่อมารัฐบาลมาเลเซียออกกฎห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าให้เยาวชนในปี 2018

เกาหลีใต้ กฎหมายอนุญาตให้จำหน่ายและใช้บุหรี่ไฟฟ้า แต่มีการเก็บภาษีสูง

ที่มา : Regulation of electronic cigarettes/ Vaping Laws: Where on Earth Are Vapes Banned or Restricted?

ฟิลิปปินส์พบผู้ป่วยโปลิโอรายที่สอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601327

  • วันที่ 20 ก.ย. 2562 เวลา 16:56 น.

ฟิลิปปินส์พบผู้ป่วยโปลิโอรายที่สอง

ฟิลิปปินส์พบผู้ป่วยโปลิโอรายที่สองของประเทศในรอบ 19 ปี เป็นเด็กวัย 5 ขวบ หวั่นกลับมาระบาดอีกครั้ง

สื่อท้องถิ่นฟิลิปปินส์รายงานว่า สำนักสาธารณสุขได้ยืนยันการพบผู้ป่วยโรคโปลิโอเป็นรายที่สอง เป็นเด็กชายวัย 5 ขวบ ในจังหวัดลากูนา บนเกาะลูซอน หลังจากเมื่อวานนี้ทางการได้ยืนยันว่าพบเด็กป่วยเป็นโรคโปลิโอรายแรกของประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปี

รายงานระบุว่าเด็กชายรายนี้มีภาวะ ภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือภูมิต้านทานต่่ำ “Immunocompromised” อยู่แล้ว อีกทั้งเผชิญกับการเจ็บป่วยโรคในเด็กอยู่แล้วหลายโรคขณะติดเชื้อไวรัสโปลิโอ

โดยเด็กชายรายนี้ยังคงเดินได้แม้จะเริ่มประสบภาวะอัมพาตตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา ขณะนี้สาธารณสุขฟิลิปปินส์ได้แยกเด็กคนดังกล่าวออกจากผู้ป่วยทั่วไปในโรงพยาบาล และอยู่ภายใต้การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

เมื่อวานนี้ (19 ก.ย.) ทางการฟิลิปปินส์และองค์การอนามัยโลกได้เปิดเผยว่า พบผู้ป่วยโรคโปลิโอในฟิลิปปินส์เป็นครั้งแรกที่จังหวัดดลาเนาเดลซูร์ ทางใต้ของประเทศ

นอกจากนี้ยังพบว่ามีเชื้อโปลิโอในระบบระบายน้ำทิ้งของกรุงมะนิลา รวมถึงเส้นทางน้ำของเมืองดาเวา เมืองใหญ่ทางใต้ของประเทศด้วย ส่งผลให้ทางการหวั่นว่าโรคดังกล่าวซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนจะกลับมาระบาดอีกครั้ง

ข่าวการพบผู้ป่วยโปลิโอครั้งแรกในรอบ 19 ปีนี้ มีขึ้นหลังจากที่ฟิลิปปินส์พบการระบาดของโรคหัดและไข้เลือดออกช่วงต้นปีที่ผ่านมาจนมีผู้เสียชีวิตนับพันราย ทางการระบุว่า เหตุหนึ่งเนื่องจากผู้ปกครองจำนวนมากไม่พาบุตรหลายของตนไปรับวัคซีนเนื่องจากความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับวัคซีน

ภาพ : AFP