จับตาท่องเที่ยวกระทบทั่วโลก หลัง Thomas Cook ล่มสลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601551

  • วันที่ 23 ก.ย. 2562 เวลา 18:20 น.

จับตาท่องเที่ยวกระทบทั่วโลก หลัง Thomas Cook ล่มสลาย

หลังจากที่โพสต์ทูเดย์ได้รายงานข่าวไปว่า Thomas Cook พยายามระดมทุนครั้งสุดท้ายเพื่อต่อชีวิตของบริษัทที่กำลังจะล่มสลาย แต่ปรากฎว่าการเจรจาล้มเหลว บริษัท Fosun ไม่ยอมเพิ่มทุนอีก 200 ล้านปอนด์ ส่วนรัฐบาลอังกฤษก็ไม่ยอมยื่นมือให้ความช่วยเหลือ ทำให้บริษัท Thomas Cook ที่ดำเนินการมานานถึง 178 ปีต้องถึงกาลสิ้นสุด ยุติการปฏิบัติงานลงเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2019

แต่เนื่องจาก Thomas Cook เป็นบริษัทท่องเที่ยวชั้นนำของโลก การล้มละลายอย่างกระทันหัน ทำให้นักท่องเที่ยวถึง 600,000 คนต้องติดค้างอยู่ตามจุดหมายปลายทางต่างๆ เบื้องต้นมีรายงานว่า บรรดาบริษัทประกันในอังกฤษ จะพยายามช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในเยอรมนีก่อน เนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทนี้

ส่วนนักท่องเที่ยวในจุดหมายปลายทางอื่นๆ สำนักงานอากาศยานพลเรือนของอังกฤษ (CAA) จะเป็นแกนนำในการช่วยเหลือนำกลับประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 150,000 คนที่ติดค้างในต่างแดน และไม่สามารถใช้บริการจาก Thomas Cook ได้อีกต่อไป นับเป็นปฏิบัติการอพยพชาวอังกฤษกลับจากต่างแดนครั้งใหญ่ที่สุด หลังจากปฏิบัติการอพยพที่ดันเคิร์ก (Dunkirk evacuation) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

รัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวของตุรกีกล่าวว่า จะเข้าอุ้มธุรกิจในท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการล้มละลายของ Thomas Cook พร้อมกับเผยว่ามีลูกค้า 21,033 คนของบริษัทนี้ติดค้างอยู่ในประเทศตุรกี

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงท่องเที่ยวของไซปรัสเผยว่า มีนักท่องเที่ยวที่เป็นลูกค้าของ Thomas Cook อยู่ที่ไซปรัสถึง 15,000 คน แต่ทางการจะทำงานอย่างหนักเพื่อรับมือกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม โรงแรมในไซปรัสสูญเสียเป็นตัวเงินที่เกีย่าวข้องกับธุรกิจของ Thomas Cook ถึง 50 ล้านยูโร

กลุ่มบริษัทการท่องเที่ยวของออสเตรเลีย Webjet Ltd กล่าวว่าความเสียหายมีมูลค่า 27 ล้านยูโร และกลุ่มบริษัทการท่องเที่ยวออนไลน์ของอังกฤษ On The Beach บอกว่าจะได้รับผลกระทบในด้านการทุ่มเทให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ใช้บริการผ่าน Thomas Cook

อย่างไรก็ตาม มีผู้ได้รับประโยชน์จากการล่มสลายในครั้งนี้ นั่นคือบริษัท TUI คู่แข่งรายใหญ่ของ Thomas Cook มีหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 10% ในการซื้อขายช่วงต้นวันจันทร์ นอกจากนี้ ภาคการบินที่ของยุโรปยังอาจได้รับประโยชน์จากการปิดสายการบินของ Thomas Cook

ยูเอ็นเผย 5ปีที่ผ่านมาโลกร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601532

  • วันที่ 23 ก.ย. 2562 เวลา 15:38 น.

ยูเอ็นเผย 5ปีที่ผ่านมาโลกร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO เปิดเผยรายงานระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกระหว่างปี 2558 – 2562 เป็นช่วงเวลา 5 ปีที่โลกของเราร้อนที่สุด นับตั้งแต่มีการรวบรวมบันทึกกันมา

ช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ โลกของเราร้อนขึ้นถึง 1.1 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ค.ศ. 1850-1900) และร้อนขึ้น 0.2 องศาเซลเซียเมื่อเทียบกับช่วง 5 ปีก่อนหน้านี้ หรือระหว่าง 2554-2558

และถ้านับให้แคบลงเอาเฉพาะช่วง 4 ปีที่ผ่านมาคือ 2559 – 2562 โลกร้อนมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บบันทึกในปีพ.ศ. 2393 ซึ่งตรงกับรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ของประเทศไทย

เลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูเทียเรส พยายามผลักดันให้ประเทศต่างๆ เพิ่มเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก แต่แทนที่จะลดลง คาร์บอนไดออกไซด์กลับเพิ่มขึ้น 2% ในปี 2561 สูงถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 37,000 ล้านตัน กูเทียเรส จึงกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าโลกกำลังไล่ตามการแก้ปัญหาโลกร้อนไม่ทันการณ์แล้ว

ทั้งนี้ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO เป็นทบวงการชำนัญพิเศษขององค์การสหประชาชาติ มีหน้าที่ด้านอุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยาเชิงปฏิบัติการ และภูมิศาสตร์กายภาพแขนงที่เกี่ยวข้อง มีสำนักงานใหญ่อยู่ ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นสมาชิกกลุ่มพัฒนาสหประชาชาติ (United Nations Development Group)

อินโดเผาคนไทยรับกรรม ควันพิษภาคใต้เลวร้ายระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601510

  • วันที่ 23 ก.ย. 2562 เวลา 13:05 น.

อินโดเผาคนไทยรับกรรม ควันพิษภาคใต้เลวร้ายระดับโลก

จากการสำรวจระดับคุณภาพอากาศของเว็บไซต์ Air Visual ประจำวันที่ 23 กันยายน 2562 กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซียมีระดับมลภาวะ (US AQI) สูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก ส่วนสิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 4 ของโลก และกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลก สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการเผาป่าบนเกาะสุมาตราและเกาะกาลิมันตันของอินโดนีเซีย ที่ยืดเยื้อมานานนับเดือน

เมื่อตรวจดูจากแผนที่สภาพมลภาวะจะพบว่า กลุ่มมลภาวะได้ครอบคลุมหมู่เกาะหลักทางตะวันตกและตอนเกลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอาไว้แล้ว รวมถึงและคาบสมุทรมลายู ซึ่งรวมถึงภาคใต้ของไทย จากสภาพในวันที่ 23 กันยายน 2562 พบว่า ค่ามลภาวะในภาคใต้สูงขึ้นอย่างมาก เช่น ที่สงขลาอยู่ที่ 151 ปัตตานีที่ 163 นราธิวาส 116 และภูเก็ตที่ 148 โดยค่ามลภาวะของจังหวัดเหล่านี้เกือบเท่ากับระดับโลกคือกัวลาลัมเปอร์ (154)

สำหรับดัชนีที่ 51 – 100 ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง (Moderate) แต่ 101 – 150 ถือว่าไม่ดีต่อสุขภาพสำหรับกลุ่มที่มีความละเอียดอ่อน (Unhealthy for Sensitive Groups) และ 151 – 200 ถือว่าไม่ดีต่อสุขภาพโดยรวม (Unhealthy) ซึ่งพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างจัดอยู่ใน 2 กลุ่มหลัง

สำหรับพื้นที่ที่เลวร้ายที่สุด คือจังหวัดจัมบี บนเกาะสุมาตรา ที่ 763 จังหวัดเรียวที่ 694 บนเกาะสุมาตรา จังหวัดสุมาตราตะวันตกที่ 607 และจังหวัดกาลิมันตันกลาง บนเกาะกาลิมันตันที่ 411 ทั้งหมดถือเป็นระดับที่อันตรายมาก

ทั้งนี้ การจัดสภาพอากาศของ Air Visual ใช้ระบบ U.S. Air Quality Index หรือ US AQI ซึ่งมีความละเอียดและเที่ยงตรงมากกว่าการจัดด้วยระบบ Pollutant Standards Index หรือ PSI เช่น ในการจัดสภาพอากาศที่สิงคโปร์ ซึ่งวัดด้วยดัชนี PSI ปรากฎว่าเมื่อวันที่ 18 กันยายน ซึ่งหมอกควันรุนแรงมากแล้ว แต่การวัดที่สิงคโปร์ด้วยดัชนี PSI กลับบอกว่าอยู่ในระดับปานกลางขณะที่ดัชนี US AQI บอกค่าอยู่ที่ 134 ซึ่งถือเป็นระดับไม่ดีต่อสุขภาพสำหรับกลุ่มที่มีความละเอียดอ่อน

อินโดนีเซียไม่ใช่ประเทศเสรี ดันกม.ห้ามมีเซ็กส์ก่อนแต่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601475

  • วันที่ 23 ก.ย. 2562 เวลา 11:45 น.

อินโดนีเซียไม่ใช่ประเทศเสรี ดันกม.ห้ามมีเซ็กส์ก่อนแต่ง

สมาชิกสภานิติบัญญัติสายอนุรักษ์นิยมเคร่งศาสนาอิสลามในอินโดนีเซียพยายามผลักดันกฎหมายอาญา ห้ามมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรสและห้ามเพศสัมพันธ์ระหว่างคนเพศเดียวกัน ทำให้เกิดความเสียงวิจารณ์หนักหน่วงในประเทศ เพราะบั่นทอนเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะคนกลุ่มน้อยที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม รวมถึงกีดกันกลุ่มความหลากลายทางเพศ

แม้ว่าประธานาธิบดีโจโก วิโดโด จะใช้ชะลอการพิจารณากฎหมายออกไปก่อน แต่กฎหมายยังไม่ถูกปัดตกไป อีกทั้งยังเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าอินโดนีเซียกำลังเปลี่ยนจากประเทศที่เป็นกลางทางศาสนาและมีค่านิยมตะวันตก กลายเป็นประเทศที่มีค่านิยมตามหลักอิสลามและเคร่งครัดตามหลักศาสนามากขึ้น

ทั้งนี้ แม้ว่าอินโดนีเซียจะเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ทีสุดในโลกในแง่ประชากร แต่มีระบอบการปกครองที่แยกศาสนาออกจากรัฐในระดับหนึ่ง และให้เสรีภาพกับศาสนาอื่นๆ พอสมควร ในช่วงทศวรรษที่ 1960 – 2000 สังคมอินโดนีเซียดำเนินไปตามกระแสนิยมตะวันตก แต่ในระยะหลัง เกิดกระแสนิยมการปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลามที่เคร่งครัดขึ้น หญิงสาวเริ่มหันมาสวมฮิญาบและชายหนุ่มใส่ใจกับการประกอบศาสนกิจมากขึ้น

Nahdlatul Ulama กลุ่มมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย ชี้ว่ากฎมายห้ามมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะและบุคลิกภาพที่แท้จริงของประชาชนและประเทศอินโดนีเซีย

ยูอีส สุนาร์ตี ศาสตราจารย์แห่งสถาบัน Institut Pertanian Bogor ผู้สนับสนุนค่านิยมของครอบครัวอนุรักษ์นิยม ยังถึงขนาดผลักร่างกฎหมายใหม่โดยห้ามการแสดงออกของกลุ่มรักร่วมเพศเข้าไปด้วย

“อินโดนีเซียไม่ใช่ประเทศที่มีแนวคิดเสรี” นาซิร์ จามิล นักการเมืองจากพรรคความยุติธรรมมั่งคั่ง (PKS) ซึ่งเป็นฝ่ายค้านสายอิสลามบอกกับผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์ส พร้อมกับกล่าวหาว่าประธานาธิบดีอยู่ใต้อิทธิพลของรัฐบาลต่างประเทศ โดยชี้ว่ารัฐบาลออสเตรเลียเตือนประชาชนเรื่องกฎหมายฉบับนี้ และชาวออสเตรเลียเป็นนักท่องเที่ยวที่สำคัญของอินโดนีเซีย

อันเดรียส ฮาร์โซโน แห่งองค์กร Human Rights Watch บอกกับ NYT ว่า นี่คือกระบวนการเปลี่ยนอินโดนีเซียให้เป็นรัฐอิสลามทีละน้อย สำหรับนักเคลื่อนไหวชาวมุสลิมนี่คือเป็นประเด็นสุดยอดของการเคลื่อนไหวเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักสิทธิประชาชนยินดียินดีที่มีการชะลอกฎหมายนี้ออกไป และเรียกร้องให้ประธานาธิบดีสกัดร่างกฎหมายนี้ให้ตกไป โดยนักเคลื่อนไหวร่วมกันลงชื่อถึง 560,000 คน (ตัวเลขเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์) เรียกร้องให้ประธานาธิบดีเพื่อยับยั้งกฎหมายที่พวกเขาบอกว่า “ไร้เหตุผล” นี้

ม็อบฮ่องกงถล่มห้าง ทำลายสถานีรถใต้ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601473

  • วันที่ 23 ก.ย. 2562 เวลา 09:00 น.

ม็อบฮ่องกงถล่มห้าง ทำลายสถานีรถใต้ดิน

สรุปสถานการณ์การประท้วงที่ฮ่องกงเมื่อวันทีี่ 22 กันยายน ผู้ประท้วงชาวฮ่องกงได้บุกเข้าไปในพื้นที่การค้า ทำลายข้าวของและร้านค้า รวมทั้งทำร้ายร่างกายผู้อื่น ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งพยายามที่จะไปชุมนุมที่สนามบินของฮ่องกงแต่ล้มเหลว เพราะมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น

หลังจากถูกสกัดไม่ให้ไปชุมนุมที่สนามบิน ผู้ประท้วงก็ออกมาชุมนุมที่ห้างสรรพสินค้า Maritime Mall และยังรุมล้อมรถยนต์ของรั{มนตรีกระทรวงกิจการจีน แพทริก นิป แต่เขาถูกตำรวจช่วยนำตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย

ผู้ประท้วงหลายร้อยคนยังรวมตัวกันที่ห้างสรรพสินค้าในเขตอื่นๆ รวมถึงเขตซาเถียน ซึ่งเคยเกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจและผู้ประท้วงเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมทำให้มีผู้บาดเจ็บ 22 คน และที่เวสต์เกาลูนในคาบสมุทรเกาลูน

ผู้ประท้วงบุกเข้าไปปลดธงชาติจีนลงจากเสาด้านนอกที่ทำการเขตซาเถียน แล้วพานเหยียบย่ำธง ก่อนนำไปทิ้งในถึงขยะ แล้วไปนำไปทิ้งที่แม่น้ำ

ขณะเดียวกัน สถานี MTR ของซาเถียนถูกปิดหลังจากผู้ประท้วงสร้างความเสียหายกับกล้องวงจรปิด เครื่องขายตั๋วและประตูทางเข้า บริการที่สถานีชิงอีก็ถูกระงับให้บริการในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ ผู้ประท้วงยังกล่าวหาว่าบริษัท MTR เข้าข้างกับเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามผู้ประท้วง จึงเริ่มระบายความโกรธแค้นเข้าใส่ในระบบรถไฟใต้ดินและห้างสรรพสินค้าที่บริหารโดยผู้ดำเนินการรถไฟใต้ดิน ทำลายข้าวของ และร้านค้าได้รับความเสียหายเป็นอันมาก

ภาพชุดความวุ่นวายที่ซาเถียนและที่อื่นๆ

AFP

AFP

AFP

AFP

AFP

AFP

บริษัทท่องเที่ยวที่เก่าแก่ที่สุดในโลกกำลังจะล้มละลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601468

  • วันที่ 22 ก.ย. 2562 เวลา 18:44 น.

บริษัทท่องเที่ยวที่เก่าแก่ที่สุดในโลกกำลังจะล้มละลาย

Thomas Cook (โทมัส คุก) บริษัทด้านการท่องเที่ยวชั้นนำของโลกที่มีอายุยืนนานถึง 178 ปีอาจจะกำลังถึงกาลอวสาน เนื่องจากประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง เนื่องจากปัญหาเบร็กซิตและการแข่งขันในของธุริจออนไลน์ แม้จะพยายามปรับโครงสร้างเพื่อเอาตัวรอดก็ตาม ล่าสุดพยายามดิ้นรนเพื่อหาการลงทุนเพิ่มเติม แต่หากล้มเหลวอาจต้องขอความช่วยเหลือของรัฐบาล แต่ก็มีแนวโน้มสูงที่รัฐบาลจะไม่ยื่นมือเข้าช่วย

เมื่อวันศุกร์ Thomas Cook เผยว่าต้องการ 200 ล้านปอนด์ (7,602 ล้านบาท) เพิ่มเติมจากข้อตกลงช่วยเหลือมูลค่า 900 ล้านปอนด์ (34,210 ล้านบาท) เมื่อเดือนที่แล้ว หาไม่แล้วจะประสบกับภาวะล้มละลาย และอาจทำให้ลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวหลายหมื่นคนติดค้างในต่างประเทศ และอาจจะต้องมีการอพยพชาวอังกฤษกลับประเทศมากที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

สำหรับประวัติของ Thomas Cook เดิมเป็นบริษัทผลิตผู้ผลิตตู้ แต่เริ่มกิจการบริษัทการท่องเที่ยวในปี 1841 เริ่มจากการเดินทางโดยรถไฟระหว่างเมืองในอังกฤษ ในไม่ช้าก็เริ่มจัดทริปต่างประเทศโดยเป็นผู้ดำเนินการรายแรกที่พานักท่องเที่ยวชาวอังกฤษไปเที่ยวยุโรปในปี 1855 ไปยังสหรัฐอเมริกาในปี 1866 และเดินทางรอบโลกในปี 1872 นอกจากนี้ ยังเป็นผู้บุกเบิกการใช้ใบเงินฝาก (circular note) จะกลายเป็นเช็คเดินทางในเวลาต่อมา

แม้จะเป็นผู้บุกเบิกของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่ตอนนี้บริษัทกำลังถึงจุดสิ้นสุด แหล่งข่าวใกล้ชิดกับการเจรจาบอกกับ AFP เมื่อวันเสาร์ว่า บริษัทไม่สามารถหาเงินลงทุนจำนวน 200 ล้านปอนด์จากนักลงทุนเอกชน และจะล้มละลาย เว้นแต่รัฐบาลจะเข้าแทรกแซง ซึ่งจะทราบผลในวันนี้้ (22 กันยายน)

แต่ Times สื่อชั้นนำของอังกฤษรายงานว่ารัฐบาลไม่น่าจะดำเนินการช่วยเหลือ เพราะโอกาสที่ธุรกิจของ Thomas Cook จะไปรอดนั้นแทบไม่มี ซึ่งจะทำให้บริษัทต้องล้มละลาย และทำให้นักท่องเที่ยวอังกฤษ 150,000 ต้องติดค้างในต่างแดน

เมื่อ 2 ปีก่อน เมื่อเกิดการล้มละลายของสายการบิน Monarch ทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องดำเนินการฉุกเฉิน เพื่อนำผู้โดยสารที่ติดค้าง 110,000 รายเดินทางถึงจุดหมาย และเสียงบประมาณไปถึงประมาณ 60 ล้านปอนด์จากการจ้างเครื่องบิน

ด้านสมาคมพนักงานเงินเดือนขนส่ง หรือ TSSA ซึ่งเป็นตัวแทนของพนักงานบริษัท Thomas Cook เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือบริษัทแห่งนี้ โดย มานูเอล คอร์เทส เลขาธิการของ TSSA กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องปฏิบัติตามความจำเป็น และช่วยรักษารากฐานที่สำคัญเศรษฐกิจของอังกฤษ และตำแหน่งงานหลายพันตำแหน่ง พร้อมย้ำว่า บริษัทต้องได้รับการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

ทั้งนี้ พนักงานหลายพันคนอาจตกงานเนื่องจาก บริษัท Thomas Cook มีพนักงานประมาณ 22,000 คนทั่วโลกรวมถึง 9,000 คนในสหราชอาณาจักร

บริษัท Fosun ของจีนซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ Thomas Cook ได้ตกลงกันเมื่อเดือนที่แล้วว่าจะลงทุนเพิ่มมูลค่า 450 ล้านปอนด์ โดยได้รับสัดส่วนการถือหุ้น 75% ในแผนกปฏิบัติการท่องเที่ยวของ Thomas Cook และ 25% ในส่วนของปฏิบัติการงสายการบิน แต่หลังจากนั้นสถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นมา จนชะตากรรมของบริษัทแขวนอยู่บนเส้นด้ายในขณะนี้

จะนิ่งหรือจะลุย? จับตาสหรัฐหาเหตุถล่มอิหร่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601466

  • วันที่ 22 ก.ย. 2562 เวลา 18:42 น.

The Expert จะนิ่งหรือจะลุย? จับตาสหรัฐหาเหตุถล่มอิหร่าน

วิเคราะห์สหรัฐหาเหตุถล่มอิหร่าน หลังโรงกลั่นน้ำมันในซาอุดิอาระเบียถูกฝูงโดรนโจมตี

***************************

รับฟังเฉพาะเสียงได้ที่ soundcloud PostToday

ญี่ปุ่นเตือนประชาชนรับมือฝนหนัก-ดินถล่มจากไต้ฝุ่น”ตาปาห์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601462

  • วันที่ 22 ก.ย. 2562 เวลา 17:38 น.

ญี่ปุ่นเตือนประชาชนรับมือฝนหนัก-ดินถล่มจากไต้ฝุ่น"ตาปาห์"

กรมอุตุฯญี่ปุ่นออกประกาศเตือนพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศให้ระวังฝนตกหนัก-ลมแรง-ดินถล่มจากอิทธิพลไต้ฝุ่นตาปาห์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ได้ออกประกาศเตือนพื้นที่ทางตะวันตกของญี่ปุ่นให้เตรียมรับมือฝนตกหนัก ลมแรง คลื่นสูง และดินถล่ม จากอิทธิพล พายุไต้ฝุ่น “ตาปาห์” ที่ยังคงเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลจีนตะวันออก

กรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า พายุไต้ฝุ่น “ตาปาห์” จะเคลื่อนตัวผ่านใกล้กับช่องแคบสึชิมะในเวลากลางคืน จากนั้นจะเคลื่อนตัวออกสู่ทะเลญี่ปุ่นก่อนจะเข้าใกล้ทางเกาะฮอกไกโดและจังหวัดอื่นทางตอนเหนือในวันอังคาร

พายุไต้ฝุ่น “ตาปาห์” จะส่งผลกระทบต่อการขนส่งสาธารณะในช่วงสุดสัปดาห์นี้ และสายการบินต่าง ๆ ได้ยกเลิกเที่ยวบินในวันอาทิตย์ทั้งขาเข้าและขาออกจากเกาะคิวชูหลายเที่ยวบิน ขณะที่บริษัทรถไฟคิวชูก็ระงับการให้บริการบางส่วนเช่นกัน

ด้าน สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ในเมืองโนเบะโอกะ จังหวัดมิยาซากิ ได้มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระจกแตะและรถพลิกคว่ำเนื่องจากลมแรง และมีประมาณ 5,000 ครัวเรือนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้

กรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นคาดว่า เกาะหลักทางตะวันตกของชิโกกุจะมีปริมาณน้ำฝน 400 มิลลิเมตร และในคิวชูจะเผชิญปริมาณน้ำฝน 300 มิลลิเมตร จนถึงเวลา 6.00 น. ของวันจันทร์ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น

ภาพ เอเอฟพี

ซาอุ-สหรัฐประสานเสียง อิหร่านถล่มโรงน้ำมันคือเหตุแห่งสงคราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601450

  • วันที่ 22 ก.ย. 2562 เวลา 15:24 น.

ซาอุ-สหรัฐประสานเสียง อิหร่านถล่มโรงน้ำมันคือเหตุแห่งสงคราม

อาเดล อัลจูเบอีร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย กล่าวกับสำนักข่าว CNN ว่า หากผลการสอบสวนบ่งชี้ว่าการโจมตีโรงงานน้ำมันของซาอุดิอาราเบียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นการโจมตีมาจากดินแดนของอิหร่าน ซาอุดีอาระเบียก็จะพิจารณาว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายเหตุแห่งสงคราม (act of war) แต่ในเวลานี้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียกำลังหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีสันติ

“เราถืออิหร่านต้องรับผิดชอบ เพราะขีปนาวุธและโดรนที่ยิงมายังซาอุดิอาระเบีย … ถูกสร้างขึ้นในอิหร่านและส่งมอบโดยอิหร่าน … แต่หากเป็นการเริ่มต้นการโจมตีจากดินแดนของคุณ ถ้าเป็นเช่นนั้น เราเราจะถือว่าเป็นกรณีที่แตกต่างออกไป … นี่จะถือเป็นเหตุแห่งสงคราม” อาเดล อัลจูเบอีร์ กล่าว

ทั้งนี้ เหตุแห่งสงคราม (Casus belli หรือ Act of war) หมายถึง เหตุผลสำหรับการปฏิบัติแห่งสงคราม เป็นคำที่ใช้เพื่ออ้างถึงการโจมตีหรือภัยคุกคามโดยตรงต่อประเทศชาติ และประเทศนั้นๆ จะอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อทำสงครามกับคู่กรณี

อัลจูเบอีร์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลกำลังรอผลการสอบสวน ซึ่งได้เชิญผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศเข้าร่วมด้วย โดยไม่ยอมรับว่ากลุ่มกบฎฮูษีในเยเมนเป็นผู้ลงมือ ส่วนรัฐบาลสหรัฐกล่าวโทษอิหร่านว่าเป็นผู้ลงมือ

“หากพวกเขา (อิหร่าน) ยังใช้แนวทางนี้ พวกเขาก็จะเสี่ยงต่อการตอบโต้ทางทหาร แต่ไม่มีใครต้องการทำสงคราม ทุกคนต้องการแก้ไขปัญหานี้ด้วยสันติวิธี และสุดท้ายแล้วอิหร่านจะต้องยุตินโยบายก้าวร้าว” อัลจูเบอีร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียจะกล่าวว่าไม่มีใครต้องการสงคราม แต่รัฐบาลและนักการเมืองสหรัฐต่างแสดงท่าทีว่าต้องการใช้กำลังทหารตอบโต้กับอิหร่าน เช่น ไมค์ พอมพีโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐมนตรีที่กล่าวว่าการโจมตีว่าคือเหตุแห่งสงคราม และลีออน พาเน็ตต้า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ และอดีตผู้อำนวยการของ CIA ที่ประสานเสียงในทำนองเดียวกัน

พาเน็ตต้ากล่าวกับ FOX Business ว่า หากหลักฐานยังคงแสดงให้เห็นว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลังการโจมตี ก็จะถือว่าตรงกับสิ่งที่ไมค์ พอมพีโอเรียกว่าเป็น เหตุแห่งสงครามต่อซาอุดีอาระเบีย

กระนั้น พาเน็ตต้ากล่าวว่าในขณะที่สหรัฐมองเห็นโอกาสที่จะทำสงคราม แต่ทั้งสหรัฐและซาอุดิอาระเบียไม่ต้องการเข้าร่วมสงครามใดๆ ในตะวันออกกลางอีก

มาเลย์ตื่นข่าวเวียดนามแซงหน้า โวยคนในประเทศมัวแต่ทะเลาะกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601441

  • วันที่ 22 ก.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

มาเลย์ตื่นข่าวเวียดนามแซงหน้า โวยคนในประเทศมัวแต่ทะเลาะกัน

กรณีที่สำนักข่าว News and World Report ของสหรัฐ ทำการจัดอันดับประเทศที่น่าลงทุนที่สุดในโลก ปรากฎว่า เวียดนามอยู่ในอันดับที่ 8 จากทั้งหมด 29 ประเทศ ซึ่งสูงที่สุดในอาเซียน แซงหน้าทั้งไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ทำให้ชาวมาเลเซียพากันถกเถียงประเด็นนี้อย่างดุเดือดว่า เวียดนามกำลังจะแซงหน้ามาเลเซียไปแล้วหรือไม่

ข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ในมาเลเซียโดยสำนักข่าวแห่งชาติ Bernama และต่อมาสื่อท้องถิ่นรายงานต่อเนื่อง และมีผู้แสดงความเห็นต่างๆ นานา เช่น ลิมกิตเซียง (Lim Kit Siang) แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลของมาเลเซีย และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้ทรงอิทธิพล ที่เขียนบทความใน Malaysiakini หนึ่งในสื่อยอดนิยมของมาเลเซียว่า

“ข่าวนี้น่าจะเป็นการเรียกร้องให้มาเลเซียและชาวมาเลเซียทุกคน ตั้งคำถามว่าแทนที่จะเป็นเวียดนาม ทำไมจึงไม่ใช่มาเลเซียที่อยู่ในอันดับนี้ … น่าเสียดายที่ชาวมาเลเซียมัวแต่หมกมุ่นในเรื่องเชื้อชาติและศาสนา ที่ครอบงำสื่อโซเชียลในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยมีข่าวปลอมและคำพูดแสดงความเกลียดชัง

ลิมกิตเซียง เรียกร้องให้เพื่อนร่วมชาติหยุดแพร่ข่าวปลอมและคำพูดแสดงความเกลียดชังเป็นเวลา 10 ปี เพื่อให้ชาวมาเลเซียทุ่มเทผลักดันให้ประเทศเป็นประเทศชั้นนำระดับโลกในทศวรรษหน้า นอกจากนี้ แทนที่จะต่อสู้และแข่งขันซึ่งกันและกัน ชาวมาเลเซียควรแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในโลก

ความเห็นนี้สะท้อนถึงความขัดแย้งด้านเชื้อชาติที่เป็นปัญหาฝังลึกในมาเลเซีย ซึ่งให้สิทธิคนเชื้อสายมลายูมากว่าคนเชื้อสายจีนและอินเดีย และในเวลานี้ยังเกิดการแพร่ข่าวปลอมเพื่อจุดประเด็นความขัดแย้งระหว่างชาวมลายูและคนเชื้อชาติอื่นๆ

ส่วนในโลกโซเชียล หนึ่งในความเห็นยอดนิยมในเฟซบุ๊คของสำนักข่าว Malaysiakini เช่น Mohd Shamsuddin Zahid Sopian (เชื้อสายมลายู) ที่บอกว่า “การเมืองแบบของเราจะทำให้เราไปไหนไม่ได้ เราหมกมุ่นกับเรื่องเชื้อชาติและศาสนา จนไม่สำคัญแล้วว่าเราจะกินอะไร”

อีกความเห็นหนึ่งของ Ks Saanthiran Kolandasawmy (เชื้อสายอินเดีย) บอกว่า “สักวันหนึ่งในอนาคตอันใกล้ เราจะกลายเป็นคนรับใช้ของประเทศเพื่อนบ้านเรา”

ส่วน Lee Seng Poh (เชื้อสายจีน) บอกว่า “จริงที่สุด เราช้าเกินไปและยุ่งกับเรื่องที่ไม่จำเป็น วนเวียนอยู่กับเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา และภาษา มีชนชั้นนำเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ปัจจุบัน นี่มันก็นานเกินไปแล้ว หวังว่าเรื่องไร้สาระเหล่านี้จะลดลงในที่สุด”