เด็กโทษผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่สั่งให้เด็กหุบปากเรื่องโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601685

  • วันที่ 24 ก.ย. 2562 เวลา 21:00 น.

เด็กโทษผู้ใหญ่ และผู้ใหญ่สั่งให้เด็กหุบปากเรื่องโลกร้อน

เกรต้า ธุนแบร์ก ไม่ใช่คนรุ่นใหม่เพียงคนเดียวที่เกรี้ยวกราดกับบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ที่สนใจแต่เรื่องเศรษฐกิจนเมินเฉยกับปัญหาโลกร้อน ยังมีคนรุ่นใหม่ที่หลายหมื่นคน ที่พากันนัดหยุดเรียนเพื่อเรียกร้องให้ผู้ใหญ่แก้ปัญหาโลกร้อนจริงๆ จังๆ กันเสียที นับเป็นความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของเด็กๆ ที่กังวลว่าพวกเขาอาจจะไม่มีอนาคตเหลืออยู่ หากปัญหาโลกร้อนยังไม่มีวี่แววว่าจะบรรเทาลง

แต่แทนที่จะเป็นการเคลื่อนไหวที่ผนึกกำลังกันของคนทุกรุ่นทุกวัย คนรุ่นใหม่บางคนโจมตีคนรุ่นก่อนอย่างรุนแรงว่าผลาญทรัพยากรและเลือกนักการเมืองแย่ๆ เข้ามา จนทำให้พวกเขาต้องหมดอนาคต กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิวาทะระหว่างผู้ใหญ่และเด็กมาระยะหนึ่ง

ในช่วงเวลานี้มีการแชร์ข้อเขียนของบุคคลหนึ่งที่โจมตีการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่อย่างรุนแรง ข้อเขียนนี้ถูกแชร์ไปมากกว่า 200,000 ครั้ง ข้อเขียนนั้นมีเนื้อหาว่า

ถึงเด็กนักเรียนทุกคนที่ “หยุดงาน” เพื่อประท้วงปัญหาโลกร้อน, พวกเธอเป็นรุ่นแรกที่ขอให้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศในทุกห้องเรียน, พวกเธอต้องการทีวีทุกห้อง และชั้นเรียนของพวกเธอทุกชั้่นใช้ระบบคอมพิวเตอร์, พวกเธอใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ที่เยอะยิ่งกว่าก็คือ พวกเธอไม่ได้เดินหรือขี่จักรยานไปโรงเรียน แต่เดินทางมาด้วยขบวนรถยนต์ส่วนตัวที่ปล่อยควันพิษสำลักท้องถนนในย่านที่อยุ่อาศัยและการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนที่เลวร้ายยิ่งขึ้น

พวกเธอเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของสินค้าที่ผลิตจากโรงงาน และอัปเดตสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีราคาแพงเพื่อให้ทันเทรนด์อยู่ตลอดเวลา,ความบันเทิงของพวกเธอมาจากอุปกรณ์ไฟฟ้า

นอกจากนี้ คนที่ผลักดันพวกเธอให้ออกมาประท้วง ก็เป็นคนเดียวกับที่ยืนยันให้เพิ่มจำประชากรแบบเทียมๆ ขึ้นมาด้วยการรับผู้อพยพเข้ามา เพื่อเพิ่มความต้องการพลังงานการผลิตและการขนส่งยิ่งเรามีคนมากขึ้นเท่าไร ป่าและผืนป่าก็ยิ่งจะถูกถางทิ้งไป และสิ่งแวดล้อมก็ยิ่งถูกทำลายลง

เอาอย่างนี้ไหม … บอกครูของพวกเธอให้ปิดแอร์, เดินหรือปั่นจักรยานไปโรงเรียน, ปิดสมาร์ทโฟนของตัวเองแล้วอ่านหนังสือ, ทำอาหารเองแทนการซื้ออาหารจานด่วนที่ทำล่วงหน้า

แต่ไม่หรอก เรื่องพวกนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะพวกเธอเห็นแก่ตัว การศึกษาแย่ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ผู้ใหญ่ที่พวกเธอได้รับอิทธิพลที่อยู่รอบๆ ตัวเธอนั้นเป็นพวกที่ “อยากเป็นฮีโร่” ขณะที่พวกเขาดื่มด่ำกับความหรูหราแบบตะวันตก ตื่นเถอะ โตๆ กันซะที แล้วหุบปาก จนกว่าพวกเธอจะมั่นใจในข้อเท็จจริงก่อนจะประท้วงอะไร

ข้อความนี้ถูกแชร์โดยนักการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยม/เหยียดเชื้อชาติ/และไม่เชื่อปัญหาโลกร้อน เช่น พอลลีน แฮนสัน ผู้นำพรรค One Nation ของออเสตรเลียที่ขึ้นชื่อในเรื่องเหยียดเชื้อชาติ และบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาแฮนสันอ้างโจมตีว่า มุนษย์ไม่ใช่ตัวการของปัญหาโลกร้อน และพวกที่ประโคมเรื่องนี้พยายามสร้างความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน โดยในโพสต์ที่แฮนสันนำเสนอข้อเขียนนี้ มีผู้แชร์ถึง 16,000 แชร์ และเขียนไปเมื่อเดือนธันวาคม 2018 ในช่วงที่การชุมนุมของคนรุ่นใหม่กำลังเริ่มเดินเครื่องพอดี และล่าสุดมีผู้นำกลับมารีโพสตฺอีกรอบ และแพร่หลายใน่ชวงที่คนรุ่นใหม่แสดงพลังต่อต้านปัญหาโลกร้อนพอดี

คนรุ่นใหม่ไม่ยอมถูกโจมตีแต่ฝ่ายเดียว หลังจากที่ถูกแชร์ไปมีบางความเห็นตอบโต้อย่างรุนแรง โดยสำนักข่าว Daily Mail ได้แคปภาพจากหน้าจอผู้ใช้อินเทอร์เนตรายหนึ่งที่เขียนข้อความว่า “คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์โพสต์ไปโดนไม่รู้เรื่องว่าโลกเขาไปถึงไหนและโลกขับเคลื่อนอย่างไร” และร่ายยาวว่า

คนรุ่นคุณคิดว่าถ่านหินคืออนาคต, คนรุ่นคุณเอาแต่เลือกรัฐบาลที่ไม่ลงมือแก้ไขโลกร้อน การนำขยะกลับมาฝช้ใหม่ และมลภาวะ, คนรุ่นคุณยังคิดว่าการใช้อุปกรณ์อินเทอร์เน็ตและการค้นหาออนไลน์เป็นเรืองแย่ เพราะคุณเข้าไม่ถึงพวกนี้

คนรุ่นคุณยังคิดว่าการใช้กระดาษเป็นเรื่องที่สุดยอดกว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เก็บข้อมูลได้, คนรุ่นคุณทำลายเศรษฐกิจ, คนรุ่นคุณทำลายโลก, ส่วนคนรุ่นพวกเราพยายามที่จะกอบกู้โลก

อ้างอิงจาก

‘Switch off the air-con, walk to school, make a sandwich’: Baby boomer blasts ‘selfish’ students for skipping class to protest against climate change. (23 September 2019). Daily Mail.

มาเลย์แซงไทยเตรียมทดลองใช้ 5G เดือนหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601665

  • วันที่ 24 ก.ย. 2562 เวลา 19:00 น.

มาเลย์แซงไทยเตรียมทดลองใช้ 5G เดือนหน้า

มาเลเซียเตรียมทดลองใช้เครือข่าย 5G ทั่วประเทศภายในเดือนหน้า คาดจะเริ่มใช้จริงภายในต้นปีหน้า ขึ้นแท่นเป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียที่ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

โกบินด์ ซิงห์ ดีโอ รัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารและมัลติมีเดียของมาเลเซีย เผยว่า มาเลเซียหวังว่าการเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี 5G โดยการทดลองและสาธิตการใช้เครือข่าย 5G ทั่วประเทศ จะทำให้มาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ในโลกที่เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีนี้

ด้านเจ้าหน้าที่จากหัวเว่ยเผยว่า ขณะนี้หัวเว่ยได้ทำสัญญาเบื้องต้นในการใช้เทคโนโลยี 5G กับบริษัทสัญชาติมาเลเซียหลายแห่งแล้ว อาทิ Axiata’s Celcom, Telekom Malaysia Bhd และ Maxis Bhd โดยคาดว่าบันทึกความเข้าใจเหล่านี้จะนำไปสู่การทำสัญญาอย่างเป็นทางการต่อไป

ทั้งนี้ มาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศเอเชียไม่กี่ประเทศที่ยังเชื่อมั่นในเทคโนโลยีของหัวเว่ย หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐประกาศขึ้นบัญชีดำไม่ให้บริษัทอเมริกันทำธุรกิจหรือใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ย เพราะเกรงว่าจะถูกสอดแนมข้อมูลความมั่นคงของประเทศ โดยก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด ของมาเลเซียเคยประกาศว่า มาเลเซียจะใช้เทคโนโลยีของหัวเว่ยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และแม้ส่วนตัวเขาจะเชื่อว่าหัวเว่ยอาจมีกลไกสอดแนมบางอย่างอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าหัวเว่ยจะสอดแนมมาเลเซียไปทำไม มาเลเซียจึงควรนำเทคโนโลยีอันก้าวหน้าของหัวเว่ยมาใช้ให้เป็นประโยชน์จะดีกว่า

ศาลชี้นายกอังกฤษทำผิดกฎหมาย เหตุสั่งเลื่อนเปิดประชุมสภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601656

  • วันที่ 24 ก.ย. 2562 เวลา 17:03 น.

ศาลชี้นายกอังกฤษทำผิดกฎหมาย เหตุสั่งเลื่อนเปิดประชุมสภา

อังกฤษวิกฤตหนัก ศาลฎีกาตัดสิน นายกฯบอริส จอห์นสัน ทำผิดกฎหมาย ประเด็นขอพระบรมราชานุญาตควีนขยายเวลาปิดประชุมสภา

สื่ออังกฤษรายงานว่า ศาลศาลฎีกาในกรุงลอนดอนได้มีคำตัดสินว่า การที่นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง พร้อมถวายคำแนะให้พระองค์พระราชทานพระบรมราชานุญาตเลื่อนการปิดสมัยประชุมสภาออกไปเป็นเวลาอย่างน้อย 5 สัปดาห์นั้นถือเป็นเรื่องไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถือเป็นโมฆะ

ทั้งนี้ นายจอห์นสันได้ขอพระบรมราชานุญาตพักสมัยการประชุมสภาตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. ออกไปจนถึงวันที่ 14 ต.ค.  นั้นหมายความว่าสภาอังกฤษมีเวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้นในการอภิปรายหามาตรการต่างๆรับมือกับเบร็กซิต ซึ่งมีกำหนดเส้นตายในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ซึ่งส่งผลให้บรรดาส.ส.ในสภาหลายคนไม่พอใจเนื่องจากจะไม่มีเวลามากพอที่จะพิจารณาร่างกฎหมายเบร็กซิต

คำตัดสินของศาลมีขึ้นนหลังจากที่สมาชิกสภาสามัญทั้งพรรคแรงงาน พรรคเสรีนิยม พรรคสก็อตติช และพรรคอนุรักษ์นิยมบางส่วนรวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ชื่อร่วมกันให้ศาลมีคำสั่งขวางนายจอห์นสันในประเด็นปิดประชุมสภาดังกล่าว

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแห่งสหราชอาณาจักรทั้ง 11 คน มีมติเป็นเอกฉันท์ โดยคดีนี้นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ของอำนาจระหว่างฝ่ายบริหาร สภาผู้แทนฯ และตุลาการ

เลดี้ Brenda Hale บารอเนสเฮลล์ ประธานศาลฎีกาแห่งสหราชอาณาจักรอธิบายในตอนหนึ่งของคำตัดสินว่า

“คำตัดสินครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเบร็กซิต แต่เป็นการตัดสินว่านายกรัฐมนตรีทำผิดกฏหมายหรือไม่ … โดยการที่รัฐบาลตัดสินใจแนะนำสมเด็จพระราชินีให้ยืดเวลาปิดสมัยประชุมสภานั้น เป็นเรื่องผิดกฎหมายเพราะมันมีผลในการทำลายหรือป้องกันความสามารถของรัฐสภาในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รวมถึงส่งผลกระทบต่อพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยอย่างรุนแรง”

เรื่องดังกล่าวนั้น จะยิ่งส่งผลให้สถานการณ์เบร็กซิตของอังกฤษวิ่งวิกฤตมากขึ้น เนื่องจากทางอังกฤษแทบจะไม่เหลือเวลาในการเจรจากับอียูเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดกรณี No-Deal Brexit

ขณะเดียวกันความพยายามผ่านร่างกฎหมายเบร็กซิตในสภานั้นก็ยิ่งยากสำหรับรัฐบาลนายจอห์นสันอยู่แล้ว เนื่องจากขาดเสียงสนับสนุนมากพอ โดยพบว่ามีบรรดาส.ส.อนุรักษนิยมบางส่วน”ย้ายขั้ว”ไปเข้าข้างฝั่งพรรคฝ่ายค้านมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาของสกอตแลนด์ก็มีมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 11 ก.ย.เช่นกันว่า การตัดสินใจของนายจอห์นสันในการขยายเวลาปิดสมัยประชุมสภาถือเป็นการละเมิดกฎหมาย

เป็นที่น่าจับตาหลังจากนี้ว่าท่าทีของนายจอห์นสันจะเป็นอย่างไรต่อไป รวมถึงอังกฤษจะรับมือต่อความไม่แน่นอนของอนาคตเบร็กซิตอย่างไร

สายการบินแห่งชาติสโลวีเนียระงับบิน เหตุขาดสภาพคล่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601647

  • วันที่ 24 ก.ย. 2562 เวลา 16:10 น.

สายการบินแห่งชาติสโลวีเนียระงับบิน เหตุขาดสภาพคล่อง

เอเดรียแอร์เวย์ สายการบินแห่งชาติสโลวีเนีย ระงับทำการบินทุกไฟล์ทชั่วคราว หลังเงินสดขาดมือให้บริการผู้โดยสารไม่ได้

เอเอฟพีรายงานว่า Adria Airways สายการบินแห่งชาติของสโลวีเนีย ประเทศในแถบตอนกลางของยุโรป สั่งระงับการให้บริการเที่ยวบินในทุกไฟล์ทระหว่างวันอังคารและวันพุธ เนื่องจากงานสภาพคล่องทางกระแสเงินสดในการดำเนินการให้บริการผู้โดยสาร

แถลงการณ์ของบริษัทระบุว่า ทางสายการบินตัดสินใจระงับเที่ยวบินทั้งหมดเป็นการชั่วคราว และกำลังหาทางออกกับนักลงทุนที่มีศักยภาพที่จะเข้ามาลงทุนในสายการบิน ทางบริษัทต้องขออภัยต่อผู้โดยสารเป็นอย่างสูง

ทั้งนี้ สำหรับสายการบินเอเดรียแอร์เวย์ซึ่งเคยเป็นกิจการของรัฐบาลนั้น ได้ขายหุ้นให้กับกองทุน 4K Invest ของเยอรมนีในปี 2016 แต่ก็ยังประสบปํญหาขาดทุนเรื่อยมา จนอาจต้องเริ่มกระบวนการขอพิทักษ์ทรัพย์เร็วๆนี้ รวมถึงบริษัทได้ขายเครื่องบินเกือบหมดทั้งฝูงบินและเปลี่ยนไปใช้วิธีการเช่าดำเนินการแทน

ด้าน Marjan Sarec นายกรัฐมนตรีสโลวีเนียกล่าวว่า ทางสายการบินได้ขอความช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาล แต่ทางสายการบินได้กลายเป็นของเอกชนแล้ว รัฐจึงไม่สามารถช่วยอะไรได้

Photo : staralliance

คำต่อคำ เกรตา ธุนแบร์ก ปราศรัยกลางเวทีโลกร้อนยูเอ็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601646

  • วันที่ 24 ก.ย. 2562 เวลา 16:08 น.

คำต่อคำ เกรตา ธุนแบร์ก ปราศรัยกลางเวทีโลกร้อนยูเอ็น

เกรตา ธุนแบร์ก นักรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมวัย 16 ปี กล่าวปราศรัยต่อบรรดาผู้นำจากหลายประเทศทั่วโลกที่เข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ (UN Climate Action Summit) ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติในมหานครนิวยอร์กของสหรัฐ

และนี่คือคำกล่าวของเธอ

“นี่มันไม่ใช่แล้ว หนูไม่ควรมาอยู่บนเวทีนี้ หนูควรกลับไปเรียนหนังสือที่อีกฝั่งหนึ่งของมหาสมุทร  แต่พวกคุณกลับโยนความหวังมาให้คนรุ่นใหม่อย่างพวกเรา คุณกล้าดียังไง! คุณขโมยความฝันและวัยเด็กของหนูด้วยคำพูดที่ว่างเปล่า แต่ถือว่าหนูยังโชคดีกว่าหลายๆ คน ผู้คนกำลังเดือดร้อน ผู้คนกำลังล้มตาย ระบบนิเวศทั้งหมดกำลังพังทลาย มนุษย์กำลังจะสูญพันธุ์ แต่พวกคุณยังเอาแต่พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ และนิยายเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจ คุณกล้าดียังไง!

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ชัดเจนแล้ว คุณกล้าดีมากที่ไม่ให้ความสำคัญกับมัน แล้วยังมาพูดบนเวทีนี้ว่าคุณทำเพียงพอแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่มีแนวทางการแก้ปัญหามีให้เห็น

คุณพูดว่าคุณ “เข้าใจ” พวกเราและรับรู้ว่าปัญหานี้เร่งด่วน แต่ไม่ว่าหนูจะโกรธหรือเสียใจแค่ไหน หนูไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณเข้าใจ เพราะถ้าคุณบอกว่าคุณเข้าใจสถานการณ์แต่ยังล้มเหลวในการลงมือปฏิบัติ คุณมันก็เป็นปีศาจแล้วล่ะ

ไอเดียลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งภายใน 10 ปี เพื่อความหวังว่าอุณหภูมิจะไม่เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสอาจมีโอกาสสำเร็จแค่ 50% แถมยังเสี่ยงจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายเกินกว่าที่มนุษย์จะควบคุม

บางทีพวกคุณอาจคิดว่า 50% ก็ยังดี แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ใกล้เคียงกับคำว่าจุดเปลี่ยนด้วยซ้ำ ผลร้ายหลายๆ อย่างมักจะเกิดเป็นวงจร มลพิษทางอากาศและความยุติธรรมและความเท่าเทียมกันในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนคือตัวการเบื้องหลังที่ทำให้โลกร้อนขึ้น พวกคุณยังหวังพึ่งคนรุ่นหนูหรือรุ่นลูกของหนูให้ช่วยกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นับแสนๆ ล้านตันออกจากอากาศด้วยเทคโนโลยีที่ยังไม่มีบนโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นแค่ 50% ยังไม่เพียงพอสำหรับพวกหนูที่จะต้องอยู่กับผลที่ตามมา

เกรตา ธุนแบร์ก กับนายกรัฐมนตรี อังเกล่า แมร์เคิล ของเยอรมนี

ณ วันที่ 1 มกราคม 2018 เราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีกเพียง 420,000 ล้านเท่านั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระบุว่าเรามีโอกาส 67% ที่จะควบคุมไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส แต่ปัจจุบันนี้เราปล่อยก๊าซได้อีกไม่ถึง 350,000 ล้านตัน คุณกล้าดียังไงถึงได้แสร้งทำเป็นว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ด้วยวิธีที่เราทำตามปกติและเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ หากเรายังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับนี้ เครดิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เหลือให้เราปล่อยได้จะหมดไปภายใน 8 ปีครึ่งเท่านั้น

หากยังเป็นเช่นนี้เราจะไม่มีหนทางหรือแผนใดๆ แก้ปัญหานี้อีกแล้ว เพราะตัวเลขมันเหลือน้อยมาก แล้วพวกคุณยังไม่ยอมรับความจริงอีกหรือ”

ก่อนที่สาวน้อยคนนี้จะปิดท้ายว่า “คุณทำให้พวกหนูผิดหวัง แต่คนรุ่นใหม่เริ่มเข้าใจแล้วว่าถูกพวกคุณหักหลัง สายตาของคนเจนเนอเรชั่นใหม่ทุกคู่กำลังจับจ้องที่คุณ หากคุณทำให้พวกเราผิดหวัง หนูบอกเลยว่าพวกเราจะไม่ยกโทษให้พวกคุณ พวกเราจะไม่ปล่อยให้คุณหนีปัญหานี้ไปแน่นอน เราจะขีดเส้นตายไว้ ณ ที่ตรงนี้ตอนนี้ คนทั้งโลกตื่นตัวแล้ว และการเปลี่ยนแปลงก็กำลังเกิดขึ้นไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม”

ศาลเยอรมนีตัดสิน “เมาค้าง” จัดเป็นอาการป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601634

  • วันที่ 24 ก.ย. 2562 เวลา 14:04 น.

ศาลเยอรมนีตัดสิน "เมาค้าง" จัดเป็นอาการป่วย

ศาลเยอรมนีตัดสินให้อาการ “เมาค้าง” ถือเป็นการป่วย จากคดีที่ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายหนึ่งอ้างป้องกันอาการเมาค้างได้

เอเอฟพีรายงานว่า ศาลสูงประจำภูมิภาคในนครแฟรงก์เฟิร์ต รัฐเฮ็สเซิน ของเยอรมนีได้มีมีคำตัดสินเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระบุว่าอาการเมาค้าง (Hangover) ถูกจัดว่าเป็นความเจ็บป่วยอย่างหนึ่ง ซึ่งคำตัดสินนี้ออกมาในช่วงเดียวกับที่นครมิวนิกของรัฐบาวาเรียกำลังมีการจัดงานเทศกาลเบียร์ Oktoberfest ระหว่างวันที่ 21 ก.ย. ถึง 6 ต.ค. พอดิบพอดี

รายงานระบุว่า คำตัดสินของศาลดังกล่าวมีขึ้นในคดีที่มีบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มรายหนึ่งได้อ้างคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ตนเองว่าสามารถป้องกันอาการเมาค้างได้ศาลระบุว่า kater ในภาษาเยอรมันที่แปลว่าเมาค้างนั้น เป็นอาการป่วยรูปแบบหนึ่งซึ่งบริษัทผลิตอาหารไม่สามารถอ้างว่าสามารถรักษาอากาศเหล่านี้ได้

“ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารไม่สามารถกำหนดคุณสมบัติใด ๆ สำหรับการป้องกันการรักษาหรือการรักษาโรค หรือแสดงผลหลังการใช้สินค้าดังกล่าวได้” คำตัดสินของศาลระบุ

ศาลระบุ คำว่าเจ็บป่วย สามารถเข้าใจได้ว่าอาจหมายถึงความผิดปกติหรือการหยุดชะงักเพียงเล็กน้อย หรือชั่วคราว จากสภาวะการทำงานโดยปกติของร่างกาย

ในกรณีนี้ รวมถึงอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ และปวดหัวซึ่งเป็นอาการโดยทั่วไปของสภาวะเมาค้าง และบริษัทไม่สามารถอ้างว่าเครื่องดื่มผงผสมน้ำของตนสามารถรักษาอาการดังกล่าวได้

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงวารสาร American Journal of Clinical Nutrition ระบุผลการทดสอบว่าการดื่มเครื่องดื่มที่อ้างว่าช่วยแก้อาการเมาค้างนั้น ไม่ได้มีผลในการแก้อาการเมาค้างให้ดีขึ้น

แฟ้มภาพ AFP

ผู้นำหญิงไต้หวันเจอประเด็น “ด็อกเตอร์เก๊”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601612

  • วันที่ 24 ก.ย. 2562 เวลา 12:02 น.

ผู้นำหญิงไต้หวันเจอประเด็น "ด็อกเตอร์เก๊"

ปธน.ไช่อิงเหวิน ผู้นำไต้หวันโชว์ดุษฎีนิพนธ์ หลังตกเป็นประเด็นต้องสงสัยไม่ได้จบด็อกเตอร์จาก LSE

ไต้หวันนิวส์รายงานว่า ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ผู้นำหญิงไต้หวัน เจอประเด็นในช่วงใกล้เลือกตั้งทั่วไป จากการที่ตามประวัติการศึกษาของเธอจบปริญญาเอกจาก London School of Econimics (LSE) ประเทศอังกฤษ แต่กลับพบว่าในฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ที่หอสมุด LSE กลับไม่พบข้อมูลของดุษฎีนิพนธ์ดังกล่าว

ประเด็นดังกล่าวสืบเนื่องจากการที่นายเป็งเหวินเฉิง อดีตพิธีกรรายการทอล์กโชว์การเมืองของไต้หวันได้ตั้งคำถามเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเกี่ยวกับว่านางไช่ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตจาก LSE จริงหรือไม่

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีได้นำเอกสารการศึกษาของประธานาธิบดีไช่ พร้อมดุษฎีนิพนธ์ปริญญาเอกจาก London School of Economics and Political Science (LSE) ซึ่งเธอจบการศึกษาในปี1984 มาโชว์แก่สื่อมวลชน

 

โฆษกทำเนียบประธานาธิบดียังกล่าวว่า ปริญญาดุษฎีบัณฑิตของนางไช่นั้นได้รับการรับรองจากNational Chengchi University (NCCU) กระทรวงศึกษาธิการไต้หวันและคณะกรรมาธิการการเลือกตั้งแล้วภายใต้กระบวนการตรวจสอบที่ยาวนานและเข้มงวด จากการคราวการเลือกตั้งทั่วไปในไต้หวันครั้งก่อน

เอกสารที่ทางทำเนียบผู้นำไต้หวันนำมาโชว์แก่สื่อมวลชนนั้นประกอบด้วย ใบรับรองการศึกษาระดับปริญญาเอกอย่างเป็นทางการของ LSE ที่ลงวันที่ 14 มีนาคม 1984 พร้อมกับลายเซนต์ของรองอธิการบดี Randolph Quirk แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน

อย่างไรก็ดี สื่อในไต้หวันได้ตั้งคำถามว่า เหตุใดดุษฎีนิพนธ์ของนางไช่ที่นำมาโชว์แก่สื่อนั้นไม่ใช่ฉบับเต็ม รวมถึงมีบางสื่อในไต้หวันได้รายงานว่านางไช่ไม่ได้เข้ารับปริญญาพร้อมเพื่อนร่วมรุ่น รวมถึงสื่อบางแห่งได้อ้างว่านางไช่เข้าศึกษาปริญญาเอกจริง แต่ไม่ผ่านการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์

ทางโฆษกทำเนียบผู้นำไต้หวันได้อธิบายว่าหัวข้อที่ประธานาธิบดีไช่ใช้ทำดุษฎีนิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องการค้าระหว่างประเทศ โดยเธอได้สอบป้องกันวิทยานิพนธ์สำเร็จในเดือนตุลาคมปี 1983 จากนั้นเธอได้ส่งวิทยานิพนธ์แก่มหาวิทยาลัยในเดือนมิถุนายนของปีเดียวกัน แต่เธอมีเหตุจำเป็นทำให้ไม่สามารถรับปริญญาพร้อมเพื่อนๆร่วมรุ่นได้

พร้อมกันนี้ทางโฆษกทำเนียบไต้หวันยังระบุอีกว่า ประธานาธิบดีไช่ได้สั่งการให้สำนักหอสมุดแห่งชาติไต้หวันทำการตีพิมพ์ดุษฎีนิพนธ์ของเธอแก่สาธารณะเพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษาต่อไป

ทั้งนี้ ประเด็นข้อสงสัยในปริญญาเอกของนางไช่มีขึ้นในช่วงที่ไต้หวันกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปในเดือนมกราคมปี 2020 โดยเธอประกาศลงสมัครเป็นสมัยที่สอง

Photo : CNA

สิงคโปร์ต่อสัญญาสหรัฐเช่าฐานทัพอีก 15 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601603

  • วันที่ 24 ก.ย. 2562 เวลา 10:55 น.

สิงคโปร์ต่อสัญญาสหรัฐเช่าฐานทัพอีก 15 ปี

สิงคโปร์ลงนามขยายเวลาให้กองทัพสหรัฐเช่าฐานทัพในประเทศได้อีก 15 ปี

แชลแนลนิวส์เอเชียรายงานว่า นายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงของสิงคโปร์ ได้ลงนามร่วมกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ในระหว่างพบปะกันที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ในประเทศบันทึกข้อตกลงร่วมกันที่สิงคโปร์อนุญาตให้สหรัฐต่อสัญญาการใช้ทรัพยากรต่างๆของกองทัพสหรัฐในสิงคโปร์ไปได้อีกเป็นเวลา 15 ปี

ข้อตกลงดังกล่าวนั้นมีขึ้นตั้งแต่ปี 1990 โดยครั้งนั้นเป็นการลงนามร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรีลีกวนยู กับรองประธานาธิบดีแดน เควล ซึ่งอนุญาตให้กองทัพสหรัฐสามารถเข้าถึงและใช้ทรัพยากรต่างของฐานทัพอากาศและฐานทัพเรือของสิงคโปร์ได้ รวมถึงการสนับสนุนภารกิจด้านโลจิสติก

ที่ผ่านมาทัพสหรัฐได้เช่าฐานทัพในสิงคโปร์มาเป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว ซึ่งตอกย้ำถึงความมั่นคงในภูมิภาคนี้

หลายปีที่ผ่านมาสหรัฐได้ใช้ฐานทัพในสิงคโปร์เป็นจุดแวะพักเติมเชื้อเพลิง รวมถึงบำรุงรักษาอากาศยานและยุทโธปกรณ์ต่างๆ และเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างปี 2013-2015 มีรายงานว่าสหรัฐได้เพิ่มเรือประจัญบานและเครื่องบินรบเข้าประจำการในภูมิภาคนี้มากขึ้น

ไฟป่าในอินโดฯ ทำท้องฟ้าเปลี่ยนสีแดงฉาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601595

  • วันที่ 24 ก.ย. 2562 เวลา 10:18 น.

ไฟป่าในอินโดฯ ทำท้องฟ้าเปลี่ยนสีแดงฉาน

เหตุเผาป่าอินโดนีเซียส่งผลเกิดฝุ่น-หมอกควันบดบังแสงอาทิตย์จนท้องฟ้ากลายเป็นสีแดง

สถานการณ์เผาป่าในหลายพื้นที่ของอินโดนีเซียยังคงวิกฤต โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมาสำนักข่าว THE STAR / ASIA NEWS NETWORK ได้รายงานว่าผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในอินโดนีเซียต่างแชร์ภาพของท้องฟ้าในจังหวัดจัมบี ทางตอนกลางของเกาะสุมาตรา ช่วงเวลากลางวันแต่เกิดปรากฏการณ์ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน

จังหวัดจัมบีเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่กำลังเผชิญสถานการณ์ไฟป่าจากการเผาเพื่อแผ้วถางพื้นที่เกษตรกรรมในอินโดนีเซียอยู่ขณะนี้

Photo : pojoksatu

ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียหลายรายได้ถ่ายภาพปรากฏการณ์ดังกล่าวพร้อมแชร์ลงสื่อโซเชียลมีเดียจนกลายเป็นไวรัล

ต่อมาด้านนาย Agus Wibowo Soet หัวหน้าสำนักจัดการภัยพิบัติและข้อมูลแห่งชาติอินโดนีเซียได้ออกมาอธิบายถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวว่าคือ Rayleigh Scattering หรือการกระเจิงแบบเรย์เลห์ เนื่องจากควันไฟของไฟป่าซึ่งขยายวงกว้างมาขึ้นได้สะสมเป็นปริมาณมากจนลอยตัวสูงขึ้นไปในอากาศ

Photo : Jambi Ekspress/Jawa Pos Group

โดยอนุภาคฝุ่นควันขนาดเล็กระดับไมโครและนาโนเหล่านี้มีขนาดเล็กกว่าความยาวคลื่นแสง จึงส่งผลให้คลื่นแสงกระเจิงออกไป แต่มีเพียงคลื่นแสงสีส้มและสีแดงซึ่งเป็นคลื่นยาวเท่านั้นที่สาดส่องลงมา จึงเกิดเป็นปรากฏการณ์ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงดังกล่าว

เหตุการณ์คล้ายกันนี้เคยมีรายการเกิดขึ้นในอินโดนีเซียมาก่อนหน้านี้ในครั้งที่การระเบิดของภูเขาไฟกรากระตัวในปี 1883 และการระเบิดของภูเขาไฟปินาตูโบในปี 1991

เคยหนาวจับใจ แต่วันนี้ชาวสวิสต้องมาไว้อาลัยธารน้ำแข็งที่หายไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601563

  • วันที่ 23 ก.ย. 2562 เวลา 20:00 น.

เคยหนาวจับใจ แต่วันนี้ชาวสวิสต้องมาไว้อาลัยธารน้ำแข็งที่หายไป

ผู้คนหลายสิบคนพากันสวมชุดสีดำเดินขึ้นภูเขาในสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อไว้อาลัยกับการละลายของธารน้ำแข็งอัลไพน์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง

ประชาชนประมาณ 250 คนรวมถึงเด็กๆ เข้าร่วมการปีนเขา 2 ชั่วโมงบนเนินเขาพิโซล ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ใกล้พรมแดนลิกเตนสไตน์และออสเตรีย เพื่อไปยังส่วนปลายของธารน้ำแข็งพิโซล (Pizol glacier) ที่ละลายอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่อยู่ในระดับความสูงประมาณ 2,700 เมตร เคยหนาวเย็นตลอดปี และมีปริมาณน้ำแข็งมหาศาล

“เรามาอยู่ที่นี่ เพื่อกล่าวคำอำลาแก่พิโซล” นักธารน้ำแข็งวิทยาชาวสวิส มัทเธียส ฮุสส์ กล่าวในสุนทรพจน์ ขณะที่ เอริก เปตรินี บาทหลวงประจำเมืองเมลส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของธารน้ำแข็ง กล่าวว่า “ขอพระเจ้าช่วยเรารับมือกับความท้าทายอันยิ่งใหญ่ของภาวะโลกร้อนด้วยเถิด”

ด้าน อเลสซานดร้า เดเจียโคมี แห่งสมาคมสวิสเพื่อการปกป้องสภาพภูมิอากาศบอกกับสำนักข่าว AFP ว่า ธารน้ำแข็งพิโซลได้สูญหายไปในปริมาณมหาศาล ซึ่งจากมุมมองทางวิทยาศาสตร์แล้ว ไม่ถือว่ามันเป็นธารน้ำแข็งอีกต่อไป

มัทเธียส ฮุสส์ แห่งมหาวิทยาลัยเทคนิค ETH ในซูริกเผยกับ AFP ว่า “ตั้งแต่ปี 1850 เราประเมินว่า มีธารน้ำแข็งสวิสมากกว่า 500 แห่งได้หายไปตลอดกาล ซึ่งรวมถึง 50 ที่ได้รับการตั้งชื่อ”

ฮัสส์ ยังบอกด้วยว่า พิโซลอาจไม่ใช่ธารน้ำแข็งแห่งแรกในสวิตเซอร์แลนด์ที่หายไป แต่อาจกล่าวได้ว่าเป็นธารน้ำแข็งแห่งแรกที่ละลายไปโดยผ่านการศึกษาวิจัยอย่างละเอียด

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์เริ่มติดตามธารน้ำแข็งในปี 1893 และพิโซลได้สูญเสียปริมาณน้ำแข็งถึง 80-90% ตั้งแต่ปี 2006 เหลือปริมาณน้ำแข็ง 26,000 ตารางเมตร หรือเล้กกว่าสนามฟุตบอล 4 แห่งต่อกัน

จากการคาดการณ์โดย Glacier Monitoring Switzerland หรือ GLAMOS เกือบ 80% ของธารน้ำแข็งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ถือว่าเป็นธารน้ำแข็งน้อย หรือมีขนาดเล็กมาก หรือ Glacierets

นอกจากนี้ ฮุสส์ และนักวิทยาศาสตร์ของสถาบัน ETH คนอื่นเตือนว่ากว่า 90% ของธารน้ำแข็งอัลไพน์อาจหายไปในช่วงปลายศตวรรษนี้ หากไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจากการศึกษาของพวกเขาซึ่งตีพิมพ์ในเดือนเมษายนระบุว่า เทือกเขาแอลป์จะสูญเสียมวลน้ำแข็งอย่างน้อยครึ่งหนึ่งภายในปี 2100

ภาพชุด

AFP

AFP

AFP