นักบินอวกาศสัญชาติอาหรับคนแรกเดินทางไป ISS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601841

  • วันที่ 26 ก.ย. 2562 เวลา 12:05 น.

นักบินอวกาศสัญชาติอาหรับคนแรกเดินทางไป ISS

ฮัซซา อัล-มันซูรี นับเป็นนักบินอวกาศสัญชาติอาหรับคนแรกที่ได้เดินทางไปสถานีอวกาศนานาชาติ

เอเอฟพีรายงานว่า นายฮัซซา อัล-มันซูรี วัย 35 ปี สัญชาติเอมิเรสต์ ได้กลายเป็นนักบินอวกาศสัญชาติอาหรับคนแรกที่ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจยังสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station)

นายมันซูรี จะเดินทางออกจากฐานปล่อยจรวดแคปซูลโซยุซ เอ็มเอส-15 ในคาซัคสถานวันนี้ (26 ก.ย.) พร้อมกับนักบินอวกาศอีก 2 รายคือ Oleg Skripochka จากรัสเซีย และ Jessica Meir นักบินอวกาศจากนาซา

 

ทั้งสามจะใช้เวลาเดินทางราว 6 ชั่วโมงก่อนเข้าเทียบยานยังสถานีอวกาศ ISS เพื่อร่วมปฏิบัติภารกิจเป็นเวลา 8 วัน

ทั้งนี้ นายมันซูรีนับว่าเป็นนักบินอวกาศสัญชาติอาหรับคนแรกที่ได้ปฏิบัติภารกิจบนสถานี ISS แต่เขาไม่ใช่ชาวอาหรับคนแรกที่เดินทางไปอวกาศ โดยนักบินอวกาศสัญชาติอาหรับคนแรกคือ สุลตาน บิน ซัลมาน อัล ซาอูด ซึ่งเข้าร่วมภารกิจกระสวยอวกาศสหรัฐในปี 1985 จากนั้นสองปีต่อมา นักบินอวกาศสัญชาติซีเรีย Muhammed Faris ได้เป็นชาวอาหรับคนที่สองที่เดินทางไปอวกาศภายใต้ภารกิจสถานีอวกาศเมียร์ของโซเวียต

สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์นับเป็นหนึ่งในชาติอาหรับที่วางแผนส่งยานสำรวจไร้คนขับไปยังดาวอังคารภายในปี 2021 ด้วย

Image Credit: NASA

เมืองหลวงออสซี่ รับรองกฎหมายใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601830

  • วันที่ 26 ก.ย. 2562 เวลา 10:40 น.

เมืองหลวงออสซี่ รับรองกฎหมายใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ

กรุงแคนเบอร์รานับเป็นเมืองแห่งแรกของออสเตรเลียที่ รับรองการปลูก-ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ

สื่อท้องถิ่นออสเตรเลียรายงานว่า สภาดินแดนเมืองหลวงออสเตรเลีย (Australian Capital Territory ACT) ได้ผ่านกฎหมายเมื่อวันพุธที่ผ่านมา อนุญาตให้มีการปลูกกัญชาในบ้านเรือน รวมถึงครอบครองกัญชาได้ไม่เกิน 50 กรัม ในการใช้เพื่อสันทนาการได้

นับเป็นรัฐแห่งแรกของออสเตรเลียที่มีการผ่านกฎหมายการใช้กัญชาในลักษณะดังกล่าว ขณะที่รัฐส่วนๆอื่นๆนั้นการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการยังคงผิดกฎหมายอยู่ แต่ทั้งนี้ ออสเตรเลียได้ผ่านกฎหมายให้สามารถใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2016 แล้ว

รายงานระบุว่า สภาเขต ACT ได้ลงมติร่างกฎหมายอนุญาตให้ประชาชนที่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป สามารถครอบครองกัญชาได้ไม่เกินคนละ 50 กรัม หรือสามารถปลูกเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนได้ไม่เกินคนละ 2 ต้น สูงสุดไม่เกิน 4 ต้นต่อหนึ่งครอบครัว

สำหรับเขต ACT มีประชากรอาศัยอยู่ราว 420,000 คนทั้งในกรุงแคนเบอร์รา และบริเวณใกล้เคียง

อย่างไรก็ดี กฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้วันที่ 31 มกราคมปีหน้า แต่ทั้งนี้เขต ACT ของออสเตรเลียไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐเช่นกับส่วนอื่นๆของประเทศ อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของรัฐบาลกลางออสเตรเลียและรัฐสภาออสเตรเลีย จึงมีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนี้ ยื่นคว่ำร่างดังกล่าวต่อรัฐบาลกลาง ซึ่งขัดกับกฎหมายยาเสพติดของประเทศของรัฐสภาที่ยังคงกำหนดห้ามครอบครองกัญชา

นาย Andrew Barr หัวหน้ารัฐบาลท้องถิ่นเขต ACT ระบุว่า แม้รัฐบาลท้องถิ่นจะไม่ส่งเสริมสนับสนุนการใช้กัญชารวมถึงสารเสพติดชนิดอื่นๆเพื่อสันทนาการ แต่ก็ถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงว่า การห้ามโดยสิ้นเชิงนั้นไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ได้ผล

พร้อมกันนี้นาย Barr ยังยอมรับถึงความไม่แน่นอนของกฎหมายดังกล่าวว่าอาจถูกคว่ำ ก่อนที่จะถึงกำหนดประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

กรุงเทพฯท่วมแน่ ยูเอ็นเตือนโลกร้อนทำน้ำทะเลสูงเกินคาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601793

  • วันที่ 25 ก.ย. 2562 เวลา 20:55 น.

กรุงเทพฯท่วมแน่ ยูเอ็นเตือนโลกร้อนทำน้ำทะเลสูงเกินคาด

วิจัยเผยโลกร้อนเป็นอันตรายกับทั้งมหาสมุทรและมนุษย์

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) เผยรายงานพิเศษว่าด้วยมหาสมุทรและส่วนของโลกที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง (Cryosphere) ในภาวะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง พบว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นล้วนส่งผลร้ายแรงต่อมหาสมุทร ไม่ว่าจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำแข็งละลาย และสัตว์ทะเลย้ายที่อยู่

ที่ประชุม IPCC เผยว่าการวิจัยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการสำรวจลงลึกไปทั่วทุกซอกมุมของโลก ตั้งแต่ภูเขาที่สูงที่สุด แถบขั้วโลกที่ไกลที่สุด ไปจนถึงส่วนที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร และแม้แต่พื้นที่สุดพิเศษเหล่านี้ก็ยังปรากฏว่าได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโดยน้ำมือมนุษย์

น้ำแข็งละลาย

อุณหภูมิที่สูงขึ้นเป็นตัวเร่งให้น้ำแข็งขั้วโลกทั้งในกรีนแลนด์ทวีปแอนตาร์กติก และทวีปอาร์กติกละลายอย่างรวดเร็ว แต่ที่น่าห่วงคือ แผ่นน้ำแข็งของกรีนแลนด์ที่ละลายเร็วที่สุด เนื่องจากหากน้ำแข็งของกรีนแลนด์ละลายทั้งหมดน้ำทะเลอาจสูงขึ้นถึง 6 เมตร โดยนักวิจัยเผยว่าหากมนุษย์ยังไม่หยุดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นอีก 1.1 เมตรภายในปี 2100 หรืออีก 81 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ ยังระบุอีกว่าประชากรโลกราว 680 ล้านคนทั่วโลกที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่ำตามแนวชายฝั่งต้องเผชิญกับน้ำท่วมอย่างน้อยปีละครั้งภายในปี 2050 จากข้อมูลขององค์กรเคลื่อนไหวแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ C40 CITIES เมืองใหญ่ทั่วโลกเสี่ยงน้ำท่วม เช่น กรุงเทพมหานคร จาการ์ตา ธากา เชนไน มุมไบ เซี่ยงไฮ้ อิสตันบูล ลอนดอน นิวยอร์ก ลิมา บัวโนสไอเรส รวมทั้งสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เป็นต้น และประเทศหมู่เกาะบางแห่งจะไม่สามารถอาศัยอยู่ได้อีกต่อไปหลังปี 2100

น้ำทะเลร้อน

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1970 เพราะมหาสมุทรดูดซับความร้อนที่มนุษย์สร้างขึ้นไว้มากกว่า 90% ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา และยังมีอัตราการดูดซับความร้อนเพิ่มเป็นสองเท่ามาตั้งแต่ปี 1993 ส่งผลให้มหาสมุทรมีภาวะความเป็นกรดจนปะการังเกิดภาวะฟอกขาวตาย ตามมาด้วยการย้ายที่อยู่ของสัตว์ทะเลที่ทำให้บางพื้นที่อย่างอาร์กติกมีปลาเพิ่มขึ้น แต่ในพื้นที่เขตร้อนอาหรทะเลจะหายากขึ้น สำหรับประชากรโลกหลายล้านคนที่พึ่งพาอาหารทะเล ผลการวิจัยนี้ถือว่าน่ากังวลมาก

นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนอีกว่า แม้แต่คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตอนในของโลกก็จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเช่นกัน

ชั้นดินเยือกแข็ง

ชั้นดินเยือกแข็ง หรือ Permafrost ที่พบในแถบไซบีเรียและตอนเหนือของแคนาดาเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แหล่งใหญ่ และหากเราไม่สามารถหยุดยั้งไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นได้ นักวิทยาศาสตร์คาดว่าชั้นดินเยือกแข็งราว 70% จะละลาย ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นับล้านๆ ตันและก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ร้ายแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายร้อยเท่าถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศภายในปี 2100

ทางแก้เพื่ออนาคต

แม้บางอย่างจะไม่สามารถย้อนกลับมาได้แล้ว อาทิ ธารน้ำแข็งที่หายไปอย่างธารน้ำแข็งอัลไพน์ของสวิตเซอร์แลนด์ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ เคยหนาวจับใจ แต่วันนี้ชาวสวิสต้องมาไว้อาลัยธารน้ำแข็งที่หายไป) แต่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่าหากมนุษย์ร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง หายนะบางอย่างอาจไม่รุนแรง เช่น นักวิทยาศาสตร์คาดว่าภายในปี 2100 น้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นปีละ 1.5 เซนติเมตร แต่หากลดการปล่อยก๊าซลง น้ำทะเลจะสูงขึ้นเพียงปีละ 4 มิลลิเมตร

แผนการ100ปีของจีนที่จะเป็นมหาอำนาจแทนที่สหรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601790

  • วันที่ 25 ก.ย. 2562 เวลา 19:41 น.

แผนการ100ปีของจีนที่จะเป็นมหาอำนาจแทนที่สหรัฐ

แผนการ 100 ปีของจีนที่จะเป็นมหาอำนาจแทนที่สหรัฐ ตอนที่ 1 ว่าด้วยกุนซือผู้อยู่เบื้องหลังนโยบายโจมตีจีน ผู้ให้การสนับสนุนผู้ประท้วงที่ฮ่องกง และหนังสือที่คนในทำเนียบขาวใช้เป็นคัมภีร์ยุทธศาสตร์บ่อนทำลายจีนไม่ให้เกินหน้าเกินตา โดยกรกิจ ดิษฐาน

เมื่อเดือนสิงหาคม 2019 ไมเคิล พิลส์บิวรี กุนซือของทรัมป์ว่าด้วยยุทศาสตร์จีน บอกว่า “เราได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ผ่าน National Endowment for Democracy เพื่อช่วยประชาธิปไตยในฮ่องกง ดังนั้นข้อกล่าวหาของจีนจึงไม่ผิดเสียทีเดียว”

ไมเคิล พิลส์บิวรีไม่ใช่ธรรมดา เขาคือผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีนชั้นแนวหน้าของสหรัฐ แต่ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญในเชิงวิชาการ เพราะเขาคือผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ ที่คอยกระซิบให้รัฐบาลสหรัฐคอยเจาะยางจีน และฮ่องกงก็เป็นจุดอ่อนที่เขาพลาดไม่ได้

ไมเคิล พิลส์บิวรี จากเว็บไซต์ michaelpillsbury.net

ทำไมสหรัฐต้องขัดขาจีน? ในฉากหน้าสหรัฐอาจจะใช้ประชาธิปไตยเป็นข้ออ้าง แต่เจตนาที่แท้จริงก็คือการสกัดกั้นไม่ให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแทนที่สหรัฐ เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อกล่าวหาลอยๆ เพราะหนังสือของพิลส์บิวรีก็บอกเรื่องนี้ไว้อย่างตรงไปตรงมา หนังสือของเขามีชื่อว่า “มาราธอน 100 ปี: ยุทธศาสตร์ลับของจีนที่จะแทนที่อเมริกาในฐานะมหาอำนาจโลก” (The Hundred-Year Marathon: China’s Secret Strategy to Replace America as the Global Superpower)

ในเว็บไซต์ของหนังสือเล่มนี้ให้แนวคิดเบื้องหลังไว้ว่า “เป็นเวลากว่า 40 ปีที่สหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้รัฐบาลจีนสร้างเศรษฐกิจที่เฟื่องฟู พัฒนาความสามารถทางวิทยาศาสตร์และการทหาร และมีบทบาทขึ้นในเวทีโลก ด้วยความเชื่อที่ว่าการผงาดของจีนจะนำความร่วมมือ การทูตและการค้าเสรีมาให้เรา แต่ถ้าเกิดว่า “China Dream” คือการแทนที่เราล่ะ เหมือนกับที่อเมริกาแทนที่จักรวรรดิอังกฤษโดยไม่ต้องใช้กระสุนสักนัดเดียว?”

สีจิ้นผิงกับนโยบายความฝันจีน

ก่อนอื่นเราต้องมาวิเคราะห์แนวคิดนี้กันก่อน การบอกว่าสหรัฐคือผู้ที่ช่วยจีนให้ลืมตาอ้าปากและยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ เป็นคำกล่าวที่ถูกครึ่งเดียว ความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศเกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็น เป็นความร่วมมือที่วิน-วินด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ในช่วงเวลาที่ศัตรูหมายเลข 1 ของสหรัฐคือสหภาพโซเวียต และศัตรูหมายเลข 1 ของจีนคือสหภาพโซเวียตเช่นกัน

จีนเคยเป็นมหามิตรของโซเวียตแต่มาแตกคอกันเรื่องอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ทำให้จีนถูกโดดเดี่ยวและเริ่มมองหาพันธมิตร ส่วนสหรัฐก็ต้องการกำลังเสริมในสงครามเย็น สถานการณ์ของทั้ง 2 ประเทศจึงนำไปสู่การจับคู่ที่พิลึกพิลั่นที่สุด ทำให้สหรัฐถึงกับทิ้งไต้หวันเพื่อหันมารับรองจีน และจัดหาที่ทางให้จีนในสหประชาชาติ

แต่ความสัมพันธ์นี้สั่นคลอนลงเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย สหรัฐไม่เหลือศัตรูอันดับ 1 อีกต่อไป ในช่วงเวลาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 – 2000 สหรัฐเป็นมหาอำนาจเดี่ยวที่ไร้ผู้ต่อกร แต่เป็นช่วงที่จีนมุ่งมั่นสร้างเนื้อสร้างตัว ในช่วงนี้เองที่ความล้มเหลวในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายและวิกฤตการเงิน 2008 ทำให้สหรัฐเสื่อมถอยลง ในขณะที่จีนก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมทำให้กุนซือที่มองจีนเป็นศัตรูอย่างพิลส์บิวรีกังวลอยู่ลึกๆ

กองทัพจีนซ้อมวันฉลองครบรอบ 70 ปีของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน Photo by WANG ZHAO / POOL / AFP

โอกาสของพิลส์บิวรีมาถึง เมื่อทรัมป์เป็นประธานาธิบดีคนแรกในรอบหลายสิบปีที่เอาจริงเอาจังกับการกำราบจีน นับแต่นั้นมากุนซือสายเหยี่ยวจึงผงาดในทำเนียบขาว และพิลส์บิวรีก็เป็นหนึ่งในนั้น ดังนั้นการจะเข้าใจยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทรัมป์ (หรือรัฐบาลรีพับลิกัน) จึงต้องเข้าใจวิธีคิดของกุนซือเหล่านี้ด้วย

พิลส์บิวรีมองจีนเป็นภัยคุกคาม และแนวคิดเรื่อง “ความฝันจีน” (China Dream หรือ Chinese Dream) ที่จะทำให้จีนยิ่งใหญ่อีกครั้ง คือศัตรูโดยตรงต่อความฝันอเมริกัน (American Dream)

ความฝันจีน คือการทำให้จีนเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ มั่งคั่ง มีค่านิยมของตัวเองที่อิงกับหลักสังคมนิยม ฟื้นฟูประเทศให้เป็นที่นับหน้าถือตาอีกครั้ง หลังจากจีนที่เคยถูกรังแกจากต่างชาติ จนกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย

ส่วนความฝันอเมริกัน คือ ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ ภายใต้ค่านิยมทุนนิยม ประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเท่าเทียมกัน (รวมถึงค่านิยมคริสเตียนโปรแตสแตนท์)

ในเวลานี้ยังมีการถกเถียงกันว่าความฝันจีนและความฝันอเมริกัน เป็นศัตรูกันหรือไม่ แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายต่อต้านจีนจะมองแนวคิดนี้เป็นภัยคุกคามมากกว่า คำถามก็คือ พวกเขามองจีนเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของทุนนิยมอเมริกัน หรือเป็นภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยกันแน่?

ในหนังสือ (หน้า 28) เขาบอกว่า “หนังสือที่ไม่มีคนรู้จัก…ที่ตีพิมพ์ในประเทศจีนในปี 2009 มีชื่อว่า ความฝันจีน หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นโดยพันเอกในกองทัพปลดปล่อยประชาชนที่ชื่อหลิวหมิงฝู…นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นการอ้างอิงที่เป็นลายลักษณ์อักษรเรื่อง “มาราธอน 100 ปี”

ความฝันจีน โดยหลิวหมิงฝู

หลิวหมิงฝูอาจจะไม่ได้เอ่ยคำว่า “มาราธอน 100 ปี” โดยตรง และคำๆ นี้อาจเป็นสิ่งประดิษฐ์ของพิลส์บิวรี สิ่งที่อยู่ในหนังสือของหลิวหมิงฝูคือคำว่า “ความฝัน 100 ปีของจีน” อย่างไรก็ตาม แนวคิดในหนังสือค่อนข้างชัดเจนว่า จีนต้องโค่นสหรัฐให้ได้หากต้องการจะมีที่ยืนบนโลกนี้

พิลส์บิวรีบอกไว้ในหนังสือว่า “แผนนี้กลายเป็นที่รู้จักในนาม “มาราธอน 100 ปี” มันเป็นแผนที่ดำเนินการโดยผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ตั้งแต่เริ่มต้นความสัมพันธ์กับสหรัฐ” และเสริมว่า นี่คือ “กลยุทธ์ลับ” ระยะปฏิบัติการหนึ่งศตวรรษนับตั้งแต่ปี 1955 – 2049 โดยจีนตั้งใจที่จะรับเทคโนโลยีตะวันตก พัฒนาเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง และในที่สุดก็เข้ามาแทนที่สหรัฐอเมริกาในฐานะมหาอำนาจโลก

หลิวหมิงฝูกล่าวไว้ในหนังสือ “ความฝันจีน (จงกั๋วเมิ่ง) ทำนองเดียวกันว่า “โลกนี้สำคัญเกินกว่าจะมอบให้สหรัฐครอบครองเพียงลำพัง” และ “การเป็นที่ 1 ในโลก และการเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 คือเป้าหมายใหญ่ของจีนในศตวรรษที่ 21”

ที่สำคัญเขาบอกว่า “ตราบใดที่จีนมุ่งมั่นที่จะผงาดขึ้นมาเป็นระดับสูงสุดของโลก และแม้กระทั่งทุนนิยมจีนยังมีสถานะเหนือกว่าของสหรัฐ สหรัฐก็จะพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสกัดกั้นจีน”

นี่อาจเป็นเหตุผลให้พิลส์บิวรีมองว่า “มาราธอน 100 ปี” คือเหตุผลที่เขาต้องโค่นจีน

หลิวหมิงฝู ภาพจาก baike.baidu.com

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพิลส์บิวรีจะมีดีกรีเป็นผู้เชี่ยวชาญ รู้ภาษาจีน เป็นที่ปรึกษารัฐบาลและสภาคองเกรส แต่ในหนังสือของเขา กลับให้เหตุผลของการเขียนโจมตีจีนไว้อย่างพิลึกพิลั่น โดยบอกว่าเขาเห็นการแสดงของ ไฉกั๋วเชียง ศิลปินชาวจีนจัดแสดงงานอาร์ตที่ชื่อ “Black Christmas Tree” ที่ National Mall ในกรุงวอชิงตัน ด้วยการเผาต้นคริสต์มาสจนกลายเป็นสีดำ ซึ่งแม้จะเป็นงานศิลปะ แต่พิลส์บิวรีกลับคิดว่ามันเป็นการบ่อนทำลายค่านิยมคริสเตียนของชาวอเมริกัน ใจกลางเมืองหลวงของชาวอเมริกัน

ในหนังสือ (หน้า 4) เขาบอกว่า “เราชาวอเมริกันยังไม่ได้มองจีนในแบบที่จีนมองเรา – ซึ่งเป็นวิธีที่จีนมองเรามานานหลายทศวรรษ เป็นไปได้อย่างไรที่สถาบันสมิธโซเนียนถึงจ่ายเงินให้ศิลปินจีนที่มีชื่อเสียงถึง 250,000 เหรียญเพื่อระเบิดต้นคริสต์มาสที่ National Mall?”

จากข้อความนี้ดูเหมือนจะได้กลิ่นของความเหยียดคนจีนอยู่เล็กน้อย แต่พิลส์บิวหลีกเลี่ยงข้อหานี้ได้ด้วยการเชื่อมโยงศิลปินจีนเข้ากับตำรายุทธศาสตร์ที่พวกสายเหยี่ยวในสหรัฐกังวลกันนักหนา

ความไม่พอใจนี้ทำให้เขาขุดคุ้ยเรื่องของ ไฉกั๋วเชียง จนพบเบาะแสที่ทำให้เขาเชื่อมั่นว่าจีนมีแผนการร้ายต่อสหรัฐ เพราะไฉกั๋วเชียงเคยให้สัมภาษณ์ว่าหนังสือเล่มโปรดของเขาคือ สงครามไร้ขีดจำกัด (Unrestricted Warfare) ซึ่งเขียนเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน

สหรัฐมองว่าหนังสือเล่มนี้คือการเผยเจตนาที่แท้จริงของจีนต่อสหรัฐ รวมถึงวิธีการที่จะจีนจะใช้โจมตีสหรัฐ

(ติดตามอ่านตอนต่อไป)

ออสเตรเลียก็มีบัตรคนจน แต่ไม่ให้ถอนเงินสด และห้ามซื้อเหล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601771

  • วันที่ 25 ก.ย. 2562 เวลา 17:26 น.

ออสเตรเลียก็มีบัตรคนจน แต่ไม่ให้ถอนเงินสด และห้ามซื้อเหล้า

ในขณะที่บ้านเรามีการแจกเงิน 500 บาทให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ประเทศออสเตรเลียก็มีเช่นกัน และทำกันมาก่อนบ้านเราแล้ว แถมยังเคลมว่าทำเป็นที่แรกในโลกด้วย

บัตรคนจนเวอร์ชั่นออสเตรเลียมีชื่อเรียกว่า Cashless Welfare Card หรือ Cashless Debit Card หรือ grey card หรือ white card โดยสองชื่อหลังนั้นเรียกตามสีของบัตร ซึ่งรัฐบาลออสเตรเลียออกให้ประชากรในพื้นที่ห่างไกลที่มีปัญหาทางสังคมสูง ไม่ว่าจะเป็นการติดการพนัน ติดแอลกอฮอล์

รัฐบาลจะโอนเงินเข้าบัตรซึ่งใช้เหมือนบัตรเดบิตการ์ด 80% ของเงินช่วยเหลือที่ประชาชนจะได้รับ สำหรับใช้จ่ายในร้านค้าที่ลงทะเบียนกับทางการและมีสัญลักษณ์ EFTPOS โดยมีเงื่อนไขว่าเงินจำนวนนี้ไม่สามารถนำไปซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เล่นการพนัน (ยกเว้นลอตเตอรี) หรือถอนเงินสด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเงินภาษีของชาวออสเตรเลียไปใช้ในทางที่ผิด ส่วนอีก 20% ที่เหลือโอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้ถือบัตรซึ่งสามารถถอนเป็นเงินสดได้

รัฐบาลออสเตรเลียเริ่มทดลองใช้บัตร Cashless Welfare Card ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2016 สมัยของนายกรัฐมนตรี มัลคอล์ม เทิร์นบูลล์ ในเขตอีสคิมเบอร์รี รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และเมืองเซดูนาในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพื้นเมืองอะบอริจิ้นและยังมีปัญหาทางสังคมค่อนข้างสูง ก่อนจะขยายไปยังพื้นที่อื่น ได้แก่ เขตอีสคิมเบอร์รีและเขตโกลด์ฟิลด์ส เขตฮาร์วีย์เบย์และบันดาเบิร์กในรัฐควีนส์แลนด์ และเมืองเทนแนนท์ครีกในรัฐนอร์เทิร์นแทร์ริทอรี

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐของออสเตรเลียมุ่งหวังให้ประชาชนรู้จักการใช้เงินอย่างมีสติและใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน และยังหวังว่าจะช่วยลดปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมที่เกี่ยวข้องแอลกอฮอล์ การพนัน และยาเสพติด

อย่างไรก็ดี รัฐบาลไม่สามารถควบคุมการซื้อสินค้าต้องห้ามอย่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากร้านค้าที่จำหน่ายทั้งสินค้าต้องห้ามและสินค้าจำเป็น อาทิ ห้างสรรพสินค้าที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในทางปฏิบัติจึงต้องอาศัยพนักงานในการคัดกรองไม่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับผู้ถือบัตรสวัสดิการ หากจะกำหนดไม่ให้ใช้บัตร Cashless Welfare Card ในห้างสรรพสินค้าเหล่านี้ก็จะเป็นการจำกัดช่องทางการใช้บัตรของผู้อื่น โดยเฉพาะในเมืองเล็กๆ ที่มีร้านที่ขึ้นทะเบียนไม่มาก

หลังการเดินหน้าทดลองโครงการไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ปรากฏว่ามีผลตอบรับที่หลากหลาย โทนี่ เบิร์ค จากพรรคแรงงานของออสเตรเลีย โจมตีว่ารัฐบาลเทิร์นบูลล์ให้ความสำคัญกับเรื่องการเมืองมากกว่านโยบาย การแจกบัตรสวัสดิการไม่ก่อให้เกิดการจ้างงาน เป็นการหยามประชาชน และไม่ใช่นโยบายที่ฉลาด

เทอร์เรนซ์ เดาสท์ ชาวออสเตรเลียที่ได้รับบัตร Cashless Welfare Card เผยว่า รัฐบาลไม่ควรสิ้นเปลืองงบประมาณ 10,000 เหรียญออสเตรเลีย หรือราว 207,203 บาทต่อคนไปกับโครงการนี้ เพราะไม่สามารถช่วยให้คนออสเตรเลียพยายามกลับไปหางานทำ และเสนอแนะว่าแทนที่รัฐบาลจะอัดฉีดเงินเพื่อไปสร้างกำไรให้กับบริษัทเอกชน ควรนำมาใช้กับสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลเอง เช่น จัดโครงการเตรียมพร้อมการทำงาน ให้คนที่กำลังหางาน

ส่วน โจดี มิลเลอร์ สมาชิกสภาชุมชุนชาวอะบอริจิ้นในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย เผยกับสำนักข่าว Guardian Australia ว่า ทุกคนที่เขาคุยด้วยรู้สึกว่าบัตรสวัสดิการดังกล่าวทำให้เกิดความอับอาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ใช้บัตรซื้อของก็มักจะได้รับสายตาที่มองเหมือนว่าคนที่ถือบัตรหางานทำไม่ได้

นอกจากนี้ Guardian Australia ยังพบว่าผู้ถือบัตรบางคนต้องการถือเงินสดมากกว่าจึงเลี่ยงด้วยการใช้บัตร Cashless Welfare Card ของตัวเองชำระค่าสินค้าให้คนอื่นเพื่อแลกกับเงินสดที่จะนำไปเป็นค่าอาหารกลางวันลูก และยังมีชาวบ้านบอกอีกว่า ร้านค้าบางแห่งตั้งราคาสินค้าที่จะใช้บัตรสวัสดิการแพงกว่าปกติ แล้วให้เงินสดหรือเบียร์เป็นการตอบแทน

ขณะที่ผลการประเมินจาก Orima Research บริษัทเอกชนเมื่อปี 2017 พบว่าประชาชนที่ได้รับบัตรสวัสดิการดื่มแอลกอฮอล์ลดลง 41% เล่นการพนันลดลง 41% ใช้ยาเสพติดลดลง 48% รวมทั้งรายงานข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ระบุว่าอัตราคนรุ่นใหม่ที่ว่างงานในพื้นที่เมืองบันดาเบิร์กและฮาร์วีย์เบย์ลดลง 10% นับตั้งแต่รัฐบาลแจกบัตร Cashless Welfare Card ซึ่งมากกว่าอัตราทั่วประเทศที่ลดลง 5%

แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนแย้งว่าการลดลงดังกล่าวไม่ได้เป็นผลโดยตรงมาจากบัตรสวัสดิการ เนื่องจากรัฐบาลได้ดำเนินโครงการอื่นๆ คู่ขนานไปด้วย

ภาพ : เฟซบุ๊ค ABC Goldfields-Esperance

คองเกรสเปิดฉากถอดถอนทรัมป์ เป็นไปได้แค่ไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601770

  • วันที่ 25 ก.ย. 2562 เวลา 17:15 น.

คองเกรสเปิดฉากถอดถอนทรัมป์ เป็นไปได้แค่ไหน?

โดย .. ชยพล พลวัฒน์ ข่าวต่างประเทศ … Posttoday Exclusive

เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ นางแนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงกระบวนการสอบสวนเพื่อนำไปสู่การถอดถอน (Impeachment) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่ง

นางเปโลซี่ ซึ่งเป็นแกนนำหลักคนสำคัญคนหนึ่งในพรรคเดโมแครต ในฐานะประธานสภาผู้แทนฯ ได้ประกาศดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นทางการในประเด็นประธานาธิบดีทรัมป์ อาจละเมิดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐ ในการดึงต่างชาติเข้ามาแทรกแซงการเมืองภายใน

ประเด็นที่สภาผู้แทนฯสหรัฐชูก็คือ การที่พบหลักฐานซึ่งเชื่อได้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้ใช้อำนาจของตนข่มขู่ หรือ เสนอผลประโยชน์แลกเปลี่ยนแก่นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ให้หาทางจัดการดำเนินคดีกับทุจริตซึ่งเชื่อมโยงไปถึงนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ และเป็นผู้สมัครลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2020

 

สำหรับโจ ไบเดน เป็นผู้สมัครสังกัดเดโมแครตที่หลายฝ่ายมองว่าเขาคือ “คู่ชกคู่ชิง”ตัวจริงของทรัมป์ในศึกการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2020

รายงานระบุว่าทรัมป์ได้ต่อสายข่มขู่นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนราว 8 ครั้ง โดยทรัมป์ขู่ว่าจะระงับให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนหากไม่ให้ความร่วมมือ นอกจากนี้ยังกดดันให้สอบสวนนายฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายนายโจ ไบเดน ซึ่งมีตำแหน่งในบอร์ดบริหารของบริษัทด้านพลังงานในยูเครนเกี่ยวกับกรณีทุจริตด้วย ซึ่งเรื่องดังกล่าวทางฝั่งแดโมแครตกำลังชูประเด็นว่าทรัมป์อาจละเมิดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐ

แม้ว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐได้ระบุถึงกระบวนการและขั้นตอนการถอนถอนประธานาธิบดีไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ดีกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีสหรัฐนั้นไม่ง่าย

จะถอดถอนประธานาธิบดีต้องทำอย่างไร

ตามบทบัญญัติที่ 1 ส่วนที่ 2 ในข้อที่ 5 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐระบุว่า “สภาผู้แทนราษฎร … มีอำนาจในกระบวนการการฟ้องร้อง แต่เพียงผู้เดียว”

นั้นหมายความว่า สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในขณะนี้แดโมแครตครองเสียงข้างมาก มีอำนาจโดยชอบเปิดประเด็นเริ่มต้นกระบวนการสอบสวนประธานาธิบดี ในกรณีทางเปโลซี่ระบุว่าได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการทั้ง 6 ชุดประกอบด้วย คณะกรรมการด้านการเงิน, คณะกรรมการตุลาการ, คณะกรรมการข่าวกรอง, คณะกรรมการการต่างประเทศ, คณะกรรมการกำกับดูแลและปฏิรูป, และคณะกรรมการด้านวิธีการ เพื่อเริ่มกระบวนการสอบสวนและรับฟังข้อคิดเห็น

 

ภายใต้รัฐธรรมนูญสหรัฐระบุว่า ประธานาธิบดีจะถูกปลดออกจากตำแหน่งภายใต้เงื่อนไข “ทรยศ, ติดสินบน หรืออาชญากรรมและความผิดลหุโทษอื่น ๆ” ในกรณีนี้รวมถึงการคอรัปชั่น การใช้อำนาจในทางมิชอบ มีพฤติกรรมไม่สอดคล้องกับหน้าที่ หรือใช้อำนาจในทางเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ซึ่งภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้เฉพาะกับประธานาธิบดีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีคนอื่นๆด้วย

เมื่อคณะกรรมาธิการสอบสวนเสร็จแล้วส่งรายงานให้สภาผู้แทนฯ หากสภาผู้แทนลงมติเสียงข้างมาผ่านญัตติถอดถอนประธานาธิบดี ขั้นตอนต่อไปคือส่งไปยังวุฒิสภา

บทบัญญัตติที่ 1 ส่วนที่ 3 ข้อที่ 6-7 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐ

ได้ให้อำนาจวุฒิสภามีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการพิจารณาญัตติว่าจะถอดถอนประธานาธิบดีหรือไม่ โดยสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีทั้งหมด 100 เสียง จะต้องลงคะแนนอย่างน้อย 2 ใน 3 จึงมีสิทธิ์ถอดประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งได้

วุฒิสมาชิกของสภาสหรัฐชุดปัจจุบันประกอบด้วย 53 เสียงจากรีพับลิกกัน 45 เสียงจากแดโมเครต และอีก 2 เสียงจากส.ว.อิสระ นั้นหมายความว่าวุฒิสภาซึ่งมีพรรครีพับลิกกันครองเสียงข้างมากอยู่ในขณะนี้จะต้องลงคะแนนเสียงให้ได้อย่างน้อย 67 เสียง ซึ่งนั้นหมายถึงจะต้องมี “ส.ว.งูเห่า” ฝั่งรีพับลิกกันอย่างน้อย 20 เสียง โหวตถอดถอนทรัมป์

กระบวนการเช่นนี้ นอกจากจะใช้กับประธานาธิบดีแล้ว ยังสามารถใช้ถอดถอดผู้พิพากษา รัฐมนตรี หรือแม้แต่ส.ว.ด้วยกันเอง

 

ที่ผ่านมามีประธานาธิบดีถูกถอดถอนบ้างมั้ย

คำตอบคือ เกือบมี! กรณีแรกย้อนกลับไปในปี 1868 ประธานาธิบดีคนที่ 17 ของสหรัฐ แอนดรูว์ จอห์นสัน ซึ่งขึ้นสืบอำนาจต่อจากอับบราฮัม ลินคอร์น ซึ่งถูกลอบสังหาร ได้ถูกสภาผู้แทนฯมติด้วยคะแนนเสียงท้วมถ้นถึง 126 ต่อ 47 ถอดถอนออกจากตำแหน่ง แต่กลับรอดการถูกถอดถอนอย่างหวุดหวิดเนื่องจากวุฒิสถาลงมติ 35 ต่อ 19 เสียง ขาดไปเพียง 1 เสียงโหวตเท่านั้น!!

 

แอนดรูว์ จอห์นสัน Photo : Library of Congress

 

คนต่อมาคือ ริชาร์ด นิกสัน ผู้นำสหรัฐคนที่ 37 จากกรณีดังสุดอื้อฉาวคดีวอเตอร์เกต ในปี 1974 แต่ทว่านิกสันได้ชิงประกาศลาออกก่อนที่สภาผู้แทนฯจะลงมติ ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้นำสหรัฐคนแรกที่ประกาศลาออกจากตำแหน่ง

อีกรายหนึ่งคือบิล คลินตัน ผู้นำสหรัฐคนที่ 47 จากกรณีเรื่องอื้อฉาวทางเพศ โดยสภาผู้แทนลงมติเห็นชอบด้วยเสียง 228 ต่อ 206 และส่งต่อญัตติถอดถอนไปยังวุฒิสภา แต่ด้วยความสัมพันธ์ของคลินตันต่อบรรดาส.ว.สังกัดแดโมเดรตในวุฒิสภา จึงไม่มีส.ว.ของแดโมแครตคนใดโหวตถอดถอนเขาแม้แต่คนเดียว คลินตันจึงรอดตัวไป โดยบรรดาส.ว.แดโมแครตส่วนใหญ่มองว่าแม้พฤติกรรมของคลินตันจะไม่เหมาะสม แต่ก็ไม่ใช่ความผิดร้ายแรง

ทั้งกรณีของจอห์นสัน และคลินตัน นับได้ว่าเป็นสองประธานาธิบดีที่เข้าสู่กระบวนการถอดถอน แต่ก็ไม่ได้ถูกคองเกรสลงมติถอดถอนแต่อย่างใด

ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดี

แล้วหากทรัมป์ถูกถอดถอนจริง ใครคือประธานาธิบดีคนต่อไป

หากกระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ถอดถอนทรัมป์ออกจากตำแหน่งจริง ผู้ที่จะมารับหน้าที่ต่อคือ รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ โดยจะเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีจนหมดวาระในวันที่ 20 มกราคม 2021

มีวิธีอื่นในการถอดประธานาธิบดีมั้ย

ภายใต้บทบัญญัติที่ 25 แห่งรัฐธรรมนูญสหรัฐ ระบุว่า รองประธานาธิบดีจะรับหน้าที่แทนประธานาธิบดีในเมื่อ ประธานาธิบดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ภายใต้เหตุผลด้านสุขภาพ หรือภายใต้เหตุผลอื่นที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เช่น ประธานาธิบดีขาดการติดต่อ หรือหายตัวไป หรือตกอยู่ในสภาพบางอย่างที่ไม่อาจบริหารงานได้ จะเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่ต้องแจ้งต่อคองเกรสให้ทราบว่าทราบว่าประธานาธิบดีไม่สามารถปฏิบัติงานได้ แล้วให้ดำเนินการตามสายการสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (U.S. Presidential line of succession)

“ปักกิ่งต้าซิง” เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601750

  • วันที่ 25 ก.ย. 2562 เวลา 15:07 น.

"ปักกิ่งต้าซิง" เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว

ปธน.สีจิ้งผิง เปิดสนามบินปักกิ่งต้าซิง อย่างเป็นทางการ ฉลองครบรอบ 70 ปีสถาปนาวันชาติจีน

สื่อทางการจีนรายงานว่า ประธานาธิบดีสีจิ้งผิง ผู้นำจีนและในฐานะเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้เดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิดทำการสนามบินแห่งใหม่ของประเทศ ปักกิ่งต้าซิง อย่างเป็นทางการแล้วในวันนี้ (25 ก.ย.)

การเปิดสนามบินดังกล่าวอยู่ในช่วงสัปดาห์ของการครบรอบ 70 ปีวันสถาปนาชาติจีน ซึ่งตรงกับวันที่ 1 ตุลาคมที่จะถึงนี้ สำหรับสนามบินปักกิ่งต้าซิง ตั้งอยู่ทางใต้ของกรุงปักกิ่ง ห่างจากจตุรัสเทียนอันเหมินราว 46 กิโลเมตร

ตัวอาคารผู้โดยสารได้รับการออกแบบโดยทีมสถาปนิกชื่อดัง Zaha Hadid ร่วมกับทีมสถาปนิกของจีน โดยอาคารผู้โดยสารได้รับฉายาจากทางสื่อจีนว่า “ปลาดาว” เนื่องจากลักษณะมุมสูงที่ดูคล้ายกับปลาดาว รวมถึงได้รับการยกย่องว่าเป็นอาคารผู้โดยสารภายใต้อาคารเดี่ยว (single building) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ทางการจีนระบุว่าตัวสนามบินมีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 72 ล้านคนต่อปี

ทางการจีนตั้งเป้าให้สนามบินแห่งนี้ช่วยแบ่งเบาภาระของท่าอากาศยานนานาชาติกรุงปักกิ่ง (Beijing Capital International Airport PEK) ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของกรุงปักกิ่ง และต้องรองรับผู้โดยสารทั้งในประเทศและต่างประเทศจนเต็มความสามารถของสนามบินแล้ว

 

เป็นที่คาดหมายว่าสนามบินปักกิ่งต้าซิง (PKX) จะสามารถขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในสนามบินที่มีผู้โดยสารและเที่ยวบินพลุกพล่านที่สุดในโลกได้ไม่ยาก เนื่องจากสนามบินนานาชาติกรุงปักกิ่งได้ขึ้นแท่นเป็นสนามบินที่พลุกพล่านที่สุดอันดับสองของโลกไปเรียบร้อยแล้ว

สำหรับการเดินทางจากสนามบินปักกิ่งต้าซิงเข้ามายังใจกลางกรุงปักกิ่งนั้นจะมีรถไฟด่วนให้บริการโดยใช้เวลาเดินทางราว 20 นาที

ขณะนี้มีสายการบินท้องถิ่นของจีนอาทิ แอร์ไชน่า ไชน่าเซาท์เทิร์นแอร์ไลน์ และไชน่าอิสต์เทิร์นแอร์ไลน์ เป็นหนึ่งในสายการบินแรกๆที่ตั้งฐานปฎิบัติการบินให้บริการผู้โดยสารในสนามบินแห่งนี้

 

 

มีสายการบินต่างชาติราว 50 แห่งที่เตรียมย้ายฐานการบินมายังปักกิ่งต้าซิงได้แก่ บริติชแอร์เวย์ ฟินแอร์ และคาร์เธย์ แปซิฟิก โดยคาดว่าจะย้ายมาทำการบินที่ปักกิ่งต้าซิงได้ภายในไตรมาสถัดไป และคาดว่าทุกสายการบินจะเปลี่ยนเส้นทางการบินมายังปักกิ่งต้าซิงได้ทั้งหมดภายในปลายปี 2021

ทางการจีนตั้งเป้าให้ปักกิ่งต้าซิงขึ้นแท่นศูนย์กลางทางการบินของโลกและเป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารใช้งานมากสุดในโลก แซงหน้าสนามบินฮาร์ทฟีลด์ – แจ็กสัน ในเมืองแอตแลนต้า ภายในปี 2022

ยามฝั่งสหรัฐสกัดแก๊งค้ายาใช้เรือดำน้ำเล็กขนโคเคน 5 พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601727

  • วันที่ 25 ก.ย. 2562 เวลา 12:09 น.

ยามฝั่งสหรัฐสกัดแก๊งค้ายาใช้เรือดำน้ำเล็กขนโคเคน 5 พันล้าน

ชมคลิป หน่วยยามฝั่งสหรัฐสกัดได้อีก แก๊งค้ายาใช้เรือดำน้ำเล็กขนโคเคนน้ำหนักกว่า 5 พันกิโลฯ มูลค่า 165 ล้านดอลล์

หน่วยยามฝั่งสหรัฐได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ยามฝั่งสหรัฐได้เข้าจับกุมพร้อมยึดของกลางเป็นโคเคนน้ำหนักรวม 12,000 ปอนด์ หรือราว 5,443 กิโลกรัม ได้จากเรือดำน้ำขนาดเล็กแบบ self-propelled semi-submersible (SPSS) ที่บริเวณนอกชายฝั่งแปซิฟิกตะวันออก ของสหรัฐ

 

 

รายงานระบุว่า ระหว่างที่เรือ Valiant ของหน่วยยามฝั่งกำลังลาดตระเวนตามปกตินั้น ได้บังเอิญพบเข้ากับเรือดำน้ำขนาดเล็กดังกล่าวกำลังแล่นอยู่ในน่านน้ำสากล จึงเข้าตรวจค้นพร้อมยึดโคเคนได้เป็นมูลค่ากว่า 165 ล้านดอลลาร์ หรือราว 5,053 ล้านบาท นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สหรัฐยังจับกุมคนบนเรือดังกล่าวอีก 4 ราย โดยปฏิบัติการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากทางกองทัพเรือโคลัมเบีย

โคเคนของกลางราว 1,100 ปอนด์ ถูกขนถ่ายออกจากเรือดำน้ำดังกล่าว ขณะที่ส่วนที่เหลือไม่สามารถนำออกมาได้เนื่องจากอาจทำให้เรือดำน้ำลำนั้นเสียการทรงตัวและจมลงได้

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา หน่วยยามฝั่งสหรัฐก็ได้เปิดเผยคลิปวิดิโอเหตุการณ์ขณะที่เจ้าหน้าที่ไล่ล่าสกัดแก๊งค้ายาใช้เรือดำน้ำขนาดเล็กลักลอบขนโคเคน 7,000 กิโลฯมาแล้วเช่นกัน

Photo : U.S. Coast Guard

เกรต้า ธุนแบร์ก จะเดินทางอย่างไรต่อไป ภายใต้เงื่อนไขสิ่งแวดล้อมของเธอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601721

  • วันที่ 25 ก.ย. 2562 เวลา 11:23 น.

เกรต้า ธุนแบร์ก จะเดินทางอย่างไรต่อไป ภายใต้เงื่อนไขสิ่งแวดล้อมของเธอ

เกรต้า ธุนแบร์ก รับยังไม่รู้จะกลับบ้านเกิดอย่างไร หลังเรือใบที่เธอแล่นมาสหรัฐ กลับยุโรปไปแล้ว

เกรต้า ธุนแบร์ก สาวน้อยแอคทิวิสต์ชาวสวีเดน ซึ่งได้จุดกระแสประเด็นอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปทั่วโลก จากการที่ล่าสุดเธอได้ไปกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก

ก่อนหน้านี้สาวน้อยธุนแบร์ก เลี่ยงการเดินทางจากยุโรปไปยังสหรัฐด้วยวิธีการโดยสารเครื่องบินพาณิชย์ ด้วยเหตุผลที่ว่าการโดยสารเครื่องบินมีค่าการปล่อยมลพิษถึง 183,910 ปอนด์ต่อเที่ยวบิน เธอจึงเลือกเดินทางด้วยเรือแล่นเรือใบที่มีชื่อว่า Malizia II โดยออกเดินทางจากอังกฤษ ไปยังนครนิวยอร์ก ของสหรัฐ โดยใช้เวลาเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเป็นเวลาถึง 15 วัน

 

หากเทียบกับการโดยสารเครื่องบินพาณิชย์จะใช้เวลาเดินทางราว 8- 10 ชั่วโมงเท่านั้น

หลังจากภารกิจที่นครนิวยอร์กของสหรัฐ ธุนแบร์กยังมีภารกิจเดินทางไปยังนครมอนทรีออล รัฐควิเบก ของแคนาดาเพื่อร่วมกิจกรรมเดินขบวนเรียกร้องการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ช่วงเดือนธันวาคม เธอยังมีกำหนดการเดินทางไปยังนครซานดิอาโก ของประเทศชิลี เพื่อร่วมประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติประจำปี 2019 หรือ COP25 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคมนี้

 

นอกจากจะปฏิเสธการโดยสารเครื่องบินแล้ว เธอยังปฏิเสธการโดยสารเรือสำราญเนื่องจากเธอมองว่าเป็นหนึ่งในตัวการปล่อยมลภาวะทางท้องทะเลรายใหญ่

จากการตรวจสอบในเว็บไซต์ https://team-malizia.com พบว่าพิกัดปัจจุบันของเรือ Malizia II ที่ธุนแบร์กใช้เดินทางจากยุโรปมายังสหรัฐนั้น ปัจจุบันได้เดินทางกลับไป Port-Louis ของฝรั่งเศสแล้ว

ก่อนหน้าที่เธอจะเดินทางออกจากอังกฤษ เธอได้เปิดเผยผ่านสื่อว่า ยังไม่รู้เช่นกันว่าจะกลับบ้านได้อย่างไร โดยคาดว่าเธอจะเดินทางด้วยรถบัส หรือรถไฟ ไปยังแคนาดา รวมถึงเม็กซิโก และชิลี แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าเธอจะเดินทางออกจากทวีปอเมริกาด้วยวิธีใด

 

นอกจากเธอจะปฏิเสธการเดินทางโดยเครื่องบินแล้ว เธอยังได้เรียกร้องให้คนในรุ่นเดียวกับเธอปฏิเสธการเดินทางทางเครื่องบิน นอกเสียจขากจะมีเหตุฉุกเฉิน เนื่่องจากเราต้องจริงจังกับการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนและการปล่อยมลพิษ ซึ่งเรื่องดังกล่าวดูเหมือนจะกระทบกับงานของมารดาเธอเช่นกันเนื่องจากนาง Malena Ernman มารดาของเธอเป็นนักร้องโอเปร่าที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งต้องเดินทางอยู่บ่อยครั้ง

ที่ผ่านมาบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ทั้งแอร์บัสและโบอิ้ง รวมถึงบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบินรายใหญ่ๆอย่าง Rolls-Royce, Pratt & Whitney หรือ CFM ต่างก็พัฒนาเครื่องยนต์รุ่นใหม่สำหรับเครื่องบินที่ลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ มีอัตราการเผาไหม้เชื้อเพลิงน้อยลง รวมถึงปล่อยมลพิษทางเสียที่ลดลงเช่นกัน

คองเกรสเปิดศึกถอดถอนทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601709

  • วันที่ 25 ก.ย. 2562 เวลา 10:06 น.

คองเกรสเปิดศึกถอดถอนทรัมป์

ประธานสภาผู้แทนฯสหรัฐ เปิดดำเนินการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ ออกจากจำแหน่ง ปมละเมิดรัฐธรรมนูญ

นางแนนซี่ เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ สังกัดพรรคเดโมแครต ได้กล่าวอย่างเป็นทางการว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐซึ่งส่วนใหญ่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก ได้เปิดดำเนินการสอบสวนเพื่อถอดถอดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่ง จากกรณีที่เชื่อว่าทรัมป์อาจละเมิดรัฐธรรมนูญด้วยการขอความช่วยเหลือจากต่างชาติเพื่อแทรกแซงการเมืองภายใน

ประเด็นดังกล่าวสืบเนื่องจากการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โทรศัพท์ไปหาประธานาธิบดียูเครนคนใหม่ ซึ่งเชื่อว่าทรัมป์ได้กดดันให้ยูเครนเปิดการสอบสวนคดีทุจริตหลายคดีซึ่งเชื่อมโยงถึงนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดี และเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสังกัดแดโมเครตในปี 2020 อันเป็นผู้สมัครคู่แข่งทางการเมืองคนสำคัญกับทรัมป์

 

รายงานระบุว่าทรัมป์ได้ต่อสายข่มขู่นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนราว 8 ครั้ง โดยทรัมป์ขู่ว่าจะระงับให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนหากไม่ให้ความร่วมมือ นอกจากนี้ยังกดดันให้สอบสวนนายฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชายนายโจ ไบเดน ซึ่งมีตำแหน่งในบอร์ดบริหารของบริษัทด้านพลังงานในยูเครนเกี่ยวกับกรณีทุจริตด้วย

อย่างไรก็ดี การเริ่มกระบวนการสอบสวนครั้งนี้จะประกอบไปด้วยคณะกรรมาธิการ 6 ชุุดของสภา โดยกระบวนการถอดถอนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กรณีของประธานาธิบดีบิล คลินตัน กับนางสาวโมนิก้า ลีวินสกี้ ซึ่งครั้งนั้นแม้ทางสภาผู้แทนฯลงมติถอดถอน แต่ทางวุฒิสภาได้มีมติค้านเรื่องดังกล่าว

การเริ่มกระบวนการสอบสวนเพื่อถอดถอนทรัมป์ครั้งนี้ หลายฝ่ายคาดว่าจะไม่ต่างกับกรณีของคลินตัน เนื่องจากในวุฒิสภานั้นพรรครีพับลิกกันครองเสียงข้างมากอยู่ จึงเป็นการดึงเกมส์ทางการเมืองระหว่างสองพรรคใหญ่มากกว่า

ทั้งนี้ ในประวัติศาสตร์สหรัฐ มีการถอดถอนประธานาธิบดีสำเร็จเพียงครั้งเดียวคือในสมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน จากกรณีอื้อฉาวคดีวอเตอร์เกต