เฟซบุ๊กทดลองซ่อน “ไลค์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601982

  • วันที่ 27 ก.ย. 2562 เวลา 14:16 น.

เฟซบุ๊กทดลองซ่อน "ไลค์"

เฟซบุ๊กทดลองซ่อนจำนวน “ไลค์” จากผู้ใช้งานในออสเตรเลีย หวังแก้ปัญหาอาการเสพติดยอดไลค์

เอเอฟพีรายงานว่า เฟซบุ๊กได้ทำการทดลองซ่อนจำนวนยอดไลค์ จากบัญชีผู้ใช้งานในออสเตรเลียเป็นประเทศแรก จากในทุกเนื้อหาทั้งการโพสต์ข้อความ ภาพ หรือวิดิโอ เพื่อเป็นการลดผลกระทบทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับอาการเสพติดยอดไลค์

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่อินสตาแกรมได้นำร่องทดลองในรูปแบบเดียวกันก่อนหน้านั้นแล้ว โดยไอเดียหลักของการซ่อนจำนวนยอดไลค์สืบเนื่องจากพบว่า มีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียหลายรายมีความรู้สึกเสพติดยอดไลค์ และมองจำนวนยอดไลค์เป็นการแข่งขันในหมู่ผู้ใช้งานด้วยกัน

เช่น เวลาที่โพสต์เฟซบุ๊กผู้ใช้จะคิดว่าตนเองได้รับความนิยมจากยอดไลค์ ถ้ายอดไลค์น้อยจะรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความนิยมจากผู้อื่น

แถลงการณ์ของเฟซบุ๊กระบุว่า “เราไม่ต้องการให้ยอดไลค์ในเฟซบุ๊กเหมือนกับการแข่งขัน นี่เป็นการทดสอบว่าผู้ใช้งานจะมีส่วนร่วมหรือปฏิกิริยารูปแบบใหม่นี้อย่างไร เราหวังว่าจะได้เรียนรู้ผลกระทบจากการทดลองนี้เพื่อดูว่าสามารถขยายผลต่อไปได้หรือไม่”

สื่อสวีเดนแบนโฆษณาจากบริษัทน้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601967

  • วันที่ 27 ก.ย. 2562 เวลา 11:52 น.

สื่อสวีเดนแบนโฆษณาจากบริษัทน้ำมัน

หนังสือพิมพ์สวีเดนประกาศไม่ลงโฆษณาจากบริษัทพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล

Dagens ETC สื่อแทบลอยด์ของสวีเดนได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงนโยบายของกองบรรณาธิการที่จะไม่ลงโฆษณาจากบริษัทพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล อันเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม

บรรณาธิการของ Dagens ETC กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้สำคัญต่อความน่าเชื่อถือของเรา รวมถึงต้องการกระตุ้นให้สื่อแห่งอื่นๆพิจารณาดำเนินการเช่นเดียวกัน

Andreas Gustavsson บรรณาธิการบริหารยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามมติของเจ้าของและคณะกรรมการ ฝ่ายการตลาด กองบรรณาธิการและพนักงานทุกภาคส่วน แม้ว่ามติดังกล่าวอาจกระทบต่อการเงินของบริษัทก็ตาม แต่เขาเชื่อว่ามันจะเป็นผลดีในระยะยาว

“เราตระหนักดีว่าอุตสาหกรรมสื่อปัจจุบันนั้นอยู่ยาก ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาด้านการเงิน แต่อย่างไรก็ดี ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมก็ส่งผลกระทบต่อเราทุกคนเช่นกัน”

สำหรับ Dagens ETC เป็นสื่อสิ่งพิมพ์รายวันที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงสตอกโฮล์ม รวมถึงยังมีสื่อออนไลน์ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 10,000 ครั้งต่อวัน

Gustavsson เผยว่ารายได้จากการโฆษณาบนหนังสือพิมพ์คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1 ล้านโครนสวีเดน แม้ว่ายอดการโฆษณาบนหนังสือพิมพ์จะลดลดถึง 15-20 % หากเทียบกับปีก่อนหน้านี้

Photo : svt.se

ซาอุฯเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601959

  • วันที่ 27 ก.ย. 2562 เวลา 10:37 น.

ซาอุฯเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว

ซาอุดิอาระเบียเปิดวีซ่านักท่องเที่ยวเป็นครั้งแรก พร้อมผ่อนปรนกฎการแต่งกายทัวร์ริสต์หญิง หวังสร้างเศรษฐกิจแทนพึ่งพาน้ำมัน

รอยเตอร์รายงานว่า ทางการซาอุดิอาระเบียได้ประกาศเปิดใช้มาตรวีซ่านักท่องเที่ยวเป็นครั้งแรกของประเทศ สำหรับการข้อวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยวแก่ผู้ถือพาสสปอร์ตใน 49 ประเทศ อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการสร้างความหลากหลายให้เศรษฐกิจแทนการพึ่งพาแต่ทรัพยากรน้ำมัน และสังคมเปิดกว้างมากขึ้น

Ahmed al-Khateeb รัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวซาอุดิอาระเบียระบุว่า ในท้องเที่ยวใน 49 ประเทศนี้สามารถขอวีซ่าท่องเที่ยวจากสถานทูตซาอุดิอาระเบียในแต่ละแห่งได้ในเวลาไม่เกิน 7 นาที ผ่านทางระบบออนไลน์ โดยมีค่าบริการประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 65 ปอนด์

 

นาย Ahmed al-Khateeb ยังระบุอีกว่า การเปิดโอกาศด้านการท่องเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติให้มายังซาอุฯครั้งนี้นับเป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของประเทศ ซึ่งรวมถึงการผ่อนปรนกฎการแต่งกายของนักท่องเที่ยวหญิงหรือ abaya rule แต่ก็ยังขอให้แต่งกายด้วยชุดสุภาพตามที่สาธารณะซึ่งรวมถึงตามชายหาดด้วย

“เรามีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายในซาอุฯ ที่นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินได้ไม่รู้เบื่อ”

อย่างไรก็ดีตามรายงาน ไม่ได้ระบุว่าทั้ง 49 ประเทศดังกล่าวนั้นประกอบด้วยชาติใดบ้าง แต่จากการเปิดเผยของรัฐมนตรีท่องเที่ยวระบุว่า นักท่องเที่ยวจีน ญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐ เป็นกลุ่มเป้าหมายอันดับต้นๆ

ที่ผ่านมา ซาอุดิอาระเบียได้ชื่อว่าเป็นชาติมุสลิมเคร่งจัด ซึ่งชาวต่างชาติที่จะเดินทางไปซาอุดิอาระเบียส่วนใหญ่ไปเป็นแรงงาน นักธุรกิจ หรือผู้แสวงบุญชาวมุสลิมเท่านั้น

 

นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในวิสัยทัศน์ของเจ้าชายโมฮัมเหม็ดบินซาลมาน มกุฎราชกุมาร ซึ่งพระองค์ต้องการให้ซาอุดิอาระเบียมองหาศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ แทนที่ปัจจุบันซึ่งส่วนใหญ่พึ่งพาเศรษฐกิจจากการส่งออกน้ำมันเป็นหลัก

ทางการซาอุฯตั้งเป้าว่าการเปิดวีซ่านักท่องเที่ยวในครั้งนี้ จะสามารถดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนด้านการท่องเที่ยวราว 10% ของจีดีพีภายในปี 2030

เปิดแผนสงครามไร้ขีดจำกัด เมื่อจีนพบจุดอ่อนของสหรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601939

  • วันที่ 26 ก.ย. 2562 เวลา 20:25 น.

เปิดแผนสงครามไร้ขีดจำกัด เมื่อจีนพบจุดอ่อนของสหรัฐ

แผนการ 100 ปีของจีนที่จะเป็นมหาอำนาจแทนที่สหรัฐ ตอนที่ 2 เบื้องหลังที่ทำให้ที่ปรึกษาเรื่องจีนของทรัมป์เขียนหนังสือยุทธศาสตร์ร้อยปีของจีน เขาเอ่ยถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน นั่นคือ สงครามไร้ขีดจำกัด (Unrestricted Warfare) โดยกรกิจ ดิษฐาน

สงครามไร้ขีดจำกัด เขียนโดยเฉียวเหลียง พลตรีในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนและนักทฤษฎีทางการ กับหวางเซียงซุ่ย ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเป่ยหัง อดีตพันเอกในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อปี 1999 มีเนื้อหาว่าด้วยวิธีการที่ประเทศหนึ่งๆ จะโค่นประเทศมหาอำนาจลง แม้จะไม่เอ่ยว่าประเทศไหนจะโค่นใคร แต่ที่สหรัฐตีความไปเรียบร้อยแล้วว่าหมายถึงจีนจะโค่นสหรัฐ และหนังสือเล่มนี้คือพิมพ์เขียว

มีรายงานจากแหล่งที่ไม่ยืนยันระบุว่า กองทัพเรือสหรัฐได้ขออนุญาตผู้เขียนแปลหนังสือส่วนหนึ่ง และเผยแพร่ทาง FBIS ซึ่งเป็นแพล็ตฟอร์มของ CIA

หน้าปกหนังสือฉบับแปล โดย The Institute of World Politics

หัวใจสำคัญของการรบแบบไร้ขีดจำกัดแบบสุดๆ คือการหาวิธีเอาชนะศัตรูที่มีศักยภาพสูงกว่ามาก ในขณะที่เรามีข้อจำกัดเรื่องความแข็งแกร่ง (เช่นจีนซึ่งมีแสนยานุภาพด้อยกว่าสหรัฐมากในแง่เทคโนโลยี) ดังนั้นการรบแบบใช้อาวุธหรือสงครามในรูปแบบจึงไม่ใช่ทางเลือกเดียวอีกต่อไป หนังสือเล่มนี้เสนอแนวทางที่หลากหลาย ทั้งการโจมตีด้วยองค์กรระหว่างประเทศ การโจมตีด้วยสงครามเศรษฐกิจ การโจมตีออนไลน์ และการก่อการร้าย

โดยเฉพาะการก่อการร้าย หนังสือเล่มนี้พยากรณ์ไว้อย่างแม่นยำตั้งแต่ปี 1999 ว่า สหรัฐจะเผชิญกับการโจมตีโดยกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งเป็นการโจมตีที่ต้นทุนต่ำแต่ผลลัพธ์สูง เช่น การโจมตีสหรัฐส่งผลสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง หนังสือบอกว่า “ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีของแฮ็กเกอร์ การระเบิดครั้งใหญ่ที่ World Trade Centre หรือการโจมตีด้วยระเบิดโดยบินลาเดน การโจมตีทั้งหมดเหล่านี้จะเกินกว่าที่ศักยภาพทางทหารของสหรัฐจะรับไหว”

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแนะนำให้นักเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ได้อ่าน แต่กลับกลายเป็นว่าพวกสายเหยี่ยวในสหรัฐเห็นว่าตำรานี้เป็นพิมพ์เขียวของจีนที่จะใช้ทำลายสหรัฐ และยังเชื่อว่าจีนยินดีที่สหรัฐถูกโจมตี และยังอาจเป็นวิธีการที่จีนชี้โพรงให้กระรอก บอกจุดอ่อนของสหรัฐให้ศัตรูได้โจมตี เช่น The Institute of World Politics (สถาบันการศึกษาด้านความมั่นคงในวอชิงตัน) ที่อ้างว่า ประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน เอาแต่ชมภาพของเครื่องบินที่พุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความชื่นชมยินดี

เฉียวเหลียง พลตรีในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ภาพจากกระทรวงกลาโหมจีน

เราจะเห็นได้ว่า วิธีคิดของสายเหยี่ยวในวอชิงตัน ตั้งแต่ไมเคิล พิลส์บิวรีจนถึงคนในสถาบัน The Institute of World Politics มองจีนว่ามีพฤติกรรม “ชั่วร้าย” ขณะที่เราเองยังยืนยันไม่ได้ว่าข้อมูลพวกนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่เมื่อออกจากปากคนเหล่านี้แล้ว ย่อมเป็นการป้อนข้อมูลชั้นเลิศเข้าเพื่อสร้างความหวาดกลัวต่อจีนในหมู่ชาวอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม จากการสรุปโดย FBIS ระบุว่า ช่วงที่หนังสือเล่มนี้ออกมานั้น คือช่วงที่เกิดสงครามในโคโซโว และสหรัฐทิ้งระเบิดลงผิดจุดลงใส่สถานทูตจีนในกรุงเบลเกรด ซึ่งทำให้เกิดกระแสต่อต้านสหรัฐอย่างรุนแรง บวกกับการเผชิญหน้าในประเด็นไต้หวัน ทำให้ช่วงนี้มีหนังสือเกี่ยวกับการทำสงครามออกมาวางจำหน่ายในจีนเป็นจำนวนมาก รวมถึงหนังสือเรื่องสงครามไร้ขีดจำกัดด้วย ดังนั้นเราจะเห็นว่าท่าทีเชิงบู๊ของจีนมีที่มาที่ไป

เนื้อหาโดยสรุปของหนังสือสงครามไร้ขีดจำกัด ที่เผยแพร่โดย FBIS ชี้ถึงจุดอ่อนของสหรัฐต่อการรบนอกแบบ แม้ว่าสหรัฐจะมีแสนยานุภาพด้านเทคโนโลยีอย่างมหาศาล แต่กลับรับมือการรบแบบกองโจรไม่ได้ เช่น ในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก สหรัฐอวดศักดาด้วยการใช้อาสวุธที่ผสานเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร แต่แล้วในสมรภูมิที่โซมาลีกลับพ่ายแพ้ยับเยิน ภาพของทหารอเมริกันถูกลากไปตามท้องถนนในเมืองโมกาดิชชู บั่นทอนกำลังใจของคนอเมริกันอย่างยิ่ง การรบนอกแบบลักษณะนี้เองที่จีนเรียกว่า “สงครามไร้ขีดจำกัด”

หวางเซียงซุ่ย ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเป่ยหัง ภาพจากกระทรวงกลาโหมจีน

“สงครามไร้ขีดจำกัด หมายถึงวิธีการใดๆ ที่พร้อมสำหรับใช้ ข้อมูลที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง สนามรบมีอยู่ทุกหนทุกแห่งและเทคโนโลยีหนึ่งๆ อาจจะนำมามารวมกับเทคโนโลยีอื่นๆ ได้ และเส้นแบ่งของสงครามและที่ไม่ใช่สงครามและระหว่างทหารและ กองกำลังที่ไม่ใช่ทหาร ได้ถูกลบออกไปอย่างเป็นระบบ” (หน้า 6-7)

หนังสือยกตัวอย่างการรบที่อยู่นอกเหนือการแข่งการสร้างอาวุธ เช่น การรบที่โซมาลีที่พวกกองโจรโลวเทคสามารถก่อกวนกองทัพไฮเทคของสหรัฐได้ “กองทัพไฮเทคประสบความยากลำบากในการรบกับสงครามนอกระบบ และศัตรูที่รบในสงครามโลว์เทค” (หน้า 17 – 18)

ผู้เขียนชี้ว่า การแข่งขันด้านอาวุธทำให้สหภาพโซเวียตล้มละลาย เพราะการเป็นมหาอำนาจจะต้องใช้ทุนรอนมหาศาล ทำให้สภาพโซเวียตล่มสลายโดยที่สหรัฐไม่ต้องเปลืองกระสุนเลยสักนัดเดียว แต่สหรัฐก็ประสบกับปัญหาเดียวกัน อาวุธรุ่นใหม่ๆ ยิ่งใช้งบประมาณในการพัฒนามากขึ้น ตัวอย่างเช่น เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 bomber เครื่องละ 1,300 ล้านดอลลาร์ ทำให้ 1 เครื่องมีราคามากกว่าทองคำน้ำหนักเท่ากับเครื่องบินรุ่นนี้ถึง 3 เท่า

แนวคิดนี้สามารถเตือนสติจีนได้อย่างดี เพราะแสนยานุภาพของจีนยังห่างชั้นกับสหรัฐมาก แต่การระบบไร้ขีดจำกัด ไม่จำเป็นต้องแข่งกันสั่งสมอาวุธอีก ประเด็นก็คือ สหรัฐยังไม่ทันรบกับจีน แต่ต้องมารบกับกลุ่มก่อการร้ายเสียก่อน

กองกำลังติดอาวุธในโซมาลี ภาพโดย CT Snow from Hsinchu, Taiwan

อเมริกันอาจจะเก่งในเรื่องอาวุธแนวใหม่ แต่อาวุธแนวใหม่ไม่เหมือนกับแนวคิดใหม่เรื่องอาวุธ แนวคิดใหม่เรื่องอาวุธ (New weapons concepts) คือการใช้วิธีการอะไรก็ได้ในการทำสงคราม สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติก็อาจใช้เป็นอาวุธทำลายมนุษยชาติได้เช่นกัน ด้วยแนวคิดนี้ ไม่มีอะไรในโลกที่จะใช้เป็นอาวุธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น “การจงใจให้ตลาดหุ้นพังพินาศ การโจมตีด้วยไวรัสคอมพิวเตอร์ การทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของประเทศศัตรูเกิดความผิดปกติ หรือการปล่อยข่าวลือในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับผู้นำของประเทศศัตรู ทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดใหม่เรื่องอาวุธได้ทั้งสิ้น” (หน้า 21 – 22)

“วิธีคิดแบบใหม่นี้ ทำให้อาวุธถูกดึงเข้าสู่ชีวิตประจำวันของพลเรือน แนวคิดใหม่เรื่องอาวุธทำให้สงครามกลายเป็นสิ่งที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารยังจินตนาการไม่ออก ทั้งทหารและพลเรือนต่างรู้สึกหวาดหวั่นที่เห็นวัตถุในชีวิตประจำวันของพวกเขากลายเป็นอาวุธที่สามารถนำมาโจมตีและสังหาร” (หน้า 21 – 22)

ข้อความนี้เหมือนจะเป็นการทำนายสงครามก่อการร้ายที่จะเกิดขึ้นกับสหรัฐหลังจากนั้นอีก 3 ปี แทนที่สหรัฐจะทึ่งกับการพยากรณ์นี้ กลับมองว่าจีนชี้โพรงให้ผู้ก่อการร้ายพบวิธีการเจาะจุดอ่อนของสหรัฐ ดังที่ฉบับแปลภาษาอังกฤษใช้ชื่อหนังสือไว้ว่า “สงครามไร้ขีดจำกัด แผนการใหญ่ของจีนที่จะทำลายอเมริกา” (Unrestricted Warfare: China’s master plan to destroy America)

โมเดลเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงของจีน Photo by WANG ZHAO / AFP

บางคน เช่นโทนี คอร์น อดีตนักการทูตของสหรัฐปละขระนี้ประจำยู่ที่ Hoover Institution มองว่าจีนใช้วิธีรบโดยไม่รบ นั่นคือนโยบายการผงาดโดยสันติ (Peaceful Rise) เป็นฉากหน้า ส่วนเบื้องหลังคือการใช้สงครามไร้ขีดจำกัดจัดการกับศัตรู

หนังสือเล่มนี้ให้มุมมองที่แหลมคมหลายเรื่อง แต่เราจะต้องไม่ลืมว่านับแต่ปี 1999 ถึงปี 2019 โลกได้เปลี่ยนไปมากมาย เช่น การรบนอกแบบถูกจัดการได้ง่ายขึ้นมากด้วยเทคโนโลยีโดรน ทว่า เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน เราเพิ่งจะเห็นโดรนโลว์คอสต์จากอิหร่านหยุดยั้งกำลังการผลิตน้ำมันถึง 5% ของโลกไปต่อหน้าต่อตา นั่นแสดงว่าสิ่งที่หนังสือวิเคราะห์ได้เมื่อ 20 ปีก่อนก็ยังเป็นจริง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำนายเหตุการณ์ 9/11 และการรบของกลุ่มก่อการร้าย และการที่สหรัฐจะเริ่มมองเห็นจุดอ่อนของตัวเอง และใช้แท็คติกจากหนังสือเล่มนี้หันมาเล่นงานจีน

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

การเคลื่อนไหวของ เกรียตา ธุนแบร์ มีพ่อมดการเงินโซรอสหนุนหลังจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601934

  • วันที่ 26 ก.ย. 2562 เวลา 19:15 น.

การเคลื่อนไหวของ เกรียตา ธุนแบร์ มีพ่อมดการเงินโซรอสหนุนหลังจริงหรือ?

ชาวเน็ตโจมตี จอร์จ โซรอส ใช้เด็กเป็นเครื่องมือประท้วงโลกร้อน

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก เกรียตา ธุนแบร์ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดนวัย 16 ปี ที่เพิ่งขึ้นปราศรัยบนเวทีที่ประชุมโลกร้อนขององค์การสหประชาชาติเมื่อเร็วๆ นี้ จนถึงตอนนี้เธอกลายเป็นคนดังและเป็นแรงบันดาลใจให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ทั่วโลกตื่นตัวเรื่องภาวะโลกร้อนและพากันออกมาเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ในประเทศลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

ชื่อเสียงของธุนแบร์เริ่มต้นจากการแสดงพลังเพียงคนเดียวด้วยการหยุดเรียนติดต่อกัน 3 สัปดาห์ไปยืนประท้วงหน้าอาคารรัฐสภาในกรุงสตอกโฮล์มของสวีเดนพร้อมกับถือป้าย “Skolstrejk för klimatet” หรือหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศ จนสื่อของสวีเดนพากันทำข่าวเธอ ตอนหลังสื่อใหญ่ๆ ทั่วโลกก็นำเสนอข่าวของเธอด้วย ทำให้สาวน้อยคนนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

Photo by Hanna FRANZEN / TT News Agency / AFP

ธุนแบร์เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นและได้รับเชิญไปพูดเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนในเวทีใหญ่ๆ หลายเวที อาทิ การประชุมด้านสภาพภูมิอากาศ COP24 ที่โปแลนด์ ปราศรัยต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของสภาคองเกรสสหรัฐ เข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ (UN Climate Action Summit) ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติในมหานครนิวยอร์กของสหรัฐที่เพิ่งผ่านไป รวมทั้งได้รับเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

เบื้องหน้าธุนแบร์เคลื่อนไหวคนเดียว แต่คนที่อยู่เบื้องหลังเธอนอกจากพ่อแม่แล้ว ยังมีพี่เลี้ยงคนสำคัญอย่าง ลุยซา มารี นอยบาวเออร์ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมชาวเยอรมันที่จะเห็นเธอปรากฏตัวอยู่ใกล้ๆ ธุนแบร์แทบจะทุกครั้งที่น้องเดินทางไปปราศรัยตามที่ต่างๆ

ลุยซา มารี นอยบาวเออร์ ภาพ : wikipedia

นอยบาวเออร์วัย 23 ปีได้รับการขนานนามในบ้านเกิดว่าเป็น “เกรียตาเยอรมนี” จากการเป็นแกนนำหยุดเรียนประท้วงเพื่อสภาพภูมิอากาศทุกวันศุกร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธุนแบร์ นอกจากนี้เธอยังเป็นสมาชิกกลุ่มที่ดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง Green Youth รวมทั้ง ONE มูลนิธิที่ต่อรณรงค์ต่อสู่เพื่อความยากจน ความหิวโหย และโรคที่สามารถป้องกันได้ทั่วโลก

มูลนิธินี้ได้รับการสนับสนุนจากมหาเศรษฐีชื่อดังอย่าง บิลล์ เกตส์ และภรรยา, โบโน นักร้องวง U2 และจอร์จ โซรอส พ่อมดทางการเงินที่โจมตีค่าเงินในวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 1997 ชื่อของโซรอสทำให้เกรียตาถูกจับตามองว่าเธอได้รับการหนุนหลังจากพ่อมดการเงินรายนี้ ส่วนโซรอสก็ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการประท้วงเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนทั้งหมดและอาจมีประเด็นทางธุรกิจอื่นแอบแฝง

ภายหลังยังมีการเผยแพร่ภาพของโซรอสคู่กับธุนแบร์ในโลกออนไลน์จนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเข้าไปแสดงความคิดเห็นโจมตีโซรอสว่าใช้เด็กเป็นเครื่องมือ แต่ปรากฏว่ารูปที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแชร์เป็นรูปตัดต่อ สำนักข่าวเอเอฟพีเป็นสื่อรายแรกที่รายงานการตัดต่อรูป  โดยรูปของจริงนั้นธุนแบร์ถ่ายคู่กับ อัล กอร์ นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมชาวอเมริกัน ที่ธุนแบร์แชร์ในอินสตาแกรมและทวิตเตอร์ของเธอเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว

ส่วนตัวแทนของธุนแบร์ชี้แจงกับเอเอฟพีว่า ภาพของธุนแบร์กับกอร์ถ่ายเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2018 ระหว่างที่ทั้งคู่เข้าร่วมการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ COP24 ที่โปแลนด์

https://www.instagram.com/p/BsBZea6hebZ/

นอกจากนี้ การตรวจสอบของสำนักข่าวเอเอฟพียังพบอีกว่า เว็บไซต์ภาษาฝรั่งเศส SecretNews ได้ใช้รูปตัดต่อดังกล่าวประกอบบทความที่พาดหัวข่าวว่า “เกรียตา ธุนแบร์ เป็นหลานสาวของมหาเศรษฐีฝ่ายซ้าย จอร์จ โซรอส”

ทว่าจริงๆ แล้วธุนแบร์เป็นหลานของ สวานเต อาร์เรเนียส นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมีเมื่อปี 1903 เขาผู้นี้ยังเป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์สาขาเคมีฟิสิกส์ และเป็นผู้ค้นพบว่าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ชั้นบรรยากาศทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น นับเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ทำให้เห็นว่ามนุษย์เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน

เจ้าหญิงเบียทริซเตรียมเสกสมรสพระคู่หมั้นหนุ่มอิตาลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601919

  • วันที่ 26 ก.ย. 2562 เวลา 17:59 น.

เจ้าหญิงเบียทริซเตรียมเสกสมรสพระคู่หมั้นหนุ่มอิตาลี

เจ้าหญิงเบียทริซแห่งยอร์ก พระธิดาในเจ้าชายแอนดรูว์ ประกาศหมั้นนายมาเปลลี่ มอซซี เศรษฐีหนุ่มอิตาลี เตรียมเสกสมรสปีหน้า

สำนักพระราชวังอังกฤษได้ออกประกาศถึงการหมั้นระหว่าง เจ้าหญิงเบียทริซแห่งยอร์ก วัย 31 ชันษา พระธิดาในเจ้าชายแอนดรูว์แห่งยอร์ก พระราชนัดดาในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง กับนายเอโดอาร์โด มาเปลลี่ มอซซี่ มหาเศรษฐีด้านอสังหาริมทรัพย์ชาวอิตาลี วัย 34 ปี แล้วอย่างเป็นทางการในวันนี้ (26 ก.ย.)

ประกาศระบุว่า เจ้าหญิงเบียทริซกับนายมอซซี่ ทั้งสองได้ทำการหมั้นหมายอย่างเป็นทางการที่ประเทศอิตาลีช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งสำหรับแหวนหมั้นนั้นนายมอซซี่เป็นผู้ออกแบบด้วยตนเอง ส่วนพิธีเสกสมรสของทั้งสองคาดว่าจะจัดขึ้นภายในปี 2020

ด้านสื่ออังกฤษแห่งอื่นก็ได้รายงานข่าวการประกาศหมั้นของเจ้าหญิงเบียทริซแห่งยอร์กเช่นกัน โดยระบุว่าเจ้าหญิงกับนายมอซซี่ ผู้เป็นพ่อม่ายลูกติด ทั้งสองทรงคบหากันเป็นระยะเวลา 11 เดือน ตั้งแต่ช่วงตุลาคมปีที่ผ่านมากระทั่งมีข่าวการประกาศหมั้นดังกล่าว

อดีตผู้นำฝรั่งเศส ฌัก ชีรัก ถึงแก่กรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601912

  • วันที่ 26 ก.ย. 2562 เวลา 17:20 น.

อดีตผู้นำฝรั่งเศส ฌัก ชีรัก ถึงแก่กรรม

ฌัก ชีรัก อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส เสียชีวิตด้วยวัย 86 ปี

ฌัก ชีรัก (Jacques Chirac) อดีตประธานาธิบดีคนที่ 22 ของฝรั่งเศส เสียชีวิตอย่างสงบในช่วงเช้าของวันนี้ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปารีสด้วยวัย 86 ปี ท่ามกลางสมาชิกในครอบครัวที่อยู่กันพร้อมหน้า

จากการเปิดเผยของสมาชิกในครอบครัวไม่ได้ระบุถึงรายระเอียดการเสียชีวิตของอดีตผู้นำฝรั่งเศสรายนี้ แต่นับตั้งแต่ปี 2016 ชีรักประสบปัญหาสุขภาพเรื่อยมา จนครั้งหนึ่งเขาต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลปีเต-แซลแปตริแยร์จากอาการติดเชื้อในปอด

สำหรับ ฌัก ชีรัก ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสถึงสองสมัย ระหว่างปี 1995-2007 อีกทั้งยังเคยรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสระหว่างปี 1974 ถึง 1976 และปี 1986 ถึง 1988 ก่อนหน้านี้นายชีรักยังเคยรับตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการกรุงปารีสระหว่างปี 1977 ถึง 1995

ทั้งนี้ ในระหว่างการดำรงตำแหน่งผู้นำฝรั่งเศส นายชีรัก คือหนึ่งในผู้นำชาติมหาอำนาจที่ประกาศไม่สนับสนุนสหรัฐฯนำกองกำลังนานาชาติบุกอิรักเมื่อปี 2003

เศรษฐีฝรั่งเศสบอก “ธุนแบร์ก” มองโลกในแง่ร้ายเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601899

  • วันที่ 26 ก.ย. 2562 เวลา 16:29 น.

เศรษฐีฝรั่งเศสบอก "ธุนแบร์ก" มองโลกในแง่ร้ายเกินไป

เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ “ธุนแบร์กไม่ได้เสนออะไรที่สร้างสรรค์เลย นอกไปจากคำวิจารณ์”

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นายเบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ มหาเศรษฐีฝรั่งเศสวัย 70 ปีเจ้าของแบรนด์สินค้าหรูหรา LVMH ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อเกรต้า ธุนแบร์ก สาวน้อยนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ในระหว่างการแถลงข่าวต่อทิศทางของธุรกิจในเครือ LVMH ที่กรุงปารีส เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

นายอาร์โนลต์ มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดอันดับ 4 ของโลกได้พูดถึงธุนแบร์ก หลังจากที่เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเธอได้นทรพจน์ในการประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก โดยเขามองว่า ธุนแบร์กเป็นเด็กสาวที่มีพลัง แต่วิสัยทัศน์ที่แข็งกร้าวของเธอกำลังลดทอนคุณค่าของคนหนุ่มสาวด้วยกันเอง

“เธอไม่ได้เสนออะไรนอกไปจากคำวิจารณ์ … ส่วนตัวผมชอบความคิดสร้างสรรค์เชิงบวกที่จะช่วยผลักดันให้เราดีขึ้นมากกว่า” อาร์โนลต์กล่าว

อาร์โนลต์ยังกล่าวอีกว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาทำให้คนจำนวนหลายล้านทั่วโลกหลุดพ้นจากความยากจน และยกระดับด้านสาธารณสุขทั่วโลกเช่นกัน

“หากเราไม่อยากถอยหลัง เรายังต้องการความเติบโต” อาร์โนลต์กล่าว

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ธุนแบร์กได้กล่าวตอนหนึ่งในที่ประชุมสหประชาชาติว่า ..

“พวกคุณขโมยความฝันและวัยเด็กของหนูด้วยคำพูดที่ว่างเปล่า แต่ถือว่าหนูยังโชคดีกว่าหลายๆ คน ผู้คนกำลังเดือดร้อน ผู้คนกำลังล้มตาย ระบบนิเวศทั้งหมดกำลังพังทลาย มนุษย์กำลังจะสูญพันธุ์ แต่พวกคุณยังเอาแต่พูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ และนิยายเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจ คุณกล้าดียังไง!”

ทั้งนี้ สำหรับสินค้าในกลุ่มสิ่งทอและแฟชั่น นับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองมากที่สุดรูปแบบหนึ่ง แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท LVMH นับเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสินค้าแฟชั่นรายแรกๆที่หันมาผลักดันการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยทางบริษัทได้ลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์จากกระบวนการผลิตลงได้ถึง 25% นับตั้งแต่ปี 2013 เช่นเดียวกับแบรนด์เสื้อผ้าแบรนด์ดังสัญชาติสเปนที่หันมาผลักดันลดการปล่อยมลพิษ และการใช้วัสดุรีไซเคิลมาผลิตเสื้อผ้าแทน

ดัชเชสเมแกน เปิดตัวโอรสน้อย “อาร์ชี่” ในต่างแดนครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601860

  • วันที่ 26 ก.ย. 2562 เวลา 13:50 น.

ดัชเชสเมแกน เปิดตัวโอรสน้อย "อาร์ชี่" ในต่างแดนครั้งแรก

เจ้าชายแฮร์รี่-ดัชเชส แมเกน เปิดตัว”อาร์ชี่” ระหว่างเยือนแอฟริกา

เจ้าชายแฮร์รี่ -ดัชเชสเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกส์ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางเยือนกลุ่มประเทศในแถบแอฟริกา พร้อมกับอาร์ชี่ เมาต์แบตเทน-วินด์เซอร์ พระโอรสน้อย โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทั้งสองได้เปิดตัวพระโอรสน้อยต่อสาธารณะในระหว่างเยือนต่างประเทศเป็นครั้งแรก

ภาพ : AFP

ระหว่างที่เจ้าชายแฮร์รี่่ และดัชเชสเมแกน เยือนประเทศแอฟริกาใต้ ทั้งสองได้เข้าพบอาร์คบิชอบ เดสมอนด์ ทูตู หัวหน้าสังฆมณฑลแองคลิกันแห่งเคปทาวน์ โดยในการนี้ทั้งสองได้นำพระโอรสน้อยวัย 4 เดือน เข้าพบสาธุคุณทูตูด้วย

 

ภาพ : AFP

ทั้งดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกส์อยู่ในระหว่างการเดินทางเยือนกลุ่มประเทศแอฟริกาเป็นระยะเวลา 10 ซึ่งทั้งสองได้นำพระโอรสน้อยอาร์ชี่มาในการเดือนทางเยือนต่างแดนครั้งแรก อีกทั้งเป็นการปรากฎตัวของโอรสน้อยอาร์ชี่ครั้งแรกในระหว่างการเดินทาง

สำหรับสาธุคุณทูตู นับเป็นอาร์คบิชอปผิวสีคนแรกของเคปทาวน์ และเคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1984 สำหรับความทุ่มเทในความพยายามยุติการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้

ภาพ : AFP

ม.นิวซีแลนด์พบนักศึกษาเสียชีวิตปริศนาคาห้องพัก 2 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601850

  • วันที่ 26 ก.ย. 2562 เวลา 12:51 น.

ม.นิวซีแลนด์พบนักศึกษาเสียชีวิตปริศนาคาห้องพัก 2 เดือน

นักศึกษาปีหนึ่งรายนี้ เสียชีวิตอยู่ในห้องพักนานถึง 2 เดือน โดยไม่มีใครรู้ กระทั่งข้างห้องได้กลิ่น

สื่อท้องถิ่นนิวซีแลนด์รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจของเมืองไครสต์เชิร์ชได้พบศพของนักศึกษาชายรายหนึ่งภายในอพาร์ทเม้นต์ของมหาวิทยาลัยแคนเทอเบอรี่ ซึ่งพบว่านักศึกษาปีหนึ่งรายนี้ได้เสียชีวิตภายในห้องพักนานเกือบ 2 เดือนแล้ว

รายงานไม่ได้ระบุชื่อนามสกุลของผู้เสียชีวิตดังกล่าว รวมถึงสาเหตุการเสียชีวิตยังไม่ชัดเจนเนื่องจากยังอยู่ในระหว่างรอผลชันสูตร

แต่จากคำให้การของนักศึกษาที่อยู่ข้างห้องระบุว่าเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้แจ้งไปยังผู้ดูแลว่าได้กลิ่นเหม็นออกมาจากห้องบริเวณใกล้เคียง จึงแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบกระทั่งพบร่างของผู้เสียชีวิตดังกล่าว

ผู้ดูแลกล่าวว่า ห้องของนักศึกษาที่เสียชีวิตรายนี้อยู่ปลายสุดทางเดิน และไม่มีใครพบเขาอีกเลยแม้แต่การทำกิจกรรมสะอาดพื้นที่ส่วนกลาง โดยทางตำรวจได้แจ้งไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิตแล้ว

ด้านรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยกล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องมีการสอบสวนเพื่อทราบให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น รวมถึงหามาตรการดูแลอภิบาลสวัสดิภาพนักศึกษาที่ดีกว่าเดิม

Photo : University of Canterbury