อินโดฯส่งคอนเทนเนอร์ขยะนับร้อยตู้ กลับชาติตะวันตกต้นทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601214

  • วันที่ 19 ก.ย. 2562 เวลา 16:27 น.

อินโดฯส่งคอนเทนเนอร์ขยะนับร้อยตู้ กลับชาติตะวันตกต้นทาง

ท่าเรืออินโดฯส่งคืนตู้คอนเทนเนอร์ขยะมีพิษกว่า 300 ตู้ กลับต้นทางซึ่งเป็นชาติตะวันตก

เอเอฟพีรายงานว่า ทางการอินโดนีเซียได้ทกการส่งคืนตู้คอนเทนเนอร์จำนวนกว่า 300 ตู้ซึ่งเต็มไปด้วยขยะพลาสติกปนเปื้อนที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้กลับไปยังประเทศต้นทางซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาติตะวันตก

ศุลกากรอินโดนีเซียระบุว่าช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึงกลางเดือนกันยายน มีตู้คอนเทนเนอร์ที่เต็มไปด้วยขยะพลาสติกจำนวนถึง 2,000 ตู้ ถูกตรวจสอบที่ท่าเรือ 4 แห่งทั่วประเทศ ในจำนวนนี้เกือบ 550 ตู้ ปนเปื้อนไปด้วยขยะชนิดอื่นๆที่ไม่ใช่ขยะพลาสติก

โดยทางการได้ส่งคืนตู้คอนเทนเนอร์กว่า 300 ตู้กลับไปยังต้นทางแล้ว

 

Heru Pambudi อธิบดีกรมศุลกากรและสรรพสามิตอินโดฯเผยว่า “ขยะนำเข้าเหล่านี้ปนเปื้อนไปด้วยขยะชนิดอื่นๆที่ไม่ใช่แค่พลาสติก จึงจำเป็นต้องส่งกลับต้นทาง” พร้อมกันนี้ทางการได้ดำเนินการกับบริษัทผู้นำเข้าจำนวน 3 แห่งที่เกี่ยวข้อง

Pambudi ยังกล่าวอีกว่า ออสเตรเลียเป็นประเทศต้นกำเนิดขยะมีพิษรายใหญ่ แต่ขยะที่ถูกส่งกลับในครั้งนี้จะไปยัง สหรัฐ เยอรมนี กรีซ เบลเยี่ยม สโลวีเนีย เนเธอร์แลดน์ ฝรั่งเศษ อังกฤษ นิวซีแลนด์ และฮ่องกง

ตลอดปีที่ผ่านมาหลายชาติในอาเซียนต่างตื่นตัวในประเด็นสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการนำเข้าขยะมีพิษ นับตั้งแต่ที่จีนออกกฎแบนการนำเข้าขยะจากต่างชาติ ส่งผลให้ชาติในอาเซียนกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของขยะเหล่านี้

อินโดฯจับผู้ต้องสงสัยนับร้อย เอี่ยวเผาป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601200

  • วันที่ 19 ก.ย. 2562 เวลา 15:33 น.

อินโดฯจับผู้ต้องสงสัยนับร้อย เอี่ยวเผาป่า

อินโดฯเอาจริง จับผู้ต้องสงสัย 230 คน เอี่ยวเผาป่า ส่วนคุณภาพอากาศในสิงคโปร์-กัวลาลัมเปอร์-จาการ์ต้า ยังคงติดท็อปแย่สุดในโลก

ตำรวจอินโดนีเซียเปิดเผยในวันนี้ (19 ก.ย.) ว่าได้จับกุมผู้ต้องสงสัยที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการเผาป่าในหลายพื้นที่จนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาควันพิษลุกลามทั่วหลายพื้นที่ในหลายประเทศโดยเฉพาะสิงคโปร์ และมาเลเซีย

รายงานระบุว่าในจำนวนนี้ 3 ราย ถูกจับเมื่อวันจันทร์หลังพบว่าพยายามใช้วิธีการเผาเพื่อแพ้วถางที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติ Tesso Nilo ซึ่งเป็นบ้านของช้างป่าใกล้สูญพันธุ์ ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับเกษตรกรรม

 

ผู้ถูกจับกุมอาจถูกดำเนินคดีภายใต้กฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี

สำหรับปัญหาไฟป่าในอินโดนีเซียนั้นกลายเป็นปัญหาประจำปีที่สร้างผลกระทบไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยจากข้อมูลของเว็บไซต์ airvisual.com พบว่าหลายเมือง กูชิง ในรัฐซาราวัก ของมาเลเซียกลายเป็นเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่สุดในโลก ตามด้วยอันดับ 3 คือกรุงกัวลาลัมเปอร์ ตามด้วยอันดับ 5 กรุงจาการ์ต้า และสิงคโปร์ในอันดับ 6 ของเมืองที่มีค่าคุณภาพอากาศแย่สุดในโลก

 

มีรายงานด้วยว่าสภาพของฝุ่นควันที่ปกคลุมทั่วทั้งเมืองได้ส่งผลหลายเที่ยวบินในมาเลเซีย และอินโดนีเซียต้องล่าช้าเนื่องจากทัศนวิสัยไม่ดี

จากเหนือจากการจับกุมแล้ว ทางการอินโดนีเซียยังได้สั่งปิดห้ามการใช้ที่ดินไปยังบริษัทเอกชนซึ่งทำกิจการเพาะปลูกและเป็นเจ้าของที่ดินนั้นๆอย่างน้อย 49 แห่งตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังพบว่าได้ใช้วิธีการจุดไฟเผาเพื่อแพ้วถางในที่ดินของตน

 

ด้านหน่วยงานบรรเทาสาธารณะภัยของอินโดนีเซียเผยว่า จากภาพถ่ายดาวเทียมในวันนี้ (19 ก.ย.) พบว่ามีจุดความร้อนทั่วประเทศอยู่ราว 2,719 จุด ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าร้อยละ 99% ของจุดความร้อนเหล่านี้เป็นฝีมือมนุษย์

ทางการอินโดฯได้ส่งเจ้าหน้าที่ถึง 9,000 นายลงพื้นที่เพื่อดับไฟ รวมถึงใช้การโปรยน้ำจากเครื่องบินกว่า 71 ล้านแกลลอน ซึ่งประเมินว่าขณะนี้ไฟป่าในอินโดฯได้ลุกลามพื้นที่ไปแล้วถึง 328,700 เฮกเตอร์ หรือราว 2 ล้านไร่ ในจังหวัดเรียว, จัมบี, เซาท์สุมาตรา, เวสต์กาลิมันตัน, กาลิมันตันกลาง และกาลิมันตันใต้

‘เจ็ทแลค’ ทำนายกนิวซีแลนด์คิดว่าเยือนจีน ทั้งที่ตัวอยู่ญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601187

  • วันที่ 19 ก.ย. 2562 เวลา 14:19 น.

'เจ็ทแลค' ทำนายกนิวซีแลนด์คิดว่าเยือนจีน ทั้งที่ตัวอยู่ญี่ปุ่น

“นับเป็นช่วงเวลาอันน่าตื่นเต้นสำหรับนิวซีแลนด์ในความสัมพันธ์กับจีน .. เอ่อขอโทษค่ะกับญี่ปุ่น”

การเป็นผู้นำประเทศนั้นไม่ง่าย หมายกำหนดการต่างๆรัดตัว รวมถึงการเดินทางเพื่อหารือกับนานาชาติ เช่นเดียวกับนางจาร์ซินดาร์ อาร์เดิน นายกรัฐมนตรีหญิงของนิวซีแลนด์ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการครั้งแรก ได้เผลอหลุดปากในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อโดยเธอระบุว่าเพราะการเดินทางข้ามไทม์โซนด้วยเวลานาน หรือ เจ็ทแลค ทำให้เธอเข้าใจผิดคิดว่าอยู่ระหว่างเยือนประเทศจีน

ทันทีที่เดินทางถึงยังญี่ปุ่น เธอได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่า “นับเป็นช่วงเวลาอันน่าตื่นเต้นสำหรับนิวซีแลนด์ในการสานความสัมพันธ์กับจีน .. เอ่อขอโทษค่ะกับญี่ปุ่น”

ต่อมานางอาร์เดินได้กล่าวติดตลกกับสถานีโทรทัศน์ TVNZ ว่า “พวกคุณต้องเข้าใจนะว่าดิฉันเดินทางมานานต่อเนื่อง และเพิ่งแลนด์ดิ้ง”

สำหรับญี่ปุ่นนั้นตั้งอยู่ในไทม์โซน์ที่มีเวลาช้ากว่านิวซีแลนด์ 3 ชั่วโมง แต่ไฟลท์บินจากนิวซีแลนด์มายังญี่ปุ่นนั้นใช้เวลานานถึง 11 ชั่วโมง

ทั้งนี้ การเดินทางเยือนญี่ปุ่นของนางอาร์เดินครั้งนี้เธอมีกำหนดหารือในประเด็นการค้ากับการท่องเที่ยวกับนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ รวมถึงเป็นเพียงการเริ่มต้นทริปการเดินทางของเธอซึ่งหลังจากนี้เธอมีกำหนดเดินทางไปยังนครนิวยอร์กเพื่อร่วมประชุมสมัชสหประชาชาติ

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เคยเข้าใจผิดคิดว่าเธอคือภริยาของนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดามาแล้วในช่วงการประชุมสุดยอดเอเชียซัมมิตที่ประเทศเวียดนาม

“ปักกิ่งต้าซิง” พร้อมเปิดให้บริการ 30 กันยายนนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601174

  • วันที่ 19 ก.ย. 2562 เวลา 12:35 น.

"ปักกิ่งต้าซิง" พร้อมเปิดให้บริการ 30 กันยายนนี้

จีนเตรียมเปิดสนามบิน “ปักกิ่งต้าซิง” เป็นทางการ 30 ก.ย.นี้ จ่อขึ้นฮับการบินโลก มั่นใจไม่เกิน 8 นาทีเดินถึงเกต

สื่อทางการจีนรายงานว่า สนามบินนานาชาติปักกิ่งต้าซิง Beijing Daxing International Airport (PKX) เตรียมทดสอบการบินขึ้นของเที่ยวบินเชิงพาณิยช์เป็นเที่ยวบินแรกในวันที่ 20 ก.ย.นี้

รายงานจากสื่อทางการจีนระบุว่า เที่ยวบินพาณิชย์ไฟลท์แรกที่จะบินขึ้นจากสนามบินแห่งนี้ในวันพรุ่งนี้ (20 ก.ย.) จะเป็นของสายการบินไชนาเซาเทิร์นแอร์ไลน์ด้วยเครื่องบินแอร์บัส A380 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบระบบต่างๆในกระบวนการนำเครื่องบินขึ้น ก่อนจะมีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ 30 กันยายนนี้ โดยก่อนหน้านี้มีบางสายการบินในจีนได้ทดสอบระบบการลงจอดไปเรียบร้อยแล้ว

 

เบื้องต้นมีสายการบินท้องถิ่นของจีนอย่างน้อย 4 แห่งที่ได้รับอนุญาตจากทางสนามบินแห่งใหม่นี้ใช้เป็นฐานปฏิบัติการบินในเที่ยวบินระหว่างประเทศได้แก่ China East Airlines สายการบิน China Southern Airlines สายการบิน Air China และสายการบิน Beijing Capital Airlines

ทางการจีนตั้งเป้าว่าสนามบินแห่งใหม่นี้จะไม่เป็นเพียงแค่ประตูเข้า-ออกของจีนเท่านั้น แต่ยังตั้งเป้าเป็นฮับการเดินทางด้านการบินของโลก รองจากสนามบินฮาร์ทฟีล-แจ็กสัน ในนครแอตแลนต้า รัฐจอร์เจียของสหรัฐ ซึ่งถูกจัดว่าเป็นสนามบินที่พลุกพล่านที่สุดในโลก

ปัจจุบันสนามบินนานาชาติกรุงปักกิ่ง Beijing Capital International Airport (PEK) ถูกจัดว่าเป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารพลุกพล่านมากที่สุดอันดับสองของโลก อาคารผู้โดยสารทั้งสามแห่งของ PEK ต้องรองรับเที่ยวบินเต็มอัตราความสามารถถึงกว่า 6 แสนเที่ยวบินต่อปี มีผู้โดยสารเดินทางเข้าออกถึงปีละกว่า 100 ล้านคน

การเปิดใช้งานสนามบินปักกิ่งต้าซิงแห่งใหม่นี้ ทางการจีนคาดว่าจะสามารถแซงหน้าสนามบินฮาร์ทฟีลด์-แจ็กสัน ของสหรัฐกลายเป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารเดินทางเข้าออกมาสุดในโลกภายในปี 2022 โดยในเบื้องต้นจีนตั้งเป้าว่าจะสนามบิน PXX จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 72 ล้านคน รองรับการขนส่งสินค้าทางเครื่องบินได้ 2 ล้านตันต่อปีภายในปี 2025 ก่อนที่แผนระยะยาวนั้นจีนตั้งเป้าจะสร้างรันเวย์เพิ่มเป็นทั้งหมด 7 รันเวย์ จากปัจจุบันซึ่งมีทั้งหมด 4 รันเวย์ เพื่อสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงถึง 100 ล้านคนต่อปี และรองรับการผ่านเข้าออกของสินค้าได้อีก 4 ล้านตันต่อปี

 

สนามบินแห่งนี้ได้รับการออกแบบอาคารผู้โดยสารโดยสถาปนิกชื่อดัง Zaha Hadid พร้อมกับนักออกแบบชาวจีน มีขนาดเท่ากับสนามฟุตบอลรวมกันถึง 97 สนามบิน ใช้เงินก่อสร้างราว 11,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับคนงานก่อสร้างอีกถึง 40,000 คน โดยเริ่มก่อสร้างในปี 2014

สนามบินนานาชาติปักกิ่งต้าซิงแห่งนี้ ได้ฉายาจากสื่อของจีนว่า “starfish” หรือปลาดาว เนื่องจากลักษณะทางมุมสูงที่ดูคล้ายกับปลาดาวในท้องทะเล และแม้ว่าสนามบินแห่งนี้จะมีความใหญ่โตขนาดไหน แต่ทางสนามบินระบุว่า ผู้โดยสารจะใช้เวลาเดินทางจากจุดตรวจความปลอดภัยไปยังเกตขึ้นเครื่องแม้จุดที่ไกลที่สุดไม่เกิน 600 เมตร หรือราว 8 นาที

 

ในส่วนของระบบรักษาความปลอดภัยนั้นทางศุลกากรกรุงปักกิ่งระบุว่า จะใช้ระบบเครื่อง CT สแกนกระเป๋ารูปแบบใหม่ที่พัฒนาโดยบริษัท Tsinghua Tongfang Co. ซึ่งสามารถแสกนและตรวจด้านความปลอดภัยที่เร็วกว่าเครื่องสแกนโดยทั่วไปถึง 2 เท่า

“เครื่องแสนนี้สามารถประเมินกระเป๋าแต่ละใบด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงรวมถึงจำแนกกระเป๋าที่ผิดปกติได้ในเวลาไม่ถึงสองวินาที” Zhao Zhao เจ้าหน้าที่ตรวจสอบผู้โดยสารที่สนามบินต้าซิงกล่าว

 

ชาวเน็ตจีนห่วง “หลินฮุ่ย” ขอส่งกลับประเทศ บอกไทยดูแลไม่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601161

  • วันที่ 19 ก.ย. 2562 เวลา 10:41 น.

ชาวเน็ตจีนห่วง "หลินฮุ่ย" ขอส่งกลับประเทศ บอกไทยดูแลไม่ดี

ชาวเน็ตจีนโวย ไทยดูแลแพนด้าไม่ดี เรียกร้องส่งหลินฮุ่ยกลับประเทศ

จากกรณีการตายของแพนด้าขวัญใจชาวไทย “ช่วงช่วง” แพนด้าทูตสันถวไมตรีจากจีนด้วยวัย 19 ปี ที่สวนสัตว์เชียงใหม่นั้น แม้การตายของช่วงช่วงจะยังไม่สามารถระบุถึงรายละเอียดการเสียชีวิตได้ในขณะนี้ เนื่องจากต้องรอการชันสูตรร่วมกับบเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากทางจีน

แต่ก็มีรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศทั้งบีบีซี และเดอะการ์เดี้ยนที่ระบุถึงข้อคิดเห็นที่แสดงความกังวลต่อสภาพการดูแลแพนด้าทั้งสองของสวนสัตว์เชียงใหม่ ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียของจีนอย่าง Sina Weibo ชาวเน็ตจีนหลายคนได้แสดงความเป็นห่วงต่อแพนด้าหลินฮุ่ย โดยระบุว่า ประเทศไทยไม่เหมาะสมต่อการเลี้ยงแพนด้า

“โปรดอย่าให้แพนด้ากับไทยอีก ไม่! ช่วงช่วงเป็นแพนด้าที่น่าสงสารที่สุดในโลก พวกเขาเอาไผ่อะไรให้ช่วงช่วงกิน หากคุณไม่สามารถดูแลแพนด้าได้ดีพอ อย่าให้ยืมอีก” หนึ่งในข้อความของชาวเน็ตจีน

ขณะที่ผู้ใช้รายอื่นระบุว่า “ประเทศไทย คุณต้องดูแลสมบัติของชาติของเราที่เราให้ยืม ตอนนี้ช่วงช่วงจากไปแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูด หากคุณไม่สามารถดูแลสมบัติชาติของเราได้ ก็อย่าให้ยืมอีก มันเศร้ามาก”

ช่วงช่วงเป็นแพนด้าทูตสันถวไมตรีจากจีนที่จีนมอบให้กับสวนสัตว์เชียงใหม่ของไทยดูแลตั้งแต่ปี 2003 พร้อมๆกับหลินฮุ่ย จากนั้นในปี 2009 แพนด้าทั้งสองได้ให้กำเนิดลูกแพนด้าหนึ่งตัวจากการผสมเทียม

ผู้ใช้งานเว่ยป๋อบางรายยังได้เรียกร้อง ให้นำหลินฮุ่ยส่งคืนกลับยังจีนภายหลังจากมีข่าวการตายของช่วงช่วง โดยระบุว่า “หากคุณไม่สามารถดูแลพวกเขาได้ดีพอ โปรดส่งคืนให้เรา ช่วงช่วงเสียชีวิตไปแล้ว โปรดส่งหลินฮุ่ยกลับบ้าน”

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกองทุนคุ้มครองสัตว์ป่าโลก World Wildlife Fund ระบุว่า แพนด้าที่อาศัยอยู่ในป่าตามธรรมชาตินั้นจะมีอายุโดยเฉลี่ยที่ 14-20 ปี แต่อาจมีอายุถึง 30 ปีหากอยู่ภายใต้การดูแลใกล้ชิด

ไข้หวัดหมูระบาดหนัก เอเชียเสี่ยงขาดแคลนเนื้อหมู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601146

  • วันที่ 19 ก.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

ไข้หวัดหมูระบาดหนัก เอเชียเสี่ยงขาดแคลนเนื้อหมู

หลายประเทศในเอเชียฆ่าหมูไปแล้วกว่า 5 ล้านตัวหลังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดหนัก ส่งผลให้เนื้อสุกรขาดแคลน ดันราคาสูงขึ้น ผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยกระทบหนักสุด

องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รายงานว่าขณะนี้หลายประเทศในเอเชีย อาทิ จีน เกาหลีใต้ มองโกเลีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ กำลังเผชิญวิกฤตโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีน เวียดนาม และมองโกเลียที่ต้องฆ่าหมูหรือมีหมูตายไปแล้วกว่า 10% ของประชากรหมูทั้งหมดของแต่ละประเทศ

จีนเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ถูกโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเล่นงาน โดยกระทรวงเกษตรและชนบทยืนยันการแพร่ระบาดครั้งแรกที่มณฑลเหลียวหนิงเมื่อวันที่ 3 ส.ค.ปีที่แล้ว นับตั้งแต่นั้นมาก็ระบาดไปอีก 32 มณฑล จนทางการต้องสั่งฆ่าหมูไปแล้วกว่า 1.17 ล้านตัว และตัวเลขอาจจะพุ่งไปถึง 200 ล้านตัว

สถานการณ์การระบาดในแถบประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างเวียดนามก็หนักไม่แพ้จีน นับตั้งแต่พบการระบาดเมื่อเดือน ก.พ.เป็นต้นมา โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรแพร่กระจายไปทั่วทั้ง 63 จังหวัดของเวียดนามจนต้องฆ่าหมูไปแล้วราว 4.7 ล้านตัว ส่วนกัมพูชาพบการระบาดใน 5 จังหวัดนับตั้งแต่เดือน เม.ย.

ด้านลาวพบการระบาดครั้งแรกที่แขวงสาละวันเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีรายงานสุกรติดเชื้อ 94 ครั้งใน 15 จากทั้งหมด 18 จังหวัด พบหมูตายหรือถูกฆ่ากว่า 25,000 ตัว ขณะที่ทางการฟิลิปปินส์ยืนยันว่าพบการติดเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรครั้งแรกของประเทศเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้กำลังแพร่ระบาดอยู่ใน จ.รีซัลและบูลากัน ใกล้กับกรุงมะนิลา ทางการสั่งกำจัดหมูแล้ว 7,952 ตัว ล่าสุดเมียนมาพบการติดเชื้อเมื่อต้นเดือนที่แล้วในรัฐฉานจีนเป็นประเทศที่บริโภคและผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุดของโลก จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐจีนเลี้ยงหมูราว 433 ตัวทั่วประเทศ และเมื่อปีที่แล้วหมูเหล่านี้หายไปจากตลาดกว่า 100 ล้านตัวจากทั้งการตายจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและการที่เกษตรกรไม่เลี้ยงหมูชุดใหม่ทดแทนหมูที่ตาย ส่งผลให้ราคาเนื้อหมูในตลาดเพิ่มขึ้นกว่า 70%

ไม่เพียงราคาเนื้อหมูสูงขึ้นเท่านั้น วิกฤตโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรยังก่อให้เกิดภาวะเนื้อหมูขาดตลาด จนทางการท้องถิ่นอย่างน้อย 4 แห่ง คือ ไห่หนาน ฟูเจี้ยน กวางซีจ้วง และจี้หนานซึ่งมีประชากรรวมกันราว 130 ล้านคน นำเนื้อหมูแช่แข็งสำรองออกสู่ตลาดเพื่อแก้ปัญหาเนื้อหมูขาดแคลนและราคาสูง และล่าสุดรัฐบาลเพิ่งประกาศว่าจะนำเนื้อหมูแช่แข็งสำรองของประเทศออกมาอีก 10,000 ตัน

นอกจากนี้ จีนยังต้องนำเข้าเนื้อหมูแช่แข็งจากต่างประเทศโดยเฉพาะการนำเข้าจากยุโรปที่เพิ่มขึ้น 37 % ระหว่างเดือน ม.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมา รวมทั้งจากสหรัฐ จากข้อมูลของกรมศุลกากรจีนพบว่าเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาจีนนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐสูงสุดในรอบ 1 ปี ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนที่จีนจะเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐเป็น 62% เมื่อปีที่แล้วเสียอีก

อย่างไรก็ดี จางหลี่เฉิน จากบริษัทลงทุนด้านการเกษตรเฮยหลงเจียงซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ มองว่า แม้จีนจะนำเนื้อหมูแช่แข็งสำรองของประเทศซึ่งมีอยู่ราว 990,000 ตันออกมา รวมกับเนื้อหมูนำเข้าก็ยังไม่เพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ เพราะยังมีส่วนต่างอีกถึง 10 ล้านตัน เมื่อเทียบกับผลผลิตเนื้อหมูของปีก่อนที่ 54.03 ล้านตัน

นอกจากจีนแล้ว การตายของหมูยังกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารในประเทศเพื่อนบ้านของไทยด้วย โดยเฉพาะในเวียดนามที่มีการบริโภคเนื้อหมู 75% ของการบริโภคเนื้อสัตว์ ทั้งหมด ขณะที่ในกัมพูชาอาจเลวร้ายกว่า นักวิทยาศาสตร์ของรัฐแสดงความกังวลว่าหากไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ หมูในกัมพูชาอาจตายทั้งประเทศ

การระบาดของเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรยังมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อตลาดเนื้อหมูโลกด้วย เพราะความต้องการที่เพิ่มขึ้นของจีน จะทำให้ราคาเนื้อหมูทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

วิจารณ์รัฐบาลช่วยน้ำท่วมช้า เน็ตไอดอลลาวเจอข้อหาใส่ร้ายประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601137

  • วันที่ 18 ก.ย. 2562 เวลา 19:45 น.

วิจารณ์รัฐบาลช่วยน้ำท่วมช้า เน็ตไอดอลลาวเจอข้อหาใส่ร้ายประเทศ

เมื่อวันที่ 12 กันยายน “นางหมวย” หรือ ฮวายเฮือง ไซยะบุรี (Houayheuang Xayabouly) เน็ตไอดอลชาลาววัย 30 ปีที่มีผู้ติดตามประมาณ 25,000 คน ถูกตำรวจจับกุมในข้อหาทำให้ประเทศเสื่อมเสียชื่อเสียง หลังจากโพสต์คลิปวิดิโอไลฟ์ทางเฟซบุ๊ค วิจารณ์การรับมือปัญหาน้ำท่วมที่ล่าช้าในแขวงจำปาสัก ทางตอนใต้ของลาว ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดอุบลราชธานีของประเทศไทย

เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมานี่เอง ที่สำนักข่าววิทยุเอเชียเสรี หรือ RFA ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวว่า นางหมวยถูกตำรวจจำปาสักจับตัวไว้จริง และตอนนี้ถูกควบคุมตัวไว้

ในคลิปไลฟ์ของนางหมวย ตำหนิความล่าช้าในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ในกระแสน้ำท่วมในแขวงจำปาสักและแขวงสาละวัน ที่เกิดน้ำท่วมหนักเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน โดยคลิปดังกล่าวโพสต์เมื่อวันที่ 5 กันยายน แหล่งข่าวที่อยู่ใกล้เคียงกับบ้านของนางหมวยบอกกับ RFA ว่า นางหมวยถูกจับเพราะวิจารณ์เจ้าหน้าที่ที่ล่าช้า โดยปล่อยให้ชาวบ้านต้องช่วยเหลือตัวเอง จนทำให้เจ้าหน้าที่ขอหมายจับ และทำการจับตัวนางหมวยไป โดย RFA ระบุว่าถูกดำเนินคดีในข้อหาทำลายชื่อเสียงของ สปป. ลาว ชื่อเสียงของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว (พรรคคอมมิวนิสต์ลาว) และรัฐบาลลาว

ทั้งนี้ ข้อหาอย่างเป็นทางการที่นางหมวยต้องถูกดำนเนิคดีคือกฎหมายอาญา มาตรา 117 ข้อหาโฆษณาใส่ร้ายป้ายสีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว บิดเบือนแนวทางของพรรค และนโยบายของรัฐ มีโทษจำคุก 1 – 5 ปี และปรับ 5 ล้าน – 20 ล้านกีบ

เมื่อวันที่ 16 กันยายน ครอบครัวของนางหมวยขอประกันตัว แต่ได้รับการปฏิเสธ ตำรวจเมืองโพนทองอ้างว่าต้องขออนุญาตจากตำรวจแขวงจำปาสัก

ด้านสหพันธ์สากลเพื่อสิทธิมนุษยชน หรือ FIDH เผยว่า นางหมวยเคยตำหนิการทำงานของรัฐบาลมาแล้ว โดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุเขื่อนเซเปียนแตกเมื่อปี 2018 จนถูกตำรวจเรียกตัวไปตักเตือนให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว

เดบบี้ สต็อตฮาร์ด เลขาธิการของ FIDH แสดงความผิดหวังและช็อคที่ทางการลาวจับกุมนางหมวย ด้วยสาเหตุที่นางหมวยเพียงแต่ใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในการเรียกร้องให้กับเหยื่อภัยพิบัติได้รับความช่วยเหลือเท่านั้น

ด้านสำนักข่าวอิดสะหละ (Idsala) ของลาว รายงานว่า นางหมวยได้รับสารภาพแล้วว่าทำผิดกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ยังได้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวข้องกับผู้คิดร้ายต่อประเทศทั้งที่อยู่ภายใน และในต่างประเทศ

การแจกเงินคือวิธีช่วยผู้ประสบภัยที่ดีกว่าแจกของ ชี้ช่วยทำให้มั่นใจในชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601110

  • วันที่ 18 ก.ย. 2562 เวลา 19:00 น.

การแจกเงินคือวิธีช่วยผู้ประสบภัยที่ดีกว่าแจกของ ชี้ช่วยทำให้มั่นใจในชีวิต

ในเวลานี้ประเทศไทยกำลังระดมความช่วยเหลือให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ ประเด็นหนึ่งที่พูดถึงกันมาก คือความช่วยเหลือควรจะเป็นสิ่งของหรือตัวเงิน? หลังจากที่ผู้ใหญ่ในรัฐบาลบางท่านแสดงความเห็นในทำนองว่าการแจกเงินไม่เพียงพอ แต่ภาคเอกชนบางส่วนใช้วิธีการแจกเงินให้ผู้ประสบภัย

ประเด็นนี้เป็นที่พูดถึงในองค์กรด้านมนุษยชนระดับโกลเช่นกัน และองค์กรใหญ่ๆ ในสังกัดสหประชาชาติก็ชี้ว่า การให้เงินผู้ประสบภัยเป็นวิธีที่ดีกว่า และองค์การให้ความช่วยเหลือเริ่มที่จะให้เงินแทนสิ่งของกันมากขึ้น

ตัวเลขจากปี 2004 การให้เงินช่วยเหลือโดยตรงมีสัดส่วนแค่ 1% จากการรายงานของ The Guardian พอถึงปี 2016 เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย 6% แม้จะยังถือว่าน้อยมาก แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

แม้แต่ในวิกฤตอดอยากที่โซมาเลียเมื่อปี 2011 หน่วยงานช่วยเหลือยังให้เงินผู้ประสบภัยโดยตรงถึง 1.5 ล้านคน อย่าลืมว่าโซมาเลียเป็นดินแดนที่ทุรกันดาร หาซื้อสิ่งของได้ยาก แต่หน่วยงานช่วยเหลืก็ยังใช้วิธีแจกเงิน ซึ่งน่าจะแสดงให้เห็นว่าการให้เงินน่าจะมีประสิทธิภาพกว่าการให้สิ่งของ เช่น ผู้ประสบภัยสามรถเลือกซื้อสิ่งของที่ตัวเองต้องการได้ ทนที่จะรับของที่พวกเขาอาจมีอยู่แล้วหรือเป็นของที่ไม่มีประโยชน์สำหรับพวกเขา

อีกหนึ่งสาเหตุที่ผู้ประสบภัยเลือกที่จะรับเงินแทนของช่วยเหลือ คือความรู้สึกมีศักดิ์ศรี เพราะเงินทำให้พวกเขาตัดสินใจด้วยตัวเองได้ ไม่ใช่นั่งรอของช่วยเหลืออย่างเดียว (ซึ่งบางครั้งอาจไม่ช่วยให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นมากนัก)

ในรายงานของสถาบันการพัฒนาโพ้นทะเล (ODI) ซึ่งเป็นองค์การที่ปรึกษาด้านการพัฒนาในประเทศอังกฤษ ระบุว่า การโอนเงินให้ผู้ที่ประสบกับความยากลำบากเป็นวิธีที่จะทำให้พวกเขารู้สึกมีศักดิ์ศรีมากขึ้น

รายงานยกตัวอย่างว่า “ในทุกประเทศ ผู้รับความช่วยเหลือ ต่างก็พูดถึงการโอนเงินว่า ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง มีความภาคภูมิใจในตนเอง มีความมั่นใจในตนเอง มีศักดิ์ศรี และกล้าแสดงออกมากขึ้น ในเคนยา เด็กกำพร้าและเด็กที่มีความเปราะบาง รู้สึกว่า หลังจากมีเสื้อผ้าดีๆ สวมใส่ มีอาหารกิน และเมื่อไปโรงเรียนแล้ว พวกเขาสามารถมีส่วนร่วมกับเพื่อนๆ ได้อย่างเท่าเทียมกัน และสามารถพูดคุยด้วยความมั่นใจเกี่ยวกับอนาคตของตน ในทำนองเดียวกัน ผู้พิการในโมซัมบิกรู้สึกว่าการโอนเงินสดช่วยฟื้นฟูศักดิ์ศรีของพวกเขา โดยทำให้พวกเขาพึ่งพาผู้อื่นน้อยลง”

ODI ยังบอกด้วยว่า ความมั่นใจและศักดิ์ศรีของผู้ประสบกับความลำบากในชีวิตเพิ่มขึ้นมา หลังจากได้รับความช่วยเหลือด้วยเงินสด ทำให้พวกเขารู้สึกมีความมั่นคงในชีวิต และสามารถบริหารชีวิตตัวเองได้มากขึ้น มีอิสรภาพในทางการเงินมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การให้เงินสดมีข้อเสียเช่นกัน จากโครงการโอนเงินสดของ ODI พบว่า บางพื้นที่แทนที่จะรู้สึกมีศักดิ์ศรีมากขึ้น กลับรู้สึกเหมือนโดนดูถูก บางคนถูกโจมตีว่าเป็นเหมือนขอทาน (กรณีนี้เกิดขึ้นในเขตเวสต์แบงก์) บางคนไม่ขยันขันแข็ง เอาแต่รอรับความช่วยเหลือ ในชุมชนเกิดความขัดแย้งเพราะบางคนอาจไม่ได้รับเงิน

ในเมื่อผู้ประสบภัยต้องการเงินมากขึ้น แล้วทำไมเราถึงยังให้ถุงยังชีพกับพวกเขาอยู่อีก? คำถามนี้อยู่ในบทความชื่อเดียวกันของสำนักข่าว Vox Rachel Sugar แห่ง Vox ตั้งคำถามว่า ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยต้องการเงิน แล้วทำไมเรายังถึงใช้เครื่องกระป๋องอยู่อีก?

ผู้เขียนชี้ว่า เครื่องกระป๋อง (หรือในกรณีของไทยคือของแห้งและถุงยังชีพ ต้องใช้เวลานานในการซื้อหา จัดประเภท จัดส่ง แต่เมื่อส่งถึงมือแล้ว ผู้ประาสบภัยแทบไม่ได้ใช้ ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ศูนย์ Center For High Impact Philanthropy แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียบอกว่า เครื่องกระป๋องที่ได้รับบริจาคมากครึ่งหนึ่งไม่เคยถูกใช้เลย ดังนั้นบางทีการให้เงินน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หากเกิดภัยธรรมชาติในอนาคต

อ้างอิง

“Holding cash transfers to account: Beneficiary and community perspectives”. transformingcashtransfers.org

“Cash transfers: only 6% of humanitarian spending – what’s the hold up?”. (January 20, 2016). The Guardian.

“Why giving cash, not clothing, is usually best after disasters”. (September 5, 2017). The Conversation.

“Relief efforts want money. So why do we insist on donating canned goods?” (November 15, 2018). Vox.

คุก2ยูทูปเบอร์ดัตช์ พยายามบุกถ่ายแอเรีย 51

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601118

  • วันที่ 18 ก.ย. 2562 เวลา 17:31 น.

คุก2ยูทูปเบอร์ดัตช์ พยายามบุกถ่ายแอเรีย 51

ปรับ 7หมื่น-จำคุก 3 วัน สองวัยรุ่นชาวดัตช์ หลังพยายามใช้โดรนแอบถ่ายพื้นที่แอเรีย 51

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า จากที่ก่อนหน้านี้ช่วงเดือน กรกฎาคมที่ผ่านมามีชาวเน็ตตั้งแคมเปญนัดรวมพลบุกเข้าไปในพื้นที่ Area 51 ซึ่งเป็นฐานทัพลักของกองทัพอากาศสหรัฐในรัฐเนวาด้า เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับเอเลี่ยนหรือสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกอันเลื่องชื่อของสถานที่แห่งนี้

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้สองวัยรุ่นชาวดัตช์ คือนาย Govert Sweep วัย 21 ปี และนาย Ties Granzier วัย 20 ปี พยายามท้าทายพิสูจน์เรื่องดังกล่าวด้วยการใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพและโดรนบังคับระยะไกลบุกเข้าไปในพื้นที่ของแอเรีย 51 เพื่อหวังถ่ายคลิปจากมุมสูง

การกระทำดังกล่าวส่งผลให้ยูทูปเบอร์ทั้งสองถูกจับเมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา

โดยเมื่อวันจันทร์ ศาลในรัฐเนวาด้าได้ตัดสินว่าทั้งสองมีความผิดทางอาญาในการบุกรุกสถานที่ราชการทางทหาร รวมถึงจอดรถในพื้นที่ห้ามจอดบริเวณพื้นที่ของรัฐบาลกลางสหรัฐ ส่งผลศาลตัดสินจำคุกทั้งสองเป็นเวลา 3 วัน ที่เรือนจำเขตไนย์เคาน์ตี้ รวมถึงสั่งปรับทั้งสองคนละ 2,280 ดอลลาร์ หรือราว 7 หมื่นบาท จากการกระทำความผิดดังกล่าว

ด้านสำนักนายอำเภอเขตไนย์เคาน์ตี้ ระบุว่าทั้งสองยอมรับในทุกความผิดรวมถึงกล่าวว่าจะเดินทางกลับเนเธอร์แลนด์ทันทีที่ถูกปล่อยตัวออกมาในวันพฤหัสบดีนี้

สำหรับกิจกรรมนัดบุกแอเรีย 51 เพื่อพิสูจน์เอเลี่ยนนั้น เป็นที่สนใจของบรรดาชาวเน็ตอย่างมากจนมีผู้ร่วมลงชื่อเกินกว่า 1 ล้านคน แม้ทางด้านผู้ตั้งแคมเปญจะระบุว่าทำขึ้นเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น แต่ทางด้านโฆษกหญิงรายหนึ่งของกองทัพอากาศได้เคยกล่าวกับหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ว่า .. “พื้นที่แอเรีย 51 เป็นสนามฝึกซ้อมเครื่องบินรบด้วยอาวุธจริงสำหรับกองทัพอากาศสหรัฐ และเราจะกีดกันไม่ว่าใครก็ตามที่พยายามบุกเข้ามาในพื้นที่ของกองทัพสหรัฐ”

การล้อเลียนเรื่องความอ้วนช่วยให้คนที่ถูกล้อลดน้ำหนักได้จริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601075

  • วันที่ 18 ก.ย. 2562 เวลา 17:00 น.

การล้อเลียนเรื่องความอ้วนช่วยให้คนที่ถูกล้อลดน้ำหนักได้จริงหรือ?

การล้อเลียนเรื่องน้ำหนักตัวคนอื่นก็ไม่ต่างจากการบุลลี่

เมื่อเร็วๆ นี้ บิลล์ มาห์ นักแสดงตลก ได้พูดกลางรายการ Real Time ของตัวเองว่า การล้อเลียนเกี่ยวกับรูปร่างของคนเจ้าเนื้อที่หายไปสักพักควรจะกลับมาอีกครั้ง เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงโรคอ้วน

คำพูดของเขาสร้างความไม่พอใจให้ใครหลายคน รวมถึง เจมส์ คอร์เดน นักแสดงตลกและพิธีกรชื่อดังชาวอังกฤษ ที่เล่าเรื่องนี้ผ่านรายการทอล์กโชว์ The Late Late Show ว่า เขานั่งดูมาห์พูดเรื่องนี้อยู่ที่บ้าน แล้วก็คิดว่าน่าจะต้องมีใครออกมาพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง ใครสักคนที่เข้าใจเรื่องความอ้วนอย่างแท้จริง ก่อนจะบอกแบบขำๆ ว่า “ต้องเป็นตัวผมแล้วล่ะ”

คอร์เดนยังพูดอีกว่า คนที่ล้อเลียนว่าคนอื่นอ้วนไม่ใช่แค่สร้างความเจ็บปวดเท่านั้น แต่ยังทำให้คนที่ถูกล้อเลียนรู้สึกอับอายที่นำมาสู่ความซึมเศร้า ความวิตกกังวล และพฤติกรรมการทำลายตัวเองโดยไม่รู้ตัว เช่น กินมากกว่าเดิม

พิธีกรเมืองผู้ดีไม่ได้พูดลอยๆ เพราะมีผลการวิจัยโดยสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ ที่ตีพิมพ์ในวารสารโรคอ้วนทางกุมารเวชศาสตร์ (Pediatric Obesity) ยืนยันว่า เด็กที่ถูกเพื่อนฝูงหรือคนรอบข้างล้อเลียนเรื่องรูปร่างหรือน้ำหนักตัว จะอวบอ้วนมากกว่าเดิมทุกปี เมื่อเทียบกับเด็กเจ้าเนื้อที่ไม่ถูกล้อ

เช่นเดียวกับผลการศึกษาโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมศาสตร์ของ University College London ที่พบว่าแทนที่จะช่วยให้คนที่ถูกล้อมีแรงบันดาลใจในการลดน้ำหนัก การเหน็บแนมเรื่องน้ำหนักตัวกลับทำให้คนอ้วนขึ้น

วิกตอเรีย อับราฮัม สาวนิวยอร์กวัย 19 ปี เผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า ประสบการณ์โดยตรงของเธอบอกได้เลยว่าสิ่งที่มาห์พูดกลางรายการนั้นผิดถนัด “ฉันถูกล้อเรื่องน้ำหนักมาทั้งชีวิตและฉันก็ยังอ้วนอยู่ ตอนเด็กๆ ฉันมักจะกลับบ้านไปกิน กิน กิน เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นหลังจากถูกเพื่อนที่โรงเรียนล้อ”

นอกจากนี้ การล้อเลียนเรื่องรูปร่างยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางอ้อมด้วย อย่างในกรณีของ วิลล์ มาวิตี้ หนุ่มลอสแองเจลิสวัย 25 ปี ที่อดีตเคยเจ้าเนื้อมากและถูกล้อเลียนมาตลอด จนกระทั่งขึ้นชั้นมัธยมมาวิตี้ตั้งมั่นว่าจะลดน้ำหนักให้ได้ เพราะไม่อยากถูกล้ออีกแล้ว

ทว่า มาวิตี้กลับมีโรคพฤติกรรมการกินผิดปกติเป็นของแถม เจ้าตัวเผยว่า “การล้อเลียนเรื่องน้ำหนักทำให้ผมลดน้ำหนัก แต่ไม่ใช้วิธีที่ดีกับสุขภาพ ผมเริ่มกินยาถ่ายหลังกินอาหารทุกมื้อ ผมยังทำร้ายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยการโหมออกกำลังกายอย่างหนัก และการเหน็บแนมเรื่องรูปร่างยังทำให้ผมตีค่าความเป็นมนุษย์ของตัวเองจากรูปลักษณ์ภายนอกด้วย”

แม้แต่คอร์เดนยังพูดในรายการว่า และ “ถ้าการล้อเรื่องรูปร่างทำให้คนผอมลงได้ก็คงไม่มีเด็กอ้วนในโรงเรียนแล้วล่ะ”