เผาป่าในอินโดฯ ทำมาเลย์-สิงคโปร์ อากาศแย่สุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601074

  • วันที่ 18 ก.ย. 2562 เวลา 14:43 น.

เผาป่าในอินโดฯ ทำมาเลย์-สิงคโปร์ อากาศแย่สุดในโลก

วิกฤตไฟป่าอินโดฯ กระทบวงกว้าง สิงคโปร์-มาเลเซีย ปิดโรงเรียนกว่า 1,000 แห่ง คุณภาพอากาศแย่สุดอันดับต้นของโลก

สถานการณ์วิกฤตการเผาป่าในอินโดนีเซียขณะนี้ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยจากข้อมูลของเว็บไซต์ http://www.airvisual.com ซึ่งเก็บข้อมูลคุณภาพอากาศทั่วโลกพบว่าในคุณภาพอากาศในรัฐซาราวัก ของมาเลเซีย อยู่ในการจัดอันดับที่ 1 ของคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก ตามด้วยอันดับ 2 คือกรุงกัวลาร์ลัมเปอร์ อันดับ 3 คือสิงคโปร์ และอันดับ 4 คือกรุงจาการ์ต้าของอินโดนีเซีย

airvisual

เหตุดังกล่าวส่งผลให้ทางการมาเลเซียสั่งปิดโรงเรียนในพื้นที่ทั้งในรัฐซาราวัก บนเกาะบอร์เนียว รวมถึงในกรุงกัวลาลัมเปอร์และรัฐใกล้เคียงร่วมกว่า 1,200 แห่ง รวมถึงมี่รายงานว่าตึกแฝดเปโตรนาส อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของมาเลเซียนั้น ขณะนี้มองไม่เห็นยอดวิวของตึกแล้ว แม้ว่าทางการมาเลย์จะพยายามหามาตรทำฝนเทียมเพื่อหวังช่วยบรรเทาสถาการณ์ก็ตาม

 

ส่วนที่สิงคโปร์พบว่ามีค่าฝุ่น PM2.5 วัดได้สูงสุดที่ 79-101ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อเวลา 13.00 น. ขณะที่บริเวณทางใต้ของประเทศซึ่งอยู่ใกล้กับชายแดนอินโดนีเซียวัดได้สูงสุดที่ 101ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

สำหรับปัญหาไฟป่าในอินโดนีเซียนั้น เป็นปัญหาประจำปีโดยส่วนใหญ่เกิดจากการจุดไฟเพื่อแผ้วถางป่าเพิ่อใช้ที่ดินเพาะปลูกทางการเกษตร แม้ว่าทางประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซียจะประกาศมาตรการอย่างจริงจัง สั่งปราบปรามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดไฟป่า ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน หรือเป็นเอกชน รวมถึงสั่งระดมระดมกำลังทหารเพิ่มอีก 5,600 นาย ร่วมภารกิจดับไฟป่าทั่วประเทศ

มาตรการอันเข้มงวดของอินโดนีเซียส่งผลให้ จำนวนฮอตสปอตอินโดนีเซียลดลงเป็น 2,719 จุดในวันพุธจาก 2,984 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาโดยส่วนใหญ่อยู่บนเกาะสุมาตราถึง 1,425 จุดและบนเกาะกาลิมันตันอีก 732 จุด

ผู้นำอินโดฯเชื่อว่าไฟป่าที่เกิดขึ้นในระลอกนี้เกิดขึ้นจากการเผาป่าอย่างเป็นระบบ ซึ่งในขณะนี้มีพื้นป่าถูกเผาผลาญไปแล้วมากกว่า 328,724 เฮกเตอร์ หรือราว 2 ล้านไร่

ข้อมูลผู้โดยสาร Malindo – Thai Lion Air รั่วไหลนับล้านรายการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601049

  • วันที่ 18 ก.ย. 2562 เวลา 13:24 น.

ข้อมูลผู้โดยสาร Malindo - Thai Lion Air รั่วไหลนับล้านรายการ

พบข้อมูลผู้โดยสารสายการบิน Malindo Air ซึ่งรวมถึงชื่อ ที่อยู่ หมายเลขพาสปอร์ต รั่วไหลนับล้านรายการ Thai Lion Air กระทบด้วย

เซาท์ไช่น่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า สายการบิน Malindo Air ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Lion Air สายการบินต้นทุนต่ำสัญชาติอินโดนีเซียพบว่ามีข้อมูลของผู้โดยสารที่ประกอบด้วย ชื่อผู้โดยสาร อีเมล์ วันเกิด เลขที่พาสปอร์ต ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ของผู้โดยสารนับล้านรายรั่วไหลตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา

Chandran Rama Muthy ซีอีโอของ Malindo Air ยอมรับว่า “เราพบการละเมิดข้อมูลของผู้โดยสารตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่าน โดยขณะนี่้กำลังเร่งประสานงานกับทางมาเลเซีย ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการบินของทางสายการบินให้เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว รวมถึงกำลังร่วมมือกับบริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์ สำหรับการวิเคราะห์แบบเต็มรูปแบบเกี่ยวกับการรั่วไหลพร้อมหามาตรการรับมือในอนาคต

 

Bernama pic

รายงานระบุว่าข้อมูลของผู้โดยสารที่เดินทางกับสารการบิน Malindo Air และ Thai Lion Air ซึ่งทั้งสองเป็นบริษัทลูกของ Lion Air นั้นถูกอัพโหลดเก็บไว้ใน Amazon Web Services ซึ่งเป็นแหล่งเก็บข้อมูลบนคลาวด์สาธารณะ

โดยข้อมูลที่หลุดออกมานั้นมานั้นมีทั้งหมด 4 ไฟล์ ชื่อไฟล์ว่า “Passenger Details” หรือ “Passengers” ประกอบไปด้วยข้อมูลส่วนตัวของผู้โดยสารซึ่งร่วมไปถึงหมายเลขพาสปอร์ตและวันหมดอายุ โดย 2 ไฟล์เก็บข้อมูลของ Malindo Air ส่วนอีก 2 ไฟล์ที่เหลือเก็บข้อมูลของผู้โดยสาร Thai Lion Air ทั้ง 4 ไฟล์ถูกทิ้งไว้ในระบบออนไลน์สาธารณะภายใต้โค้ดเนม “Spectre” ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการเว็บไซต์ darkweb ที่เผยแพร่ลิงค์ดาวน์โหลดสำหรับข้อมูลที่รั่วไหล

อย่างไรก็ดียังทางสายการบินไม่ได้ระบุถึงตัวเลขที่แน่ชัดเกี่ยวกับการรั่วไหลครั้งนี้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด

สหรัฐอ้างโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันซาอุฯ มาจากอิหร่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601030

  • วันที่ 18 ก.ย. 2562 เวลา 11:16 น.

สหรัฐอ้างโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันซาอุฯ มาจากอิหร่าน

สหรัฐโบ้ยอิหร่าน อ้างมีหลักฐานโจมตีโรงกลั่นน้ำมันซาอุฯ

รอยเตอร์รายงานว่า เจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐรายหนึ่งได้เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า จากเหตุการณ์โจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่สองแห่งของบริษัท ซาอุดิ อรามโก รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานขนาดใหญ่ของประเทศนั้นมีต้นทางการโจมตีมาจากทางฝั่งอิหร่าน

เจ้าหน้าที่ทั้งสามเผยกับรอยเตอร์ว่า พบหลักฐานการโจมตีที่มีการใช้ทั้งมิสไซล์และโดรนควบคุมระยะไกลที่มีความซับซ้อนกว่าที่เคยคาดไว้ โดยพบว่าถูกยิงมาจากฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐไม่ได้เปิดเผยถึงหลักฐานดังกล่าว โดยระบุว่าหากเปิดเผยหลักฐานต่อสาธารณะจะยิ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันไปยังรัฐบาลวอชิงตันและรัฐบาลริยาดให้ใช้มาตรการทางทหารตอบโต้

หลังเหตุโจมตีดังกล่าวทางการอิหร่านได้ปฏิเสธไม่มีส่วนรู้เห็นการโจมตีครั้งนี้

รายงานของรอยเตอร์ยังสอดคล้องกับรายงานของเจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งที่เปิดเผยกับสำนักข่าว CBS ที่ระบุเช่นกันว่าการโจมตีครั้งนี้มีการใช้โดรนควบคุมระยะไกลประสิทธิภาพสูงและมิสไซล์ในการโจมตี โดยยิงมาจากฝั่งอิหร่านโดยอาจถูกยิงมาจากเหนือหรือทางตะวันตกเฉียงเหนือ

 

ซึ่งในส่วนพิกัดการยิงนี้ไม่สอดคล้องกับรายงานจากรอยเตอร์ในข้างต้น โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐยังอธิบายอีกว่าเหตุที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุดิอาระเบียไม่ได้ป้องกันการโจมตีดังกล่าว เนื่องจากพวกเขาตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธที่จะยิงขึ้นจากฝั่งเยเมนอันเป็นที่ตั้งส่วนใหญ่ของกบฏฮูตี

ทั้งนี้ สำหรับความเสียหายของโรงกลั่นน้ำมันและคลังเก็บน้ำมันของบริษัท ซาอุดิอรามโกนั้น ทางเจ้าชายอับดุลอาซิซบินซาลมาน รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของซาอุฯคาดว่า จะดำเนินการซ่อมแซมส่วนที่เสียหายของโรงกลั่นทั้งสองจนสามารถกลับมาผลิตน้ำมันป้อนเข้าสู่ระบบได้อีกครั้งในปลายเดือนกันยายน แต่ในขณะนี้โรงกลั่นทั้งสองกลับมาผลิตน้ำมันได้ตามปกติแล้ว โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตในส่วนอื่นทดแทนวันละ 11 ล้านบาร์เรล ภายในสิ้นเดือนนี้ และจะเพิ่มเป็นวันละ 12 ล้านบาร์เรล ในเดือนพฤศจิกายน

ข้อมูลส่วนตัวชาวเอกวาดอร์รั่วไหลทั้งประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/601025

  • วันที่ 18 ก.ย. 2562 เวลา 10:16 น.

ข้อมูลส่วนตัวชาวเอกวาดอร์รั่วไหลทั้งประเทศ

ข้อมูลส่วนตัวของชาวเอกวาดาร์ซึ่งรวมถึงชื่อ วันเดือนปีเกิด และเลขประชาชนกว่า 20 ล้านคน รั่วไหลครั้งใหญ่สุดของประเทศ

ซีเอ็นบีซีรายงานว่า เว็บไซต์ตรวจสอบข้อมูลความปลอดภัยทางอินเตอร์เน็ต vpnMentor ได้เผยว่าข้อมูลส่วนตัวของประชาชนชาวเอกวาดอร์เกือบทั้งประเทศกว่า 20 ล้านคนรั่วไหลครั้งใหญ่จากเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทด้านการตลาดและวิเคราะห์แห่งหนึ่ง

อย่างไรก็ดีเอกวาดอร์ซึ่งเป็นประเทศในแถบอเมริกาใต้นั้นมีประชากรอยู่ราว 16.3 ล้านคน แต่ข้อมูลที่รั่วไหลกว่า 20 ล้านคนนั้นส่วนที่เหลือเป็นข้อมูลของผู้เยาว์และผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว ตามการเปิดเผยของอัยการเอกวาดอร์

ยังไม่ทราบตัวเลขที่แน่ชัดนักว่ามีข้อมูลส่วนตัวของประชาชนในจำนวนเท่าใดได้รับผลกระทบจากการรั่วไหลครั้งนี้ แต่คาดว่าจะประกอบด้วยข้อมูลชื่อนามสกุลเต็ม วันเดือนปีเกิด เลขประจำตัวบัตรประชาชน ข้อมูลการเสียภาษี ข้อมูลการจ้างงาน รวมถึงข้อมูลของบุคคลในครอบครัวที่เกี่ยวข้อง

ด้านรัฐมนตรีมหาดไทยเอกวาดอร์แถลงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง รัฐบาลห่วงและเร่งการตรวจสอบซึ่งจะทราบว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุในเร็วๆนี้

ด้านบริษัท vpnMentor ได้ตรวจสอบพบการละเมิดเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทNovaestrat ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเซิร์ฟเวอร์เก็บข้อมูลในสหรัฐ รวมถึงบุกค้นและรวบรวมข้อมูลหลักฐานจากสำนักงานในบริษัทแห่งนี้แล้ว นอกจากนี้ข้อมูลที่รั่วไหลนั้นยังรวมถึงข้อมูลส่วนตัวของประธานาธิบดีและนายจูเลียน อัสซานจ์ ผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์ที่ขอลี้ภัยในสถานทูตเอกวาดอร์จนกระทั่งถูกปล่อยตัวและถูกจับก็รั่วไหลออกมาด้วย

แฟ้มภาพ AFP

ผู้โดยสารสนามบินกวางโจวแซงหน้าฮ่องกงครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600996

  • วันที่ 17 ก.ย. 2562 เวลา 20:00 น.

ผู้โดยสารสนามบินกวางโจวแซงหน้าฮ่องกงครั้งแรก

ตัวเลขผู้โดยสารใช้บริการที่สนามบินเมืองกวางโจวของจีนแซงหน้าสนามบินฮ่องกงเป็นครั้งแรก ขณะที่สนามบินฮ่องกงมีผู้โดยสารน้อยสุดในรอบ 10 ปี เพราะผลพวงการประท้วง

สนามบินนานาชาติกวางโจวไป๋หยุนของจีน เผยตัวเลขผู้โดยสารที่ใช้บริการเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 3.4% เป็น 6.5 ล้านคนเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ส่วนสนามบินนานาชาติเซินเจิ้นเป่าอันรองรับผู้โดยสาร 4.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.8 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ทั้งยังมีการขนส่งสินค้าทางอากาศ 110,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 7.1% แม้จะเกิดความตึงเครียดจากสงครามการค้าสหรัฐ

ด้านสนามบินนานาชาติฮ่องกงมีผู้โดยสารลดลงมากที่สุดในรอบ 10 ปี โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเพียง 850,000 คนเท่านั้น เนื่องจากการชุมนุมประท้วงกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ยืดเยื้อ

เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมากลุ่มผู้ประท้วงได้เข้าไปชุมนุมในสนามบินจนเกือบต้องปิดสนามบินถึง 2 วัน ส่งผลให้สายการบินต่างๆ ต้องยกเลิกเที่ยวบินราว 1,000 เที่ยว

อย่างไรก็ดี ลูยา โหยว นักวิเคราะห์ด้านการบินจาก Bank of Communications ตั้งข้อสังเกตว่าการชุมนุมประท้วงที่ฮ่องกงอาจไม่เกี่ยวข้องกับตัวเลขผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นของทั้งสนามบินเซินเจิ้นและกวางโจว เนื่องจากที่ผ่านมาสนามบินของจีนทั้งสองแห่งลงทุนอย่างหนักกับการเปิดเส้นทางระยะไกล

ทั้งนี้ สนามบินฮ่องกง เซินเจิ้น และกวางโจว อยู่ห่างกันราว 150 กิโลเมตรและต่างผลักดันให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางการบินของจุดยุทธศาสตร์ Greater Bay Area ในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเพิร์ล โดยเฉพาะสนามบินเซินเจิ้นที่ทางการท้องถิ่นอัดฉีดงบประมาณมหาศาลเพื่อเชื่อมเส้นทางการบินนานาชาติกว่า 30 จุดหมายปลายทาง อาทิ บริสเบน บรัสเซลส์ แวนคูเวอร์ และซูริก อีกทั้งรัฐบาลยังเพิ่งอนุมัติเงินลงทุน 9,350 ล้านหยวนเพื่อสร้างรันเวย์แห่งที่ 3 เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว 80 ล้านคนภายในปี 2030

แพนด้า ทูตสันถวไมตรีที่ต้องตายในต่างแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

  • วันที่ 17 ก.ย. 2562 เวลา 17:46 น.

แพนด้า ทูตสันถวไมตรีที่ต้องตายในต่างแดน

ความจริงที่น่าเศร้า ถูกส่งตัวไปเป็นทูตกระชับความสัมพันธ์ แต่ตายในต่างแดน

นับพันๆ ปีมาแล้วที่สัตว์ถูกใช้เป็นของขวัญทางการทูต เพราะต่างยอมรับกันว่าเป็น soft power ที่ใสซื่อบริสุทธิ์ที่สุด แถมสัตว์ยังมีความหมายลึกซึ้งแฝงอยู่ อาทิ สัญลักษณ์ของอำนาจ เช่น สิงโตหรือหมี หรือพละกำลังความเข้มแข็งอย่างช้างหรือม้า

ประเทศที่ใช้สัตว์เป็นทูตสันถวไมตรีได้ดีที่สุดประเทศหนึ่งคือจีน ที่นำ “การทูตแพนด้า” มาผูกมิตรสร้างสัมพันธ์กับประเทศอื่น โดยมีบันทึกว่าจีนใช้แพนด้าทางการทูตมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง เมื่อครั้งที่พระนางบูเช็กเทียนส่งแพนด้าคู่หนึ่งให้กับจักรพรรดิเท็มมุของญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 685 และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจีนได้ส่งแพนด้าไปผูกสัมพันธ์กับประเทศอื่นอย่างต่อเนื่อง

หลินฮุ่ยในวันที่ไม่มีช่วงช่วง

การทูตแพนด้าเริ่มขึ้นอย่างจริงจังในปี 1957 จีนได้ส่งแพนด้าเพศผู้ชื่อ ผิงผิง ไปเป็นของขวัญให้สหภาพโซเวียต แต่ด้วยความที่สภาพอากาศแตกต่างกันและการขาดประสบการณ์ของผู้ดูแลทำให้ผิงผิงตายลงหลังย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ได้เพียง 3 ปี ก่อนที่จีนจะส่งแพนด้าตัวใหม่ชื่อ อันอัน ไปแทน

ระหว่างปี 1957-1982 จีนส่งแพนด้าไปผูกสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ 9 ประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และรัสเซีย รวม 23 ตัว โดยที่แพนด้าเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสกลับถิ่นฐานบ้านเกิดที่จีนอีกเลย ยกเว้นแพนด้า 1 ตัวในเยอรมนี และอีก 3 ตัวที่เม็กซิโก

ส่วนที่เหลือล้วนต้องตายอยู่ต่างบ้านต่างเมือง เพราะสภาพแวดล้อมรวมทั้งอาหารการกินไม่เหมือนที่อยู่ที่จีน ทำให้แพนด้าเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ รวมทั้งโรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารจนตายตั้งแต่อายุยังน้อย โดยอายุขัยเฉลี่ยของแพนด้าตามธรรมชาติอยู่ที่ราว 20 ปี แต่แพนด้าที่ถูกส่งไปต่างประเทศมักจะตายก่อน

หนึ่งลูกแพนด้าแฝดเกิดใหม่ของสวนสัตว์ Pairi Daiza ของเบลเยียมที่เพิ่งเกิดเมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา Photo by Kenzo TRIBOUILLARD / AFP

การเลี้ยงแพนด้าต้องพิถีพิถันมาก เพราะแพนด้าจะกินเฉพาะใบไผ่บางสายพันธุ์เท่านั้น ทั้งยังเป็นสัตว์ที่แพร่พันธุ์ได้ยากแม้จะอยู่ตามธรรมชาติก็ตาม มีข้อมูลระบุว่าแพนด้าเพศผู้ 70% มักจะไม่ต้องการผสมพันธุ์ และ 90% ยังเป็นหมัน เมื่อต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ทำให้พวกมันยิ่งมีภาวะเครียดเพิ่มขึ้นจนไม่ผสมพันธุ์ ทำให้สวนสัตว์ที่รับแพนด้าจากจีนไปเลี้ยงต้องผสมเทียมเพื่อให้เกิดลูกแพนด้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จ สวนสัตว์ของเยอรมนีต้องผสมเทียมหยวนหยวนมาแล้วถึง 8 ครั้งติดต่อกันแต่ก็ยังไม่สำเร็จ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อปี 2010 จึงมีแพนด้าที่ถูกรับไปเลี้ยงตายเพิ่มอีก 4 ตัวจากความพยายามในการผสมพันธุ์ โดย 2 ตัวตายจากภาวะแท้งลูก ส่วนอีก 1 ตัวของญี่ปุ่นตายระหว่างถูกวางยาสลบเพื่อเก็บน้ำเชื้อ

ทั้งนี้ จุดเปลี่ยนที่ทำให้การทูตแพนด้าได้รับความสนใจไปทั่วโลกเกิดขึ้นเมื่อปี 1972 เมื่อนายกรัฐมนตรี โจวเอินไหล ในขณะนั้นประกาศว่าจะให้แพนด้า 1 คู่เป็นของขวัญแก่สหรัฐในโอกาสที่ประธานาธบดี ริชาร์ด นิกสัน เดินทางเยือนจีน ข่าวนี้สร้างความยินดีให้ชาวอเมริกันที่พากันไปรอรับของขวัญจากจีนที่สวนสัตว์แห่งชาติในกรุงวอชิงตันดีซี เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 1972 นับหมื่นคน ขณะที่แพนด้าคู่นี้กลายเป็นขวัญใจชาวอเมริกันในชั่วข้ามคืน

บรรดาลูกแพนด้าแฝดอายุเกือบ 1 ปีของศูนย์อนุรักษ์แพนด้ายักษ์ว่อหลงในมณฑลเสฉวนของจีน ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา Photo by STR / AFP

การทูตแพนด้าถือเป็นหลักฐานความสำเร็จในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนได้เป็นอย่างดี จนใครๆ ก็อยากได้แพนด้าจากจีน รวมทั้งนายกรัฐมนตรี เอ็ดเวิร์ด ฮีธ ของอังกฤษที่เอ่ยปากขอแพนด้าระหว่างเยือนจีนเมื่อปี 1974 และไม่กี่สัปดาห์ถัดมา จิงจิง แพนด้าเพศเมีย และเจียเจีย เพศผู้ ก็เดินทางไปถึงสวนสัตว์ลอนดอน

อย่างไรก็ดี ด้วยจำนวนแพนด้าที่ค่อยๆ ลดลง จีนได้ยุติการส่งแพนด้าเป็นของขวัญแก่ประเทศต่างๆ ในปี 1982 แล้วเปลี่ยนเป็นการ “ให้ยืม” เป็นระยะเวลา 10 แทนในอีก 2 ปีต่อมา โดยจีนอาจพิจารณาต่อสัญญาเป็นครั้งๆ ไป ขณะที่รัฐบาลประเทศที่ยืมต้องจ่ายเงินราวปีละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 30.55 ล้านบาท เป็นการตอบแทน และยังมีข้อแม้ด้วยว่าลูกแพนด้าที่เกิดระหว่างการยืมถือเป็นสมบัติของจีน

ทั้งนี้ หลังจากจีนเริ่มโครงการให้ยืมแพนด้า ไทยถือเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จีนส่งมอบแพนด้าให้ นั่นก็คือช่วงช่วงกับหลินฮุ่ยเมื่อปี 2003 ตามด้วยสิงคโปร์อีก 1 คู่เมื่อปี 2012 ส่วนของมาเลเซียนั้นเดิมจีนมีแผนจะส่งแพนด้าให้ 1 คู่ในโอกาสครบรอบ 40 ปีความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศในวันที่ 16 เม.ย. 2014 ทว่าต้องเลื่อนเป็นวันที่ 21 พ.ค. ในปีเดียวกันเนื่องจากอุบัติเหตุเครื่องบิน MH370 ต่อมาในปี 2017 จีนมอบแพนด้า 2 ตัวให้อินโดนีเซียเพื่อฉลอง 60 ปีความสัมพันธ์จีน-อินโดนีเซีย

ส่วนการให้ยืมแพนด้าเมื่อเร็วๆ นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ของปีนี้ โดยประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ได้มอบแพนด้า 2 ตัวให้กับสวนสัตว์มอสโกของรัสเซียระหว่างเดินทางเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความไว้เนื้อเชื่อใจกัน

ระเบิดฆ่าตัวตายมุ่งเป้าโจมตีผู้นำอัฟกันฯหาเสียง เสียชีวิต 24 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600980

  • วันที่ 17 ก.ย. 2562 เวลา 17:20 น.

ระเบิดฆ่าตัวตายมุ่งเป้าโจมตีผู้นำอัฟกันฯหาเสียง เสียชีวิต 24 ราย

ผู้นำอัฟกานิสถานรอดตาย หลังเจอระเบิดขณะหาเสียง จากนั้นราวชั่วโมงเกิดระเบิดนอกสถานทูตสหรัฐในกรุงคาบูล

สื่อต่างประเทศรายงานว่าเกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายใกล้กับจุดที่นายอัชราฟ ฆานี ประธานาธิบดีอัฟกานิสถานกำลังลงพื้นที่หาเสียงในเมืองชาริการ์ ทางตอนเหนือของจังหวัดปาร์วาน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 ราย บาดเจ็บอีก 31 ราย ส่วนนายฆานี ผู้นำอัฟกานิสถานซึ่งเป็นเป้าการโจมตีดังกล่าวไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

Qasim Sangin ผอ.โรงพยาบาลในพื้นที่เผยว่าผู้บาดเจ็บมีทั้งผู้หญิงและเด็ก ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน และคาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงกว่านี้

หลังจากเหตุระเบิดดังกล่าวที่มุ่งเป้าโจมตีผู้นำอัฟกันราว 1 ชั่วโมง ก็มีรายงานพบเหตุระเบิดใกล้กับสถานทูตสหรัฐในกรุงคาบูลอีกเช่นกัน แต่ไม่ได้ระบุถึงรายละเอียดว่าเป็นระเบิดแบบใด

ยังไม่มีคำแถลงว่าระเหตุระเบิดทั้งสองเกี่ยวข้องกันหรือไม่ รวมถึงยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ แม้ว่าการเลือกตั้งทั่วไปในอัฟกานิสถานที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 กันยายนนี้ ทางกลุ่มตอลิบานเตือนว่าจะอาจถูกตกเป็นเป้าโจมตี

เหตุระเบิดดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐได้ประกาศว่า การเจรจาลับระหว่างสหรัฐกับกลุ่มตอลิบานนั้นจบแล้ว หลังจากนี้ไม่มีทางเลือกอื่น

ด้านโฆษกกลุ่มตอลิบานได้เผยกับเอเอฟพีหลังจากทรัมป์ยกเลิกการเจรจาว่า “เรามีสองทางเลือกในการยุติยึดครองในอัฟกานิสถานหนึ่งคือญิฮาด และอีกทางเลือกหนึ่งคือเจรจา”

“หากทรัมป์ต้องการหยุดเจรจา เราจะหันไปหาหนทางแรกและพวกเขาจะต้องเสียใจ” Zabihullah Mujahid โฆษกตอลิบานกล่าวกับเอเอฟพี

แฟ้มภาพ AFP

ลงก็เกะกะ ไม่ลงก็ด่า ความลักลั่นของผู้นำในวังวนการเมืองเรื่องน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600940

  • วันที่ 17 ก.ย. 2562 เวลา 14:54 น.

ลงก็เกะกะ ไม่ลงก็ด่า ความลักลั่นของผู้นำในวังวนการเมืองเรื่องน้ำท่วม

ฟ้องอภิสิทธิ์ ถล่มยิ่งลักษณ์ ด่าประยุทธ์ สถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องปกติทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมในไทยในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา บทวิเคราะห์โดยกรกิจ ดิษฐาน

ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ สิ่งแรกที่ผู้ประสบภัยต้องการคือความช่วยเหลือ แต่สิ่งแรกที่ประชาชนผู้ติดตามข่าวสารต้องการ คือเห็นภาพผู้บริหารประเทศลงพื้นที่

แม้ว่าจะลงแล้ว แต่ถ้าการประชาสัมพันธ์ล้มเหลว ก็อาจให้รัฐบาลถูกตำหนิอยู่ดี ยิ่งตอนนี้โซเชียลเน็ตเวิร์กมีอิทธิพลมาก ถ้าข่าวการลงพื้นที่ไม่ดังพอ เสียงก่นด่าจะกลบผลงานในทันที

พูดกันตามตรง ต่อให้นายกฯ ลงไปเป็นหัวหลักหัวตอหรือขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ ก็ยังเป็นเรื่องจำเป็นทางการเมือง มันเป็นผลทางจิตวิทยาต่อผู้ปฏิบัติงาน ต่อผู้ประสบภัย และต่อคนที่ตรวจสอบรัฐบาล

ขอยกตัวอย่างปฏิกิริยาของประชาชนต่อนายกรัฐมนตรีบางประเทศในช่วงวิกฤตคล้ายๆ กัน

เมื่อเดือนเมษายน นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด แห่งแคนาดา ลงพื้นที่ไปเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ Constance Bay มณฑลออนทาริโอ แม้ว่าจะลงไม้ลงมือช่วยทำกระสอบทรายกัน ยังไม่วายมีคนบุกเข้ามาต่อว่า ว่าเขาขัดขวางการทำงานของหน่วยกู้ภัย

ทรูโดบอกว่าขอโทษที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกยั่วยุ

ชายคนนั้นโต้ว่า “ไม่ใช่ถูกยั่วยุ ผมเป็นอาสาสมัครพยายามจะช่วยบ้านคนอื่นอยู่” ถึงตอนนี้ทรูโดบอกว่าเขากับครอบครัวก็ช่วยทำกระสอบทรายเหมือนกัน

แต่อีกฝ่ายบอกว่า “ผมรออยู่ในรถบรรทุกเป็นชั่วโมง ส่วนคุณเอาแต่ถ่ายรูปทำเท่อยู่นั้นแหละ”

เรื่องนี้รายงานโดยสำนักข่าว CTV News ของแคนาดา ซึ่งบอกด้วยว่าเมื่อปี 2016 ทรูโดก็เคยไปเยี่มพื้นที่เกิดเหตุไฟป่าในมณฑลแอลเบอร์ตา ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่บ่นเรื่องนายกฯ ไปขวางการทำงาน และเมื่อปี 2015 นายกฯ คนก่อนของแคนาดาก็ถูกบ่นในทำนองเดียวกันว่าทำตัวเกะกะคนทำงาน

จะเห็นได้ว่า คนเป็นผู้นำประเทศขยับตัวไปทางไหนก็จะถูกวิจารณ์ ไม่ลงก็ถูกตำหนิ ลงไปก็ถูกด่า

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2553 เกิดน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศโดยเฉพาะที่ภาคใต้ของไทย ในปีนั้นเกิดฝนตกหนักช่วงตุลาคม-พฤศจิกายน ส่งผลกระทบ 39 จังหวัด รวมประชาชน 1 ใน 10 ของทั้งประเทศ มีผู้เสียชีวิตถึง 232 คน เสียหายเป็นตัวเงิน 50,000 ล้านบาท โดยภาคใต้กระทบหนักที่สุด และยังลามไปถึงมาเลเซีย  ทำให้การเมืองมาเลเซียปั่นป่วนอย่างหนัก เพราะนักการเมืองต่างฝ่ายโทษกันว่ารับมือได้ย่ำแย่

ในปีนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี ข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยระบุว่า อุทกภัยครั้งนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม นายอภิสิทธิ์ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 19 ตุลาคมเพื่อช่วยเหลือด้านงบประมาณ และลงพื้นที่ประสบภัยในช่วงปลายเดือนตุลาคม

แต่แน่นอนว่า การลงพื้นที่ของนายอภิสิทธิ์ยังไม่พอ ในปีนั้นโซเชียลเน็ตกเวิร์กยังไม่แข็งแกร่ง นายอภิสิทธิ์จึงรอดพ้นจากการถูกขึงพืดโดยชาวเน็ต แต่หน้าที่นี้ตกเป็นของพรรคฝ่ายค้าน คือพรรคเพื่อไทย

นับตั้งแต่เดือนตุลาคม พรรคเพื่อไทยเริ่มโจมตีรัฐบาลว่าจัดการน้ำท่วมช้า หลังจากทุบให้น่วมสักพักหนึ่ง นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ก็จัดการร้องเรียนต่อ ปปช. ให้ดำเนินคดีต่อนายอภิสิทธิ์ ฐานรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยช้าเกินไป ทั้งยังประพฤติผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 คือ เป็นเจ้าพนักงาน แต่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะสามารถใช้มาตรา 4 ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อจะที่รับสถานการณ์ได้เร็วขึ้น

นี่อาจเป็นครั้งแรกก็ได้ที่นายกรัฐมนตรีถูกเล่นงานทางกฎหมายเพราะรับมือน้ำท่วมช้า

นอกจากฝ่ายการเมืองแล้ว สื่อมวลชนและนายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และอดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ยังชี้ว่า ประเทศไทยขาดการบูรณาการในการรับมือน้ำท่วม คือต่างฝ่ายต่างทำกันเอง ไม่มีเจ้าภาพคอยประสานงานสั่งการ

ยังไม่ทันที่จะบูรณาการเพื่อรับมือวิกฤตน้ำท่วม ปีถัดมาคือ 2554 ก็เกิดฝันร้ายขึ้นอีกครั้งกับประเทศไทย คราวนี้เกิดน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศ กระทบ 65 จังหวัด ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 12.8 ล้านคน เสียชีวิต 815 ราย เสียหายเป็นตัวเงินถึง 1.44 ล้านล้านบาท

ในปีนั้นอุทกภัยเริ่มต้นขึ้นในเดือนกรกฎาคม ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเพิ่งจะจัดการเลือกตั้งใหญ่ พอควันการเมืองจางลง นายกรัฐมนตรีที่เพิ่งรับตำแหน่งหมาดๆ ได้แค่ 2 เดือน คือนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรก็รับเผือกร้อนในทันที เพราะน้ำท่วมได้เข้าสู่สภาวะร้ายแรงถึงขีดสุดแล้ว

แต่สถานการณ์เหมือนปี 2553 เพราะการประสานงานย่ำแย่ หลายฝ่ายขัดแย้งกันเรื่องการจัดการน้ำ จนต้องโยกย้ายข้าราชการกันกลางคัน แม้แต่ในระดับพรรคการเมืองก็ขัดแย้งกัน โดยพรรครัฐบาลคือพรรคเพื่อไทยสมาชิกขัดแย้งกันเองเรื่องจัดการน้ำ

ในปีนั้นพรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นฝ่ายค้าน แต่ยังกุมหัวใจของประเทศไว้คือกรุงเทพฯ โดยมีหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คราวนี้ แกนนำพรรคเพื่อไทยรุมถล่มหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ฐานแก้ปัญหาน้ำท่วมในเมืองหลวงได้ย่ำแย่

ฝ่ายพรรคประชาธิปไตยก็โจมตีรัฐบาลว่า แก้ไขวิกฤตระดับประเทศไม่ได้ และยังกล่าวหาว่ารัฐบาลเพื่อไทยทุจริตเงินเยียวยาน้ำท่วม ขณะเดียวกันมีเสียงวิจารณ์ในหมู่ประชาชนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ต่างหากที่ต้องรับผิดชอบ เพราะกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะมาจัดการ ทุกอย่างก็สายไปแล้ว

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม มหาอุทกภัยปี 2554 ทำให้นางสาวยิ่งลักษณ์ถูกโจมตีตั้งแต่นั้นจนถึงทุกวันนี้

ในช่วงที่เกิดมหาอุทกภัย 54 โซเชียลเน็ตเวิร์กเริ่มจะแข็งแกร่ง ยิ่งลักษณ์จึงกลายเป็นนายกคนแรกที่ถูกโซเชียลโจมตีเรื่องประสิทธิภาพในการรับมือน้ำท่วม

มาถึงปีนี้ ชาวเน็ตมีอินทรีแก่กล้าขึ้นมาก ยังไม่นับเฟคนิวส์ที่ระบาดไปทั่ว นายกรัฐมนตรีที่ชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาจึงถูกถล่มไม่มีชิ้นดี แม้ว่านายกฯ จะลงพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายนแล้วก็ตาม

ขนาดเจอแค่วิกฤต #saveubon ไปจังหวัดเดียวยังออกอาการ ถึงขนาดเหวี่ยงใส่ไปถึงคนแดนไกล

แน่นอนว่า อาการของขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ที่มีภาระผิดชอบหนักอึ้ง เมื่อปี 2554 นางสาวยิ่งลักษณ์ก็ถึงกับต้องหลั่งน้ำตา พลเอกประยุทธ์จะออกอาการบ้างก็ไม่แปลก แต่คำถามก็คือ การแสดงอาการไม่พอใจมันเป็นผลดีหรือผลเสียมากว่ากัน? โดยเฉพาะขวัญกำลังใจของผู้ประสบภัยและคนทำงานช่วยเหลือ มิพักจะพูดถึงภาพลักษณ์ของรัฐบาลว่าเอาการเอางานมากกว่าพูดหรือไม่

ผู้นำอังกฤษทำขายหน้า ชิ่งแถลงข่าวร่วมนายกลักเซมเบิร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600934

  • วันที่ 17 ก.ย. 2562 เวลา 14:38 น.

ผู้นำอังกฤษทำขายหน้า ชิ่งแถลงข่าวร่วมนายกลักเซมเบิร์ก

บอริส จอห์นสันทำอังกฤษขายหน้า เจรจาอียูไม่เป็นผล ชิ่งแถลงข่าวหนีผู้ประท้วง

เดอะการ์เดี้ยนรายงานว่า นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ซึ่งเดินทางเยือนประเทศลักเซมเบิร์กเพื่อร่วมเจรจาหาทางออกในกระบวนการเบร็กซิต กลับไม่ประสบความสำเร็จในการเจรจาดังกล่าว โดยในการนี้นายจอห์นสันยังเลี่ยงการแถลงข่าวร่วมกับนายซาเวียร์ เบตเตล นายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์กด้วย

การมาเยือนของนายจอห์นสันมีท่ามกลางการประท้วงของกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยในแนวทางเบร็กซิตของเขา ซึ่งหลังการหารือที่ไม่ประสบความสำเร็จกับนายฌ็อง-โคลท ยุงเคอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปแล้ว นายกจอห์นสันยังได้ยกเลิกแผนการแถลงข่าวร่วมกับนายกเบตเตล ของลักเซมเบิร์ก โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยเนื่องจากภายนอกนั้นมีกลุ่มผู้ประท้วงชุมนุมอยู่เรื่องดังกล่าวส่งผลให้นายกเบตเตล ของลักเซมเบิร์กต้องออกมายืนแถลงข่าวเพียงผู้เดียวโดยไร้เงานายกจอห์นสัน โดยนายกเบตเตล กล่าวว่า “น่าเสียดายที่นายกจอห์นสัน ผู้ซึ่งกุมชะตากรรมของชาวอังกฤษรวมถึงอนาคตของชาวอังกฤษ รวมถึงพลเมืองชาวอียูในอังกฤษไว้ในมือ ไม่ได้มาร่วมแถลงข่าวกับผมในวันนี้”

“ประชาชนต้องการรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีก 6 สัปดาห์ .. พวกเขาต้องการความชัดเจน ความมั่นใจและความมั่นคง อังกฤษไม่สามารถเอาอนาคตของประชาชนไว้เป็นตัวประกันเพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมืองได้ ซึ่งขณะนี้อังกฤษไม่ได้ยื่นข้อเสนอใดๆที่เป็นรูปธรรมบนโต๊ะเจรจา” นายกเบตเตลกล่าว

ทั้งนี้ หลังการหารือกับนายฌ็อง-โคลท ยุงเคอร์ นายกจอห์นสันกล่าวเพียงว่าอังกฤษกระตือรือร้นจะทำงานร่วมกับอียูเพื่อบรรลุข้อตกลง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามอังกฤษจะไม่เลื่อนเส้นตายเบร็กซิตออกไปจากวันที่ 31 ต.ค.นี้อย่างแน่นอน

รถไฟฟ้า MRT ฮ่องกง ตกรางช่วงชั่วโมงเร่งด่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/600914

  • วันที่ 17 ก.ย. 2562 เวลา 12:59 น.

รถไฟฟ้า MRT ฮ่องกง ตกรางช่วงชั่วโมงเร่งด่วน

รถไฟฟ้า MRT ในฮ่องกงตกรางใกล้สถานีย่านเกาลูน ตู้โดยสารหลุดจากขบวน 3 คัน ทำคนบาดเจ็บ 8 ราย

เมื่อเวลาประมาณ 08.32 น.ของวันนี้ตามเวลาท้องถิ่นฮ่องกงเกิดเหตุรถไฟฟ้าขบวนที่วิ่งระหว่างสถานะมงก๊กตะวันออกไปยังสถานีฮุงฮอมในใจกลางย่านเกาลูน ประสบเหตุตกรางส่งผลให้มีรายงานผู้บาดเจ็บ 8 ราย จากการกระแทกอย่างรุนแรง

รายงานระบุว่าระบบรถไฟฟ้าเอ็มทีอาร์ (MTR) นั้นประสบอุบัติเหตุน้อยครั้งมากนับตั้งแต่เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1979โดยเหตุดังกล่าวเกิดบริเวณจุดเบี่ยงที่รถไฟจะแล่นข้ามรางรถไฟไปยังชานชาลาอื่น เป็นเหตุให้ตู้ขบวน 3 คันหลุดออกจากราง ทางเอ็มอาร์ทีต้องสั่งอพยพผู้โดยสารในขบวนดังกล่าวซึ่งมีอยู่ราวเกือบห้าร้อยคนออกมา

โดยปกติแล้วระบบการควบคุมรางและความเร็วของรถไฟฟ้านั้นถูกควบคุมโดยระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงจุดดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ซึ่งคนนอกไม่อาจเข้าถึงได้

ด้านเอ็มอาร์ทีฮ่องกงยังไม่เปิดเผยถึงสาเหตุการตกรางครั้งนี้ โดยในเบื้องต้นได้เริ่มดำเนินการสอบสวนแล้ว แต่อย่างไรก็ดีช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาระบบขนส่งทางรถไฟฟ้าในฮ่องกงได้กลายเป็นเป้าการโจมตีของกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตย จากความพยายามปิดกั้นทางเข้าสถานี

ส่วนเส้นทางรถไฟสายดังกล่าวได้เปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อเวลา 11.40 น. แต่ส่วนที่วิ่งให้บริการระหว่างสถานีมงก๊กตะวันออกและสถานีฮุงฮอมยังคงปิดบริการ