สาวบราซิลถูกหลอกขายตัวอ้างจะพาเข้าวงการเคป็อป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599653

  • วันที่ 03 ก.ย. 2562 เวลา 22:00 น.

สาวบราซิลถูกหลอกขายตัวอ้างจะพาเข้าวงการเคป็อป

หญิงสาวชาวบราซิลเดินทางเกาหลีใต้ด้วยความฝันจะเป็นเคป็อปไอดอลแต่กลับถูกบังคับค้าประเวณีแทน

ตำรวจใน จ.คย็องกีของเกาหลีใต้ จับกุมหนุ่มเกาหลี 5 คน ในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว ค้ามนุษย์ และเป็นธุระจัดหาหญิงบริการ หลังล่อลวงสาวบราซิลมาค้าบริการโดยอ้างว่าจะพาเข้าวงการบันเทิง

ตำรวจเผยว่าผู้ต้องหาทั้ง 5 คนใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียติดต่อไปยังหญิงสาวชาวบราซิลอายุระหว่าง 20-30 ปี ที่ต้องการเข้าวงการบันเทิงของเกาหลีใต้ 7 คน เมื่อช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา จากนั้นพูดจาหว่านล้อมให้สาวๆ เดินทางมายังเกาหลีใต้ และรับปากว่าจะช่วยให้ได้เป็นศิลปินหรือนางแบบ รวมทั้งออกค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับบราซิล-เกาหลีใต้ให้เสร็จสรรพ จนทั้ง 7 คนหลงเชื่อ

หลังจากหญิงสาวเดินทางถึงเกาหลีใต้เมื่อช่วงกลางดือน ก.ค. ชายทั้ง 5 คนได้ยึดพาสปอร์ตและกักขังทั้งหมดไว้ที่ห้องพักในเมืองโกยางและพาจูใน จ.คย็องกี อีกทั้งยังยกเลิกตั๋วเครื่องบินเที่ยวกลับไปบราซิล จากนั้นจึงนำตัวหญิงสาวทั้งหมดไปขายที่ซ่อง โดยได้เงินค่าตัวผู้หญิง 2 ล้านวอน หรือราว 50,490 บาทต่อหัวจากเจ้าของซ่อง

ผู้ต้องหายังข่มขู่หญิงสาวอีกว่าต้องทำงานรับแขกจนกว่าจะชดใช้เงินค่าตั๋วเครื่องบินที่พวกเธอเดินทางมาและขู่ว่าหากแจ้งตำรวจพวกเธอต้องถูกดำเนินคดีฐานค้าประเวณี

ทว่าในที่สุดโชคก็เข้าข้าง หญิงสาวอาศัยจังหวะที่ผู้ต้องหาเผลอติดต่อขอความช่วยเหลือไปยังสถานทูตบราซิลในเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยทางสถานทูตได้ประสานงานกับตำรวจจนช่วยเหลือหญิงสาวออกมาได้ทั้งหมด

อย่ามัวแต่ภูมิใจ ค่าเงินแข็งอาจทำลายเศรษฐกิจกับบทเรียนวิกฤตจากยุโรปถึงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599651

  • วันที่ 03 ก.ย. 2562 เวลา 19:43 น.

อย่ามัวแต่ภูมิใจ ค่าเงินแข็งอาจทำลายเศรษฐกิจกับบทเรียนวิกฤตจากยุโรปถึงไทย

“ค่าเงินที่แข็งขึ้น มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง อาจเป็นสัญลักษณ์แห่งความภูมิใจของคนในชาติ นักการเมืองมักจะกังวลเมื่อเห็นอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลง พวกเขาจะชี้ให้เห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งขึ้นคือสัญลักษณ์ของความสำเร็จทางเศรษฐกิจ”

นี่คือความเห็นของ Tejvan Pettinger ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษผู้เขียนหนังสือเรื่อง Cracking Economics

หลายๆ คนในประเทศไทยรู้สึกว่า การแข็งค่าของเงินบาทคือสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจ และเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง ท่ามกลางความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลก

เป็นความจริงที่ค่าเงินแข็งขึ้นเพราะเงินเฟ้อน้อย ทุนนอกไหลเข้า ศักยภาพด้านการแข่งขันเพิ่มขึ้น และตัวเลขเศรษฐกิจที่ดูดี แต่เมื่อกลับมาดูที่บ้านเราจะพบว่าสถานการณ์ค่อนข้างสับสน

ในเวลานี้ ภาวะเงินเฟ้อที่ยังต่ำคาดว่าอยู่ที่ 0.1% ในปีนี้ (ตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย) ส่วนศักยภาพด้านการแข่งขันของไทยในปีนี้ดีขึ้นจากที่ 30 ขึ้นมาอยู่ที่ 25 (ตัวเลขจาก IMD) ตัวเลขทั้ง 2 นี้ค่อนข้างดีมาก ยกเว้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะต่ำกว่าที่ประเมินไว้ คือ 3.3% จากเดิม 3.8% ในปีนี้ (ตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย)

เศรษฐกิจที่โตน้อยลงสวนทางกับค่าเงินที่แข็งขึ้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่แปลกคือหลายคนคิดว่าค่าเงินที่แข็งหมายถึงเศรษฐกิจดีเท่านั้น

มีหลายประเทศที่เคยตกที่นั่งเดียวกับประเทศไทย เช่น กรีซ ซึ่งค่าเงินยูโรที่แข็งเกินไป (overvalued) นานหลายปี เนื่องจากมีกระแสเงินไหลเข้ามามาก ไม่ใช่เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจดี พูดง่ายๆ ก็คือเป็นการแข็งค่าอย่างไม่เป็นธรรมชาติ จึงทำให้ศักยภาพด้านการแข่งขันแย่ลง การส่งออกแย่ลง และเศรษฐกิจแย่ลงในที่สุด และทำให้กรีซเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ กรีซจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของสถานการณ์ “ค่าเงินแข็ง เศรษฐกิจแย่”

นอกจากกรีซ ประเทศในยุโรปที่พื้นฐานเศรษฐกิจไม่ดีนัก เช่น สเปนกับโปรตุเกส ก็เผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน นั่นคือใช้เงินยูโรที่แข็งปั๋ง แต่ขณะเดียวกันยังพึ่งการส่งออกมาก ทำให้ขายสินค้าไม่ได้ บวกกับเงินที่ไหลเข้ามาทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ เศรษฐกิจจึงทรุด

เงินยูโรที่มีเสถียรภาพสูงอาจเป็นความภูมิใจของประเทศที่ได้ใช้ แต่เพราะพื้นฐานแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ทำให้สกุลเงินที่น่าภาคภูมิใจ กลายเป็นศัตรูที่บ่อนทำลายประเทศ เหมือนอาการของโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายร่างกายตัวเอง ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นกับสมาชิกชายขอบ (peripheral) ของสหภาพยุโรป มักจะไม่เกิดขึ้นกับประเทศสมาชิกหลักๆ เช่น เยอรมนีที่พื้นฐานดีจึงได้สมดุลกับค่าเงิน

ประเทศชายขอบกลุ่มยูโรที่ติดกับดักค่าเงินแข็ง คือ กรีซ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ สเปน ลัตเวีย และเอสโทเนีย แม้ว่าจะทราบปัญหาแต่ว่าการแก้ไขไม่ง่าย เพราะการตัดสินใจทางการเงินของประเทศที่ใช้เงินยูโร อยู่ในกำมือของธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB และในช่วงที่กรีซเกิดวิกกฤตหนี้สาธารณะ กรีซไม่สามารถที่จะลดค่าเงินเพื่อแก้วิกฤตได้ก็เพราะเหตุนี้ และทำให้มีข้อเสนอให้กรีซถอนตัวจากการใช้เงินยูโร เช่น พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกก็เสนอแนวทางนี้

แม้แต่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแกนหลักของสหภาพยุโรป ในเวลานี้ก็ยังพบกับภาวะ overvalued เนื่องจากหนี้สินมากเกินไป ต้นทุนการผลิตสูงเกินไป ทำให้สภาพเศรษฐกิจไม่สอดคล้องกับค่าเงินยูโร และทำให้ฝรั่งเศสมีค่าเงินที่แข็งที่สุดในหมู่ประเทศพัฒนาแล้ว แน่นอนว่ากระทบต่อศักยภาพด้านการแข่งขันของฝรั่งเศส

คำถามคือ ในเมื่อประเทศในกลุ่มยูโรโซใช้เงินสกุลเดียวกัน แล้วทำไมประเทศหนึ่งจึงมีค่าเงินสูงกว่าอีกประเทศ? เช่น เยอรมนีมีค่าเงินยุโรปต่ำกว่าฝรั่งเศส (และต่ำกว่าประเทศอื่นๆ) คำตอบก็คือ จะวัดด้วยภาวะเสมอภาคของอำนาจซื้อ หรือ PPP อธิบายด้วยภาษาง่ายๆ ก็คือ เงินที่ถืออยู่ในมือสารถซื้อสินค้าได้สมกับราคาหรือไม่

เมื่อวัด PPP ปรากฎว่า เงินยูโรของฝรั่งเศสแข็งค่าเกินไป 5% ส่วนกรีก 7% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ขณะที่เงินยูโรในเยอรมนีอ่อนค่าถึง 17% ทำให้การส่งออกได้ผลดีมาก (และในปีนี้ Peter Navarro ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีสหรัฐเพิ่งจะต่อว่าเยอรมนีว่าใช้ประโยชน์จากค่าเงินอ่อนเกิน เพื่อความได้เปรียบทางการค้า)

ดังนั้น ค่าเงินแข็งไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะดี ยิ่งถ้าพื้นฐานไม่ดี การมีค่าเงินที่แข็งจะเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ ดังนั้นหลายๆ ประเทศ ภาวะ overvalued จึงเท่ากับ uncompetitive (ค่าเงินแข็งเกินไป ทำให้ศักยภาพในการแข่งขันลดลง)

ตามหลักการ เมื่อเงินไหลเข้าประเทศ เงินบาทจะแข็งขึ้น เมื่อแข็งขึ้นศักยภาพการแข่งขันจะลดลง เมื่อลดลงแล้วเงินก็จะไหลออก แล้วค่าเงินก็จะอ่อนไปเอง

แต่ปัญหาก็คือมันมักจะไม่เป็นไปตามกลไกอย่างราบรื่น

การมีค่าเงินแข็งเป็นสิ่งที่เป็นดาบสองคม แต่สำหรับประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างไทย คงจะเป็นด้านที่อันตรายมากกว่า ไม่เช่นนั้น จีนคงไม่แทรกแซงค่าเงินให้อ่อนจนผิดธรรมชาติ กระทั่งกลายเป็นประเด็นขัดแย้งกับสหรัฐมานานนับสิบปี

ญี่ปุ่นเริ่มฤดูล่าโลมาท่ามกลางเสียงค้านจากชาวโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599636

  • วันที่ 03 ก.ย. 2562 เวลา 18:08 น.

ญี่ปุ่นเริ่มฤดูล่าโลมาท่ามกลางเสียงค้านจากชาวโลก

หลังจากที่ชาวประมงในเมืองไทจิ จ.วะกะยะมะของญี่ปุ่นกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้าเป็นครั้งแรกในรอบ 31 ปีเมื่อ 2 เดือนก่อน จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลก ล่าสุดเมืองแห่งนี้เป็นที่พูดถึงอีกครั้งจากการล่าโลมาอย่างโหดเหี้ยม ท่ามกลางการคัดค้านจากนักอนุรักษ์

ฤดูล่าโลมาของเมืองไทจิเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาและจะล่ากันต่อเนื่องยาวนานถึง 6 เดือน คือไปสิ้นสุดในเดือน มี.ค. โดยสื่อของญี่ปุ่นรายงานว่าเรือประมง 12 ลำ จากเรือที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลทั้งหมด 26 ลำ ออกจากท่าเรือไปตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนจะกลับมามือเปล่า ทว่า Dolphin Project องค์กรไม่แสวงกำไรที่คุ้มครองและปกป้องสวัสดิภาพของโลมาทั่วโลก เผยว่าเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาชาวประมงล่าโลมาริสโซไปแล้ว 5 ตัว

องค์กรอนุรักษ์ชีวิตสัตว์ทะเล Sea Shepherd Conservation Society เผยแพร่ภาพโลมาปากขวดที่ถูกชาวประมงต้อนเข้ามาติดอวนในอ่าวน้ำตื้นในเมืองไทจิ จ.วะกะยะมะของญี่ปุ่น ก่อนจะถูกชาวประมงฆ่าอย่างทารุณโดยใช้แผ่นผ้าใบกันน้ำขนาดใหญ่ปิดบังสายตาคนภายนอก AFP PHOTO / MANDATORY CREDIT: “Sea Shepherd Conservation Society

แต่ไหนแต่ไรมา นักอนุรักษ์และประชาคมโลกได้วิพากษ์วิจารณ์วิธีการล่าโลมาของชาวเมืองไทจิว่าเป็นการกระทำที่ไร้มนุษย์ธรรม เนื่องจากโลมารวมถึงวาฬขนาดเล็กจะถูกต้อนให้ว่ายน้ำเข้าไปในอ่าวเล็กๆ ที่น้ำตื้นซึ่งมีอวนล้อมไว้แล้วใช้ฉมวกแทงซ้ำๆ จนเป็นแผลเหวอะหวะ จนน้ำทะเลบริเวณนั้นกลายเป็นสีเลือดแดงฉาน จากนั้นปล่อยให้โลมาค่อยๆ ตายในที่สุด ซึ่งนักอนุรักษ์เผยว่าโลมาต้องทรมานจากการขาดอากาศหายใจหรือจมน้ำตาย รวมทั้งบาดแผลฉกรรจ์ถึง 30 นาที

ส่วนโลมาที่มีลักษณะสวยงามจะถูกคัดแยกออกมาเพื่อนำไปขายให้กับสวนน้ำ

วิธีล่าดังกล่าวเริ่มได้รับเสียงประณามจากชาวโลกหลังจากภาพยนตร์สารคดีรางวัลออสการ์เรื่อง The Cove ตีแผ่การล่าโลมาของเมืองไทจิเมื่อปี 2009 ภาพยนตร์เรื่องนี้เผยให้เห็นวินาทีที่โลมาถูกฉมวงแทงก่อนจะถูกลากขึ้นเรือแล้วปล่อยให้ตายอย่างช้าๆ และทรมาน

องค์กรอนุรักษ์ชีวิตสัตว์ทะเล Sea Shepherd Conservation Society เผยแพร่ภาพโลมาปากขวดที่ถูกชาวประมงต้อนเข้ามาติดอวนในอ่าวน้ำตื้นในเมืองไทจิ จ.วะกะยะมะของญี่ปุ่น ก่อนจะถูกชาวประมงฆ่าอย่างทารุณ  AFP PHOTO / MANDATORY CREDIT: “Sea Shepherd Conservation Society

อย่างไรก็ดี Dolphin Project เผยว่าหลักจากภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายไปทั่วโลก ชาวประมงเมืองไทจิได้เปลี่ยนวิธีฆ่าโลมาที่รุนแรงน้อยลง ทว่าก็ยังโหดร้ายอยู่ในสายตาชาวโลกและนักอนุรักษ์ นั่นคือ ใช้เหล็กแหลมแทงซ้ำๆ ใกล้ช่องหายใจของโลมา เพื่อทำให้กระดูกสันหลังเสียหายจนขาดใจตาย จากนั้นใช้เดือยไม้อุดลงไปในแผลเพื่อไม่ให้เลือดไหลปนกับน้ำทะเล ถึงอย่างนั้นโลมาก็ยังต้องทรมานกับความเจ็บปวดหลายนาทีกว่าจะสิ้นใจตาย

ขณะที่ทางการ จ.วะกะยะ ชี้แจงผ่านเว็บไซต์ของจังหวัดว่า วิธีการใหม่นี้ใช้เวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้น และแทบจะไม่มีเลือดออกเลย

ทั้งนี้ ก่อนหน้าการเปิดฤดูการล่าโลมา กลุ่มนักอนุรักษ์ทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศได้ยื่นฟ้องต่อศาลใน จ.วะกะยะมะ เพื่อให้ศาลสั่งยุติการล่าโลมา เนื่องจากขัดต่อกฎหมายของญี่ปุ่น โดยองค์กรอนุรักษ์โลมา Action for Dolphins เผยว่า หากศาลพิพากษาให้ฝ่ายนักอนุรักษ์ชนะคดี ใบอนุญาตล่าโลมาต้องถูกเพิกถอนและการล่าโลมาในเมืองไทจิต้องยุติลง

แต่ดูท่าว่าโอกาสที่นักอนุรักษ์จะชนะคดีเป็นไปได้ยาก เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นไฟเขียวให้ล่าวาฬล่าโลมาเต็มที่ ดูจากการกลับมาล่าวาฬเพื่อการพาณิชย์เป็นตัวอย่าง อีกทั้ง โยชิฮิเดะ ซูกะ เลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี เคยเอ่ยปากปกป้องการล่าโลมาไว้เมื่อ 5 ปีที่แล้วว่า การล่าโลมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการทำประมงของชาวญี่ปุ่น

เรือสำราญหรู Viking Sun จ่อทำสถิติแล่นรอบโลก 8 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599633

  • วันที่ 03 ก.ย. 2562 เวลา 18:01 น.

เรือสำราญหรู Viking Sun จ่อทำสถิติแล่นรอบโลก 8 เดือน

ออกเดินทางแล้ว! “Viking Sun” เรือสำราญหรู จ่อสร้างสถิติกินเนสส์ ล่องเรือรอบโลก 245 วัน พร้อมผู้โดยสาร 930 คน

สื่ออังกฤษรายงานว่า เรือ MV Viking Sun (IMO : 9725433) ซึ่งเป็นเรือสำราญสุดหรูของบริษัท Viking Cruises เตรียมทำการสร้างสถิติเป็นล่องเรือสำราญโดยสารต่อเนื่องนานที่สุดในโลก ภายใต้แคมเปญ Ultimate World Cruise ซึ่งจะพาผู้โดยสารทั้ง 930 คน เดินทางท่องเที่ยวรอบโลกเป็นระยะเวลา 245 วัน

 

รายงานระบุว่า เรือ Viking Sun ได้แล่นออกจากท่าเรือ Greenwich Pier ทางตะวันออกของกรุงลอนดอนเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา มีกำหนดการเดินรอบโลกในระยะเวลาราว 8 เดือน แวะจอดใน 6 ทวีป 51 ประเทศ 111 ท่าเรือตลอดทริปการเดินทาง

เรือลำนี้มีกำหนดสิ้นสุดทริปยังกรุงลอนดอนซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในอีก 8 เดือนข้างหน้า โดยมีเส้นทางการแวะพักตามทวีปต่างๆอาทิ แถบสแกนดิเนเวีย แคริเบียน และหลายจุดหมายปลายทางในแถบอเมริกาใต้ จากนั้นเรือจะแล่นผ่านช่องแคบเดรก บริเวณขั้วโลกใต้เพื่อผ่านเข้าไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก และมีจุดแวะตามเกาะหลายแห่งแถบแปซิฟิกใต้ จากนั้นจะมุ่งหน้าไปยังออสเตรเลีย และแถบเอเชีย รวมถึงตะวันออกกลาง จากนั้นแล่นเข้าทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และกลับสู่ยุโรป

ผู้โดยสารทั้ง 930 คนนอกจากจะใช้ชีวิตพักผ่อนบนเรือสำราญหรูแล้ว ผู้โดยสารบนเรือยังจะได้พักค้างคืนตามโรงแรมต่างๆใน 23 เมืองของหลายประเทศ

สำหรับค่าโดยสารเริ่มต้นของทริปสุดหรูนี้อยู่ที่ 92,990 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.8 ล้านบาท เพรียบพร้อมด้วยความสะดวกสบายต่างๆครบครัน โดยสิ่งที่แตกต่างจากทริปนี้คือบนเรือจะไม่มีการบริการกาสิโน รวมถึงอนุญาตให้ผู้ร่วมทริปต้องอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น

 

ก่อนหน้านี้ในปี 2018 ทางบริษัทViking Cruises ได้เปิดตัวแคมเปญดังกล่าว โดยชูจุดเด่นที่การแล่นเรือสำราญรอบโลกในระยะเวลานานที่สุด ซึ่งโดยปกติแล้วการแล่นเรือสำราญรอบโลกนั้นจะใช้เวลาเดินทางราว 90-120 วัน

 

อย่างไรก็ดี เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้เกิดเหตุเรือ Viking Sky ซึ่งเป็นเรือลำหนึ่งของบริษัท ต้องประสบเหตุเครื่องยนต์ขัดข้องกลางพายุมาแล้ว ส่งผลให้ทีมกู้ภัยต้องเข้าช่วยเหลือผู้โดยสารและลูกเรือทั้ง 1,300 คน

Photo : VIKING CRUISES

ประท้วงฮ่องกง ทำสิงคโปร์ได้อานิสงส์ท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599615

  • วันที่ 03 ก.ย. 2562 เวลา 16:39 น.

ประท้วงฮ่องกง ทำสิงคโปร์ได้อานิสงส์ท่องเที่ยว

เหตุประท้วงวุ่นวายในฮ่องกง ทำอัตราการจองโรงแรมในสิงคโปร์สูงสุดรอบ 14 ปี

รอยเตอร์รายงานว่า ผลพวงจากเหตุการณ์ประท้วงอย่างรุนแรงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 14 ของฮ่องกงนั้น ได้ส่งผลให้เกิดอานิสงส์ด้านการท่องเที่ยวต่อสิงค์โปร์อยู่ไม่น้อย โดยจากการเปิดเผยของคณะกรรมาธิการท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore tourism board) ระบุว่า อัตราการจองเข้าพักโรงแรมในสิงคโปร์นั้นเฉลี่ยที่ร้อยละ 93.8 เมื่อเดือนกรกฎาคม สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2005 และเพิ่มขึ้นถึง 92.5% จากปีที่แล้ว

ข้อมูลยังแสดงให้เห็นรายได้ต่อห้องพักก็สูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี จากการที่บรรดาออกาไนซ์เซอร์จัดการประชุมทั้งหลายต่างย้ายสถานที่จัดการประชุมทางธุรกิจจากฮ่องกงมายังสิงคโปร์แทน นับตั้งแต่ที่ฮ่องกงเกิดเหตุวุ่นวายทางการเมืองมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

“สิงคโปร์อาจได้ประโยชน์จากเหตุประท้วงฮ่องกงถึงสองเท่า เพราะทั้งฮ่องกงและสิงคโปร์มีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน” นักวิเคราะห์ของธนาคาร DBS กล่าว

เหตุการณ์ในฮ่องกงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ภาคบริการของสิงคโปร์ช่วงนี้คึกคัก รายได้ต่อห้องพักซึ่งเป็นตัวชี้วัดอุตสาหกรรมโรงแรมเพิ่มขึ้นจาก 200.20 ดอลลาร์สิงคโปร์ ในเดือนกรกฎาคมปีก่อนหน้า เป็น 203.70 ดอลลาร์สิงคโปร์ ของเดือนกรกฎาคมปีนี้

ประกอบกับค่าเงินของสิงคโปร์กำลังอ่อนตัวอันเป็นผลพวงจากการได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น รวมถึงผลจากเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้จะอยู่ 0.0% -1.0% ลดลงจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ราว 1.5% -2.5%

ไนจีเรียโวย สว.จ่อซื้อรถหรูประจำตำแหน่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599578

  • วันที่ 03 ก.ย. 2562 เวลา 13:00 น.

ไนจีเรียโวย สว.จ่อซื้อรถหรูประจำตำแหน่ง

สว.ไนจีเรีย 109 คนของบฯ 4 ร้อยล้าน ซื้อรถหรูประจำตำแหน่ง ขณะที่ประชาชนกว่าครึ่งของประเทศยังยากจน

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า กลุ่มพันธมิตรฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมของไนจีเรีย เตรียมยื่นฟ้องเพื่อดำเนินคดีต่อบรรดาสมาชิกวุฒิสภาจากการที่บรรดาสว.เสนอขอผ่านร่างงบประมาณเพื่อจัดซื้อรถยนต์หรูประจำตำแหน่ง

รายงานระบุว่าทางฝ่ายค้านและกลุ่มนักเคลื่อนไหวเตรียมใช้ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการ ขัดแย้งต่อคำสาบานตนของสว.ที่ให้คำมั่นในวันรับตำแหน่งว่ามุ่งอุทิศตนและจัดลำดับความสำคัญของสวัสดิเพื่อของประชาชน

กลุ่มนักเคลื่อนไหวให้เหตุผลในการฟ้องร้องว่า การใช้จ่ายเงินเพื่อความสุขสบายสมฐานะของสว.นั้น ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของไนจีเรียในปัจจุบัน

ความเคลื่อนไหวนี้ดำเนินการโดยกลุ่มเพื่อความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับนักกิจกรรมภาคประชาสังคมและประชาชนอีกว่า 6 พันคนลงชื่อฟ้องร้อง โดยโฆษกประจำกลุ่มดังกล่าวได้เผยกับซีเอ็นเอ็นว่า “พวกเขาสามารถซื้อรถประจำตำแหน่งได้ แต่ทำไมพวกเขาต้องซื้อรถหรูให้กับสว. 109 ทั้งๆที่กว่าครึ่งของประชากรไนจีเรียทั้งประเทศยังคงยากจน”

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าทางสมาชิกวุฒิสภาไนจีเรียได้ร้องของบประมาณจำนวน 5,500 ล้านไนรา หรือราว 460 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อรถประจำตำแหน่ง

ก่อนหน้านี้นาย Dayo Adeyeye โฆษกประจำวุฒิสภาไนจีเรียได้เผยต่อสถานีโทรทัศน์ในท้องถิ่นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า เขาไม่ทราบว่างบประมาณดังกล่าวได้รับการจัดสรรเพื่อซื้อพาหนะ ขณะที่ส่วนตัวเขามองว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลมีรถยนต์ประจำตำแหน่งใช้งาน ขณะที่สมาชิกสภารนิติบัญญัติก็ควรได้รับเอกสิทธิ์นี้เช่นกัน

“หัวหน้าหน่วยงานหลายหน่วยมีรถประจำตำแหน่งใช้ แม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับรองลงมายังมีใช้ แล้วทำไมสมาชิกรัฐสภาจะมีรถประจำตำแหน่งใช้บ้างไม่ได้หรือ?” นาย Adeyeye กล่าวผ่านสื่อ

รายงานข่าวการจัดซื้อรถยนต์ประจำตำแหน่งในรัฐสภาไนจีเรียส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ในปี 2013 สมาชิกรัฐสภาไนจีเรียเคยได้รับการจัดอันดับว่าเป็นสมาชิกรัฐสภาที่ได้ค่าตอบแทนสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลก หากเทียบกับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศที่มีอยู่ราว 200 ล้านคน ใช้ชีวิตด้วยรายได้ที่ไม่ถึง 2 ดอลลาร์ต่อวันเท่านั้น

เผยภาพ “ตาพายุ” โดเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599564

  • วันที่ 03 ก.ย. 2562 เวลา 11:37 น.

เผยภาพ "ตาพายุ" โดเรียน

เผยภาพใจกลางเฮอร์ริเคนโดเรียน ล้อมรอบด้วยเมฆหนาทึบท่ามกลางแรงลม 290 กม./ชม. ขณะถล่มบาฮามาส

สถานการณ์พายุเฮอร์ริเคนโดเรียนขณะนี้ พายุลูกดังกล่าวได้พัดถล่มพื้นที่บนหมู่เกาะบาฮามาสเมื่อช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ราย

เฮอร์ริเคนโดเรียนซึ่งได้ทวีกำลังแรงจนระดับสูงสุดที่ระดับ 5 ได้พัดเข้าถล่มเกาะบาฮามาสด้วยกำลังลมแรงถึง 290 กม./ชม. ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนักหลายพื้นที่ของเกาะ Abaco และเกาะ Grand Bahamas บางพื้นที่น้ำท่วมสูงถึงชั้นสองของอาคาร สนามบินของเกาะ Grand Bahamas มีน้ำท่วมถึง 6 ฟุต ส่งผลให้มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ราย ผู้บาดเจ็บ 21 คน

Christina H Koch / NASA

 

นายกรัฐมนตรี Hubert Minnis ของหมู่เกาะบาฮามาส ระบุว่า เฮอร์ริเคนครั้งนี้นับเป็นความรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และนับเป็นการทำลายล้างครั้งเลวร้ายที่สุดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ขณะที่ลมกรรโชกแรงและฝนยังคงปกคลุมหลายพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือตลอดช่วงคืนวันจันทร์จนถึงเช้าวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้ทางการต้องสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเพิ่มเติมไปยังที่ปลอดภัย

Christina H Koch / NASA

ก่อนหน้านี้ทางการได้สั่งอพยพนักท่องเที่ยวและประชาชนตามหมู่เกาะเล็กมายังส่วนกลางแล้ว

ขณะเดียวกันความรุนแรงของพายุครั้งนี้นับว่าเป็นโอกาสดีของนักล่าพายุ โดยนาย Garrett Black นักบินกองทัพอากาศสหรัฐ และเป็นนักอุตุนิยมวิทยาได้นำเครื่องบินฝ่าเข้าไปภายในพายุเพื่อทำการศึกษาและเก็บข้อมูลของพายุลูกนี้ โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาได้เผยภาพของบริเวณดวงตาพายุ ซึ่งเป็นใจกลางของเฮอร์ริเคนโดเรียนก่อนที่พายุดังกล่าวจะทวีความรุนแรงถึงระดับ 5

จากภาพ Black ระบุว่า บริเวณใจกลางของพายุนั้นมีท้องฟ้าเปิดจนเห็นพระอาทิตย์ ล้อมรอบด้วยกำแพงเมฆหนาทึบ คล้ายกับนั่งอยู่ท่ามกลางสเตเดียมของสนามกีฬา พร้อมกับกระแสลมสงบเงียบ “มันเป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก”

เช่นเดียวกับ Christina H Koch นักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ได้เผยภาพภ่ายของพายุโดเรียนขณะที่ ISS กำลังโคจรอยู่เหนือพายุดังกล่าว

 

สำหรับเฮอร์ริเคนโดเรียนขณะนี้มีสถานะเป็นเฮอร์ริเคนระดับ 5 กำลังเคลื่อนเข้าใกล้บริเวณนอกชายฝั่งรัฐฟลอริด้า และจะส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันหลายล้านคนในวันอังคารนี้ตามเวลาท้องถิ่น

มีรายงานว่าเที่ยวบินมากกว่า 1,300 เที่ยวที่เข้าออกรัฐฟลอริด้าต้องถูกระงับ

สำนักอุตุนิยมวิทยาสหรํฐได้พยากรณ์ว่าพายุโดเรียนจะส่งผลกระทำให้เกิดลมกรรโชกแรง ฝนตกหนัก และน้ำท่วมสูงหลายพื้นที่ทั่วทั้งรัฐฟลอริด้า จอร์เจีย นอร์ทและเซาท์แคโรไลน่าตลอดทั้งสัปดาห์นี้

ผู้ว่าฯฮ่องกงปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่เคยขอปักกิ่งอนุมัติการ “ลาออก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599552

  • วันที่ 03 ก.ย. 2562 เวลา 10:32 น.

ผู้ว่าฯฮ่องกงปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่เคยขอปักกิ่งอนุมัติการ "ลาออก"

แคร์รี่ แลม ลั่นยังไม่คิดลาออก แม้ก่อนหน้ามีคลิปเสียงตัดพ้อ “อยากลาออกถ้าทำได้”

นางแคร์รี่ แลม ผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษของฮ่องกง ได้กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในวันนี้ (3 ส.ค.) โดยเธอยืนยันว่า เธอไม่เคยขอให้รัฐบาลปักกิ่งให้อนุมัติการลาออกของเธอ หลังจากที่ฮ่องกงเผชิญการประท้วงรุนแรงอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 14 สัปดาห์

นางแลมกล่าวว่า “ดิฉันไม่เคยแสดงเจตนาลาออก” ทั้งระบุว่า เธอจะยังอยู่ในตำแหน่งต่อไป “ฉันยังไม่ได้คิดที่จะหารือเกี่ยวกับการลาออกต่อรัฐบาลกลาง ตัวเลือกของการลาออกไม่ใช่ทางเลือกของฉันเอง” นางแลมยังเชื่อว่ารัฐบาลฮ่องกงสามารถแก้ไขวิกฤตินี้ได้

พร้อมกันนี้เธอได้ประนามการกระทำของกลุ่มผู้ประท้วงที่ก่อความรุนแรงตลอดช่วงเสาร์ – อาทิตย์ที่ผ่านมา ร่วมถึงการบุกเข้ายึดสนามบินเป็นครั้งที่สอง จนส่งผลให้ผู้โดยสารนับพันคนต้องได้รับผลกระทบเดินเท้าออกจากสนามบิน

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวรอยเตอร์ได้เปิดเผยคลิปเสียงความยาว 24 นาที ที่ระบุว่าเป็นคำพูดของนางแลม หัวหน้ารัฐบาลฮ่องกง ระหว่างการประชุมกับตัวแทนภาคธุรกิจในฮ่องกงเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ โดยมีความตอนหนึ่งว่า ตอนนี้รัฐบาลฮ่องกงมีทางเลือกน้อยมากที่จะแก้ไขวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน

อีกทั้งสถานการณ์ในฮ่องกงยังถูกใช้ในการเป็นเครื่องมือต่อสู้ ด้านความมั่นคงและอธิปไตยระหว่างจีนกับสหรัฐที่มีปัญหาการค้าอยู่แล้วย เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาระดับชาติของจีนไปแล้ว ไม่ใช่แต่เฉพาะฮ่องกง

“หากเลือกได้สิ่งแรกที่ฉันจะทำคือการลาออก และขอโทษชาวฮ่องกงทุกคนอย่างเป็นทางการ เพราะเธอคือผู้จุดชนวนความเสียหายที่ไม่น่าให้อภัยจากการผลักดันกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนเข้าสู่สภา”

ส.ส.ญี่ปุ่นปากหาเรื่อง ชวนทำสงครามกับเกาหลีชิงเกาะคืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599509

  • วันที่ 02 ก.ย. 2562 เวลา 18:07 น.

ส.ส.ญี่ปุ่นปากหาเรื่อง ชวนทำสงครามกับเกาหลีชิงเกาะคืน

โฮดากะ มารุยามะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชาวญี่ปุ่นก่อเรื่องอื้อฉาวอีกครั้ง ด้วยการเรียกร้องให้ทำสงครามกับเกาหลีใต้เพื่อชิงเกาะที่ทั้ง 2 ประเทศแย่งกรรมสิทธิ์ โดยก่อนหน้านี้เขาสยังเคยเสนอให้ททำสงครามกับรัสเซียเพื่อชิงหมู่เกาคูริล จนถูกไล่ออกจากพรรค

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นอ้างกรรสิทธิ์เหนือเกาะ Liancourt Rocks ซึ่งญี่ปุ่นเรียกว่าทาเกะชิมะ ส่วนเกาหลีใต้เรียกว่าทกโด และเมื่อเร็วๆ นี้ มีรายงานข่าวว่า นักการเมืองชาวเกาหลีใต้เดินทางไปเยือนเกาะที่เป็นกรณีพิพาท จนทำให้นักกากรเมืองญี่ปุ่นคนหนึ่งคือยูอิจิโร ทามากิ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน แสดงความเห็นว่า การที่นักการเมืองเกาหลีใต้ไปเยือนเกาะดังกล่าว ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่คิดหน้าคิดหลัง

หลังจากที่ ทามากิแสดงความเห็นไป โฮดากะ มารุยามะ ก็ตอบรับด้วยการโพสต์ข้อความในบัญชี Twitter ของเขาเมื่อวันเสาร์ว่า “สงครามคือทางออกเดียวไม่ใช่หรือที่จะชิงเกาะคืนมา?”

หลังจากที่เขาแสดงความเห็นทำนองนี้ออกไป สื่อในญี่ปุ่นต่างเสนอข่าสกันอย่างพร้อมเพรียง เพราะนี่เป็นอีกครั้งที่โฮดากะ มารุยามะ แสดงความเห็นในเชิงก้าวร้าวต่อประเทศที่เป็นคู่กรณีกับญี่ปุ่น

เมื่อเดือนพฤษภาคมระหว่างที่เขาเดินทางไปยังหมู่เกาะคูริลของรัสเซีย ซึ่งเป็นเกาะที่ญี่ปุ่นอ้างกรรมสิทธิ์เช่นกัน มารุยามะเมาสุราอย่างหนัก แล้วถามผู้นำชาวญี่ปุ่นที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะดังกล่าวว่า “คุณคิดว่ามีทางเลือกอื่นนอกจากสงครามหรือเปล่า?” (ในการทวงคืนหมู่เกาะกลับมา)

หลังจากนั้นเขาก็ถอนคำพูดและขอโทษกล่าวคำพูดนั้น แต่สภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่นผ่านมติตำหนิเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก โดยบอกว่าเขา “ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ”

มารุยามะถูกไล่ออกจากการเป็นสมาชิกพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่นในเดือนพฤษภาคม แต่ต่อมาเข้าร่วมกับพรรคการเมืองต่อต้านสถานีโทรทัศน์ NHK ในเดือนกรกฎาคม

ทั้งนี้ เมื่อเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม เกาหลีใต้ทำการซ้อมรบเป็นเวลา 2 วัน ในในสถานการณ์ที่หมู่เกาะทกโดถูกโจมตีจากญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามการโจมตีจากญี่ปุ่นแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศตึงเครียดยิ่งขึ้น ในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งทางการค้าอย่างหนัก

เกาหลีใต้ทำการซ้อมรบเป็นเวลา 2 วัน ในในสถานการณ์ที่หมู่เกาะทกโดถูกโจมตีจากญี่ปุ่น Photo by handout / various sources / AFP

เกาหลีใต้ทำการซ้อมรบเป็นเวลา 2 วัน ในในสถานการณ์ที่หมู่เกาะทกโดถูกโจมตีจากญี่ปุ่น Photo by handout / various sources / AFP

เกาหลีใต้ทำการซ้อมรบเป็นเวลา 2 วัน ในในสถานการณ์ที่หมู่เกาะทกโดถูกโจมตีจากญี่ปุ่น Photo by handout / various sources / AFP

เกาหลีใต้ทำการซ้อมรบเป็นเวลา 2 วัน ในในสถานการณ์ที่หมู่เกาะทกโดถูกโจมตีจากญี่ปุ่น Photo by handout / various sources / AFP

นักเรียนฮ่องกงไม่สนเปิดเทอมวันแรก นัดหยุดเรียนจัดชุมนุมประท้วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599488

  • วันที่ 02 ก.ย. 2562 เวลา 14:59 น.

นักเรียนฮ่องกงไม่สนเปิดเทอมวันแรก นัดหยุดเรียนจัดชุมนุมประท้วง

เปิดเทอมวันแรก นักเรียนนักศึกษาในฮ่องกงยังมุ่งมั่นแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน และเรียกร้องประชาธิปไตย ด้วยการคว่ำบาตรไม่ยอมเข้าชั้นเรียน และสวมหน้ากากป้องกันแก๊สน้ำตาพร้อมกับใส่เครื่องแบบนักเรียนไปด้วย เช่นบรรดานักเรียนที่ St. Francis’ Canossian College

ด้านเควิน หยาง รัฐมนตรีศึกษาธิการของฮ่องกงกล่าวว่า นักเรียนควรอยู่ในชั้นเรียน และไม่ควรใช้โรงเรียนเป็นสถานที่เรียกร้องและกดดันทางการเมือง

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ขณะที่รัฐบาลฮ่องกงหวังว่าการเริ่มต้นปีการศึกษาใหม่ในสัปดาห์นี้จะทำให้นักเรียนนักศึกษาเพลาการประท้วงลง แต่ผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งประกาศว่าจะประท้วงต่อไป และขยายวงไปตามวิทยาเขตการศึกษาต่างๆ อีกด้วย

กลุ่มนักเรียนกำลังวางแผนที่จะทำการประท้วงในแบบอารยะขัดขืน เช่น คว่ำบาตรด้วยการไม่เข้าชั้นเรียน และจะจัดการชุมนุมในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนกันยายน

“เราไม่สามารถแสร้งทำเป็นว่าทุกอย่างเป็นปกติ และกลับมาในชีวิตประจำวันของเราเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น” ไอแซค เฉินนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยซูหยั่น วัย 19 ปี กล่าว “ รัฐบาลสร้างความวุ่นวายนี้ขึ้นมาและเราไม่สามารถย้อนกลับไปได้”

ด้านสหภาพนักศึกษาท้องถิ่นหลายแห่งจะจัดการคว่ำบาตรไม่เข้าชั้นเรียนทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน และกำหนดเส้นตาย 13 กันยายน เพื่อให้รัฐบาลตอบสนองความต้องการของพวกเขา

“หากแครี่ หลั่มเมินเรา ไม่เพียงการนัดหยุดงานจะดำเนินต่อไปเท่านั้น เราจะยกระดับความเคลื่อนไหวมากขึ้นอีก” อีฟ หลอย วัย 20 ปี สมาชิกสหภาพนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกงกล่าว

กลุ่มนักเรียนนักศึกษาต่างหวังว่าจะมีคนในโรงเรียนเข้าร่วมการเคลื่อนไหวของพวกเขามากขึ้น โดยเน้นไปที่นักเรียนนักศึกษาที่ยังมีจุดยืนเป็นกลาง

แม้ว่าจะมีมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งที่สั่งห้ามอาจารย์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการประท้วง แต่บรรดาอาจารย์เห็นอกเห็นใจผู้ประท้วงบางคนยังวางแผนที่จะแสดงจุดยืนสนับสนุน โดยศาสตราจารย์คนหนึ่งในมหาวิทยาลัยใหญ่แห่งหนึ่งกล่าวว่า เขาวางแผนที่จะจัดชั้นเรียนตามปกติ แต่จะไม่ลงโทษนักเรียนที่โดดเรียนไปประท้วง และจะบันทึกการบรรยายไว้ให้นักศึกษาเหล่านั้นในภายหลังด้วย

เบนสัน หว่อง อาจารย์สอนนอกเวลาอายุ 50 ปีที่มหาวิทยาลัยฮ่องกงกล่าวว่าเขาจะไม่เช็คชื่อการเข้าเรียนในชั้นเรียนของเขา และจะชะลอการประเมินผลการศึกษา เพื่อช่วยนักศึกษาที่ไปประท้วง เขากล่าวว่า “การลงโทษนักเรียนในการประท้วง เป็นการปิดบังปัญหาทางการเมืองโดยไม่ได้แก้ปัญหา หากวิกฤติทางการเมืองยังไม่สามารถแก้ไขได้แล้วทำไมเราต้องแสร้งว่าเรากลับสู่ภาวะปกติแล้ว?”

ทั้งนี้ การประท้วงทวีความรุนแรงมากขึ้นในวันเสาร์ เมื่อผู้ประท้วงขว้างระเบิดขวดและอิฐ ทั้งยังจุดไฟเผาที่กั้นถนนขนาดใหญ่ในใจกลางเมือง ขณะที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำ ตำรวจจับกุมผู้ประท้วงหลายคนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วและเตือนให้คนอื่นๆ ว่าอาจตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน หากยังเข้าร่วมการประท้วงที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ ฮ่องกงยังใช้พระราชบัญญัติอาณานิคมที่ผ่านเมื่อปี 1960 ในช่วงที่เป็นอาณานิคมอังกฤษ ระบุให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจคุมขังผู้ที่มีส่วนร่วมในการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเวลา 5 ปี และนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน มีผู้ประท้วงมากกว่า 900 คนถูกจับกุมในข้อหาต่างๆ