เบร็กซิตยุคบอริสทำอังกฤษป่วน สภาคว่ำญัตติเลือกตั้งใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599798

  • วันที่ 05 ก.ย. 2562 เวลา 10:33 น.

เบร็กซิตยุคบอริสทำอังกฤษป่วน สภาคว่ำญัตติเลือกตั้งใหม่

บอริส จอห์นสัน แพ้โหวตรอบสอบ สภาลงมติคว่ำร่างขอยุบสภา

วันที่ 5 ก.ย. สภาสภามัญของอังกฤษได้ลงมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 298 เสียง ต่อ 56 เสียง ไม่ออกเสียงสูงถึง 288 เสียง คัดค้านร่างกฎหมายที่นายจอห์นสันยื่นญัตติของยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ ในช่วงก่อนหน้าที่ถึงกำหนดเส้นตายการออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ เบร็กซิตในวันที่ 31 ตุลาคมนี้

การคว่ำโหวตร่างญัตติครั้งนี้มีขึ้นเพียงวันเดียว หลังจากที่นายบอริส ผ่ายแพ้การโหวตสนับสนุนแผนเบร็กซิตในรูปแบบโนดีล

หลังทราบผลดังกล่าว นายจอห์นสันยืนยันยว่าส่วนตัวไม่ต้องการเบร็กซิต “แบบไร้ข้อตกลง” แต่กล่าวว่าร่างเบร็กซิตฉบับใหม่ที่พรรคอนุรักษ์นิยมกำลังอภิปรายร่วมกับสภาขุนนางนั้น ทำลายศักยภาพการเจรจาระหว่างอังกฤษกับอียู เนื่องจากทางพรรคฝ่ายค้านต้องการเลื่อนระยะเวลาเส้นตายเบร็กซิตจากวันที่ 31 ตุลาคมออกไป

ขณะเดียวกันที่พรรคฝ่ายค้านได้ยื่นเสนอร่างญัตติที่แบนการเสนอแผนเบร็กซิตในแบบโนดีล ไปยังสภาขุนนาง ซึ่งคาดว่าจะสภาขุนนางจะผ่านร่างดังกล่าวได้ในวันศุกร์นี้

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้อังกฤษยังคงปั่นป่วนและไม่มีความชัดเจนถึงอนาคตของการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งเหลือกำหนดเส้นตายเพียง 2 เดือนเท่านั้น

แคร์รี่ หลั่มถอนกฎหมาย ใช่ว่าฮ่องกงจะสงบสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599763

  • วันที่ 04 ก.ย. 2562 เวลา 18:30 น.

แคร์รี่ หลั่มถอนกฎหมาย ใช่ว่าฮ่องกงจะสงบสุข

ในที่สุดแคร์รี่ หลั่ม ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงก็ยอมถอย ด้วยการประกาศถอนกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการประม้วงและจลาจลมานานถึง 5 เดือนแล้วนับตั้งแต่มีนาคม 2019

แต่การประท้วงคงจะไม่ยุติลงง่ายๆ

สัจธรรมอย่างหนึ่งของโลก คืองานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา การชุมนุมประท้วงก็เช่นกัน ฮ่องกงมีประสบการณ์การประท้วงและจลาจลหลายครั้ง แต่ละครั้งมีตอนจบแตกต่างกันไป

การจลาจลปี 1956 ซึ่งเป็นการเผชิญหน้ากันของคนฮ่องกงที่ “อิน” กับการเมืองของแผ่นดินใหญ่ระหว่างฝ่ายสนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์ จบลงด้วยการที่อังกฤษใช้กองทัพเข้าปราบ ถึงขนาดต้องขอแรงกรมทหารม้ายานเกราะมาช่วย จนมีผู้เสียชีวิต 59 คน

การจลาจลปี 1966 ต่อต้านคำสั่งของรัฐบาลอาณานิคมอังกฤษที่ขึ้นราคาตั๋วเรือข้ามฟาก กระทบต่อความเป็นอยู่ของคนรายได้น้อย บวกกับความไม่พอใจต่อตำรวจอาณานิคมที่ฉ้อฉล เป็นอีกครั้งหนึ่งที่อังกฤษใช้ทหารเข้าปราบปราม พร้อมทั้งประกาศเคอร์ฟิว โดยขู่ว่าหากใครละเมิดเคอร์ฟิวจะถูกยิง จลาจลจึงสงบลง

การจลาจลปี 1967 เกิดจากความไม่พอใจของชนชั้นแรงงานและความรู้สึกต่อต้านอังกฤษ บวกกับกระแสการสนับสนุนจีนแผ่นดินใหญ่ เกิดการประท้วงและความวุ่นวายนานหลายเดือนตั้งแต่พฤษภาคม – ธันวาคม 1967 สุดท้ายฝ่ายผู้ประท้วงยอมรามือหลังจากนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลของจีนขอให้ยุติ มีผู้เสียชีวิตถึง 51 คน

ในช่วงทศวรรษที่ 80 มีจลาจลหลายครั้ง แต่เกี่ยวข้องกับคนรุ่นใหม่ที่ขัดขืนกฎเกณฑ์ในสังคมในช่วงที่ฮ่องกงกำลังมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ จนกระทั่งฮ่องกงกลับคืนสู่จีนในปี 1997 หลังจากนั้นเป้าหมายการชุมนุมก็เปลี่ยนไป

นับตั้งแต่ปี 2010 ปี 2014 และล่าสุดคือปีนี้ (2019) การชุมนุมในฮ่องกงมีจุดมุ่งหมายเพื่อต่อต้านการแทรกแซงของรัฐบาลจีนต่อสิทธิเสรีภาพของคนฮ่องกง (ยกเว้นปี 2016 ที่เป็นจลาจลทางเศรษฐกิจ) แม้จะมีความรุนแรงและผู้บาดเจ็บ แต่สุดท้ายรัฐบาลยอมถอย โดยในปี 2014 รัฐบาลตัดสินใจไม่เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์การเลือกตั้ง

แล้วการประท้วงต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนปี 2019 ควรจะจบลงอย่างไร เมื่อกฎหมายถูกถอนออกไปโดยสิ้นเชิงแล้ว?

มีผู้เสนอว่า การประท้วงในปี 2014 (การประท้วงร่มเหลือง) เป็นตัวอย่างของการสยบการชุมนุมด้วยวิธีอะลุ่มอะล่วย ซึ่งรัฐบาลควรจะดูเป็นตัวอย่าง แต่อันที่จริงแล้ว แคร์รี่ หลั่ม มีบทบาทสำคัญในฐานะฝ่ายบริหารตั้งแต่การชุมนุมปี 2014 หลั่มจึงต้องรู้ทางหนีทีไล่เป็นอย่างดี และทางหนีที่ว่านั้นคือการซื้อเวลาดูทิศทางลม ก่อนจะยอมอ่อนข้อในที่สุด

สิ่งที่ต่างออกไปคือ การชุมนุมใหญ่ปี 2014 มีประเด็นเรียกร้องเพียงข้อเดียว เมื่อรัฐบาลทำตามก็จบกันไป แต่ในปีนี้ ข้อเรียกร้องมีถึง 5 ข้อ ในวันนี้แคร์รี่ หลั่มเพื่อตอบสนองไปได้แค่ข้อเดียวคือคว่ำร่างกฎหมาย

ข้อเรียกร้อง 5 ข้อคือ 1. ถอนร่างกฎหมายผู้ร้ายข้ามแดน 2. มิให้ระบุว่าผู้ประท้วงคือผู้ก่อจลาจล 3. ไม่ตั้งข้อหาผู้ที่ถูกจับกุมระหว่างการชุมนุม 4. ตั้งคณะสอบสวนอิสระ 5. รื้อฟื้นการปฏิรูปทางการเมือง

ทั้ง 5 ข้อนี้ให้เพียงข้อเดียวก็ยากแล้ว โดยเฉพาะการปฏิรูปการเมืองที่จะให้เลือกตั้งผู้บริหารฮ่องกงและสมาชิกสภาอย่างเสรี จีนไม่มีทางยอมเด็ดขาด

แต่เช่นเดียวกับเมื่อปี 2014 คราวนี้แคร์รี่ หลั่มมีของแถมมาให้ด้วย นั่นคือ รับปากว่าจะเข้าถึงชุมชนเพื่อหาพูดคุยกันโดยตรง และเชิญผู้นำชุมชนและผู้เชี่ยวชาญสาขาอาชีพต่างๆ มาตรวจสอบปัญหาที่ฝังรากลึกในฮ่องกง พร้อมกับตั้งสมาชิกใหม่ในสภารับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับตำรวจ ซึ่งคาดว่าคงจะมารับมือกับความเกลียดชังตำรวจที่เพิ่มมากขึ้นหลังใช้กำลังเข้าปราบปราม

จากประสบการณ์เมื่อปี 2014 ของแถมเหล่านี้ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะผลที่ออกมายังไม่ถูกใจสาธารณะชน คนฮ่องกงมีแนวโน้มที่จะคุยกันเองมากว่าจะมาจับเขาคุยกับรัฐบาลที่พวกเขาไม่ไว้ใจ และชิงชังมากขึ้นเรื่อยๆ

ในการประท้วงปี 2014 สิ่งที่ติดตามมาคือ ขบวนการเอกราชฮ่องกงแข็งแกร่งขึ้นมาก มากถึงขนาดที่ความพยายามของรัฐบาลที่จะควบคุมสื่อและสถาบันการศึกษาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะในปีนี้ พลังของการชุมนุมคือนักเรียนนักศึกษา แถมโรงเรียนและมหาวิทยาลัยยังสนับสนุนคนหนุ่มสาวที่ “โดดเรียนเพื่อเสรีภาพ”

แสดงให้เห็นว่าการยอมถอยเป็นการสร้างความสงบเฉพาะหน้า แต่เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของรัฐบาลฮ่องกงและปักกิ่งในระยะยาว

ยิ่งนับวันการต่อต้านรัฐบาลยิ่งคุมยากและยิ่งได้ใจ ขบวนการเอกราชฮ่องกงยิ่งเติบโต มีหรือรัฐบาลปักกิ่งจะไม่เห็น และมีหรือที่จะยอมให้เป็นเช่นนั้น

ก่อนที่จะถึงกำหนดผนวกฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินใหญ่ในปี 2047 คงมีอีกหลายครั้งที่จะเกิดการประท้วง แต่ต้องมีสักครั้งแน่ๆ ที่จะจบลงด้วยการนองเลือด

แต่การกวาดล้างด้วยความรุนแรงจะไม่ง่ายเหมือนสมัยที่อังกฤษเคยใช้กำลังมาแล้ว เพราะอังกฤษเป็นเพียงแค่ผู้ปกครองชั่วคราวและจากไปโดยทิ้งปัญหาไว้เบื้องหลัง แต่คนฮ่องกงและคนแผ่นดินใหญ่ไม่อาจหนีไปได้

โจโกวีฝันยึดโมเดลซิลิคอนวัลเลย์ ปั้นเมืองหลวงใหม่เกาะบอร์เนียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599757

  • วันที่ 04 ก.ย. 2562 เวลา 17:54 น.

โจโกวีฝันยึดโมเดลซิลิคอนวัลเลย์ ปั้นเมืองหลวงใหม่เกาะบอร์เนียว

อินโดฯเสียงแตกย้ายเมืองหลวง กังขาเอื้อนายทุน ด้านโจโกวียึดโมเดลปั้นเมืองหลวงใหม่เทียบชั้นซิลิคอนวัลเลย์

ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ผู้นำอินโดนีเซียได้เผยผ่านสื่อเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า เมืองหลวงแห่งใหม่ของประเทศในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก บนเกาะบอร์เนียวนั้น จะยึดแผนการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองหลวงแห่งเทคโนโลยีและธุรกิจดิจิตอลของประเทศ โดยยึดแบบอย่างเขตซิลิคอนวัลเลย์ ในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ ที่เต็มไปด้วยบรรดาบริษัทด้านเทคโนโลยีสำคัญระดับโลกหลายแห่ง

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อของเมืองหลวงแห่งใหม่นี้อย่างเป็นทางการ

รายงานยังระบุว่า ผู้นำอินโดฯตั้งเป้าให้เมืองหลวงแห่งใหม่นี้ นอกจากจะเป็นเมืองศูนย์กลางของที่ทำการรัฐบาลแล้ว ยังตั้งเป้าให้เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีของประเทศ โดยยึดหลักรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนเมืองในรูปแบบสมาร์ทซิตี้

เบื้องต้นอินโดนีเซียตั้งงบประมาณสำหรับเมืองหลวงใหม่แห่งนี้ที่ 33,000 ล้านดอลลาร์ โดยเมืองใหม่แห่งนี้วาดฝันให้มีสถานบันการศึกษาระดับโลก โรงพยาบาลที่ทันสมัย และสวนพฤกษศาสตร์ รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เมืองหลวงใหม่นี้จะมีเนื้อที่ทั้งสิ้น 180,000 เฮกเตอร์ ในจำนวนนี้ราว 10,000 เฮกเตอร์จะถูกใช้เป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการต่างๆ ส่วนอีก 30,000 เฮกเตอร์จะเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน ในราคาเพียงเศษเสี้ยวของต้นทุนที่ดินในกรุงจาการ์ตา

 

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ประธานาธิบดีโจโกวี ได้ประกาศปักหมุดเมืองหลวงแห่งใหม่ไปยังจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก ด้วยเหตุผลหลักๆที่กรุงจาการ์ต้าเต็มไปด้วยความแออัด สภาพการจราจรติดขัด และแผ่นดินทรุดตัวเกินจะเยี่ยวยาได้นั้น

ผลสำรวจของ KedaiKopi ได้พบว่าชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะย้ายเมืองหลวงออกจากจาการ์ต้า

ผลโพลระบุว่า จากกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจความคิดเห็นทั่วประเทศ ปรากฏว่า 35.6% เห็นด้วย 39.8% ไม่เห็นด้วย ขณะทื่่กลุ่มตัวอย่างจากการสำรวจในจาการ์ต้าสูงถึง 95.7% ไม่เห็นด้วยกับแผนดังกล่าว

Kunto Wibowo ผู้อำนวยการสำนักโพล KedaiKopi อธิบายว่าเหตุที่ชาวกรุงจาการ์ต้าส่วนใหญ่คัดค้านนั้นเนื่องจากยังขาดความชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของเมืองที่พวกเขาอยู่ รวมถึงผลกระทบและแผนการเยียวยาในด้านต่างๆ

 

ในอีกด้านหนึ่งจากการสำรวจประชากรบนเกาะบอร์เนียวพบว่า ราว 48% เห็นด้วยกับแผนการนี้ มีเพียง 29% เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย ขณะที่อัตราการสนับสนุนที่สูงที่สุดคือ 68% ของประชาชนบนเกาะสุลาเวสีที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งอาจได้รับอานิสงส์จากการไหลเวียนของเศรษฐกิจและผู้คนที่เพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวส้งผลให้เกิด #IbuKotaPindahUntukSiapa (ย้ายเมืองหลวงเพื่อใคร) และ #IbukotaPesananCukong (เมืองหลวงเพื่อนายทุน) บนติดเทรนด์บนสื่อสังคมออนไลน์ในอินโดนีเซียช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากชาวเน็ตในอินโดฯหลายคนกังขาว่าแผนย้ายเมืองหลวงนี้จะมีกลุ่มทุนอยู่เบื้องหลังรอกอบโกย

ทั้งนี้ มีรายงานว่ากรุงจาการ์ต้ายังคงมีสถานะเป็นเมืองศูนย์กลางทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

กรุงเทพฯ แชมป์ 4 ปีซ้อน เมืองคนทั่วโลกนิยมเที่ยวมากที่สุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599742

  • วันที่ 04 ก.ย. 2562 เวลา 16:06 น.

กรุงเทพฯ แชมป์ 4 ปีซ้อน เมืองคนทั่วโลกนิยมเที่ยวมากที่สุดในโลก

กรุงเทพฯผงาด! แซงหน้าปารีส ลอนดอน ขึ้นแท่นเมืองน่าเที่ยวสุดในโลกที่สุดติด 4 ปีซ้อน

มาสเตอร์การ์ด ผู้ให้บริการทางการเงินของสหรัฐได้เปิดเผยผลการจัดอันดับ เมืองที่คนทั่วโลกนิยมท่องเที่ยวมากที่สุด (Mastercard Global Destination Cities Index) โดยปีนี้พบว่ากรุงเทพมหานคร ยังคงครองแชมป์อันดับ 1 ของเมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 4

มาสเตอร์การ์ดได้จัดอันดับ 200 เมืองน่าท่องเที่ยวจากจำนวนนักท่องเที่ยวและข้อมูลการใช้จ่ายเงิน

นับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา นักท่องเที่ยวนานาชาตินิยมเดินทางเยือนแบบค้างคืนเพิ่มขึ้นทั่วโลกร้อยละ 76 แค่เฉพาะประเทศไทยตลอดปีที่ผ่านมา ไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้วถึง 22.78 ล้านคน และคาดว่าในปีนี้จะเติบโตอีกร้อยละ 3.3 โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย และอังกฤษ เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักที่นิยมมาไทย

 

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้นักท่องเที่ยวนิยมไปคือ วัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง วัดอรุณฯ ส่วน One-day ทริป นิยมไปตลาดน้ำดำเนินสะดวก

ส่วนกรุงปารีส และกรุงลอนดอน อยู่ในอันดับ 2 และ 3 มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกกว่า 19 ล้านคนเดินทางไปเยือนตลอดปีที่ผ่านมา ตามด้วยดูไบ สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ นิวยอร์ก อิสตันบูล โตเกีบว และอันตัลยา ประเทศตุรกี ตามลำดับ

โดยใน 9 เมืองในข้างต้นนี้มีอัตราการเติบโตจากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตลอดทั้งปี ยกเว้นกรุงลอนดอนที่มีอัตรานักท่องเที่ยวลดลงปีต่อปี เกือบร้อยละ 4% ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นผลพวงจากเบร็กซิต

ขณะที่หากเทียบกับดัชนีการใช้จ่ายต่อคืนของนักท่องเที่ยวนั้นพบว่า อันดับ 1 ของเมืองที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายมากสุดคือนครดูไบ เฉลี่ย 553 ดอลลาร์ต่อวัน ตามด้วยนครเมกกะ ของซาอุดิอาระเบีย ส่วนกรุงเทพอยู่ในอันดับ 3 มียอดการใช้จ่าย 187 ดอลลาร์ หรือราว 5,600 บาทต่อวัน

กฎหมายห้ามสวมหน้ากาก อาวุธสกัดไอ้โม่งป่วนเมืองที่ไทยมีแต่ฮ่องกงไม่มี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599737

  • วันที่ 04 ก.ย. 2562 เวลา 15:42 น.

กฎหมายห้ามสวมหน้ากาก อาวุธสกัดไอ้โม่งป่วนเมืองที่ไทยมีแต่ฮ่องกงไม่มี

ในช่วงที่การประท้วงในฮ่องกงกำลังดุเดือด มีข้อเสนอออกมาเป็นระยะให้พิจาณากฎหมายห้ามปกปิดใบหน้าขึ้นมาใหม่ โดยสมาชิกสภานิติบัญญัติในฮ่องกงที่โน้มเอียงไปทางรัฐบาลจีนชี้ว่า เมื่อผู้ชุมนุมสวมหน้ากากมักมีแนวโน้มที่จะกระทำการรุนแรง โดยอ้างผลการศึกษาจากต่างประเทศ

แม้ว่าจะไม่อ้างผลการศึกษา แต่ในระยะหลังเราจะเห็นภาพผู้ชุมนุมจำนวนไม่น้อยที่ปกปิดใบหน้าออกมาทำลายข้าวของและขว้างปาระเบิดขวดและก้อนหินใส่ตำรวจ

ภาพของผู้ท้วงที่ฮ่องกงที่พร้อมใจสวมหน้ากากเป็นปรากฎการณ์ที่แปลกประหลาด เพราะในหลายๆ ประเทศจะไม่ยอมให้ผู้ประท้วงใส่หน้ากากออกชุมนุมตามท้องถนน หลายประเทศมีกฎหมายห้ามไว้ และมีโทษรุนแรงเอาผิดกับผู้ไม่ปฏิบัติตาม

อุปกรณ์ป้องกันของผู้ประท้วงที่ฮ่องกง Photo by Anthony WALLACE / AFP

กฎหมายประเภทนี้เรียกว่า กฎหมายต่อต้านหน้ากาก (Anti-mask law) เป็นกฎหมายที่ไม่ได้ออกมาจากประเทศเผด็จการเพื่อกดขี่เสรีภาพในการชุมนุม เพราะส่วนใหญ่มาจากประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตย ที่เล็งเห็นการสวมหน้ากากออกมาชุมนุม เป็นช่องโหว่ให้เกิดจลาจลได้ง่าย และเป็นโอกาสให้คนร้ายก่อเหตุโดยอำพรางใบหน้าได้อย่างสะดวก

ประเทศที่เกิดการประท้วงจนนำไปสู่การผลักดันกฎหมายนี้ คืออังกฤษ เมื่อปี 2011 มีการประท้วงต่อต้านนโยบายลดงบประมาณภาครัฐและสวัสดิการประชาชน ซึ่งมีผู้ชุมนุมกว่า 500,000 คน ในระหว่างนั้นมีการประกาศห้ามผู้ชุมนุมสวมหน้ากากโดยบังคับใช้ในพื้นที่ชุมนุมเป็นการเฉพาะ โดยเจ้าหน้าที่จะทำการเตือนให้ผู้ประท้วงถอดหน้ากากออก แต่มีจำนวนหนึ่งที่สวมหน้ากากแล้วทำการปล้นและทำลายข้าวของ จึงต้องจับกุมและดำเนินคดี

สถานการณ์ของแคนาดาต่างออกไป โดยเสนอกฎหมายห้ามปกปิดใบหน้าระหว่างชุมนุมเมื่อปี 2011 โดยไม่มีเหตุชุมนุมใหญ่ที่รุนแรงก่อนหน้านั้น ทว่า ระหว่างที่สภากำลังพิจารณาอยู่นั้น นักเรียนนักศึกษาในรัฐคิวเบกนัดชุมนุมใหญ่ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – กันยายน ปี 2012 เพื่อเรียกร้องให้เลิกเก็บค่าเทอม ในระหว่างที่การประท้วงที่รุนแรงกำลังคุกรุ่น สภาเทศบาลเมืองมอนทรีออลผ่านกฎหมายห้ามผู้ชุมนุมสวมหน้ากาก เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2012 ส่วนกฎหมายในระดับประเทศผ่านเมื่อปี 2013

Photo by Anthony WALLACE / AFP

กฎหมายของแคนาดามีชื่อโดยย่อว่า Bill C-309 ชื่อเต็มคือ “พระราชบัญญัติการป้องกันบุคคลจากการปกปิดตัวตนในระหว่างการจลาจลและการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย” ให้อำนาจตำรวจในการจับกุมและศาลตัดสินลงโทษใครก็ตามที่สวมหน้ากาก หลังจากมีหลักฐานบ่งชี้ว่าเกิดจลาจล หรือหลังจากที่ตำรวจประกาศการประท้วงอย่างสันติ ได้กลายเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย โดยมีโทษสูงสุดคือจำคุก 10 ปี

สหรัฐเป็นประเทศแรกๆ ที่ใช้กฎหมายนี้ โดยเป็นกฎหมายในระดับเทศบาลและระดับรัฐที่ออกมาในช่วงปี 1950 เป็นต้นมา เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงจากการชุมนุมของพวก Ku Klux Klan ซึ่งเป็นกลุ่มเหยียดผิวหัวรุนแรง ในส่วนของเมืองหลวงหรือกรุงวอชิงตันดีซี ก็มีกฎหมายเฉพาะที่ห้ามปกปิดใบหน้าในการชุมนุม โดยระบุในมาตรา 22-3312.03 วรรค 2 ว่า ห้ามปกปิดใบหน้า “ในลักษณะของการชุมนุมหรือประท้วง”

Photo by Anthony WALLACE / AFP

แต่ในสหรัฐ มีการโต้เถียงกันว่ากฎหมายลักษณะนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกหรือไม่? ปรากฎว่าเรื่องนี้อยู่กับดุลพินิจของศาล ศาลบางแห่งให้น้ำหนักกับความปลอดภัยของสังคมมากว่าสิทธิส่วนบุคคล ก็จะตัดสินว่าการปกปิดใบหน้าเป็นความผิด เช่น การตัดสินของศาลสูงรัฐจอร์เจีย เมื่อปี 2018

นอกจากประเทศข้างต้นแล้ว ประเทศในยุโรปตะวันตกเกือบทั้งหมดใช้กฎหมายแบบเดียวกัน บางประเทศมีคำสั่งห้ามการสวมผ้าคลุมใบหน้าและศีรษะตามหลักศาสนาอีกด้วย จนกลายเป็นประเด็นขัดแย้งในสังคม

สำหรับในประเทศไทย มีพระราชบัญญัติ การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 16 วรรค 2 ระบุว่า “ไม่ปิดบังหรืออําพรางตนโดยจงใจมิให้มีการระบุตัวบุคคลได้ถูกต้อง เว้นแต่เป็นการแต่งกายตามปกติประเพณี” ซึ่งหมายความว่า เจ้าหน้าที่สามารถเอาผิดกับผู้ชุมนุมที่ปิดบังใบหน้าได้เหมือนกับประเทศตะวันตกส่วนใหญ่

แบงก์ชาติจีนอาจเปิดตัวเงินดิจิตอลของรัฐเป็นแห่งแรกของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599732

  • วันที่ 04 ก.ย. 2562 เวลา 15:32 น.

แบงก์ชาติจีนอาจเปิดตัวเงินดิจิตอลของรัฐเป็นแห่งแรกของโลก

จับตา! ธนาคารกลางจีนอาจเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลจากแบงก์รัฐเป็นชาติแรก

เว็บไซต์ฟอร์บส์รายงานโดยยืนยันถึงแหล่งข่าวว่าภายในไม่กี่สัปดาห์นี้ ธนาคารประชาชนจีน หรือแบงก์ชาติจีนเตรียมเปิดตัวสกุลเงินดิจิตอลของตนเองซึ่งจะนับเป็นเงินสกุลดิจิตอลจากแบงก์รัฐเป็นแห่งแรกในโลก

รายงานระบุว่าตามแผนแล้วแบงก์ชาติจีนจะเริ่มต้นใช้เงินสกุลดิจิตอลนี้ในลักษณะกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยได้รับการสนับสนุนจากธนาคารพาณิชย์อุตสาหกรรมแห่งประเทศจีน (ICBC) ร่วมกับบริษัทเทนเซนต์และอาลีบาบา ในการทำธุรกรรมโดยตรงระหว่างบุคคล

คาดว่าการเปิดตัวเงินสกุลดิจิตอลนี้อาจมีขึ้นในช่วงสิ้นเดือนกันยายน และคาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ในวันที่ 11 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลช็อปปิ้่งใหญ่ของชาวจีน

รายงานดังกล่าวของฟอร์บส์สอดคล้องกับสำนักข่าวไชน่าเดลีของจีน ที่รายงานเช่นกันว่า สกุลเงินดิจิตอลนี้จะถูกใช้งานผ่านรูปแบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟน

โดยสกุลเงินดิจิตอลจากธนาคารกลาง จะถือเป็นเงินตรารูปแบบใหม่เช่นเดียวกับเงินหยวนที่ออกโดยธนาคารกลางและทำหน้าที่เสมือนหลักทรัพย์ตามกฎหมาย ได้รับการหนุนหลังจากแหล่งสินทรัพย์ที่มีมูลค่า ซึ่งสถาบันการเงินพาณิชย์ฝากไว้ในธนาคารกลาง

แหล่งข่าวในแบงก์ชาติจีนยังเผยถึงความคืบหน้าว่า ในขณะเริ่มการทดสอบในวงปิดแล้ว ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ชำระเงิน โอนเงิน ซึ่่งมีสถาบันการเงินหลายแหงทั้งที่เป็นของรัฐและไม่ใช่ของรัฐเข้าร่วมทดสอบ

สกุลเงินดิจิทัลจากแบงก์ชาติจีนนี้ ในเบื้องต้นจะถูกใช้งานในประเทศเท่านั้น และถูกออกแบบให้ผูกกับอัตราแลกเปลี่ยนเดียวกับค่าหยวน

Photo : Liu Jin/AFP

สส.ไต้หวันทำเงินสดหาย 3 ล้าน สุดท้ายเจอสอบที่มา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599707

  • วันที่ 04 ก.ย. 2562 เวลา 13:55 น.

สส.ไต้หวันทำเงินสดหาย 3 ล้าน สุดท้ายเจอสอบที่มา

สส.พรรครัฐบาลไต้หวัน ทำเงินหาย 3 ล้าน ขณะโดยสารรถไฟ อ้างให้ลูกชายลงทุนร้านชานมไข่มุก

ไต้หวันนิวส์รายงานว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ประจำสถานีรถไฟฟ้าความเร็วสูงพบกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งด้านในเต็มไปด้วยเงินสดจำนวน 3 ล้านหยวน แต่ไม่มีใครแจ้งความทำเงินจำนวนมากขนาดนี้หาย จนกระทั่งตำรวจได้สืบจนพบว่ากระเป๋าใบดังกล่าวเป็นของนาย เฉิน หมิง เหวิน สมาชิกรัฐสภาหยวนสังกัดพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลไต้หวัน

ภายหลังนายเหวินได้ยอมรับผ่านสื่อว่ากระเป๋าใบดังกล่าวพร้อมเงินจำนวน 3 ล้านเป็นของตน โดยหลังจากที่ตนเองทำเงินหาย นายเหวินไม่กล้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่เพราะกลัวถูกสอบถึงที่มาของเงิน

นายเหวินเผยกับสื่อว่าตนเองตั้งใจนำเงินดังกล่าวมอบให้กับนายเฉิน บุตรชายที่อาศัยอยู่ในฟิลิปปินส์เพื่อเปิดธุรกิจร้านชานมไข่มุก และเมื่อถูกตั้งคำถามว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะถูกนำออกไปลงทุนในต่างประเทศได้อย่างไร รวมถึงที่มาของเงินจำนวนนี้มาจากไหน นายเหวินไม่สามารถตอบคำถามได้

เรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการสอบสวนของทางตำรวจแล้ว

นายเฉินลูกชายของสส.ผู้นี้อ้างว่า ตนเองไม่มีบัตรเครดิต รวมถึงบัญชีธนาคารในฟิลิปปินส์ ทั้งๆที่ตนใช้ชีวิตในฟิลิปปินส์มากว่า 2 ปีแล้ว จึงต้องการนำเงินดังกล่าวไปซื้ออุปกรณ์ทำชาไข่มุกในไต้หวัน แล้วส่วนที่เหลือจะแลกเปลี่ยนเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อลงทุนในฟิลิปปินส์ต่อไป

เรื่องนี้ส่งผลให้กระทบถึงประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน เนื่องจากอยู่ในช่วงใกล้เลือกตั้งทั่วไปของไต้หวัน โดยทางพรรคกั๋วหมินตั่ง คู่แข่งได้แถลงการณ์โดยเชื่อว่าเงินจำนวนนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินการเลือกตั้ง

เซน จงหมิง หนึ่งในแกนนำพรรคกั๋วหมินตั่งกล่าวว่า “ถ้าเป็นเขาแม้แต่เงิน 300 หยวน หรือ 3,000 หยวนผมจะไม่มีทางลืมแน่นอนแม้แต่บนรถเมย์ แต่นี้มีมูลค่ามากถึง 3 ล้านหยวน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะหอบเงินจำนวนนี้ขึ้นรถไฟฟ้า ทั้งๆที่ธนาคารในปัจจุบันมีระบบโอนเงินที่ทันสมัยแล้ว”

ด้านประธานาธิบดีไช่ ผู้นำพรรค ปฏิเสธที่จะแถลงต่อเรื่องนี้

Photo: https://news.ltn.com.tw

ดาวเทียมยุโรปเฉียดปะทะดาวเทียมอีลอน มัสก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599697

  • วันที่ 04 ก.ย. 2562 เวลา 12:21 น.

ดาวเทียมยุโรปเฉียดปะทะดาวเทียมอีลอน มัสก์

ดาวเทียมสำรวจอากาศยุโรป หวิดโคจรชนดาวเทียมสื่อสารสตาร์ลิงก์ของสเปซเอ็กซ์

องค์การอวกาศแห่งสหภาพยุโรป (ESA) ได้เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ ว่าดาวเทียมสำรวจทางธรณีวิทยาและพยากรณ์อากาศ ADM-Aeolus ต้องทำการปล่อยทรัสเตอร์ขับดันฉุกเฉินเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะเข้ากับดาวเทียมโครงข่ายสื่อสารสตาร์ลิงก์ ของบริษัทสเปซเอ็กซ์

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ควบคุมดาวเทียมของยุโรปต้องยิงทรัสเตอร์เพิ่มระดับความสูงของวงโคจรดาวเทียม ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนวิถีโคจรของดาวเทียมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศ

 

SpaceX

ด้านโฆษกของสเปซเอ็กซ์ระบุว่า ข้อผิดพลาดทางระบบส่งผลให้ทีมควบคุมไม่พบความผิดปกติของวิถีโคจรที่อาจเกิดอันตรายกับดาวเทียมใกล้เคียง พร้อมทั้งระบุว่าจะทำงานใกล้ชิดกับ ESA เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับโครงการสตาร์ลิงก์ของสเปซเอ็กซ์ เป็นโครงการดาวเทียมสื่อสารของอีลอน มัสก์ โดยมีแผนปล่อยดาวเทียมสื่อสารขนาดเล็กให้ครอบคลุมวงโคจรทั่วโลกถึง 12,000 ดวง ซึ่งก่อนหน้านี้ในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา จรวดฟอลคอน 9 ได้ปล่อยดาวเทียมสตาร์ลิงค์ 60 ดวงแรกขึ้นสู่วงโคจรแล้ว

Photo : ESA

หนุ่มเยอรมันสุดทุ่มเท ฝึกฝนนานถึง 15 ปี จนแข่งเกมส์โชว์ชนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599686

  • วันที่ 04 ก.ย. 2562 เวลา 11:27 น.

หนุ่มเยอรมันสุดทุ่มเท ฝึกฝนนานถึง 15 ปี จนแข่งเกมส์โชว์ชนะ

หนุ่มรายนี้ใช้เวลา 15 ปี ฝึกฝน จนชนะเกมส์โชว์ โกยเงินรางวัลกว่า 30 ล้านบาท

เว็บไซต์ bild.de สื่อแท็บลอยด์ของเยอรมนีรายงานว่า นายยาน ชโตวห์ (Jan Stroh) ทนายความหนุ่มจากเมืองฮัมบูรก์ วัย 35 ได้ กลายเป็นผู้ชนะ คนที่ 15 ที่สามารถชิงเงินรางวัลแจ็กพอตมูลค่า 1 ล้านยูโร หรือราว 33 ล้านบาท จากเกมส์โชว์ ฮูวอนส์ทูบีอะมิลเลียนแนร์? (Who Wants to Be a Millionaire?) ของเยอรมนีได้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายชโตวห์ไม่เพียงแค่จะเป็นผู้ชนะการตอบคำถามควิซโชว์จนได้รับเงินรางวัลแจ็กพอตเท่านั้น แต่เขาเปิดเผยว่าเขาได้เตรียมตัวเพื่อชนะรายการนี้มาเป็นเวลา 15 ปีแล้ว

นายชโตวห์เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ที่รายการ Who Wants to Be a Millionaire? ออกอากาศทางโทรทัศน์ของเยรมนีมานานถึง 1,407 ตอน เขาไม่เคยพลาดเลยแม้แต่ตอนเดียว นับตั้งแต่ที่เขายังเป็นวัยรุ่นเขาได้ติดตามเป็นแฟนรายการนี้มาตั้งแต่ออกอากาศตอนแรก พร้อมฝึกฝนการตอบคำถามในรายการไปด้วย

นายชโตวห์เผยกับ bild ว่าเคยสมัครเข้าร่วมตอบคำถามชิงเงินรางวัลของรายการมาแล้วหลายครั้งแต่ก็ตกรอบมาตลอด นับตั้งแต่นั้นเขายิ่งทุ่มเทเวลาในกิจกรรมยามว่างด้วยการชมเทปรายการย้อนหลัง รวมถึงตกแต่งห้องใต้ดินที่บ้านใหม่ให้มีบรรยากาศเหมือนกับในรายการ ทั้งซาวด์เอฟเฟกซ์ แสงสี แม้แต่กลิตเตอร์ที่ใช้สร้างบรรยากาศบนเวที เพื่อสร้างความคุ้นเคย จนกระทั่งประสบความสำเร็จการตอบคำถามในรายการจริงๆ

สำหรับรายการ Who Wants to Be a Millionaire? ที่ออกอากาศในเยอรมนีนั้นเป็นรายการที่มีต้นฉบับลิขสิทธิ์จากรายการที่ออกอากาศจากอังกฤษ โดยออกอากาศครั้งแรกในปี 1998 จนกระทั่งถึงตอนสุดท้ายในปี 2014 แต่สำหรับที่เยอรมนีนั้นรายการยังคงได้รับความนิยมแม้ตัวเลขเรตติ้งจะลดลง

นายกฯอังกฤษเจอพิษงูเห่า สภาคว่ำโหวตแผนเบร็กซิตโนดีล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599680

  • วันที่ 04 ก.ย. 2562 เวลา 10:26 น.

นายกฯอังกฤษเจอพิษงูเห่า สภาคว่ำโหวตแผนเบร็กซิตโนดีล

เบร็กซิตยุคบอริสสุดวิกฤต สภาฯลงมติค้านออกจากอียูแบบไร้ข้อตกลง ฝ่ายค้านเดินหน้ายื้อเวลาเส้นตาย รบ.ขู่จัดเลือกตั้งใหม่

เหลือเวลาอีก 2 เดือนเท่านั้นที่จะถึงกำหนดเส้นตายสหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในวันที่ 31 ต.ค. แต่ทว่ารัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ยังมองไม่เห็นวี่แว่วจะสามารถนำพาอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกอียูได้ไม่ว่าจะรูปแบบมีข้อตกลง หรือ ไม่มีข้อตกลง

วันที่ 3 ก.ย. รัฐสภาอังกฤษได้มีมติเสียงข้างมาก 328 ต่อ 301 เสียง คัดค้านร่างเบร็กซิตในแบบ”ไม่มีข้อตกลง”ของนายจอห์นสันที่เสนอต่อสภา นั้นหมายความว่ากลุ่มเสียงจากพรรคฝ่ายค้านอาทิ พรรคแรงงาน พรรคสก็อตติช และพรรคลิเบอรัล จะผลักดันร่างกฎหมายขอขยายเวลาเบร็กซิตจากวันที่ 31 ต.ค. นี้ ออกไปเป็นวันที่ 31 ม.ค. ปี 2020 เพื่อหาทางเจรจาเบร็กซิตในแบบ”มีข้อตกลง” โดบในจำนวนคะแนนเสียง 380 เสียงที่ค้านแผนของนายจอห์นสันครั้งนี้ มีเสียงของสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมรวมอยู่ด้วยถึง 21 คน เช่นเดียวกับในระหว่างการอภิปรายพบว่ามีสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยม 3 ราย เดินเข้าไปนั่งอยู่ในแถวที่นั่งของพรรคฝ่ายค้าน

การลงมติคัดค้านครั้งนี้นับเป็นการคว่ำแผนเบร็กซิตครั้งแรกของนายกจอห์นสัน นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกต่อจากเทเรซ่า เมย์

หลังการลงมตินายจอห์นสันได้แถลงต่อประชาชนขอยื่นญัตติจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 14 ต.ค. เนื่องจากก่อนหน้านี้นายจอห์นสันระบุว่าการขอเลื่อนเวลาเบร็กซิตออกไปตามคำเรียกร้องของฝ่ายค้านจะส่งผลให้อังกฤษต้องเสียอำนาจการต่อรองกับอียู

ก่อนหน้านี้นายบอริส จอห์นสันได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเลื่อนการเปิดประชุมรัฐสภาออกไปจนถึงวันที่ 14 ตุลาคมนี้ ส่งผลให้หลายฝ่ายวิจารณ์ว่านายจอห์นสันว่า รัฐสภาจะไม่มีเวลามากพอที่จะหารือในประเด็นการออกจากเบร็กซิตแบบมีข้อตกลง