ความตายของมาเรียมจะไม่สูญเปล่า กับโปรเจกต์กวาดขยะมหาสมุทรด้วยแขนยักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/599012

  • วันที่ 28 ส.ค. 2562 เวลา 15:24 น.

ความตายของมาเรียมจะไม่สูญเปล่า กับโปรเจกต์กวาดขยะมหาสมุทรด้วยแขนยักษ์

แต่ละปีมนุษย์ทิ้งขยะพลาสติกกว่า 300 ล้านตัน ขยะแต่ละชิ้นที่ถูกทิ้งลงทะเลจะใช้เวลากว่า 50 ปีล่องลอยไปอยู่กลางมหาสมุทร นกทะเลและสัตว์น้ำต้องตายเพราะผลกระทบจากขยะเหล่านี้นับล้านๆ ตัว

นอกจากนี้ ในมหาสมุทรแปซิฟิกยังมีกองขยะลอยมารวมตัวกันเป็นฟ่อนใหญ่ ขนาดเท่ากับมลรัฐที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ คือเทกซัส เรียกว่า “อภิมหาฟ่อนขยะแห่งแปซิฟิก” หรือ Great Pacific Garbage Patch แม้ว่ามันจะใหญ่โตมโหฬารจนเก็บกันไม่ไหว แต่ใช่ว่าจะไม่มีคนที่กล้าหาญมารับภารกิจนี้

เขาคือชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่มีแรงบันดาลใจอยากจะเห็นท้องทะเลสะอาด ผลักดันให้เขาประดิษฐ์ไม้กวาดเก็บขยะซึ่งกำลังจะกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ลอยน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และกำลังจะแก้ไขปัญหาที่บรรดานักวิทยาศาสตร์พยายามหาทางแก้กันมาตลอด แต่ก็ยังแก้ไม่สำเร็จเสียที

ภาพจาก The Ocean Cleanup

ในปี 2011 โบยัน สลัต นักศึกษาวิศวกรรมอากาศยานวัย 16 ปี จากเนเธอร์แลนด์ ได้ไปท่องเที่ยวที่ชายทะเลประเทศกรีซ ขณะที่กำลังสนุกกับการดำน้ำอยู่นั้น เขาสังเกตว่าจำนวนปลาในทะเลแห่งนี้น้อยกว่าขยะพลาสติกที่ลอยอยู่เหนือน้ำเสียอีก

สลัตเก็บเรื่องนี้มาเป็นแรงผลักดันในการหาวิธีที่ง่ายที่สุดเพื่อกำจัดขยะพลาสติกในทะเลให้ได้มากที่สุด เขาลงมือศึกษามหาสมุทรทั้งทางกายภาพ สิ่งแวดล้อม และสิ่งมีชีวิตอย่างจริงจัง สลัต พบว่าวัตถุในมหาสมุทร เช่น ขยะ หรือแพลงก์ตอน จะล่องลอยไปกับวังวนของน้ำ (Gyres) ที่เกิดจากกระแสลม กระแสน้ำ และสภาพภูมิประเทศ

นอกจากอุปสรรคเรื่องจำนวนขยะพลาสติกที่มหาศาลแล้ว กระแสน้ำทะเลที่ไม่เคยหยุดนิ่งยังพัดพาขยะเหล่านี้ไปเกยตื้นที่ชายหาด และพัดพามันกลับใจกลางมหาสมุทรสู่วังวนน้ำอีกครั้ง ทำให้ขยะไม่ได้กองอยู่กับที่ให้เราเก็บกวาดได้ง่ายๆ บางครั้งอุปกรณ์เก็บขยะกลับทำลายระบบนิเวศน์ในทะเลซ้ำอีก เช่น ทำให้นก ปลา และเต่าทะเลตาย

ภาพจาก The Ocean Cleanup

แต่สิ่งหนึ่งที่หนุ่มแคนาดาสังเกตเห็นจากขยะจากทั่วทุกมุมโลกคือ ขยะจำนวนมหาศาลนี้ลอยน้ำเหมือนกัน โดยทุกชิ้นจะลอยไปหยุดที่ Gyres และหยุดนิ่งเป็นแพขยะ (Ocean Garbage Patches) ใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิกจุดใหญ่ 2 จุดใกล้กับชายฝั่งของฮาวายและญี่ปุ่น

แพขยะนี้มีขนาดพอๆ กับรัฐเทกซัสของสหรัฐและเริ่มมองเห็นได้จากนอกโลกแล้ว โดยเมื่อถูกแสงแดดแผดเผาขยะจำพวกพลาสติก โฟม จะค่อยๆ แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและปล่อยสารพิษเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารในทะเล

วิธีทำความสะอาดมหาสมุทรของสลัต คือ สร้างทุ่นลอยน้ำพร้อมกับแขนรูปตัววีความยาว 100 กม. แล้วอาศัยกระแสลมกับน้ำช่วยพัดพาขยะเข้ามาติดที่แขนทั้งสองข้างโดยปล่อยให้สัตว์น้ำลอดผ่านแขนนี้ไปได้ เขาตั้งเป้าว่าจะกำจัดขยะในมหาสมุทรแปซิฟิกให้ได้ 42% หรือราว 70 ล้าน กก.ภายใน 10 ปี โดยเสียค่าใช้จ่ายเพียง 167 บาทต่อ กก. นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับวิธีอื่น

ภาพจาก The Ocean Cleanup

ปี 2013 สลัต ตัดสินใจพักการเรียนเพื่อมาก่อตั้งองค์กร The Ocean Cleanup อย่างเป็นทางการ

อีก 1 ปีต่อมา ไม้กวาดกำจัดขยะรุ่นทดสอบที่ สลัต และเพื่อนๆ นักวิทยาศาสตร์ร่วมกันประดิษฐ์ขึ้นมาก็สำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง และถูกนำไปลอยเก็บขยะใกล้กับเกาะอาโซเรสในประเทศเนเธอร์แลนด์ ปรากฏว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมาย หลังจากนั้น นักลงทุนจากทั่วโลกร่วมระดมทุนให้กับโครงการนี้ถึง 2.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในระยะเวลาเพียง 100 วันเท่านั้น

ในที่สุด พวกเขาก็เปิดตัวเรือเก็บกวาดขยะอย่างเต็มรูปแบบ โดยเรือลำนี้จะลาก “แขน” ความยาวถึง 600 ม. ซึ่งจะทำหน้าที่กวาดขยะบนผิวน้ำลึก 3 เมตรมารวมกัน โดยไม่เป็นอันตรายกับสัตว์ใต้น้ำ ช่วยให้ขยะอยู่เป็นที่เป็นทางก่อนจะกำจัดมันในที่สุด โดยอัตราความเป็นไปได้ที่อุปกรณ์จะได้รับความเสียอยู่ที่ 30% ทั้งนี้ มรสุมขนาดย่อมของทะเลเหนือมีความรุนแรงมากกว่ามรสุมที่มีความรุนแรงสูงในมหาสมุทรแปซิฟิกที่มักจะเกิดขึ้นทุกๆ 100 ปี

ภาพจาก The Ocean Cleanup

แต่ไม่ใช่ว่า The Ocean Cleanup จะไม่มีปัญหา หลังจากดำเนินการครั้งแรกในปี 2018 ด้วยระบบแรก หรือ SYSTEM 001 ไปได้ 4 เดือนก็ต้องาพเรือมาจอดเทียบท่าเพื่อประเมินกันใหม่ แต่สลัตและทีมงานได้ปรับปรุงและพร้อมที่จะทำงานหนักอีกครั้งด้วย SYSTEM 001B ในปี 2019 และพบว่าการเก็บกวาดไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเล

ในระดับต่อไปจะเริ่มปฏิบัติการอีกขั้นปี 2020 โดยขับเคลื่อนด้วยกองเรือเต็มรูปแบบ หากไม่มีอะไรผิดพลาดภายในปี 2040 พวกเขาจะลดขยะในมหาสมุทรลงได้ถึง 90%

สลัตบอกว่า การเก็บขยะในทะเลอย่างเดียวไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา เพราะวิธีการแก้ไขมี 2 อย่างนั่นคือการเก็บกวาดกับการปิดช่องทาง ซึ่งการปิดช่องทาง ก็คือสกัดกั้นการทิ้งขยะลงในทะเล

นักศึกษาอูกันดาฟ้องผู้นำ หลังถูกบล็อกทวิตเตอร์เพราะเรียก “เผด็จการ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598995

  • วันที่ 28 ส.ค. 2562 เวลา 14:31 น.

นักศึกษาอูกันดาฟ้องผู้นำ หลังถูกบล็อกทวิตเตอร์เพราะเรียก "เผด็จการ"

นักศึกษาป.โทฮาร์วาร์ดยื่นฟ้องประธานาธิบดีอูกันดา หลังถูกบล็อกทวิตเตอร์เพราะวิจารณ์ว่า “ผู้นำเผด็จการ”

เดอะการ์เดี้ยนรายงานว่า นักศึกษาปริญญาโทชาวอูกันดาในสหรัฐได้ยื่นฟ้องไปยังประธานาธิบดี โยเวรี มูเซเวนี ผู้นำอูกันดา หลังจากที่มูเซเวนี ได้บล็อกทวิตเตอร์ของเขาจากการที่เขาวิจารณ์ผู้นำประเทศบ้านเกิดของตนว่าเป็นจอมเผด็จการ พร้อมทั้งบอกนายมูเซเวนีควรถูกขับไล่จากตำแหน่ง

การฟ้องร้องครั้งนี้มีขึ้นโดยนาย ฮิลลารี่ เทร์เลอร์ เซกูยา นักศึกษาปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในสหรัฐ จากการที่เขาไม่สามารถเห็นหรือตอบกลับทวิตเตอร์ @KagutaMuseveni ซึ่งเป็นบัญชีของผู้นำอูกันดา

นายเซกูยา ได้มอบอำนาจให้ทนายความเป็นตัวแทนยื่นฟ้องต่อศาลสูงในเมืองหลวงของประเทศ โดยให้เหตุผลว่าการกระทำของประธานาธิบดีมูเซเวนีหรือทีมงานของเขานั้น นั้นไม่เหมาะสมต่อการเป็นบุคคลสาธารณะซึ่งคนทั่วไปสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ รวมถึงฟ้องร้องในข้อหากระทำการขัดรัฐธรรมนูญในเสรีภาพในการพูดและการแสดงออก

 

Taylor Seguya

 

คำฟ้องของนักศึกษาปริญญาโทรายนี้ยังระบุชื่อของโฆษกรัฐบาล และผู้บังคับบัญชาหน่วยตำรวจแห่งชาติด้วย สำหรับประธานาธิบดี โยเวรี มูเซเวนี เป็นนายพลผู้ครองอำนาจในอูกันดามานานถึง 33 ปีแล้ว นับตั้งแต่ปี 1986

สำหรับอูกันดา นี่ไม่ใช่คดีแรกที่มีพลเรือนถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาวิจารณ์ตัวผู้นำ เพราะก่อนหน้านี้เคยมีกรณีสาวนักกิจกรรมถูกลงโทษจำคุกเป็นเวลา 18 เดือน จากการวิจารณ์นายมูเซเวนี ว่าเป็น”จอมบงการจอมเผด็จการที่สกปรก”ขณะที่คดีลักษณะคล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นกับประธานาธิบดีทรัมป์เช่นกัน แต่ภายหลังศาลได้ตัดสินว่าการกระทำของประธานาธิบดีทรัมป์ที่บล็อกทวิตคนเห็นต่างนั้นผิดต่อบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ

นาซาเผยไฟป่าแอฟริการุนแรงไม่แพ้บราซิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598972

  • วันที่ 28 ส.ค. 2562 เวลา 11:49 น.

นาซาเผยไฟป่าแอฟริการุนแรงไม่แพ้บราซิล

นาซาเผยภาพฮอตสปอตไฟป่าแอฟริกาใต้สะฮารา มีขนาดใหญ่กว่าไฟป่าแอมะซอนถึง 5 เท่า แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่า

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐหรือ นาซา ได้เปิดเผยภาพจากการรวบรวมข้อมูลทางดาวเทียมที่แสดงให้เห็นจุดความร้อนจากไฟป่าในบริเวณแอฟริกาใต้สะฮารา (sub-Saharan Africa) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าไฟป่าแอมะซอนถึง 5 เท่า แต่ที่ผ่านมากลับได้รับความสนใจน้อยกว่า

ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นไฟป่าขนาดใหญ่กินพื้นที่ในหลายประเทศอาทิ แองโกลา แซมเบีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แคเมอรูน และกาบอง โดยส่วนนี้เป็นพื้นที่ของป่าลุ่มแม่น้ำคองโกที่กำลังเผชิญปัญหาถูกรุกล้ำเพื่อประโยชน์จากอุตสาหกรรมไม่แพ้กับป่าแอมะซอนในบราซิล

สำหรับผืนป่าลุ่มแม่น้ำคองโก (Congo Basin) นับว่าเป็นปอดขนาดใหญ่อันดับสองของโลก กินพื้นที่กว่า3.3 ล้านตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่หลายประเทศรวมถึงใหนึ่งในสามของพื้นที่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและบางส่วนในกาบอง คองโก แคเมอรูน และแอฟริกากลาง

ด้านผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นประจำเมืองลากอส ของไนจีเรียรายงานตรงกันว่า ต้นเหตุเพลิงไหม้หลายแห่งในภาคกลางของแอฟริการอบ ๆ แองโกลาและคองโกเป็นผลมาจากการเผ่าของเกษตรกร อย่างไรก็ดีไฟไหม้ลักษณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรในฤดูแล้ง

ทั้งนี้ ลักษณะของไฟป่าในแอฟริกานั้นต่างกับไฟป่าในแอมะซอน สืบเนื่องจากเป็นวิธีปฏิบัติของเกษตรกรในพื้นที่ที่ทำเกษตรแบบถางโค่นและเผาป่า Slash-and-burn ประกอบกับความแห้งแล้งที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลจึงทำให้เกิดเปลวเพลิงจำนวนมากในพื้นที่ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของภูมิภาคในแถบแอฟริกา แตกต่างกับไฟป่าแอมะซอนซึ่งเป็นป่าฝนเขตชื้นและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์หลากหลายสารพันธุ์รวมถึงเป็นแหล่งออกซิเจนให้กับโลกถึง 10%

“ไฟป่าในแอฟริกาต่างจากไฟป่าแอมะซอน” Tosi Mpanu Mpanu เอกอัคราชทูตคองโกกล่าวกับเอเอฟพี “ในอะเมซอนป่าเผาไหม้ส่วนใหญ่เกิดจากความแห้งแล้งและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ในแอฟริกาตอนกลางส่วนใหญ่เป็นเพราะเทคนิคการเกษตร”

อย่างไรก็ดีผืนป่าลุ่มแม่น้ำคองโกก็เป็นแหล่งผลิตออกซิเจนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลกเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศสในฐานะประธานการประชุมจี7 ได้เรียกร้องให้นานาชาติสนใจปัญหาไฟป่าในบราซิล แต่ทางบราซิลกลับปฏิเสธเงินช่วยเหลือจำนวน 20 ล้านดอลลาร์ โดยระบุว่าให้ไปช่วยแก้ปัญหาไฟป่าที่อื่นแทน

ภาพ : https://firms.modaps.eosdis.nasa.gov/

ส.ส.อินเดียกล่าวหาฝ่ายค้านทำคุณไสยโจมตีรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598963

  • วันที่ 28 ส.ค. 2562 เวลา 10:46 น.

ส.ส.อินเดียกล่าวหาฝ่ายค้านทำคุณไสยโจมตีรัฐบาล

ส.ส.หญิงพรรคโมดี กล่าวหาฝ่ายค้านใช้มนต์ดําทำคุณไสยใส่พรรครัฐบาล หลังพบสมาชิกพรรคเสียชีวิตติด3ราย

เอเอฟพีรายงานว่า นางปรักยา ฐากูร (Pragya Thakur) วัย 49 ปี ส.ส.หญิงหน้าใหม่สังกัดพรรบีเจพี (BJP) ของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้กล่าวหาพรรคฝ่ายค้านว่าทำคุณไสยใส่พรรค หลังจากพบว่ามีสมาชิกพรรคสามคนเสียชีวิตพร้อมกันในเดือนเดียว

นางฐากูร อ้างว่าเธอได้พบกับผู้ทรงศีลคนหนึ่ง ซึ่งเตือนว่าพรรคฝ่ายค้านจะใช้มนต์ดำคุณไสยสังหารสมาชิกในพรรค .. พร้อมทั้งได้เตือนให้เธอระมัดระวังตัว เพราะอำนาจชั่วร้ายกำลังมาถึงและมันจะเป็นอันตรายต่อพรรค

ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมารรัฐมนตรีคลัง Arun Jaitley วัย 66 ปี ได้เสียชีวิต ตามด้วย Babulal Gaur อดีตมุขมนตรีรัฐมัธยประเทศวัย 90 ปี และนาง Sushma Swaraj อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ วัย 67 ปี ซึ่งทุกคนล้วนมีประวัติการเจ็บป่วยมานานแล้ว

หลังการออกมากล่าวอ้างของเธอ ด้านโฆษกพรรคคองเกรสซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านได้กล่าวว่า ส.ส.หญิงรายนี้เสียสตีไปแล้ว เธอควรได้รับการรักษาทางจิตเป็นการด่วน

สำหรับนางฐากูรได้รับกาเลือกตั้งเป็นสมาชิกโลกสภาเป็นช่วงต้นปีที่ผ่านมา ในช่วงการเลือกตั้งใหญ่ของอินเดีย แม้ว่าเธอจะมีคดีความก่อการร้ายและสมคบคิดก่ออาชญากรรมติดตัว แต่เธอก็ได้รับประกันตัวในปี 2017 พร้อมทั้งกล่าวหาว่าพรรคคองเกรสกล่าวหาเธอเพราะหวังใส่ร้ายชาวฮินดู

นอกจากนี้เธอยังเคยกล่าวอ้างว่าปัสสาวะวัวมีคุณสมบัติรักษาโรคมะเร็ง รวมถึงอ้างสรรพคุณของการดื่มยาต้มที่ทำจากนม เนยและมูลวัว

ฮุน เซนกับแผนป่วนชายแดนเพื่อนบ้านเพื่อเบี่ยงเบนการเมืองภายใน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598930

  • วันที่ 27 ส.ค. 2562 เวลา 20:20 น.

ฮุน เซนกับแผนป่วนชายแดนเพื่อนบ้านเพื่อเบี่ยงเบนการเมืองภายใน

ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานข่าวว่า เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างทหารของประเทศลาวและกัมพูชาที่ชายแดนจังหวัดพระวิหาร บริเวณอำเภอเชียบ ของกัมพูชาหรือแขวงจำปาสักของประเทศลาว ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าทหารลาวได้บุกเข้ามาฝั่งกัมพูชาแล้วทำลายพืชผลแล้วอ้างสิทธิเหนือพื้นที่นั้น

พลตรี มาว ผัลลาโฆษกของกองทัพกัมพูชาเปิดเผยกับ Khmer Times ว่า ทหารลาวบุกเข้ามาในในเขตกัมพูชาบริเวณแม้น้ำโตนเลระปาว ตรงจุดที่เรียกว่า โมมไบ หรือพื้นที่สามเหลี่ยมเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม จากนั้นทำลายพืชผลของเกษตรกรในพื้นที่ อ้างว่าเป็นดินแดนของประเทศลาว

ด้าน เจีย กิมเส็ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระวิหารกล่าวว่าการปะทะกันของทหารทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้ทางการต้องเตรียมอพยพประชาชน 787 ครัวเรือนและครอบครัวทหาร 534 ครัวเรือนจากพื้นที่เขตจอมกะสาน

ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการแชร์ภาพการเคลื่อนกำลังพลของทหารลาวตามเพจเฟซบุ๊คของลาว และมีชาวลาวให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม

จนกระทั่งวันที่ 24 สิงหาคม มีรายงานข่าวจาก Khmer Times ว่า ลาวและกัมพูชาตกลงที่จะถอนกำลังทหารจากพื้นที่ขัดแย้ง หลังจากที่นายกรัฐมนตรีฮุน เซน แห่งกัมพูชาโทรศัพท์ไปถึงนายกรัฐมนตรีทองลุน สีสุลิด และตกลงที่จะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่พิพาท และตกลงที่จะเจรจาความขัดแย้งนี้ โดยฮุน เซน ยังขอให้ชาวกัมพูชาอย่ากังวลใจ

ต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม พลเอก เตีย บัญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาปัดข่าวว่าไม่มีการเผชิญหน้าที่ชายแดน แล้วบอกเพียงแค่ว่าเป็นความเข้าใจผิด

จนวันที่ 27 สิงหาคม อนุสิท ขัตติยราชรองประธานคณะกรรมาธิการพรมแดนแห่งชาติของลาวให้สัมภาษณ์กับ Laotian Times ว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเกิดความเข้าใจผิดในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ชายแดนลาว-กัมพา โดยในเขตลาว คือเมืองมูนละปะโมก แขวงจำปาสัก ใกล้กับแม่น้ำเซลำเพา

เจ้าหน้าที่ของลาวรายนี้ยืนยันว่า พื้นที่ที่เป็นข่าวมีสถานการณ์ปกติไม่มีการเผชิญหน้าด้วยอาวุธ และชี้ว่าข่าวไม่เป็นทางการที่ออกมาจากโซเชียลมีเดียทั้งในลาวและจากต่างประเทศนั้นไม่เป็นความจริง ส่วนปัญหาที่ชายแดนทั้ง 2 ประเทศจะหาทางออกด้วยวิธีสันติ

ดูเหมือนว่า รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจะยืนยันว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่สื่ออิสระอย่าง RFA ได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ลาวที่เมืองมูนละปะโมกว่า ฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่อ้างว่าทหารลาวมายึดครองดินแดน ซึ่งไม่เป็นความจริง

RFA ยังอ้างการวิเคราะห์ของ กิม ซก ผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองกัมพูชาว่า รัฐบาลกัมพูชาน่าจะเป็นฝ่ายสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชนจากการกลับประเทศของ สม รังสี แห่งพรรคสงเคราะห์ชาติ ที่ลี้ภัยการเมือง และประกาศว่าจะกลับประเทศในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้

กิม ซก ยังเอ่ยถึงการที่ ฮุน เซน ใช้ความขัดแย้งเรื่องพรมแดนกับไทยในกรณีเขาพระวิหาร เพื่อหวังผลทางการเมืองต่อตัวเขาเอง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กัมพูชาถูกกล่าวหาแบบนี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2017 เกิดความขัดแย้งระหว่างลาวและกัมพูชาที่ชายแดนจังหวัดสตึงแตรง เมื่อทหารลาวสกัดกั้นไม่ให้ทหารช่าวกัมพูชาเข้าไปในพื้นที่พิพาทที่ยังไม่ปักปันเขตแดน หลังจากนั้นทั้ง 2 ประเทศก็เผชิญหน้ากันเต็มตัว ด้วยการส่งทหารมาประจำการในพื้นที่พิพาทที่ตกลงกันว่าจะเป็นเขตปลอดทหาร พอถึงเดือนสิงหาคม ฮุน เซน ก็สั่งระดมกองทัพไปที่ชายแดน แล้วยื่นคำขาดให้ลาวถอนกำลังทหาร ซึ่งลาวยอมถอยในที่สุด

ในช่วงนั้น ฮุน เซน กำลังเผชิญกับวิกฤตทางการเมือง เนื่องจากใช้วิธีกวาดล้างพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม และผู้ที่เห้นต่างทางการเมืองก่อนการเลือกตั้ง รวมถึงการยุบพรรคสงเคราะห์ชาติของสม รังสี จนเกิดการชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่อง แต่ในเวลาเดียวกันก็เกิดความขัดแย้งที่ชายแดนพอดี ทำให้ฮุน เซน สวมบทผู้นำกำปั้นเหล็กแสดงความห้าวหาญกับ “ผู้รุกราน” จนทำให้เรื่องการเมืองในประเทศซาไป

และล่าสุดการกลับมาของสม รังสี อาจเป็นตัวการที่ทำให้ฮุน เซน เคลื่อนไหวที่ชายแดนลาวอีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุการณ์คล้ายๆ กันในวันที่พรรคของสม รังสี ถูกยุบไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และยังไม่ทันที่ สม รังสี จะได้กลับมาเขาก็ถูกหมายหัวจากพลเอก เตีย บัญ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อ้างอิง

Cambodia, Laos agree to settle border dispute. ( August 24, 2019). Khmer Times

Kingdom, Laos agree to remove troops from disputed area. (August 26, 2019). Khmer Times

Tea Banh: No confrontation on Cambodia-Laos border. (August 26, 2019). The Cambodia Daily.

Laos Gives Official Statement on Cambodian Border Tension. (August 27, 2019). Laotian Times

Behind the Cambodia-Lao PDR border dispute. (May, 23 2018). The Asean Post

ฮ่องกงอยู่รูหนู เพราะแกนนำประชาธิปไตยขวางบ้านราคาถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598932

  • วันที่ 27 ส.ค. 2562 เวลา 19:39 น.

ฮ่องกงอยู่รูหนู เพราะแกนนำประชาธิปไตยขวางบ้านราคาถูก

วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกงจะไม่ร้ายแรงหากไม่ถูกขัดขวาง

การชุมนุมประท้วงในฮ่องกงยังดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่สัปดาห์ที่ 12 หลายครั้งจบลงด้วยการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างผู้ประท้วงและตำรวจ

การปะท้วงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่อังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนให้จีนเมื่อ 22 ปีที่แล้ว เริ่มต้นขึ้นจากการแสดงพลังคัดค้านกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ที่กำหนดให้ฮ่องกงต้องส่งตัวผู้กระทำความผิดไปดำเนินคดีที่จีนแผ่นดินใหญ่ตามคำขอของจีน ทำให้ชาวฮ่องกงกลัวกันว่าจีนจะใช้ประโยชน์จากกฎหมายนี้ในการจัดการกับคนฮ่องกงที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลจีนหรือเป็นแกนนำการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน

ทว่ายิ่งการประท้วงลากยาวไปเรื่อยๆ จุดประสงค์ของผู้ประท้วงก็เริ่มเบี่ยงเบนไปเป็นประเด็นอื่น ผู้ประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่หลายคนเริ่มอ้างเรื่องราคาที่อยู่อาศัยที่แพงหูฉี่ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน และอิทธิพลล้นเหลือที่บรรดาไทคูนอสังหาริมทรัพย์ชาวฮ่องกงมีต่อการเมืองของฮ่องกงเป็นเหตุผลในการออกมาชุมนุมตามท้องถนนเกือบจะ 3 เดือนแล้ว

จากการสำรวจราคาอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก หรือ Demographia International Housing Affordability Survey ของปีนี้ พบว่า ฮ่องกงขึ้นแท่นเป็นเมืองที่ราคาที่พักอาศัยแพงที่สุดในโลกเป็นปีที่ 9 ติดต่อกัน โดยราคาเฉลี่ยของที่พักอาศัยในฮ่องกงสูงกว่ารายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อปีถึง 20.9 เท่า ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการสำรวจนี้

ในขณะที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้นเป็นผลดีกับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ คนที่รายได้น้อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่กลับต้องกระเสือกกระสนอย่างหนักเพื่อให้มีบ้านของตัวเอง ที่พักอาศัยในฮ่องกงจะแบ่งขายหน่วยเล็กๆ เป็นตารางฟุต เฉลี่ยอยู่ที่ตารางฟุตละ 19,500 เหรียญฮ่องกง หรือราว 75,981 บาท คนที่เบี้ยน้อยหอยน้อยจึงต้องจำยอมพักในไมโครอพาร์ทเม้นท์ หรืออพาร์ทเม้นท์ขนาดจิ๋วที่มีพื้นที่ทั้งหมดเท่ากับที่จอดรถยนต์คันเดียวเท่านั้น ถ้าเทียบกันแล้วบ้านทั้งหลังของชาวฮ่องกงอาจจะเป็นแค่ห้องนอนใหญ่ในหลายประเทศ

ส่วนการเช่าก็แพงไม่แพ้กัน ค่าเช่าอพาร์ทเม้นท์ส่วนใหญ่ในฮ่องกงเริ่มที่ 20,000 เหรียญฮ่องกง หรือราว 77,965 บาทต่อเดือน สูงกว่าค่าเฉลี่ยเงินเดือนของชาวฮ่องกงเสียอีก จึงไม่แปลกที่เมื่อปีที่แล้ว Oxfam ได้จัดอันดับให้ฮ่องกงเป็นหนึ่งในประเทศที่ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนห่างกันมากที่สุด

ด้วยเหตุนี้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ได้รับผลกกระทบหนักที่สุดจากราคาอสังหาริมทรัพย์จึงหมดหวังกับรัฐบาล แอนดี้ เซี่ย นักเศรษฐศาสตร์อิสระในเซี่ยงไฮ้ เผยว่า การที่ราคาที่อยู่อาศัยพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับเงินเดือนทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่มองไม่เห็นความหวัง เพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถซื้อบ้านเพื่อเริ่มต้นครอบครัวใหม่ได้ ความผิดหวังหมดอาลัยตายอยากนี้เองที่ขับเคลื่อนการประท้วง

เช่นเดียวกับ อลัน ซีแมน ประธาน Lan Kwai Fong Group ของฮ่องกง ที่มองว่าชาวฮ่องกงมีสิทธิ์ที่จะแสดงความไม่พอใจรัฐบาล “ผมไม่ตำหนิที่คนรุ่นใหม่ออกมาประท้วง เพราะพวกเขารู้สึกสิ้นหวัง พวกเขายังต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่และยังมองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง”

นอกจากนี้ ยังเป็นที่ทราบกันดีว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกงตกไปอยู่ในมือของมหาเศรษฐีไม่กี่คนเท่านั้น ในรายชื่อมหาเศรษฐีที่มั่งคั่งที่สุด 10 อันดับแรกของฮ่องกง มีไทคูนอสังหาริมทรัพย์ถึง 9 คน และจากทั้งหมด 50 คน เป็นเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ถึง 26 คน แอนดี้ เซี่ย มองว่าคนกลุ่มนี้คือคนที่กำหนดทิศทางของตลาดอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกงที่แท้จริงและปั่นให้ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้นๆ และแม้ว่ารัฐบาลฮ่องกงจะเปลี่ยนนโยบายด้านการเคหะหลายต่อหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ยังเป็นประโยชน์กับกลุ่มไทคูนอสังหาริมทรัพย์อยู่ดี

นอกจากจะปั่นให้ราคาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นแล้ว ไทคูนบางรายยังถึงขั้นขัดขวางนโยบายจัดสรรที่อยู่อาศัยของรัฐบาลจนต้องพับโครงการไปในที่สุด โดยในสมัยของ ต่งเจี้ยนหัว ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงคนแรกหลังจากอังกฤษส่งมอบดินแดนแห่งนี้คืนให้จีน เขามีแผนจะสร้างที่พักอาศัยราคาถูกโดยตั้งเป้าไว้ปีละ 85,000 ห้องให้ชาวฮ่องกง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ชาวฮ่องกงได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เร็วขึ้น ทว่าการขัดขวางของไทคูนอสังหาริมทรัพย์และนักการเมืองฝ่ายที่หนุนประชาธิปไตย บวกกับวิกฤติเศรษฐกิจในเอเชียขณะนั้น ทำให้แผนการนี้ต้องเป็นหมันไป

ชาวฮ่องกงหลายคน รวมทั้งเหลียงชุนอิง อดีตผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง มองว่าหากรัฐบาลฮ่องกงทำตามนโยบายของต่งเจี้ยนหัวที่คาดว่าจะทำให้ชาวฮ่องกงเป็นเจ้าของที่พักอาศัยเพิ่มขึ้น 70%  วิกฤตที่อยู่อาศัยในฮ่องกงคงไม่ร้ายแรงเหมือนเช่นทุกวันนี้

นอกเหนือจากนั้น ปัจจัยที่ดันให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ฮ่องกงพุ่งสูงเกินเอื้อมสำหรับคนทั่วไปยังขึ้นอยู่กับการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ด้วย บริษัทจากจีนแผ่นดินใหญ่พากันประมูลซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงอย่างดุเดือด จนมีสัดส่วนในการถือครองอสังหาริมทรัพย์มากกว่าบริษัทเจ้าถิ่นบางแห่ง โดยเมื่อปี 2017 บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของจีน 2 เจ้ายอมทุ่มเงินทุบสถิติถึง 2,170 ล้านเหรียญสหรัฐซื้อที่ดินแปลงหนึ่งในฮ่องกง ซึ่งราคานี้สูงกว่ามูลค่าในท้องตลาดเกือบ 50% จากนั้นบริษัทเหล่านี้ก็จะกลับมาโขกราคาเอากับผู้ซื้อในฮ่องกงอีกทอดหนึ่ง ทำให้ความฝันที่จะมีที่พักอาศัยเป็นของตัวเองของยิ่งชาวฮ่องกงห่างไกลออกไป

อาจกล่าวได้ว่าปัญหาทางการเมืองเป็นตัวจุดชนวนให้ชาวฮ่องกงลุกขึ้นมาประท้วง แต่ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้นจนไกลเกินเอื้อมและอนาคตในหน้าที่การงานที่มืดมนเป็นเสมือนลมที่โหมกระพือให้คนรุ่นใหม่ออกมารวมตัวกันอย่างไม่มีที่ท่าว่าจะถอย

บราซิลปัดรับเงินบริจาค G7 ช่วยดับไฟป่าแอมะซอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598897

  • วันที่ 27 ส.ค. 2562 เวลา 15:54 น.

บราซิลปัดรับเงินบริจาค G7 ช่วยดับไฟป่าแอมะซอน

บราซิลปัดรับเงินบริจาค 20 ล้านดอลลาร์ช่วยดับไฟป่าจากกลุ่ม G7 ลั่นเอาไปปลูกป่าในยุโรปแทนเถอะ

นาย Onyx Lorenzoni หัวหน้าเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบประธานาธิบดีบราซิล ได้กล่าวผ่านสื่อท้องถิ่นถึงการขอปฏิเสธรับเงินบริจาคจำนวน 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 600 ล้านบาท ที่มติของการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ หรือ G7 ซึ่งจัดขึ้นที่เมือง Biarritz ริมชายฝั่งตะวันตกของฝรั่งเศสได้อนุมัติเพื่อบริจาคช่วยในการดับวิกฤตไฟป่าแอมะซอนซึ่งกำลังขยายวงกว้างและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในขณะนี้

 

เจ้าหน้าระดับสูงของบราซิลกล่าวว่า บราซิลขอขอบคุณในข้อเสนอดังกล่าว แต่บางทีน่าจะไปสนับสนุนการฟื้นฟูป่าในยุโรปมากกว่า อีกทั้งยังกล่าวถึงประธานาธิบดีมาครงของฝรั่งเศสว่า น่าจะให้ความสนใจกับประเทศตัวเองมากกว่า ซึ่งแม้แต่ไฟไหม้วิหารมรดกโลก ประธานาธิบดีมาครงยังไม่สามารถควบคุมได้เลย พร้อมบอกด้วยว่า บราซิลเป็นประเทศประชาธิปไตย ไม่เคยมีอาณานิคมหรือจักรวรรดินิยมมาก่อน ซึ่งนั้นอาจเป็นเป้าหมายของผู้นำฝรั่งเศส ซึ่งอาจทำให้บราซิลเป็นอาณานิคมของประเทศร่ำรวย

 

อย่างไรก็ดี ในขณะเดียวกันก็มีประธานาธิบดีมาครงและประธานาธิบดีบราซิลก็มีประเด็นกัน จากการตอบโต้ผ่านโซเชียลมีเดียที่นายโบลโซนาโร ผู้นำบราซิลบอกว่าภรรยาของเขาเด็กกว่า แถมสวยกว่า นางบริจิตต์ มาครง สตรีหมายเลขหนึ่งฝรั่งเศส

ส่งผลให้ปธน.มาครงออกมาตอบโต้ผู้นำบราซิลว่าแสดงความคิดเห็นได้น่าเกลียดและไม่สุภาพอย่างมาก

เจ้าสัวซีพีวอนฮ่องกงคืนความสงบ โฆษณาสื่อประกาศจุดยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598888

  • วันที่ 27 ส.ค. 2562 เวลา 15:16 น.

เจ้าสัวซีพีวอนฮ่องกงคืนความสงบ โฆษณาสื่อประกาศจุดยืน

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่า นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้นำตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย ได้ซื้อโฆษณาหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ชั้นนำของฮ่องกง คือ Oriental Daily News, Sing Tao Daily และ Ming Pao เรียกร้องให้เกิดสันติภาพในฮ่องกงและยุติความรุนแรงตามท้องถนน โดยนายธนินท์ซื้อโฆษณาดังกล่าวในชื่อจีน คือ เจี๋ยก๊กมิ้น

นายธนินท์ เจียรวนนท์ อาจเป็นมหาเศรษฐีชาวต่างชาติคนแรกที่ซื้อโฆษณาเพื่อเรียกร้องให้ฮ่องกงกลับคืนสู่ความสงบ โดยก่อนหน้านี้ บรรดานักธุรกิจชั้นนำของฮ่องกงพร้อมใจซือ้โฆษณาตามสื่อเพื่อทำแบบเดียวกันมาแล้ว เช่น ลีกาชิง มหาเศรษฐีชื่อดังแห่งCK Hutchison Holdings และหล่อยจีหว่อ นักธุรกิจกาสิโนที่มีชื่อเสียง

ทั้งนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของฮ่องกงตั้งแต่ปี 1988 สารานุกรมออนไลน์ไป๋ตู้ของจีนระบุว่า หุ้นของเจียไต๋ได้รับความนิยมอย่างมากในฮ่องกง และนายธนินท์มีวิสัยทัศน์ที่ล้ำลึกเกี่ยวกับฮ่องกง ในฐานะสะพานเชื่อมต่อกับจีนแผ่นดินใหญ่ และหลังจากนั้นธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ก็เข้าไปลงทุนในฮ่องกงอย่างกว้างขวาง รวมถึงมีหุ้นใน Ping An Insurance Group บริษัทประกันอันดับ 1 ของจีน

สื่อฮ่องกงแนะหากเบื่อประท้วง ไทย-กรีซคือคำตอบย้ายถิ่นพำนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598881

  • วันที่ 27 ส.ค. 2562 เวลา 15:01 น.

สื่อฮ่องกงแนะหากเบื่อประท้วง ไทย-กรีซคือคำตอบย้ายถิ่นพำนัก

‘เซาท์มอร์นิ่งโพสต์ ‘แนะหากเบื่อประท้วงในฮ่องกง “ไทยแลนด์-กรีซ” คือทางเลือกแสนถูกและคุ้มค่า สำหรับผู้สนใจพำนักในต่างประเทศ

เว็บไซต์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ได้เผยแพร่รายงานที่แนะนำเกี่ยวกับการย้ายออกจากฮ่องกง สืบเนื่องจากเหตุประท้วงรุนแรงรายสัปดาห์ โดยระบุว่า หากคุณกำลังฝันถึงการย้ายออกจากการเมืองที่ตึงเครียดในฮ่องกง .. ประเทศไทย และกรีซ นับว่าเป็นทางเลือกราคาถูกที่น่าสนใจสำหรับเป็นถิ่นพำนักในต่างประเทศ

รายงานของสื่อฮ่องกงระบุว่า สำหรับประเทศไทยนั้นมีโครงการที่ชื่อ Thailand Elite ซึ่งจะมอบสิทธิประโยชน์ต่าๆแก่ชาวต่างชาติที่ต้องการพำนักในประเทศไทยทั้งในระยะสั้นและระยะย่าว ด้วยเงินค่าสมัครเข้าร่วมโครงการเริ่มต้นที่ 5 แสนบาทเท่านั้น นับว่าเป็นโครงการวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติราคาถูกที่สุดในเอเชีย

 

ส่วนที่กรีซ หรือสาธารณรัฐเฮลเลนิก นั้นเป็นอีกประเทศหนึ่งในยุโรปที่สามารถขอ โกลเด้นวีซ่า ได้ในราคาถูกที่สุดของยุโรป ด้วยเงื่อนไขลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เริ่มต้นที่ 277,000 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

Georg Chmiel ประธานบริษัทอสังหาฯ Juwai.com ระบุผ่านสื่อฮ่องกงว่า “หากเทียบระหว่างประเทศไทยกับกรีซนั้น มีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับคุณต้องการแบบไหน .. หากเป็นประเทศไทยเป็นการจ่ายเงินเปล่าเพื่อได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆขณะพำนักในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงจะเป็นผลดีกับธุรกิจของคุณหากคิดลงทุนในไทย ส่วนกรีซนั้น เป็นการเข้าโครงการวีซ่าผ่านการลงทุนด้านอสังหาฯ ซึ่งคุณมีสิทธิ์ที่จะขายอสังหาฯนั้นแล้วได้กำไรกลับคืน

 

ภายใต้โครงการ Thailand Elite นั้นสามารถขอสิทธิวีซ่าฟรีได้ตั้งแต่ 5 ปีจนถึงสูงสุด 20 ปี พร้อมสิทธิประโยชน์ต่างๆมากมายตั้งแต่สนามบิน สนามกอล์ฟ สปา โรงแรมต่างๆ ขณะที่่ราคาคอนโดในกรุงเทพฯหลายแห่งที่ทำเลดีๆนั้นสามารถซื้่อได้ด้วยราคาที่ต่ำกว่า 1 แสนดอลลาร์สหรํฐ

นับตั้งแต่เกิดเหตุประท้วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่ามีชาวฮ่องกงสนใจย้ายไปพำนักในต่างประเทศทั้งชั่วคราวและถาวรมากขึ้น โดยประเทศที่ชาวฮ่องกงให้ความสนใจอาทิ ไต้หวัน สิงคโปร์ และไทย

รายงานระบุว่า จำนวนผู้เข้าโครงการ Thailand Elite ทั้งหมดนั้นกว่า 1 ใน 3 เป็นพลเมืองจากจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่ชาวจีนและฮ่องกงที่ร่ำรวยมักเลือกพำนักในกรีซเช่นกัน ซึ่งนอกจากอัตราอาชญากรรมที่ต่ำ ระบบประกันสุขภาพที่ดีและสภาพอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนแล้ว ยังรวมถึงสิทธิในการเดินทางเข้าสหภาพยุโรปได้ง่ายอีกด้วย

ที่มา : https://www.scmp.com/

มาครงเดือด หลังผู้นำบราซิลโพสต์เทียบมีภรรยาแก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598862

  • วันที่ 27 ส.ค. 2562 เวลา 13:23 น.

มาครงเดือด หลังผู้นำบราซิลโพสต์เทียบมีภรรยาแก่

มาครงจวกผู้นำบราซิล “ทำตัวไม่สุภาพ” หลังโพสต์ภาพเปรียบเทียบมีภรรยาต่างวัย

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส วัย 41 ปี ได้กล่าวถึงประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร ของบราซิล วัย 64 ปี ว่า แสดงความคิดเห็นได้น่าเกลียดและไม่สุภาพ หลังจากที่ผู้นำบราซิลได้แสดงความคิดเห็นตอบกลับผู้ใช้งานเฟซบุ๊กที่โพสต์รูปเปรียบเทียบระหว่างตัวเขากับนางมิเชลล์ โบลโซนาโร ภริยานายโบลโซนาโร วัย 37 ปี กับประธานาธิบดีมาครงกับนางบริจิตต์ มาครง สตรีหมายเลขหนึ่งวัย 66 ปี ด้วยขอความว่า “อย่าฉีกหน้าผู้ชายคนนั้นเลย ฮ่าๆ”

 

 

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีมาครงได้เรียกร้องให้ผู้นำบราซิล จัดการกับวิกฤตไฟป่าโดยเร็วที่สุด ส่งผลให้ต่อมามีผู้สนับสนุนผู้นำบราซิลโพสต์รูปคู่ของประธานาธิบดีมาครงกับนางบริจิตต์ และรูปคู่ของประธานาธิบดีโบลโซโนรากับนางมิเชลล์ พร้อมข้อความว่า “ตอนนี้คงเข้าใจแล้วสินะว่าทำไมมาครงถึงแกล้งโบลโซนาโร”

เรื่องดังกล่าวนายมาครงได้ตอบกลับผู้นำบราซิลระหว่างการแถลงข่าวประชุม G7 ที่เมือง Biarritz ว่า “ผู้นำบราซิลพูดและแสดงความคิดเห็นไม่เหมาะสมกับภรรยาผมอย่างมาก .. ผมจะพูดยังไงดี มันเศร้านะ มันน่าเศร้ามากสำหรับตัวเขาและชาวบราซิล ผมคิดว่าผู้หญิงบราซิลคงรู้สึกละอายใจ และชาวบราซิลก็คงละอายใจเช่นกัน ผมมีความเคารพในประชาชนชาวบราซิลนะ และหวังว่าพวกเขาจะมีประธานาธิบดีที่สามารถทำงานได้ดีเร็วๆนี้”

อย่างไรก็ดี ไม่ชัดเจนนักว่าประธานาธิบดีโบลโซนาโรเป็นผู้ตอบกลับข้อความนั้นด้วยตนเองหรือไม่ แต่ยังไม่มีคำชี้แจงใดๆจากทำเนียบผู้นำบราซิล

พร้อมกันนี้ในที่ประชุมจี 7 ยังได้อนุมัติเงินจำนวน 20 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยในภารกิจดับไฟป่าแอมะซอนซึ่งกำลังวิกฤตในขณะนี้ด้วย