เนสเล่ขอสูบน้ำพุร้อนจากธรรมชาติ ใส่ขวดขายวันละล้านแกลลอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598850

  • วันที่ 27 ส.ค. 2562 เวลา 12:38 น.

เนสเล่ขอสูบน้ำพุร้อนจากธรรมชาติ ใส่ขวดขายวันละล้านแกลลอน

เนสเล่ในสหรัฐขอสูบน้ำจากแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ วันละ 1.1 ล้านแกลลอนใส่ขวดขาย

เดอะการ์เดี้ยนรายงานว่า เนสเล่บริษัทสัญชาติสวิสฯ ผู้ผลิตน้ำดื่มหลากหลายยี่ห้อในสหรัฐ ได้ยื่นขออนุญาตจากทางการท้องถิ่นรัฐฟลอริด้า เพื่อขอนำน้ำจากแหล่งน้ำพุร้อน Ginnie Springs บริเวณลุ่มแม่น้ำซานตา เฟ่ ตางใต้ของรัฐฯ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแร่ตามธรรมชาติมาทำน้ำดื่มบรรจุขวดขาย

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้หลายภาคส่วนสะท้อนเสียงคัดค้าน เนื่องจากแหล่งน้ำดังกล่าวเป็นบ้านของเต่าหลากหลายสายพันธุ์ รวมถึงสถานที่พักผ่อนเล่นกีฬาทางน้ำและเป็นแหล่งน้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ

บริษัท Seven Springs Water Company เป็นผู้ผลิตน้ำแร่ในพื้นที่ซึ่งได้สัมปทานการผลิตน้ำมานานกว่า 20 ปีและกำลังจะหมดสัญญาในเร็วๆ โดยทางเนสเล่ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำจาก Seven Springs Water ได้ขอยืดอายุสัมปทานไปอีก 5 ปี รวมถึงขอสูบน้ำเพิ่มอีกกว่า 1.1 ล้านแกลลอนต่อวัน ซึ่งนั้นมากกว่าในอดีตที่เคยสูบน้ำออกไปสูงสุดที่ 0.26 ล้านแกลลอน

กลุ่มผู้คัดค้านให้เหตุผลว่า แหล่งน้ำแห่งนี้กำลังอยู่ระหว่างการฟื้นฟูโดยเขตจัดการน้ำแม่น้ำซูวานนี เนื่องจากช่วงเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตน้ำดื่มในพื้นที่ได้สูบน้ำออกไปจัดจำหน่ายเป็นจำนวนมาก

กลุ่มนักอนุรักษ์ให้หลากภาคส่วนได้พากันลงชื่อรวบรวมความคิดเห็นเพื่อคัดค้าน ก่อนที่ทางการท้องถิ่นจะมีการตัดสินในเดือนพฤศจิกายน

อย่างไรก็ดี เขตจัดการทรัพยากรน้ำซูวานนีซึ่งดูแลแหล่งน้ำดังกล่าวยังต้องทำการประเมินว่า การสูบน้ำออกไปเป็นปริมาณมากขนาดนั้นจะส่งผลต่อระบบนิเวศมากน้อยเพียงใด

ด้านบริษัทเนสเล่ในสหรัฐได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า “บริษัทของเราได้ปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานของรัฐ เช่นเดียวกับโรงงานผลิตน้ำแห่งอื่นๆ เราไม่เป็นผู้นำน้ำจากสาธารณะมาขาย เราซื้อน้ำจากบริษัทเอกชนแห่งอื่นซึ่งมีใบอนุญาต บริษัทของเรามีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและธุรกิจของเราขึ้นอยู่กับความยังยืนของทรัพยากรที่เรานำออกมาใช้”

Photo : Facebook/Ginnie Springs

บังคลาเทศชงแก้กฎหมายแต่งงานเลิกใช้คำว่า “สาวบริสุทธิ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598838

  • วันที่ 27 ส.ค. 2562 เวลา 11:31 น.

บังคลาเทศชงแก้กฎหมายแต่งงานเลิกใช้คำว่า "สาวบริสุทธิ์"

ศาลสูงบังคลาเทศเตรียมแก้กฎหมายแต่งงาน ยกเลิกใช้คำว่า “บริสุทธิ์” ของเจ้าสาวในทะเบียนสมรสอิสลาม

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาศาลของบังคลาเทศได้มีคำตัดสินให้ไปยังรัฐบาลให้ถอดคำว่า “บริสุทธิ์” (virgin) ออกจากทะเบียนสมรสตามหลักศาสนาอิสลาม โดยให้ใช้คำว่า “ยังไม่แต่งงาน” (unmarried) แทน อันเป็นหนึ่งในชัยชนะของกลุ่มรณรงค์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศในบังคลาเทศ

ภายใต้กฎหมายการแต่งงานของชาวมุสลิมในบังคลาเทศนั้น ผู้เป็นเจ้าสาวจะต้องระบุสถานะของตนในทะเบียนสมรสโดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบคือ บริสุทธิ์, หม้าย, หรือหย่าร้าง

ทั้งนี้ คาดว่าศาลจะเผยแพร่คำพิพากษาอย่างเต็มรูปแบบภายในเดือนตุลาคม พร้อมการเปลี่ยนแปลงในทะเบียนสมรสที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้หลังจากนั้น

ที่ผ่านมากลุ่มนักสิทธิฯได้วิพากษ์วิจารณ์คำที่ใช้ในใบรับรองการสมรสมานานตั้งแต่ปี 1961 โดยกล่าวว่า”เป็นการระบุที่น่าละอายและเหยียดหยาม และเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้หญิงที่แต่งงาน”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของความเท่าเทียมทางเพศในบังคลาเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศมุสลิมใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประชากรของประเทศร้อยละ 90% จากจำนวน 168 ล้านคนนับถืออิสลาม

ที่มา : https://www.theguardian.com/

้แผ่นดินทรุด – ประชากรแออัด สาเหตุหลักอินโดฯย้ายเมืองหลวงไปบอร์เนียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598826

  • วันที่ 27 ส.ค. 2562 เวลา 10:16 น.

้แผ่นดินทรุด - ประชากรแออัด สาเหตุหลักอินโดฯย้ายเมืองหลวงไปบอร์เนียว

ผู้นำอินโดนีเซียปักหมุดตั้งเมืองหลวงใหม่ บนเกาะบอร์เนียว แทนกรุงจาการ์ตา คาดใช้งบฯ 1 ล้านล้านบาท

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซียได้ประกาศผ่านการถ่ายทอดสดว่า รัฐบาลได้เลือกพิกัดการจัดตั้งเมืองหลวงของประเทศแห่งใหม่แทนกรุงจาการ์ตาแล้ว โดยเมืองหลวงแห่งใหม่นี้จะตั้งอยู่ระหว่างเมืองปาปัน กับเมืองซามารินดา ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก ทางด้านตะวันออกของเกาะบอร์เนียว

เมืองหลวงแห่งใหม่นี้นับเป็นจุดยุทธศาสตร์ศูนย์กลางของประเทศ โดยจะใช้ที่ดินจำนวน 1,800 ตารางกิโลเมตร โดยบริเวณดังกล่าวปัจจุบันเป็นพื้นที่ป่า และมีความเสี่ยงต่ำต่อการเกิดภัยธรรมชาติ

 

รัฐบาลประเมินว่าจะใช้งบประมาณในการย้ายครั้งนี้ราว 33,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1 ล้านล้านบาท โดยคาดจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2021 และตั้งเป้าเริ่มย้ายที่ทำการของรัฐบาลได้ในปี 2024

สำหรับกรุงจาการ์ตา ตั้งอยู่บนเกาะชวามีประชากรหนาแน่นถึง 10 ล้านคน แต่หากรวมพื้นที่ปริมณฑลเข้าไปด้วย ประชากรจาการ์ตาจะมากถึง 31 ล้านคน

กรุงจาการ์ตานับเป็นเมืองหลวงที่มีความแออัดที่สุดของโลก มีปัญหาสภาพการจราจรติดขัดเป็นอันดับต้นๆของโลก ปัญหามลพิษ ตัวเมืองประเมินว่าเผชิญการทรุดตัวของแผ่นดินทุกปี สืบเนื่องจากการขุดน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ รวมถึงอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวและภูเขาไฟ

 

แม้ว่ากรุงจาการ์ตาจะแออัด แต่ก็นับได้ว่าเป็นเมืองศูนย์กลางประวัติศาสตร์ การปกครอง ธุรกิจการเงินที่สำคัญของประเทศ

ปธน.โจโกวีซึ่งเคยเป็นผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาระบุว่า กรุงจาการ์ปัจจุบันนี้เกินเยียวยาแล้ว

จังหวัดกาลิมันตันตะวันออก Photo : Google Earth

นอกจากนี้ประธานาธิบดีโจโกวีระบุว่าการย้ายเมืองหลวง จะยังเป็นการกระจายความมั่งคั่งออกจากภูมิภาคเกาะชวาไปยังเกาะอื่นๆของประเทศ เพราะที่ผ่านมาจาการตาสร้างรายได้ให้กับประเทศมากเกือบ 60% ของจีดีพี ขณะที่พื้นที่เกาะบอร์เนียวมีขนาดเศรษฐกิจไม่ถึง 10% ของจีดีพีประเทศเท่านั้น

อย่างไรก็ดี การที่ผู้นำอินโดฯเลือกพื้นที่เกาะบอร์เนียวแห่งนี้ ได้สร้างข้อกังวลให้กับบรรดานักสิ่งแวดล้อมหลายฝ่ายว่า จะกระทบต่อสัตว์ในท้องถิ่นอย่างลิงอุรังอุตัง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอาศัยของลิงชนิดนี้จำนวนมาก

อาจไม่ถึง1,000 ปีน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายจนหมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598796

  • วันที่ 26 ส.ค. 2562 เวลา 21:00 น.

อาจไม่ถึง1,000 ปีน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายจนหมด

จากรายงานของคณะทำงานระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก หรือ IPCC พบว่า พืดน้ำแข็งของกรีนแลนด์ปกคลุมพื้นผิวของเกาะถึง 82% และถ้าหากมันละลายจนหมดจะทำให้น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น 7.2 เมตร และในเวลานี้อัตราการละลายของน้ำแข็งในกรีนแลนด์อยู่ที่ 239 ลูกบาศก์กิโลเมตรต่อปี หรือ 239 ล้านล้านลิตรต่อปี แต่นี่เป็นตัวเลขจากปี 2006 ซึ่งแม้เป็นข้อมูลเก่าแต่ก็ยังน่าตกใจไม่น้อย

ข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผยในเดือนสิงหาคม 2019 ยิ่งน่าตกใจกว่า เพราะพบว่าการละลายของน้ำแข็งในกรีนแลนด์เร็วขึ้นอย่างที่คนรุ่นเราไม่ควรจะได้เห็น เพราะอัตราการละลายที่กำลังเกิดขึ้นควรจะเกิดในอีก 50 ปีข้างหน้าไม่ใช่เกิดขึ้นตอนนี้ แต่ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา น้ำแข็งของกรีนแลนด์ได้ละลายเลยอัตราของปี 2070 ไปเรียบร้อยแล้ว

The Washington Post รายงายด้วยว่า เฉพาะวันที่ 1 สิงหาคม 2019 น้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายไปมากกว่า 12,500 ตัน ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน นับตั้งแต่ทำการจดสถิติเมื่อปี 1950

การละลายในลักษณะนี้เท่ากับน้ำแข็งของกรีแลนด์จะละลายจนไม่อาจที่จะกลับมาแข็งตัวได้อีกตามฤดูกาล เพราะโลกจะยิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหมายความว่าระดับน้ำทะเลจะยิ่งสูงขึ้น เข้าท่วมเมืองชายฝั่งต่างๆ ไปทีละน้อย แน่นอนว่า กรุงเทพฯ หรืออย่างน้อยคือพื้นที่ปริมณฑลของกรุงเทพฯ ก็จะไม่รอดพ้นจากวิกฤตนี้

จากการประเมินขององค์การ NASA แม้ว่าจะต้องใช้เวลาอีก 1,000 ปีกว่าที่น้ำแข็งจะละลายจนหมด และทำให้น้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 7 เมตร แต่นักวิจัยเริ่มที่จะไม่แน่ใจแล้วว่าจะต้องรอถึง 1,000 ปี เพราะหากอุณหภูมิเพิ่มขึ้นอีก 1.5 – 2 องศาเซลเซียส ก็อาจทำให้น้ำแข็งละลายเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

Photo by Jonathan NACKSTRAND / AFP

Photo by Jonathan NACKSTRAND / AFP

Photo by Jonathan NACKSTRAND / AFP

Photo by Jonathan NACKSTRAND / AFP

Photo by Jonathan NACKSTRAND / AFP

Photo by Jonathan NACKSTRAND / AFP

Photo by Jonathan NACKSTRAND / AFP

Photo by Jonathan NACKSTRAND / AFP

Photo by Jonathan NACKSTRAND / AFP

Photo by Jonathan NACKSTRAND / AFP

Photo by Jonathan NACKSTRAND / AFP

Photo by Jonathan NACKSTRAND / AFP

ตระกูลโคตรรวยของเอเชียกุมเงิน13ล้านล้าน เจียรวนนท์อันดับที่3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598794

  • วันที่ 26 ส.ค. 2562 เวลา 19:34 น.

ตระกูลโคตรรวยของเอเชียกุมเงิน13ล้านล้าน เจียรวนนท์อันดับที่3

สำนักข่าว Bloomberg รายงาานว่า ตระกูลมหาเศรษฐีในเอเชีย 20 ตระกูล ครอบครองทรัพย์สินรวมกันเป็นเงินถึง 450,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 13.7 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้ตระกูลมหาเศรษฐีของฮ่องกงมีส่วนแบ่งถึง 30%

ทั้งนี้ ธุรกิจหลักของมหาเศรษฐีในเอเชีย คืออสังหาริมทรัพย์ หลายตระกูลมีเชื้อสายจีน เช่น เจียรวนนท์ของไทย และฮาร์โตโนของอินโดนีเซีย ในบางประเทศยังมีกฎหมายเอื้อคนรวย ด้วยการยกเลิกภาษีมรดก เช่น ในฮ่องกง อินเดีย และสิงคโปร์

สำหรับมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของทวีป คือตระกูลอัมบานี ในประเทศอินเดีย เจ้าของธุรกิจ Reliance Industries มูลค่าทรัพย์สินกว่า 50,400 ล้านเหรียญสหรัฐ อันดับที่ 2 คือตระกูลกว็อก ในฮ่องกง ธุรกิจหลักคือ Sun Hung Kai Properties มีทรัพย์สิน 38,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนอันดับที่ 3 คือ ตระกูลเจียรวนนท์ของไทย แห่ง Charoen Pokphand Group มีทรัพย์สินประมาณ 37,900 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากตระกูลเจียรวนนท์แล้ว ยังมีตระกูลมหาเศรษฐีของไทยติดอันดับอีก คือ อยู่วิทยา แห่ง TCP Group มีทรัพย์สิน 24,500 ล้านเหรียญสหรัฐ อยุ่ในอันดับที่ 6 และตระกูลจิราธิวัฒน์ แห่ง Central Group ในอันดับที่ 9 จากการจัดอันดับทั้งหมด 20 รายทั่วเอเชีย

สำหรับการจัดอันดับครั้งนี้ Bloomberg อธิบายว่า ใช้ตัวเลขมูลทรัพย์สินสุทธิ ณ วันที่ 19 กรกฎาคม 2019 เพื่อให้มีทรัพย์สินของครอบครัวจะต้องมีที่มาในเอเชีย การจัดอันดับไม่รวมทรัพย์สินของมหาเศรษฐีรุ่นแรก หรือทรัพย์สินที่ครอบครองโดยทายาทคนเดียว ส่วนตระกูลซึ่งมีแหล่งที่มาของความมั่งคั่งกระจัดกระจายเกินไปหรือไม่ชัดเจนเกินไปจะไม่รวมไว้ ณ ที่นี้

อ้างอิง

Asia’s 20 Richest Families Control $450 Billion

ทรัมป์เสนอทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถล่มเฮอริเคนก่อนขึ้นฝั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598762

  • วันที่ 26 ส.ค. 2562 เวลา 16:42 น.

ทรัมป์เสนอทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถล่มเฮอริเคนก่อนขึ้นฝั่ง

เว็บไซต์สำนักข่าว Axios รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐไอเดียบรรเจิดอีกแล้ว โดยเสนอให้ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์เข้าใส่พายุเฮอริเคน ก่อนที่พายุจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งสหรัฐ

รายงานข่าวระบุว่า ในระหว่างการบรรยายสรุปพายุเฮอริเคน ทรัมป์ถามว่ามีความเป็นไปได้ไหมที่จะขัดขวางพายุเฮอริเคนที่ก่อตัวนอกชายฝั่งแอฟริกา ด้วยการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลงใส่ที่ตาพายุ หรือใจกลางของพายุ

แหล่งข่าวที่ไม่ระบุชื่อเผยกับ Axios ว่าเมื่อเสร็จสิ้นการประชุมแล้ว ผู้เข้าร่วมประชุมอดสงสัยไม่ได้ว่าแล้วจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี? ทั้งนี้ Axios ไม่ได้ระบุว่า การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด

นี่ม่ใช่ครั้งแรกที่ประธานาธิบดีทรัมป์มีข้อเสนอแนะในทำนองนี้ โดยในปี 2560 ทรัมป์ถามเจ้าหน้าที่ระดับสูงว่ารัฐบาลควรทิ้งระเบิดถล่มพายุเฮอริเคน เพื่อป้องกันไม่ให้มันเคลื่อนตัวขึ้นฝังหรือไม่ แต่ในเวลานั้นทรัมป์ไม่ได้ระบุว่าต้องใช้ระเบิดนิวเคลียร์

ทำเนียบขาวปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น แต่ Axios อ้างเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงที่กล่าวว่า “แนวคิดนี้ไม่ได้เลวร้ายอะไร”

ความคิดของทรัมป์ไม่ใช่เรื่องใหม่ วิทยาศาสตร์ของรัฐบาลสหรัฐเคยเสนอเรื่องนี้ในปี 2493 สมัยประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ และยังมีผู้เสนอแนวคิดนี้เรื่อยๆ แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะยอมรับว่ามันจะไม่สำเร็จก็ตาม แม้แต่สำนักงานสมุทรศาสตร์และอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ หรือ NOAA ก็ยังมีเว็บไซต์อธิบายเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ โดยชี้ว่า ไม่เพียงแต่ระเบิดจะไม่เปลี่ยนแปลงความเคลื่อนไหวของพายุ แต่ลมจะแพร่กระจายกัมมันตภาพรังสีอย่างรวดเร็วไปยังดินแดนใกล้เคียง

NOAA ย้ำว่า “ไม่ต้องบอกเลยว่านี่ไม่ใช่ความคิดที่ดี”

สงครามการค้าทำค่าเงินตกทั่วโลกจีนยันออสเตรเลีย บาทแข็งไม่หยุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598743

  • วันที่ 26 ส.ค. 2562 เวลา 14:42 น.

สงครามการค้าทำค่าเงินตกทั่วโลกจีนยันออสเตรเลีย บาทแข็งไม่หยุด

ค่าเงินเหรียญออสเตรเลียอ่อนค่าลงต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีในช่วงเช้าของวันที่ 26 สิงหาคม ก่อนที่ช่วงบ่ายจะปรับตัวขึ้นมาอีกครั้ง สาเหตุที่ทำให้ค่าเงินอ่อนลงอย่างรุนแรง เนื่องจากความกังวลเรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่เลวร้ายลง หลังจากทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีสินค้าจีนอีกครั้ง

ขณะเดียวกันเงินหยวนอ่อนค่าลงเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ โดยอ่อนค่าที่สุดในรอบ 11 ปี เนื่องจากความกังวลเรื่องสงครามการค้า อย่างไรก็ตาม ค่าเงินที่อ่อนลงเป็นข้อได้เปรียบสำหรับภาคส่งออกของจีน และมีสื่อและนักวิเคราะห์ต่างชาติบางส่วนชี้ว่า จีนอาจจะแทรกแซงให้ค่าเงินอ่อนลงเพื่อหวังผลในเรื่องการส่งออก ในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากการตอบโต้ทางภาษีของสหรัฐ

ด้านเงินวอนของเกาหลีใต้อ่อนค่าลงเช่นกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า กำลังติดตามการเคลื่อนไหวของเงินหยวนของจีนอย่างใกล้ชิด และจะใช้มาตรการรักษาเสถียรภาพของตลาด เพราะความเคลื่อนไหวของเงินหยวนและเงินวอนเริ่มสอดคล้องกันมากขึ้น

ทั้งนี้ สกุลเงินในเอเชียส่วนใหญ่อ่อนค่าลง มีเพียงเงินบาทของไทยเท่านั้นที่แข็งค่าขึ้นในระยะยาว (ยกเว้นเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมาในวันนี้) เงินบาทแข็งค่าเพิ่มขึ้น 0.4% โดย OCBC กล่าวว่า เงินบาทมีสถานะดีที่สุดในภูมิภาคในปีนี้โดยแข็งค่าเพิ่มขึ้น 6.4% เนื่องจากเงินเหรียญสหรัฐอ่อนลง ทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามามาก และดุลบัญชีเดินสะพัดเกิดดุลอย่างมาก ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมถึงอินเดีย

นักดื่มปัสสาวะในตำนาน โมรัรจี เดไซนายกอินเดียผู้ทำให้โลกตะลึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598732

  • วันที่ 26 ส.ค. 2562 เวลา 12:45 น.

นักดื่มปัสสาวะในตำนาน โมรัรจี เดไซนายกอินเดียผู้ทำให้โลกตะลึง

ขณะที่เมืองไทยกำลังตื่นตกใจกับลัทธิดื่มปัสสาวะรักษาโรค แนวคิดเรื่องการใช้ปัสสาวะเยียวยาร่างกาย หรือ Urine therapy ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีอยู่ในหลายวัฒนธรรมของโลก โดยเฉพาะที่อินเดียมีการอ้างตำราทางการแพทย์อายุรเวช และตำราการฝึกโยคะโบราณ หนึ่งในบุคคลสำคัญดื่มปัสสาวะเพื่อสุขภาพ จนเป็นที่กล่าวขวัญถึงไปทั่วโลก คือโมรัรจี เดไซ อดีตนายกรัฐมนตรีของอินเดีย

เดไซ เป็นนักต่อสุ้เพื่อเอกราชของอินเดีย และต่อมาทำงานในวงการการเมือง ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งในรัฐบาล เช่นหัวหน้ารัฐมนตรีประจำเมืองบอมเบย์ รัฐมนตรีประจำสำนักรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง และรองนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของอินเดีย และตำแหน่งที่สำคัญที่สุดคือนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของอินเดีย แห่งพรรคชนตะ ระหว่างปี 2520 และ 2522

เดไซ มีชื่อเสียงระดับโลกไม่ใช่เพราะการดื่มปัสสาวะอย่างเดียว แต่เพราะการส่งเสริมสันติภาพและพยายามสร้างความเข้าอกเข้าใจกันระหว่างสองประเทศคู่แข่งในเอเชียใต้ที่เคยเป็นประเทศเดียวกันมาก่อน นั่นคือปากีสถานและอินเดีย นอกจากนี้ ยังพยายามฟื้นสัมพันธ์กับจีน ซึ่งเคยทำสงครามกับอินเดียในเรื่องกรณีพิพาทด้านพรมแดน โดยรวมแล้ว เดไซ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถคนหนึ่ง

แต่เมื่อเอ่ยชื่อของโมรัรจี เดไซ ชาวโลกมักจะนึกถึงการดื่มปัสสาวะ และเขายังส่งเสริมการดื่มปัสสาวะเพื่อรักษาโรค เรื่องนี้กลายเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก เนื่องจากในปี พ.ศ. 2521 เดไซให้สัมภาษณ์กับ แดน ราเธอร์ ผู้สื่อข่าวชื่อดังชาวอเมริกันในรายการ 60 Minutes เกี่ยวกับประโยชน์ของการดื่มปัสสาวt เดไซกล่าวว่าการบำบัดด้วยปัสสาวะเป็นวิธีการรักษาทางการแพทย์ที่สมบูรณ์แบบ เพราะเหมาะกับชาวอินเดียนับล้านที่ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้

เขาบอกว่า “ผมเองรู้ว่ามีหลายกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรครักษาไม่หาย แต่หายได้ด้วยการดื่มปัสสาวะของพวกเขาเอง การบำบัดแบบนี้ง่าย ไม่แพง และไม่เป็นอันตราย เป็นประโยชน์มหาศาลกับประเทศที่ยากจนอย่างอินเดีย” พูดง่ายๆ ก็คือการดื่มปัสสาวะรักษาได้ครอบจักรวาล แถมยังไม่เสียเงินอีกด้วย

เดไซ ยังอ้างด้วยกว่าการดื่มปัสสาวะของตัวเองช่วยทำให้เขาหายจากโรคริดสีดวงทวาร ตัวเขายังมีฟันเต็มปากตอนอายุได้ 80 ปี และไม่เคยป่วยเป็นไข้หวัด และยังเขียนหนังสือเกี่ยวกับการดื่มปัสสาวะชื่อ “ความมหัศจรรย์ของปัสสาวะบำบัด” (Miracles of Urine Therapy)

แต่การดื่มปัสสาวะของเขากลายเป็นเรื่องตลกในสายตาหลายๆ คน โดยมีข้อเขียนและการ์ตูนล้อเลียนเขามากมายในเรื่องนี้เช่นเรื่องล้อเลียนที่ว่า “ตอนที่โมรัรจี เดไซถามนายกรัฐมนตรีปากีสถานว่าท่านจะดื่มอะไร เขาจะถามว่าอะไรดี กาแฟ? ชา? หรือว่าเยี่ยว?”

ภาพจาก US EMBASSY NEW DELHI

ครั้งแรกในรอบ60ล้านปี อังกฤษร้อนจนต้นปรงออกดอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598725

  • วันที่ 26 ส.ค. 2562 เวลา 11:22 น.

ครั้งแรกในรอบ60ล้านปี อังกฤษร้อนจนต้นปรงออกดอก

ต้นปรงสาคูในสหราชอาณาจักร ออกดอกตัวผู้และตัวเมียเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ล้านปี ทำให้นักพฤกษศาสตร์กล่าวว่า ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน

ต้นปรงสาคู (cycas revoluta) 2 ต้น ซึ่งเป็นพืชดึกดำบรรพ์ชนิดหนึ่งที่ปกคลุมโลกเมื่อ 280 ล้านปีก่อน ตามปกติจะไม่เกิดดอกขึ้นมาหากปลูกในถิ่นที่มีอุณหภูมิหนาวเย็น เช่น ในสหราชอาณาจักร แต่ล่าสุดปรง 2 ต้นที่สวนพฤกษศาสตร์บนเกาะไวท์ นอกชายฝั่งทางใต้ของอังกฤษกลับเกิดปรากฎการณ์นี้ขึ้น

สวนพฤกษศาสตร์ Ventnor Botanic Garden มีแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่ออาณาจักรพืช แต่เดิมพืชชนิดนี้จะไม่เติบโตในสหราชอาณาจักร แต่คลื่นความร้อนทำให้เกิดกรวยดอกขึ้นมาได้ และบ่งชี้ว่าอากาศของโลกร้อนขึ้นในช่วงฤดูร้อน และมีฤดูหนาวที่อุ่นขึ้น

ต้นปรงสาคู มีต้นกำเนิดทางตอนใต้ของญี่ปุ่นและหมู่เกาะริวกิว จะพบได้เฉพาะบนหน้าผาหินปูนที่สูงชันและมีถิ่นกำเนิดในเขตที่มีอุณหภูมิร้อนชื้น แต่เคยพบในอังกฤษเมื่อ 60 ล้านปีก่อน

ทั้งนี้ เกาะไวท์แม้จะอยู่ห่างจากชายฝั่งไม่มากนัก แต่มีสภาพอากาศที่ค่อนข้างแตกต่าง มีอุณหภูมิสูงกว่าส่วนอื่นๆ ของเกาะบริเตนถึง 5 องศาเซลเซียส

หมายเหตุ – ภาพประกอบข่าวไม่เกี่ยวข้องกับต้นปรงสาคูที่เกาะไวท์ ภาพโดย Esculapio / Stan Shebs

ตำรวจฮ่องกงใช้กระสุนน้ำครั้งแรก สู้หนังสติ๊ก-อิฐ-ระเบิดขวด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598699

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 19:47 น.

ตำรวจฮ่องกงใช้กระสุนน้ำครั้งแรก สู้หนังสติ๊ก-อิฐ-ระเบิดขวด

การชุมนุมในฮ่องกงกลับมาดุเดือดอีกครั้ง ผู้ชุมนุมใช้หนังสติ๊กและระเบิดขวดขว้างใส่ตำรวจ นอกจากตำรวจจะตอบโต้ด้วยการใช้แก๊สน้ำตาแล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่ตำรวจฮ่องกงยิงกระสุนน้ำใส่ผู้ประท้วงเป็นครั้งแรกในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา

การปะทะมีขึ้นที่ย่านเชิงว่าน หลังจากการเดินขบวนใหญ่มาหยุดลงที่สวนสาธารณะใกล้ๆ กัน ต่อมากลุ่มผู้ประท้วงหัวรุนแรงเริ่มออกมาปิดถนน ทำให้ตำรวจต้องเข้ามาสลายการชุมนุมด้วยการยิงแก๊สน้ำตา ผู้ประท้วงตอบโต้ด้วยการขว้างอิฐและระเบิดขบวนเข้าใส่ แต่ไม่สามารถต้านทานตำรวจได้ จึงต้องล่าถอย ในเวลาเดียวกันนั้น ตำรวจได้ใช้กระสุนน้ำยิงครั้งหนึ่ง โดยไม่มีการต่อต้าน

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

Photo by Philip FONG / AFP

Photo by Philip FONG / AFP

Photo by Philip FONG / AFP

Photo by Philip FONG / AFP

Photo by Philip FONG / AFP