ทรัมป์สลายพันธมิตร แยกรัสเซียเพื่อโดดเดี่ยวจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598686

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 17:11 น.

ทรัมป์สลายพันธมิตร แยกรัสเซียเพื่อโดดเดี่ยวจีน

สิ่งที่ทรัมป์ต้องทำคือถ่วงดุลอำนาจในเวทีโลก ด้วยการนำรัสเซียกลับเข้ามอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีจีนอยู่ด้วย เพื่อให้คุยกันง่ายขึ้น และโดดเดี่ยวจีนในแง่จิตวิทยา บทวิเคราะห์โดยกรกิจ ดิษฐาน

ในการประชุม G7 ที่เมืองเบียร์ริตซ์ ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างร่วมประชุมไปด้วยรับประทานอาหารเช้าไปด้วยกับนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันแห่งสหราชอาณาจักร ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐเผยว่า “มีความเป็นไปได้” ที่เขาจะเชิญรัสเซียมาร่วมการประชุม G7 ในปีหน้า ซึ่งสหรัฐเป็นเจ้าภาพ

ก่อนหน้านี้ G7 ไม่ได้มีแค่ 7 ประเทศ แต่เป็นกลุ่ม G8 โดยรวมรัสเซียเข้าไปด้วย อย่างไรก็ตาม รัสเซียถูกขับจากกลุ่มเมื่อปี 2014 เนื่องจากรุกรานยูเครน ซึ่งรัสเซียอ้างว่าเป็นการ “ปลดปล่อย” ดินแดนของชนกลุ่มน้อยชาวรัสเซีย

ด้วยความที่รัสเซียมีอิทธิพลมากโดยเฉพาะเรื่องพลังงาน เพราะยุโรปเกือบครึ่งหนึ่งต้องซื้อก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย (60%) ทำให้สมาชิกกลุ่มไม่ได้ปิดตายรัสเซียไม่ให้เข้าสู่ G7 เพียงแต่ว่าถ้าอยากจะกลับมาอีก รัสเซียจะต้องปฏิบัติตามพิธีสารมินก์ (Minsk II) โดยหลักๆ ก็คือรัสเซียจะต้องถอนกำลังออกจากพื้นที่ขัดแย้ง แต่รัสเซียและ “ลูกน้อง” ในพื้นที่ไม่ได้ทำตาม 100%

นี่คือเงื่อนไขที่ฝ่ายยุโรปต้องการให้รัสเซียทำตามก่อนจะร่วมกลุ่มอีกครั้ง แต่จู่ๆ ทรัมป์ก็โพล่งขึ้นมาว่าอยากจะให้รัสเซียมาร่วมวงด้วยโดยไม่ได้บอกเงื่อนไข (มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะไม่สนใจเงื่อนไขของ Minsk II) ไม่ว่าเรื่องนี้จะมีส่วนหรือไม่ บรรยากาศในการประชุม G7 ที่ฝรั่งเศสค่อนข้างอึมครึม มีรายงานว่าผู้นำประเทศอื่นๆ เย็นชาใส่ทรัมป์ แต่เช้าวันที่ 25 สิงหาคม ทรัมป์ทวีตข้อความแก้ตัวว่า “ผู้นำโลกเข้ากันได้ดีมากๆ”

ว่ากันที่สาเหตุที่ทำให้บรรยากาศกร่อยกันก่อน มีรายงานข่าวว่า ทรัมป์พยายามชักชวนให้ผู้นำ G7 ช่วยกันหาวิธีแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่บรรดาผู้นำต่างชี้นิ้วกลับมาที่ทรัมป์ โดยบอกให้เขาเลิกความคิดที่จะเปิดสงครามการค้ากับจีนและประเทศอื่นๆ เสีย เพราะนี่แหละคือตัวการเศรษฐกิจถดถอย

แน่นอนว่าทรัมป์มิได้แยแส ทั้งยังชวนรัสเซียกลับเข้ากลุ่มโดยไม่ถามไถ่คนอื่น

ดูเผินๆ ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับทรัมป์ไม่ค่อยราบรื่นนักในระยะหลัง แต่เราจะลืมไม่ได้ว่าในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 2016 รัสเซียเข้าแทรกแซงด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การปล่อยข่าวปลอมทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่รวบรวมโดย Cambridge Analytica ถูกเข้าถึงจากรัสเซีย และ Cambridge Analytica คือผู้ทำแคมเปญด้านดาต้าให้กับทีมเลือกตั้งของทรัมป์

คนใกล้ชิดของทรัมป์ตั้งแต่ระดับที่ปรึกษาไปจนถึงลูกชายและลูกเขย เคยพบกับเจ้าหน้าที่การทูตของรัสเซียกันที่ตึก Trump Tower พวกเขาคุยอะไรกัน? ตอนนี้ก็ยังเป็นปริศนา แต่เป็นได้ว่าหารือกันเรื่องแคมเปญหาเสียงของทรัมป์ โดยรัสเซียคือผู้ทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ให้ แน่นอนว่า ทรัมป์ปฏิเสธเรื่องนี้

รัสเซียมีเหตุผลที่ต้องสนับสนุนทรัมป์ เหตุผลเฉพาะหน้าก็คือ หากมีคนจากพรรคเดโมแครตได้เป็นประธานาธิบดีอีก สหรัฐจะต่อต้านรัสเซียอย่างแข็งขันในเรื่องการรุกรานยูเครนเหมือนที่โอบามาและฮิลลารี คลินตันทำมาตลอด ส่วนทรัมป์คือตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะเขาไม่สนใจเรื่องนี้ และยังมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจกับรัสเซีย

ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีที่มีความยอกย้อน มักแสดงจุดยืนขัดแย้งกัน ไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ท่าทีแบบนี้ทำให้เขาเดาทางได้ยากและทำให้เขาใช้นโยบายแบบสายฟ้าแลบเพื่อหวังผลเฉพาะหน้ามาได้หลายครั้งแล้ว ท่าทีต่อยูเครนก็เช่นกันที่มีหลากหลายจุดยืน บางครั้งเรียกร้องให้รัสเซียปฏิบัติตาม Minsk II บางครั้งเขาก็ชื่นชมรัสเซีย และบางครั้งทำเป็นทองไม่รู้ร้อน

ตรงกันข้ามกับยุโรปหรือสมาชิกส่วนใหญ่ของ G7 ที่มีนโยบายต่อรัสเซียที่ชัดเจนไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้นำไปกี่คนแล้วก็ตาม

สาเหตุที่ทรัมป์ชวนรัสเซียกลับเข้ามาคืออะไร?

หลังจากขับรัสเซียจาก G8 รัสเซียหันไปสนิทสนมกับจีนมากขึ้น ล่าสุดในปีนี้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเดินทางไปยังกรุงมอสโก แล้วลงนามข้อตกลงด้านความมั่นคง ด้านเทคโนโลยี และก๊าซธรรมชาติมูลค่ากว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมกับมีแถลงการณ์โจมตีนโยบายของทรัมป์ ข้อตกลงนี้มีขึ้นหลังจากที่สหรัฐเปิดศึกการค้ากับจีนไปหมาดๆ

รัสเซียอาจช่วยทรัมป์ให้ได้เป็นประธานาธิบดี แต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องยอมทรัมป์ไปเสียทุกเรื่อง รัสเซียนั้นได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง การคบหากับจีนอย่างแนบแน่นเป็นผลดี และการที่ทรัมป์ยังแคร์ก็เป็นผลดี รัสเซียจึงเป็นตัวแปรสำคัญของสงครามระหว่างจีน-สหรัฐ สิ่งที่ทรัมป์ต้องทำคือถ่วงดุลด้วยการนำรัสเซียกลับเข้ามอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีจีนอยู่ด้วย เพื่อให้คุยกันง่ายขึ้น และโดดเดี่ยวจีนในแง่จิตวิทยา

ท่าทีของทรัมป์จึงได้รับเสียงชื่นชมยินดีอย่างมากจากชาตินิยมกลุ่มสายเหยี่ยว เช่น Center for the National Interest ที่บอกว่า “ที่จริงแล้วการเพิ่มรัสเซียเข้ามาเป็นความคิดที่ดีอย่างเหลือเชื่อ” และ “การทำให้รัสเซียแปลกแยกยิ่งเป็นการตอบสนองประโยชน์ของจีน”

โอกาสที่รัสเซียจะเย็นชากับจีนเพื่อหันมาตอบสนองทรัมป์อาจมีน้อย แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จีนเข้าไปมีผลประโยชน์ในเอเชียกลาง อันเป็นเขตอิทธิพลของรัสเซีย อาจเป็นชนวนความไม่พอใจระหว่าง 2 ประเทศในอนาคต

บังกลาเทศเศรษฐกิจพัง ส่งโรฮีนกลับแต่ไม่ยอมไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598665

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 13:24 น.

บังกลาเทศเศรษฐกิจพัง ส่งโรฮีนกลับแต่ไม่ยอมไป

อับดุล โมเมน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบังกลาเทศ กล่าวกับสำนักข่าว BBC บังคลาเทศไม่สามารถรับภาระทางเศรษฐกิจจากการดูแลผู้อพยพชาวโรฮีนจาได้อีกต่อไป โดยในขณะนี้มีชาวโรฮีนจาที่หนีการคุกคามในเมียนมาเข้ามาลี้ภัยในบังกลาเทศถึง 740,000 คน

อับดุล โมเมน ไม่ได้บอกว่านโยบายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ทว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางการบังกลาเทศได้จัดเตรียมรถบัสเพื่ออพยพชาวโรฮีนจากลับคืนสู่เมียนมา แต่แผนการนี้ยังไม่คืบหน้าเนื่องจากทางการบังกลาเทศบังคับผู้ลี้ภัยให้กลับเมียนมาไม่ได้ และไม่มีผู้ที่มาแสดงที่ตัวของกลับเมียนมาแม้แต่คนเดียว

ด้านสำนักข่าว AP รายงานจากเมืองค็อกซ์บาซาร์ว่า ผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาหลายพันคนร่วมชุมนุมรำลึกการลี้ภัยจากเมียนมาครบรอบ 2 ปี โดยเรียกร้องให้เมียนมาให้สิทธิการเป็นพลเมืองและสิทธิอื่นๆ ก่อนที่จะเปิดทางให้พวกเขากลับประเทศ

สำนักข่าว AFP รายงานว่าการชุมนุมนี้มีผู้เข้าร่วมมากถึง 200,000 คน ผู้นำชาวโรฮีนจาประกาศว่าพวกเขาจะกลับก็ต่อเมื่อได้รับสัญชาติแล้ว ได้รับประกันความปลอดภัย และได้รับอนุญาตให้กลับหมู่บ้านเดิมที่จากมา หลังจากบังคลาเทศและสหประชาชาติพยายามที่จะส่งชาวโรฮีนจากลับจำนวน 3,450 คน ไม่มีใครตกลงที่จะกลับไปโดยสมัครใจ โดยอ้างถึงความกลัวและไม่มั่นใจว่าจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยในเมียนมาส่วน UNHCR กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่าการสร้างความเชื่อมั่นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการส่งกลับประเทศ

ภาพชุดการชุมนุมวันที่ 25 สิงหาคม

Photo by MUNIR UZ ZAMAN / AFP

Photo by MUNIR UZ ZAMAN / AFP

Photo by MUNIR UZ ZAMAN / AFP

Photo by MUNIR UZ ZAMAN / AFP

Photo by MUNIR UZ ZAMAN / AFP

Photo by MUNIR UZ ZAMAN / AFP

ลีโอนาร์โดบอกชาวโลกข่าวสูญเสียมาเรียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598652

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 10:16 น.

ลีโอนาร์โดบอกชาวโลกข่าวสูญเสียมาเรียม

ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง โพสต์ภาพของพะยูนน้อยมาเรียมพร้อมข้อความข่าการจากไปของมาเรียมในอินตาแกรมของเขา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม มีเนื้อหาว่า

“เจ้าหน้าที่ของไทยกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลที่รักของคนไทย เสียชีวิตหลังจากกินพลาสติกและมีอาการช็อก พะยูนตัวนี้ ซึ่งเป็นญาติของแมนนาที ได้รับการตั้งชื่อว่ามาเรียม หลังจากนักชีววิทยาทางทะเลค้นพบพะยูนกำพร้าตัวนี้หลงทางเมื่อเดือนเมษายน ที่ภาคใต้ของประเทศไทย ในไม่ช้าเธอก็เข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจคนทั่วโลก หลังจากที่คลิปวิดีโอของเธอคลอเคลียกับพี่เลี้ยงแพร่กระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ต สัตวแพทย์พบชิ้นส่วนพลาสติกกั้นลำไส้ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวน้อยนี้ และเผยว่ามาเรียมเสียชีวิตด้วยอาการช็อค ลำไส้ของเธอเริ่มอักเสบ ซึ่งทำให้เกิดก๊าซในทางเดินอาหาร จนติดเชื้อในเลือดและหนองในปอด การติดเชื้อแพร่กระจายทำให้เกิดอาการช็อค โดยเจ้าหน้าที่เผยเรื่องนี้ในการประกาศทางการ”

หลังจากที่ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอโพสต์เรื่องนี้ มีผู้เข้ามากดไลค์ถึง 1.2 ล้านคน แสดงความเห็นกว่า 12,900 ความเห็น และมีคนดังจำนวนหนึ่งเข้ามาแสดงความเห็น เชาน ปูจา ภัตรา (Pooja Batra) นักแสดงหญิงชาวอินเดีย ที่บอกว่า “ทำไมเราไม่หยุดการใช้พลาสติกในวันนี้ และในยุคนี้ ฉันไม่เข้าใจเลย”

ผู้นำเกาหลีเหนือโชว์ทดสอบยิงขีปนาวุธลูกใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598651

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

ผู้นำเกาหลีเหนือโชว์ทดสอบยิงขีปนาวุธลูกใหม่

“คิม จอง อึน” นำทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ที่พัฒนาขึ้นใหม่ 2 ลูก เป็นการยิงขีปนาวุธครั้งที่ 7 หลังมีการหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐที่ชายแดน

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือได้นำกองทัพทดสอบยิงขีปนาวุธที่พัฒนาขึ้นใหม่ โดยรายงานข่าวระบุว่า ขีปนาวุธดังกล่าวเป็น ขีปนาวุธข้ามทวีปพิสัยใกล้ ซึ่งได้มีการทดสอบยิงจำนวน 2 ลูก

ขณะที่กองทัพเกาหลีใต้ระบุว่า ขีปนาวุธ 2 ลูก ได้ตกสู่ทะเลทางชายฝั่งตะวันออกของประเทศ

การยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดนี้นับเป็นครั้งที่ 7 แล้วนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ และนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้พบปะกันที่ชายแดนระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ และจะสร้างความยากลำบากในการรื้อฟื้นการเจรจากับสหรัฐเกี่ยวกับโครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธข้ามทวีปของเกาหลีเหนือ

ภาพ เอเอฟพี

เมื่อนักล่ากลายเป็นราเม็ง ญี่ปุ่นผุดจานเด็ดบะหมี่ปลาปิรันยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598649

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 08:26 น.

เมื่อนักล่ากลายเป็นราเม็ง ญี่ปุ่นผุดจานเด็ดบะหมี่ปลาปิรันยา

สำนักข่าว soranews24 รายงานว่า ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน ซึ่งเป็นวัน April Fools’ Day มีการประกาศว่าญี่ปุ่นเริ่มจำหน่ายราเม็งปลาปิรันยาครั้งแรกของโลก แต่ปรากฎว่าเป็นข่าวลวงเนื่องในวันเมษาหน้าโง่ อย่างไรก็ตาม มีคนญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งอยากให้มีอาหารจานเจ็ดจานนี้จริงๆ หนึ่งในนั้นคือบริษัทพีาร์ Holiday Jack ที่มีคอนเซปต์เรื่องสร้างความต่างที่สุดขั้ว

ทีมงาน Holiday Jack ได้สั่งปลาปิรันยาจำนวนถึง 300 กิโลกรัม รวม 2,000 ตัวมาจากแม่น้ำแอมะซอน ในทวีปอเมริกาใต้ ถือเป็นการสั่งปลาปิรันยาล็อตใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น แม้แต่เจ้าหน้าที่ศุลกากรก็ยังตกตะลึง เพื่อนำปลานักฆ่าเหล่านี้มาทำเป็นราเม็งสูตรใหม่จริงๆ

ผลที่ออกมาคือราเม็งที่ใช้น้ำซุปทำงจากปลาปิรันยา โปะหน้าด้วยปลาปิรันยาทอดกรอบเป็นของแกล้ม แต่อาหารจานนี้มีจำนวนจำกัด จะเสิร์ฟที่ร้าน Ninja Cafe ที่ย่านอาซาคุสะ ในกรุงโตเกียว ระหว่างวันที่ 20-23 กันยายนนี้เท่านั้น และจะมีให้บริการเพียง 1,000 ชาม สำหรับวันแรกจะเสิร์ฟให้ลูกค้าระดับวีไอพีแค่ 100 คน

ภาพ Holiday Jack

ปิรันยาราเมนจะขายในราคาชามละ 3,000 เยน (860 บาท) โดยมีปลาปิรันยาทอดทั้งตัวขายแยกต่างหากราคา 2,500 เยน (716 บาท) ทำให้บะหมี่ที่มีปิรันยาทั้งชุดจะมีราคา 5,500 เยน (1576 บาท)

ทั้งนี้ ปลาปิรันยากินเนื้อเป็นอาหาร มักอยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดใหญ่ พบในแม่น้ำอเมซอน และแม่น้ำหลายสายในทวีปอเมริกาใต้ มีฟันที่แหลมคมรูปสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ มีส่วนหัวขนาดใหญ่ มีกล้ามเนื้อบริเวณกระพุ้งแก้มแข็งแรง ใช้สำหรับกัดกินเนื้อของสัตว์ที่ตกลงไปอยู่ใกล้ที่อยู่เป็นอาหาร

ภาพ André-Philippe D. P.

สำหรับเรื่องความโหดของปลาปิรันยานั้นมีรายงานอยา่งต่อเนื่อง เช่นในปี 2554 ชายอายุ 18 ปีเมาเหล้าแล้วปลาปิรันยารุมกินจนตายที่เมืองโรซาริโอเดลยาตาประเทศโบลิเวีย ในปี 2555 เด็กหญิงชาวบราซิลอายุ 5 ขวบถูกปลาชนิดนี้รุมกัดกินจนตายเช่นกัน และในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 เด็กหญิงอายุ 6 ขวบเสียชีวิตหลังจากถูกปลาปิรันยารุมกินจนตายหลังจากเรือล่มระหว่างล่องแม่น้ำในบราซิล

ประเทศญี่ปุ่นอนุญาตให้เลี้ยงปลาปิรันยาเป็นปลาสวยงามได้ ส่วนประเทศไทยห้ามนำเข้าตัวที่ยังมีชีวิต เพราะเกรงจะแพร่ลงสู่แหล่งน้ำและขยายพันธุ์ แต่อนุญาตให้นำเข้ามาในรูปอาหารแช่แข็งเพื่อบริโภค

มาตามนัด ประท้วงฮ่องกงกลับมารุนแรงอีกครั้งในรอบ 2 สัปดาห์ (ภาพชุด)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598642

  • วันที่ 24 ส.ค. 2562 เวลา 20:14 น.

มาตามนัด ประท้วงฮ่องกงกลับมารุนแรงอีกครั้งในรอบ 2 สัปดาห์ (ภาพชุด)

บรรยากาศการใช้ความรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงกับตำรวจฮ่องกงกลับมาอีกครั้งในรอบเกือบ 2 สัปดาห์

โดยวันนี้ตำรวจต้องยิงแก๊สน้ำตาและใช้กระบองสลายกลุ่มผู้ประท้วงที่พยายามขว้างปาก้อนหินและขวดใส่เจ้าหน้าที่ โดยในช่วงเช้าวันนี้กลุ่มผู้ประท้วงได้พากันใช้เลื่อยไฟฟ้าไล่ตัดเสาไฟอัจฉริยะที่ติดตั้งตามจุดต่างๆ หลายต้น เพราะกังวลว่ารัฐบาลจะใช้สอดแนมผู้ประท้วง ด้านรัฐบาลฮ่องกงชี้แจงว่าเสาดังกล่าวมีไว้เพื่อเก็บข้อมูลการจราจร สภาพอากาศ และคุณภาพของอากาศเท่านั้น

ภริยาแจงทำไมนายกฯ สิงคโปร์ได้เงินเดือนสูงลิ่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598640

  • วันที่ 24 ส.ค. 2562 เวลา 19:36 น.

ภริยาแจงทำไมนายกฯ สิงคโปร์ได้เงินเดือนสูงลิ่ว

โฮ ชิง ภริยาของนายกรัฐมนตรี ลีเซียนลุง ของสิงคโปร์ แจงทำไมสามีได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าผู้นำคนอื่น รวมทั้งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ

ก่อนหน้านี้เว็บไซต์ท้องถิ่นของสิงคโปร์ ได้เขียนบทความเรื่อง “เหตุใดนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์จึงได้ค่าตอบแทนสูง?” โดยมีการเปรียบเทียบค่าตอบแทนของนายกรัฐมนตรี ลีเซียนลุง (2.2 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือราว 48.18 ล้านบาทต่อปี) กับของผู้นำคนอื่น อาทิ แคร์รี่ แลม ของฮ่องกง (866,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือราว 18.96 ล้านบาท) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (541,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือราว 11.84 ล้านบาท) นายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด ของมาเลเซีย (89,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือราว 1.95 ล้านบาท)

โฮ ชิง ได้ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊คว่า สิ่งที่สิงคโปร์ต่างจากประเทศอื่นคือ ระบบการจ่ายค่าตอบแทนแบบโปร่งใส (clean wage system) คือไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนอย่างอื่นระหว่างที่ผู้นำดำรงตำแหน่ง เช่น ค่าพ่อบ้าน ช่างทำผม การยกเว้นค่าใช้บริการสายการบินแห่งชาติ รวมทั้งบำเหน็จบำนาญหรือผลตอบแทนอย่างอื่นหลังพ้นตำแหน่ง เช่นที่ผู้นำประเทศอื่นได้รับ

นอกจากนี้ ยังระบุอีกว่า “บุคคลที่ทำงานเป็นข้าราชการต้องมีทั้งความสามารถ ความรับผิดชอบ และคุณสมบัติอื่นๆ ดังนั้นเมื่อบุคคลนั้นๆ มีคุณสมบัติครบถ้วนเช่นนี้ เราก็ต้องไม่เอาเปรียบคนเหล่านั้นด้วยการจ่ายค่าตอบแทนต่ำๆ”

ภายหลังผู้ใช้อินเทอร์เน้ตชาวสิงคโปร์พากันแสดงความคิดเห็นในโพสต์ของ โฮ ชิง ส่วนใหญ่มองว่านายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงยังได้ค่าตอบแทนน้อยไป เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ

ทั้งนี้ เว็บไซต์ของรัฐบาลสิงคโปร์ระบุว่า นายกรัฐมนตรีจะได้รับค่าตอบแทน 2.2 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือราว 48.18 ล้านบาทต่อปี โดยเงินจำนวนนี้รวมโบนัสที่จะจ่ายให้สูงสุดไม่เกิน 12 เดือนขึ้นอยู่กับว่าบริหารประเทศได้ตรงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้มากเพียงใด โดยก่อนหน้านี้สิงคโปร์เคยประกาศว่าการจ่ายค่าตอบแทนสูงให้กับคณะรัฐมนตรีช่วยป้องกันการคอร์รัปชันและดึงดูดคนมีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงาน

ไป๋ลู่ขึ้นฝั่งภาคใต้เกาะไต้หวัน หอบฝนกระหน่ำทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598631

  • วันที่ 24 ส.ค. 2562 เวลา 17:59 น.

ไป๋ลู่ขึ้นฝั่งภาคใต้เกาะไต้หวัน หอบฝนกระหน่ำทั่วประเทศ

ไต้ฝุ่นไป๋ลู่ขึ้นฝั่งทางใต้เกาะไต้หวัน กระทบเที่ยวบินนับร้อย จ่อปะทะจีนต่ออาทิตย์นี้

สถานการณ์ไต้ฝุ่นลูกที่ 11 ของปีนี้ที่มีชื่อว่า ไป๋ลู่ ได้เคลื่อนตัวด้วยความเร็ว 38 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จุดศูนย์กลางของพายุไต้ฝุ่นไป๋ลู่อยู่บนทะเลห่างจากเมืองไถตงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ 220 กม. มีความเร็วลมสูงสุด 108 กม.ต่อชั่วโมง

การเคลื่อนตัวของพายุไป๋ลู่ได้เปลี่ยนทิศทางจากสัปดาห์ที่แล้วซึ่งคาดว่าจะเข้าปะทะเกาะไต้หวันเต็มๆนั้น กลับเคลื่อนที่ลงมาทางใต้ของประเทศ

คาดว่าพายุไป๋ลู่อาจขึ้นฝั่งของไต้หวันบริเวณเทศมณฑลผิงตง และนครเก้าสุยง ช่วงบ่ายของวันเสาร์นี้ตามเวลาในท้องถิ่น ส่งผลให้ร้านค้าในบริเวณดังกล่าวปิดกิจการตลอดทั้งวันเสาร์และอาทิตย์นี้

เที่ยวบินในประเทศนับร้อยเที่ยวบินถูกยกเลิก ทางการไต้หวันได้เตรียมกำลังทหารจำนวน 34,000 นายรับมือเหตุฉุกเฉิน ประเมินว่าการขึ้นฝั่งของพายุดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดลมกรรโชกแรงบริเวณทางใต้ และฝนตกหนักทั่วทั้งเกาะไต้หวัน

หลังจากขึ้นฝั่งไต้หวันแล้ว พายุไป๋ลู่จะเดินทางข้ามช่องแคบไต้หวันไปขึ้นฝั่งยังจีนแผ่นดินใหญ่ โดยอาจขึ้นฝั่งในมณฑลฝู่เจี้ยนหรือกวางตุ้ง ช่วงคืนวันเสาร์ต่อเนื่องวันอาทิตย์ (25 ส.ค.)

ทางการท้องถิ่นจีนแผ่นดินใหญ่ได้ประกาศเตือนภัยระดับสีเหลือง ในพื้นที่เขตมณฑลฝูเจี้ยน เจ้อเจียง กวางตุ้ง ซานซี เสฉวน และยูนนาน เฝ้าระวังคลื่นลมแรง และปริมาณน้ำฝนตกสะสมมากกว่า 60 มิลเมตร

อนึ่ง จีนแผ่นดินใหญ่แบ่งระดับการเตือนภัยพายุไต้ฝุ่นแบ่งเป็น 4 ระดับได้แก่ สีแดงซึ่งหมายถึงรุนแรงสูงสุด ตามด้วยสีส้ม สีเหลือง และสีฟ้า ตามลำดับ

Photo : cwb.gov.tw / cna.com.tw

ชะตากรรมชนพื้นเมืองบราซิลหลังไฟป่าอเมซอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598627

  • วันที่ 24 ส.ค. 2562 เวลา 17:30 น.

ชะตากรรมชนพื้นเมืองบราซิลหลังไฟป่าอเมซอน

อนาคตของพวกเขาช่างเลือนรางภายใต้ผู้นำชื่อโบลโซนารู

หลังจากเกิดไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีกับป่าอเมซอนของบราซิล ชาวโลกก็ได้ตกตะลึงกับการที่เมืองเซาเปาโลทั้งเมืองตกอยู่ในความมืดมิดจากหมอกควันไฟป่าที่พัดเข้ามาปกคลุมทั้งๆ ที่ยังเป็นช่วงกลางวันแสกๆ ทว่ายังมีกลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงจากไฟป่าครั้งนี้อีกที่ยังไม่ได้รับการพูดถึง นั่นก็คือชนเผ่าพื้นเมือง

จากข้อมูลของกลุ่มสิทธิชาวพื้นเมือง Survival International ป่าอเมซอนของบราซิลเป็นที่อยู่อาศัยของชาวพื้นเมืองเกือบ 1 ล้านคนที่แบ่งเป็นเผ่าต่างๆ ราว 400-500 เผ่า ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 100 เผ่าที่ไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอก นั่นหมายความว่าไฟป่าครั้งนี้กำลังคุกคามชีวิตของพวกเขาเช่นกัน

ชาวเผ่าอาราราเก็บกล้วยในป่าใกล้กับที่พัก Photo by Mauro PIMENTEL / AFP

สำหรับชนพื้นเมืองแล้วป่าไม้คือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบ้าน แหล่งอาหาร โรงพยาบาล สนามเด็กเล่น แต่วันนี้คนเหล่านั้นกลับต้องเห็นที่ที่พวกเขาเรียกว่าบ้านถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา ทั้งๆ ที่พยายามดูแลปกป้องมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษเมื่อนับพันปีที่แล้ว  ไฟไหม้ป่าหนนี้จึงไม่ต่างจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทั้งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวพื้นเมืองและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มรดกภูมิปัญญา

ฮาเยนเน คริสตีนี มาซิโม แฟรนซา คนพื้นเมืองจากเผ่าบาเรในรัฐอเมโซนาสของบราซิล เผยว่าประธานาธิบดี  ฌาอีร์ โบลโซนารู คือคุนที่จุดชนวนให้เกิดการรุกรานคนพื้นเมืองด้วยการหนุนให้เกษตรกร เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ และเจ้าของเหมืองรุกคืบเข้าไปในป่าอเมซอนลึกขึ้นๆ จนชาวพื้นเมืองต้องอพยพหนี “พวกเขาฆ่าเราทุกวัน พวกเขาฆ่าเราด้วยไฟป่าที่กำลังเกิดขึ้น พวกเขาฆ่าเราด้วยการบุกรุกที่ดินของพวกเรา”

ที่ดินอนุรักษ์ของชนเผ่ามูราที่ถูกลักลอบตัดต้นไม้ REUTERS/Ueslei Marcelino

แม้ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกของบราซิลจะคุ้มครองและให้สิทธิ์ในการถือครองที่ดินกับชาวพื้นเมือง แต่รัฐบาลของประธานาธิบดีโบลโซนารูกลับลดหย่อนการคุ้มครองและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่ามีการลักลอบค้าไม้ในป่าอเมซอน หนำซ้ำยังประกาศว่าจะเดินหน้าพลิกสภาพป้าอเมซอนให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและการทำเหมือง เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ นำมาสู่การรุกล้ำและเข้ายึดครองที่ดินของชนพื้นเมืองจากบรรดานายทุนหนักข้อขึ้น

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มชนพื้นเมืองทั้งหลายจึงรวมตัวกันเขียนจดหมายเปิดผนึกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทางด้านมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม โดยเรียกร้องให้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (OHCHR) และผู้แทนพิเศษด้านสิทธิของชนพื้นเมืองช่วยเหลือชนพื้นเมืองที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าอเมซอนที่ร้ายแรงถึงขั้นอาจนำมาสู่การสูญพันธุ์

ด้าน ไฮมุนโด ไปรยา เบเลม มูรา หัวหน้าเผ่ามูราวัย 73 ปี ถึงกับเอ่ยปากว่า “สำหรับป่าผืนนี้ ผมจะสู้จนเลือดหยดสุดท้าย”

ไฟป่าครั้งนี้เป็นเครื่องตอกย้ำถึงการต่อสู้กันระหว่างแนวคิดทุนนิยมที่เน้นการเติบโตของเศรษฐกิจกับธรรมชาติและชนพื้นเมืองได้เป็นอย่างดี

เผยควีนเดนมาร์ก “พูดไม่ออก” หลังทรัมป์ยกเลิกเยือนเพราะกรีนแลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598622

  • วันที่ 24 ส.ค. 2562 เวลา 16:14 น.

เผยควีนเดนมาร์ก "พูดไม่ออก" หลังทรัมป์ยกเลิกเยือนเพราะกรีนแลนด์

วงในเผยควีนเดนมาร์กถึงกับ “ตรัสไม่ออก” หลังทรัมป์แคนเซิลทริปกะทันหันกรณีกรีนแลนด์

ประเด็นความสนใจซื้อดินแดนกรีนแลนด์ให้มาเป็นของสหรัฐที่ประธานาธิบดีทรัมป์ให้ความสนใจ แต่ทางรัฐบาลเดนมาร์กได้ออกมาปฏิเสธด้วยท่าทีแข็งกร้าวว่าเดนมาร์กไม่มีทางขายดินแดนกรีนแลนด์ให้สหรัฐอย่างแน่นอน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://www.posttoday.com/world/598468

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความไม่พอใจจนถึงขั้นยกเลิกกำหนดการเดินทางเยือนเดนมาร์กอย่างเป็นทางการที่ตามกำหนดจะมีขึ้นในวันที่ 2-3 กันยายนนี้ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด

การยกเลิกกำหนดการเยือนเดนมาร์กของผู้นำสหรัฐได้กลายเป็นประเด็นที่สื่อในเดนมาร์กต่างวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์กันอย่างแพร่หลาย โดยหนังสื่อพิมพ์ BT สื่อท้องถิ่นในเดนมาร์กได้ระบุข้อความจากการเปิดเผยของโฆษกสำนักพระราชวังว่า สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 ทรงถึงกับแปลกพระทัย และตรัสไม่ออกที่ทราบว่าผู้นำสหรัฐขอเลื่อนกำหนดการเยือน

Lene Balleby หัวหน้าฝ่ายโฆษกสำนักพระราชวังเดนมาร์กระบุว่า “เป็นสิ่งที่สร้างความประหลาดให้กับพระองค์อย่างมาก พระราชินีและพวกเราหลายคนต่างพูดไม่ออก”

เพราะการเตรียมการทุกอย่างของทางสำนักพระราชวังและทางรัฐบาลเดนมาร์กนั้นพร้อมสำหรับการต้อนรับคณะของผู้นำสหรัฐแล้ว เนื่องจากการเดินทางมาเยือนเดนมาร์กครั้งนี้ของผู้นำสหรัฐนับเป็นการเยือนในฐานะพระราชอาคันตุกะ (State Visit) เจ้าหน้าที่ทางวังหลายคนถึงกับยกเลิกการลาพักร้อนเพื่อเตรียมการต้อนรับผู้นำสหรัฐ

ที่ผ่านมาการยกเลิกการเดินทางเยือนลักษณะ State Visit นับว่าเกิดได้น้อยมาก ส่วนใหญ่มักเป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นการเจ็บป่วยกระทันหันของประมุขของรัฐ

การแคนเซิลเยือนเดนมาร์กของทรัมป์มีขึ้นจากการที่นางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกหญิงของเดนมาร์ก ออกแถลงการณ์ว่า “ผิดหวังและประหลาดใจ” ที่ทรัมป์ยกเลิกกำหนดการเยือนกรุงโคเปนเฮเกน เพราะเรื่องนี้ รัฐบาลเดนมาร์กเตรียมความพร้อมในการต้อนรับผู้นำสหรัฐทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการเยือนนั้นไม่ใช่แค่ในระดับรัฐบาล แต่เป็นการเยือนระดับประมุขของรัฐ

อีกทั้งยังเกิดวิวาทะระหว่างนายกเดนมาร์กกับทรัมป์ที่เธอระบุว่า “ข้อเสนอการซื้อกรีนแลนด์นั้นเป็นเรื่องไร้สาระ” ทรัมป์เลยโต้ว่า นายกเดนมาร์ก “น่ารังเกียจ” ที่บอกว่าข้อเสนอของสหรัฐไร้สาระ

วงในเผยควีนทรงอึดอัดพระทัยจะพบทรัมป์เมื่อ 28 ปีที่แล้ว

ด้านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอย่าง Poltikken ได้เผยถึงเรื่องราวของสมเด็จพระราชินีกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1991 ว่าในช่วงที่นาย Uffe Ellemann-Jensen เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของเดนมาร์กนั้น ได้ตามเสด็จสมเด็จพระราชินีมาร์เกรเธอและเจ้าชายเฮนริก พระสวามี เยือนนครนิวยอร์กของสหรัฐ ในครั้งนั้นพระองค์ได้ประทับยังโรงแรมเดอะพลาซ่า ซึ่งเป็นกิจการของนายทรัมป์ในขณะนั้น

เมื่อนายทรัมป์ทราบข่าวว่ามีพระราชวงศ์เดนมาร์กประทับอยู่ที่โรงแรมของเขา เขาก็แจ้งความประสงค์ขอเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินี และขอจับพระหัตถ์พร้อมฉายพระรูปร่วมกับพระองค์

นายUffe Ellemann-Jensen ได้เข้าเฝ้าพระราชินีเพื่อแจ้งความประสงค์ของนายทรัมป์ แต่ด้วยชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของนายทรัมป์ในขณะนั้น พระองค์ทรงอึดอัดพระทัยที่จะพระราชทานวโรกาสให้นายทรัมป์เข้าเฝ้า จึงทรงปฏิเสธ