ศาลชั้นต้นเม็กซิโกอนุมัติใช้โคเคนเพื่อสันทนาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598503

  • วันที่ 23 ส.ค. 2562 เวลา 12:18 น.

ศาลชั้นต้นเม็กซิโกอนุมัติใช้โคเคนเพื่อสันทนาการ

ผู้พิพากษาเม็กซิโก อนุมัติให้ใช้โคเคนเพื่อสันทนาการได้เป็นครั้งแรกแก่ผู้ร้องขอสองราย แต่ยังต้องรอการพิจารณาในศาลขั้นต่อไป

ศาลแห่งหนึ่งในกรุงเม็กซิโกซิตี้ เมืองหลวงของเม็กซิโกได้อนุมัติคำร้องของประชาชน 2 ราย ที่ขอให้ศาลอนุญาตให้ครอบครองและใช้โคเคนเชิงสันทนากา แต่ห้ามมีไว้เพื่อการจำหน่าย

แม้ว่าคำพิพากษาดังกล่าวจะอยู่ในขั้นศาลชั้นต้น แต่ก็นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการอนุมัติเพื่อใช้ในรูปแบบดังกล่าว โดยหลังจากนี้จะต้องผ่านการพิจารณาของศาลในชั้นถัดไปก่อน ตามการเปิดเผยขององค์กรต่อต้านอาชญากรรมเม็กซิโก ซึ่งเป็นองค์กรที่สนับสนุนการต่อต้านยาเสพติด Mexico United Against Crime (MUCD)

อย่างไรก็ดี ตามคำสั่งของศาลดังกล่าว ส่งผลให้ทาง COFEPRIS ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสุขภาพแห่งชาติออกมาแย้งและได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคำสั่งศาลดังกล่าว โดยระบุว่าการอนุญาตลักษณะนี้อยู่นอกกรอบของการยกเว้นโทษตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ของ MUCD ระบุผ่านสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “คดีนี้เป็นตัวแทนของอีกก้าวย่างหนึ่งในการต่อสู้กับนโยบายยาเสพติดอื่นๆ เปิดทางให้เม็กซิโกปรับเปลี่ยนแนวทางความพยายามด้านความมั่นคงและจัดการกับประเด็นสาธารณสุขได้ดีขึ้น”

ที่ผ่านมาเม็กซิโกได้ทำสงครามยาเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง บรรดาแก๊งค้ายานับหมื่นคนถูกสังหารตายทุกปี

อย่างไรก็ดี ภายหลังการก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของนาย อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ผู้นำหัวซ้ายของเม็กซิโก ได้พยายามผลักดันร่างกฎหมายร่วมถึงนโยบายการต่อสู้กับยาเสพติดแบบใหม่ ทั้งในประเด็นกัญชา รวมถึงการอนุมัติเป็นรายกรณีให้มีการใช้ยาเสพติดบางประเภทในแบบสันทนาการได้ตามกฎหมาย

แฟ้มภาพ AFP

โลกจับตาวิกฤตไฟป่าแอมะซอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598492

  • วันที่ 23 ส.ค. 2562 เวลา 11:08 น.

โลกจับตาวิกฤตไฟป่าแอมะซอน

ผู้นำบราซิลโบ้ยเอ็นจีโอตัวการไฟป่าแอมะซอน อ้างไม่มีทรัพยากรพอจะรับมือ

ขณะนี้ทั่วโลกกำลังจับตามองไปที่ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นที่ตั้งของผืนป่าแอมะซอนที่ ซึ่งเปลี่ยนเสมือนปอดของโลกใบนี้ที่กำลังเกิดวิกฤตไฟป่าครั้งร้ายแรง จุดความร้อนของไฟป่าแอมะซอนกำลังกินวงกว้างจนสามารถมองเห็นได้ชัดจากอวกาศด้วยภาพถ่ายดาวเทียมของนาซา แสดงให้เห็นควันจากไฟป่าปกคลุมทั่วทั้งทวีป สอดคล้องกับข้อมูลขององค์กรด้านการเฝ้าระวังผืนป่าทั่วโลกอย่าง โกลบอล ฟอเรสต์ วอทช์ ได้ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นจุดความร้อนของไฟป่าในบราซิลที่มีมากกว่า 109,000 จุด

 

 

เหตุไฟป่าครั้งนี้ส่งผลให้องค์การด้านสิ่งแวดล้อมหลายแห่งกล่าวโทษไปยัง นายฌาอีร์ โบลโซนารู ประธานาธิบดีหัวขวาจัดของบราซิลว่าเขาเป็นต้นเหตุของไฟป่าครั้งนี้ เนื่องจากนับตั้งแต่ที่โบลโซนารูเข้ามารับตำแหน่งผู้นำบราซิล เขาได้อนุมัติให้ภาคเอกชน และเกษตรการสามารถเข้าใช้ทรัพยากรในพื้นที่ป่าแอมะซอนได้ เพื่อหวังฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจของประเทศ

องค์ด้านสิ่งแวดล้อมและนักวิจัยระบุว่า เหตุไฟป่าแอมะซอนครั้งนี้ส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือมนุษย์ เพราะหากเป็นเหตุไฟป่าโดยธรรมชาติคงไม่ขยายวงกว้างได้ขนาดนี้ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร และบรรดาเอกชน ที่ต้องการนำที่ดินมาใช้ประโยชน์ สอดคล้องกับที่รัฐบาลบราซิลก็ปรับลดงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมลง

 

ฌาอีร์ โบลโซนารู

ด้านนายโบลโซนารู ได้โพสต์คลิปวิดิโอพร้อมข้อความระบุว่า เรื่องนี้ไม่ยุติธรรมที่ทั่วโลกบอกว่าเขาคือต้นเหตุไฟป่าครั้งนี้ ผู้นำบราซิลได้กล่าวหาองค์กรนอกภาครัฐ (NGO) ว่าเป็นต้นเหตุของกองไฟที่ลุกลามเพิ่มขึ้นในป่าฝนแอมะซอน

คำพูดของผู้นำบราซิลนับเป็นคำกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐาน ทว่าบรรดานักสิ่งแวดล้อมกลับแย้งว่า ไฟเหล่านี้เกิดจากการกวาดล้างพื้นที่ป่าเพื่อทำการเกษตรของบราซิลพร้อมว่าต่างประเทศไม่ควรเข้ามาแทรกแซงในการแก้ปัญหาไฟป่าของบราซิล

“ผืนป่าอเมซอนมีขนาดใหญ่กว่ายุโรป เราจะรับมือกับไฟป่านี้ได้อย่างไร เราไม่มีทรัพยากรที่จะรับมือได้ขนาดนั้น” ประธานาธิบดีโบลโซนารู กล่าวป่าแอมะซอนกินพื้นที่ราว 5.5 ล้านตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 9 ประเทศ โดยบราซิลมีพื้นที่ป่ามากที่สุด 60% แต่ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าอเมซอนของบราซิลหายไปถึง 20% ระหว่างเดือน ส.ค.2017-ก.ค.2018 มีพื้นที่อีกกว่า 7,900 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่ากรุงลอนดอนถึง 5 เท่าถูกทำลาย นอกจากนี้ป่าแอมะซอนยังเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนร้อยละ 20 ของโลก จนได้รับสถานะเทียบเท่ากับเป็นปอดของโลก

ทั้งนี้ทาง WWF กองทุนสัตว์ป่าโลก เตือนว่าหากการตัดไม้ทำลายป่ายังดำเนินต่อไปจนถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ ป่าฝนที่เป็นปอดของโลกผืนนี้จะกลายเป็นเพียงทุ่งหญ้าเขตร้อนที่สัตว์ป่าหลายชนิดไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ อีกทั้งยังกลายเป็นแหล่งแพร่คาร์บอนซึ่งที่ยิ่งทำให้สภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกร้ายแรงยิ่งขึ้น

ด้าน สเตฟาน ดูจาริก ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติได้กล่าวสั้นระหว่าการแถลงข่าวว่า ป่าไม้มีความสำคัญต่อสุขภาพของโลกทั้งใบเราติดตามรายงานอย่างใกล้ชิด และกังวลอย่างมากเกี่ยวกับเหตุไฟไหม้เหล่านี้

“ประชาคมระหว่างประเทศตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ ไม่เพียงแต่ในแอมะซอนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงป่าในลุ่มน้ำคองโก และในอินโดนีเซียด้วย” ดูจาริกกล่าว

ไม่ต้องรอถูกไฟไหม้ป่าอเมซอนก็หมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598478

  • วันที่ 22 ส.ค. 2562 เวลา 20:03 น.

ไม่ต้องรอถูกไฟไหม้ป่าอเมซอนก็หมด

ผู้นำบราซิลประกาศชัดจะเปลี่ยนป่าอเมซอนเป็นเงิน

ป่าอเมซอนซึ่งเป็นป่าดิบชื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังถูกทำลายอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมชี้มีการทำลายป่ากินพื้นที่ขนาดสนามฟุตบอลทุกๆ นาที และหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ป่าที่เปรียบเสมือนปอดของโลกผืนนี้อาจจะกลายสภาพเป็นทุ่งหญ้าเขตร้อนแทน

ป่าอเมซอนกินพื้นที่ราว 5.5 ล้านตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 9 ประเทศ โดยบราซิลมีพื้นที่ป่ามากที่สุด 60% แต่ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าอเมซอนของบราซิลหายไปถึง 20% และระหว่างเดือน ส.ค.2017-ก.ค.2018 มีพื้นที่อีกกว่า 7,900 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่ากรุงลอนดอนถึง 5 เท่าถูกทำลาย ถือเป็นการสูญเสียพื้นที่ป่าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี

สถานการณ์ป่าหายยิ่งรุนแรงหนักขึ้นนับตั้งแต่ ชาอีร์ โบลโซนารู นั่งตำแหน่งประธานาธิบดีของบราซิลเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพียงเดือนที่แล้วเดือนเดียวบราซิลเสียพื้นที่ป่า 1,344 ตารางกิโลเมตร กลายเป็นว่าเพียงเดือนเดียวป่าอเมซอนถูกทำลายไปมากกว่าการทำลายของทั้ง 3 ปีรวมกันเสียอีก โดยพื้นที่ป่าส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนเป็นเหมือง พื้นที่ทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ บรรดามอดไม้ยังกลับมาระบาดหนักในสมัยของประธานาธิบดีโบลโซนารู ชาวเผ่าอาราราทางตอนเหนือถึงกับเผยว่าทุกวันจะเห็นตอไม้ที่เพิ่งถูกตัดใหม่ๆ และไม่เคยเห็นการลักลอบตัดไม้มากเท่านี้มาก่อน

ประธานาธิบดีโบลโซนารูจากพรรคฝ่ายขวามีนโยบายชัดเจนว่าจะพลิกสภาพผืนป่าอเมซอนให้เป็นพื้นที่สำหรับการทำเกษตรกรรมและเหมืองแร่เพื่อนำเงินมาพัฒนาประเทศ พูดง่ายๆ ก็คือเน้นการพัฒนามากกว่าการอนุรักษ์ป่า เมื่อผู้นำประกาศชัดแบบนี้การแผ้วถางป่าอเมซอนจึงกลับมาอีกครั้งในระดับที่น่าเป็นห่วง หลังจากที่ผู้นำหลายท่านก่อนหน้านี้พยายามลดการตัดไม้ทำลายป่าอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับทางการท้องถิ่นหรือการปรับเงินผู้ที่ฝ่าฝืน

ทว่าความพยายามเหล่านี้กลับต้องสูญเปล่าในสมัยของโบลโซนารู ทันทีที่เข้ารับตำแหน่งผู้นำฝ่ายขวารายนี้ก็ยกเครื่องนโยบายสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าปรับให้แก่ผู้ที่ฝ่าฝืนตัดไม้ทำลายป่า ตั้งสภารัฐบาลขึ้นมาแทนที่สภาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่มีสมาชิกกว่า 100 คนจากกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมอิสระและภาคธุรกิจ และให้อำนาจรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรกรรมพิจารณาเพดานการครอบครองพื้นที่ของชาวพื้นเมืองแทนที่จะเป็นหน้าที่ของกลุ่มตัวแทนของชนพื้นเมือง รวมทั้งยุบหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่อนุรักษ์

นอกจากนี้ เมื่อปี 2017 รัฐบาลของโบลโซนารูยังเปิดพื้นที่ป่าอเมซอนราว 46,000 ตารางกิโลเมตรในรัฐอามาปาทางตอนเหนือของประเทศเพื่อทำเหมืองแร่ แม้รัฐบาลจะรับปากว่าจะปกป้องเขตพื้นที่ของชนพื้นเมือง แต่นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมกังวลว่าพื้นที่เหล่านี้จะได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง

ผู้นำคนล่าสุดของบราซิลมีแนวคิดเช่นเดียวกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ คือไม่เชื่อว่าภาวะโลกร้อนมีอยู่จริง และยังกล่าวหาว่ากลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมถูกต่างชาติชี้นำให้เข้ามาแทรกแซงและขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจของบราซิล

ท่าทีนี้ก่อให้เกิดความกังวลจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม กองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) เตือนว่าหากการตัดไม้ทำลายป่ายังดำเนินต่อไปจนถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ ป่าฝนที่เป็นปอดของโลกผืนนี้จะกลายเป็นเพียงทุ่งหญ้าเขตร้อนที่สัตว์ป่าหลายชนิดไม่สามารถอาศัยอยู่ได้

อาสาสมัครพิทักษ์ผืนป่าอเมซอนเพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าระหว่างลาดตระเวนพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของชนพื้นเมือง ภาพ : REUTERS/Karla Mendes

ด้าน โธมัส เลิฟจอย นักนิเวศวิทยา มองว่าในท้ายที่สุดการตัดไม้ทำลายป่าจะก่อให้เกิดวัฏจักรของการสูญเสียป่า กล่าวคือยิ่งมีต้นไม้น้อยลงยิ่งทำให้พื้นที่แห้งแล้งขึ้นและกระตุ้นให้เกิดการตัดไม้มากกว่าเดิม ขณะที่ฝนส่วนใหญ่ในแถบป่าอเมซอนเกิดขึ้นจากกลไกธรรมชาติของป่าเอง เมื่อต้นไม้หายไป ปริมาณฝนก็น้อยตามวนเป็นวัฏจักร

ทั้งนี้ ด้วยความที่เป็นป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดของโลก ป่าอเมซอนมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และปล่อยก๊าซออกซิเจนซึ่งเป็นที่มาของฉายา “ปอดของโลก” อีกทั้งยังเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าพื้นเมืองอย่างน้อย 400 ชนเผ่า การสูญเสียผืนป่าแห่งนี้ไม่เพียงจะเป็นผลเสียกับชาวบราซิลเท่านั้น คนทั้งโลกที่เหลือก็จะได้รับผลกระทบด้วย

สิงคโปร์ไม่ต้อนรับรถยนต์ไฟฟ้าเอลอน มัสก์ หนุนขนส่งสาธารณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598476

  • วันที่ 22 ส.ค. 2562 เวลา 19:44 น.

สิงคโปร์ไม่ต้อนรับรถยนต์ไฟฟ้าเอลอน มัสก์ หนุนขนส่งสาธารณะ

เอลอน มัสก์ แห่งบริษัท Tesla เคยกล่าวไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 ว่า เขาพยายามขายรถยนต์ไฟฟ้าให้ชาวสิงคโปร์ แต่รัฐบาลสิงคโปร์ไม่สนับสนุนรถยนต์พลังไฟฟ้าทั้งยังยึดติดกับพลังงานน้ำมัน ต่อมาในมกราคม 2019 ว่า เขาบอกอีกครั้งว่า รัฐบาลสิงคโปร์ไม่ต้อนรับบริษัทของเขา

แต่ล่าสุด รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ มาซากอส ซุลกิฟลี ตอบโต้ข้อกล่าวหาของมัสก์แล้ว โดยเขาให้สัมภาษณ์ว่า “สิ่งที่มัสก์ผลิตขึ้นมาคือไลฟ์สไตล์ และเราไม่สนใจไลฟ์สไตล์ เราสนใจในวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องที่จะรับมือกับปัญหาโลกร้อนได้” ซึ่งหมายความว่ารถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla เป็นเพียงค่านิยมที่ถูกโฆษณาขึ้นมา ไม่ใช่สิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาของโลกได้อย่างแท้จริง

ซุลกิฟลี กล่าวว่า สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการขนส่งสาธารณะ และยังควบคุมการมีใบขับขี่รถยนต์ ในส่วนของพลังงานไฟฟ้า เขากล่าวว่า หากมีประเทศใดที่สามารถเบลี่ยนจากการใช้น้ำมันมาเป็นไฟฟ้าได้ 100% ก็คงจะมีแต่สิงคโปร์ แต่ปัญหาคือจะหาที่ชาร์จไฟฟ้าและที่จอดรถได้ยาก เนื่องจากพื้นที่มีอยู่อย่างจำกัด

ซุลกิฟลี คาดว่า พลังไฮโดรเจนคือวิธีแก้ปัญหาพลังงานและปัญหาโลกร้อนที่ดีกว่ารถยนต์พลังไฟฟ้าในระยะยาว เพราะรถยนต์ไฟฟ้ายังมีปัญหามลพิษและการทำลายสิ่งแวดล้อมจากแบตเตอรี่

กรีนแลนด์มีอะไร ทำไมทรัมป์อยากได้?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598468

  • วันที่ 22 ส.ค. 2562 เวลา 18:54 น.

กรีนแลนด์มีอะไร ทำไมทรัมป์อยากได้?

ชยพล พลวัฒน์ ข่าวต่างประเทศ … Posttoday Exclusive

//////////

นับว่าทำตัวได้สมฉายา Unpredictable President จริงๆสำหรับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จู่ๆก็เกิดแสดงความสนใจอย่างจะเสนอซื้อกรีนแลนด์ที่ปัจจุบันมีสถานะเป็นเขตปกครองตนเอง ภายใต้การคุ้มครองของรัฐบาลเดนมาร์ก ให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

‘สหรัฐ-เดนมาร์ก’ เกิดอะไรขึ้น?

กระแสข่าวความสนใจซื้อกรีนแลนด์ของทรัมป์เริ่มมาจากที่นิวยอร์กไทมส์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวภายในทำเนียบขาว ที่ระบุว่าทรัมป์พูดเปรยหลายครั้งเกี่ยวกับข้อเสนอเกี่ยวกับดินแดนกรีนแลนด์ หลังจากที่มีรายงานข่าวดังกล่าวออกมา ทางรัฐบาลท้องถิ่นกรีนแลนด์ได้ออกมาแถลงยืนยันว่า “กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย”

กระทรวงกิจการต่างประเทศกรีนแลนด์ระบุในแถลงการณ์ “กรีนแลนด์เป็ดดินแดนที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่ามากมาย อาทิ แร่ธาตุ น้ำใสสะอาด อาหารทะเล พลังงานทดแทน และพรมแเดนที่สวยงามเหมาะแก่การท่องเที่ยว … เราเปิดกว้างสำหรับธุรกิจ แต่ไม่ได้มีไว้ขาย” เช่นเดียวกับชาวบ้านในพื้นที่ได้เผยกับสื่อของสหรัฐว่า “ฉันคิดว่าเป็นเรื่องตลกฝืดที่ออกมาจากปากประธานาธิบดีบ้าๆคนหนึ่งเท่านั้น”

ความ Unpredictable ของทรัมป์ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะกระแสข่าวการสนใจซื้อกรีนแลนด์ครั้งนี้มีขึ้นก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ มีกำหนดการเดินทางเยือนเดนมาร์กอย่างเป็นทางการ (State Visit) ช่วงระหว่างวันที่ 2-3 กันยายน แต่จู่ๆทรัมป์ก็ทวิตข้อความตัดสินใจเลื่อนการเยือนเดนมาร์กออกไปอย่างไม่มีกำหนด

การแคนเซิลเยือนเดนมาร์กของทรัมป์มีขึ้นจากการที่นางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกหญิงของเดนมาร์ก ออกแถลงการณ์ว่า “ผิดหวังและประหลาดใจ” ที่ทรัมป์ยกเลิกกำหนดการเยือนกรุงโคเปนเฮเกนระหว่างวันที่ 2-3 ก.ย. เพราะเรื่องนี้ รัฐบาลเดนมาร์กเตรียมความพร้อมในการต้อนรับผู้นำสหรัฐทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการเยือนนั้นไม่ใช่แค่ในระดับรัฐบาล แต่เป็นการเยือนระดับประมุขของรัฐ ซึ่งทรัมป์มีกำหนดการเข้าเฝ้าพระราชินีด้วย

อีกทั้งยังเกิดวิวาทะระหว่างนายกเดนมาร์กกับทรัมป์ที่เธอระบุว่า “ข้อเสนอการซื้อกรีนแลนด์นั้นเป็นเรื่องไร้สาระ” ทรัมป์เลยโต้ว่า นายกเดนมาร์ก “น่ารังเกียจ” ที่บอกว่าข้อเสนอของสหรัฐไร้สาระ

“ผมคิดว่าคำแถลงของนายกรัฐมนตรีว่าไร้สาระมันเป็นความคิดที่ไร้สาระเป็นเรื่องน่ารังเกียจ” “ผมคิดว่ามันเป็นคำพูดที่ไม่เหมาะสม สิ่งที่เธอต้องทำก็คือแค่ปฏิเสธว่าเราไม่สนใจ” ทรัมป์กล่าว

นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก

กรีนแลนด์มีอะไร ทำไมจู่ๆทรัมป์อย่างได้?

“กรีนแลนด์” ถูกจัดว่าเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่เหนือสุดของโลกในแถบขั้วโลกเหนือ มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลถึง2,175,900 ตารางกิโลเมตร และมีสถานะเป็นดินแดนในคุ้มครองของเดนมาร์ก มีประชากรอยู่ราว 57,000 คน กรีนแลนด์เพิ่งมีสถานะเป็นดินแดนเอกราชปกครองตนเองในปี 2009 ประชาชนมีการเลือกรัฐบาลท้องถิ่นเป็นของตนเอง

พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรีนแลนด์เต็มไปด้วยน้ำแข็งและดินแดนอันเวิ้งว้างที่หนาวเหน็บ แต่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย

 

ข้อมูลจาก รายงานที่มีชื่อว่า “The Greenland Gold Rush: Promise and Pitfalls of Greenland’s Energy and Mineral Resources” ระบุว่า ในขณะที่โลกกำลังเผชิญสภาวะโลกร้อน แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อกรีนแลนด์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ .. การละลายของน้ำแข็งในอาร์คติกส่งผลให้ทรัพยากรอันมีค่าหลากหลายชนิดของกรีนแลนด์ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดเพราะเข้าถึงได้ง่าย อาทิ แร่เหล็ก ตะกั่ว สังกะสี เพชร ทองคำ องค์ประกอบธาตุหายาก (แรร์เอิรธ์) ยูเรเนียม และน้ำมัน

การที่กรีนแลนด์สามารถมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อปกครองตนเอง ที่เป็นอิสระจากรัฐบาลกลางเดนมาร์ก ส่งผลให้กรีนแลนด์สามารถแสวงหาผลประโยชน์เหล่านี้ได้ง่ายมากขึ้นเช่นกัน .. แต่ก็ใช่ว่ากรีนแลนด์จะขุดทุกอย่างออกมาขาย ด้วยวิถีการดำเนินเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง กรีนแลนด์จึงระมัดระวังอย่างมากในการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้

 

Thule Air Base

กรีนแลนด์กับสหรัฐเกี่ยวข้องอย่างไร

แม้ปธน.ทรัมป์จะไม่เคยเอ่ยปากอย่างชัดเจนถึงเหตุผลว่าทำไมเขาถึงอยากได้กรีนแลนด์นักหนา แต่ก็พอจะอนุมานได้ว่า ด้วยเหตุด้านทรัพยากรธรรมชาติและเหตุผลด้านความมั่นคง เนื่องจากสหรัฐมีฐานทัพอากาศประจำการอยู่ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองแล้วคือ Thule Air Base นับเป็นฐานทัพอากาศสหรัฐที่มีส่วนสำคัญในภารกิจตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงสงครามเย็น อีกทั้งยังเป็นฐานทัพสหรัฐที่ตั้งอยู่บริเวณเหนือสุดของโลก

“หากทางแปซิฟิกมีอะแลสกา ทางแอตแลนติกก็ควรมีกรีนแลนด์”

อย่างไรก็ดี สมัยประธานาธิบดีแฮร์รี่ ทรูแมน ผู้นำคนที่ 33 ของสหรัฐเคยเสนอเงินเป็นจำนวน 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อดินแดนกรีนแลนด์ให้มาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐมาแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ

 

แล้วที่ผ่านมาสหรัฐเคยเสนอเงินซื้อดินแดนไหนแล้วบ้าง?

แน่นอนว่าการเสนอเงินเพื่อแลกดินแดนของสหรัฐครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก .. ย้อนกลับไปในปีค.ศ. 1803 ประธานาธิบดีโทมัส เจฟเฟอร์สัน ได้ลงนามข้อตกลงกับฝรั่งเศส ซื้อดินแดนลุยเซียนา กินพื้นที่กว่า 2.14 ล้านตารางกิโลเมตร ตลอดบริเวณลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี จากอ่าวเม็กซิโกจรดถึงแคนาดา ด้วยเงินจำนวน 15 ล้านดอลลาร์ (ในยุคนั้น) พร้อมกับเสนอยกหนี้ที่ราชสำนักฝรั่งเศสติดเงินอีกกว่า 3.7 ล้านดอลลาร์ หากคำนวณเล่นๆเป็นมูลค่าปัจจุบันแล้วละก็ ราคาดินแดนลุยเซียนาจะพุ่งสูงถึง 340 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ปีค.ศ. 1876 สภาคองเกรสของสหรัฐอนุมัติการซื้อดินแดนอะแลสกาจากจักรวรรดิรัสเซีย ในรัชสมัยพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ด้วยวงเงิน 7.2 ล้านดอลลาร์ ซึ่งตรงกับสมัยประธานาธิบดีแอนดรูว แจ็กสัน เป็นผู้นำสหรัฐ ซึ่งหากเทียบเป็นอัตราเงินในปัจจุบันจะมีมูลค่าสูงกว่า 109 ล้านดอลลาร์ แต่หากเทียบกับทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ขุดได้จากดินแดนแห่งนี้ นับว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ปีค.ศ.1848 หลังสิ้นสุดสงครามเม็กซิโก–อเมริกา สหรัฐและเม็กซิโกได้ลงนามในสนธิสัญญากัวดาลูปอีดัลโก ซึ่งหนึ่งในเนื้อหาของสัญญาระบุว่า สหรัฐต้องจ่ายเงินจำนวน 15 ล้านดอลลาร์แก่เม็กซิโก ส่งผลให้สหรัฐและเม็กซิโกใช้แม่น้ำริโอแกรนด์เป็นพรมแดนธรรมชาติ รวมถึงสหรัฐยังได้ครอบครองดินแดนขนาดใหญ่ทางฝั่งตะวันตก ซึ่งปัจจุบันคือรัฐแคลิฟอร์เนีย และรัฐอื่นๆอีกหลายรัฐ

แม้ว่า ประธานาธิบดียังไม่เอ่ยถึงเหตุผลอันชัดเจนเกี่ยวกับกรีนแลนด์ อีกทั้งกำหนดการที่ทรัมป์จะเดินทางเยือนเดนมาร์กในลักษณะ State Visit นั้นจะยังคงตามแผนเดิมหรือไม่ เพราะนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐได้กล่าวชมเดนมาร์กว่าเป็นประเทศพันธมิตรของสหรัฐ รวมทั้งแสดงความซาบซึ่งใจกับเดนมาร์กที่ได้ทำหน้าที่เป็นพันธมิตรนี้ แม้ว่าจะมีประเด็นกับทรัมป์ก็ตาม

อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนชาวเดนมาร์ก และสื่อในเดนมาร์กวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์อย่างหนักว่า ไม่ให้เกียรติสมเด็จพระราชินีนาถ รวมถึงไม่เคารพต่ออธิปไตยของเดนมาร์กอย่างยิ่ง เพราะจู่ๆทรัมป์ก็ยกเลิกการเยือนซึ่งมีกำหนดการเข้าเฝ้าพระราชินีด้วยเหตุผลที่ไม่พอใจที่เดนมาร์กไม่รับข้อเสนอกรีนแลนด์ของสหรัฐ

ไต้หวันจ่อเจอพายุปะทะเต็มๆครั้งแรกใน 2 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598441

  • วันที่ 22 ส.ค. 2562 เวลา 16:24 น.

ไต้หวันจ่อเจอพายุปะทะเต็มๆครั้งแรกใน 2 ปี

ไต้หวันจับตาไต้ฝุ่น “ไป๋ลู่” อาจเป็นไต้ฝุ่นลูกแรกในรอบ 2 ปี ที่พัดผ่านกลางเกาะไต้หวัน

สื่อท้องถิ่นไต้หวันรายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยาของไต้หวันกำลังเฝ้าจับตาการเคลื่อนตัวของพายุไต้ฝุ่น ไป๋ลู่ (หมายถึงกวางเผือก) ซึ่งเป็นพายุไต้ฝุ่นประจำฤดูลูกที่ 11 ของปีนี้ โดยพายุดังกล่าวขณะนี้กำลังเคลื่อนตัวมีจุดศูนย์กลางห่างจากจุดใต้สุดของไต้หวันไปทางปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ 1,190 กม. และกำลังมุ่งหน้าขึ้นเหนือมายังไต้หวันด้วยความเร็ว 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

Photo : cwb.gov.tw

คาดการณ์ว่าอิทธิพลของพายุลูกนี้จะส่งผลกระทบต่อไต้หวันช่วงวันเสาร์นี้ (24 ส.ค) ส่งผลให้มีฝนตกหนักและลมกรรโชกแรงหลายพื้นที่ทั่วเกาะ ต่อเนื่องจนถึงวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ ทางการได้ออกประกาศเตือนภัยไปยังประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้เฝ้าระวังน้ำท่วมเฉียบพลัน

อย่างไรก็ดี ในวันที่ 22 ส.ค.นี้ พบว่ามีหย่อมความกดอากาศสูงบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกทวีกำลังแรง ส่งผลให้มีโอกาสที่พายุลูกดังกล่าวอาจเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไปยังญี่ปุ่น แต่ส่วนใหญ่ขณะนี้ทิศทางของพายุยังคงมุ่งเข้าปะทะเกาะไต้หวันแบบเต็มๆ และจะส่งผลกระทบต่อไต้หวันหนักสุดในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ประชาชนที่มีกำหนดเดินทางไปไต้หวันในสุดสัปดาห์นี้โปรดติดตามข่าวและกำหนดการเที่ยวบินอย่างใกล้ชิด

ไฟป่าอะเมซอนกำลังทำลายแหล่งยารักษาโรคร้ายแรงของมนุษยชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598438

  • วันที่ 22 ส.ค. 2562 เวลา 16:14 น.

ไฟป่าอะเมซอนกำลังทำลายแหล่งยารักษาโรคร้ายแรงของมนุษยชาติ

ป่าอะเมซอนมีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีพืชที่อาจเป็นกุญเจไขความลับเกี่ยวกับโรคร้ายที่ยังหาทางรักษาไม่ได้ แต่ป่าแห่งนี้ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว ล่าสุด คือภัยจากไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี เผาผลาญพื้นที่ตอนในของป่าที่ใกล้กับเทือกเขาแอนดีส

ปัจจุบัน 25% ของยารักษาโรคที่เราใช้กันอยู่ มีพืชเป็นส่วนผสมโดยตรง ไม่รวมถึงยารักษาโรคที่สังเคราะห์ขึ้นให้มีองค์ประกอบคล้ายกับพืช และป่าฝนเขตร้อนคือแหล่งพืชรักษาโรคแห่งใหญ่ ในป่าอะแมซอนนั้นคือต้นกำเนิดของยารักษาโรคมาลาเรีย โรคต้อหิน และโรคลูคีเมีย

สถาบันโรคมะเร็งแห่งชาติสหรัฐ (US National Cancer Institute) ระบุว่า มีพืช 3000 ชนิดที่มีปฏิกิริยาต่อเซล์มะเร็ง ในจำนวนนี้ 70% มาจากป่าฝนเขตร้อน

จากข้อมูลของ FAO ในป่าอะเมซอนมีพืช 1,300 ชนิดที่ถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรค ใช้เป็นยาพิษ หรือสารเสพติด แต่การทำลายป่าอะเมซอนไม่ได้ทำให้พืชที่ล้ำค่าถูกทำลายไปตลอดกาลเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อวิถีชีวิตของชนเผ่าที่อาศัยในป่าดงดิบ และมีบางเผ่าที่ยังไม่เคยสัมผัสกับโลกภายนอกมาก่อน

องค์กร Amazon Aid ชี้ว่า ผู้ที่กุมลับเกี่ยวกับยารักษาโรคในป่าอะเมซอนเอาไว้ คือบรรดาพ่อหมอหรือหมอผีประจำเผ่า (shamans) หมอยาประจำเผ่าเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีความรู้เรื่องสรรพคุณของพืชสมุนไพรในป่าหลายร้อยชนิดเท่านั้น แต่ยังมีวิธีการวินิจฉัยโรคที่เป็นระบบอีกด้วย ดังนั้น ชนเผ่าป่าอะเมซอนจึงไม่ใช่กลุ่มคนที่ล้าหลัง แต่เป็นกลุ่มคนที่รักษาข้อมูลเกี่ยวกับป่าลึกเอาไว้ เพื่อรอวันที่คนภายนอกจะติดต่อและเรียนรู้จากพวกเขา

FAO ชี้ว่า ข้อมูลของหมอยาชาวป่าเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกบันทึกไว้ และมักถ่ายทอดโดยปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่น ดังนั้นนักวิจัยจึงเปรียบเทียบว่าการเสียชีวิตของหมอยาชาวป่าจึงเท่ากับเป็นการสูญเสียคลังความรู้เทียบได้กับหอสมุดแห่งชาติ

ทุกวันนี้มีกลุ่มชนเผ่าอาศัยในป่าอะเมซอน 500 เผ่า มีประชากรรวมกัน 1 ล้านคน มีสัตว์และพืช 3 ล้านชนิด ไฟป่าที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี จะส่งผลกระทบต่อชนเผ่าและพืชกับสัตว์อย่างมากมายมหาศาล สาเหตุของไฟป่าอาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ตั้งแต่สาเหตุธรรมชาติ การเผาป่าทำเกษตร เผาป่าจับจองที่ดิน ไปจนถึงการเผาป่าเพื่อขับไล่ชนเผ่าเพื่อฮุบเอาที่ดิน

จากการรายงานของ Folha de S.Paulo พบว่า ไฟป่า 68 แห่งในสัปดาห์นี้เกิดขึ้นในถิ่นสงวนสำหรับอยู่อาศัยของชนเผ่า และรายงานว่า พื้นที่ที่เกิดไฟป่ามากที่สุด คือจุดที่มีการตัดไม้ทำลายป่ามากที่สุด

ที่น่าตกใจก็คือ ประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารู แห่งบราซิล กล่าวหาว่ากลุ่มองค์กรเอกชนคือผู้ที่จุดไฟทำลายป่า ทั้งๆ ที่คนกลุ่มนี้คือผู้ต่อต้านการทำลายป่าอะเมซอนและปกป้องชนเผ่าในป่า

อ้างอิง

Medicinal Secrets of the Amazon Rainforest. (March 31, 2016). Amazon Aid

Medicinal plants for forest conservation and health care. (1997). FAO

Wave of Fires in Brazil Hits 68 Protected Areas This Week. (August 21,2019). Folha de S.Paulo

ประธานสภานิวซีแลนด์ป้อนนมลูกเพื่อนสมาชิกขณะปฏิบัติหน้าที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598423

  • วันที่ 22 ส.ค. 2562 เวลา 14:39 น.

ประธานสภานิวซีแลนด์ป้อนนมลูกเพื่อนสมาชิกขณะปฏิบัติหน้าที่

ประธานสภาผู้แทนฯนิวซีแลนด์ ช่วยเพื่อนสมาชิกป้อนนมลูก ระหว่างอภิปราย

กลายเป็นภาพสุดน่ารักเมื่อ นายเทรเวอร์ มาลลาร์ด (Trevor Mallard) ประธานสภาผู้แทนราษฎรของนิวซีแลนด์ ได้เชิญแขกวีไอพีคนหนึ่งเป็นทารกแรกเกิดวัย 1 เดือน บุตรชายของนาย Tamati Coffey เพื่อนสมาชิกฯ อุ้มขึ้นมาบนเก้าอี้ประธานฯ พร้อมรับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงป้อนนมในระหว่างที่นาย Coffey ผู้เป็นบิดากำลังอภิปรายดีเบตกับสมาชิกท่านอื่น

 

 

นายเทรเวอร์ ได้โพสต์ภาพดังกล่าวพร้อมข้อความบนทวิตเตอร์ส่วนตัวระบุว่า “โดยปกติแล้วเก้าอี้ของประธานสภาจะใช้งานโดยสมาชิกสภาเท่านั้น แต่วันนี้มีแขกคนพิเศษมานั่งกับผม ขอแสดงความยินดีกับ Tamati Coffey ที่ได้สมาชิกคนใหม่ของครอบครัว”

 

ภาพดังกล่าวถูกรีทวีตอย่างแพร่หลายบนทวิตเตอร์

สำหรับทารกน้อยวัย 1 เดือนรายนี้เป็นบุตรของนาย Coffey สมาชิกสภาฯกับนาย Tim Smith คู่ชีวิตของเขาผ่านการอุ้มบุญและได้ให้กำเนิดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ปีที่แล้วนายกรัฐมนตรีจาร์ซินดา อาร์เดิน ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นผู้นำโลกคนแรกในรอบกว่า 30 ปี ที่ให้กำเนิดลูกระหว่างรับตำแหน่งผู้นำประเทศ พร้อมทั้งเธอยังนำลูกน้อยของตน เข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติด้วย

ชมคลิป : 

แควนตัสเตรียมทดสอบนอนสต็อปไฟลท์ บินนาน 20 ชั่วโมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598408

  • วันที่ 22 ส.ค. 2562 เวลา 13:13 น.

แควนตัสเตรียมทดสอบนอนสต็อปไฟลท์ บินนาน 20 ชั่วโมง

สายการบินแควนตัสเตรียมทดสอบเที่ยวบินนอนสต็อปยาว 20 ชั่วโมง ระหว่าง ซิดนีย์-ลอนดอน-นิวยอร์ก เพื่อทดสอบว่าผู้โดยสารจะทนได้หรือไม่ หากเปิดเส้นทางบินในอนาคต

สายการบินแควนตัส ของออสเตรเลียได้เปิดเผยเมื่อว่า เตรียมทดสอบทำการบินยาว 20 ชั่วโมง ในเส้นทาง ซิดนีย์ – ลอนดอน- นิวยอร์ก พบทดสอบความร่างการของผู้โดยสารจะเป็นเช่นไร ก่อนอาจจะมีการเปิดเส้นทางบินในเชิงพาณิชย์ในอนาคต

แควนตัสเผยว่า การบินทดสอบครั้งนี้จะมีขึ้นในเดือนตุลาคม โดยใช้เครื่องบินรุ่น โบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ ส่วนผู้โดยสารที่จะร่วมทำการบินทดสอบนอนสต็อปครั้งนี้ ก็ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ของสายการบินจำนวน 40 คนเท่านั้น เพื่อดูว่าร่างการของผู้โดยสารจะเป็นเช่นไรหากต้องบินนานต่อเนื่องเป็นระยะเวลาเกือบ 20 ชั่วโมง

โดยบรรดาเจ้าหน้าที่ของสารการบินที่จะเข้าทดสอบนั้นจะต้องผ่านการประเมินด้านสุขภาพจากแพทย์ก่อน

การทดสอบครั้งนี้มีขึ้นประเมินถึงความพร้อมด้านต่างๆทั้งอากาศยานและผู้โดยสาร ก่อนที่สายการบินจะมีการเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างซิดนีย์ – นิวยอร์ก และซิดนีย์-ลอนดอน ภายในปี 2022 ซึ่งทั้งสองเส้นทางนั้นล้วนมีระยะเวลาทำการบินนานถึง 19-20 ชั่วโมง

อย่างไรก็ดี เครื่องบินที่ใช้ในการทดสอบจะเป็นรุ่นดรีมไลเนอร์ แต่ทางแควนตัสยังไม่ได้ตัดสินใจว่าเมื่อเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์จะใช้เครื่องรุ่นใดในการให้บริการระหว่างโบอิ้ง 777-8X หรือ แอร์บัส A350-900 ULR ซึ่งเป็นเครื่องบินขนาดกลางที่มีพิสัยบินไกลทั้งคู่

สำหรับปัจจุบันแควนตัสมีเส้นทางบินตรงระหว่างออสเตรเลียกับอังกฤษเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้นคือ เพิร์ธ-ลอนดอน แต่ยังไม่มีเส้นทางบินตรงระหว่างเมืองหลักๆของออสเตรเลียกับลอนดอน โดยเส้นทางบินดังกล่าวผู้โดยสารมักต้องต่อเครื่องที่สนามบินชางงีของสิงคโปร์

นักสำรวจเผยภาพเรือ “ไททานิค” ครั้งแรกรอบ 15 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/598400

  • วันที่ 22 ส.ค. 2562 เวลา 11:58 น.

นักสำรวจเผยภาพเรือ "ไททานิค" ครั้งแรกรอบ 15 ปี

นี่คือภาพของเศษซากที่หลงเหลืออยู่ของเรือไททานิค ขณะที่ส่วนอื่นๆถูกย่อยสลายจนแทบไม่เหลือให้เห็นอีกแล้ว

ทีมนักสำรวจใต้ทะเลของ Atlantic Productions ซึ่งเป็นผู้ผลิตสารคดีสัญชาติอังกฤษ ได้เปิดเผยภาพวิดิโอล่าสุดของเรือง RMS Titanic อันโด่งดังที่จมอยู่ใต้ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกมานานกว่า 100 ปี โดยทีมนักสำรวจพบว่าหลายส่วนของเรือนั้นได้ถูกไมโครแบคทีเรียย่อยสลายจนไม่เหลือซากแล้ว

ภาพนิ่งและวิดิโอชุดนี้ที่เปิดเผยนับเป็นการลงไปถ่ายให้เห็นสภาพของเรือไททานิกเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 15 ปี จากครั้งล่าสุดที่มีการส่งยานสำรวจลงไปเก็บภาพของเรือในปี 2005

 

 

วิคเตอร์ เวสโคโว หนึ่งในทีมนักสำรวจเผยว่า ความแตกต่างของซากเรือที่จมอยู่ใต้ก้นมหาสมุทรลึก 3,800 เมตรคือ เศษซากบางส่วนของเรือเช่น ภายในห้องพักของกัปตันซึ่งเคยพบอ่างอาบน้ำเมื่อ 15 ปีก่อนนั้น ปัจจุบันได้หายไปแล้ว

ขณะที่ส่วนอื่นๆเช่น ดาดฟ้าเรือในด้านเดียวกันยังก็เริ่มพังถล่มลงมา พร้อมๆกับห้องนอนผู้โดยสารอีกหลายห้อง และคาดว่าหลังคาของเลานจ์บริเวณหัวเรืออาจเป็นส่วนต่อไปที่ถูกย่อยสลาย ส่วนบริเวณที่หายไปมากที่สุดคือพื้นที่กราบขวาในส่วนที่เป็นที่พักของลูกเรือ

 

 

ขณะที่บริเวณส่วนหัวเรือ แสดงให้เห็นสภาพการถูกกัดกร่อนด้วยสนิมและแบคทีเรียกินโลหะอย่างช้าๆ “เศษซากของเรือกำลังจะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาของมัน ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการธรรมชาติ” ลอร์รี่ จอห์นสัน หนึ่งในทีมนักสำรวจกล่าว

การลงไปถ่ายภาพของทีมนักสำรวจครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตสารคดีอง Atlantic Productions โดยมีการใช้ยานสำรวจใต้น้ำที่เรียกว่า DSV Limiting Factor ความยาว 4.6 เมตร สูง 3.7เมตร ของบริษัทTriton Submarines ในการดำลงไปในความลึกใต้ทะเลเกือบ 4 กิโลเมตร โดยอุปสรรคใหญ่ของการสำรวจในครั้งนี้คือสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย

 

สำหรับเรือไทนานิค ได้ชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งขณะกำลังแล่นไปยังนครนิวยอร์กของสหรัฐเมื่อคืนวันที่ 14 เมษายนปี 1912 ก่อนจะจมลงสู่ก้นมหาสมุทรในเวลาราว 02.00 ของวันที่ 15 เมษายน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1,514 ราย

ต่อมาในปี 1985 ทีมนักสำรวจฝรั่งเศส-อเมริกันสามารถระบุตำแหน่งของการจมของเรือได้เป็นครั้งแรก ปีต่อมา 1986 มีการส่งยานสำรวจลงไปยังซากของเรือ

ปี 1987 มีการเก็บวัตถุต่างๆจากเรือขึ้นมาถึง 1,800 ชิ้น ปี 1995 เจมส์ คาเมรอน ลงสำรวจซากของเรือ พร้อมกับเก็บภาพและข้อมูลต่างเพื่อประกอบการสร้างภาพยนต์

ปี 1998 ภาพยนต์ไทนานิคออกฉาย ปี 2005 ยานสำรวจสองลำลงบันทึกภาพเศษซากของเรือ

ปี 2012 ซากเรือไททานิคได้รับการขึ้นทะเบียนปกป้องโดยองค์การยูเนสโก

Photo : Atlantic Productions  / Wikicommon